อาการเวียนศีรษะ

‘อาการเวียนศีรษะ’ ตอนที่ 1 ‘แพทย์-คนไข้ขอเข้าใจตรงกันก่อน’

อาการเวียนศีรษะ เป็นอาการที่ พบได้ทั่วไปในคนทุกกลุ่มอายุ แต่มักพบได้บ่อยในคนสูงอายุ เป็นอาการไม่เฉพาะเจาะจงสำหรับโรคใดโรคหนึ่ง และไม่ได้มีสาเหตุมาจากระบบประสาทเสมอไป เป็นอาการที่มักทำให้แพทย์ผู้ตรวจเกิดอาการเวียนศีรษะตามไปด้วย เนื่องจากบางครั้งผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีอาการผิดปกติอื่นและตรวจไม่พบความผิดปกติใด ๆ และ ที่สำคัญบ่อยครั้งที่ผู้ป่วยเองก็สับสนจนใช้คำพูดสับสนทำให้แพทย์ผู้ตรวจพลอยสับสนไปด้วย

เนื่องจากมีคำหลายคำที่ผู้ป่วยมักใช้ในการบอกอาการต่อแพทย์ และให้ความหมายได้แตกต่างกัน เช่น มึน งง ลอย โคลง เวียน หน้ามืด  เป็นต้น เราจึงควรทำความตกลงกันให้เข้าใจตรงกันว่า เราจะพูดคุยเรื่องอะไร

1.  อาการเวียนศีรษะ  (Dizziness)

อาการเวียนศีรษะ มึนงง เมา เป็นอาการที่พบบ่อย ผู้ป่วยจะรู้สึกสมองตื้อไม่แจ่มใสเท่าที่ควร คิดอะไรไม่ออกคล้ายกับคนนอนไม่พอ ความสัมพันธ์รับรู้สิ่งแวดล้อมลดลงหรือประสาทที่ทำหน้าที่รับรู้เสื่อมลง  มักใช้เมื่อมีการรบกวนระบบประสาทในการรับรู้ด้านต่าง ๆ ได้แก่

1.1 ระบบประสาทรับภาพของตา หรือระบบประสาทเคลื่อนไหวลูกนัยน์ตาไม่ทันกับสภาพที่เคลื่อนที่เร็ว เช่น ขณะนั่งในรถที่กำลังวิ่งเร็ว หรือมองตามวัตถุที่เคลื่อนที่เร็ว

1.2 ระบบประสาทรับสัมผัส เนื่องจากการผสมผสานกันของสัญญาณประสาทรับสัมผัสจากระบบ ต่างเป็นไปอย่างไม่ปกติ เช่น การยืนใกล้กับสิ่งของ สิ่งก่อสร้าง หรือหน้าผาที่มีขนาดใหญ่มาก หรือภาวะกลัวความสูง

1.3 ระบบรับสัญญาณประสาทของสมองส่วนกลาง  เช่น   ถูกกดจากการทานยานอนหลับ   ดื่มสุราหรืออดนอน ภาวะความเครียด วิตกกังวล หวาดกลัว หรือโรคทางกายที่มีผลต่อสมอง ได้แก่ ภาวะขาดสารอาหาร น้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำผิดปกติ  โรคไทยรอยด์เป็นพิษ  โรคหัวใจ  โรคปอดเรื้อรัง เป็นต้น

2.  อาการเวียนศีรษะหมุน (Vertigo)

อาการเวียนศีรษะหมุน เป็นความรู้สึกหลอน เนื่องจากในความเป็นจริง ทั้งตัวเราเองและสิ่งแวดล้อมไม่ได้หมุน ผู้ป่วยที่มีอาการเวียนหมุน รู้สึกตัวเองหมุน หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวหมุน เกิดจากความไม่สมดุลกันของสัญญาณประสาทของระบบประสาทการทรงตัวในหูชั้นใน ซึ่งตามปกติประสาทหูชั้นในจะทำหน้าที่ในการทรงตัวโดยจะให้สัญญาณประสาทที่สมดุลกันทั้งสองข้างในขณะพัก

3.  อาการโคลงเคลง เสียศูนย์  เอียง  เซ 

อาจเกิดร่วมกับอาการเวียนศีรษะหมุนหรือเกิดเองโดยผู้ป่วยมักจะมีปัญหาในการยืน เดิน เสียการทรงตัว มีความรู้สึกคล้ายยืนอยู่ในเรือ เท้าจะลอย อาจจะล้ม หรือเกือบจะล้มไปด้านใดด้านหนึ่ง ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการเคลื่อนไหว เกิดจากความผิดปกติของสมองได้หลายตำแหน่ง เช่น สมองใหญ่ สมองน้อย ทางเดินประสาทที่นำคำสั่งไปยังกล้ามเนื้อแขนและขา ระบบประสาทรับความรู้สึกจากแขน ขา และข้อต่อหรือระบบประสาทการทรงตัวในหูชั้นใน

4.  อาการหวิว ลอย หน้ามืด

ผู้ป่วยมีอาการหน้ามืดคล้ายจะหมดสติ อาจถึงขั้นเป็นลมหมดสติ ถ้าเป็นมากต้องนอนหลับตานิ่ง แต่ยังได้ยินเสียงคนพูดคุยกัน มักมีอาการขณะเปลี่ยนท่าเร็ว เช่น ลุกจากท่านั่ง จากท่านอนหรือจากท่านั่งยอง ๆ เป็นต้น ซึ่งเกิดเนื่องจากเลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองส่วนใหญ่ไม่ทัน อาจเป็นความผิดปกติของปริมาณเลือด การบีบตัวของหลอดเลือดและความผิดปกติของหัวใจ
ระบบการทรงตัวของมนุษย์ ประกอบด้วย ระบบประสาทรับข้อมูล 3 ระบบ คือ

1. สายตา หรือการมองเห็น (Vision) ทำให้เราสามารถปรับตำแหน่งของศีรษะ ลำตัว แขนขาให้อยู่ในแนวตามที่ต้องการ ตามภาพที่เราเห็น เช่น เมื่อเราดูกระจกเราจะจัดท่าทางของเราได้ง่ายขึ้น

2.ประสาทการทรงตัวในหูชั้นใน  (Vestibular system) หูชั้นในประกอบด้วย ส่วนของประสาทก้นหอย (cochlea) ซึ่งทำหน้าที่รับเสียงทำให้เกิดการได้ยิน และส่วนของประสาทการทรงตัว (labyrinth หรือ vestibule) ซึ่งทำหน้าที่รับการทรงตัว ประสาทการทรงตัวนี้จะส่งสัญญาณประสาทขึ้นไปยังสมองเพื่อบอกตำแหน่งของศีรษะในการเคลื่อนไหวทั้งในแนวตรงหรือในการหมุนเอี้ยวศีรษะ ระบบนี้ช่วยให้ทรงตัวได้ในที่มืดหรือเคลื่อนศีรษะประสานกับนัยน์ตาได้ตามที่ต้องการ ในภาวะปกติระบบประสาทระบบนี้จะให้สัญญาณประสาทเข้าสู่สมองอย่างต่อเนื่องทั้งในขณะพักศีรษะอยู่ตรงนิ่งและขณะเคลื่อนไหวศีรษะ

3.สัญญาณประสาทจากข้อต่อกระดูกและกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย (Proprioception) จะนำความรู้สึกขึ้นไปยังสมองเพื่อรับรู้ระยะของแขน ขาต่อสิ่งแวดล้อมทำให้การรักษาท่าทางขณะก้าวเดิน ยืน นั่ง เป็นไปอย่างสมดุลช่วยให้เราทรงตัวได้ในที่มืดหรือที่ลาดเอียง ทำให้ แขน ขาทำงานประสานกับสายตาและระบบประสาทอื่นได้

ทั้ง 3 ระบบจะส่งสัญญาณไปรวมบรรจบกันที่สมองน้อย ติดกับก้านสมองบริเวณท้ายทอย ทำหน้าที่รวบรวมสัญญาณประสาท ทำให้การเคลื่อนที่ของร่างกายและการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อต่างเป็นไปอย่างสมดุล ถ้ามีความผิดปกติที่ระบบใดระบบหนึ่งอาการแสดงจะยังไม่มากนัก ในคนปกติหากระบบ 2 ใน 3 ระบบยังทำงานได้ตามปกติร่างกายจะสามารถควบคุมสมดุลได้ ถ้าเสียมากกว่า 1 ระบบ ก็จะเกิดอาการเวียนศีรษะเสียการทรงตัวได้ แต่แม้เกิดความผิดปกติเพียงระบบเดียวแบบเฉียบพลันหรือรุนแรง ก็จะทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะหรือเสียการทรงตัวได้ทันทีเช่นกัน

ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ นายแพทย์จันทร์ชัย เจรียงประเสริฐ ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงศ์

.

ที่มา: เดลินิวส์   20 กรกฎาคม 2554

.

อาการเวียนศีรษะ ตอนที่ 2 คุยกับหมอ – ตรวจกับหมอ

อาการเวียนศีรษะหมุนมักเกิดแบบฉับพลันแล้วจะหายไปในระยะเวลาตั้งแต่เป็นวินาที นาที ชั่วโมง หรือเป็นวันหรือหลายวัน ขึ้นกับสาเหตุของโรคและความรุนแรงของโรค ในบางรายอาจเกิดซ้ำหรือบางรายอาจมีอาการนานหรือเป็นแล้วหายได้

อาจพบอาการร่วมอื่นโดยเฉพาะอาการทางหู เช่น หูอื้อ การได้ยินลดลง มีเสียงรบกวนในหู รู้สึกแน่นในหู ปวดหู มีของเหลวไหลออกจากหู

อาการทั่วไป (vegetative symptom) เช่น คลื่นไส้ อาเจียน มือสั่น ใจสั่น หน้าซีด หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เหงื่อออกมาก ปวดศีรษะ ตาลาย

อาการทางระบบประสาท เช่น ตาพร่าเห็นภาพซ้อน ตากระตุก หลับตาไม่สนิท ใบหน้าชา ใบหน้าเบี้ยว เคี้ยวอาหารลำบาก กลืนอาหารลำบาก สำลักอาหาร เสียงแหบ พูดลำบาก คอแข็ง ชัก แขน ขาไม่มีแรง อัมพาตหรือมีอาการชา เดินเซ ล้ม และถ้าหากมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วยถือว่าเป็นอาการที่จะต้องรีบพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันทีคำถามที่สำคัญที่แพทย์จะถามผู้ป่วย

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะถามคำถามที่สำคัญเพื่อให้ได้แนวทางถึงสาเหตุ หรือสมมติฐานของการเกิด อาการเวียนศีรษะ ดังต่อไปนี้

1. อาการเริ่มอย่างไร เวียนทันทีทันใดหรือค่อยเป็นค่อยไป
2. ขณะกำลังทำอะไร จะทำอะไร
3. เป็นนานแค่ไหนเป็นๆ หายๆหรือตลอดเวลา
4. เป็นบ่อยแค่ไหน ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน หรือนานๆ ครั้ง
5. อะไรทำให้เกิดอาการเกี่ยวกับท่าทางหรือไม่สาเหตุกระตุ้น
6. เวลาเวียนทำอย่างไรถึงหาย
7. อาการทุเลาลงหรือเป็นมากขึ้นหรือหายได้สนิท
8. อาการร่วมขณะมีอาการเวียน
9. อาการภายหลังจากหายเวียน
10. โรคที่เป็น เคยเป็น โดยเฉพาะด้านหูและระบบประสาท
11. อุบัติเหตุภยันตราย โดยเฉพาะต่อหูและระบบประสาท
12. ยาที่รับประทาน สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อหูและระบบประสาทเนื่องจากมียามากกว่า 300 ชนิด ที่มีรายงานว่า มีผลข้างเคียงทำให้เวียนศีรษะทั้งหมุนและไม่หมุน โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อระบบประสาท ระบบหัวใจและหลอดเลือดการตรวจ

เมื่อแพทย์ได้แนวทางของอาการเวียนศีรษะจากการซักประวัติแล้ว จึงจะทำการตรวจเท่าที่จำเป็นตามลำดับดังนี้ 

1. การตรวจร่างกาย แพทย์จะทำการตรวจร่างกายในระบบทั่วไป ตรวจทางหู คอ จมูก ทางระบบประสาทและประสาทการทรงตัว

2. การตรวจด้วยเครื่องมือ เช่น ตรวจการได้ยิน (Audiometry, tympanometry) การตรวจประสาทการได้ยินระดับก้านสมองด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ : Brainstem Auditory Evoked Responses (BAER) ตรวจการกลอกตาและการทรงตัว (Electronystagmography– ENG) หรือ ตรวจภาพรังสีของหู กะโหลกศีรษะ

3. การตรวจเลือดเช่น ระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด ความเข้มข้นเลือด โรคซิฟิลิส เป็นต้น

4. การตรวจสมองหรือระบบประสาทด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น การตรวจสมองด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ : CT brain scan หรือเครื่องแม่เหล็กไฟฟ้า : MRI brain scan

อาการเวียนศีรษะที่อันตราย และจะต้องพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที หากปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดอันตรายหรือเกิดความพิการได้

1. เวียนศีรษะหมุนมาก ทานอาหารและยาไม่ได้ คลื่นไส้ อาเจียนมาก
2. อาการเป็นซ้ำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ หรือเป็นตลอดเวลาและนานกว่า 3 สัปดาห์
3. หมดสติ ชัก หรือมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย
ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ นายแพทย์จันทร์ชัย เจรียงประเสริฐ ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์   10 กรกฎาคม 2553

.

‘อาการเวียนศีรษะ’ ตอนที่ 3 เกิดได้จากหลายสาเหตุ

สาเหตุของอาการเวียนศีรษะ

1.Donald Macrae  (1960) รายงานผู้ป่วยในคลินิกประสาท 7,723 คน มาด้วยอาการเวียนร้อยละ 6 ซึ่งในจำนวนนี้เป็นสาเหตุจากจิตใจราวร้อยละ 25

ตารางที่ 1  แสดงร้อยละของโรคที่เป็นสาเหตุ

ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะจำนวนผู้ป่วย 100 ราย แต่มีอาการซ้ำซ้อน บางรายมีสาเหตุมากกว่า  1 อย่างจำนวนร้อยละ (ในวงเล็บ)คำนวณตามสาเหตุหลักที่เป็นเหตุนำ

1. ไม่ทราบสาเหตุ                               30–50                8(8)        83(49)         154(36.7)

2. โรคหู   Meniere’s disease          35–60                4(4)        11(6.5)        71(16.9)

ซิฟิลิส                                                                                              11(6.5)        18(4.3)
Vestibular Schwannoma                                                              9(5.3)           2(0.5)
Benign paroxysmal positional                                16(16)        8(4.7)          93(22.1)
vertigo
Vestibular neuronitis                                                  3(3)
Other peripheral vestibulopathy                         10(14)
Central vestibulopathy                                           10(10)
การสูญเสียประสาทการรับฟัง                                                             4(2.3)          41(9.8)

3. รอยโรคที่กระดูกต้นคอ                                                                    7(4.1)
4. การบาดเจ็บที่ศีรษะ                                                                       6(3.5)           3(0.7)
5. สารที่เป็นพิษต่อประสาทหู                                                              5(2.9)           2(0.5)
6. รอยโรคในระบบประสาทกลาง              10–15                              6(3.5)          20(4.8)
7. โรคทางหัวใจและหลอดเลือด                5–25
8. โรคทางจิตใจ                                       12–25
9.  Migraine                                                            1(1)
10. Psychiatric disorder                                   16(40)
11. Presyncope                                                  6(11)
12. Dysequilibrium                                            2(17)
13. Hyperventilation                                                (3)
14. Multicausal                                                   13(13)
15. อื่น ๆ                                                                 10(18)           9(11.7)         16(3.8)

2.Castar พบสาเหตุทางจิตใจถึงร้อยละ 50 โดยเฉพาะคนไข้ที่อายุมากกว่า 40 ปี และเกี่ยวข้องกับภาวะหมดประจำเดือนถึงร้อยละ 20

3.Aavtaa (1961) อาการเวียนศีรษะที่หาสาเหตุไม่พบมีถึงร้อยละ 50 แม้จะตรวจติดตามการรักษาถึง  6 ปีแล้วก็ตามจากการรวบรวมการศึกษาวิจัยหลายฉบับพบว่า ในผู้ป่วยคนหนึ่งอาจมีสาเหตุของอาการเวียนได้มากกว่าหนึ่งอย่าง ซึ่งอาจประมาณได้ดัง ในตารางที่ 1

ตารางที่ 2 แสดงตำแหน่งของโรคและพยาธิกำเนิดที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ

ตำแหน่งของโรค*                     พยาธิกำเนิด*

1.  หูชั้นนอก                     การอุดตัน การอักเสบ การติดเชื้อ

2.  หูชั้นกลาง                   ภยันตราย ความผิดปกติมาแต่กำเนิด

3.  หูชั้นใน                         ขาดเลือด ขาดออกซิเจน

4.  ระบบประสาท              โรคทางเมตาบอลิก ยา และสารพิษ

5.  ระบบอื่น ๆ                     เนื้องอก
- หัวใจและหลอดเลือด     อาการลมชัก อาการไมเกรน
- ระบบเลือด                     ร่างกายอ่อนแอ ขาดการออกกำลังกาย
- กระดูกต้นคอผิดปกติ     ปัญหาครอบครัว ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม

6.  ทางจิตใจ                     นอนไม่หลับ

ตำแหน่งของโรค และพยาธิกำเนิด อาจจัดวางไม่ตรงแถวเดียวกัน โปรดดูคำอธิบายในบทความประกอบ

ตารางที่ 2 แสดงตำแหน่งของโรคและพยาธิกำเนิดที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ โดยที่พยาธิกำเนิดบางชนิดอาจเกิดที่ตำแหน่งของโรคตำแหน่งใดก็ได้ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นนอก กลางหรือใน หรือในระบบประสาทก็อาจทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะได้เช่นกัน หรือตำแหน่งของโรคอาจมีพยาธิกำเนิดได้หลายชนิด เช่น หูชั้นในอาจทำให้เวียนได้จาก ภยันตราย การขาดออกซิเจน ขาดเลือด ยา สารพิษ เป็นต้น

อาการเมารถเมาเรือ  (Motion sickness)

อาการเมารถเมาเรือ เป็น physiologic dizziness ที่เกิดในคนปกติเมื่อมีการกระตุ้นจากการเคลื่อนไหวศีรษะ (motion) การกลอกตากลับไปกลับมานาน ๆ ทั้งในทิศทางและแนวโค้ง  (linear & angular direction) โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวในแนวหลายระนาบ(multiplanar) จะมีอาการมากที่สุดหากได้รับการกระตุ้นเป็นเวลานานพอหรือในคนที่ไว เช่น การนั่งรถหรือเรือที่มีการแกว่งไกวมาก

ผู้ป่วยมักจะมีอาการของระบบประสาทอัตโนมัติเป็นอาการนำ เช่น เหงื่อออก ใจสั่น น้ำลายมาก คลื่นไส้อาเจียน กระเพาะอาหารไม่ทำงาน อาหารไม่ย่อย เบื่ออาหาร หายใจเร็ว (hyperventilation) ความไว (susceptibility) ของแต่ละคนไม่เท่ากัน อาจเกิดการปรับตัว (adaptation) ได้ในบางรายเด็กทารกจะไม่ค่อยเป็น และไม่มีลักษณะใดจะทำนายได้ว่าใครจะเมาหรือไม่เมารถ การตรวจระบบการทรงตัวก็ให้ผลไม่ต่างกันนอกจากคนที่มีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด

การป้องกัน นั่งเรือให้ยืนบนดาดฟ้าแล้วมองไปไกลที่ขอบฟ้าหรือชายฝั่ง นั่งรถตอนหน้าสุดมองตรงไกล

การรักษา  Scopoderm TTS เป็นยา Scopolamine ชนิดแปะผิวหนังออกฤทธิ์เร็วภายใน 15 นาที และมีฤทธิ์อยู่นาน  72 ชั่วโมง ช่วยป้องกันอาการอาเจียนได้ดีมีผลข้างเคียงในเรื่องปากแห้ง ท้องผูก ใจสั่น มือสั่น หรือ  การใช้ยา dimenhydrinate ชนิดรับประทาน 1 เม็ด ก่อนออกเดินทาง  30 นาที

ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ นายแพทย์จันทร์ชัย เจรียงประเสริฐ ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

.

‘อาการเวียนศีรษะ’ ตอนที่ 4 การรักษาและผลข้างเคียงจากยา

การรักษาและการป้องกัน อาการเวียนศีรษะ

ถ้ามีอาการควรจะนอนพักบนพื้นราบหรือเตียงนิ่ง ๆ ทำตัวให้สบายพยายามหาท่าที่สบายที่สุด ทำใจให้สบาย  หายใจยาว ๆ ช้า ๆ หลับตาหรือมองที่วัตถุที่อยู่นิ่งอาการมักจะค่อย ๆ ทุเลาลง แล้วจึงนำส่งแพทย์แต่ถ้าเป็นรุนแรงมาก  มีอาเจียนทานยาไม่ได้ควรจะนำส่งสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดก่อนทันที  ซึ่งอาจต้องให้น้ำเกลือและยาฉีดเพื่อบรรเทาอาการในขั้นต้นก่อนส่งต่อไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ป่วยมักมีความตกใจกลัวร่วมด้วยทำให้อาการเพิ่มมากขึ้นซึ่งเป็นอาการที่น่ากลัวและทรมานมากสำหรับบางคน

การรักษาขั้นต้นมักเป็นการรักษาตามอาการ เพื่อให้สบายขึ้น และเมื่อตรวจพบสาเหตุ แล้วจึงจะทำการรักษาที่เฉพาะเจาะจงของโรคนั้น ๆ ต่อไป

การป้องกันขึ้นกับโรคที่เป็นส่วนการระมัดระวังต่อสิ่งกระตุ้น เช่น ท่าบางท่าอาจช่วยลดอาการได้บ้างซึ่งจะเกี่ยวข้องไปถึงการทำกายบริหารเพื่อป้องกันและบรรเทาอาการหลักในการให้ยารักษาอาการเวียนศีรษะ

ในการรักษาตามอาการให้ยึดหลักว่า การให้ยา antiemetic หรือ antivertigo drugs นั้น จะต้องให้

1. ในระยะเฉียบพลันของโรค

2. ในโรคที่มีพยาธิสภาพอยู่ในระบบประสาทส่วนกลางที่มีอาการเรื้อรัง

3. ในโรคที่มีพยาธิสภาพอยู่ในระบบประสาทส่วนปลาย ซึ่งหมายถึง หูชั้นในหรือ labyrinth, เส้นประสาท vestibular เมื่อการดำเนินโรคพ้นระยะเฉียบพลันไปแล้ว ต้องรีบหยุดยาทุกชนิดอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะยาที่มีฤทธิ์กดระบบประสาทกลาง (cerebral suppressants) ทั้งนี้เพื่อให้กลไกการปรับสภาวะ (compensation) สามารถเกิดขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ มิฉะนั้นจะเกิดภาวะปรับตัวไม่ได้หรือเรียกว่า “Decompensation stage” ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะเรื้อรังต่อไป

4.ในโรคที่มีพยาธิสภาพอยู่ในระบบประสาทส่วนปลายแต่การดำเนินโรคเป็นแบบเป็น ๆ หาย ๆ หรือ เป็นโรคที่ไม่หายขาด เช่น โรค Meniere อาจต้องให้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

การเลือกยา ขึ้นกับคุณสมบัติของยาแต่ละตัว   ความรุนแรงของโรค   พยาธิวิทยาของโรค ตลอดจนระยะเวลาของอาการที่เกิดขึ้นว่า   เป็นช่วงใดของโรคระยะเฉียบพลันหรือเรื้อรัง

1. Episodes of prolonged severe vertigo

ถ้ามีอาการเป็นพัก ๆ เป็น ๆ หาย ๆ (episodic or paroxysmal) แต่เป็นครั้งละนานและรุนแรงจะเป็นอาการที่ทรมานผู้ป่วยมาก ผู้ป่วยมักจะนอนหลับตานิ่ง ๆ ในห้องที่เงียบและมืด ดังนั้นยาที่ควรให้ควรจะมีฤทธิ์กล่อมประสาทมาก เช่น diazepam ฉีด ซึ่งควรใช้ด้วยความระมัดระวัง ในการฉีดเข้าเส้นเลือดควรทำในโรงพยาบาลที่มีหน่วยฉุกเฉินเท่านั้น ถ้ามีอาการคลื่นไส้อาเจียนมากอาจให้  prochlorperazine ร่วมไปด้วย

2. Chronic recurrent vertigo

ผู้ป่วยทุกรายจะต้องมีกิจวัตรประจำวันและพยายามที่จะทำงานให้ได้ตามปกติ  จึงควรหลีกเลี่ยงยาที่มีฤทธิ์กล่อมประสาท ดังนั้นยาในกลุ่ม antihistamines, mono-aminergic และ anticholinergic จึงให้ผลในการควบคุมอาการเวียนโดยมีอาการง่วงซึมน้อย

การใช้ promethazine เมื่อต้องการฤทธิ์กล่อมประสาทปานกลาง ร่วมกับ ephedrine จะทำให้ฤทธิ์ในการกล่อมประสาทลดลง  และเพิ่มผลในการลดอาการทางระบบประสาทอัตโนมัติด้วย

Meclizine, cyclizine, dimenhydrinate และ scopolamine ใช้ได้ดีกับผู้ป่วยที่มีอาการ vertigo ไม่รุนแรงหรือมีอาการไม่บ่อย

ส่วน scopoderm TTS เป็นชนิด transdermal ใช้ติดหลังหู 1 แผ่นจะออกฤทธิ์ได้นาน 3 วัน จะให้ผลเท่ากับยารับประทานแต่ผลข้างเคียงน้อยกว่ามาก

ยาในกลุ่ม Ca antagonist และ histamine analog ก็ใช้ได้ดีในผู้ป่วยกลุ่มนี้ แม้จะมีผลข้างเคียงบ้าง นอกจากนี้ยังสามารถลดการเกิด episodic vertigo ได้ด้วยเป็นการป้องกันไปในตัว สำหรับโรคบางโรค เช่น  โรค Meniereยาที่มีผลต่อ Vestibular compensation

ในสัตว์ทดลองพบว่า มียาหลายชนิดที่มีฤทธิ์ในการเร่งขบวนการปรับสภาวะของ vestibular system การใช้ยาเหล่านี้ภายหลังระยะเฉียบพลันอาจทำให้การปรับสภาวะเกิดเร็วขึ้นได้ ได้แก่ยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทกลาง (CNS stimulant) เช่น amphetamine

ในทำนองกลับกันยาที่มีฤทธิ์กดระบบประสาท (CNS suppressant) ก็จะทำให้ขบวนการปรับสภาวะล่าช้าออกไปหรือทำให้เกิดภาวะ decompensation

ข้อควรระวัง  

ในการรักษาผู้ป่วยเวียนศีรษะทางยา นอกจากการรักษาสาเหตุและรักษาตามอาการแล้วยังต้องคำนึงถึงการดูแลอื่น ๆ ที่จะขาดไม่ได้และจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาอีกด้วย

1.การรักษาผู้ป่วยที่เวียนศีรษะและมีอาการอาเจียนอย่างรุนแรง ควรดูแลผู้ป่วยในเรื่องสุขภาพทั่วไปด้วย  เช่น  การสมดุลของสารอาหาร  น้ำ  และเกลือแร่  ควรให้ได้รับอย่างเพียงพอ

2.ควรซักถามประวัติการแพ้ยา เนื่องจากยาในกลุ่มต่าง ๆ มีการรายงานว่า แพ้ยาและมีผลข้างเคียงได้ง่าย  เช่น extrapyramidal side effect (EPS)

3. ห้ามใช้ยาในขณะขับขี่ยานพาหนะ หรือในการใช้เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ที่อาจเป็นอันตราย หรือทำงานในหน้าที่ที่อาจเป็นอันตรายได้  เช่น  ทำงานบนที่สูง  และไม่ควรรับประทานยาร่วมกับสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือยาที่มีฤทธิ์กดประสาท

4. ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาเหล่านี้ในเด็กเล็กและหญิงมีครรภ์

ในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของ peripheral vestibular system เมื่อได้รับการรักษาทางยาแล้วจะยังคงมีอาการเวียนศีรษะอยู่ประมาณ 10%  ซึ่งจะต้องได้รับการบำบัดรักษาด้วยวิธีอื่นต่อไป

ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ นายแพทย์จันทร์ชัย เจรียงประเสริฐ ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงศ์

ที่มา: เดลินิวส์   15 สิงหาคม 2554

About these ads

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s