กว่าจะมาเป็นยา

กว่าจะมาเป็นยา

เภสัชกร ธีรัตถ์ เหลืองมั่นคง
ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ค้นหายาสำคัญ สารไหนกันที่มีฤทธิ์
ปลอดภัยไม่มีพิษ ใช้เพียงนิดพอได้ผล
ต่อยอดพัฒนา จนเหมาะมาใช้กับคน
ตามผลด้วยอดทน มนุษย์พ้นมวลโรคา

          ร้อยแก้วข้างต้น สรุปความถึงกระบวนการคิด ขั้นตอนการทดลองและพัฒนายาขึ้นมา กว่าจะได้เป็นยาที่มีประสิทธิผลในการรักษาโรคหรือภาวะต่างๆ ได้อย่างปลอดภัยนั้น ต้องผ่านอะไรมาบ้าง โดยในแต่ละขั้นตอนนั้น สามารถกล่าวรายละเอียดได้ ดังนี้

ค้นหาตัวยาสำคัญ สารไหนกันที่มีฤทธิ์

ตัวยาสำคัญ คือ ส่วนประกอบสำคัญในยา ที่ทำให้ยานั้นมีผลในการรักษา ตัวยาสำคัญนี้อาจได้มาจากพืช สัตว์ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือได้จากการสังเคราะห์ขึ้นมา แต่กว่าจะได้มาซึ่งตัวยาสำคัญนี้ต้องผ่านกระบวนการต่างๆ มากมาย ดังตัวอย่างของการค้นหาตัวยาสำคัญจากสมุนไพร อาจเริ่มตั้งแต่สืบค้น หาประโยชน์จากการใช้พืชสมุนไพรของชาวบ้านที่เคยใช้สืบเนื่องกันมา เช่น การใช้ว่านหางจระเข้ทาบริเวณที่โดนน้ำร้อนลวก ซึ่งช่วยลดอาการแสบ ลดการเกิดผิวไหม้ได้นั้น ทำให้เกิดแนวคิดขึ้นว่า อาจมีสารใดสารหนึ่งในว่านหางจระเข้เป็นตัวที่ช่วยรักษาแผลน้ำร้อนลวกได้ และสามารถใช้สารนั้นเพียงสารเดียวในการรักษาแผลน้ำร้อนลวกต่อไป ซึ่งแนวคิดนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหาอย่างต่อเนื่องตามมา โดยสังเกตว่าชาวบ้านเลือกใช้เฉพาะส่วนของวุ้นซึ่งลอกยางออกแล้วทาบริเวณที่ถูกน้ำร้อนลวกเท่านั้น ดังนั้นตัวยาสำคัญจึงควรอยู่ในวุ้นนั่นเอง จากนั้นจึงเริ่มทำการสกัด คัดแยก วุ้นว่านหางจระเข้ออกเป็นส่วนๆ แล้วนำแต่ละส่วนที่คัดแยกได้นั้นมาทดลองเบื้องต้นดูว่าส่วนที่ช่วยลดการอักเสบจริงๆ คือส่วนใด โดยมักเป็นการทดสอบปฎิกิริยาทางเคมีเบื้องต้นเป็นหลัก

ขั้นตอนการค้นหาตัวยาสำคัญนี้ยังรวมถึงการพัฒนาวิธีการสกัดและการสังเคราะห์ เพื่อให้ได้สารสำคัญที่บริสุทธิ์เพียงชนิดเดียว ไม่เจือปนสิ่งปนเปื้อนหรือสารอื่นๆ ที่ไม่ต้องการ รวมทั้งกำจัดส่วนประกอบอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการออกฤทธิ์ของยาออกไปอีกด้วย

ปลอดภัยไม่มีพิษ ใช้เพียงนิดพอได้ผล

ตัวยาสำคัญที่ได้ต้องนำมาทดลองต่อเพื่อให้แน่ใจว่า เป็นตัวยาที่นำมาใช้พัฒนาต่อได้จริง ปลอดภัย ไม่ทำให้เกิดพิษต่อผู้ใช้ โดยเริ่มจากการทดลองใช้ตัวยาสำคัญนั้นในสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ก่อน ตามลำดับดังนี้

  1. ทดสอบกับเซลล์มีชีวิตในหลอดทดลอง เช่น การทดสอบสารต้านมะเร็งในเซลล์มะเร็งที่เลี้ยงไว้ ทดสอบยาที่มีผลช่วยสมานแผลในเซลล์เยื่อบุผิวหนัง ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของการทดสอบยากับสิ่งมีชีวิต
  2. ทดสอบในสัตว์ทดลอง เมื่อมั่นใจว่าสารสำคัญที่ทดสอบในหลอดทดลองให้ผลเบื้องต้นที่ดี จึงนำมาทดสอบในสัตว์ทดลอง เช่น หนู สุนัข ลิง เพื่อดูว่าในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเช่นเดียวกับมนุษย์นั้น สารสำคัญยังให้ผลที่ดีเช่นเดิมหรือไม่ ในขั้นตอนนี้ยังช่วยบอกในเบื้องต้นได้ว่า สารสำคัญนั้นมีพิษมากน้อยแค่ไหน และปริมาณสารสำคัญที่เหมาะสมจะนำมาใช้ในมนุษย์คือปริมาณมากน้อยเพียงใด ปริมาณสารสำคัญที่เหมาะสมจะทำให้การใช้ยาก่อให้เกิดผลการรักษาที่ดี แต่ทำให้เกิดพิษจากยาน้อย
  3. ทดสอบในมนุษย์ ในขั้นตอนนี้สารสำคัญนั้นจะถูกทดลองประสิทธิภาพในมนุษย์เป็นครั้งแรก โดยมักเริ่มทดลองจากอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวนน้อยๆ ก่อน ว่ายาให้ผลอย่างไร ก่อให้เกิดพิษในมนุษย์อย่างไรบ้าง จากนั้นจึงเริ่มทำการทดลองในผู้ป่วยต่อไป เช่น ทดลองยาลดความดันโลหิตในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง หรือทดลองยาที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียในผู้ที่เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจ

ต่อยอดพัฒนา จนเหมาะมาใช้กับคน

เมื่อได้ตัวยาสำคัญที่ทดลองจนมั่นใจแล้วว่ามีประสิทธิผลในการรักษา ปลอดภัย ทราบขนาดของตัวยาสำคัญที่เหมาะสมจะนำมาใช้เป็นยาแล้ว ก่อนจะนำมาใช้จริง ต้องมีการพัฒนาสูตรตำรับให้มีความเหมาะสมก่อนเสมอ โดยดูว่าตัวยาสำคัญนั้น ควรจะใช้ในรูปแบบยาใด เช่น ยาฆ่าเชื้อบางชนิดมีรสขมมาก ไม่เหมาะจะนำมาใช้ในรูปของยาเม็ดธรรมดา ควรเคลือบด้วยน้ำตาลก่อน ซึ่งนอกจากจะช่วยกลบรสขมได้แล้ว ยังช่วยให้กลืนได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ยากดภูมิคุ้มกันบางชนิดอาจรับประทานแล้วดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ไม่ดี ต้องมีการพัฒนาโดยการเติมสารอื่นๆ เข้าไปในตำรับยา เพื่อช่วยให้การดูดซึมยาดีขึ้น ยารักษาสิวบางอย่าง เมื่อทาแล้วมักทำให้เกิดอาการแสบ ระคายเคืองมาก เนื่องจากเนื้อครีมที่ใช้ผลิตยานั้นทำให้ยาซึมเข้าสู่ผิวเร็วเกินไป จึงต้องมีการพัฒนาเปลี่ยนรูปแบบของยาครีมที่ใช้ผลิตยาให้ดีขึ้น

นอกจากการพัฒนาสูตรตำรับแล้ว คุณภาพของยาก็เป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ ทำให้ต้องมีการวิเคราะห์ ตรวจสอบว่ายาที่ผลิตออกมามีปริมาณตัวยาสำคัญตามที่ต้องการหรือไม่ ตัวยาสำคัญนั้นยังอยู่ในคงให้ผลการรักษาอยู่หรือไม่หลังจากเก็บรักษายาไว้ในสภาวะต่างๆ ซึ่งก็นำไปสู่การกำหนดวันหมดอายุของยานั่นเอง

ตามผลด้วยอดทน มนุษย์พ้นมวลโรคา

เมื่อได้ตัวยาสำคัญที่ทดสอบจนมั่นใจว่าใช้ได้อย่างมีประสิทธิผลและปลอดภัย รวมทั้งมีการพัฒนาสูตรตำรับให้เหมาะสมต่อการใช้แล้ว ผู้ผลิตยาจะเริ่มวางขายยานั้นสู่ท้องตลาด แต่ขั้นตอนการทดลองยังไม่หมดสิ้น เนื่องจากในการทดสอบประสิทธิผลของยาเบื้องต้นจะทำในทั้งอาสาสมัครและผู้ป่วยเพียงไม่กี่คนเท่านั้น เมื่อยาออกสู่ท้องตลาดจริง ผู้ป่วยอาจมีสภาวะอื่นๆ ที่แตกต่างกันออกไป เช่น เป็นเด็กหรือผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่ใช้ยาอาจมีการทำงานของตับหรือไตบกพร่อง รวมทั้งผู้ป่วยอาจใช้ยาอื่นอยู่ก่อนที่จะได้รับยาตัวใหม่ อาจทำให้เกิดปัญหายาตีกันได้ ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงหลังยาตัวใหม่ออกสู่ท้องตลาด ผู้ผลิตยาหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำการติดตามศึกษาผลเหล่านี้ของยาในผู้ป่วยต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาข้อบ่งใช้ คำแนะนำ คำเตือนและข้อควรระวัง ขนาดการใช้ยาของยาให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

จะเห็นได้ว่ากว่าจะได้เป็นยาหนึ่งตัว ต้องใช้ใจในการคิด กายในการทำ เวลาในการปรับปรุง รวมทั้งเงินในการจัดหาและจัดการสิ่งต่างๆ อีกมากมายมหาศาล สารที่มีฤทธิ์ดีในการทดลองเบื้องต้นหลายตัว อาจไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะถูกพัฒนาต่อยอดจนเป็นยาออกมาใช้ได้จริง ๆ ยาใหม่ ๆ ที่ออกมาขายในท้องตลาด จึงมักมีราคาที่สูงมาก เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตได้คิดคำนวนสิ่งเหล่านี้เข้าเป็นต้นทุนของยาด้วยนั่นเอง เรามักเรียกยาเหล่านี้ว่ายาต้นตำรับ (original drug) ซึ่งบริษัทผู้ผลิตยา จะได้รับสิทธิ์ในการขายยานั้นเพียงบริษัทเดียวอยู่นาน 20 ปี นับจากวันที่ขึ้นทะเบียนตัวยาสำคัญ (ข้อมูลของสหรัฐอเมริกา) ก่อนจะมียาที่บริษัทอื่นๆ สามารถผลิตออกมาขายได้ เรามักเรียกยาที่ผลิตในช่วงหลังเหล่านี้ว่า ยาสามัญ (generic drug) ซึ่งทำให้ผู้ที่ใช้ยา มีทางเลือกในการใช้ยามากขึ้น เนื่องจากจะมีราคาถูกกว่ายาต้นตำรับเสมอ

เอกสารอ้างอิง

  1. U.S. food and drug administration [homepage on the internet]. U.S. department of health and human services. [updated 2012 May 6; cited 2012 June 20]. Available from: http://www.fda.gov/default.htm/
  2. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร [homepage on the internet]. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. [cited 2012 June 20]. Available from: http://www.medplant.mahidol.ac.th/cartoons/aloe.asp/

ที่มา: http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/thai/knowledgeinfo.php?id=105

กระเจี๊ยบแดง แรงฤทธิ์

สีสัน มีผลต่ออารมณ์ ความรู้สึก ในมุมมองทางจิตวิทยา มีความสัมพันธ์สอดคล้องกับสรรพคุณสมุนไพรที่มีสีต่างๆ ได้อธิบายหลักความสัมพันธ์ระหว่างสี และอารมณ์ กับสีสันของสมุนไพรไทยและสรรพคุณ ยกตัวอย่างกระเจี๊ยบแดงมีประโยชน์มากมายอย่างที่นึกไม่ถึงมาก่อน

คุณหมอแววใจ พิมพิลา แพทย์แผนไทยโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร บอกว่า จากการสังเกตสี ลักษณะของต้นไม้ พืชผัก สมุนไพร ทำให้พบว่ากลุ่มสมุนไพร ที่มีสีเดียวกัน ส่วนใหญ่จะมีสรรพคุณคล้ายกัน เมื่อนำมาเทียบกับความหมายของสีในมุมมองทางจิตวิทยา พบว่า มีความสัมพันธ์กับสรรพคุณสมุนไพรไทย อาทิเช่น สีแดง เป็นสีโทนร้อนที่โดดเด่นในทางจิตวิทยา เป็นสีแห่งอำนาจแสดงถึงการมีพลัง เป็นสีที่กระตุ้นระบบประสาทได้รุนแรงที่สุด ให้ความรู้สึกเร้าใจ ตื่นเต้น ท้าทาย ซึ่งหลักการในทางจิตวิทยามีความเชื่อมโยงกับสุขภาพอย่างชัดเจน และถ้าเราจะเปรียบสรรพคุณสมุนไพร ที่มีสีแดง อาทิเช่น กระเจี๊ยบแดง มะเขือเทศ ฝาง ฯลฯ ส่วนใหญ่ใช้บำรุง และปรับสมดุลธาตุไฟ

จากการวิจัยพบว่า ผักผลไม้สีแดงเป็นแหล่งวิตามิน B12 ทองแดง เหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารช่วยบำรุงระบบประสาท สอดคล้องกับพลังของสีแดงที่ช่วยกระตุ้นพลังชีวิตให้เข้มแข็ง มีความกระตือรือร้น ทำให้มีชีวิตชีวาขึ้น คุณสมบัติพื้นฐานของ “กระเจี๊ยบแดง” ช่วยลดความดันโลหิตสูง ส่วนใบอ่อนและยอด ใช้แต่งรสเปรี้ยว ใส่ต้มหรือแกง ผลอ่อน ต้มรับประทานติดต่อกัน 5 – 8 วัน ช่วยขับพยาธิตัวจี๊ด ผลแห้ง ป่นเป็นผง รับประทานครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ดื่มน้ำตามวันละ 3-4 ครั้ง ช่วยรักษาโรคกระเพาะ และลำไส้อักเสบ เมล็ด บดเพื่อเป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ และยาบำรุง กลีบเลี้ยงสีแดง ใช้ทำเครื่องดื่ม ช่วย ลดความหนืดของเลือด ป้องกันต่อมลูกหมากโต

กระเจี๊ยบกวน

ส่วนประกอบ
1. ดอกกระเจี๊ยบ 500 กรัม
2. น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง
3. น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง
4. เกลือ 1 ช้อนชา

วิธีทำ
1. นำดอกกระเจี๊ยบต้มกับน้ำเปล่าจนกระทั่งดอกกระเจี๊ยบนั้นเริ่มนิ่ม
2. ทำการบดให้เป็นเนื้อละเอียด
3. ผสมน้ำตาลทราย เกลือ และกระเจี๊ยบที่บดแล้วเข้าด้วยกัน กวนจนเหนียว
4. นำกระเจี๊ยบที่กวนแล้วเทใส่ในถาด เกลี่ยเป็นแผ่นบางพอสมควร นำไปตากแดดให้แห้ง
5. ใช้แม่พิมพ์รูปหัวใจ หรือตัดกระเจี๊ยบแผ่นที่ทำไว้เป็นรูปต่างๆ เก็บไว้ได้นานขึ้นในภาชนะแห้งปิดฝาสนิท

เคล็ดลับ : การกวนกระเจี๊ยบหากผสมกล้วยสุกในอัตราส่วนเท่ากับดอกกระเจี๊ยบ จะทำให้ได้รสชาติกลมกล่อม และกวนได้ง่ายขึ้น

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 29 สิงหาคม 2555

โรคประหลาดคล้ายเอดส์….แต่ไม่ใช่เอดส์

โรคประหลาดคล้ายเอดส์….แต่ไม่ใช่เอดส์

ศ.พญ.ยุพิน ศุพุทธมงคล
ภาควิชาอายุรศาสตร์

เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวทำให้ผู้คนตื่นตระหนกกับโรคประหลาดที่มีอาการคล้ายเอดส์ และยังหาสาเหตุไม่พบ เพื่อให้เข้าใจถึงโรคดังกล่าว เรามีความรู้มาฝากค่ะ

โรคประหลาดคล้ายเอดส์ ที่ยังไม่มีชื่อเรียกนี้ เป็นโรคที่ไม่ได้ติดเชื้อเอชไอวี พบมานับ 10 ปี เกิดจากภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ทำให้มีอาการป่วยจากโรคติดเชื้อฉวยโอกาสชนิดต่าง ๆ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มมัยโคแบคทีเรีย การติดเชื้อราที่อาการรุนแรง เป็นต้น ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการไข้เรื้อรัง ต่อมน้ำเหลืองอักเสบหลายแห่ง ร่วมกับปอดอักเสบ ฝีตามอวัยวะต่างๆ รวมทั้งผิวหนังอักเสบเป็นหนอง

โรคดังกล่าวไม่ใช่โรคติดต่อ พบไม่บ่อย และไม่รู้สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติเหมือนอย่างโรคเอดส์ที่รู้ว่าเกิดจากการติดเชื้อไวรัสภูมิคุ้มกันบกพร่อง และไม่ได้เกิดจากรับการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกันต่างๆ โรคนี้พบมากในชาวเอเชียรวมทั้งคนไทย มักเกิดในผู้ใหญ่อายุเฉลี่ย 40-50 ปี

การรักษาผู้ป่วยในปัจจุบัน เป็นการรักษาโรคติดเชื้อฉวยโอกาสด้วยยาต้านจุลชีพ ผู้ป่วยอาจมีการดำเนินโรคแตกต่างกัน การรักษาขณะนี้ ทำให้โรคติดเชื้อฉวยโอกาสสงบ แต่อาจมีการกำเริบหรือพบการติดเชื้อฉวยโอกาสอื่นๆ เป็นครั้งคราว

ขณะนี้ คณะผู้วิจัยซึ่งเป็นแพทย์โรคติดเชื้อจากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศไทยได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ม.มหิดล รวมถึงคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะผู้วิจัยจากสถาบันสุขภาพอเมริกา ได้ทำการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีการสร้างสารแอนติบอดีต่อสารอินเตอร์เฟอรอนแกมม่า ทำให้ภูมิคุ้มกันซึ่งใช้ป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาสต่าง ๆ ดังกล่าวผิดปกติ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการป่วยจากการติดเชื้อฉวยโอกาสเหล่านั้น ซึ่งขั้นต่อไปคณะผู้วิจัยกำลังวางแผนการวิจัยเพื่อให้รู้สาเหตุการก่อโรค เพื่อจะได้วางแผนการรักษาโรคนี้ให้หายขาด

ดังนั้น หากมีอาการดังกล่าวข้างต้น ควรมารับการตรวจตามขั้นตอนจากแพทย์โรคติดเชื้อ เพราะการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องแม้ไม่หายขาด แต่ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ

พบกิจกรรมดีๆ ที่ศิริราช

17-21 ก.ย.คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ขอเชิญเข้าร่วมประชุมวิชาการนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 150 ปี พระราชสมภพสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี ภายใต้แนวคิด “จากพระราชดำริ สู่สุขภาวะสังคมไทยด้วยการดูแลเชิงสหสาขาวิชา” ดูรายละเอียดเพิ่มเติม/สมัครผ่าน http://www.sirirajconference.com และสอบถาม โทร.0 2419 7680-1, 08 5111 0728

24 ก.ย.“วันมหิดล” วันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย” ขอเชิญท่านผู้ใจบุญร่วมเป็นผู้ให้ ช่วยผู้ป่วยยากไร้และด้อยโอกาส รพ.ศิริราช โดยบริจาคเงินพร้อมรับธงที่ระลึกจากนักศึกษาตั้งแต่บัดนี้ และที่ศิริราชมูลนิธิ โทร. 0 2419 7658-60

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 สิงหาคม 2555

หวานธรรมชาติเพื่อสุขภาพ

หวาน-ธรรมชาติ-เพื่อสุขภาพ

รองศาสตราจารย์ ดร. พิสมัย กุลกาญจนาธร
ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

          หวานเป็นรสที่คนขาดไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันคนให้ความสำคัญกับสุขภาพมาก จึงเลือกบริโภคเครื่องดื่มโดยพิจารณาสารปรุงแต่งรสหวานที่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ อุตสาหกรรมเครื่องดื่มหันมาสนใจใช้สารให้ความหวานจากธรรมชาติแทนสารสังเคราะห์มากขึ้น

หญ้าหวาน
เป็นพืชที่ให้ความหวานโดยธรรมชาติ ใบหญ้าหวานสด สกัดด้วยน้ำได้สารหวานแห้งประมาณร้อยละหนึ่ง ซึ่งสารหวานนี้มีความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย 150 – 300 เท่า และทนความร้อนได้ถึง 200 องศาเซลเซียส จึงไม่สลายตัวหรือเปลี่ยนสภาพจากความร้อนในการปรุงอาหาร

สารให้ความหวานจากหญ้าหวานเป็นสารสกัดที่มาจากธรรมชาติอย่างแท้จริง เป็นความหวานที่ปราศจากแคลอรี่ และไม่มีผลกระทบต่อปริมาณน้ำตาลในร่างกาย เพราะเมื่อรับประทาน ร่างกายสามารถขับออกมาได้ทันทีไม่มีการสะสม จึงเหมาะกับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และผู้ที่เป็นเบาหวาน ที่ยังต้องการรสหวานในอาหารและเครื่องดื่ม

รูปแบบของหญ้าหวานที่คนนิยมรับประทานกันมี 2 แบบคือ นำใบหญ้าหวานมาผสมกับสมุนไพรอื่นๆ เพื่อเติมรสหวานเป็นชาสมุนไพร ยาชงสมุนไพรต่างๆ หรืออาจใช้ในรูปของสารสกัดจากหญ้าหวานเป็นผงสำเร็จรูปบรรจุซองสำหรับเติมลงในชา กาแฟ หรืออาหารต่างๆ

มารู้จักกับพืชและสารสกัดจากหญ้าหวานกันเถอะ

หญ้าหวานมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Stevia Rebaudiana Bertoni หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า Stevia อยู่ในวงศ์ Asteraceae (Compositae) มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ตามแนวพรมแดนระหว่างประเทศบราซิลและปารากวัย ซึ่งชาวปารากวัยมีการใช้ใบหญ้าหวานผสมกับชาดื่มมานานกว่า 1500 ปีแล้ว หญ้าหวานชอบอากาศค่อนข้างเย็น อุณหภูมิประมาณ 20 – 26 องศาเซลเซียส และขึ้นได้ดีเมื่อปลูกในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 600 – 700 เมตร มีการนำมาปลูกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2518 โดยพื้นที่ปลูกที่เหมาะสมคือทางภาคเหนือ และบริเวณเขาใหญ่ หญ้าหวานเป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็กสูงประมาณ 30 – 90 เซนติเมตร ใบเดี่ยว รูปใบหอกกลับ ขอบใบหยัก มีดอกช่อสีขาว ลักษณะคล้ายต้นโหระพา หากมีการปลูกไว้ในบริเวณบ้านเป็นพืชผักสวนครัวจะมีประโยชน์มาก เพราะใบสดหรือตากแห้งต้มกับน้ำก็จะให้สารหวานใช้ปรุงอาหารและเครื่องดื่มได้อย่างดี ขอแนะนำให้หาพันธ์มาปลูกกันเถอะ

นอกจากนี้มีงานวิจัยพบว่ากากหญ้าหวานที่ผ่านการสกัดสารหวาน(ที่พัฒนาเป็นผงแห้งบรรจุซองสำหรับเติมลงในชา กาแฟ หรืออาหาร) ยังคงมีความหวาน สามารถใช้ทดแทนน้ำตาลในการให้ความหวานในเครื่องดื่มชาชงได้ ซึ่งบรรจุเป็นถุงสำเร็จพร้อมชงดื่มได้ทุกช่วงเวลา ดื่มได้ง่าย ช่วยดับกระหาย จากการประเมินความพึงพอใจผลิตภัณฑ์จากกากหญ้าหวาน ผสมอัญชัน มะลิ กระเจี๊ยบแดง และเตยหอม พบว่าชากากหญ้าหวานผสมมะลิซึ่งประกอบด้วยกากหญ้าหวาน 250 มิลลิกรัม และ มะลิ 80 มิลลิกรัม เป็นสูตรที่มีสี กลิ่น และรสชาติเป็นที่น่าพึงพอใจที่สุด ซึ่งการพัฒนาหาสูตรผสมที่ถูกใจเฉพาะบุคคลก็ทำได้ง่าย ลองทำดูนะคะ

สำหรับสารสกัดจากหญ้าหวานจะนำเสนอต่อไป

เอกสารอ้างอิง

  1. Cradello HM., Silva MD. And Damasio MH. Measurement of the relative sweetness of stevia extract, aspartame and cyclamate/saccharin blend as compared to sucrose at different concentrations. Plant Foods for Human Nutrition. 1999; 54:119-130.
  2. Goyal SK., Samsher. andGoyal RK. Stevia (Stevia rebaudiana) a bio-sweetener: a review. International Journal of Food Sciences and Nutrition. 2010;61(1):1-10.
  3. Kroyer G. Stevioside and Stevia-sweetener in food: application, stability and interaction with food ingredients. J.Verbr.Lebensm. 2010;5:225-229.
  4. Rajab R., Mohankumar C., Murugan K., Harish M. and Mohanan PV. Purification and toxicity studies of stevioside from Stevia rebaudianaBertoni.Article. 2009;16(1):49-54.
  5. วิภา วชิรตรีรัตน์, เอมวิกา วงษ์ฟูเกียรติ. การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกากหญ้าหวาน [โครงการพิเศษปริญญาเภสัชศาสตรบัณทิต]. กรุงเทพฯ: คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล; 2554.

ที่มา: http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/thai/knowledgeinfo.php?id=107

ดื่มน้ำเปล่าหนีห่างจากโรคเบาหวาน แต่ละถ้วยลดได้มากถึงร้อยละ 10

สตรีที่เลือกจะกินน้ำเปล่ามากกว่าเครื่องดื่มรสหวานอย่างน้ำผลไม้ จะสามารถหนีห่างจากโรคเบาหวานได้บ้าง

ทั้งนี้เป็นผลที่ได้จากการศึกษากับเหล่าผู้หญิงไม่น้อยกว่า 80,000 คน เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี และยังทำให้รู้ว่าการเติมน้ำในเครื่องดื่มรสหวาน ไม่ได้มีประโยชน์อะไร หากถ้าเปลี่ยนจากการดื่มเครื่องดื่มหวาน ๆ มาเป็นน้ำเปล่า จะช่วยป้องกันโรคอย่างโรคอ้วน และเบาหวานลงได้

ศาสตราจารย์ ดร.แฟรงค์ ฮู โรงเรียนสาธารณสุข มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดบอกว่า รู้กันดีอยู่แล้วว่า เครื่องดื่มหวานๆเป็นของแสลง เพราะทำให้เป็นเบาหวานได้ แต่ การชักชวนให้ดื่มน้ำเปล่า แทนเครื่องดื่มรสหวาน จะเป็นคุณอย่างใดบ้าง ยังไม่สู้กระจ่างชัด จึงได้มีการศึกษาดู

ผลการศึกษายังได้แสดงว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและน้ำผลไม้ ทำให้เป็นเบาหวานได้ การดื่มเครื่องดื่มหวาน ๆ แต่ละถ้วย ทำให้เสี่ยงกับโรคเบาหวานสูงขึ้นอีกร้อยละ 10.

ที่มา: ไทยรัฐ 7 มิถุนายน 2555

.

Related Link:

.

Opting for plain water might prevent diabetes

By Kerry Grens

NEW YORK | Thu May 31, 2012 1:11pm EDT

(Reuters Health) – Women who chose plain water, instead of sweet drinks such as sodas or fruit juice, had a slightly lowered risk of developing diabetes in a large new study.

The results, based on more than 80,000 women followed for more than a decade, suggest that adding water to the sugary beverages a person drinks throughout the day won’t make a difference, but replacing sweet drinks with water could help stave off the metabolic disorder.

“It is essentially not that water helps, except with hydration, but that the others hurt,” Barry Popkin, a professor at the University of North Carolina School of Public Health who was not involved in the study, told Reuters Health.

It’s well established that sugary beverages are bad for diabetes risk, said Dr. Frank Hu, a professor at the Harvard School of Public Health and the senior author of the study.

People have recommended drinking plain water instead of sugar-sweetened beverages, he said, “and the question is whether this kind of substitution has any impact on diabetes.”

Hu and his colleagues collected data from the massive Nurses Health Study, which tracked the health and lifestyle of tens of thousands of women across the U.S.

The new study included 82,902 women who answered questions about their diet and health over a 12-year span.

Over time, about 2,700 of them developed diabetes.

The amount of water women drank didn’t seem to influence their diabetes risk. Those who drank more than six cups a day had the same risk as women who drank less than one cup a day.

However, sugar-sweetened drinks and fruit juice were tied to a higher risk of diabetes — about 10 percent higher for each cup consumed each day.

The research team estimated that if women replaced one cup of soda or juice with one cup of plain water, their diabetes risk would fall by seven or eight percent.

While it’s not a huge reduction in the risk, “because diabetes is so prevalent in our society, even seven or eight percent reduction in diabetes risk is quite substantial in terms of the population,” Hu told Reuters Health.

About 10 percent of women, or 12.6 million, have diabetes in the United States.

A seven percent reduction would mean that instead of 10 out of every 100 women having diabetes, the number would be closer to nine out of every 100.

Hu’s study, published in the American Journal of Clinical Nutrition, also found that unsweetened coffee or tea might be a good alternative to sugary beverages.

The researchers estimated that replacing one cup of soda or fruit juice with one cup of coffee or tea could reduce the risk of developing diabetes by 12 to 17 percent.

Hu said the study is important in pointing out that fruit juice is not an optimal substitute for soda or other sugar-sweetened drinks.

“The reality is those juices contain the same amount of calories and sugar as soft drinks,” he said.

The bottom line, he said, is that plain water is one of the best calorie-free choices for drinks, and “if the water is too plain, you can add a squeeze of lemon or lime.”

SOURCE: bit.ly/JVGdKU American Journal of Clinical Nutrition, online May 2, 2012.

Data from: reuters.com

กินหวาน ๆ กัดกร่อนสติปัญญาลดลง ทำอันตรายทั้งต่อร่างกายและสมอง

นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ พบภัยของการกินหวานมาก ๆ อันน่าหวาดหวั่นว่าอาจกัดกร่อนทำลายสติปัญญาลงได้

พวกเขาได้ทดลองกับหนู 2 ฝูง โดยให้กินน้ำเชื่อมทำจากข้าวโพด ซึ่งเป็นเครื่องปรุงที่ใช้กันอยู่ในอาหารแห้งต่าง ๆ แทนน้ำ นานเดือนครึ่ง แต่จับให้กลุ่มหนึ่งกินกรดไขมัน โอเมกา-3 ที่มีคุณบำรุงสมองไปด้วย

ผลปรากฏว่า หนูกลุ่มที่ไม่ได้กินกรดไขมัน พากันเดินในทางวกวนอย่างเขาวงกตเชื่องช้าลง และเมื่อตรวจสมองพบว่า ก็ทำงานช้าลงด้วย “เซลล์สมองหนูเหล่านี้ ติดต่อสื่อสารกันยากขึ้น ทำให้มันคิดอะไรไม่ค่อยออก จดจำหนทางที่เคยฝึกซ้อมมาก่อนไม่ได้”

เมื่อศึกษาโดยใกล้ชิด ยังพบว่า มันมีอาการดื้ออินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด และการทำงานของสมองด้วย

นักวิจัยกล่าวว่า การกินน้ำตาลมากไป จะไปขัดขวางการทำงานของอินซูลิน เพราะนอกจากควบคุมปริมาณน้ำตาลแล้ว มันยังส่งสัญญาณไปยังเซลล์ประสาท ขัดขวางการเรียนรู้และสูญเสียความจำอีกด้วย เราศึกษาพบว่า การกินน้ำตาลมากเกินไป เป็นอันตรายทั้งต่อร่างกายและสมองด้วย.

ที่มา: ไทยรัฐ 21 พฤษภาคม 2555

.

Related Link:

.

Stay off the sweet stuff: Fizzy drinks contain high amounts of fructose which slows the brain

Does sugar make you stupid? Study suggests it sabotages learning and memory

  • Fructose is commonly added to processed foods such as soft drinks
  • It was found to hamper memory and slow brain activity

By CLAIRE BATES

PUBLISHED: 09:12 GMT, 16 May 2012 | UPDATED: 00:08 GMT, 17 May 2012

Too much sugar could be making you stupid, according to researchers.

The suggestion follows tests in the laboratory comparing high-fructose corn syrup, which is six times sweeter than cane sugar and a common ingredient in processed foods, with omega-3 fatty acids, known to aid memory and learning.

In an experiment on rats, one group had a sugary diet for six weeks and another was fed healthily.

At the start of the study, published in the Journal of Physiology, the  University of California team tested how well the rats navigated a maze – placing landmarks to help them learn the way.

Six weeks later, the researchers tested the rats’ ability to recall the route.

Study co-author Professor Fernando Gomez-Pinilla said the rats fed just a sugary diet were slower and their brains had declined.

He said: ‘Eating a high-fructose diet over the long term alters your brain’s ability to learn and remember information.

However, the good news is that eating nuts and fish such as salmon can counteract this disruption.

‘Our findings illustrate that what you eat affects how you think,’ said Prof Gomez-Pinilla. ‘Adding omega-3 fatty acids to your meals can help minimise the damage.’

While earlier research has revealed how fructose harms the body through its role in diabetes, obesity and fatty liver, this study is the first to uncover how the sweetener influences the brain.

The researchers were studying the impact of high-fructose corn syrup on rats, who have similar brain chemistry to humans.

The inexpensive liquid is six times sweeter than cane sugar and is commonly added to processed foods such as soft drinks.

Professor Gomez-Pinilla recommends yoghurt with fruit rather than processed desserts

‘We’re not talking about naturally occurring fructose in fruits, which also contain important antioxidants,’ said Prof Gomez-Pinilla.

‘We’re concerned about high-fructose corn syrup that is added to manufactured food products as a sweetener and preservative.’

Prof Gomez-Pinilla and co-author Rahul Agrawal found the brain’s of the rats that each consumed a fructose solution as drinking water for six weeks had changed.

Prof Gomez-Pinilla said: ‘Their brain cells had trouble signaling each other, disrupting the rats’ ability to think clearly and recall the route they’d learned six weeks earlier.’

A closer look at the rats’ brain tissue suggested that insulin had lost much of its power to influence the brain cells.

The authors suspect that eating too much fructose could block insulin’s ability to regulate how cells use and store sugar for the energy required for processing thoughts and emotions.

However, their study also suggests that eating foods rich in omega-3 regularly could protect the brain from the effects of fructose.

Prof Gomez-Pinilla said: ‘It’s like saving money in the bank. You want to build a reserve for your brain to tap when it requires extra fuel to fight off future diseases.’

Data from: dailymail.co.uk

พลิกวิธีรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว ถูกไปหาแพง

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือลิวคีเมีย อาจเป็นที่รู้กันเพียงว่า โรคนี้เป็นแล้วมีโอกาสเสียชีวิตสูง เนื่องจากวิธีการรักษาหลักนั้นคือการปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งมีราคาสูงราว 1 ล้านบาท แถมยังการันตีเต็มร้อยไม่ได้ว่าปลูกถ่ายไขกระดูกแล้วจะรอดชีวิตหรือหายป่วยได้หรือไม่

ศาสตราจารย์แพทย์หญิงแสงสุรีย์ จูฑา ประธานชมรมโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์แห่งประเทศไทย เผยว่า หลักการข้างต้นเป็นเรื่องเก่าแล้ว โดยปัจจุบันวิวัฒนาการทางการแพทย์สามารถพัฒนายาที่มีประสิทธิภาพช่วยควบคุมโรคได้ดีและยืดอายุของผู้ป่วยให้ยืนยาวขึ้น ดังนั้นจึงต้องให้ข้อมูลกันใหม่ หากเข้าใจได้ถูกต้องแล้ว ผู้ป่วยคงไม่ต้องท้อแท้สิ้นหวัง

ก่อนรู้เรื่องมาตรฐานการรักษาที่ปรับใหม่ ศ.พญ.แสงสุรีย์ อยากให้ทำความรู้จักโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวก่อน โรคนี้แบ่งได้ 2 แบบ โดยแบบแรกแบ่งตามชนิด คือ เฉียบพลัน และเรื้อรัง ส่วนอีกแบบแบ่งตามเซลล์ คือ ลิมฟอยด์ และมัยอีลอยด์ ซึ่งโอกาสนี้ ศ.พญ.แสงสุรีย์ เล่าถึงมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์ว่า

โรคนี้มีชื่อเรียกสั้นๆ ว่า “ซีเอ็มแอล” (CML) ย่อมาจาก Chronic myeloid leukemia ทั่วโลกมีประมาณ 1-2 รายต่อประชากร 1 แสนคน มักพบในวัยรุ่น-ผู้ใหญ่ แต่ที่ชุกมากอยู่ในช่วงวัย 35-36 และ 40 ปี จำนวนผู้ป่วยเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิงเล็กน้อย บนสัดส่วน 1.5 ต่อ 1

สาเหตุป่วยโรคซีเอ็มแอล ทางการแพทย์ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ก็ไม่ได้ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เพียงแต่พบว่า ผู้ป่วยที่เป็นจะมีความผิดปกติในการสลับที่ของโครโมโซมคู่ที่ 22 และคู่ที่ 9 ส่งผลให้การสร้างเม็ดเลือดขาวสูงผิดปกติ และทราบได้จากการตรวจสุขภาพทั่วไปโดยการตรวจเลือด ส่วนอาการของโรคนี้ไม่เฉพาะเจาะจง พบได้ทั้งอ่อนเพลีย หมดแรง กินข้าวแล้วแน่นท้อง คลำเจอก้อนในท้องเพราะม้ามโต และปวดกระดูก

หากแพทย์ตรวจพบว่าเป็นโรคซีเอ็มแอล ปัจจุบันจะให้ผู้ป่วยกินยาเพื่อรักษาเป็นขั้นตอนแรก เนื่องจากยาที่มีอยู่ 2 กลุ่ม รวม 3 ชนิดนั้น ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพในการฆ่าเฉพาะเซลล์มะเร็ง และให้ยาไปแย่งที่อยู่เซลล์มะเร็ง โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะตอบสนองผลจากการใช้ยาได้ดี สามารถควบคุมโรคได้ เพียงกินยาอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับผู้ป่วยเรื้อรังโรคเช่นเบาหวาน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาบ้าง เช่น ตา ใบหน้า ขาบวม มีผื่นคัน ท้องเสีย ปวดกระดูก แต่แพทย์ก็จะใช้เทคนิคปรับยาให้เหมาะสม เพื่อลดผลข้างเคียง

ทั้งนี้ แม้ค่ายาต่อปีจะเป็นราคาเฉลี่ยหลักแสนถึงล้านบาท แต่ผู้ป่วยสามารถเบิกจ่ายค่ายาได้ ตามสิทธิข้าราชการ ประกันสังคม ส่วนผู้ป่วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็ยังได้รับการสนับสนุนยาฟรีจากโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยนานาชาติ เช่น GIPAP และ TIPAP

กรณีผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการใช้ยา หลังจากแพทย์ให้ครบทุกชนิดแล้ว ขั้นต่อมาแพทย์จะรักษาด้วยเคมีบำบัดก่อนปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งอาจมีข้อจำกัดเพิ่มเข้ามา คือ ผู้ป่วยที่จะปลูกถ่ายไขกระดูกต้องอายุไม่เกิน 55 ปี และต้องได้ไขกระดูกจากผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อเข้ากันได้ เช่นจากพี่-น้อง ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ร้อยละ 25 แต่รับประกันผลการรักษาไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

เมื่อทราบวิธีการรักษาที่ปรับใหม่แล้ว ศ.พญ.แสงสุรีย์ แนะผู้ป่วยโรคซีเอ็มแอล เข้ารับการรักษาต่อเนื่อง เพราะหากปล่อยไปไม่รักษาจะส่งเกิดอาการตัวซีด อ่อนเพลียมาก เหนื่อยง่าย เกล็ดเลือดต่ำ เลือดออกง่าย ม้ามโตเต็มท้อง เกิดการติดเชื้อ และอาจเสียชีวิตได้ภายใน 3-5 ปี แต่เพื่อเฝ้าระวังโรคก่อนจะรุนแรง ควรใส่ใจตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 28 สิงหาคม 2555

แป๊ะตำปึง

แป๊ะตำปึง

รองศาสตราจารย์ ดร.วีณา จิรัจฉริยากูล
ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  

แป๊ะตำปึง มีชื่อวิทยาศาสตร์ Gynura procumbens (Lour.) Merr. เป็นยาเย็น ตำรายาไทยและจีนใช้ใบสดตำละเอียดผสมสุราพอกปิดฝี แก้ฟกบวม แก้คัน แก้พิษอักเสบ แก้พิษแมลงกัดต่อย งูสวัด เริม

งานวิจัยสมุนไพรแป๊ะตำปึงที่ได้ดำเนินมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 พบว่า สารสกัดอัลกอฮอล์จากส่วนเหนือดินมีคุณสมบัติต้านอักเสบในสัตว์ทดลอง และพบสารกลุ่มฟลาโวนอยด์หลายชนิด ได้แก่ kaempferol ในรูปอิสระและกลัยโคไซด์ quercetin ในรูปอิสระและกลัยโคไซด์ ฟลาโวนอยด์เป็นสารที่อาจแสดงฤทธิ์ต้านอักเสบ ได้มีการทดลองใช้เจลต้านอักเสบที่มีสารสกัดแป๊ะตำปึง 2.5% เป็นตัวยา ในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด ซึ่งมักจะมีอาการเยื่อบุช่องปากอักเสบ (chemotherapy related mucositis) พบว่าสามารถป้องกันและลดความรุนแรงของอาการได้อย่างมีนัยสำคัญ สมุนไพรแป๊ะตำปึงยังมีฤทธิ์ต้านไวรัสเริมในหลอดทดลอง ซึ่งสารกลุ่มที่แสดงฤทธิ์ดังกล่าว ได้แก่ กลุ่ม dicaffeoyl quinic acids, sitosteryl- และ stigmasteryl glucosides และ 1, 2-bis-dodecanoyl-3-alpha-D-glucopyranosyl-sn-glycerol ได้มีการทดลองใช้เจลต้านอักเสบที่มีสารสกัดแป๊ะตำปึงเป็นตัวยาในผู้ป่วยที่เป็นเริมที่ริมฝีปาก พบว่า ปริมาณไวรัสมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับยาหลอก

ที่มา:  http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/thai/knowledgeinfo.php?id=93

ข้อดีของการมีลูกตอนอายุมาก

คู่รักบางคู่แต่งงานกันตอนยังหนุ่มสาว และวางแผนมีทายาทให้เร็วที่สุดเพราะกลัวจะโตไม่ทันใช้ ทว่าการมีลูกตอนอายุเยอะก็มีข้อดีอยู่ไม่น้อย โดยเมื่อเร็วๆ นี้  ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยลอนดอนคอลเลจ ชี้ว่า เด็กที่เกิดจากแม่อายุเยอะมักมีจุดเริ่มต้นชีวิตที่ดี

ทีมวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลช่วงปี ค.ศ.2000-2002 ซึ่งมีการเกิดของเด็กในอังกฤษกว่า 78,000 ราย โดยเกิดจากแม่อายุต่ำกว่า 15 ปี ไปจนถึง 57 ปี พวกเขาสามารถสรุปได้ว่า เด็กอายุ 9 เดือน ที่เป็นลูกน้อยๆ ของคุณแม่ยังสาวที่มีอายุราว 20 ปี มีความเสี่ยงประสบอุบัติเหตุร้อยละ 9.5 แต่เมื่อเทียบกับเด็กวัยเดียวกันของคุณแม่อายุเยอะ พบว่า ความเสี่ยงที่เด็กจะเกิดอุบัติเหตุลดเหลือเพียงร้อยละ 6.1

นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า เด็กวัย 9 เดือนที่เป็นลูกของคุณแม่สาวๆ มีความเสี่ยงป่วยหรือบาดเจ็บจนต้องเข้าโรงพยาบาลถึงร้อยละ 16 ขณะที่ลูกของคุณแม่อายุมากมีความเสี่ยงอยู่ที่ร้อยละ 10.7 อีกทั้งในเรื่องการสร้างภูมิต้านทานโรคร้ายนั้น คุณแม่อายุเยอะใส่ใจพาลูกไปรับวัคซีนร้อยละ 98.1 ส่วนคุณแม่วัยรุ่นพาลูกรับวัคซีนร้อยละ 94.6

จากข้อมูลข้างต้น ทีมวิจัยชี้ว่า เด็กที่เกิดกับคุณแม่อายุมากมักได้รับการดูแลที่ดีกว่า เนื่องจากคุณแม่ที่อายุเยอะนั้น มักเป็นกลุ่มคนที่มีความรู้ดี รายได้สูง ชีวิตสมรสมั่นคง เหล่านี้จึงเป็นปัจจัยที่อาจทำให้เชื่อว่า แม่หรือรวมทั้งพ่อที่อายุเยอะมีความพร้อมเลี้ยงดูลูกให้เติบโตได้อย่างดี

แม้จะมีข้อมูลอื่นๆ ชี้ว่า การมีลูกตอนอายุไม่มากจะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการการเจริญเติบโตที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม การมีลูกตอนอายุเยอะก็ยังหาข้อเสียได้ไม่มากเช่นกัน แถมยังพบอีกว่า เด็กที่เกิดจากแม่อายุเยอะก็มีพัฒนาการทางภาษาที่รวดเร็ว พัฒนาการทางสังคมและอารมณ์ก็ไม่ค่อยมีปัญหา

หากมองภาพกว้าง ทีมวิจัยระบุว่า กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ผู้หญิงนิยมมีลูกตอนอายุเยอะ เช่นที่อังกฤษ และเวลส์ ข้อมูลระหว่างปี ค.ศ.1989-2009 เด็กเกิดจากคุณแม่อายุเยอะมีจำนวนกว่า 27,000 ราย และอาจสะท้อนว่า คู่รักจำนวนไม่น้อยคิดว่าต้องพร้อมรอบด้านก่อนมีสมาชิกตัวน้อยมาเติมเต็มความสมบูรณ์ของครอบครัว.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 27 สิงหาคม 2555

มะระขี้นก

มะระขี้นก

รองศาสตราจารย์ ดร.วีณา จิรัจฉริยากูล
ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  

          มะระขี้นก (Momordica charantia L.) เป็นสมุนไพรที่ใช้กันมานานนับพันปี ในเอเซีย อาฟริกา และละตินอเมริกา อายุรเวทใช้ผลมะระรักษาเบาหวาน โรคตับ บรรเทาอาการโรคเก๊าต์และข้ออักเสบ ตำรายาไทยใช้ใบมะระในตำรับยาเขียวลดไข้ รากในตำรับยาแก้โลหิตเป็นพิษ และโรคตับ

งานวิจัยสมุนไพรมะระได้ดำเนินอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ ค.ศ. 1962 ซึ่ง Lotlika และ Rao ได้ค้นพบชาแรนตินในผลมะระ ที่แสดงฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลอง ในปี 1965 Sucrow ได้พิสูจน์โครงสร้างเคมีของชาแรนติน พบว่าเป็นสารผสมของ sitosteryl- และ 5,25-stigmastadien-3-beta-ol-D-glucosides ในอัตราส่วน 1:1 ปี 1977 Baldwa และคณะ ได้แยกสารคล้ายอินซูลินจากผลมะระและมีฤทธิ์ลดน้ำตาล ในปี 1981 Khana และคณะได้พิสูจน์โครงสร้างของสารคล้ายอินซูลิน พบว่าเป็นโพลีเปปไทด์ที่มีน้ำหนักโมเลกุล 11,000 ดาลตัน และมีกรดอะมิโน 166 residues เรียกสารนี้ว่า โพลีเปปไทด์ พี สารขมกลุ่มคิวเคอร์บิตาซินซึ่งเป็น chemotaxonomic character ของพืชวงศ์ Cucurbitaceae คิวเคอร์บิตาซินในมะระ คือ momordicosides, momordicins, karaviloside K1 และ charantoside มีรายงานว่าสารขมดังกล่าวมีฤทธิ์ลดน้ำตาล

ในมะระขี้นกมีสารหลายชนิดที่ต้านเบาหวาน และมีหลายกลไกที่ออกฤทธิ์ต้านเบาหวาน ได้แก่ เสริมการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน ลดการสร้างน้ำตาลจากตับ เสริมการเผาผลาญน้ำตาล เพิ่มความไวต่ออินซูลิน เพิ่มความทนต่อกลูโคส (glucose tolerance) นอกจากนี้ยังยับยั้งการหลั่งกลูโคสในลำไส้เล็ก และยับยั้งเอนไซม์กลูโคไซเดส

น้ำคั้นจากผลมะระขี้นกแสดงฤทธิ์ต้านเบาหวานในกระต่ายและหนูขาว นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ามะระสามารถชะลอความผิดปกติของไต การเกิดต้อกระจก การเสื่อมของเส้นประสาทซึ่งเป็นผลมาจากการที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน หรือไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลเลือดให้ปกติ

การศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน (8 คน) พบว่าผู้ป่วยทนต่อกลูโคสได้ดีขึ้น ลดระดับน้ำตาลขณะอิ่ม และลดความถี่ของการถ่ายปัสสาวะ จึงขอแนะนำผู้ป่วยเบาหวานบริโภคมะระขี้นกเป็นอาหาร หรือในรูปน้ำคั้นเป็นอาหารเสริม เพื่อช่วยรักษาระดับความดันเลือดให้ปกติ และชะลออาการต่างๆที่เป็นผลเสียจากโรคเบาหวานที่เป็นมานาน

มะระขี้นก (สีเขียว) มีคุณค่าทางอาหารเพราะมีวิตามินเอ (2,924 IU) ไนอะซิน (190 มก./100 ก) และมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ

การเตรียมน้ำคั้นจากผลมะระขี้นก ขนาดที่ใช้ต่อวัน ผลสด 100 ก. นำมาผ่าครึ่ง ใช้ช้อนกาแฟขูดไส้ในและเมล็ดออก หั่นเนื้อผลเป็นชิ้นเล็กขนาดกว้าง 1 ซม. ใส่ในเครื่องปั่นแยกกาก จะได้น้ำมะระประมาณ 40 มล. ดื่มหลังอาหารเช้าหรือเย็น 

 

ที่มา: http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/thai/knowledgeinfo.php?id=90