ออกกำลังหน้าท้องในท่ายืน”เวิร์ก”กว่า

คนส่วนใหญ่คิดว่า การออกกำลังหน้าท้องต้องทำในท่านอนเท่านั้น เช่น ท่าซิตอัพ แต่อันที่จริงแล้วท่ายืนก็ทำได้ และยังช่วยเลี่ยงอาการบาดเจ็บต่างๆ ได้ด้วย
การออกกำลังหน้าท้องในท่ายืนเหมาะสำหรับคนเริ่มหัดเล่นใหม่ๆ เป็นการเตรียมกล้ามเนื้อหน้าท้องให้พร้อมสำหรับการเล่นในท่าที่ยากขึ้น

ประโยชน์ของการเล่นในท่ายืนก็คือ ลดความเสี่ยงที่จะเกิดการบาดเจ็บ
คนจำนวนมากออกกำลังหน้าท้องในท่วงท่าที่ผิดหลัก เวลาเล่นในท่านอน ต้องยกช่วงคอและไหล่ให้พ้นจากพื้น แต่จำนวนไม่น้อยใช้วิธีใช้มือพยุงช่วยยกต้นคอเพื่อชันตัวขึ้น

วิธีนี้ไม่ได้ช่วยให้กล้ามเนื้อท้องได้ออกกำลัง และยังทำให้ปวดคอด้วย ถ้าทำในท่ายืน ผู้เล่นจะสามารถควบคุมคอและไหล่ได้ดีกว่าในท่านอน

นอกจากนี้ เวลาอยู่ในท่านอน หลายคนมักใช้ขาและสะโพกช่วยถ่วงน้ำหนักเพื่อชันตัวขึ้น แทนที่จะเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องเพื่อยกตัว

เวลาเล่นซิตอัพ บางคนใช้วิธีเหวี่ยงแขวนไปข้างหน้าเพื่อสวิงตัวขึ้น วิธีนี้ก็ไม่ได้ช่วยออกกำลังกล้ามเนื้อท้องเช่นกัน

ดังนั้น การออกกำลังหน้าท้องในท่านอนจึงมีข้อด้อยหลายอย่าง ในที่นี้ขอแนะนำท่ายืนบางท่า

ท่าแรก คือ ยกเข่าไขว้ เริ่มด้วยการยืนกางขาเท่าความกว้างของช่วงไหล่ ในมือถือดัมเบลล์ (หรือไม่ต้องถือก็ได้) ยกแขนขวาที่ชูดัมเบลล์ขึ้นเหนือศีรษะ มืออีกข้างเท้าสะเอวไว้เพื่อทรงตัว แล้วลดแขนลงพร้อมกับยกเข่าข้างซ้ายไขว้กับแนวลำตัว ให้ข้อศอกกับหัวเข่าบรรจบกัน นิ่งในท่านี้สัก 1 วินาที จากนั้นทำสลับกันโดยใช้แขนและเข่าอีกข้างหนึ่ง ที่สำคัญ ต้องยกเข่าให้สูงพ้นระดับสะโพก ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อท้องได้ออกกำลัง

ท่าที่สอง  ปั่นจักรยานในท่ายืน คนส่วนมากมักเล่นท่าปั่นจักรยานในท่านอน แต่การใช้ท่ายืนก็ให้ผลอย่างเดียวกันได้

ยืนกางขาเท่าความกว้างของสะโพก ยกสองมือประสานไว้ที่ท้ายทอย กางข้อศอกออกกว้าง ยกเข่าขวาขึ้นไขว้กับแนวลำตัวในระดับความสูงเท่าสะโพกเป็นอย่างน้อย ยกเข่าค้างไว้ พร้อมกับก้มตัวเอาข้อศอกซ้ายแตะเข่าข้างที่ยกนั้น ทำสลับข้างกันหลายๆ ครั้ง

ท่าที่สาม เข่ากระแทกมะพร้าว ยืนยื่นขาข้างหนึ่งไปข้างหน้าในลักษณะงอเล็กน้อย ขาอีกข้างเหยียดไปด้านหลัง ชูมือสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ

ชักเข่าข้างที่อยู่ข้างหน้าขึ้น พร้อมกับลดสองแขนลงมาหาเข่า ทำเสมือนว่าสองมือถือลูกมะพร้าวไว้ ต้องการจะใช้เข่ากระแทกมะพร้าวนั้น จากนั้นสลับเข่าอีกข้างไปด้านหน้า แล้วเริ่มทำแบบเดียวกัน.

ที่มา: ไทยโพสต์ 16 กรกฎาคม 2555

.

วิดีโอคลิป การยืนออกกำลังกล้ามเนื้อหน้าท้อง

 

 

.

 

.

 

.

ผลการศึกษาพบวิธีดูว่าเขาเป็นชายแท้หรือชายเทียม

ผลการวิจัยชิ้นใหม่จากนักวิจัยด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์พบว่า รูม่านตาที่เบิกโพลงขึ้นมาจะเป็นตัวชี้ชัดที่แม่นยำในการบ่งบอกลักษณะที่แท้จริงของชายผู้นั้น เช่น เมื่อผู้คนมองดูรูปภาพอีโรติกและรู้สึกถึงแรงกระตุ้นบางอย่าง รูม่านตาของพวกเขาจะเบิกโพลงขึ้นมาโดยอัตโนมัติ และนั่นเป็นสิ่งที่นำมาใช้ในการทดสอบความเป็นชายแท้ชายเทียมได้

หมายความว่า หากผู้ชายที่ถูกทดสอบเป็นชายแท้ ดวงตาของเขาจะเบิกโพลงมุ่งตรงไปที่ผู้หญิง ในทางตรงข้าม หากผู้ชายที่ถูกทดสอบเป็นชายเทียมหรือเป็นเกย์ รูม่านตาของเขาจะเบิกโพลงเมื่อเห็นผู้ชาย

 

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ 7 สิงหาคม 2555

 

.

Related link:

.

Optical disclosure: New research from Cornell University suggests pupil dilation is an accurate indicator of sexual orientation

It’s all in the eyes! Scientists can tell whether someone is straight or gay by studying optical reflexes

  • Cornell University research shows pupil dilation may indicate sexual inclinations

By DAILY MAIL REPORTER

PUBLISHED: 03:24 GMT, 6 August 2012 | UPDATED: 03:53 GMT, 6 August 2012

Is he or isn’t he?

New research could end the misery of trying to read the signs of someone’s sexual orientation.

Scientists say a person’s pupil will shoot open when they become aroused, helping those on the prowl know whether or not they will get lucky.

Pupil dilation has long been known to track the level of someone’s excitement. Pupils open slightly when a person sees a puppy dog or a friendly face.

But now researchers say reading optical reflexes could solve the conundrum of guessing which team a person is playing for.

The sex study, conducted by Dr Ritch Savin-Williams and Gerulf Rieger of Cornell University, monitored 165 men and 160 women, including gay, straight and bisexual participants.

The subjects’ pupils were studied as they screened one-minute videos of a man masturbating, a woman masturbating and neutral landscape scenes.

Straight men reacted to sexual images of women, gay men responded to sexual images of men and bisexuals respond to both men and women, the results showed.

But women, in traditional fashion, were far more complex.

Gay females had pupil dilation after seeing sexual images of other women but straight women dilated similarly in response to erotic images of both sexes.

This doesn’t mean that all straight women are secretly bisexual, Dr Savin-Williams warned, just that their subjective arousal doesn’t necessarily match their body’s arousal.

Sex researchers can’t explain why this would be but some theorize the response is a survival mechanism given the risk of female rape. A woman’s body could respond to a sexual stimulus, regardless of its appeal, for her own protection.

The next phase of the study would be monitoring pupil measurements and genital measurements simultaneously, though researchers admitted some subjects get a little squeamish having their genitals under scrutiny.

Data from: dailymail.co.uk

 

5 วิธีเด็ดสลายเซลลูไลท์-น่องโต-ต้นขาใหญ่ อวดเรียวขากล้ามเนื้อแน่นปั๊ก

มั่นใจเกินล้านเปอร์เซ็นต์ว่า การที่ผู้หญิงขาใหญ่ดั่งโต๊ะสนุ้ก น่องเหลว เซลลูไลท์ตรึม ทำให้ผู้หญิงขาดความมั่นใจ บั่นทอนความเชื่อมั่น จะออกไปข้างนอกที คว้าแต่กางเกงขายาว กระโปรงยาวแทบคลุมตาตุ่มมาใส่

ในใจก็ย้าก อยาก จะนุ่งสั้นจุ๊ดจู๋ ใส่เลกกิ้ง สกินนี่ฟิตเปรี๊ยะ แอบเซ็กซี่เล็กๆ เอ็กซ์หน่อยๆ บริหารเสน่ห์สไตล์ผู้หญิง แต่เพราะไอ้เจ้าขาหมูยวบ ๆ ของเรานี่แหล่ะ แถมด่าง ๆ ดำ ๆ เพราะรอยยุงกัด น่องแตกลายงา พาลให้อยากเก็บขาไว้มิให้ใครเห็น

งั้นเราลองมาดู วิธีลดขจัดปัญหาขาใหญ่ นี้ให้หมดไปกันดีกว่าจ้า เอ้า ไปดูกันเล้ยย

วิธีแรก->หมั่นสครับผิวขา

การขัดผิวเป็นอีกหนึ่งที่ทำให้เรามีท่อนขาที่ปราศจากควาหมองคล้ำ สลายรอยดำจากยุงกัด แมวข่วน เป็นวิธีหนึ่งที่ผู้หญิงนิยมกันเป็นอย่างมาก

การขัดผิว หรือ Exfoliating คือ การขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปจากผิวของเรา ซึ่งเป็นผิวชั้นนอกและเผยเซลล์ผิวรุ่นใหม่ที่แข็งแรงกว่ามาแทนที่ ทำให้ผิวของเราดูสดใสและมีชีวิตชีวา ดังนั้นการขัดผิว ก็เหมือนการเผยผิวที่กระจ่างใสของเราที่โดนเซลล์ผิวเก่าของเราปิดบังซ่อนเอาไว้อยู่นั้นเอง

การขัดผิวนั้นสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะฟองน้ำ ครีม ใยบวม หินขัด หรือแม้กระทั่งผ้าเช็ดตัวก็สามารถนำมาใช้ได้ แต่การขัดผิวที่ดีนั่นควรทำอย่างนิ่มนวล และไม่ทำบ่อยจนเกินไป เพราะจำทำให้ผิวอ่อนไหวและไม่สามารถทนแดด และจะทำให้แห้งกร้านได้ง่าย ปกติผิวของคนเราจะมีการผลิตเซลล์ผิวทุก 2-4 สัปดาห์ หากอายุเรามากกว่า 20 ปี ขึ้นไปแล้วการผลัดเซลล์ผิวก็จะช้าลงไปเรื่อยๆ แต่การขัดผิวจะช่วยในการผลัดเซลล์ผิวทำได้ดีขึ้น ทำให้ผิวขาวกระจ่างใส

การขัดผิวนั้นไม่ควรทำมากจนเกินไป เพราะนอกจากไม่เกิดประโยชน์แล้ว ยังอาจจะทำลายผิวของตัวเราเองอีกด้วย การขัดผิวหน้าควรทำอยู่ที่สัปดาห์ละไม่กิน 2 ครั้ง และไม่ควรทำติดกันอาจจะเว้น 3-4 วัน หรือทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะเหมาะสมที่สุด ควรทำการขัดเป็นวงกลมเบาๆ หลังขัดควรหามอยส์เจอไรเซอร์มาเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวด้วยจ้า แค่นี้ก็มีผิวขาที่ขาวใสนวลเนียนแล้วนิ!

วิธีสอง-> เซลลูไลท์จ๋าลาก่อน

เซลลูไลท์ (Cellulite) หมายถึง เซลล์ก้อนไขมันที่มีขนาดใหญ่ อยู่ใต้ผิวหนังที่อัดกันอยู่อย่างหนาแน่นซึ่งจะนูนขึ้นมาที่บริเวณผิวหนังจะเป็นตะปุ่มตะป่ำ บริเวณนี้เรียกว่า เซลลูไลท์ หรือเรียกว่าผิวเปลือกส้ม ไขมันนี้จะพบได้ทั้งในคนผอมและคนอ้วน โดยพบในเพศหญิงมากกกว่าเพศชายซึ่งร่างกายจะสามารถสะสมได้ที่บริเวณท้องแขน หน้าท้อง ต้นขา และสะโพก

งั้น เราเรารีบมาโบกมือบ้ายบายมันกันเถอะ

เพราะการนวดก็เป็นอีกวิธีลดต้นขา ไล่เจ้าเซลลูไลท์ ไป ไป๊ ชิ้ว ชิ้ว การนวดที่ทำให้ต้นขานั้นเล็กลง โดยให้นวดเป็นวงเบาๆ ไปให้ทั่วบริเวณขาของคุณเป็นเวลา 10-20 นาทีทุกวัน เพียงเท่านี้ก็จะสามารถทำให้ต้นขาของคุณเล็กลงได้

แม้เราจะเห็นความแตกต่างของต้นขาที่ลดลงได้ไม่เท่าการออกกำลังกายเฉพาะส่วน แต่การนวดลดต้นขาก็เป็นวิธีการช่วยเสริมวิธีการออกกำลังกายในเบื้องต้นนั่นเอง และข้อดีนอกเหนือจากการได้ลดลงของต้นขาแล้ว การนวดต้นขายังสามารถทำให้เซลลูไลท์บริเวณต้นขานั้นน้อยลงด้วย เนื่องจากการนวดนั้นเป็นการขับไล่สารพิษออกจากร่างกาย จึงส่งผลให้เซลลูไลท์นั้นมีขนาดเล็กลงไปได้นะฮะ

อ๊ะ! ยังไม่หมด หรืออีกสารพัดวิธีในการลดเซลลูไลท์ คือ ลดการบริโภคไขมันและน้ำตาล ดื่มน้ำให้เพียงพอกับร่างกายต้องการประมาณวันละ 8 แก้ว หรือการใช้วิธีดีท็อกซ์ ทั้งอบไอน้ำ ซาวน่า

หรือวิธีสุดท้าย หันมากินอาหาร Raw Food หรือใช้วิธี Detox Liquid Diet คือ ดื่มแต่น้ำผักน้ำผลไม้ ซุปใส ชาสมุนไพร โดยไม่กินอะไรเลย เพื่อให้ร่างกายขับถ่ายของเสีย ทำให้ไขมันลดลงแล้วเซลลูไลต์จะน้อยลงไปด้วยเช่นกัน แต่ถ้าหากกลับมากินตามปกติเซลลูไลต์ก็จะกลับมาเหมือนเดิมด้วยเช่นกัน

วิธีสาม->กระโดดเชือก

หูยย ว่ากันว่า… การกระโดดเชือกติดต่อกัน 15 นาที เทียบเท่าได้กับการวิ่งจ๊อกกิ้งนานถึง 30 นาทีเลยทีเดียวนะ นอกจากนี้เหล่าเทรนเนอร์ของดาราฮอลลีวูดทั้งหลาย ก็แนะนำให้ดาราสาวที่อวบอั๋นเกินไป รีบฟิตหุ่นให้ทันเปิดกล้องหนังเรื่องต่อไป ด้วยการกระโดดเชือกทุกเช้าและเย็น เพื่อเร่งกระบวนการเผาผลาญไขมันและกระชับสัดส่วนแขนขาให้แน่นสวยไม่หย่อนยานอีกด้วย

วิธีลดน่องโดยการกระโดดเชือกด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง จะช่วยลดแรงกระแทกลงได้มาก ไม่เกิดอันตรายต่อเข่า หรือทำให้เข่าเสื่อม เข่าพัง อย่างที่หลายคนเคยได้ยินกันมา วิธีลดน่องโดยการกระโดดเชือกที่ถูกวิธี จะกระโดดเพียงแค่ต่ำๆ สูงจากพื้นไม่เกิน 1-2 นิ้ว โดยที่จะใช้ข้อเท้า กล้ามเนื้อน่อง รวมถึงการงอเข่าเล็กน้อย ช่วยในการดูดซับแรงกระแทกลงได้อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งแรงกระแทกที่เกิดขึ้นยังน้อยกว่าการวิ่งอีกด้วย การกระโดดแบบผิดๆ ด้วยการกระโดดสูงเกินไปต่างหาก ที่มีโอกาสทำให้เข่าพังได้ จากแรงกระแทกที่สูงเกินไป

วิธีลดน่องโดยการกระโดดเชือกให้ถูกวิธี เริ่มต้นด้วยการเลือกเชือกที่นำมาใช้กระโดด ควรซื้อเชือกแบบ Speed Rope คือ เชือกกระโดดที่ทำจากพลาสติก PVC เส้นเล็กๆ ควรหลีกเลี่ยงเชือกที่เป็นผ้าและเชือกที่มีการถ่วงน้ำหนัก ทั้งแบบที่เป็นท่อยางใหญ่ๆ หนักๆ และแบบที่ถ่วงน้ำหนักที่ด้ามจับ ต่อมาให้ปรับความยาวเชือกให้พอดีกับส่วนสูงของเรา โดยการยืนเหยียบกึ่งกลางเชือก ดึงเชือกขึ้นมาจนตึง ความยาวของเชือกที่เหมาะสม ปลายด้ามจับจะต้องเสมอกับรักแร้พอดี

ดังนั้นจึงต้องเลือกเชือกที่ยาวๆ ไว้ก่อน เพราะสามารถปรับให้สั้นลงได้ โดยเฉพาะแบบที่ด้ามจับเป็นพลาสติก มักจะปรับความยาวเชือกจากด้ามได้ แต่ถ้าด้ามเป็นไม้ถึงจะปรับไม่ได้ ก็ยังสามารถผูกปมด้านที่ใกล้กับด้ามจับให้เชือกสั้นลงได้ แต่ถ้าเชือกที่ซื้อมาสั้นเกินไป จะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย นอกจากซื้อเส้นใหม่ที่ยาวกว่าเดิม

วิธีสี่->ออกกำลังกายย่อเข่า

การออกกำลังกายโดยการย่อเข่าไปข้างหน้า วิธีนี้สามารถช่วยในการกำจัดไขมันและช่วยกระชับกล้ามเนื้อต้นขาและลดต้นขาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากคล้ายๆ กับการออกกำลังกายลุกนั่ง

วิธีการคือ ยืนแยกขาออก ให้ระหว่างขากว้างระยะประมาณหัวไหล่ทั้งสองข้างของเรา แล้วก้าวไปข้างหน้าด้วยเท้าหนึ่งข้างแล้วโยกตัวย่อเข่าลงไปข้างหน้าประมาณ 90 องศา ย่อตัวลงให้หัวเข่าขาหลังอยู่ห่างจากพื้นประมาณ 1 นิ้ว

พยายามให้หลังและคอเหยียดตรงตลอดเวลา ทิ้งน้ำหนักไปข้างหน้าไปที่ส้นเท้าและหัวเข่า อาจใช้วิธียกลูกเหล็กขนาด 5-10 ปอนด์ตรงด้านข้างลำตัว ระหว่างออกกำลังกายในท่านี้ไปด้วยก็ได้ บริหารต้นขาทั้งสองข้างด้วยท่านี้ประมาณข้างละ 30 ครั้ง พักแล้วเริ่มทำใหม่

อ้อ! สำหรับสาวๆ ที่ชอบเดิน นี่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีลดต้นขาที่ดีอีกวิธีหนึ่ง เนื่องจากการทำงานของกล้ามเนื้อจากการเดินนั้นทำให้กล้ามเนื้อแข็งแกร่งขึ้น เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นจึงทำให้ไขมันบริเวณนั้นถูกเผาผลาญได้อย่างดี จึงทำให้ต้นขาของเราเล็กลง และดูสวยงามยิ่งขึ้น

วิธีสุดท้าย-> ขึ้น-ลงบันได

ลองสวมรองเท้าส้นสูงแล้วเดินขึ้นลงบันไดดูซิ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการลดน่องโต ทำขาเรียวสวยเซ็กซี่ได้นะ!

แม่เจ้า! การขึ้นบันไดสามารถเผาผลาญพลังงานได้ถึง 8-11 กิโลแคลอรี่ต่อนาทีซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับการออกกำลังกายทั่วไป ส่วนการลงบันไดจะใช้พลังงานประมาณ 1 ใน 3 ของการขึ้นบันได การเดินขึ้นบันได เป็นการออกกำลังกายขณะทำงานรูปแบบหนึ่ง เป็นที่นิยมมากในต่างประเทศถึงขนาดมีการแข่งขันการเดินขึ้นบันไดเป็นประจำทุกปี เป็นกิจกรรมที่สามารถทำได้เป็นประจำทุกวัน ทำได้ง่าย สะดวกทุกที่ ทุกเวลา

ทว่าการเดินขึ้นบันไดเป็นการออกกำลังแบบ aerobic หัวใจจะแข็งแรง ทำให้กล้ามเนื้อต้นขา น่อง และก้นแข็งแรง กระชับ แถมอาการปวดข้อน้อยกว่าการวิ่ง

ว้าว! ยังมีรายงานอีกด้วยว่า การขึ้นบันไดเฉลี่ยวันละ 2 ชั้นสามารถลดน้ำหนักได้ 2.7 กิโลกรัมในเวลา 1 ปี และมีหลักฐานยืนยันว่าการเดินขึ้นลงบันไดสามารถเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกได้ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน อีกทั้งสามารถลดปริมาณไขมันในร่างกาย และเพิ่มปริมาณ High-density lipoprotein (HDL) ซึ่งเป็นไขมันชนิดดีได้

สำหรับคุณผู้หญิงที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ ควรเริ่มขึ้นบันไดเพียง 1 ชั้นก่อน สลับกับเดินพื้นราบ ขณะเดินควรเริ่มด้วยการเกาะราวบันได เมื่อท่านเดินได้คล่องจึงปล่อยมือจากราวได้ ถ้าไม่มีอาการผิดปกติ จึงค่อยๆ เพิ่มจำนวนชั้นอย่างช้าๆ คือ 1-2 ชั้นต่อสัปดาห์

ลองดู! เพียงขึ้นลงบันไดอย่างน้อยวันละ 2-3 ชั้น เรียวขาและก้นของคุณจะกระชับ เฟิร์ม ดึ๋งดั๋ง อย่างคาดไม่ถึงเลยเชียว อิอิ

เรียบเรียงจากเรียลบิวตี้

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 กรกฎาคม 2555

แยกแยะสัญญาณ “ความหิว”ช่วยคุมน้ำหนักด้วยตนเอง

โภชนากรซูซาน โบเวอร์แมน ที่ปรึกษาของเฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ลิมิเต็ด กล่าวว่า การใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบของคนยุคนี้ทำให้มองข้ามหรือละเลย “เรื่องเล็กน้อย” ที่มีความสำคัญต่อสุขภาพไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่ง “เรื่องเล็กๆ” ที่ถูกเพิกเฉยหรือไม่สนใจมากที่สุดก็คือ สัญญาณ “ความหิว” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการควบคุมน้ำหนัก ทำให้เรื่องเล็กๆ กลายเป็น “เรื่องใหญ่” และเป็นดาบสองคมอย่างไม่มีใครคาดคิด เพราะมันทำให้เราสับสนและแยกแยะไม่ออกว่า “ความหิว” ที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งนั้น เป็น “ความหิวที่ร่างกายต้องการอาหารจริงๆ” หรือ “หิวเพราะแค่อยากกินกันแน่”

ดังนั้น ถ้าไม่ต้องการเพิ่มน้ำหนัก หรือเข้าคอร์สลดน้ำหนักโดยไม่ตั้งใจ เราต้องฟัง “สัญญาณของความหิว” ของตัวเราเอง เพราะในแต่ละคนจะแสดงปฏิกิริยาของความหิวแตกต่างกันออกไป และเพื่อให้แน่ใจว่า “ความหิว” ที่เกิดขึ้นนั้น เป็น “ความหิวที่เกิดจากความต้องการของร่างกายจริงๆ” หรือ “ความอยากกิน” ก็มีวิธีสังเกตง่ายๆ ดังนี้

1.เมื่อขาด “พลังงาน” ร่างกายก็จะเริ่มส่งสัญญาณ “ความหิว” เมื่อร่างกายอยู่ในสภาวะขาดพลังงาน เนื่องจากน้ำตาลในเลือดมีปริมาณต่ำลง ก่อนการรับประทานอาหารมื้อถัดไป มันจะส่งสัญญาณให้เรารู้ผ่านปฏิกิริยาต่างๆ เช่น รู้สึกวิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลียและหน้ามืด แต่สัญญาณเตือนชั้นดีที่สร้างความมั่นใจว่า “ร่างกายขาดพลังงานจริงๆ” คือ “เสียงท้องร้อง”

2.เช็กระดับสัญญาณ “หิวจริง” หรือ “อิ่ม” ได้ด้วยการจดบันทึก “อาการของความหิว” ทั้งก่อนและหลังกินเสร็จในทุกมื้อ โดยใช้เกณฑ์การให้คะแนนความหิวหรืออิ่ม ตั้งแต่ 1 ที่เป็นระดับของความหิวมากถึง 10 ซึ่งหมายถึงอิ่มแน่นจนเริ่มไม่สบายตัว การจดบันทึกจะช่วยทำให้เราประเมินได้ว่า จริงๆ แล้วเราควรหยุดกินเมื่อไหร่กันแน่ ซึ่งกว่าเราจะรู้ตัวว่าอิ่มและหยุดกินอาหารได้แล้ว ก็มักจะแน่นท้องทรมานไปแล้ว

3.เราควรจะเริ่มกินเมื่อระดับความหิวอยู่ที่ระดับ 3 ถึง 4 ซึ่งกระเพาะอาหารของเราจะร้องเบาๆ นั่นเป็น “สัญญาณ” บอกว่า เราควรเริ่มกินได้แล้ว และควรหยุดเมื่อระดับความหิวอยู่ที่ระดับ 5 หรือ 6 นั่นหมายถึง เรากำลังอิ่มในระดับที่เรียกว่าพอดี แต่หากเราปล่อยให้ความหิวไต่ระดับไปถึง 1 หรือ 2 คือ “หิวจัด” จนตาลายแล้วล่ะก็ เรามักจะเบรกแตกและกินทุกอย่างที่ขวางหน้าจนถึงระดับความอิ่มที่ 9 หรือ 10 ผลคือ อิ่มแน่นจนทรมานทีเดียว

4.“อิ่ม” อร่อยอย่างมีคุณภาพ เมื่อฝึกแยกแยะและวิเคราห์ระดับความหิว-อิ่มแล้ว ให้จำไว้ว่า “กินแค่พออิ่ม” ซึ่งเทคนิคการกินให้อิ่มอย่างง่ายๆ คือฟัง “สัญญาณ” และสังเกตปฏิกิริยาจากร่างกายของเรานั่นเอง เช่น อัตราการเคี้ยวและความเร็วในการกินอาหารจะช้าลง และที่สำคัญควรใส่ใจเรื่องคุณค่าของสารอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละมื้อร่วมด้วย อย่างไรก็ตามเราสามารถฝึกทักษะเพื่อการรับรู้และตอบสนองต่อ “ความหิวและความอิ่ม” ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายได้อย่างง่ายๆ โดยใช้เวลา 3-4 วันในการฝึกและสังเกตในช่วงแรก เริ่มจากการบันทึกรายการอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละมื้อ และลองสังเกต “ระดับความหิว” ทั้งก่อนและหลังการกินอาหารว่าอยู่ในระดับไหน เพราะร่างกายของเรามีความฉลาดในการแยกว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องการหรือไม่ต้องการ การฝึกฟังเสียง “สัญญาณ” จากภายในร่างกายเป็นเรื่องสำคัญ เพราะอย่างน้อยก็ทำให้เราแน่ใจว่าก่อนจะส่งอาหารเข้าปาก เรามั่นใจแล้วว่า “หิวจริงๆ นะ” ไม่ใช่แค่ “อยากกิน” เพราะไม่อย่างนั้น คงต้องเข้าโปรแกรมลดน้ำหนักกันยาว.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 12 กรกฎาคม 2555

สำคัญไฉน “เบาะนั่งนิรภัยของเด็ก”

สัปดาห์ก่อนนำเสนอข้อควรรู้ของคุณแม่ตั้งครรภ์ควรขับและนั่งรถอย่างไรจึงปลอดภัยไปแล้ว คราวนี้ ‘มุมสุขภาพ’ ยังคงมีข้อมูลต่อเนื่อง เมื่อถึงเวลาที่เจ้าของรถต้องพาเจ้าตัวน้อยโดยสารไปด้วย จะให้เด็กนั่งตรงไหนและท่าใดเหมาะสมที่สุด

ในกิจกรรมเวิร์คชอปของรถยนต์ฟอร์ดนั้น นางสาวสิตางศุ์ สมานคติวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญเบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็กจากบริษัทบริเท็กซ์ เผยว่า การพาเด็กนั่งรถให้ปลอดภัยควรให้พวกเขานั่งบนเบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เนื่องจากเบาะมาตรฐานและเข็มขัดนิรภัยของรถยนต์ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ใหญ่

โดยสามารถเห็นได้ชัดว่า เวลาคาดเข็มขัดนิรภัยของรถให้เด็ก สายรัดไม่ได้พาดผ่านตำแหน่งที่ควรจะเป็น หากเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ขึ้น เด็กจึงมีความเสี่ยงที่จะเลื่อนหลุดออกจากเข็มขัดนิรภัยและได้รับบาดเจ็บที่รุนแรง เช่นเดียวกับการอุ้มเด็กไว้แนบอกหรือให้นั่งตักแล้วกอดไว้

เมื่อไหร่ที่เด็กควรใช้เบาะนั่งนิรภัย ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ควรนั่งตั้งแต่วัยแรกเกิดเพื่อความคุ้นเคย เด็กจะได้ไม่งอแงหรือรู้สึกอึดอัด ทั้งนี้ควรใช้ไปจนกว่าสรีระของเด็กจะสามารถนั่งเบาะมาตรฐานได้อย่างสบาย สังเกตโดยหลักง่ายๆ คือ เมื่อข้อพับเข่าแนบกับปลายเบาะนั่งแล้ว ฝ่าเท้าต้องวางกับพื้นรถได้สนิท ขณะที่ส่วนศีรษะต้องสูงถึงส่วนรองศีรษะด้วย

อย่างไรก็ตาม บางประเทศที่เคร่งครัดกับความปลอดภัยของผู้โดยสารเด็ก นิยมให้เด็กนั่งเบาะนิรภัยไปจนถึงอายุประมาณ 12 ปี โดยแต่ละช่วงวัยยังเปลี่ยนขนาดเบาะสำหรับเด็กให้สอดคล้องกับน้ำหนักตัว มักเปลี่ยน 3 ครั้ง ครั้งแรกที่ใช้เป็นเบาะขนาดเล็ก เหมาะกับเด็กแรกเกิด-เด็กหนัก 13 กิโลกรัม ครั้งต่อมาเป็นเบาะขนาดกลาง ควรใช้ตอนเด็กหนัก 9-18 กิโลกรัม และเปลี่ยนเบาะครั้งสุดท้าย เมื่อเด็กหนักระหว่าง 15-36 กิโลกรัม 

ตำแหน่งที่ปลอดภัยของเด็ก คือ เบาะหลังและจะต้องเป็นด้านซ้ายหรือขวาเท่านั้น ไม่ควรนั่งตรงกึ่งกลางรวมถึงนั่งเบาะหน้า นอกจากนี้ เด็กแรกเกิดจนถึงน้ำหนัก 9-13 กิโลกรัม ควรติดตั้งเบาะนิรภัยให้หันหน้าเข้าหาเบาะนั่งมาตรฐาน กระทั่งน้ำหนักตัวมากกว่าที่กำหนด จึงติดตั้งเบาะนิรภัยแบบหันหน้าออกจากเบาะนั่งได้

สำหรับครอบครัวไหนที่พึงพอใจในการให้สมาชิกตัวน้อยนั่งเบาะนิรภัยสำหรับเด็ก นอกจากจะรู้สึกมั่นใจในความปลอดภัยขึ้นแล้ว ยังอาจมีส่วนลดจำนวนการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ของเด็ก จากที่ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เก็บสถิติช่วงปี พ.ศ.2542-2548 พบอัตราการเสียชีวิตของเด็กอายุ 3-8 ปี มีสูงถึงร้อยละ 17 เลยทีเดียว.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 9 สิงหาคม 2555

 

คิดเทคโนโลยี พ่นผิวหนัง พิชิต แผลเปื่อยหายยากที่เท้าได้สำเร็จ

นักวิทยาศาสตร์ประกาศว่า ได้พัฒนาวิธีการรักษาแผลเปื่อยที่ข้อเท้าหรือปลายเท้าที่หายยากเหมือนกับเป็นการปฏิวัติด้วยการ “พ่นผิวหนัง” ทับแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้น ทั้งยังเป็นการประหยัดอีกด้วย

นักวิจัยสหรัฐฯ ร่วมกับแคนาดา ได้ทดลองวิธีการ ซึ่งใช้พ่นส่วนผสมของเซลล์ผิวหนัง ที่ลอยอยู่ในโปรตีน ซึ่งช่วยให้เลือดแข็งตัวลงที่แผลเปื่อย ของคนไข้ 228 ราย ทำให้แผลหายและตื้นขึ้นอย่างรวดเร็ว

นักวิจัยเฮอเบิร์ท สเลด ชาวอเมริกันกล่าวว่า “ผลการทดลองรักษา แสดงว่ามันช่วยย่นเวลาพักฟื้น และกลับหายขึ้นเร็ว โดยไม่ต้องใช้การปลูกหนัง แผลของคนไข้ร้อยละ 70 จะหายหลังจากนั้น 3 เดือน

แผลเปื่อยเกิดขึ้นเพราะเกิดความดันสูงขึ้นในหลอดเลือดของขาตลอดเวลา จนผิวหนังเสียหาย มักเป็นกับผู้ที่เดินเหินไม่ค่อยถนัด เช่น คนอ้วนและผู้สูงอายุ และคนที่เป็นหลอดเลือดขอด.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 7 สิงหาคม 2555

.

Related link:

.

Replaced: Compression bandages like this (file picture) are often used to treat leg ulcers. Spray-on skin could be used instead

‘Spray-on’ skin treatment developed for leg ulcers that could greatly improve recovery

By LEON WATSON

PUBLISHED: 07:01 GMT, 3 August 2012 | UPDATED: 08:00 GMT, 3 August 2012

 

A ‘spray-on skin’ developed by scientists can cut the healing time of patients’ suffering from chronic ulcers in half, research suggests.

The treatment consists of skin cells suspended in blood clotting proteins which is sprayed on the wound.

In a study of 228 patients with venous leg ulcers, it accelerated healing and improved the chances of wound closure.

Those receiving the most effective dosage were 52 per cent more likely to see their ulcer clear up after three months than untreated patients.

They also experienced a 16 per cent greater reduction in wound area after seven days. In addition, the treatment helped wounds to close 21 days earlier.

Dr Herbert Slade, one of the study authors from Healthpoint Biotherapeutics in Fort Worth, Texas, US, said: ‘The treatment we tested in this study has the potential to vastly improve recovery times and overall recovery from leg ulcers without the need for a skin graft.’

The research is published today in The Lancet medical journal.

Venous leg ulcers, the most common type of leg ulcer, affect about one in 500 people in the UK.

The wounds develop when high blood pressure in the veins of the legs damages the skin, causing it to break down.

People with restricted movement, obese individuals and those with varicose veins all face a greater risk of developing venous leg ulcers.

Standard treatment consists of compression bandages, infection control and wound dressings. However, this only heals between 30 per cent and 70 per cent of ulcers.

While skin grafts have been used, this results in a further wound at the site from which the transplanted skin is taken.

Dr Slade added: ‘The spray-on solution can be available as soon as required – skin grafts take a certain amount of time to prepare, which exposes the patient to further discomfort and risk of infection.’

In a linked comment published in The Lancet, German expert Dr Matthias Augustin, from the University Medical Centre, Hamburg, wrote: ‘Even though compression is, and will remain, the basis of venous leg ulcer treatment, hard-to-heal ulcers do need additional therapy.

‘In these wounds, prolonged futile, conservative treatment will increase costs without additional benefit. Therefore, the temporary higher costs for additional cell therapy can be justified as an investment in improved healing.’

He said the ‘skin spray’ treatment might also benefit other types of chronic wound, such as ischaemic and diabetic foot ulcers.

Data from: dailymail.co.uk

10 วิธีคืนความสมดุลรับหน้าฝน

ความสมดุลในร่างกายคือ การที่ระบบอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายทำงานอย่างสัมพันธ์กัน โดยความสมดุลของร่างกายอยู่ที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ไม่ว่าอุณหภูมิภายนอกจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นร้อน เย็น หรือชื้น ร่างกายก็จะปรับอุณหภูมิภายในให้อยู่สภาวะคงที่ 37 องศาเซลเซียส แต่อากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยในช่วงหน้าฝน บางครั้งก็ร้อนอบอ้าว บางครั้งก็ร้อนชื้น ปริมาณความชื้นในอากาศที่เพิ่มขึ้น ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันและเกิดความไม่สมดุล จึงแสดงอาการต่างๆ ออกมา เช่น เจ็บคอ เป็นหวัด น้ำมูกไหลตลอดเวลา ผื่นแพ้ผิวหนัง ฯลฯ

แต่ในทางกลับกันอุณหภูมิ และสภาพอากาศเช่นนี้เป็นที่ชื่นชอบเหมาะในการเจริญเติบโตและแพร่กระจายของเชื้อไวรัสได้เป็นอย่างดี คนที่มีปัญหาเรื่องภูมิแพ้อากาศจึงมีโอกาสเป็นได้บ่อยและมากกว่าปกติ ดังนั้น เราจึงควรหาวิธีดูแลและเตรียมตัวรับมือกับอากาศที่แปรปรวนในช่วงหน้าฝน เพื่อคืนความสมดุลให้กับร่างกายเสียแต่เนิ่นๆ

นพ.พลวิช กล้าหาญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับสมดุลสุขภาพและความงาม จาก ALIVE Wellness Solutions แนะวิธีคืนความสมดุลให้กับร่างกายในช่วงหน้าฝนว่า ช่วงนี้อากาศค่อนข้างแปรปรวน ไม่โปร่งโล่งสบาย เชื้อไวรัสจึงเติบโตได้ดี และมีอายุในการเจริญเติบโตได้นานกว่าช่วงอื่นๆ ทำให้โรคที่พบส่วนใหญ่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ไซนัส ภูมิแพ้ผิวหนัง ภูมิแพ้อากาศ เป็นต้น

เมื่อไม่สามารถควบคุมสภาวะอากาศให้บริสุทธิ์สดชื่นและสมดุลได้ เราจึงควรสร้างสมดุลให้กับตัวเองเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ด้วย 10 วิธีง่ายๆ ช่วยรับมือกับอากาศแปรปรวนในหน้าฝน

1. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 1.5 ลิตร เพื่อให้สมดุลของอุณหภูมิในร่างกายคงที่ จะช่วยทำให้โอกาสการติดเชื้อลดลง

2. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6 – 8 ชั่วโมง ถ้านอนหลับยากลองรับประทานกล้วยหอมก่อนนอน ซึ่งกล้วยหอมจะมีสารทริปโตเฟน ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและหลับได้ง่ายขึ้น

3. หน้าฝนมักจะไม่ค่อยเสียเหงื่อ เพราะอากาศชื้น ควรออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายได้ขับของเสีย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายวิธีหนึ่งด้วย

4. อาหารที่ควรรับประทานอาหาร ได้แก่ ขิง ข่า ตะไคร้ ใบกะเพรา กระชาย เป็นต้น เพราะเป็นอาหารที่มีความเผ็ดร้อน เป็นการเพิ่มอุณหภูมิให้แก่ร่างกาย

5. อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงรับประทาน คือ อาหารที่มีฤทธิ์เย็น รสขม เพราะจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลงมากกว่าเดิม ส่งผลให้ระบบการย่อยทำงานหนัก ย่อยยาก

6. ไม่ควรอยู่ในที่อึดอัดเพราะจะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย ควรอยู่ที่อากาศแห้งและถ่ายเทสะดวก เปิดประตูหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ และทำตัวเป็นมนุษย์สะอาดล้างมือทุกครั้งหลังทำกิจกรรมเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค

7. หน้าฝนอากาศไม่ปลอดโปร่ง ทำให้คนมีจิตใจหดหู่ ควรหาเวลาไปพักผ่อนเพื่อเพิ่มออกซิเจนบริสุทธิ์ให้กับร่างกาย

8. อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้ร่างกายเสียสมดุลได้ง่าย เสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายด้วย การรับประทานวิตามินซีเสริมวันละ 500 – 1,000 มิลลิกรัม

9. ควรใส่เสื้อผ้าสีสดใส เพื่อเติมพลังงานให้กับจิตใจ ใครจะคิดบ้างว่าแค่การปรับเปลี่ยนสีเสื้อผ้าก็ทำให้อารมณ์คุณเปลี่ยนแล้ว

10. นอกจากเตรียมความพร้อมของร่างกายแล้วควรเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ ทำจิตใจให้สงบนิ่ง ด้วยการนั่งสมาธิเพื่อรับมือกับทุกสภาวะ

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 4 สิงหาคม 2555

‘โยนสลับมือ’ช่วยพัฒนาสมอง

นักวิจัยพบว่า การเล่นโยนของสลับมือ หรือจักกลิง แบบที่เรามักเห็นตัวตลกในคณะละครสัตว์แสดงโชว์นั้น ช่วยเพิ่มขนาดของสมองได้

งานวิจัยของภาควิชาประสาทวิทยา มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด พบว่า กิจกรรมที่ทดสอบความสามารถทางสติปัญญาและร่างกายในเวลาเดียวกัน จะช่วยเพิ่ม ‘สารสีขาว’ หรือใยประสาทที่เชื่อมต่อกันภายในสมองได้ 5%

นอกจากนี้ กิจกรรมประเภทนี้ยังช่วยพัฒนาการทำงานประสานกันของสายตากับมือ และความคล่องแคล่วว่องไวได้อีกด้วย

ทีมวิจัยได้คัดเลือกผู้ใหญ่วัยต้นจำนวน 24 คนเข้าร่วม โดยให้สแกนสมองก่อนที่จะเริ่มทดสอบ

ผู้เข้าร่วมครึ่งหนึ่งได้รับการฝึกให้รู้วิธีโยนของสลับมือ และถูกขอให้เล่นแบบนี้วันละอย่างน้อย 30 นาที

หลังผ่านไป 6 สัปดาห์ ผู้เข้าร่วมถูกสแกนสมองเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งพบอย่างชัดเจนว่าสารสีขาวมีปริมาณเพิ่มขึ้นในคนที่เล่นจักกลิงทุกวัน

แม้งานวิจัยก่อนหน้านี้เคยพบว่า การฝึกทางสติปัญญาหลายอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงและเพิ่มปริมาณ ‘สารสีเทา’ ซึ่งเป็นส่วนของสมองที่ทำหน้าที่ประมวลผล, ทำความเข้าใจ และย้อนนึกถึงข้อมูลเก่าได้ แต่งานวิจัยครั้งนี้เป็นชิ้นแรกที่แสดงให้เห็นถึงผลของการฝึกที่มีต่อสารสีขาวของสมอง ซึ่งควบคุมความสามารถในการมองเห็นและตอบโต้ต่อสถานการณ์ต่างๆ

ดังนั้น งานวิจัยชิ้นนี้จึงมีศักยภาพที่จะนำไปใช้ในการรักษาโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคปลอกประสาทอักเสบ, พาร์กินสัน, อัลไซเมอร์ ซึ่งเส้นประสาทและใยประสาทในสมองได้รับความเสียหาย

ถ้าเล่นโยนของสลับมือเป็นเรื่องยากเกินไป ลองเล่นกีฬาอย่างอื่นแทนก็ได้ เช่น ปิงปอง กระโดดเชือก ฮูลาฮูป

ถึงแม้ตีปิงปองไม่เก่ง หรือส่ายฮูลาฮูปทำห่วงหล่นตลอดเวลา นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ ประเด็นอยู่ที่จงใช้เวลาเล่นการละเล่นพวกนี้ให้มาก สมองจะดีขึ้นนั้นไม่ได้อยู่ที่การทำแต้มให้ได้สูงๆ.

ที่มา: ไทยโพสต์ 11 กรกฎาคม 2555

Related Link:

.

Juggling Enhances Connections In The Brain

ScienceDaily (Oct. 17, 2009) — Learning to juggle leads to changes in the white matter of the brain, an Oxford University study has shown.

The research, funded by the Wellcome Trust and Medical Research Council and published in the journal Nature Neuroscience, appears to show improved connectivity in parts of the brain involved in making movements necessary to catch the balls.

‘We tend to think of the brain as being static, or even beginning to degenerate, once we reach adulthood,’ says Dr Heidi Johansen-Berg of the Department of Clinical Neurology, University of Oxford, who led the work. ‘In fact we find the structure of the brain is ripe for change. We’ve shown that it is possible for the brain to condition its own wiring system to operate more efficiently.’

The researchers at the Oxford Centre for Functional Magnetic Resonance Imaging of the Brain (FMRIB) set out to see if changes in the white matter of the brain could be seen in healthy adults on learning a new task or skill.

White matter consists of the bundles of long nerve fibres that conduct electrical signals between nerve cells and connect different parts of the brain together, while the grey matter consists of the nerve cell bodies where the processing and computation in the brain is done. Changes in grey matter following new experiences and learning have been shown. But enhancements in white matter have not previously been demonstrated.

Measuring changes in white matter relied on assessing diffusion MRI images using new methods pioneered by the FMRIB centre at Oxford. The methods are able to compare anatomical features of white matter between individuals or over time.

‘We have demonstrated that there are changes in the white matter of the brain – the bundles of nerve fibres that connect different parts of the brain – as a result of learning an entirely new skill,’ explains Dr Johansen-Berg.

A group of young healthy adults, none of whom could juggle, was divided into two groups each of 24 people. One of the groups was given weekly training sessions in juggling for six weeks and asked to practice 30 minutes every day. Both groups were scanned using diffusion MRI before and after the six-week period.

Juggler, postgraduate student at FMRIB, and first author on the paper, Jan Scholz (left), said: ‘We challenged half of the volunteers to learn to do something entirely new. After six weeks of juggling training, we saw changes in the white matter of this group compared to the others who had received no training. The changes were in regions of the brain which are involved in reaching and grasping in the periphery of vision, so that seems to make a lot of sense.’

After the training, there was a great variation in the ability of the volunteers to juggle. All could juggle three balls for at least two cascades, but some could juggle five balls and perform other tricks. All showed changes in white matter, however, suggesting this was down to the time spent training and practising rather than the level of skill attained.

‘This exciting new result raises a lot of questions,’ says Dr Johansen-Berg, ‘MRI is an indirect way to measure brain structure and so we cannot be sure exactly what is changing when these people learn. Future work should test whether these results reflect changes in the shape or number of nerve fibres, or growth of the insulating myelin sheath surrounding the fibres.’

Dr Johansen-Berg says: ‘Of course, this doesn’t mean that everyone should go out and start juggling to improve their brains. We chose juggling purely as a complex new skill for people to learn. But there is a ‘use it or lose it’ school of thought, in which any way of keeping the brain working is a good thing, such as going for a walk or doing a crossword.’

‘There are potential clinical applications of this work, although they are a long way off,’ adds Dr Johansen-Berg. ‘Knowing that pathways in the brain can be enhanced may be significant in the long run in coming up with new treatments for neurological diseases, such as multiple sclerosis, where these pathways become degraded.’

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byUniversity of Oxford.

 

Data from: www.sciencedaily.com

เผย “ยารักษาเซ็กซ์เสื่อม-ยานอนหลับ” พบมีปลอมแปลงมากเหตุราคาสูง

อย.แจง ยาปลอมไทยส่วนใหญ่ เป็นยากลุ่มรักษาเซ็กซ์เสื่อม และยานอนหลับ เหตุมีราคาแพง และต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น ส่วนยาเบาหวาน ยามะเร็ง ผู้ป่วยได้รับสิทธิจากรัฐอยู่แล้ว ไม่ค่อยซื้อเอง ชี้ ปัญหายาปลอมเกิดจากยาแพงเข้าถึงยาก

จากกรณีที่มีการจับกุมยาปลอมที่ใช้ในการรักษาโรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง ที่ประเทศเพื่อนบ้านนั้น นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า มาตรการปราบปรามยาปลอม เป็นสิ่งที่ อย.ได้ทำอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2554 สามารถจับกุมได้ 20 ราย กลุ่มยาส่วนใหญ่ที่มีการปลอมแปลง จะเป็นยาราคาแพง เข้าถึงได้ยาก ที่พบส่วนใหญ่จะเป็นยารักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และยานอนหลับ เนื่องจากราคาแพงและต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ ทำให้มีความต้องการซื้อจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ยาเบาหวาน และยามะเร็ง ที่มีข่าวว่า มีการปลอมและจับได้นั้น พบว่า ที่ผ่านมา ยากลุ่มดังกล่าวเป็นยาที่ประชาชนไม่ซื้อเอง เพราะอยู่ในสิทธิการรักษาพยาบาลทั้ง 3 กองทุนอยู่แล้ว ส่วนยามะเร็งถือเป็นยาควบคุมพิเศษ ที่ใช้เฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น โอกาสที่จะหายากลุ่มนี้จึงเป็นไปได้ยาก แต่ก็เป็นไปได้บ้าง เช่น การจัดซื้อโดยสถานพยาบาลเอกชน แต่ อย.ได้เตือนไปก่อนหน้านี้แล้ว ว่า สถานพยาบาลควรจัดหายากับผู้จัดจำหน่ายที่ไว้ใจได้ และต้องไม่เลือกยาที่มีราคาถูกจนผิดสังเกต เพราะอาจเป็นยาปลอมได้ ซึ่ง อย.ได้มีมาตรการในการตรวจสอบจับกุมอย่างสม่ำเสมอ

นพ.พิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับยาปลอมมีความหมายกว้าง ทั้งยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ยาเลียนแบบทั้งบรรจุภัณฑ์ เม็ดยา หรือยาที่ไม่ผลิตในสถานที่ตามที่จดแจ้ง ก็ถือว่าเป็นยาปลอมทั้งสิ้น ซึ่งกระบวนการขึ้นทะเบียนยา ถือเป็นมาตรฐานในการพิสูจน์ว่าเป็นยาที่ได้คุณภาพจริง ทำให้เมื่อตรวจสอบยาปลอม จะพบว่า มีคุณภาพที่ไม่ได้มาตรฐาน มีทั้งตัวยามากเกินไป น้อยเกินไป หรือไม่สามารถวัดประสิทธิภาพของตัวยาได้เลย ทั้งนี้ การแก้ปัญหายาปลอมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งการทำให้ยาราคาถูกลง การทำให้ประชาชนเข้าถึงยาได้ แต่ยาที่ต้องได้รับการเข้มงวดในการใช้ ก็ยังจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อรับการประเมินก่อนใช้ยาเช่นเดิม

“กลุ่มยารักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ถือเป็นยาที่พบว่ามีการปลอมมากที่สุด เพราะมีราคาแพง เช่น ยาไวอะกร้า 1 กล่อง มี 4 เม็ด ราคา 2 พันบาท และข้อบ่งขี้ยังต้องได้รับการตรวจจากแพทย์ เนื่องจากยามีผลข้างเคียง โดยในอนาคตองค์การเภสัชกรรม จะมีการผลิตกลุ่มยาซิลดีนาฟิล ซึ่งจะมีราคาถูกลงเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ ความเข้าใจของสังคม ว่า โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศเป็นเรื่องปกติ ที่ปรึกษาแพทย์ได้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นต้น ก็จะทำให้สามารถแก้ปัญหาของยาปลอมลงได้” นพ.พิพัฒน์ กล่าว

นพ.พิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับวิธีสังเกตยาปลอม คือ
1.ดูทะเบียนและเอกสารกำกับยา
2.สังเกตฉลากตัวกล่อง ว่ามีความลบเลือนของตัวหนังสือหรือไม่
3.ซื้อยาในสถานที่ที่ได้มาตรฐาน เช่น คลินิก ร้านขายยา ส่วนร้านค้าประเภทแผงลอย หาบเร่ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นยาปลอม ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนทั้งหมด

 

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 สิงหาคม 2555

เตือนวัยรุ่นกิน “อาหารเสริม” มาก เสี่ยงไอคิวต่ำ ทำตับไตพัง

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ห่วง วัยรุ่นกลัวไม่ผอม ไม่สวย หันมากินอาหารเสริมแทนข้าว ชี้เสี่ยงเป็นโรคขาดสารอาหาร และได้รับสารเคมีเกิน ทำตับไตพัง ไอคิวต่ำลง สมองไม่แล่น ป่วยง่าย ย้ำไม่มีอาหารเสริมชนิดใดที่กินแล้วร่างกายจะได้รับสารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ แนะออกกำลังกาย กินผักและผลไม้

นายสง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและที่ปรึกษาสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้กระแสของวัยรุ่นทั้งชายและหญิงในปัจจุบัน ใช้ชีวิตอย่างน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะวัยรุ่นที่อยากมีรูปร่างผอมเพรียวเหมือนนางแบบตามกระแสแฟชั่น หรืออยากมีผิวขาวสวย ตาหวาน มักจะนิยมกินอาหารเสริมต่าง ๆ ทั้งชนิดเม็ด แคปซูล หรือชงดื่ม เช่น ผงบุก วิตามินต่าง ๆ ซึ่งมีราคาถูก หาซื้อได้ง่ายทางอินเทอร์เน็ต และตามห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ส่วนใหญ่นิยมกินแทนกินอาหารหลัก เพราะอาหารประเภทนี้กินแล้วจะทำให้อิ่ม ไม่หิวง่าย ทำให้น้ำหนักลด บางรายการอาจมีการโฆษณาเสริมวิตามินหรือสารอาหารอื่น ๆ เข้าไปด้วย ทำให้เข้าใจ หลงเชื่อว่ามีสารอาหารครบถ้วน และยังมีสรรพคุณป้องกันโรคมะเร็ง หรือสร้างภูมิต้านทานโรคด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้

นายสง่ากล่าวว่า วัยรุ่น วัยเรียนเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต จำเป็นต้องได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนและเพียงพอ การหันไปกินอาหารเสริมต่าง ๆ เพื่อให้อิ่มจะได้ไม่ต้องกินอาหารหลัก หวังลดน้ำหนัก ให้รูปร่างผอมเพรียวนั้น เสี่ยงต่อการขาดสารอาหารบางตัว ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน มีโอกาสที่จะเป็นโรคขาดสารอาหารซึ่งโรคนี้เคยเป็นปัญหาในกลุ่มเด็กเล็กในอดีตและพบได้น้อยลงแล้วในปัจจุบัน โรคอาจหวนกลับมาเป็นปัญหาใหม่ของกลุ่มวัยรุ่นไทยก็ได้ จากการกินอาหารเสริมแทนอาหารมื้อหลัก ซึ่งจะส่งผลให้มีร่างกายอ่อนแอ ป่วยง่าย เพราะมีภูมิต้านทานโรคต่ำ มีอาการเซื่องซึม ไม่กระตือรือร้น เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง เพราะการกินอาหารเสริมนั้น ไม่สามารถไปทดแทนอาหารหลัก เช่น ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว ได้
“วัยเรียนเป็นวัยที่จำเป็นต้องได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ หากกินแต่อาหารเสริมแทนอาหารหลักจะมีผลต่อเซลล์สมอง จะได้รับสารอาหารไม่เต็มที่ การเจริญเติบโตของเซลล์สมองไม่เป็นไปตามปกติ ส่งผลให้การเรียนรู้และสติปัญญาด้อยกว่าที่ควรจะเป็น ไอคิวต่ำลง มีผลต่อการเรียนหนังสือและความจำด้วย เพราะฉะนั้นการกินอาหารเสริมไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ไม่สามารถช่วยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีอาหารเสริมเม็ดใด ขวดใด แคปซูลใด ที่กินแล้วร่างกายจะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ คือมี โปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต อย่างครบถ้วน” ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ล่าว

นายสง่ากล่าวอีกว่า สำหรับอาหารเสริมประเภทที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น ผงบุก วิตามินสาร สกัดจากตะบองเพชร ที่มีการโฆษณาว่าไม่เป็นอันตรายนั้น ในแง่ของโภชนาการ ก็ไม่สามารถทดแทนอาหารหลักได้เช่นกัน และหากเป็นอาหารเสริมที่ทำมาจากสารเคมีหรือสังเคราะห์จากสารเคมียิ่งมีอันตราย เพราะหากกินเป็นจำนวนมาก กินติดต่อกันเป็นเวลานาน จะมีโอกาสเสี่ยงที่ร่างกายจะได้รับสารเคมีเกิน จะทำให้ตับและไตทำงานหนัก อาจทำให้เกิดตับวายและไตวายได้ในที่สุด เช่น สารแอลคาร์นิทีน (L-carnitine) ที่อยู่ในอาหารเสริมลดน้ำหนัก หากกินมากๆ อาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ซึ่งข้อเท็จจริงสารอาหารชนิดนี้ มีอยู่ในอาหารตามธรรมชาติ เช่น สัตว์เนื้อแดงชนิดต่าง ๆ ปลา หรือผัก ผลไม้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งจากอาหารเสริมซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ มีราคาแพงและเปล่าประโยชน์

“จึงขอฝากเตือนวัยรุ่นที่นิยมกินอาหารเสริม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หากกินไปแล้วเพราะความหลงเชื่อโฆษณา ก็ควรลด และควรเลิกกินอย่างเด็ดขาด ขอให้หันมากินอาหารหลักให้ครบทั้ง 5 หมู่ และเพิ่มการออกกำลังกาย กินผักผลไม้สดให้ได้วันละครึ่งกิโลกรัม นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ความต้องการที่จะมีหุ่นสวย ตาใส ร่างกายแข็งแรง สมส่วน มีสมองที่ปราดเปรียว พร้อมในการเรียนหนังสือ จะมีตามที่ต้องการ และยังไม่เสี่ยงเป็นโรคขาดสารอาหารอีกด้วย” ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการกล่าว

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 สิงหาคม 2555