อาการหน้าเบี้ยวครึ่งซีก

เกิดจากเส้นประสาทเส้นที่ 7 ที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อแสดงสีหน้ามีการทำงานผิดปกติอาการ

ผู้ป่วยมักแสดงอาการค่อนข้างเร็ว บางรายเป็นแบบเฉียบพลัน เช่น ตื่นเช้ามาพบว่าใบหน้าครึ่งซีกอ่อนแรง รู้สึกตึงหนักใบหน้าซีกนั้น เวลาบ้วนน้ำหรือน้ำลายจะไหลออกมาทางมุมปากข้างนั้น ตาข้างนั้นปิดได้ไม่สนิท เคืองตา ยักคิ้วไม่ขึ้น บางรายปวดบริเวณหลังหู อาจรู้สึกมีเสียงก้อง ๆ ในข้างหูข้างที่เป็น และอาจพบความผิดปกติของการรับรสของลิ้นส่วนหน้าซีกที่เป็น  อาการจะเกิดขึ้นมากหรือน้อยแตกต่างกันในแต่ละราย ส่วนใหญ่มักมีอาการมากขึ้นในช่วง 1-2 ชั่วโมงแรกจนถึง 1-3 วันแรก แต่บางรายอาจมีอาการเป็นมากขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ถึง 14 วัน

อาการหน้าเบี้ยวครึ่งซีกนี้  เกิดได้กับทุกเพศทุกวัย ตามสถิติส่วนใหญ่พบในหญิงอายุน้อยมากกว่าชาย แต่หากอายุมากกว่า 40 ปีจะพบในชายมากกว่า  ในหญิงตั้งครรภ์พบมากกว่ากลุ่มอื่นประมาณ 3 เท่า และพบได้มากขึ้น 4-5 เท่าในผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

สาเหตุ

ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบสาเหตุชัดเจน เชื่อว่าเป็นการอักเสบของเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 ที่เกิดขึ้นภายหลังจากการติดเชื้อไวรัส แต่บางรายเกิดจากการติดเชื้อเริมที่แฝงอยู่ในปมประสาท  ซึ่งในกรณีนี้ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดและอาจมีตุ่มใสบริเวณรูหูส่วนนอกนำหน้ามาก่อน

นอกจากนี้อาการหน้าเบี้ยวครึ่งซีกยังอาจเกิดก้อนในสมองหรือในโพรงกะโหลกศีรษะโต กดเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 นี้ ซึ่งต้องอาศัยแพทย์ตรวจเพื่อวินิจฉัยแยกโรค

การวินิจฉัย

ควรพบแพทย์เพื่อได้รับการซักประวัติ ตรวจร่างกายทางระบบประสาทโดยละเอียด ซึ่งสามารถให้การวินิจฉัยได้และแพทย์จะทำการแยกผู้ป่วยที่มีอาการหน้าเบี้ยวครึ่งซีกนี้ออกจากโรคเส้นเลือดสมองตีบ ซึ่งมีอาการหน้าเบี้ยวได้เช่นกัน แต่จะมีอาการแขนขาอ่อนแรงร่วมด้วยและผู้ป่วยจะยังสามารถยักคิ้วข้างที่เบี้ยวได้

การตรวจเพิ่มเติมที่แพทย์อาจแนะนำ ได้แก่ การตรวจกราฟไฟฟ้าของเส้นประสาท การตรวจน้ำไขสันหลัง การตรวจเอกซเรย์สมอง ซึ่งมีความจำเป็นที่ต้องทำในบางรายตามที่แพทย์เห็นสมควร

การรักษา

ยากลุ่มสเตียรอยด์ สามารถลดการอักเสบของเส้นประสาทได้ รับประทานประมาณ 2 สัปดาห์  รับประทานยาต่อเนื่องและจะมีการปรับลดขนาดยาตามที่แพทย์แนะนำ

ยาป้ายตา ยาหยอดตาและใช้ผ้าปิดตาสนิทขณะนอนหลับ เพื่อป้องกันการเกิดเยื่อบุตาอักเสบเนื่องจากอาการกะพริบตาที่ลดลง

ยาฆ่าเชื้อไวรัส พิจารณาให้ในรายที่เห็นว่ามีอาการความสัมพันธ์กับเชื้อเริม  (Herpes) ซึ่งบ่อยครั้งคนไทยเรียก “งูสวัด”

การทำกายภาพ  ทำโดยการกระตุ้นด้วยไฟฟ้า ใช้ในผู้ป่วยบางราย

ระยะของโรค

80% ของผู้ป่วยมักจะหายดีในเวลา 4-6 สัปดาห์

10% ของผู้ป่วยจะมีอาการเบี้ยวที่ใบหน้าทั้งสองข้าง

7% ของผู้ป่วยจะเกิดเป็นซ้ำได้

อาจพบมีการกระตุกของกล้ามเนื้อใบ หน้า เกิดขึ้นเนื่องจากการงอกเกินหลังจากการซ่อมแซมเส้นประสาทของผู้ป่วยรายนั้น

ข้อแนะนำเพิ่มเติม

สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน จำเป็นต้องคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ  เนื่องจากยาสเตียรอยด์จะทำให้ระดับน้ำตาลขึ้นสูงจนเป็นอันตรายได้ ผู้ป่วยควรบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าโดยการยักคิ้ว ปิดตาแน่น ยิงฟัน เป่าแก้มป่อง

หากมีอาการอื่นเพิ่มเติมทางระบบประสาทในระหว่างการรักษา เช่น หน้าชา การได้ยินลดลง อ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก หรือมีอาการชาปลายมือ เท้า 2 ข้าง พูดไม่ชัด เห็นภาพซ้อน เดินเซ ซึมลง สับสน อาการลามเป็นมากขึ้นทั้งสองข้าง ควรพบแพทย์เร็วขึ้นกว่าที่นัดไว้เดิม

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงสิรารัตน์   โมรรัต อายุรแพทย์ระบบประสาท ศูนย์สมองและระบบประสาท รพ.พญาไท 2/ http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์  

 

ที่มา: เดลินิวส์ 26 สิงหาคม 2555

แกงขี้เหล็ก อาหารที่ถูกลืม

แกงขี้เหล็ก อาหารที่ถูกลืม

รองศาสตราจารย์ รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล
ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 

แกงขี้เหล็กเป็นอาหารที่จัดได้ว่าเข้าข่ายอาหารโบราณที่อีกไม่นาน คงมีเพียงภาพและคำบรรยายเก็บเป็นข้อมูลเท่านั้น คนที่รู้จักกินแกงขี้เหล็กในปัจจุบันนี้มักจะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ชีวิตไม่น้อยกว่า 40 ปี และส่วนใหญ่จะเป็นจังหวัดอื่น นอกกรุงเทพมหานคร เหตุที่ว่าการปรุงแกงขี้เหล็กมีกรรมวิธีที่ค่อนข้างยาก ต้องพิถีพิถัน จำได้ว่าเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว ถ้าจะกินแกงขี้เหล็ก เราจะรอให้ขี้เหล็กแตกใบอ่อน และดอก ซึ่งต้องเก็บใบมารูด (หน้าที่ของลูก) เอาเฉพาะส่วนใบ หรือ ดอก หรือทั้งใบและดอก จากนั้นเอาไปต้ม เทน้ำทิ้ง บีบกากให้แห้ง แล้วต้มซ้ำ 2-3 ครั้ง จนจืด จึงเอาไปแกงได้ รสชาติของแกงขี้เหล็กนั้น เป็นที่ชื่นชอบเฉพาะหมู่ผู้สูงอายุเท่านั้น เด็ก ๆ ที่ทำหน้าที่รูดใบจึงค่อนข้างเบื่อหน่ายที่ต้องช่วยเตรียมแทบตาย แต่ไม่ชอบกิน แต่ก็แปลกนะ เมื่อเด็กๆเหล่านั้นรวมทั้งตัวผู้เขียนโตขึ้นเป็นผู้สูงอายุ กลับหันมาชอบกินแกงขี้เหล็กเหมือนคนรุ่นก่อน ๆ มา ยุคถัดมา ไม่ต้องเตรียมใบขี้เหล็กเองแล้ว เราจะเห็นใบขี้เหล็กต้ม วางขายในตลาดทั่วไป แต่ปี 2555 กลับไม่ค่อยพบเห็นใบขี้เหล็กต้ม หรือ แกงขี้เหล็ก จนน่าสงสัยว่าคนไทยเลิกกินแกงขี้เหล็กแล้วหรือ

แกงขี้เหล็กคือหนึ่งในแกงกะทิที่สำคัญในครัวไทย มีรสชาติหวาน มัน เผ็ดเล็กน้อย เนื้อสัตว์ ที่ใส่ในแกง อาจเป็นปลาย่าง หรือ เนื้อหมูย่าง ใบขี้เหล็กที่ต้มเสร็จแล้วนั้น ก่อนใส่ลงในแกง แม่บ้านจะตำให้เป็นชิ้นหยาบ หรือละเอียด ขึ้นอยู่กับความชอบของครอบครัว อย่างไรก็ดีไม่ว่าชิ้นหยาบหรือละเอียด เราจะสังเกตุได้ว่าวันรุ่งขึ้นเราก็จะถ่ายออกมาเป็นชิ้น ๆ ทั้งนี้เป็นเพราะใบขี้เหล็กย่อยยาก จึงทำให้มีกากเยอะ ถ่ายได้ง่ายขึ้น ที่จริงอันนี้เป็นภูมิปัญญาอันหนึ่งที่ทำให้ได้กินผักปริมาณมาก นอกเหนือจากการกินผักสด

ประมาณปีพ.ศ. 2540 มีการใช้ใบขี้เหล็กอ่อน บดเป็นผง ใส่แคปซูล กินเป็นยานอนหลับ พบว่าได้รับความสนใจและใช้กันมากพอสมควร ต่อมาปี 2542 พบว่าแคปซูลใบขี้เหล็กทำให้เกิดตับอักเสบ เนื่องจากสารบาราคอลที่มีในใบ จนทำให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประกาศยกเลิกการใช้เป็นยาเดี่ยว อนุญาตให้ใช้เป็นยาตำรับเท่านั้น จึงทำให้มีนักวิทยาศาสตร์หลายคนสงสัยว่า แล้วทำไมแกงขี้เหล็กที่เรากินกันจะเป็นพิษต่อตับด้วยหรือไม่ หลังจากการทดลองหาปริมาณของบาราคอลในใบขี้เหล็กที่ต้มน้ำทิ้ง 2 ครั้ง พบว่า สารบาราคอลเหลืออยู่เพียง 10% เท่านั้น ไม่ทำให้เกิดพิษต่อตับแต่ประการใด อีกทั้งด้วยพฤติกรรมการกินแกงขี้เหล็ก ไม่ได้กินติดต่อกันทุกวันเหมือนกับการกินเป็นยา นั่นเป็นคำตอบว่า ทำไมคนกินแกงขี้เหล็กแล้วไม่เป็นอะไร

กินแกงขี้เหล็กอาจไม่ได้ทำให้นอนหลับสบายอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะในกระบวนการทำแกงขี้เหล็กให้ปลอดภัยต้องต้มน้ำทิ้งเสียก่อน เพื่อให้ความขม เฝื่อนลดลง ฤทธิ์และความเป็นพิษก็ลดลงด้วย แต่ถึงอย่างไรแกงขี้เหล็ก ทำให้ถ่ายง่าย สะดวก ยอดอ่อนและใบขี้เหล็ก 100 กรัม มีเบตาคาโรทีน 1.4 มิลลิกรัม ใยอาหาร 5.6 กรัม แคลเซียม 156 มิลลิกรัม. ฟอสฟอรัส 190 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 5.8 มิลลิกรัม โปรตีน 7.7 กรัม คาร์โบไฮเดรต 10.9 กรัม .ให้พลังงาน 87 กิโลคาลอรี ในขณะที่ดอกขี้เหล็ก 100 กรัม มีสารอาหารน้อยกว่า เช่น มีเบตาคาโรทีน 0.2 มิลลิกรัม ใยอาหาร 9.8 กรัม แคลเซียม 13 มิลลิกรัม. ฟอสฟอรัส 4 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 1.6 มิลลิกรัม โปรตีน 4.9 กรัม คาร์โบไฮเดรต 18.7 กรัม .ให้พลังงาน 98 กิโลคาลอรี จึงอยากชักชวนให้ผู้ใหญ่รุ่นปัจจุบัน หันกลับมากินแกงขี้เหล็ก แกงแห่งภูมิปัญญา ทำให้มีทางเลือกในการบริโภคที่มากขึ้น อร่อยปาก สบายท้อง สุขภาพดี แต่อย่าลืมถามผู้ปรุงก่อนว่า ใบขี้เหล็กที่ใช้ต้มน้ำทิ้งแล้วหรือยัง จะได้ประโยชน์ในการกินโดยไม่มีพิษแอบแฝงให้กังวลใจต่อไป 

ที่มา:    http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/thai/knowledgeinfo.php?id=101

.

Related Link:

.

http://www.medplant.mahidol.ac.th/pubhealth/cassiasi.html

ขี้เหล็ก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia siamea (Lamk.) Irwin et Barneby

ชื่อวงศ์ : Fabaceae (Leguminosae)

ชื่อพ้อง : Cassia florida Vahl
Cassia siamea Lam.

ชื่ออังกฤษ : Cassod tree, Siamese senna, Thai copperpod, Siamese cassia

ชื่อท้องถิ่น : ขี้เหล็กแก่น, ขี้เหล็กบ้าน, ขี้เหล็กหลวง, ขี้เหล็กใหญ่, ผักจี้ลี้, แมะขี้เหละพะโดะ, ยะหา

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์

1. ฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้

สารสกัดใบด้วย 25% แอลกอฮอล์ เพิ่มการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบของลำไส้กบ และสุนัข (1)

2. ฤทธิ์เป็นยาถ่าย

ขี้เหล็กมีสาร anthraquinone (2-5) ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาถ่าย (6) จากการศึกษาพบว่าสารสกัดจากใบด้วยน้ำร้อน มีฤทธิ์เป็นยาถ่ายในหนู (7)

3. หลักฐานความเป็นพิษและการทดสอบความเป็นพิษ

3.1 การทดสอบความเป็นพิษ
มีการศึกษาพิษเฉียบพลันของสารสกัดจากใบขี้เหล็ก โดยป้อนและฉีดสารสกัดเข้าใต้ผิวหนังของหนูถีบจักรในขนาดต่างๆ กัน พบว่าสารสกัดจากใบขี้เหล็ก ขนาด 10 ก./กก. ไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษในสัตว์ทดลอง ไม่ว่าจะให้โดยวิธีการป้อนหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (8) เมื่อฉีดสารสกัดใบขี้เหล็กด้วยน้ำและแอลกอฮอล์ (1:1) แก่หนูตัวเมีย พบว่าขนาดที่ทำให้หนูตายครึ่งหนึ่งคือ 1 ก./กก. (9) ส่วนอีกการทดลองหนึ่งกล่าวว่า ใบขี้เหล็กมีผลทำให้สัตว์ทดลองตาย ในการทดสอบพิษแบบเฉียบพลัน (10) เมื่อนำส่วนสกัดอัลคาลอยด์จากใบขี้เหล็กมาป้อนหนูตะเภาหรือหนูขาว ในขนาดเทียบเท่าผงใบแห้ง 70 ก./กก. ไม่พบพิษ (1) และสารสกัดจากใบขี้เหล็กด้วยแอลกอฮล์ 25% ในสัตว์ทดลอง พบว่าเมื่อใช้สารสกัดป้ายที่ตาหนูขาว มีผลทำให้เยื่อบุตาของหนูอักเสบ ผสมสารสกัดลงในอาหารให้หนูตะเภากิน พบว่ามีผลเพิ่มการขับถ่ายอุจจาระ หรือผสมสารสกัดลงในอาหารให้สุนัขกิน พบว่าเกิดอาเจียน และเมื่อทดลองในอาสาสมัคร 21 คน พบว่ามีอาการท้องเสีย 1 คน การทดลองทางคลินิก พบว่าขนาดที่ปลอดภัยคือ 4-8 กรัม หรือประมาณ 0.8-0.1 กรัม/กิโลกรัม ในอาสาสมัครที่ให้สารในขนาด 6 กรัม ไม่พบว่าเป็นอันตราย และในหญิงที่กินในขนาดที่เกินไปถึง 15 กรัมก็ไม่พบอันตราย (1) มีผู้พบ Toxic alkaloid (C14H19O3N) ซึ่งทำให้หมูตาย และสารนี้พบในฝักและใบ (11)

3.2 พิษต่อตับ
มีรายงานผู้รับประทานใบขี้เหล็กเพื่อช่วยให้นอนหลับ มีรายงานว่ามีอาการตับอักเสบเฉียบพลัน แต่เมื่อหยุดยาอาการตับอักเสบลดลงเป็นปกติ นอกจากนี้ยังมีการทดลองพิษเฉียบพลันในหนูขาว โดยให้บาราคอล ซึ่งเป็นสารจากขี้เหล็ก ขนาด 60, 100 และ 120 มก./กก. หลังจากนั้น 24 ชั่งโมง ไม่พบความผิดปกติของตับ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาพาราเซทามอล และการศึกษาพิษแบบกึ่งเฉียบพลัน โดยให้บาราคอลขนาด 60, 120 และ 240 เป็นเวลา 4 สัปดาห์ แต่แบ่งกลุ่มที่ได้รับขนาด 240 มก./กก. เป็น 2 กลุ่ม คือให้งดบาราคอลในสัปดาห์สุดท้าย พบว่าน้ำหนักของหนูที่ได้รับบาราคอลจะลดลง ไม่พบการตาย (necrosis) ของเซลล์ตับ แต่มี bilirubin เพิ่มขึ้น และพบการเปลี่ยนแปลงของการย่อยไขมัน โดยจะขึ้นกับขนาดของบาราคอลที่ได้รับ ซึ่งผลดังกล่าวสามารถกลับสู่ปกติได้เมื่อหยุดใช้ (12)

นอกจากนี้ยังมีรายงานภาวะตับอักเสบที่เกิดจากยาขี้เหล็ก พบว่ามีผู้ป่วยอย่างน้อย 9 รายในปี พ.ศ. 2542 มีภาวะตับอักเสบ โดยความสัมพันธ์ของภาวะตับอักเสบจากยากับยาขี้เหล็กจัดอยู่ในระดับความสัมพันธ์ตั้งแต่ขั้นเป็นไปได้ (probable) จนถึงขั้นแน่นอน (definite) ตามเกณฑ์มาตรฐานการวินิจฉัย หรือ DILI scale (drug induced liver injury scale) และยังมีผู้ป่วยอย่างน้อย 2 ราย ได้ทดลองกินยาขี้เหล็กซ้ำใหม่หลังภาวะตับอักเสบเฉียบพลันดีขึ้นแล้ว พบว่าเกิดอาการของตับอักเสบซ้ำอีก (13) และเมื่อต้นปี พ.ศ. 2543 แพทย์ทางอายุรกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ ได้รายงานถึงภาวะตับอักเสบที่อาจสัมพันธ์โดยตรงต่อการใช้สมุนไพรขี้เหล็ก หรืออาจจะเกิดจากปฏิกิริยาระหว่างกันของยา (Drug interaction) ทั้งนี้เนื่องจากผู้ป่วยส่วนหนึ่งที่มีอาการตับอักเสบ จากการซักประวัติ พบว่ามีพฤติกรรมบริโภคอาหารเสริมหรือยา รวมทั้งขี้เหล็กด้วย (14) นอกจากนี้ยังมีการทดสอบพิษต่อตับของบาราคอลซึ่งเป็นสารสำคัญที่สกัดจากใบอ่อนของต้นขี้เหล็กในเซลล์มะเร็งเพาะเลี้ยงของตับคน ชนิดเฮพจี 2 โดยใช้บาราคอลความเข้มข้น 0.25, 0.50, 0.75 และ 1 มิลลิโมลาร์ ทำการทดสอบเทียบกับอะเซตามิโนเฟนซึ่งเป็นสารพิษต่อตับ วัดผลการทดสอบที่เวลา 24, 48, 72 และ 96 ชม. พบว่าบาราคอลและอะเซตามิโนเฟน มีผลเป็นพิษต่อตับ โดยขึ้นกับขนาดและเวลาที่ได้รับสาร บาราคอลมีพิษต่อตับอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ที่ความเข้มข้นมากกว่าหรือเท่ากับ 0.75 มิลลิโมลาร์ ที่เวลา 24 ชม.ของการสัมผัส ส่วนที่เวลา 48, 72 และ 96 ชม.ของการสัมผัส จะพบพิษของบาราคอลที่ ความเข้มข้นมากกว่าหรือเท่ากับ 0.50 มิลลิโมลาร์ ค่า IC50 ของบาราคอลต่อเซลล์ที่เวลา 24, 48, 72 และ 96 ชม.ของการสัมผัส มีค่าเท่ากับ 5.70, 0.96, 0.77 และ 0.68 มิลลิโมลาร์ ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบพิษต่อเซลล์ระหว่างบาราคอลและอะเซตามิโนเฟน ที่ความเข้มข้น 1 มิลลิโมลาร์ พบว่าบาราคอลมีพิษต่อเซลล์มากกว่าอะเซตามิโนเฟน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ที่เวลาต่างๆ กันของการสัมผัส (15)

การศึกษาพิษเรื้อรังของใบขี้เหล็กซึ่งมีบาราคอลเป็นสารสำคัญในหนูขาวพันธุ์วิสตาร์ เป็นเวลา 6 เดือน โดยป้อนผงใบขี้เหล็กแขวนตะกอนในน้ำทางปากให้กับหนูขาว โดยใช้ใบขี้เหล็ก ขนาด 20, 200 และ 2,000 มก./นน.ตัว 1 กก./วัน ดูผลการทดสอบหลังจากหยุดให้ยา 2 สัปดาห์ ผลการศึกษาพิษแสดงให้เห็นว่า หนูที่ได้รับใบขี้เหล็กทุกขนาด มีการเจริญเติบโตและการกินอาหารไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม หนูเพศเมียที่ได้รับใบขี้เหล็กขนาด 2,000 มก./กก มีน้ำหนักไตสูงกว่ากลุ่มควบคุม และหนูเพศเมียที่ได้รับใบขี้เหล็กขนาด 200 และ 2,000 มก./กก. มีค่า creatinine ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนหนูเพศผู้ที่ได้รับใบขี้เหล็กขนาด 200 และ 2,000 มก./กก. มีจำนวนเม็ดเลือดแดงต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ และหนูเพศผู้ที่ได้รับใบขี้เหล็กขนาด 2,000 มก./กก. ทำให้ค่าฮีโมโกลบินต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้ระดับคลอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ของหนูเพศผู้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การเปลี่ยนแปลงของค่าโลหิตวิทยานี้กลับสู่ปรกติได้ภายหลังหยุดยาเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ผลของใบขี้เหล็กต่อค่าทางเคมีของซีรั่มนั้น พบว่าขี้เหล็กขนาด 200 และ 2,000 มก./กก. ทำให้ค่าบิลิรูบินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การเปลี่ยนแปลงของค่าทางชีวเคมีนี้กลับสู่ปรกติภายหลังหยุดยาเป็นเวลา 2 สัปดาห์ สำหรับหนูเพศผู้ ส่วนหนูเพศเมียไม่กลับสู่สภาพปรกติ เมื่อผ่าซากชันสูตรตรวจอวัยวะภายในต่างๆ พบว่าหนูที่ได้รับใบขี้เหล็กขนาด 2,000 มก./กก มีน้ำหนักไตและน้ำหนักสัมพัทธ์ของไตและตับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าของอวัยวะภายในต่างๆ ยกเว้นตับของหนูบางตัวที่ได้รับใบขี้เหล็กขนาด 2,000 มก./กก. มีขนาดโตขึ้นและมีสีเหลือง (Fatty liver) การศึกษาเนื้อเยื่อทางจุลพยาธิวิทยาของตับ แสดงให้เห็นว่า ใบขี้เหล็กมีพิษต่อตับอย่างเห็นได้ชัดในกลุ่มที่ได้รับใบขี้เหล็กขนาด 2,000 มก./กก. โดยทำให้เซลล์ตับของหนูขาวเสื่อมและมีการตาย (degeneration and necrosis) และความรุนแรงของพยาธิสภาพนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามขนาดของใบขี้เหล็กที่ได้รับ (16) การทดลองในหนู wistar เพศผู้ที่ได้รับบาราคอลซึ่งสกัดมาจากขี้เหล็ก ขนาด 10-100 มก./กก. เป็นเวลา 30 วัน ไม่พบความผิดปกติในตับและไต (17)

3.3 พิษต่อเซลล์
เมื่อทดสอบสารสกัดเมทานอลจากใบสด ความเข้มข้น 20 มคก./มล. กับ Raji cells พบว่าไม่มีพิษ (18) แต่พบว่าสารบาราคอลจากใบอ่อนของขี้เหล็กเป็นพิษต่อเซลล์ P19 embryonal carcinoma cells โดยมีค่า IC50 ที่ 0.57, 0.62, 0.53 และ 0.43 มิลลิโมล่าร์ ที่เวลา 36, 48, 60 และ 72 ชั่วโมงตามลำดับ หลังจากได้รับสารดังกล่าว (19)

การใช้ขี้เหล็กรักษาอาการท้องผูก

ใช้ใบขี้เหล็ก 4-5 มือ ต้มเอาแต่น้ำดื่มก่อนอาหาร (20, 21)

เอกสารอ้างอิง

1. Arunluksana U. Pharmacological study of Cassia siamea leaves. Siriraj Hosp Gaz, Thailand 1949; 1(9), 435-44.

2. Rai PP. Anthraquinones in Cassia siamea. Curr Sci 1977; 46: 814-5.

3. Ahn BZ, Degen U, Lienjayetz C, Panchaly P, Zymalkowski F. Constituents of Cassia siamea. Arch Pharm (Weinheim, Ger.) 1978; 311(7): 569-78.

4. Wagner H, El-sayyad SM, Seligmann O, Chari VM. Chemical constituents of Cassia siamea. I. 2- methyl- 5- acetonyl- 7- hydroxychromone (cassiachromone). Planta Med 1978; 33: 259.

5. Plengvidhya P, Suvagondha C. A study of diagnostic constants of leaves of some members in genus Cassia. J Pharm Assoc Siam, third series 1957; 10(1): 10-2.

6. Mukerji B. The Indian pharmaceutical codex, Vol 1, Newdelhi, India 1985.

7. Owusu PD, Ampofo O. Evaluation of two ghanaian laxative drugs. Abstr Joint Meeting American Society of Pharmacognosy and Society of Economic Botany, July 13-17, 1981.

8. Mokkhasmit M, Sawasdimongkol K, Sartravaha P. Toxicity study of some Thai medicinal plants. Bull Dep Med Sci, Thailand 1971; 12(2): 36-65.

9. Ketsingh A. Clinical trial on the antimalarial activity of some medicinal plants. Proceeding of Siriraj Symposium, Thailand, 1950: 275-281.

10. Suphakarn V, Ngunboonsri P, Glinsukon T. Biological value of plant proteins: protein quality and safety of khi-lek Cassia siamea. Annual Research Abstracts, Mahidol University, 1987:95.

11. Council of Scientific & Industrial Research. The wealth of India: a dictionary of raw materials and industrial products Vol. II. New Delhi:Insdoc 1950:427 pp.

12. Pumpaisalchai W, Siriaunkgul S, Taesothikul T, et al. Toxicity of barakol : hepatotoxicity and subacute toxicity. The 3rd World Congress on Medicinal Plant and Aromatic Plants for Human Welfare, Chiang Mai, Thailand, 3-7 Feb 2003.

13. สมบัติ ตรีประเสริฐสุข มงคล หงษ์ศิรินิรชร อนุชิต จูฑะพุทธิ. ภาวะตับอักเสบจากสมุนไพร “ขี้เหล็ก” บทเรียนเพื่อการพัฒนาสมุนไพรไทย. คลินิกนานาสาระ 2000;186(16):385-90.

14. ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง. ติดฉลากเตือนใช้ขี้เหล็กระวังโรคตับ. The Medicine Journal 2000;1(2):14.

15. สมทรง ลาวัณย์ประเสริฐ ชัยโย ชัยชาญทิพยุทธ สุรชัย อัญเชิญ ยุพิน ลาวัณย์ประเสริฐ.ดาเรสเซนต์. การศึกษาความเป็นพิษของบาราคอลต่อตับโดยการทดสอบด้วยเซลล์มะเร็งเพาะเลี้ยงของตับคน ชนิดเฮพจี2. ไทยเภสัชสาร 2544;25(3-4):149-59.

16. ปราณี ชวลิตธำรง ทรงพล ชีวะพัฒน์ เอมมนัส อัตตวิชญ์ สดุดี รัตนจรัสโรจน์ สมเกียรติ ปัญญามัง บุญมี สัญญสุจจารี. การศึกษาพิษเรื้อรังของใบขี้เหล็กในหนูขาว. การประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ “พันธมิตรร่วมใจ กระบวนทรรศน์ใหม่เพื่อการวิจัยและพัฒนา”. กรุงเทพฯ, 15-16 พฤษภาคม 2544:41.

17. Thongsaard W, Dedachapunya C, Showpittapornchai U. Effects of subacute administration of barakol on liver and kidney function in rats. The 3rd World Congress on Medicinal Plant and Aromatic Plants for Human Welfare, Chiang Mai, Thailand, 3-7 Feb 2003.

18. Murakami A, Kondo A, Nakamura Y, Ohigashi H, Koshimizu K. Possible anti-tumor promoting properties of edible plants from Thailand, and identification of an active constituent, cardamonin, of Boesenbergia pandurata. Biosci Biotech Biochem 1993; 57(11):1971-3.

19. Permtermsin C, Chaichanthipyuth C, Lipipun V, et al. Evaluation of cytotoxic effect of barakol on P19 embryonal carcinoma cell. Thai J Pharm Sci 2002;Vol 26(suppl.):29.

20. กองวิจัยทางการแพทย์. สมุนไพรพื้นบ้าน ตอนที่ 1. กรุงเทพฯ: กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์. กระทรวงสาธารณสุข, 2526, หน้า 27.

21. วีณา ศิลปอาชา. ตำรายากลางบ้าน. กรุงเทพฯ: โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง, 2529.

ยาเร่งแก่

เรื่องยาที่ใช้อยู่ใกล้ตัวก็มีสิทธิเร่งความเสื่อมชราให้กับร่างกายได้เหมือนกัน ความสำคัญอยู่ที่ต้องเข้าใจในยาที่ใส่ปากทุกคำครับ ย้อนกลับมาดูที่ล่วมยาเราว่าที่เอาเข้าไปในร่างกายแต่ละเม็ดนั้นเรารู้จักมันดีแล้วหรือยัง รู้ชื่อยังไม่พอนะครับ ขอให้รู้ถึงผลข้างเคียงและยาที่มันจะทำปฏิกิริยาด้วยจะช่วยได้มากเพราะส่วนใหญ่แล้ว

ยามักรับประทานร่วมกันหลายชนิดครับ ยาธรรมดาก็อาจกลายเป็นยาพิษได้ ที่ร้ายกว่านั้นคือกลายเป็น “ยาเร่งแก่” ไปได้ง่ายๆ แบบตาใสๆ เพราะเป็นยาที่ดูธรรมดานี่เองครับ โดยความลับที่เข้าถึงตัวเราง่ายดายก็เพราะความไว้ใจดังต่อไปนี้

1) ยานอนหลับ ส่วนใหญ่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท ซึ่งฤทธิ์ของมันส่วนหนึ่งก็คือ “พิษ” ด้วย กินแล้วช่วยให้นอนแต่ตอนใช้สมองนี่จะมึนเบลอ หากเคยเห็นคนกินยานอนหลับจะทราบดีครับว่าสภาพที่ “แฮงก์” นั้นเป็นอย่างไร แล้วต่อไปมันอาจส่งผลถึงความจำ ทำให้หลงลืมกลายเป็น “แฮงก์ถาวร”

2) ยาแก้มึนศีรษะ อาการมึนงง บ้านหมุน ที่ชอบถูกโยนให้เป็น “น้ำในหูไม่เท่ากัน” ไม่ใช่อาการที่รักษาไม่ได้เสมอไปนะครับ การใช้ยาแก้มึนศีรษะชนิดต่างๆ ทั้งยาเพิ่มการไหลเวียนหลอดเลือดสมอง,ยาแก้เวียน,วิตามินบำรุง และอีกสารพัดสารพันจะกลายเป็น “ยาพันหลัก” ได้ไม่ต่างจากวัวเลยครับเพราะมันจะกลายเป็นทำให้ยิ่งมึนศีรษะขึ้นไปแทน จำง่ายๆ นะครับยาแก้มึนทำให้ “มึน” ซะเองได้

3) ยาลดความอ้วน ชวนซื้อใช้เป็นที่สุดสำหรับสาวๆ ที่อยากหยุดอ้วนแบบ “ทางลัด” ให้จำง่ายสุดเลยครับว่าการลดอ้วนไม่มีวิธีใดสำเร็จได้ถ้าไม่ใช้ “ความเพียร” ยาลดอ้วนจะเป็นฝ่ายไปเกรียนกับสมองและหัวใจทำให้ร่างกายโทรมลง ผอมแบบไม่สดใส ใช้บ่อยก็ติดได้กลายเป็นอยู่ในหลุมดำของยาลดความอ้วนไป เมื่อหยุดใช้ก็ “อ้วนกลับ” สถานเดียว

4) ยาลดไขมัน ทำให้แก่ได้โดยทำลาย “ตับ” กับ “กล้ามเนื้อ” ครับ ซึ่งกล้ามที่เราห่วงสุดคือกล้ามเนื้อหัวใจ ทำลายไปแล้วหัวใจไม่แข็งแรงก็จะมีปัญหาอยู่เรื่อยๆ คนไข้แม้อายุน้อยแต่ก็ได้ของแถมคือหัวใจแก่กว่าวัย เข้าใกล้อายุของผู้ที่เริ่มมีปัญหากล้ามเนื้อหัวใจครับ

5) ยาสเตียรอยด์หรือยาแก้แพ้ ยาชนิดนี้เป็นยาที่ทำลายในวงกว้างทำให้ตัวอ้วนกาง ฉุแบบกระดูกพรุนก่อนวัย ต่อมหมวกไตพังเพราะถูกสเตียรอยด์กด ยานี้มีมากในกลุ่มรักษาโรคภูมิแพ้ครับ เป็นโรคที่แก้ไม่ได้แต่ถ้าใช้ยามากก็จะได้โรคที่แก้ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาอีกแทน นั่นคือสุขภาพพังจากการใช้สเตียรอยด์เรื้อรังครับ

6) ยาแก้อักเสบแก้ปวด ความปวดทำให้สุขภาพแย่อยู่แล้วทั้งกายและใจ แต่การยอมให้ยาแก้ปวดเข้ามาอยู่ในชีวิตเรื่อยๆ ยิ่งทำให้โทรมหนักเพราะยาแก้ปวดกลุ่ม “เอ็นเสด (NSAIDs)” เป็นยาที่มีผลกับสุขภาพมากครับ เกราะเคลือบกระเพาะก็จะบางเหมือนคนแก่ ส่วนไตก็เสื่อมไวเพราะต้องรับใช้ให้เอ็นเสดผ่าน ทานมากก็ลำบากกายครับ

7) ยาปฏิชีวนะหรือยาแก้อักเสบฆ่าเชื้อ ส่วนใหญ่แรงพอที่จะทำให้เกิด “เชื้อดื้อยา” ได้ แต่ก็ถูกใช้อย่างถล่มทลายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนที่รับเคราะห์คือเด็กน้อยและตัวเราเองครับที่ป่วยด้วย “เชื้อดื้อยา” นอกจากนั้นบาปเคราะห์จากยาปฏิชีวนะบางชนิดมีฤทธิ์แรงถึงทำลายประสาทหูจนกลายเป็นคนหูตึงถาวรไปได้อย่างในท่านที่รักษาวัณโรคครับ

ยาทั้งเจ็ดเป็นยาแผนปัจจุบันที่หลายท่านมีกันในร่วมยาครับ เลยอยากขอให้ท่านที่รักลองหยิบร่วมยาประจำใกล้ๆ ตัวมาลองดูสักนิดครับ เอายาแต่ละชนิดมาแยกแล้วเขียนชื่อยาไว้ตรงหน้าวางเรียงกัน แล้วท่านจะเห็นเองครับว่ายาชนิดใดที่ซ้ำซ้อนน่าอ่อนใจ กินไปตั้งนานด้วยอาการของเด็กดี

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 25 สิงหาคม 2555

ล้อมคอกผู้ป่วยจิตเวชขาดยา

จากเหตุการณ์เศร้าสลดแม่ชาวมูเซอวัย 26 ปี อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ใช้มีดฟัน หั่นศพลูกสาว 2 คน วัย 5 ขวบ และ 2 ขวบเสียชีวิต เนื่องจากเธอป่วยเป็น “โรคจิตเภท” อาการกำเริบไม่ได้รับยามาเป็นเวลา 2 เดือนแล้ว กรณีดังกล่าวอาจทำให้คนรอบข้าง ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยเดิมอีก

นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมช.สาธารณสุข กล่าวว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวอีก ได้ให้กรมสุขภาพจิต ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ทั่วประเทศ จัดบริการด้านสุขภาพจิตในโรงพยาบาลทุกระดับ ตั้งแต่   โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน โดยฝึกอบรมแพทย์ และจัดให้มีคลินิกจิตเวชในโรงพยาบาลชุมชนกว่า 800 แห่ง รวมทั้งขยายเครือข่ายดูแลด้านสุขภาพจิตลงถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) 9,750 แห่ง ด้วยการจัดอบรมพยาบาลให้มีความรู้ด้านจิตเวช ทำงานร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ติดตามดูแลผู้ป่วยจิตเวชทุกคน ผู้ป่วยทุกรายจะมีประวัติการรักษา ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ กับญาติใกล้ชิด ซึ่งจะช่วยป้องกันปัญหาผู้ป่วยจิตเวชขาดยาได้

ด้าน นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า ผู้ป่วยรายนี้มีอาการเจ็บป่วยตั้งแต่ปี 2550 และได้ไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลฝาง ทางโรงพยาบาลวินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยโรคจิตเภทและดูแลมาตลอด 5 ปี คนไข้กินยามาโดยตลอด ช่วงก่อนเกิดเหตุเศร้าสลดขาดยาไปประมาณ 2 เดือน เมื่อก่อนผู้ป่วยมีพ่อคอยดูแลอยู่ แต่พ่อเพิ่งเสียชีวิต ส่วนสามีมีอาชีพรับจ้างตระเวนไปตามจังหวัดต่าง ๆ ช่วงเกิดเหตุไม่ได้อยู่ด้วยกัน เมื่อผู้ป่วยไม่ได้กินยาทำให้มีอาการทางจิตกำเริบ

ผู้ป่วย เล่าว่า ได้ยินเสียงพ่อที่เสียชีวิตไปแล้วมาบอกให้ฟันลูกจึงก่อเหตุดังกล่าว พอเป็นคดีทางนิติจิตเวชเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งตัวผู้ป่วยไปรักษาที่ รพ. สวนปรุง ตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค.ซึ่งทาง รพ.สวนปรุงมีกระบวนการทางนิติจิตเวชที่จะให้ความเห็นทางการแพทย์กรณีผู้ป่วยรายนี้ คาดว่าคงสรุปผลได้ภายใน 1 เดือน

สำหรับโรคจิตเภทเป็นโรคที่มีลักษณะรุนแรงและเรื้อรัง มักพบในช่วงปลายวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ตอนต้นก็เริ่มมีอาการแล้ว ผู้ป่วยอาจมีลักษณะความคิดผิดปกติจากคนทั่วไป ระแวง คิดว่าตัวเองเป็นใหญ่ คิดอะไรแปลก ๆ มีอาการประสาทหลอน หูแว่ว สมรรถนะทางสังคมเสื่อมลง การดูแลตัวเองน้อยลง เคยทำงานได้ก็ไม่ไปทำงาน แยกตัวเอง โรคนี้ต้องกินยาอย่างต่อเนื่อง ช่วงที่มีอาการมากก็ต้องกินยามากแล้วค่อย ๆ ลดยาลง ถึงระดับหนึ่งอาจเหลือยาแค่วันละ 1-2 เม็ด

การหยุดยา 2-3 สัปดาห์แรกอาจไม่มีปัญหา แต่ถ้าเกิน 1 เดือนขึ้นไป อาจมีอาการกำเริบขึ้นมา เช่น นอนไม่หลับ พูดคนเดียว หวาดระแวง อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย แต่ไม่ใช่ว่าจะมีอันตรายทันที เพราะผู้ป่วยต้องมีญาติดูแล เมื่อญาติเห็นอาการเหล่านี้แล้วต้องรีบพาไปโรงพยาบาล เพราะถ้าปล่อยไว้อาการกำเริบมาก ๆ การนำผู้ป่วยไปโรงพยาบาลก็ลำบาก การให้การรักษาก็ลำบากด้วย

ต้องเรียนว่าผู้ป่วยโรคทางจิตเวชไม่ได้เป็นอันตรายหมดทุกคน กรณีโรคจิตเภทก็ไม่ได้มีอาการรุนแรงทุกคน ส่วนใหญ่มักแยกตัว เก็บตัว ไม่ค่อยยุ่งกับใคร เขาจึงไม่เป็นอันตราย ยกเว้น โดนยั่วยุ ถูกด่าทอ ถูกทำร้าย ถูกแกล้ง ก็อาจเกิดอาการและไปทำร้ายคนอื่นได้

อาการกำเริบของผู้ป่วยรายนี้น่าจะเกิดจากการขาดยา ปัญหาเกิดจากบ้านพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล กันดาร คือ อยู่ อ.แม่อาย แต่ไปรักษาที่โรงพยาบาลฝาง แสดงว่าเป็นรอยต่อต้องข้ามมาอีกอำเภอ ซึ่งแนวทางการรักษาผู้ป่วยจิตเวชที่กรมสุขภาพจิตวางไว้อยู่ที่โรงพยาบาลระดับอำเภอ คือ โรงพยาบาลชุมชน ด้วยการฝึกอบรมพยาบาลให้มีความรู้ด้านจิตเวช ปัจจุบันมีแห่งละ 1 คนเท่านั้น แต่นโยบายจะเพิ่มเป็นแห่งละ 2 คนภายใน 3 ปีนี้

เมื่อเกิดเหตุขึ้น ทำให้มองเห็นว่า จุดรอยต่อที่สำคัญ คือ รพ.สต. น่าจะช่วยได้ ทาง รมช.สาธารณสุขจึงได้ให้กรมสุขภาพจิตพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชอย่างต่อเนื่อง รพ.สต. มีพยาบาลอยู่แล้วต้องได้รับการอบรมให้มีความรู้ทางจิตเวชระยะสั้นประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้มีศักยภาพในการดูแลและติดตามผู้ป่วย อีกทั้งยาสำหรับผู้ป่วยต้องลงไปในระดับตำบล คือ จุดรับยาต้องลงไปในระดับ รพ.สต. พยาบาลที่ รพ.สต.ต้องได้รับการฝึกอบรมรู้เรื่องผลข้างเคียง ผลดี ผลเสียของยา และร่วมมือกับ อสม.กว่า 1 ล้านคน เข้าไปติดตามดูแลผู้ป่วยที่อาจมีภาวะอันตราย ส่วนโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลจังหวัด กรมสุขภาพจิตพยายามเสนอให้มีการดูแลผู้ป่วยในลักษณะผู้ป่วยในเพราะโรงพยาบาลจิตเวชไม่ได้มีทุกจังหวัด ดังนั้นสิ่งที่ต้องการ คือ จิตแพทย์ ในขณะนี้มีจิตแพทย์เกือบทุกจังหวัดแล้ว ขาดอยู่ประมาณ 14 จังหวัดเท่านั้น คิดว่าภายใน 2-3 ปีน่าจะมีครบทั้งหมด.

นวพรรษ บุญชาญ

 

ที่มา: เดลินิวส์ 25 สิงหาคม 2555

รู้จักรอยด่างดำบนใบหน้า

พูดถึงเรื่องรอยด่างดำบนใบหน้า คงมีผู้อ่านหลายท่านสนใจ เพราะเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย รอยด่างดำบนใบหน้าที่พบได้บ่อย เช่น ฝ้า กระตื้น กระลึก กระแดด กระเนื้อ รวมไปถึงรอยดำจากการอักเสบ เช่น รอยสิว ปัญหารอยด่างดำต่าง ๆ มีลักษณะเป็นอย่างไร แล้วมีวิธีการแก้ไขและรักษาทางการแพทย์อย่างไร คอลัมน์หมอรามาฯ ไขปัญหาสุขภาพ ฉบับนี้มีคำตอบมาฝาก

ฝ้า” คือ ภาวะที่ผิวหนังมีเม็ดสีหรือเมลานินมากขึ้นซึ่งเกิดจากการที่เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานมากขึ้น บางครั้งจะพบว่าเซลล์สร้างเม็ดสีมีจำนวนเพิ่มขึ้นด้วย มักพบบริเวณที่ร่างกายสัมผัสแสงแดด เช่นใบหน้า โดยเฉพาะหน้าผาก แก้ม จมูก เหนือริมฝีปากบน และกราม มักเริ่มเป็นฝ้าเมื่ออายุ 30-40 ปี เชื่อว่าเกิดจากแสงแดดเป็นหลัก เราจะพบได้ว่าฝ้ามักจะเข้มขึ้นเมื่อไปตากแดด และฝ้าสามารถจางลงได้ถ้าหากหลบแดด นอกจากนี้ยังพบได้บ่อยในผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิดและในผู้ที่ตั้งครรภ์ การรักษาฝ้าสามารถทำได้โดยการใช้ยาทาที่มีฤทธิ์ลดการสร้างเม็ดสี การใช้สารกลุ่มกรดผลไม้เพื่อผลัดเซลล์เม็ดสีส่วนเกินออก ร่วมกับการใช้ยากันแดดและการหลบแดด สำหรับการรักษาด้วยเลเซอร์จัดเป็นการรักษารอง บางรายที่ตอบสนองก็จะมีฝ้าจางเร็วขึ้นได้ แต่บางรายฝ้าอาจจะดำขึ้นหากเลือกใช้เลเซอร์หรือการตั้งค่าพลังงานเลเซอร์ไม่เหมาะสม ส่วน “กระ” สามารถแบ่งได้หลายชนิด เช่น กระตื้น กระลึก กระแดด กระเนื้อ ซึ่งแต่ละชนิดจะมีหน้าตาแตกต่างกันไป กระตื้น จะมีลักษณะเป็นจุดเล็ก ๆ สีน้ำตาลอ่อน ขอบเขตชัด ขนาด 2-3 มิลลิเมตร มักพบได้ที่บริเวณสัมผัสแสงแดด เช่นใบหน้า โดยเริ่มเป็นตอนเข้าสู่วัยรุ่น มักพบในผู้ที่มีผิวละเอียดสีขาว หากสัมผัสแดดจะเป็นมาก และหากหลบแดดได้ดี อาจจะจางได้เอง บางรายอาจเริ่มเป็นตั้งแต่อายุก่อน 10 ปี สำหรับการรักษากระตื้นวิธีที่ได้ผลดีที่สุดคือการใช้เลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นที่เหมาะสมที่จะจับเม็ดสี เช่น เลเซอร์คิวสวิทช์เอนดีแย็ก คิวสวิทช์อเลกซานไดรท์ และเลเซอร์ทับทิมชนิดคิวสวิทช์

นอกจากนี้ยังมีแสงความเข้มสูงหรือที่เรียกกันว่า “ไอพีแอล” อาจจะพอช่วยได้ บางครั้งอาจใช้น้ำยาทางการแพทย์ที่มีฤทธิ์กัดกร่อนแต้ม เพื่อให้กระหลุดออก แต่การใช้น้ำยามีข้อเสียคือ อาจเกิดแผลเป็นได้ หากแต้มมากเกินไป กระตื้นจุดที่รักษามักจะหายได้ภายหลังการรักษาโดยเลเซอร์ 1-2 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เป็นกระตื้นอาจจะเป็นกระตื้นจุดใหม่ได้อีก ดังนั้น จึงควรหลบแดดและใช้สารกันแดด เพื่อไม่ให้เกิดจุดใหม่

กระอีกชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในชาวเอเชีย คือ “กระลึก” รอยโรคจะมีลักษณะเป็นจุดเล็ก ๆ สีน้ำตาลเข้ม อมเทาดำ ขอบเขตไม่ชัด ขนาด 2-3 มิลลิเมตร มักพบที่โหนกแก้มและจมูก พบได้เมื่ออายุ 20 ปีขึ้นไป สีจะค่อย ๆ เข้มขึ้นตามกาลเวลา โดยส่วนใหญ่ คนไข้จะได้รับการรักษาแบบฝ้ามาบ้างแล้วหรือรักษาด้วยแสงความเข้มสูงหรือ          ไอพีแอล แต่ไม่ดีขึ้น ซึ่งกระลึกต้องทำการรักษาด้วยเลเซอร์พลังงานและความยาวคลื่นที่เหมาะสมเท่านั้น ไม่สามารถใช้ยาทา น้ำยาแต้ม หรือแสงความเข้มสูงไอพีแอลรักษาได้ หากทำการรักษาได้ถูกวิธี กระลึกมักจะหายไปภายหลังการรักษา 3-6 ครั้ง ส่วนมากผู้ที่เป็นกระลึกจะไม่เป็นซ้ำอีก หากทำการรักษาด้วยเลเซอร์จนหายไปแล้ว

กระแดด” เป็นกระอีกรูปแบบหนึ่งที่มักเกิดได้ในวัยกลางคนถึงสูงวัย ลักษณะจะเป็นแผ่นสีน้ำตาลอ่อน ขอบเขตชัด ขนาด 0.3-2 เซนติเมตร เกิดจากแสงแดดและอายุที่มากขึ้น กระชนิดนี้หากปล่อยทิ้งไว้ อาจใหญ่และนูนขึ้นได้ กระชนิดนี้ไม่สามารถจางลงได้แม้หลบแดด จึงต้องทำการรักษาโดยเลเซอร์เท่านั้น เลเซอร์ที่ใช้จะเป็นชนิดเดียวกันกับเลเซอร์ที่ใช้รักษากระตื้น ส่วนมากจะหายภายหลังการรักษาด้วยเลเซอร์ 1-2 ครั้ง ผู้ที่เป็นกระแดดอาจจะเป็นกระแดดจุดใหม่ได้อีก ดังนั้นจึงควรหลบแดดและใช้สารกันแดด เพื่อไม่ให้เกิดจุดใหม่

กระเนื้อ” คือเนื้องอกของผิวหนังชนิดหนึ่ง กระชนิดนี้ที่จริงแล้วไม่ใช่กระ แต่เป็นเซลล์ผิวหนังที่แบ่งตัวมากขึ้น มีลักษณะสีน้ำตาลอ่อนจนไปถึงสีน้ำตาลเข้มและดำ รอยโรคจะเป็นตุ่มนูนผิวขรุขระ ขนาดตั้งแต่ 2 มิลลิเมตรจนถึงหลายเซนติเมตร มักพบบริเวณใบหน้า คอ แขนและลำตัว เชื่อว่าเกิดจากกรรมพันธุ์และอายุที่มากขึ้น บางคนเริ่มเป็นตั้งแต่อายุ 20 ปี เนื้องอกชนิดนี้เป็นเนื้อดี ไม่กลายเป็นมะเร็ง แต่อาจใหญ่ขึ้นทำให้แลดูไม่สวยงามได้ บางรายอาจพัฒนามาจากกระแดด การรักษาที่ดีที่สุดคือการใช้เลเซอร์ที่มีอำนาจทำลายผิวชั้นบน เช่น คาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ อาจใช้จี้ไฟฟ้า หรือทำการรักษาด้วยไนโตรเจนเหลว หรือตัดออก เมื่อกระเนื้อจุดเดิมหายแล้ว ในอนาคตอาจเป็นกระเนื้อจุดใหม่ได้ ไม่มีวิธีป้องกันการเกิดกระเนื้อ

รอยดำอีกชนิดบนใบหน้าที่พบได้บ่อย คือรอยดำที่เกิดภายหลังการอักเสบของผิวหนัง ซึ่งรวมไปถึงการที่ผิวหนังได้รับบาดเจ็บ ตัวอย่างที่พบได้บ่อย คือรอยดำจากสิว โดยจะพบมากหากเป็นสิวอักเสบหรือไปแกะสิวเพราะการแกะสิวจะทำให้ผิวหนังบาดเจ็บและอักเสบมากขึ้น รอยดำลักษณะนี้จะเป็นจุดหรือปื้นสีน้ำตาล เกิดบริเวณเดียวกับที่ผิวหนังเคยมีการอักเสบมาก่อน (เช่น มีอาการแดง บวม เจ็บ) วิธีการรักษาที่สำคัญที่สุดคือต้องหยุดการอักเสบโดยเร็วที่สุด เพราะหากปล่อยการอักเสบให้เกิดขึ้นไปเรื่อย ๆ รอยดำจะเป็นมากขึ้น เมื่อการอักเสบหายแล้ว สามารถรักษารอยดำที่เหลือได้โดยการใช้ยาทา หรืออาจใช้เลเซอร์เสริมเพื่อทำให้จางเร็วขึ้น

ขึ้นชื่อว่ารอยดำแล้ว แม้จะไม่อันตราย แต่ก็ส่งผลต่อการเสริมสร้างความมั่นใจให้กับชีวิต โดยเฉพาะในคุณผู้หญิงที่มักจะกังวลกับปัญหารอยดำกันมาก เชื่อเหลือเกินว่าแฟนคอลัมน์คงจะได้ความรู้เกี่ยวกับรอยดำชนิดต่าง ๆ บนใบหน้า รวมถึงแนวทางการรักษารอยดำแต่ละชนิดกันเป็นอย่างดี ฉะนั้น หากพบว่ามีรอยดำและต้องการแก้ไขรักษา แนะนำว่าให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเป็นการดีที่สุด.

อาจารย์นายแพทย์ วาสนก วชิรมน
อาจารย์แพทย์ประจำแผนกผิวหนังเลเซอร์ หน่วยโรคผิดหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์ 25 สิงหาคม 2555

จะเลือกใช้ยาหอม อย่างไรจึงจะดี

จะเลือกใช้ยาหอม อย่างไรจึงจะดี

รองศาสตราจารย์ รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล
ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

          เมื่อพูดถึงยาหอม คงไม่มีคนไทยคนใดไม่รู้จัก แต่ที่น่าเสียดายคือ คนส่วนใหญ่แม้รู้จักก็จริง แต่รู้จักเพียงแต่ชื่อ สำหรับคนที่รู้จักก็เข้าใจเพียงแต่ว่า ยาหอมเป็นยาคนแก่ ใช้แก้ลมวิงเวียนเท่านั้น ผู้ที่ศึกษาองค์ความรู้การแพทย์แผนไทยทราบดีว่ายาหอมในคัมภีร์แพทย์แผนไทยมีจำนวนมากมายกว่า 300 ตำรับ ใช้ในโรคต่างๆ มากมาย และในการรักษาโรคของแพทย์แผนไทยสมัยโบราณนั้นจะมียาหอม พกติดตัวไว้ในล่วมยาสำหรับรักษาโรคยามฉุกเฉิน แล้วค่อยจ่ายยาต้มตามมาภายหลัง ถือได้ว่ายาหอมเป็นยาสำคัญทีเดียวในการแพทย์แผนไทย ความสำคัญของยาหอมนี้ค่อยเลือนหายไปจากสังคมไทย เนื่องจากการใช้ส่วนใหญ่คงอยู่เฉพาะในกลุ่มแพทย์แผนไทย ซึ่งมีคนไข้มารับการรักษาน้อย และคนไข้ที่เป็นโรคง่ายๆที่รักษาตนเองได้ก็เลือกใช้แต่ยาแผนปัจจุบันที่หาซื้อง่าย ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ในการเลือกใช้ยาไทยด้วยตนเองเหมือนคนสมัยก่อน คนที่มีความรู้บ้างก็หาซื้อยาได้ยาก เนื่องจากมีบริษัทที่ผลิตยาไทยเหลืออยู่ไม่กี่บริษัท การวางขายก็ไม่ค่อยทั่วถึง ด้วยยอดขายที่น้อย ทำให้บริษัทผู้ผลิตยาไทยทะยอยปิดตัวลง ไม่เว้นแม้แต่บริษัทที่ผลิตยาหอมซึ่งนับว่าคงอยู่ได้นานกว่ายาประเภทอื่น

เมื่อมีการฟื้นฟูการแพทย์แผนไทย รวมถึงการรณรงค์ให้ใช้ยาสมุนไพรมากขึ้น กระทรวงสาธารณสุขได้มีประกาศบัญชียาแผนโบราณสามัญประจำบ้าน เมื่อปี พ.ศ. 2542 ด้วยจุดมุ่งหมายที่ให้ประชาชนได้มียาสมุนไพรที่ดี ปลอดภัยไว้ใช้ในบ้าน โดยยาประเภทนี้สามารถวางขายในที่ใดก็ได้ ไม่ต้องเป็นสถานที่ที่ได้รับอนุญาตขายยา หรือสถานการแพทย์ ด้วยต้องการให้มีการกระจายยาอย่างทั่วถึง ประชาชนเข้าถึงยาสมุนไพรได้ ในประกาศนั้นมียาตำรับแผนโบราณ 27 ตำรับ ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่ามีประสิทธิภาพดี และใช้กันมายาวนาน ในจำนวนนั้นยาหอมอยู่ถึง 4 ชนิด คือ ยาหอมเทพจิตร ยาหอมทิพโอสถ ยาหอมอินทจักร และ ยาหอมนวโกฐ ทั้ง 4 ชนิดนี้ มีข้อบ่งใช้ดังนี้คือ

ยาหอมเทพจิตร ใช้แก้ลม บำรุงหัวใจ โดยผสมน้ำดอกไม้เทศ

ยาหอมทิพโอสถ แก้ลมวิงเวียน แก้ลมบาดทะจิต ใช้น้ำดอกมะลิเป็นน้ำกระสายยา

ยาหอมอินทจักร แก้คลื่นเหียนอาเจียน โดยใช้น้ำลูกผักชี หรือเทียนดำต้ม หรือน้ำสุก แก้ลมจุกเสียด ใช้น้ำขิงต้ม

ยาหอมนวโกฐ แก้ลมคลื่นเหียน อาเจียน ใช้น้ำลูกผักชี เทียนดำต้ม แก้ลมปลายไข้ ใช้ก้านสะเดา ลูกกระดอม และบอระเพ็ด ต้มเอาน้ำ ถ้าหาน้ำกระสายไม่ได้ใช้น้ำสุกแทน

อย่างไรก็ดี พบว่าคนทั่วไปยังมีความสับสนในการเลือกใช้ยาหอมทั้ง 4 ชนิดนี้ ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจเรื่อง ยาหอมตามหลักทฤษฎีการแพทย์แผนไทยก่อนว่า ยาหอม เป็นยาที่ใช้บำรุงหัวใจ ซึ่งในทางการแพทย์แผนไทยไม่ได้หมายถึงยากระตุ้นการทำงานหรือการปรับการเต้นของหัวใจ แต่หมายถึงยาปรับการทำงานของลมที่เคลื่อนไหวทั่วร่างกายมนุษย์ ซึ่งส่งผลต่อจิตใจ อารมณ์ความรู้สึก การหมุนเวียนของเลือด เรียกรวมกันว่า ลมกองละเอียด ยาหอมบางชนิดนอกจากใช้บำรุงหัวใจแล้ว ยังใช้สำหรับแก้ไขปัญหาที่เกิดจากลมกองหยาบ ซึ่งหมายถึง ลมที่อยู่ภายในทางเดินอาหาร ทำให้เกิดอาการจุกเสียดอีกด้วย การตั้งตำรับยาหอมจึงต้องประกอบด้วยสมุนไพรจำนวนมาก เพื่อปรับการทำงานของธาตุลม ไฟ และน้ำ ให้เข้าสู่สมดุลย์ และการใช้ยาแต่เนิ่น ก็เป็นการป้องกันไม่ให้เสียสมดุลย์มากจนกระทบธาตุดิน และยากแก่การรักษา ในองค์ความรู้ของแพทย์แผนไทยนั้นยาหอมตั้งขึ้นเพื่อรักษาโรคที่เกี่ยวกับลม ที่มีความแตกต่างกันในรายละเอียด ประกอบด้วยสมุนไพรที่จำแนกได้เป็นกลุ่มดังนี้

1. ยาพื้นฐาน เป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอม ส่วนใหญ่มีรสสุขุม ยากลุ่มเป็นยาพื้นฐานด้วยความประสงค์ที่จะทำให้ร่างกายเราอยู่ในสมดุลย์ คือไม่ร้อน หรือเย็นเกินไป สมุนไพรในกลุ่มนี้ได้แก่ โกฐทั้ง 5 เทียนทั้ง 5 กฤษณา ขอนดอก กระลำพัก อบเชย

2. สมุนไพรเพิ่มการทำงานของธาตุลม เป็นตัวยารสร้อนหรือรสเผ็ดร้อน เช่น สมุลแว้ง สนเทศ ว่านน้ำ กระชาย เปราะหอม สุรามฤต ข่าต้น ลูกจันทน์ ผิวส้ม ตัวยากลุ่มนี้เป็นตัวยาหลัก เพราะยาหอมเป็นยาที่ใช้ปรับการทำงานของธาตุลมให้เข้าสู่สมดุลย์ แต่อย่างไรก็ดี ถ้ามีตัวยากลุ่มนี้มาก การเติมตัวยาเหล่านี้มาก จะทำให้ยาตำรับค่อนข้างไปทางร้อน ซึ่งจะเหมาะสำหรับการรักษาอาการวิงเวียน เป็นลม

3. ยาปรับธาตุ ซึ่งมักนำมาจากพิกัด เบญจกูล (สะค้าน ช้าพลู ขิง ดีปลี เจตมูลเพลิงแดง) หรือ พิกัดตรีผลา (สมอพิเภก สมอไทย มะขามป้อม) พิกัดตรีที่เลือกใช้เพื่อปรับธาตุ มักเป็นพิกัดตรีผลา ในยาหอมที่ใช้สำหรับแก้ปัญหาเลือดลม เพราะพิกัดนี้ใช้ปรับกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับธาตุไฟ

4. ส่วนประกอบ ที่ใส่เฉพาะตำรับ เพื่อใช้เฉพาะอาการ ได้แก่
พิกัดเกสร หรือ ดอกไม้ชนิดต่างๆเช่น มหาหงส์ กาหลง เป็นต้น ทำให้ยาหอมประเภทนี้จะเป็นยาหอมสุขุม เย็น รสความร้อน ทำให้จิตใจที่ร้อนรุ่ม เย็นลง สงบมากขึ้น
สมุนไพรรสขม หรือ เย็น เพื่อลดไข้ ลดความร้อน เช่น ลูกกระดอม บอระเพ็ด ราชดัด หญ้าตีนนก จันทน์ขาว จันทน์แดง ฝาง ดอกคำไทย สรรพคุณบำรุงเลือด พบในยาหอมสำหรับปัญหาเกี่ยวกับประจำเดือน กระจับ แห้วหมู สรรพคุณ บำรุงกำลัง

จากการที่ยาหอมมีองค์ประกอบหลัก ข้อ 1 และ 2 คล้ายกัน แต่องค์ประกอบในข้อ 3 และ 4 แตกต่าง ทำให้ยาหอมทุกชนิดมีสรรพคุณแก้ลมวิงเวียน แต่บางชนิดอาจต้องใช้ร่วมกับน้ำกระสายยา เนื่องจากมีตัวยาแก้ลมวิงเวียนน้อยไป นอกจากนี้ ยาหอมบางชนิดยังมีความจำเพาะในการเลือกใช้ ดังนี้

ยาหอมเทพจิตร

ประกอบด้วยตัวยา 48 ชนิด ตัวยาหลักคือ ดอกมะลิ ครึ่งหนึ่งของน้ำหนักทั้งตำรับ และเปลือกส้ม 8 ชนิดรวม 56 ส่วนใน 368 ส่วนของทั้งตำรับ เหมาะสำหรับ อาการลม วิงเวียน ซึ่งเกิดจากฤทธิ์ของตัวยารสร้อนหลายชนิด รวมถึงผิวส้ม 8 ประการ ตามหลักการแพทย์แผนไทย ผิวส้มมีสรรพคุณแก้ลมวิงเวียน หน้ามืดตาลาย สวิงสวาย และ บำรุงหัวใจ ซึ่งหมายถึง บำรุงให้จิตใจรู้สึกแช่มชื่น เหมาะกับคนที่รู้สึกซึมเศร้า มีอารมณ์เศร้าหมอง ที่มักเกิดขึ้นในบางเวลา หรือคนสูงอายุที่รู้สึกเหงา เศร้า โดยตัวยาหลักคือ ดอกมะลิ มีสรรพคุณบำรุงจิตใจให้ชุ่มชื่น สอดคล้องกับรายงานวิจัยน้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิที่มีฤทธิ์กระตุ้นให้จิตใจสดชื่น หลังการนวดอะโรมา นอกจากนี้มีรายงานวิจัยในหนูที่กินน้ำมันผิวส้ม และ การใช้น้ำมันผิวส้มนวดอะโรมา ทำให้คลายกังวล และสงบระงับ อย่างไรก็ดีการใช้ยาหอมในกลุ่มอาการเหล่านี้ ใช้ได้เฉพาะอาการที่แรกเริ่ม ไม่ใช่ยารักษาอาการสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคทางจิตเวชที่ต้องปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบัน

ยาหอมทิพโอสถ

ประกอบด้วยตัวยา 48 ชนิด นอกจากยารสสุขุม เช่น โกฐทั้ง 9 เทียนทั้ง 9 และตัวยารสร้อน แล้ว การผสมเกสรทั้ง 5 คือ ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี ดอกมะลิ เกสรบัวหลวง รวมถึง ดอกกระดังงา ดอกบัวจงกลนี ซึ่งมีรสเย็น หัวแห้วไทย และ กระจับ มีสรรพคุณบำรุงกำลัง ดอกคำไทย ฝาง มีสรรพคุณบำรุงเลือด ทำให้นอกจากใช้แก้ลมวิงเวียน โดยละลายน้ำสุกหรือน้ำดอกไม้แล้ว ยังสามารถใช้ในสตรีที่มักมีความรู้สึกหงุดหงิดโกรธง่ายในช่วงก่อนมีประจำเดือน เนื่องจากเป็นผลกระทบของความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นในรอบเดือนและกระทบต่อจิตใจ การใช้ยาที่มีดอกไม้เป็นส่วนผสมจะลดผลกระทบของความร้อนดังกล่าวลง ทำให้จิตใจเย็นลง โดยไม่ทำให้โลหิตเย็น ซึ่งกระทบต่อการมีประจำเดือน แต่ยานี้เป็นเพียงยาบรรเทาอาการเบื้องต้น ไม่ใช่การรักษาต้นเหตุ ต้องปรึกษาแพทย์แผนไทยในการแก้ไขอาการเหล่านี้ให้เข้าสู่สมดุลย์

ยาหอมอินทจักร

ประกอบด้วยตัวยา 50 ชนิด ยารสสุขุม เช่น โกฐ 7 ชนิดในโกฐทั้ง 9 ยกเว้นโกฐหัวบัว โกฐชฎามังษี เทียนทั้ง 9 กฤษณา กระลำพัก ขอนดอก ตัวยารสร้อนเช่น ลูกจันทน์ ดอกจันทร์ ลูกกระวาน กานพลู เกสรทั้ง 7 ยารสขมได้แก่ บอระเพ็ด ลูกกระดอม รากหญ้านาง ดีวัว จันทน์แดง จันทร์เทศ เพื่อลดความร้อนแก้ไข้ ดับพิษภายใน บำรุงไฟธาตุ เจริญอาหาร เถามวกขาว มวกแดง ดอกคำไทย ฝางเสน บำรุงโลหิต ซึ่งมีความหมายทำให้เลือดดี มีสีแดงสดใส ไม่ดำคล้ำ มีเลือดฝาดดี ไม่ได้เพิ่มการสร้างเม็ดเลือด ต่างจากความหมายของแผนปัจจุบัน โกฐน้ำเต้าเป็นยาระบาย เพื่อช่วยลดความร้อน ลูกผักชีลา โกฐกักกรา แก้คลื่นเหียน มีพิกัดเบญจกูลปรับธาตุ

ยาหอมอินทจักร ใช้ได้ดีในการแก้คลื่นไส้อาเจียนโดยละลายยากับน้ำลูกผักชี หรือเทียนดำต้ม หรือน้ำสุก เนื่องจากในตำรับมีตัวยาแก้คลื่นไส้ 2 ชนิด คือ ลูกผักชีลา โกฐกักกรา แก้ลมจุกเสียด โดยละลายด้วยน้ำขิงต้ม ด้วยเหตุที่ว่ามีส่วนประกอบของ ดีวัว ที่บำรุงน้ำดี บอระเพ็ด บำรุงไฟธาตุ ทำให้การเผาผลาญสมบูรณ์ดีขึ้น และมีพิกัดเบญจกูลช่วยปรับธาตุ นอกจากนี้ยาหอมอินทจักร สามารถใช้ในอาการหงุดหงิดกระวนวาย จิตใจไม่สงบ โบราณเรียกว่าลมบาดทะจิต (ละเมอเพ้อพกพูดคนเดียวเหมือนผีเข้า เกิดจากจิตระส่ำระสาย) โดยละลายยาด้วยน้ำดอกมะลิ การออกฤทธิ์น่าจะเป็นด้วยน้ำดอกมะลิที่ใช้เป็นน้ำกระสายยา ดอกพิกุล รสหอมเย็น แก้ไข้เพ้อคลั่ง และ ดีวัว ที่มีสรรพคุณ ดับพิษภายใน แก้พิษ เพ้อคลั่ง สติลอย ตาลาย พาให้รสยาแล่นไปทั่วตัว ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ใช้ในกรณีที่เป็นไข้สูงและเพ้อ เนื่องจากอาจไม่สามารถลดไข้ได้ทันเวลา เพราะตัวยาลดไข้มีปริมาณไม่มาก

ในรายงานการวิจัยพบว่ายาหอมอินทรจักร เพิ่มความแรงการบีบตัวของหัวใจ และ มีฤทธิ์เพิ่มความดันโลหิตเล็กน้อย ซึ่งน่าจะได้ผลดีต่ออาการเป็นลม และยังพบว่า ทำให้หลอดเลือดเล็กที่ไปเลี้ยงสมองขยายตัว และปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมองเพิ่มขึ้น ต้านการอาเจียน ซึ่งสอดคล้องกับสรรพคุณแผนไทย ทำให้ยืดเวลาการนอนหลับของสัตว์ทดลองเมื่อให้ร่วมกับยานอนหลับ

ยาหอมนวโกฐ

ประกอบด้วยตัวยา 58 ชนิด มียารสสุขุม เช่น โกฐทั้ง 9 เทียนทั้ง 9 กฤษณา กระลำพัก ขอนดอก ตัวยารสร้อนเช่น ลูกจันทน์ ดอกจันทร์ ลูกกระวาน กานพลู แก่นสน เกสรทั้ง 5 ยารสขม ได้แก่ ลูกราชดัด จันทน์แดง จันทร์เทศ บอระเพ็ด ลูกกระดอม เพื่อลดความร้อนแก้ไข้ ดับพิษภายใน บำรุงไฟธาตุ เจริญอาหาร ลูกผักชีลา แก้คลื่นเหียน มีพิกัดเบญจกูลปรับธาตุ เช่นเดียวกับยาหอมอินทจักร

ใช้แก้คลื่นไส้ โดยละลายยาด้วยน้ำลูกผักชี หรือเทียนดำต้ม เนื่องจากในตำรับมีตัวยาแก้คลื่นไส้ คือ ลูกผักชีลา และมีตัวยาปรับสมดุลย์อื่นๆ รวมทั้งมีพิกัดเบญจกูลช่วยปรับธาตุ แต่อย่างไรก็ดี จะโดดเด่นในการใช้แก้ลมปลายไข้ โดยผสมกับน้ำสุก ลมปลายไข้ หมายถึงอาการท้องอืด เฟ้อ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย เกิดหลังจากหายไข้ ในระยะพักฟื้น เนื่องจากมียารสขมเช่น ลูกกระดอม บอระเพ็ด บำรุงน้ำดี เจริญอาหาร บำรุงไฟธาตุ การเผาผลาญสมบูรณ์ดีขึ้น พิกัดเบญจกูลช่วยปรับธาตุ ทำให้ร่างกายกลับเข้าสู่ภาวะปกติเร็วขึ้น

ในรายงานการวิจัยพบว่ายาหอมนวโกฐเพิ่มความแรงการบีบตัวของหัวใจ และ เพิ่มความดันโลหิตเล็กน้อย ทำให้หลอดเลือดเล็กที่ไปเลี้ยงสมองขยายตัว และปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมองเพิ่มขึ้น ยาหอมนวโกฐมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางทำให้หลับสบาย และทำให้การหลั่งกรดลดลง และยับยั้งการหดตัวของลำไส้เล็ก แก้ปวดท้องได้ดี

น้ำกระสายยา

นอกจากข้อบ่งใช้ที่แตกต่างกัน ของยาหอมทั้ง 4 ชนิด ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว การใช้ยาหอมละลายกับน้ำกระสายยา จะทำให้รักษาอาการต่างๆได้หลากหลายขึ้น ดังต่อไปนี้
แก้ลมวิงเวียน ใช้ น้ำดอกไม้ หรือ น้ำสุก
แก้ลมบาดทะจิต ใช้น้ำดอกมะลิ
แก้คลื่นเหียนอาเจียน น้ำลูกผักชี หรือ เทียนดำต้ม หรือ น้ำสุก
แก้ลมจุกเสียด น้ำขิงต้ม
แก้ลมปลายไข้ น้ำสุก
แก้ท้องเสีย น้ำต้มใบทับทิม หรือ น้ำต้มเหง้ากระทือเผาไฟ

ข้อแนะนำสำหรับการใช้ยาหอม
การใช้ยาหอมให้ได้ผล แม้จะเป็นชนิดเม็ด ควรนำมาละลายน้ำกระสายยา หรือน้ำอุ่น รับประทานขณะกำลังอุ่น เหมือนกับวิธีการเดิม เพราะการออกฤทธิ์ของน้ำมันหอมระเหยที่มีในยาหอมจะช่วยทำให้ยาออกฤทธิ์ได้เร็วขึ้น และออกฤทธิ์ผ่านประสาทรับกลิ่น และการดูดซึมผ่านกระเพาะอาหาร

ข้อควรระวังสำหรับการใช้ยาหอม
ยาหอมไม่ใช่ยารักษาอาการโดยตรง แต่เป็นยาปรับสมดุลย์ธาตุโดยเริ่มจากธาตุลม เพื่อไปกระตุ้นการทำงานของน้ำ และไฟ ทำให้มีการไหลเวียนสะดวก เผาผลาญตามปกติ ซึ่งเป็นหลักวิธีคิดแบบองค์รวม ดังนั้น การใช้ยาหอมจะไม่ได้ให้ผลดีแบบปุบปับเหมือนยาเคมีสังเคราะห์ แต่จะทำให้สมดุลย์ที่เบี่ยงหรือเอนไป ค่อยๆปรับกลับสู่สภาพเดิม ขนาดที่ใช้ควรใช้ตามคำแนะนำ การกินเกินขนาดที่แนะนำไม่ทำให้เกิดอาการพิษทันที แต่จะผลักดันให้การทำงานของธาตุเปลี่ยนไปเร็ว และทำให้สมดุลย์อาจขาดหรือเกินไปอีกทางได้ จึงควรเดินทางสายกลาง เริ่มใช้ยาตั้งแต่มีอาการน้อย ๆ ค่อยเป็นค่อยไปจึงจะดี

อย่างไรก็ดี การเลือกใช้ยาหอมให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ควรเลือกชนิดของยาหอมและน้ำกระสายยาให้ถูกกับอาการ ขนาดที่ใช้ใกล้เคียงกับน้ำหนักตัว และหากไม่สามารถซื้อหรือเก็บยาหอมหลายชนิดไว้ในตู้ยาประจำบ้าน ก็สามารถเลือกยาหอมประเภทกลางๆเช่น ยาหอมอินทจักร และใช้ร่วมกับน้ำกระสายยาตามที่ระบุ การใช้ยาหอมไม่ใช่แก่คร่ำครึ แต่ยาหอมเพียงตำรับเดียว ก็เสริมสุขภาพให้ดีทั้งครอบครัวได้ โดยไม่ต้องใช้ยาเคมีสังเคราะห์ และยังเป็นการสืบเจตนารมณ์ของรุ่นปู่ย่าตายาย ที่อุตส่าห์สั่งสมความรู้ไว้เป็นมรดกตกทอดแก่ลูกหลานไทย

ผู้เขียน ขอขอบคุณ หมอมานาวุธ ผุดผาด แพทย์แผนไทยที่ได้ให้ความรู้ ความเห็น ทำให้วิเคราะห์ข้อมูลตามแนวคิดของการแพทย์แผนไทยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากมีข้อผิดพลาดหรือความเห็นที่แตกต่าง ผู้เขียนยินดี รับฟัง เพื่อปรับให้ใช้ยาตำรับโดยเฉพาะยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ สามารถอธิบายด้วยหลักการการแพทย์แผนไทยที่ชัดเจนและเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น

เอกสารอ้างอิง

  1. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2542 (คัดจากราชกิจจานุเบกษา เล่ม 116 ตอนที่ 67ง วันที่ 24 สิงหาคม 2542)
  2. มูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์ไทยเดิม และโรงเรียนอายุรเวทธำรง สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. ตำราการแพทย์ไทยเดิม (แพทยศาสตร์สงเคราะห์ ฉบับอนุรักษ์) ฉบับชำระ พ.ศ.๒๕๕๐.
  3. โรงเรียนแพทย์แผนโบราณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร. ตำราประมวลหลักเภสัช. กรุงเทพฯ: 2524
  4. เชาวน์ กสิพันธุ์. ตำราเภสัชศึกษา. กรุงเทพฯ: สมาคมแพทย์เภสัชกรรมไทยโบราณ, 2522.
  5. ประเสริฐ พรหมมณี และ ปริญญา อุทิศชลานนท์ เรียบเรียง. ตำราเภสัชกรรมไทยแผนโบราณ สำหรับผู้อบรมศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ และผู้ประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ. กรุงเทพฯ: กองวิชาการแพทย์โบราณ วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์, 2515.
  6. รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล และพินิต ชินสร้อย ยาหอม ยาลม. เอกสารวิชาการ ในมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 7 เรื่อง หอมกรุ่นทั่วไทย หอมไกลทั่วโลก, 2553.
  7. Hongratanaworakit T. Stimulating effect of aromatherapy massage with jasmine oil. Nat Prod Commun. 2010 Jan;5(1):157-62.
  8. Carvalho-Freitas MI, Costa M. Anxiolytic and sedative effects of extracts and essential oil from Citrus aurantium L. Biol Pharm Bull. 2002 Dec;25(12):1629-33.
  9. Tapanee Hongratanaworakit, and Gerhard Buchbauer. Physiological and psychological effects of essential oil in aromatherapy massage. 32nd Congress on Science and Technology of Thailand (STT.32), held on 10 – 12 October 2006 at Queen Sirikit National Convention Center, Bangkok, Thailand.

ที่มา:  http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/thai/knowledgeinfo.php?id=103

พิชิตความอ้วน ให้อยู่หมัดเพื่อชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

กินเพื่ออยู่ หรืออยู่เพื่อกิน เป็นคำถามที่ตอบได้ยาก เพราะการรับประทานถือเป็นความสุขสุดยอดของชีวิต ก็เพราะอย่างนี้ คนจำนวนมากจึงตามใจปากก่อนจะนึกถึงปัญหาสุขภาพ ส่งผลให้เกิดโรคอ้วน และไขมันส่วนเกินพอกพูนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะไม่อันตรายร้ายแรงเท่ากับมะเร็ง แต่โรคอ้วนก็เป็นบ่อเกิดของโรคสารพัด

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคอ้วนคนแรกและเพียงหนึ่งเดียวในไทย “หมอแอม–นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ” ผู้อำนวยการศูนย์แบงค็อกรอยัลไลฟ์ แอนไทน์-เอจจิ้ง โรงพยาบาลกรุงเทพ เปิดประเด็นว่า แนวทางการลดน้ำหนักที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ยังไม่ใช่คำตอบของการมีสุขภาพดี เพราะส่วนใหญ่วัดจากปริมาณน้ำหนักที่ลดลงว่ามากน้อยเท่าใด แต่ใครจะคิดว่าตัวเลขบนตาชั่งที่ลดลงนั้น ต้องแลกมาด้วยสภาพร่างกายทรุดโทรมไม่ต่างจากคนป่วยเรื้อรัง   เพราะต้องอดอาหาร   ควบคุมน้ำหนัก   ทำให้สมองสั่งงานช้าลง ดูแก่ก่อนวัย และบั่นทอนชีวิตให้สั้นลง

ปัญหาเรื่องน้ำหนักที่แก้ไม่ตก ทำให้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แพทย์ในอเมริการิเริ่มก่อตั้งสมาคม American Society of Obesity Medicine หรือ ASOM ค้นหาคำตอบของวิทยาการลดไขมันส่วนเกินอย่างถูกต้อง เพื่อยับยั้งกลไกไขมันที่กำลังพอกพูน ก่อนจะเกิดโรค “ทำอย่างไรให้น้ำหนักคงที่ตลอด โดยไม่บั่นทอนสุขภาพ” คือประเด็นที่จุดประกายให้เกิด แนวทางรักษาแบบอายุรศาสตร์โรคอ้วน (obesity medicine) ซึ่งไม่สนใจน้ำหนักบนตาชั่ง (เนื่องจากน้ำหนักที่หายไป 1 กิโลกรัม อาจไม่ใช่แค่ไขมัน แต่ดึงมวลกระดูก, กล้ามเนื้อ และวิตามิน ที่ร่างกายต้องการออกมาด้วย) ทว่า มุ่งเน้นการเติมเต็มระบบเผาผลาญของร่างกายจากปริมาณไขมันที่มีอยู่จริง ตามความเหมาะสมของร่างกายแต่ละคน โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์ความผิดปกติของร่างกายจากผลตรวจเลือด

คุณหมออธิบายว่า แนวทางการรักษาดังกล่าวจะเริ่มต้นจากการตรวจปริมาณไขมันในร่างกายด้วยการสแกนบอดี้ แฟ็ต ผ่านเครื่อง Dexa scan whole body เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เป็นเปอร์เซ็นต์ของไขมันและกล้ามเนื้อซึ่งละเอียดกว่าการคำนวณดัชนีมวลกาย โดยค่าบอดี้ แฟ็ต ที่เพิ่มขึ้นจากค่ามาตรฐาน 1% เพิ่มอัตราเสี่ยงถึง 10% ที่จะเสียชีวิตด้วยโรคเบาหวาน, กระดูกพรุน และโรคต่างๆเกี่ยวกับไขมัน, ความดัน, หัวใจ และเส้นเลือด ด้วยเหตุนี้ การจัดการกับไขมันส่วนเกินอย่างถูกต้อง และเพิ่มกล้ามเนื้อให้แข็งแรง คือหลักการชะลอวัยอย่างยั่งยืนที่มีประสิทธิผลที่สุด

นอกจากนี้ ยังสามารถรักษาด้วยการเจาะเลือด และใช้เครื่องมือทางห้องปฏิบัติการเชิงลึกระดับโมเลกุล เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพระบบการเผาผลาญของร่างกาย ตลอดจนการทำงานของต่อมไร้ท่อ และฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต เพื่อหาแนวทางป้องกัน เมื่อรู้ว่าร่างกายขาดอะไร ก็จะเติมเต็มเข้าไปตามรูปแบบเฉพาะของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็น อะมิโนแอซิท หรือโปรตีนที่ช่วยเผาผลาญไขมัน วิตามินหรือพืชบางชนิด ที่ร่างกายต้องการ แต่ไม่มีผลอันตรายต่อตับและไต ขณะเดียวกัน การสร้างวินัยที่ดีในการทานอาหารก็สำคัญ ไม่ควรตามใจปาก เช่นเดียวกับไม่แนะนำให้อดอาหาร   แต่ควรเลือกทานอาหารในปริมาณพออิ่ม งดอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลในมื้อเย็น นอกจากนี้ ควรออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้มีประสิทธิภาพ.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 23 มิถุนายน 2555

ยาดมมีอันตรายหรือไม่

ยาดมมีอันตรายหรือไม่

รองศาสตราจารย์ ยุวดี วงษ์กระจ่าง
ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

          ในปัจจุบันยาดม ซึ่งใช้บรรเทาอาการหวัด คัดจมูก หน้ามืดตาลาย วิงเวียนศีรษะ กำลังเป็นที่นิยมในท้องตลาด โดยผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีอายุอานามเลยวัยกลางคนขึ้นไป อย่างไรก็ตามยาดมสมัยใหม่มีการปรับปรุงเพื่อให้มีความทันสมัยเป็นที่เตะตาของกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น จึงได้รับการออกแบบให้มีความทันสมัย ขนาดกะทัดรัดเหมาะมือ ผลิตภัณฑ์รูปแบบนี้สร้างสรรค์เพื่อคนยุคใหม่ วัยทำงาน เนื่องจากคนยุคใหม่มักมีกิจกรรมและการผ่อนคลายหลังการทำงานในเวลาที่ค่อนข้างจำกัด จึงมักผ่อนคลายด้วยกลิ่นบำบัด (Aromatic) ยาดมจึงเป็นหนึ่งทางเลือกที่นำเสนอ นอกจากนี้ผู้ที่ต้องการอดบุหรี่ก็นิยมที่จะหันมาใช้ยาดมทดแทนการสูบบุหรี่ ทำให้เกิดคำถามว่า ยาดมมีอันตรายหรือไม่

ผลิตภัณฑ์ยาดม ส่วนใหญ่ประกอบด้วย เมนทอล การบูร พิมเสน น้ำมันหอมระเหยและอื่นๆ เช่น น้ำมันสะระแหน่ น้ำมันเขียว น้ำมันกานพลู หรือน้ำมันยูคาลิปตัส และยังมีน้ำมันระเหยยากช่วยในการละลาย เช่น น้ำมันงา น้ำมันแร่ หรืออาจมีสารสกัดจากสมุนไพรบ้าง องค์ประกอบหลักของเมนทอลหรือเรียกว่าเกล็ดสะระแหน่ การบูรและพิมเสน รวมถึงน้ำมันหอมระเหยเหล่านี้จะทำให้เกิดความรู้สึกเย็น ซ่า ในโพรงจมูก รู้สึกสดชื่น ตื่นตัวได้บ้าง แต่การสูดดมสารเหล่านี้บ่อย ๆ อาจทำให้เยื่อเมือกบุทางเดินจมูก ที่สัมผัสกับกลิ่นที่เข้มข้น เกิดการระคายเคืองได้

เมนทอลหรือเกล็ดสะระแหน่ มีลักษณะเป็นผลึกสีขาว มีกลิ่นหอมเย็น มีอยู่ในนํ้ามันหอมระเหยที่ได้จากใบมิ้นต์ หรือที่เรียกว่าใบสะระแหน่ฝรั่ง มีประโยชน์ในการขับลม มักใช้แต่งกลิ่นและรสยา เช่น ยาเคลือบกระเพาะอาหาร มีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่อย่างอ่อน ๆ ลดการบวมของหลอดเลือดที่จมูก และลดอาการปวด สารนี้เมื่อสัมผัสกับผิวหนังทำให้รู้สึกเย็น แต่ในความเข้มข้นสูงและใช้ติดต่อกัน สารนี้อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองบริเวณทางเดินหายใจ เมื่อสูดดม และอาจทำให้เกิดปอดอักเสบ

การบูร มีลักษณะเป็นเกล็ดมันวาว สีขาว มีกลิ่นหอมเย็นฉุน เดิมสกัดจากต้นการบูร แต่ปัจจุบันเป็นสารสังเคราะห์ เนื่องจากทำได้ง่าย ราคาถูกกว่าสกัดจากพืช การบูรถูกดูดซึมทางผิวหนังได้ดี และรู้สึกเย็นเมื่อสัมผัสกับผิวหนังเช่นเดียวกับเมนทอล มีฤทธิ์เป็นยาชาและต้านจุลินทรีย์อย่างอ่อน ๆ ใช้ทาเฉพาะที่แก้เคล็ดบวม ขัดยอก แพลง แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย และโรคผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง อาจเกิดอันตรายจากการสูดดม เนื่องจากระคายเคืองทางเดินหายใจ เคยมีรายงานการชักในเด็กทารกเมื่อกินโดยบังเอิญ มีการนำการบูรมาใส่ในรถยนต์ เพื่อปรับอากาศ ทำให้หอมสดชื่น พบว่าการบูรเป็นสารระเหิดได้ เมื่อใส่ในรถยนต์ที่เปิดเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา การบูรจะระเหิดไปเกาะที่ช่องแอร์ และหากจอดรถยนต์ทิ้งไว้ในที่อากาศร้อน อัตราการระเหิดก็จะเร็วยิ่งขึ้น ทำให้รู้สึกว่าการบูรลดจำนวนลง หากมีการใส่การบูรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ได้เปิดประตู หรือหน้าต่าวทิ้งไว้ให้ระเหิดออกมาด้านนอก ความเข้มข้นของกลิ่นการบูรเพิ่มขึ้น และทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะปอดและตับได้

พิมเสน มีลักษณะเป็นเกล็ดเล็กๆ แบนๆ สีขาวขุ่นหรือแดงเรื่อๆ กลิ่นหอมเย็น พิมเสนบริสุทธิ์รูปร่างเป็นหกเหลี่ยม ได้จากการนำการบูรมาหุงกับยาอื่น ๆ แต่ปัจจุบัน ได้จากสารสังเคราะห์ซึ่งจะมีรสเผ็ดกัดลิ้นถ้าเป็นของแท้จากธรรมชาติจะไม่กัดลิ้นแต่จะทำให้เย็นปากคอ ประโยชน์ทางยา ใช้สูดดมแก้ลมวิงเวียน ทาภายนอกแก้เคล็ดขัดยอก แต่อาจเป็นอันตรายหากสูดดม เนื่องจากสารนี้ทำให้เกิดอาการระคายเคืองบริเวณทางเดินหายใจ นอกจากนี้สารนี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นและสงบระบบประสาทส่วนกลาง

ยาดมที่ประกอบด้วยสารหลัก 3 ตัวนี้ เมื่อสูดดมจะทำให้โล่งจมูก และทำให้เกิดความรู้สึกเย็น ซ่า สดชื่น ตื่นตัว มีประโยชน์ในขณะที่เป็นลมวิงเวียน หรือคัดจมูก แต่การใช้ยาดมที่ถูกต้อง ควรสูดดมใกล้ ๆ แต่ไม่สัมผัสโดยตรง ไม่ควรให้หลอดยาเข้าไปค้างไว้ในจมูก เพราะสารทุกตัวอาจทำให้ระคายเคืองเมื่อสัมผัส ควรหลีกเลี่ยงการใช้หลอดยาดมที่สัมผัสจมูกผู้อื่นแล้ว เพราะอาจทำให้ติดเชื้อได้ อนึ่งยาดมมีฤทธิ์เพียงลดอาการเพียงชั่วคราว ถ้าเป็นมากควรไปพบแพทย์ ยาดมที่เป็นลักษณะยาน้ำ หรือ ยาขี้ผึ้ง ให้ป้ายสำลีหรือผ้าเช็ดหน้า หรือทาบางๆ ที่หน้าอก แล้วสูดไอระเหย หรืออาจทาด้านนอกของจมูกแต่ต้องใช้ยาปริมาณน้อยๆ และหากมีโรคของโพรงจมูกอยู่เช่น โพรงจมูกอักเสบจากการแพ้ ติดเชื้อในโพรงจมูกหรือไซนัสอักเสบควรหลีกเลี่ยงการใช้ เนื่องจากอาการแพ้ซึ่งอาจมีเยื่อบุโพรงจมูกเสียหายอยู่แล้ว หากสูดยาดมที่มีเข้มข้นมากๆ อาจระคายเคืองมากขึ้น อนึ่ง ยาสูดดมนี้อาจเกิดอันตรายกับเด็ก ดังนั้นควรเก็บรักษาไว้ให้ห่างมือเด็ก

สำหรับยาหม่องน้ำซึ่งมีข้อบ่งใช้คือ ทาแก้อาการปวดเมื่อย มีตัวยาหลักคือ เมทิลซาลิซัยเลต นอกเหนือจาก เมนทอล การบูร พิมเสน ไม่ควรนำมาใช้สูดดม เพราะจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองบริเวณทางเดินหายใจ

ยาดมยังอาจทำให้เกิดการเสพติดได้ เนื่องจากสารเคมีที่ใช้ผลิตบางชนิด เช่น เมนทอล และการบูร ซึ่งเป็นสารมีผลต่อระบบประสาทจึงอาจทำให้เกิดการเสพติดได้ แต่การ ”ติดยาดม” นั้นจะเป็นรูปแบบที่ใช้จนติดเป็นนิสัย คล้ายคลึงกับการที่เราชอบหมุนปากกา ต้องกอดหมอนข้างในเวลานอน โดยสังเกตว่าหากวันไหนที่เราลืมเอายาดมออกจากบ้าน ไม่ได้ดมยาดมตลอดวัน อย่างมากเราอาจรู้สึกอยากสูดยาดมบ้าง แต่เมื่อทำงานหรือเรียนในระหว่างวันเราก็ละเลยความคิดนั้นไปได้

จะเห็นได้ว่า ยาดมเป็นยาสามัญประจำบ้านที่มีประโยชน์ หากรู้จักใช้อย่างถูกวิธี ระมัดระวัง และไม่สูดดมต่อกันเป็นเวลานาน เมื่อมีอาการผิดปกติควรเลิกใช้ทันทีและรีบปรึกษาแพทย์ การมีไว้สำหรับคนที่จำเป็นใช้ ก็เป็นการป้องกันโรคบางอย่างได้ ทำให้สุขภาพดี โดยไม่ต้องพึ่งยา

เอกสารอ้างอิง

  1. Camphor overview information. http://www.webmd.com/vitamins-supplements/ingredientmono-709-CAMPHOR.aspx?activeIngredientId=709&activeIngredientName=CAMPHOR
  2. Galeotti Di Cesare Mannelli L, Mazzanti G, Bartolini A, Ghelardini C. Menthol: a natural analgesic compound. Neurosci Lett. 2002 Apr 12;322(3):145-8.
  3. India herbs – ancient remedies for modern times http://www.sherpa- strength.com/plant_phytochemistry.htm
  4. Menthol: Human effect, Toxnet http://toxnet.nlm.nih.gov/cgi- bin/sis/search/a?dbs+hsdb:@term+@DOCNO+5662
  5. Camphor: Human effect, Toxnet http://toxnet.nlm.nih.gov/cgi-bin/sis/search/r?dbs+hsdb:@term+@DOCNO+37
  6. Borneol : Human effect, Toxnet http://toxnet.nlm.nih.gov/cgi-bin/sis/search/a?dbs+hsdb:@term+@DOCNO+946

ที่มา:   http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/thai/knowledgeinfo.php?id=106

ให้บริจาคเลือดเป็นวิธีรักษาโรคอ้วน ทำให้ได้บุญแล้วยังมีสุขภาพดีด้วย

มหาวิทยาลัยแพทย์เยอรมันค้นพบว่า ผู้ที่อ้วนมากควรจะบริจาคเลือด นอกจากเพื่อช่วยชีวิตคนอื่น ยังจะได้บุญทำให้สุขภาพดีขึ้น ทันตาเห็นด้วย

นักวิจัยเมืองเบียร์ได้พบว่า คนอ้วนมากเนื่องด้วยโรคไฟธาตุพิการ ที่เคยบริจาคเลือด จะมีความดันโลหิตลดลง และการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ซึ่งพลอยทำให้ความเสี่ยงกับโรคหัวใจลดน้อยลงด้วย

โรคอันเนื่องแต่ไฟธาตุ เป็นอาการรวมเกี่ยวเนื่องกับโรคต่างๆ ตั้งแต่โรคหัวใจ ความดันโลหิต และน้ำตาลในเลือดสูง แต่ระดับไขมันดีในเลือดต่ำ อาการเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวพันกับโรคอัมพาต โรคหลอดเลือดหัวใจ และเบาหวานแบบที่ 2 ซึ่งวิธีการรักษาที่สำคัญมีสถานเดียวเท่านั้น คือการลดน้ำหนัก

คณะนักวิจัยมีความเห็นว่า หมอควรจะใช้การบริจาคเลือด เป็นวิธีการรักษาอย่างหนึ่งด้วย โดยเฉพาะกับคนไข้รายที่มีปริมาณเหล็กในเลือดสูงเกินว่าระดับปกติ แต่ควรจะมีการศึกษาขนาดใหญ่ เพื่อเป็นการยืนยันผลให้แน่นอนกันก่อน.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 12 มิถุนายน 2555

.

Related Link:

.

Could Bloodletting Ease Heart Risks for the Obese?

Small study backs long-abandoned practice, but one cardiologist says there are far better, modern treatments

By Robert Preidt

Wednesday, May 30, 2012

WEDNESDAY, May 30 (HealthDay News) — The ancient medical practice of bloodletting may benefit obese people with metabolic syndrome, a small new study suggests.

Metabolic syndrome is a group of conditions — including abdominal obesity, high triglycerides (a type of fat found in the blood), high fasting blood sugar levels and high blood pressure — that increase the risk of diabetes and heart disease.

Bloodletting was common throughout history but was abandoned in the 19th century when it was determined that it had little or no effect on most diseases. But this study by German researchers found that two sessions of blood donation improved blood pressure and markers of cardiovascular disease in obese patients with metabolic syndrome.

In the study, 64 patients were divided into two groups. One group donated 300 milliliters (ml) of blood at the start of the study and between 250 and 500 ml four weeks later. One group didn’t donate blood.

Six weeks after the second blood donation — which allowed sufficient time for the body to generate new blood and return blood volume to normal — systolic blood pressure (the top number in a reading) among those who donated fell from an average of 148 mmHg to 130 mmHg.

They also had reductions in blood sugar levels and heart rate, and an improvement in cholesterol levels.

The study is in the May 30 issue of the journal BMC Medicine.

Blood donation is known to reduce levels of iron stores in the body. Prior research has found that an accumulation of iron in the body is associated with high blood pressure and diabetes, according to researchers.

“Blood donation may prevent not just diabetes but also cardiovascular disease for the obese,” study leader Professor Andreas Michalsen from the Charité-University Medical Centre, in Berlin, said in a journal news release.

But another expert isn’t convinced the findings support a bloodletting Renaissance. It’s true that excessive iron can worsen high blood pressure and diabetes, so it’s a good idea for anyone with those conditions to make sure they’re not unnecessarily boosting their levels by taking an iron supplement or multivitamin containing iron, said Dr. Suzanne Steinbaum, a preventive cardiologist at Lenox Hill Hospital in New York City.

“With the advent of diet and exercise and medications, we should probably leave this practice of bloodletting to the 19th century, at which time the practice was abandoned,” Steinbaum said. “Clearly there are alternative ways to manage these issues.”

SOURCE: Suzanne Steinbaum, M.D., preventive cardiologist, Lenox Hill Hospital, New York City; BMC Medicine, news release, May 30, 2012

HealthDay
Data from: nlm.nih.gov

พุงโตเป็นเครื่องแสดงใกล้โรคเบาหวาน เป็นปัจจัยเสี่ยงใหญ่ที่สุดกับผู้หญิง

การศึกษาค้นคว้าทางแพทย์ครั้งใหม่พบว่า ยิ่งพุงของเราโตขึ้นมากเท่าไหร่ เป็นเครื่องแสดงให้รู้ว่ายิ่งอยู่ใกล้โรคเบาหวานแบบที่ 2 มากเข้าไปแค่นั้น

การศึกษาทำเพื่อหาความสัมพันธ์ของขนาดรอบพุง ดัชนีมวลกาย และโรคเบาหวาน

ดัชนีมวลกาย เป็นสูตรคำนวณความอ้วนตามหลักสากลนิยม ใช้น้ำหนักตัว คิดเป็นกิโลกรัมหารด้วยความสูงคิดเป็นเมตร ยกกำลังสอง ผลลัพธ์ (เกิน 30 ถือว่า อ้วน) น้อยกว่านั้น (18.5-23 ถือว่า ปกติ) (ต่ำกว่า 20 ถือว่า ผอม)

นักวิจัยคลอเดีย แลงเกนเบิร์ก แห่งสถาบันเมทาโบลิกวิทยา โรงพยาบาลแอดเดนบรู๊ค ที่แคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษกล่าวแจ้งว่า ผลการศึกษา

ทำให้รู้ว่า ดัชนีมวลกายสัมพันธ์กับความเสี่ยงกับโรคอย่างเป็นเอกเทศ ขนาดของพุงจะเป็นปัจจัยเสี่ยงกับโรคใหญ่ที่สุดของผู้หญิง ยิ่งกว่าผู้ชาย

ดังนั้น ผู้ที่รู้ตัวว่าน้ำหนักเกิน ควรจะหมั่นตรวจวัดขนาดรอบพุง เพื่อป้องกันโรคเบาหวานเอาไว้เสมอ จะได้ระวังตัวไว้ว่าควรจะเริ่มปรับเปลี่ยนนิสัยการกินการอยู่เสียใหม่เมื่อใด.

ที่มา: ไทยรัฐ 12 มิถุนายน 2555

.

Related Link:

.

Waist Size Alone May Predict Diabetes Risk

Study Finds Waist Size Strongly Linked to Diabetes Risk, Especially in Women
By Kathleen Doheny
WebMD Health News

June 5, 2012 — Waist size can predict your diabetes risk, even if you are not obese, according to a new study.

Diabetes experts have long used both body mass index (BMI), a measure of weight related to height, and waist size to predict risk.

Obese people, with a BMI of 30 or more, and non-obese individuals with large waists are considered at higher risk.

Now, the new research finds that waist size alone predicts risk of diabetes, especially in women.

Some overweight men and women with very large waists have the same risk of diabetes as obese people, says researcher Claudia Langenberg, MD, PhD, of the Institute of Metabolic Science, Addenbrooke’s Hospital, in Cambridge, England. In BMI terminology, “overweight” is a step below “obese.”

More doctors might consider using their tape measures, she tells WebMD.

“Our results now provide clear evidence that a simple measurement of waist circumference can identify overweight individuals (BMI 25-[29.9]) with a large waist, whose risk of future diabetes is equivalent to that of obese people,” Langenberg tells WebMD.

A large waist is 35 inches or more in a woman and 40 inches or more in a man.

The findings are published in PLoS Medicine.

Waist Size, BMI, and Diabetes Risk

About 19 million Americans have diagnosed diabetes, according to the American Diabetes Association.

Most have type 2. The body does not make enough of the hormone insulin or the cells don’t use it effectively.

Langenberg’s team, the InterAct Consortium, re-evaluated data on more than 28,500 people.

They lived in eight European countries. They were in the EPIC (European Prospective Investigation into Cancer and Nutrition) study. It looked at lifestyle and other factors, and chronic disease.

Langenberg compared about 12,400 people with type 2 diabetes with about 16,100 people without.

They looked at their waist and BMI data.

Among the findings:

  • Overweight women with a large waist (35-plus) and overweight men with a large waist (40-plus) had a 10-year incidence of diabetes similar to that of obese people.
  • Higher waist size and higher BMI were each linked with higher diabetes risk.
  • High waist size was a stronger risk factor for women than for men.
  • Obese men with a large waist (40-plus) were 22 times more likely to develop diabetes than men with a low-normal BMI (18.5-22.4) and a smaller waist (less than 37 inches).
  • Obese women with a large waist (35-plus) were nearly 32 times as likely to get diabetes than women of low-normal weight and a smaller waist (less than 31 inches).

“BMI measures overall adiposity and gives no information about fat distribution,” Langenberg says.

Adiposity is a term used to represent fatness. Waist size reflects belly fat and fat around the internal organs, she says. That fat is strongly linked with type 2 diabetes.

Data from: diabetes.webmd.com