เผยเหตุคนเป็นโรคร้าย…อาจมาจากช่องว่างระหว่างเซลล์เยื่อบุลำไส้กว้างเกิน

เมื่อพูดถึงเรื่องของการชะลอความชรา เรามักจะนึกถึงวิธีการที่จะทำอย่างไรให้ผิวพรรณของเรายังดูดีอ่อนกว่าวัย ทำอย่างไรที่จะทำให้หัวใจเราแข็งแรงไม่หยุดเต้น ทำอย่างไรที่จะทำให้สมองของเรายังโลดแล่นไม่หลงลืมง่าย โดยแพทย์น้อยคนที่จะพูดถึงเรื่องสุขภาพของระบบทางเดินอาหาร ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วระบบทางเดินอาหารมีผลต่อความเสื่อมของเซลล์ในร่างกายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานของเซลล์สมองของคนเรา จะได้รับอิทธิพลค่อนข้างมากจากการทำงานของระบบทางเดินอาหาร

นายแพทย์อรรถสิทธิ์ อมรถนอมโชค แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลเวชธานี เผยถึงสุขภาพของระบบทางเดินอาหารที่ดีว่า มีผลต่อสุขภาพโดยรวมของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผลต่อความเสื่อมของเซลล์ในร่างกายทำให้เสื่อมช้าลงได้ด้วย เพราะความเป็นจริงแล้วระบบทางเดินอาหารไม่ใช่เพียงแค่ดูดซึมสารอาหารที่เกิดจากการย่อยของอาหารที่เรารับประทานเข้าไปเท่านั้น แต่ระบบทางเดินอาหารยังต้องสัมผัสกับสารต่างๆ ที่ร่างกายเราได้รับเข้าไปจากการรับประทาน ไม่ว่าจะเป็นยา ฮอร์โมน สารเคมีปนเปื้อนและเชื้อโรคต่างๆ เป็นต้น

ช่องว่างระหว่างเซลล์ ช่องทางนำเชื้อโรคเข้าร่างกาย

ระบบทางเดินอาหารที่ดีในแบบฉบับของแพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย จะเน้นในส่วนความแข็งแรงของเซลล์เยื่อบุในทางเดินอาหาร โดยเฉพาะเซลล์ที่บุทั้งในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ ลักษณะของเซลล์เยื่อบุทางเดินอาหารจะเรียงตัวชิดกัน โดยมีช่องว่างห่างกับเซลล์ข้าง ๆ ในขนาดที่เหมาะสมไม่กว้างเกินไป เพราะถ้าช่องว่างระหว่างเซลล์เยื่อบุทางเดินอาหารดังกล่าวมีขนาดที่กว้างเกินความจำเป็น จะส่งผลทำให้ลำไส้ของเราดูดซึมเอาของที่ไม่มีประโยชน์ หรืออาจจะเป็นโทษต่อร่างกายเข้ามาด้วย เช่น โปรตีนในอาหารที่ย่อยไม่สมบูรณ์ สารเคมีที่ปนมากับอาหารหรือน้ำที่เราดื่มเข้าไป โลหะหนัก ยา และอื่นๆ เป็นต้น ซึ่งสารแปลกปลอมเหล่านี้ เมื่อร่างกายได้รับเข้าไป จะไปกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานมากขึ้น โดยคิดว่าสิ่งนี้คือเชื้อโรคแปลกปลอมที่ต้องขจัดออกไป ถ้ามีการกระตุ้นลักษณะนี้สะสมในร่างกายนานๆ ส่งผลให้ภูมิต้านทานมีมากเกินไปจนอาจไปทำลายเซลล์เนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเราเสียเอง ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะหรือกลุ่มโรคที่เราเรียกว่า “แพ้ภูมิของตนเอง” เช่น โรคภูมิแพ้ เป็นหวัดเรื้อรัง โรคลมพิษเรื้อรัง โรคข้ออักเสบต่างๆ หรือโรค SLE ที่เรารู้จักกันในชื่อว่า โรคพุ่มพวง

นายแพทย์อรรถสิทธิ์ ให้เหตุผลที่อาจเป็นปัจจัยทำให้เซลล์เยื่อบุทางเดินอาหารมีช่องว่างระหว่างเซลล์มากเกินไปว่ามีได้หลายสาเหตุ เช่น ความเครียด อาหาร การอักเสบที่เยื่อบุทางเดินอาหาร สารเคมีจากสิ่งแวดล้อม พันธุกรรม และการเสียสมดุลของแบคทีเรียที่อยู่ที่เยื่อบุลำไส้ในระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น

ตัวอย่างของโรคที่เราเชื่อว่ามีปัญหาจากการที่เยื่อบุลำไส้อักเสบ แล้วทำให้เกิดมีช่องว่างระหว่างเซลล์มากขึ้น เช่น โรค Celiac disease ซึ่งเป็นโรคลำไส้อักเสบชนิดหนึ่งที่มาจากภูมิแพ้ตนเอง พบว่าเป็นผลจากการแพ้สิ่งที่เรียกว่า gluten ซึ่งเป็นสารโปรตีนชนิดที่ไม่ละลายในน้ำในพวกแป้งสาลี หรือพวกธัญพืช เช่น พวกข้าวโอ๊ต ไรน์ หรือบาร์เลย์ เมื่อมีการดูดซึมที่ลำไส้เล็กจะถูกเซลล์ที่เราเรียกว่า Antigen presenting cell เข้าไปจับและกระตุ้นทำให้เกิดปฏิกิริยาอักเสบ โดยเฉพาะเซลล์ที่เยื่อบุของลำไส้เล็ก ซึ่งอาจทำให้คนที่เป็นไม่มีอาการใด ๆ หรือมีภาวะการดูดซึมผิดปกติ ส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายได้หมด หรือแม้แต่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งก็ได้

รู้ได้อย่างไรว่ามีภาวะภูมิแพ้ตนเองจากการแพ้ gluten

การแพ้ gluten เป็นตัวอย่างของการแพ้อาหาร ที่ทำให้ร่างกายเราผลิตภูมิคุ้มกันที่มีผลทำลายเซลล์ภายในร่างกายของเราเอง ซึ่งต่อมาได้มีการพัฒนาการตรวจภาวะภูมิแพ้แอบแฝงจากอาหาร หรือที่เรียกว่า Food intolerance test เป้าหมายการตรวจก็เพื่อหาระดับภูมิคุ้มกัน หรือที่เราเรียกว่า Antibody ชนิด IgG ที่มีเพิ่มมากขึ้นภายหลังจากรับประทานอาหารเข้าไป ปัจจุบันสามารถตรวจได้ถึง 200 กว่าชนิดของอาหาร เช่น กลุ่มนมวัว ข้าว ยีสต์ และอื่นๆ เป็นต้น

การตรวจดังกล่าวจะทำได้ง่ายและรวดเร็วโดยการเจาะเลือด ซึ่งไม่จำเป็นต้องงดน้ำและอาหารก่อนการตรวจ ใช้เวลาประมาณ 3-5 วันจึงจะทราบผล และผลการตรวจจะแสดงเป็นค่าระดับตัวเลขของ Antibody ชนิด IgG ที่เป็นผลจากอาหารชนิดต่างๆ โดยจะแบ่งอาหารออกเป็น 3 กลุ่มง่ายๆ คือ

กลุ่มแรก อาหารที่มีการสร้างระดับ Antibody สูงกว่าปกติ ให้งดอาหารที่อยู่ในกลุ่มนี้เด็ดขาดอย่างน้อย 3-6 เดือน

กลุ่มที่สอง อาหารที่มีการสร้างระดับ Antibody มากขึ้นแต่ไม่เกินกว่าปกติ ลดปริมาณอาหารชนิดนี้หรือหมุนเวียนการรับประทาน

กลุ่มที่สาม อาหารที่มีการสร้างระดับ Antibody เป็นปกติ สามารถรับประทานได้โดยไม่มีข้อจำกัด ยกเว้นรู้สึกมีอาการไม่สบายก็ให้หลีกเลี่ยง

ผลการตรวจจะทำให้รู้ว่าอาหารชนิดใดอยู่ในกลุ่มต้องห้ามเด็ดขาด หรือรับประทานได้แต่ไม่ควรรับประทานต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นแนวทางในการปรับเปลี่ยนชนิดอาหารที่รับประทานได้ ดังนี้

สำหรับกลุ่มอาหารที่มีการสร้างระดับ Antibody สูงกว่าปกติ แพทย์จะนัดให้มาตรวจซ้ำอีกครั้งภายหลังการหลีกเลี่ยงอาหารและการรักษาภาวะการดูดซึมมากกว่าปกติประมาณ 6 เดือน ซึ่งหากสามารถรักษาภาวะดูดซึมเป็นไปได้ด้วยดี แพทย์ก็จะแนะนำให้เริ่มกลับมารับประทานอาหารที่เคยสร้างระดับ Antibody สูงกว่าปกติใหม่ได้

พอจะเห็นภาพระบบทางเดินอาหารในมุมมองแบบเวชศาสตร์ชะลอวัยแล้วใช่ไหมครับ ว่าระบบทางเดินอาหารของคนเรามีหน้าที่สำคัญมากๆ แต่ก็เป็นระบบที่ถูกทำลายได้ง่าย และก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพที่ร้ายแรงและเรื้อรังโดยที่เราไม่รู้ตัวได้ด้วยเช่นกัน ระบบสำคัญเช่นนี้ดูแลให้ดีนะครับ

คลินิกเวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลเวชธานี

ตัวอย่างรายงานผลการตรวจ Food intolerance test

ที่มา: ไทยรัฐ 13 กรกฎาคม 2555

ลับคมสมอง ไม่หลงลืม

ปกติสมองจะทำงาน 4 หน้าที่หลัก คือ จำ คิด พูด ทำ แต่เมื่อวันที่สมองเพี้ยน ทำหน้าที่ไม่ครบ 4 หลัก อะไรจะเกิดขึ้น

จำได้หรือเปล่าไปโรงเรียนครั้งแรกมีความรู้สึกอย่างไร หรือได้ของขวัญชิ้นแรกดีใจแค่ไหน คำถามเหล่านี้เชื่อว่าถ้าใครเจอเข้า คงต้องใช้เวลาคิดอยู่พักใหญ่ เพราะไม่ได้ฝึกสมองให้มีความแข็งแรงในการระลึกถึงเรื่องราวในอดีตอยู่ตลอดเวลา จนเกิดความหลงลืมต่อเนื่องมาเป็นเวลานานก็เป็นได้

พญ.ดาวชมพู นาคะวิโร จิตแพทย์โรงพยาบาลมนารมย์ แนะนำวิธีป้องกันโรคสมองเสื่อมว่า อันดับแรกต้องรู้จักว่าโรคสมองเสื่อมคืออะไร

“ความผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่น ความจำไม่ดี คิดไม่ต่อเนื่อง พูดซ้ำ ถามซ้ำ หรือเรียกชื่อไม่ถูก รวมถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ โดยเฉพาะเรื่องความจำที่เป็นอาการหลักของโรคสมองเสื่อม เมื่อเกิดความผิดปกติก็นำไปสู่ความบกพร่องของด้านอื่นๆ ด้วย” จิตแพทย์กล่าว

สาเหตุที่ทำให้คนเราหลงลืมหลักๆ ก็จะมีอยู่ 2 อย่าง ถ้าจำง่ายๆ แยกคำออกมา “หลง” คือขาดสติ หรือขาดความรู้ตัวไปชั่วขณะ ทำให้ไม่สามารถรับรู้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ จึงดูเหมือนความจำหายไป แต่สมองส่วนเก็บข้อมูลยังเป็นปกติ
ส่วนคำว่า “ลืม” นั้นคือความจำหายไป เพราะสมองส่วนที่เก็บข้อมูลทำงานบกพร่อง ซึ่งทำให้ผู้มีภาวะสมองเสื่อมจะลืมสิ่งที่เรียนรู้ช่วงเวลาหนึ่ง เช่น กินข้าวแล้ว แต่พอถามอีกทีว่า กินข้าวหรือยังก็จำไม่ได้เลย หรือบางคนเป็นมากขนาดไปเที่ยวต่างประเทศมาหลายวัน พอกลับมาแล้ว ถามว่าไปไหนมาบ้างก็จำไม่ได้แล้ว

แต่ในคนทั่วไปที่ยังไม่เป็นโรคสมองเสื่อม อาจจะมีอาการหลงลืมชั่วคราวได้ เช่น วางของแล้วใจลอยคิดถึงเรื่องอื่น ก็จะทำให้จำไม่ได้ว่าวางของไว้ที่ไหน

ผลของโรคสมองเสื่อม อาจทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น เดิมเป็นคนเรียบร้อย ก็อาจเปลี่ยนเป็นคนขี้หงุดหงิด เสียงดัง โวยวาย อารมณ์แปรปรวน หรือสมองส่วนที่ควบคุมความคิด การกระทำหรือความยับยั้งชั่งใจเสียไป จนเกิดพฤติกรรมแปลกไปกว่าเดิมที่เคยเป็น จนทำให้คนรอบข้างเหนื่อยใจได้

โรคสมองเสื่อม มีสาเหตุการเกิด 2 ประการ คือ สาเหตุที่แก้ไขได้ เช่น การติดเชื้อโรคบางอย่าง ปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมนไทรอยด์ไม่สมดุล และขาดวิตามิน ซึ่งถ้าได้รับการตรวจรักษาก็จะทำให้อาการดีขึ้นได้ และสาเหตุที่แก้ไขไม่ได้ เนื่องจากความเสื่อมตามวัย หรือสมองมีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สามารถคืนกลับสภาพเดิม

การรักษาโรคสมองเสื่อม หากตรวจพบเร็วจะช่วยชะลอความเสื่อมได้ด้วยยาชะลอการเสื่อม หรือยาลดพฤติกรรม แต่ที่สำคัญสุดคือ การป้องกันไม่ให้สมองเสื่อมเร็วขึ้น เช่น ควบคุมอาหาร ให้ระดับน้ำตาล ไขมัน และความดันให้เป็นปกติ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคสมองเสื่อมที่เป็นผลข้างเคียงมาจากโรคหลอดเลือดสมอง

นอกจากนี้ยังต้องมีการกระตุ้นสมอง โดยใช้กิจกรรมบำบัด เช่น ฝึกความจำด้วยการเล่นเกม ไพ่จับคู่ รวมถึงการปรับสิ่งแวดล้อม จัดบ้านให้เป็นระเบียบ มีที่เก็บของเป็นที่เป็นทางก็จะช่วยให้ลดปัญหาหลงลืมได้

“ผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม ต้องใช้ความรัก ความเข้าใจและความอดทน เพราะนอกจากการดูแลทางร่างกาย ยังต้องดูแลทางด้านจิตใจของผู้ป่วยด้วย เพราะการรักษาโรคสมองเสื่อมแม้ความจำของผู้ป่วยจะไม่เหมือนเดิม แต่ผู้ป่วยก็มีความรู้สึกดีและมีความสุขกับการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีคุณค่า” จิตแพทย์ กล่าว

การป้องกันไม่ให้สมองเสื่อมก่อนวัย ทำได้โดยผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น ดื่มน้ำ 8 แก้วต่อวัน กินอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ควบคุมอาหารที่มีผลต่อเส้นเลือดสมอง รับข้อมูลข่าวสารที่ทำให้ตนเองสบายใจมีความสุข ฝึกสติให้รู้สึกตัวอยู่เสมอว่า ขณะนี้กำลังทำอะไร และใส่ใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เพราะการเก็บข้อมูลอย่างนี้จะนำไปสู่ความจำดีขึ้นและเป็นการป้องกันภาวะหลงลืมได้

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 12 มิถุนายน 2555

รับมือโรคหลงลืม…สมองเสื่อมก่อนจะสาย

โรคหนึ่งที่มักมากับอายุที่เพิ่มขึ้นก็คือ โรคสมองเสื่อม โดย พญ.ดาวชมพู นาคะวิโร เปิดเผยว่า จากการวิจัยพบว่าอัตราการเกิดโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุไทยมีเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น จากร้อยละ 1 ในช่วงอายุ 60-64 ปี เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 31 หรือเกือบ 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 90 ปีขึ้นไป

สำหรับการรับมือกับโรคสมองเสื่อมนั้น พญ.ดาวชมพูระบุว่า การหาความรู้ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคทั้งลักษณะสาเหตุ อาการ วิธีป้องกัน และรักษาโรคสมองเสื่อม สามารถที่จะนำไปสู่การดูแลตนเองตามที่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพื่อป้องกันภาวะเสื่อมของสมองหรือชะลอการเสื่อมได้ โดยอันดับแรกที่ควรรู้คือ รู้ว่าโรคนี้คืออะไร ซึ่ง พญ.ดาวชมพูอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า โรคสมองเสื่อมคือ ความเสื่อมของสมองที่ทำให้สมองมีการทำงานเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ ซึ่งโดยทั่วไปสมองจะทำงาน 4 หน้าที่หลัก คือ จำ คิด พูด ทำ

ในรายที่มีภาวะสมองเสื่อมจะสังเกตได้ว่าการทำงานของสมองด้านใดด้านหนึ่งใน 4 หน้าที่นี้ผิดปกติไป เช่น ความจำไม่ดี คิดไม่ต่อเนื่อง พูดซ้ำ ถามซ้ำหรือเรียกชื่อไม่ถูก และมีพฤติกรรมไม่หมาะสม โดยเฉพาะเรื่องความจำที่เป็นอาการหลักของโรคสมองเสื่อม เมื่อผิดปกติก็นำไปสู่ความบกพร่องของด้านอื่นๆ ด้วย จึงควรทำความเข้าใจปัญหานี้ก่อน เพราะปัญหาความจำ หรือการหลงลืม จริงๆ แล้วก็พบในคนปกติด้วย จึงควรแยกให้ได้ว่าลืมแบบไหนถึงจะคิดถึงโรคสมองเสื่อม

สาเหตุที่ทำให้คนเราหลงลืม หลักๆ ก็จะมีอยู่ 2 อย่าง ถ้าจำง่ายๆ แยกคำออกมา ‘หลง’ คือขาดสติ หรือขาดความรู้ตัวไปชั่วขณะ ทำให้ไม่สามารถรับรู้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ จึงดูเหมือนความจำหายไป แต่สมองส่วนเก็บข้อมูลยังเป็นปกติ ส่วนคำว่า ‘ลืม’ นั้นคือความจำหายไป เพราะสมองส่วนที่เก็บข้อมูลทำงานบกพร่อง ซึ่งทำให้ผู้มีภาวะสมองเสื่อมจะลืมสิ่งที่เรียนรู้ช่วงเวลาหนึ่ง เช่น รับประทานอาหารแล้ว แต่พอถามอีกทีว่าทานข้าวหรือยังก็จำไม่ได้เลย หรือบางคนเป็นมากขนาดไปเที่ยวต่างประเทศมาหลายวัน พอกลับมาแล้วถามว่าไปไหนมาบ้างก็จำไม่ได้แล้ว แต่ในคนทั่วไปที่ยังไม่ได้ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม อาจจะมีอาการหลงลืมชั่วคราวได้ เช่น วางของแล้วใจลอยคิดถึงเรื่องอื่น ก็จะทำให้จำไม่ได้ว่าวางของไว้ที่ไหน

พญ.ดาวชมพูให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ส่วนความผิดปกติที่แสดงออกมาอื่นๆ ที่น่าห่วงคือ ในรายที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ “ผลของโรคสมองเสื่อมอาจจะทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น เดิมเป็นคนเรียบร้อยแต่ปัจจุบันขี้หงุดหงิด เสียงดัง โวยวาย ทำอะไรที่ต่างจากเดิมชัดเจน ที่พฤติกรรมเปลี่ยนอาจเกิดมาจากโรคทางด้านอารมณ์ที่แทรกซ้อน หรือเกิดจากสมองส่วนที่ควบคุมความคิด การกระทำให้เหมาะสม มีความยับยั้งชั่งใจเสียไป จนเกิดพฤติกรรมแปลกกว่าที่เคยทำ เช่นมีความก้าวร้าวและคุกคามผู้อื่นมากขึ้น ทำให้ญาติหรือผู้ดูแลหนักใจได้”

สำหรับการเกิดโรคสมองเสื่อมนั้น พญ.ดาวชมพูให้ความรู้ว่า มีสาเหตุ 2 ประการ คือ สาเหตุที่แก้ไขได้ เช่น การติดเชื้อโรคบางอย่าง ปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมนไทรอยด์ไม่สมดุล และขาดวิตามิน ซึ่งถ้าได้รับการตรวจรักษาก็จะทำให้อาการดีขึ้นได้ สำหรับสาเหตุอีกประการนั้นแก้ไขไม่ได้ เนื่องจากความเสื่อมตามวัย หรือสมองมีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สามารถคืนกลับสภาพเดิม ซึ่งโรคที่พบบ่อย 2 อันดับแรก คือ โรคอัลไซเมอร์และโรคหลอดเลือดสมอง หรืออื่นๆ เช่น โรคสมองเสื่อมที่แทรกซ้อนจากโรคพาร์กินสัน โรคสมองเสื่อมจากสมองส่วนหน้าและสมองด้านข้างฝ่อ เป็นต้น

ส่วนการรักษาที่มักมีคนถามว่า เป็นแล้วจะหายหรือไม่นั้น พญ.ดาวชมพูระบุว่า หากตรวจพบเร็วและรีบรักษาก็จะช่วยชะลอความเสื่อมได้ ซึ่งวิธีรักษาก็ขึ้นอยู่กับอาการและระดับความเสื่อม โดยอาจใช้ยาที่ชะลอการเสื่อมช่วย หรือใช้ยาเพื่อช่วยลดปัญหาพฤติกรรม แต่ที่สำคัญที่สุดคือการป้องกันไม่ให้สมองเสื่อมเร็วขึ้น เช่น ควบคุมอาหาร ให้ระดับน้ำตาล ไขมัน และความดันให้เป็นปกติ โดยเฉพาะรายที่เป็นโรคสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง นอกจากนี้ยังต้องมีการกระตุ้นสมอง ซึ่งเปรียบเทียบเหมือนการออกกำลังกายที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง โดยใช้กิจกรรมบำบัด เช่น ฝึกความจำด้วยการเล่นเกม ไพ่จับคู่ รวมถึงการปรับสิ่งแวดล้อม จัดบ้านให้เป็นระเบียบ มีที่เก็บของเป็นที่เป็นทางก็จะช่วยให้ลดปัญหาหลงลืมได้

สำหรับผู้ใกล้ชิดที่ต้องดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมนั้น พญ.ดาวชมพูแนะนำว่า ให้ใช้ความรัก ความเข้าใจ และความอดทน ซึ่งนอกจากการดูแลทางร่างกายและประคับประคองอาการแล้ว ยังต้องดูแลทางด้านจิตใจของผู้ป่วยและตัวผู้ดูแลเองอีกด้วย เพราะดังที่กล่าวมาแล้วว่า การรักษาโรคสมองเสื่อมเป็นการประคับประคองหรือชะลออาการ ดังนั้นแม้ความจำของผู้ป่วยจะไม่เหมือนเดิม แต่ผู้ป่วยก็สามารถรู้สึกดีขึ้นและมีความสุขกับการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ได้อย่างมีคุณค่า ซึ่งก็ทำให้คนดูแลและผู้ป่วยอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

สำหรับแนวทางการป้องกันโรคสมองเสื่อมไม่ให้เกิดก่อนวัยอันควรนั้น สามารถทำได้โดยผ่านกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันปกติ ซึ่งมีคำแนะนำดังนี้

1.อาหารกาย รับประทานน้ำให้เพียงพอ ประมาณ 8 แก้วต่อวัน รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ และควบคุมอาหารที่มีผลต่อเส้นเลือดสมองดังที่กล่าวมาแล้ว
2.อาหารใจ เลือกรับข้อมูลข่าวสารที่ทำให้ตนเองสบายใจ ดูแลจิตใจให้มีความสุข มีเมตตา และปรารถนาดีกับผู้อื่น เพราะการจมอยู่กับความรู้สึกไม่ดี ความเครียด ทำให้มีการหลั่งสารเคมีที่ทำลายเนื้อสมองได้
3.ฝึกสติ คอยรู้สึกตัวอยู่เสมอว่าขณะนี้กำลังทำอะไร และใส่ใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ทำให้การเก็บข้อมูลที่จะนำไปสู่ความจำดีขึ้น ทำให้สมองทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นการป้องกันภาวะหลงลืมได้.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 12 มิถุนายน 2555

.

Related link:

 

ชี้ ‘วัยรุ่น’ ไม่กินไม่นอน-ซึมเศร้า สัญญาณเตือน ‘เสี่ยงฆ่าตัวตาย’

กรมสุขภาพจิต เผย กลุ่มวัยรุ่นไทยมีแนวโน้มการฆ่าตัวตายเพิ่ม โดยจะมีสัญญาณการเตือน เช่น มีอาการไม่แจ่มใส หงอย นอนไม่หลับ ชอบพูดเรื่องความตายล่วงหน้า 1-2 สัปดาห์ โดย 40% มีสัญญาณแต่ถูกมองข้าม แนะคนใกล้ชิดต้องพูดคุย จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้…

เมื่อวันที่ 11 ก.ค.2555 นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ตามที่ในช่วงที่ผ่านมามีข่าวการฆ่าตัวตายเกิดขึ้นบ่อย โดยเฉพาะในช่วงเดือนที่ผ่านมา และที่สำคัญพบว่าคนที่ฆ่าตัวตายนั้นมีอาชีพที่ได้รับการยอมรับในสังคม และมีวุฒิภาวะสูง เช่น แพทย์ ครู จึงเกิดข้อสงสัยว่าจำนวนผู้ที่ฆ่าตัวตายในประเทศมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ จากการตรวจสอบสถิติผู้ที่ฆ่าตัวตายในรอบปีที่ผ่านมาพบว่าไม่ได้มีจำนวนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยมีเฉลี่ยอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ 6 ต่อ 1 แสนประชากร แต่ที่เป็นข่าวเพราะคนที่ฆ่าตัวตายเป็นบุคคลที่มีหน้าที่การงานที่ดี

รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า ทั้งนี้การป้องกันไม่ให้เกิดการฆ่าตัวตายนั้น ครอบครัวและผู้ที่ใกล้ชิดต้องคอยให้ความสนใจผู้ที่จะฆ่าตัวตาย เพราะคนกลุ่มนี้จะมีอาการที่แสดงให้เห็นก่อนประมาณ 1-2 อาทิตย์ เป็นสัญญาณเตือน เช่น มีอาการไม่แจ่มใส หงอย นอนไม่หลับ ชอบพูดเกี่ยวกับเรื่องความตาย กินข้าวไม่ได้ และมักจะเกิดอาการเหล่านี้ขึ้นหลังจากที่พบกับการสูญเสีย หมดหวังในชีวิต คนในครอบครัว และคนใกล้ชิดต้องสนใจ คอยที่จะพูดคุยด้วย หรือสามารถโทรมาปรึกษาที่สายด่วนกรมสุขภาพจิตได้ที่โทร.1323 ซึ่งการที่ผู้ที่คิดจะฆ่าตัวตายได้พูดคุยกับผู้อื่นในการให้คำปรึกษาจะช่วยให้ความรู้สึกอยากฆ่าตัวตายลดลงได้

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ หัวหน้าทีมโฆษกกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ร้อยละ 40 ของผู้ที่คิดจะฆ่าตัวตาย จะมีการส่งสัญญาณเตือน แต่มักถูกมองข้าม ทั้งที่การที่ผู้ที่คิดจะฆ่าตัวตายได้มีโอกาสพูดคุยจะช่วยลดความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายลงได้

ขณะที่ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กล่าวว่า แม้อัตราการฆ่าตัวตายในประเทศไทยไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่หากดูเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นอายุ 10-19 ปี พบว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2551 มีจำนวนการฆ่าตัวตาย 188 คน ปี 2552 จำนวน 202 คน และปี 2553 จำนวน 215 คน ดังนั้นครอบครัวและผู้ที่ใกล้ชิดควรที่จะต้องให้ความสนใจกลุ่มของวัยรุ่นมากขึ้น.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 12 กรกฎาคม 2555

ไหมละลาย เปลี่ยน “มีดหมอ” เป็น “เข็มฉีดยา”

“สวยเลือกได้” นิยามใหม่ของนวัตกรรมความงามเพื่อเติม แต้ม แต่ง จุดบกพร่องทุกส่วนของใบหน้าด้วย ไหมละลายที่ใช้ในการผ่าตัด

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ศัลยแพทย์และผู้คลั่งไคล้ความงามพุ่งความสนใจไปที่นวัตกรรมฟิลเลอร์ ซึ่งเป็นการฉีดแก้ไขเติมเต็มเสริมส่วนที่ขาดหายไปในชั้นผิวหนัง เช่น รอยแผลเป็นขนาดเล็ก หลุมสิว ร่องแก้ม ตีนกา ให้ดูเต็มและเต่งตึงขึ้นมาได้

ฟิลเลอร์ ที่มีลักษณะคล้ายเจลที่มีส่วนผสมของคอลลาเจน ไฮยาลูรอนแนน และแคลเซียมใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวในส่วนที่เป็นร่องลึกลงไป กลับมายืดหยุ่น เรียบเนียนเท่ากับผิวบริเวณโดยรอบได้ แต่เชื่อมั่นว่าในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ จะมีนวัตกรรมทางเลือกเพื่อความสวยมากขึ้น สำหรับนำมาแก้ปัญหาผิวพรรณอย่างไม่หยุดหย่อน

ภายหลังการประชุมวิชาการประจำปี 2555 ของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย แพทย์หลายคนฮือฮานวัตกรรมที่เปิดตัวไปแล้วที่ฮอลแลนด์ และยุโรป รวมทั้งได้รับรางวัล Dermal Filler Innovation of the Year 2011 อย่างสารตั้งต้น Poly-caprolactone (PCL)

มันเป็นโพลีเมอร์เทอร์โมย่อยสลายได้ เกิดมาจากการสังเคราะห์ทางเคมีของน้ำมันดิบ และแม้ว่าจะไม่ได้ผลิตจากวัตถุดิบที่ทดแทน แต่ก็สามารถย่อยสลายได้อย่างเต็มที่ ซึ่งต่อมาได้ใช้เป็นสารประกอบที่ใช้ในไหมละลายสำหรับเย็บแผลผ่าตัด แต่ครั้งนี้ถูกนำมาใช้สำหรับการศัลยกรรมตกแต่ง บรรจุในหลอดฉีดยา

พญ.ศิริวรรณ ตั้งเจริญชัยชนะ กรรมการผู้จัดการ เฮลธ์ อเวนิว คลินิก กล่าวว่า PCL คือการพัฒนาและปรับปรุงคุณสมบัติของไหมละลายให้นำมาใช้กับเทคโนโลยีความงาม โดยมีกระบวนการฉีดเข้าผิวหนังแบบเดียวกับฟิลเลอร์เดิม

แต่ที่ไม่เหมือนกันคือ กระบวนการแทรกซึมเข้าไปในชั้นใต้ผิวอย่างแนบเนียน จึงลดการสูญเสียตัวยาจากกรณีถูกเม็ดเลือดขาวกัดกิน อีกทั้งคงสภาพได้ยาวนานกว่าฟิลเลอร์ตัวเดิม ซึ่งมีอายุเพียง 1-2 ปี ขณะที่เทคโนโลยีล่าสุดมีอายุการใช้งานให้เลือกตั้งแต่ 1-4 ปี และจะค่อยๆ สลายไปจากจุดที่ฉีดอย่างช้าๆ

“สารประกอบสังเคราะห์ที่ถูกฉีดเข้าไปในร่างกายนั้น ควรมีอายุการใช้งาน 2-3 ปี ซึ่งเพียงพอแล้ว เนื่องจากกลไกสรีระในร่างกายนั้นจะมีการปรับเปลี่ยน และเกิดการหย่อนคล้อยทุกๆ 2-3 ปีอยู่แล้ว หากเพิ่มอายุการใช้งานมากขึ้น อาจทำให้รูปหน้าไม่เหมาะสมก็เป็นได้ อีกทั้งหากเปลี่ยนใจ ต้องการปรับแก้รูปหน้าใหม่ ก็สามารถเลือกอายุการใช้งานน้อย ก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก” คุณหมอ กล่าว

และอีกหนึ่งเหตุผลที่ PCL จะมาสู้กับฟิลเลอร์ตัวเดิม ก็คือผลวิจัยจากการแพทย์ยุโรป ชี้ว่าด้วยคุณสมบัติของไหมละลายที่ส่งต่อมาถึงนวัตกรรม PCL นั้น จะกระตุ้นทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนังรอบๆ บริเวณที่ฉีด ตลอดจนสารไหลเวียน จึงช่วยในการปรับเฉดสีผิว และยังสามารถฉีดในบริเวณที่เสี่ยง เช่น มือและคอ เป็นต้น

เหรียญสองด้านของ “ไหมละลาย”

พญ.ศิริวรรณ กล่าวต่อว่า ใช่ว่าข้อเสียของนวัตกรรมนี้จะไม่มี เนื่องจากมันเป็นสารลักษณะครีม ซึ่งแพทย์บางคนอาจไม่คุ้นเคยและอาจเคยชินกับเจลที่มีโมเลกุลเล็กกว่า จึงจำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญมากขึ้น รวมทั้งผลสัมฤทธิ์เรื่องเวลาอาจไม่ทันใจผู้บริโภค ซึ่งหลังจากฉีดสารตัวนี้ทันที จะให้ผลลัพธ์ช้ากว่าฟิลเลอร์เดิม

อย่างไรก็ตามข้อดีของการใช้ PCL สำหรับเทคโนโลยีความงามก็ยังมีมากกว่า เพราะส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียงได้น้อย เนื่องจากถูกประยุกต์มาจากไหมละลายที่ใช้เย็บแผลผ่าตัด และจะสลายไปได้เอง ซึ่งมีข้อเท็จจริงยืนยันจากการใช้งานนานกว่า 10 ปีแล้ว

“PCL เป็นสารที่เรารู้จักกันมาอยู่แล้ว มีการทดลองที่ยาวนานก่อนนำมาใช้เพื่อศัลยกรรม มันจึงไม่ใช่ของใหม่ แต่สามารถทำให้เป็นเรื่องใหม่ได้ เมื่อค้นพบว่า ไหมละลายช่วยเติมเต็มร่องริ้วรอยไม่พึ่งประสงค์ และยังกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิว จากที่เคยอยู่ในห้องผ่าตัด จึงย้ายมาอยู่ห้องเสริมความงามได้นั่นเอง”

ถือเป็นมิติใหม่ที่วงการแพทย์จะต้องนำมาคิดต่อว่า พวกเขาจะสร้างสรรค์นวัตกรรมความงามต่อไปอย่างไร โดยพึ่งพาผลข้างเคียงหรือผลลัพธ์ทางอ้อมที่ได้จากสิ่งเดิมที่มีอยู่แล้วให้มากที่สุด

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 30 พฤษภาคม 2555

ปั่นจักรยาน สุขภาพดี ลดโลกร้อน

ปั่นจักรยาน สุขภาพดี ลดโลกร้อน

ผศ.นพ.ยุทธนา อุดมพร
งานสร้างเสริมสุขภาพ

จักรยาน เป็นยานพาหนะหนึ่งที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญ ยังเป็นเครื่องมือในการออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านข้อต่อ ช่วยในการบริหารกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ได้ดี ยิ่งขี่จักรยานอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้นค่ะ 

การออกกำลังกายด้วยจักรยาน มีทั้งจักรยานแบบเคลื่อนที่ได้และอยู่กับที่ ซึ่งจักรยานแบบอยู่กับที่ปัจจุบันได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะช่วยให้เราสามารถออกกำลังกายได้ทุกสภาพอากาศ อีกทั้งยังสามารถปรับระดับแรงต้านทานให้มีความเหมาะสมกับความพร้อมของร่างกายได้อีกด้วย

แต่ก่อนจะเริ่มปั่นจักรยาน มาฟังข้อแนะนำที่ควรทำเพื่อให้ได้ผลดีแก่ร่างกายคุณ

1.ปรึกษาแพทย์ก่อนออกกำลังกาย

2.ก่อนปั่นจักรยานต้องเรียนรู้วิธีการใช้งานที่ถูกต้อง

3.ปรับเบาะมือบังคับให้ได้ระดับเหมาะสม
3.1 ความสูงของเบาะนั่งต้องเหมาะสม (ปรับเบาะให้อยู่บริเวณสะโพก) คือ เมื่อนั่งบนเบาะ วางเท้าบนบันไดที่ต่ำ งอเข่าเล็กน้อยทำมุมประมาณ 5 องศา หากตั้งเบาะต่ำไปอาจทำให้ปวดเข่าเมื่อขี่จักรยาน
3.2 ความสูงของมือจับปรับให้พอดี โดยปรับให้สูงแล้วค่อยเลื่อนต่ำลงมา ตำแหน่งที่เหมาะสม  คือ ข้อศอกงอเล็กน้อย และจับสบายไม่ปวดหลัง

4.การเลือกรองเท้า ควรเลือกพื้นรองเท้าที่แข็งพอสมควร เพื่อจะได้ปั่นจักรยานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ควรใช้รองเท้าสำหรับวิ่งหรือรองเท้าสำหรับการเต้นแอโรบิก เพราะพื้นรองเท้านุ่มเกินไป

5.การเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น ตั้งแต่ผ้าเช็ดเหงื่อสำหรับเช็ดโดยเฉพาะมือจับ เพราะหากมีเหงื่อมากอาจจะทำให้มือจับลื่น และดื่มน้ำ 3 ครั้ง คือ ก่อนออกกำลังกาย 1 แก้ว หลังออกกำลังกายไปแล้ว 40 นาที ประมาณครึ่งลิตร และหลังการออกกำลังกายเสร็จสิ้น ดื่มน้ำอีก 1 แก้ว

6.อบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกาย โดยปั่นจักรยานแบบไม่มีแรงต้านทาน 5-10 นาที หลังจากนั้น จึงเพิ่มแรงต้านและความเร็วตามลำดับ ส่วนผู้ที่เป็นโรคหัวใจหรือความดันโลหิตสูง ควรมีการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจอย่างเคร่งครัด และมีผู้ควบคุมดูแลในด้านการออกกำลังกายอย่างใกล้ชิด หากมีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด เจ็บหน้าอก ให้หยุดปั่น และบอกคนใกล้ชิดหรือผู้ควบคุมทันที

7.ระวังในการวางผ้าเช็ดเหงื่อ แก้วน้ำดื่ม และของใช้ต่างๆ ขณะทำการปั่นจักรยาน ควรวาง ในที่ที่ปลอดภัยหรือช่องวางของที่กำหนดไว้ เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดจากการตกหล่นในขณะที่ทำการปั่นได้

 

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 กรกฎาคม 2555

ผ่าตัดบายพาส หัวใจไม่หยุดเต้น ทางเลือกใหม่รักษาหลอดเลือดหัวใจตีบ


การผ่าตัดรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตัน มีชื่อเรียกภาษาไทยได้แก่ การผ่าตัดทำทางเบี่ยงของหลอดเลือดหัวใจ หรือบางท่านอาจเรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า การผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจบายพาส (Coronary Artery Bypass Grafting) ที่ผ่านมาดูเป็นเรื่องใหญ่ ด้วยส่วนที่ต้องผ่าตัดคือ ส่วนสำคัญของชีวิต จึงทำให้คนไข้หลายคนหวั่นวิตกกับการผ่าตัดแต่ละครั้ง โดยที่ผ่านมาการผ่าตัดจะใช้กระบวนการเครื่องปอดหัวใจเทียม เพื่อช่วยเหลือคนไข้ ทำให้หัวใจหยุดเต้นและปอดหยุดทำงานระหว่างการต่อหลอดเลือดใหม่ ซึ่งมีมานานและหลายคนคุ้นเคย แต่ การผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจบายพาส ด้วยการไม่ให้หัวใจหยุดเต้น นับเป็นอีกวิธีหนึ่งซึ่งเข้ามาช่วยเหลือคนไข้ที่ต้องการทางเลือกใหม่

ดร.นพ.เพิ่มยศ เรืองสกุลราช ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก ศูนย์หัวใจ รพ.พญาไท 3 โดย รพ.หัวใจกรุงเทพ มองการผ่าตัดโรคหัวใจหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน หรือการผ่าตัดโรคหลอดเลือดหัวใจบายพาส โดยหัวใจไม่หยุดเต้นว่า ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ เพราะการใช้เครื่องปอดหัวใจเทียมมีข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือหัวใจหยุดเต้น ศัลยแพทย์สามารถทำการต่อหลอดเลือดใหม่ได้ง่าย แต่การใช้เครื่องปอดหัวใจเทียมก็มีข้อเสียคือ ทำให้เกิดการอักเสบขึ้นทั่วร่างกาย เนื่องจากเลือดทั้งหมดในร่างกายต้องออกมาผ่านเครื่องปอดหัวใจเทียม เพิ่มเติมออกซิเจนแล้วให้กลับไปในตัวคนไข้ใหม่ นอกจากนี้ร่างกายยังกระตุ้นสารเคมี ทำให้เกิดการอักเสบเพิ่มขึ้น การใช้เครื่องปอดหัวใจเทียมยังมีผลต่อเกล็ดเลือดและการแข็งตัวของเลือด ซึ่งอาจทำให้เลือดออกมากผิดปกติหลังผ่าตัด การใช้เครื่องปอดหัวใจเทียมมีผลต่อระบบการทำงานของปอด ไต และสมอง นอกจากนี้การทำให้หัวใจหยุดโดยใช้สารเคมียังอาจมีผลกระทบในระดับเซลล์ของหัวใจและทำให้การฟื้นตัวและการทำงานของหัวใจลดลงหลังผ่าตัด  ถ้าหากศัลยแพทย์สามารถผ่าตัดหลอดเลือดบายพาสได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องปอดหัวใจเทียม ภาวะแทรกซ้อนทั้งหมดของเครื่องปอดหัวใจเทียมจะถูกตัดออกไป 100%

โดยหลักการแล้ว การผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจบายพาส ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องปอดหัวใจเทียมทำได้ในคนไข้ส่วนใหญ่ เนื่องจากหลอดเลือดแดงที่ทำการผ่าตัดอยู่ที่ผิวของหัวใจ หลักการผ่าตัดหัวใจคือทำให้บริเวณที่จะทำการผ่าตัดหยุดนิ่งเพื่อให้สามารถตัดต่อ เย็บตกแต่งได้ ขณะเดียวกันต้องไม่มีเลือดบริเวณที่ทำการผ่าตัด โดยการผ่าตัดด้วยวิธีหัวใจไม่หยุดเต้นปัจจุบันมีเครื่องมือพิเศษที่จะดูดหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดหัวใจตรงที่มีปัญหาไม่เคลื่อนไหวเฉพาะที่ได้ บริเวณส่วนดังกล่าวเมื่อถูกดูดขึ้นมาจะไม่เต้นหรือสั่นไหวตรงส่วนนั้น ทำให้ศัลยแพทย์สามารถทำการเย็บต่อหลอดเลือดได้สะดวก ขณะเดียวกันจะมีเครื่องมือช่วยที่คอยเป่าลมและพ่นน้ำเกลือไม่ให้มีเลือดไหลบริเวณหลอดเลือดปิดบาดแผลที่กำลังทำการเย็บอยู่ ทำให้สามารถทำการผ่าตัดหลอดเลือดได้โดยไม่ต้องหยุดการเต้นของหัวใจทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามยังมีคนไข้บางรายที่ต้องอาศัยเครื่องปอดหัวใจเทียมในการผ่าตัดหลอดเลือดบายพาส เช่น ผู้ป่วยที่มีปัญหาหลอดเลือดร่วมกับปัญหาของลิ้นหัวใจ ดังนั้นการผ่าตัดเข้าไปภายในหัวใจแก้ไขลิ้นหัวใจ ต้องทำให้หัวใจทั้งหมดหยุดเต้น

การผ่าตัดโดยหัวใจไม่หยุดเต้นสิ่งสำคัญนอกจากความชำนาญของศัลยแพทย์แล้ว หมอวิสัญญีซึ่งวางยาสลบต้องทำงานสอดประสานกับการผ่าตัดของศัลยแพทย์ เพราะถ้าทำการวางยาสลบทำให้หัวใจเต้นเร็วเกินไปแม้จะมีเครื่องมือที่ทำการดูดบริเวณที่ทำการผ่าตัดขึ้นมาให้บริเวณผ่าตัดหยุดนิ่งก็ไม่สามารถทำได้ดี เพราะมีการสั่นสะเทือนของหัวใจที่รุนแรง การดมยาสลบจำเป็นต้องควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ถ้าความดันโลหิตลดลงมากก็ไม่เป็นผลดีเช่นกัน ซึ่งศัลยแพทย์กับหมอวิสัญญีต้องเคยทำงานร่วมกันมาก่อนเพื่อจะได้ทำงานเป็นทีมเดียวกัน โดยตลอดการผ่าตัดหมอวิสัญญีจะอยู่คอยดูคนไข้

การรักษาแบบผ่าตัดโดยหัวใจไม่หยุดเต้นจะเน้นให้ผลกระทบเกิดกับคนไข้น้อยที่สุด โดยคนไข้สามารถฟื้นตัวได้เร็วและมีอาการแทรกซ้อนน้อยที่สุด เหมาะกับผู้ป่วยที่สูงอายุหรือมีโรคอื่นแทรกซ้อน เช่น โรคไต นอกจากนี้การผ่าตัดโดยไม่ใช้เครื่องปอดหัวใจเทียมหรือการผ่าตัดหลอดเลือดบาย พาสโดยหัวใจไม่หยุดเต้น ยังช่วยลดการใช้เลือดระหว่างผ่าตัด เนื่องจากมีผลกระทบต่อการแข็งตัวของเลือดน้อยกว่า

กรณีผลกระทบข้างต้นอาจไม่ร้ายแรงนัก แต่ในบางกรณีที่เป็นผู้สูงอายุซึ่งมีเศษไขมันหรือคราบไขมันติดอยู่ตรงเส้นหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้าอยู่เดิมแล้ว เมื่อใช้เครื่องปอดหัวใจเทียมอาจทำให้เศษไขมันที่เกาะอยู่หลุดเข้าไปในระบบการทำงานของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ หรือฟองอากาศเล็ก ๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการใช้เครื่องปอดหัวใจเทียมอาจหลุดเข้าไปในระบบการทำงานของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้เหมือนกัน ซึ่งถ้าหลุดเข้าไปในระบบการทำงานของสมองอาจทำให้คนไข้เป็นอัมพาตได้

อย่างไรก็ตามการผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจบายพาสโดยหัวใจไม่หยุดเต้นก็มีผลข้างเคียงถ้าศัลยแพทย์ไม่มีความชำนาญและประสบการณ์เพียงพอจะทำให้เส้นเลือดตีบตันกว่าเดิมได้ หรือศัลยแพทย์บางท่านที่มีการประสานงานกับหมอวิสัญญีได้ไม่ดีพอก็จะส่งผลกระทบต่อคนไข้ได้ด้วยเช่นกัน

ความจริงศัลยแพทย์ต้องสามารถผ่าตัดได้ทั้งแบบที่ใช้เครื่องปอดหัวใจเทียมและการผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจบายพาสแบบหัวใจไม่หยุดเต้น เพราะคนไข้แต่ละคนมีรายละเอียดแตกต่างกัน บางวิธีอาจเหมาะกับคนไข้อีกแบบ ศัลยแพทย์ต้องมีการวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในการผ่าตัดแต่ละแบบ เพื่อให้ผลกระทบเกิดกับคนไข้น้อยที่สุด ปัจจุบันการผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจบายพาสแบบหัวใจไม่หยุดเต้นยังไม่แพร่หลาย ศัลย แพทย์ควรเลือกการผ่าตัดรักษาให้เหมาะกับคนไข้แต่ละราย เพื่อให้ผลดีกับคนไข้มากที่สุด อนาคตการผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจบายพาสโดยหัวใจไม่หยุดเต้นจะสามารถพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้.

 

ที่มา: เดลินิวส์ 11 กรกฎาคม 2555

ทางเดินอาหาร…ตรวจให้รู้โรค

ปวดท้อง ท้องผูก ท้องอืดแน่น ล้วนเป็นอาการปวดท้องที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่อาจแฝงด้วยภัยจากโรคทางเดินอาหารได้ทั้งสิ้น

ปวดท้อง ท้องผูก ท้องอืดแน่น ไปตรวจวินิจฉัยด้วยเทคนิคส่องกล้อง ส่องดูทั้งกระเพาะและลำไส้ เจ็บตัวแถมเสียเงิน กลับหาต้นตอความผิดปกติไม่พบ

ผู้ป่วยหลายคนมีอาการของโรคทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก กลืนติด แต่เมื่อไปพบแพทย์แล้ว และได้รับการตรวจส่องกล้องกระเพาะอาหารหรือลำไส้ใหญ่ ไม่พบความผิดปกติใด และบางครั้งแพทย์ก็สั่งยามาให้รับประทานโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง อาการก็เป็นเรื้อรัง ไม่หายซักที

“หนึ่งในสาเหตุของโรคทางเดินอาหาร ที่ตรวจส่องกล้องแล้วไม่พบความผิดปกติ คือ โรคที่มีการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารผิดปกติ” นพ.บุญเลิศ อิมราพร อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเวชธานี อธิบาย

โรคที่เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของทางเดินอาหาร เป็นโรคที่พบบ่อยในคนไทยและประชากรทั่วโลก โรคเหล่านี้ ได้แก่ โรคกระเพาะที่ไม่ได้เกิดจากแผล โรคลำไส้แปรปรวน รวมถึงโรคกรดไหลย้อน

แนวทางการตรวจวินิจฉัยต้องอาศัย “การตรวจการเคลื่อนไหวทางเดินอาหาร” หรือ Manometry ที่ใช้หลักการของการวัดความดันที่เกิดขึ้นในทางเดินอาหารทั้งขณะพัก และขณะที่มีการเคลื่อนไหว ทำให้สามารถตรวจดูความผิดปกติของการทำงานของอวัยวะนั้นได้

เครื่องมือชนิดนี้สามารถตรวจได้ทั้งการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก เป็นต้น สามารถบอกรายละเอียดว่ามีการเคลื่อนไหวที่ลดลง หรือมีการหดรัดตัวของหูรูดมากเกินไปได้ ดังเช่นกรณีตัวอย่างข้างต้น ที่ทำให้ทราบว่าสาเหตุของท้องผูกเกิดจากการทำงานของหูรูดทวารหนักหดรัดตัวผิดปกติ นอกจากการวินิจฉัยโรคได้แล้ว เครื่องมือชนิดนี้สามารถให้การรักษาแก่ผู้ป่วยได้ด้วย

นพ.บุญเลิศ อธิบายว่า การตรวจไม่จำเป็นต้องใช้ยานอนหลับ หรือยาสลบ มีเพียงสายที่ใช้ในการวัดความดันภายในทางเดินอาหาร และเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรมในการบันทึกและแปลผลการตรวจ และยังไม่มีข้อห้ามเฉพาะในการตรวจด้วยเครื่องมือชนิดนี้ และความเสี่ยงในการตรวจก็ต่ำมาก นอกจากนี้การตรวจชนิดนี้ไม่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายแต่อย่างใด

หากตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร แพทย์จะใส่สายตรวจทางจมูก ส่วนการตรวจหูรูดทวารหนัก ก็จะใส่สายทางทวารหนัก ใช้เวลาตรวจเพียง 30-60 นาที หลังจากนั้นแพทย์จะอ่านผลจากคอมพิวเตอร์ซึ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวและการทำงานของหลอดอาหาร

อายุแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารยกกรณีของหญิงไทยวัย 30 ปี ที่มาตรวจด้วยอาการท้องผูกที่เป็นมานาน 10 ปี กินยาระบายทุกวัน ร่วมกับการสวนอุจจาระเป็นบางครั้ง เมื่อปวดอยากถ่าย แต่ก็รู้สึกถ่ายไม่สุด นั่งนาน บางครั้งต้องใช้น้ำฉีด หรือใช้นิ้วล้วงออก เคยได้รับการตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ก็ไม่พบความผิดปกติ

“เมื่อผู้ป่วยได้รับการตรวจดูการเคลื่อนไหวของลำไส้ และตรวจการทำงานของหูรูดทวารหนัก พบว่า ผู้ป่วยมีภาวะหูรูดทำงานไม่สัมพันธ์กับการเบ่งอุจจาระ เรียกง่ายๆ ว่า เบ่งอุจจาระไม่เป็น หรือเบ่งไม่ถูกต้อง และเมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยวิธีการฝึกเบ่งอุจจาระให้ถูกวิธีด้วยการใช้เครื่องมือช่วยฝึกเบ่งอุจจาระ (Biofeedback therapy) ก็สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้สำเร็จ ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องทนทุกข์กับภาวะท้องผูกเรื้อรังได้สำเร็จ” คุณหมอกล่าว

นอกจากนี้ยังสามารถใช้ร่วมกับเครื่องมือตรวจวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อน นั่นคือ การตรวจวัดปริมาณกรดไหลย้อนตลอด 24 ชั่วโมง จุดประสงค์ของการตรวจก็เพื่อหาตำแหน่งของหูรูดหลอดอาหาร เพื่อใช้ในการวางสายสำหรับตรวจปริมาณกรดไหลย้อน ทำให้สามารถวินิจฉัยโรคได้แม่นยำและถูกต้อง

สิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วย นพ.บุญเลิศแนะนำว่า แม้รักษาจนดีขึ้นแล้ว ยังคงต้องดูแลสุขภาพ รับประทานอาหารที่มีกากใย ฝึกการขับถ่ายให้เป็นนิสัย และหมั่นสังเกตความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น เพื่อตระหนักและเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยได้ทันท่วงที

การตรวจนี้ใช้ระยะเวลาประมาณ 30-45 นาที หลังจากนั้นแพทย์จะอ่านผลจากคอมพิวเตอร์ซึ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวและการทำงานของหลอดอาหาร กล้ามเนื้อหูรูดระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารของท่าน จากผลการตรวจนี้ จะนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้องท่านไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการเหล่านี้อีกต่อไป

 

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 29 พฤษภาคม 2555

Want to Live Longer? Turn Off That TV and Stand Up Researchers say you should limit your daily sitting to 3 hours, TV viewing to 2 to add years to your life

นักวิจัยเตือนว่าการนั่งนานๆ ติดต่อกัน 2-3 ชั่วโมงในแต่ละวันจะทำให้ช่วงอายุสั้นลงได้ถึง 2 ปี

 

Want to Live Longer? Turn Off That TV and Stand Up

Researchers say you should limit your daily sitting to 3 hours, TV viewing to 2 to add years to your life

MONDAY, July 9 (HealthDay News) — Reducing the amount of time you spend sitting each day and cutting back on TV watching could add years to your life, according to a new study.

Researchers analyzed data from the U.S. National Health and Nutrition Examination Survey (NHANES) for 2005-06 and 2009-10 to determine the amount of time that American adults spend watching TV and sitting down each day.

They combined those data with findings from studies that examined the link between the amount of time people spend sitting and deaths from all causes.

And in what they call a causal link, the researchers concluded that if adults limited the amount of time they spent sitting each day to less than three hours, they might increase their life expectancy by an extra two years. Restricting TV viewing to less than two hours per day might extend life by about 1.4 years.

The findings were published online July 9 in the journal BMJ Open.

“The results of this study indicate that extended sitting time and TV viewing may have the potential to reduce life expectancy in the U.S.A.,” the researchers wrote in a news release from the journal.

The NHANES data showed that American adults are involved in sedentary pursuits for 55 percent of their day, on average, which means that major population-wide behavioral changes are needed in order to achieve notable improvements in life expectancy, the researchers noted.

A number of previous studies have linked a lot of time sitting or watching TV with poor health, such as diabetes and death from heart disease and stroke.

More information

The U.S. National Heart, Lung, and Blood Institute offers a guide to physical activity.

– Robert Preidt

SOURCE: BMJ Open, news release, July 9, 2012

Last Updated: July 10, 2012

Copyright © 2012 HealthDay. All rights reserved.

Data from: healthday.com

ยืดอายุผิว…. ให้สวยตามช่วงวัย

ผิวพรรณที่สดใส เปล่งปลั่ง ดูอ่อนเยาว์ เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา เพื่อให้ผิวดีอยู่คู่กับเราจึงควรเริ่มดูแลตั้งแต่แรกรุ่น

ผิวแต่ละช่วงวัยต้องการการดูแลแทบไม่ต่างกัน หากใส่ใจอย่างถูกวิธีมีส่วนชะลอริ้วรอยของแต่ละวัยได้

ช่วงวัยรุ่น 15-20 ปี มักจะเกิดปัญหาสิว ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ รวมถึงปัญหาที่ตามมาคือ การแคะ แกะ หรือบีบสิว รวมทั้งความเครียดและการนอนดึก สิวที่เกิดขึ้นมักหายไปเองตามธรรมชาติ ถ้าเราไม่ไปกดสิว ปัญหารอยดำ และการอักเสบก็จะไม่เกิดขึ้น แต่หากไม่หาย ก็ควรปรึกษาแพทย์

การดูแลผิวในวัยนี้ ควรล้างหน้าด้วยสบู่อ่อนๆ วันละ 2 ครั้ง หลีกเลี่ยงคลีนเซอร์หรือโทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของแอลกฮอล์ เพราะค่อนข้างแรงกับผิวอาจทำให้ผิวใสๆ ดูกร้านก่อนวัยได้

วัย 20 ปีขึ้นไป เป็นช่วงวัยที่ผิวกำลังเปล่งปลั่งเต็มที่ แต่ก็มีอุปสรรคเล็กน้อยคือเกิดสิว เนื่องจากมีฮอร์โมนเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง ควรเลือกใช้เครื่องสำอางที่อ่อนๆ (mild cleanser) ที่ผสมสารต้านการเกิดสิวเล็กน้อย เช่น ซาลิไซลิค แอซิด หรือซัลเฟอร์ และต้องไม่ลืมใช้ครีมกันแดดด้วยเสมอ

สำหรับคนที่มีฮอร์โมนเพศสูง ก็อาจมีสิวโผล่อยู่เรื่อยๆ เนื่องจากผิวหน้าที่เคยอ่อนใส อาจดูหมองคล้ำ หรือแห้งกร้านได้ตามวัยที่มากขึ้น การใช้ผลิตภัณฑ์ ที่มีส่วนผสมของ AHA จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตาย และเร่งการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวหน้าสดใส เปล่งปลั่งมากขึ้นและไม่ลืมทาครีมป้องกันแดดทุกครั้ง ก่อนออกจากบ้าน เพราะแสงแดด จะทำให้ริ้วรอยมาเยือนผิวได้เร็วขึ้น

วัย 30 ปี เป็นช่วงเวลาที่เริ่มจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวให้เห็นกัน เช่น ผิวบางส่วนก็มัน บางส่วนก็แห้ง จนทำให้เกิดการสับสนเลือกใช้เครื่องสำอางไม่ถูกได้ แพทย์ผิวหนังมักแนะนำให้ใช้พวกที่ไม่มีส่วนผสมของสารใดๆ ที่เกี่ยวกับการรักษาสิว (noncomedogenic) และเลือกใช้ครีมหรือโลชั่นที่มีส่วนผสมของสารแอนตี้ออกซิแดนท์ เช่นผสมวิตามิน C วิตามิน E หรือเบต้าแคโรทีน เพื่อช่วยซ่อมแซมผิวที่ถูกทำลายเพราะแสงแดด

เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมกลูต้าไธโอน หรือผสมสารอาหารที่เสริมสร้างคอลลาเจนก็น่าเลือกใช้เช่นกัน และช่วงวัยนี้ควรใช้อายเจลหรืออายครีม ซึ่งช่วยทำให้ผิวรอบดวงตาชุ่มชื้นสดใสขึ้น และไม่ควรลืมทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน

นอกจากนี้การกินก็เป็นสิ่งสำคัญ หากเราเลือกกินผักและผลไม้เป็นประจำ รับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ และออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ รู้จักละซึ่งความเครียดความโกรธ ผิวก็สามารถฟื้นตัว และแข็งแรงขึ้นได้เองตามธรรมชาติ

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 26 พฤษภาคม 2555