สั่งศึกษาข้อมูลนวดแก้เซ็กซ์เสื่อม

อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข สั่งศึกษาภูมิปัญญาชาวบ้าน “นวดแผนไทยแก้เซ็กซ์เสื่อม”…

จากกรณีหมอนวดแผนไทยเปิดเผยในงานเสวนาองค์ความรู้ด้านวิชาการการแพทย์ไทยและการแพทย์ทางเลือก ถึงการนวดแผนไทยที่สามารถเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศให้ดียิ่งขึ้นได้นั้น นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สำหรับการนวดแผนไทย ที่เชื่อว่าช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ หรือช่วยรักษาโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้นั้น ในระดับภูมิปัญญาชาวบ้านมีการพูดเป็นตำราอยู่ แต่ไม่ชัดเจน ตนจึงมอบให้กลุ่มงานการนวดไทยร่วมกับ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร เก็บรวบรวมข้อมูลเรื่องนี้ว่า มีการนวดลักษณะนี้มากน้อยแค่ไหน และมีตำราจริงหรือไม่

นพ.สุพรรณกล่าวต่อไปว่า การนวดแบบนี้จะไม่ค่อยมีใครกล้าเปิดเผย ถือเป็นเรื่องส่วนตัว หมอนวดก็ไม่มีการเก็บตัวอย่างผู้ที่มารับการนวด ดังนั้นการจะศึกษาว่าการนวดแผนไทยช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศได้จริงหรือไม่ จึงต้องมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือจริง ๆ และอยากเตือนไปยังผู้ที่สนใจและต้องการนวดทุกคน ซึ่งไม่ได้เฉพาะเรื่องการนวดเพื่อเสริมสมรรถภาพทางเพศเท่านั้น หากต้องการนวดควรเลือกหมอนวดที่ผ่านการฝึกอบรมจากกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ ซึ่งจะมีใบรับรอง เนื่องจากปัจจุบันมีหมอนวดที่ไม่มีความเชี่ยวชาญอยู่มาก อาจถูกหลอกให้นวด ซึ่งเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลาและยังเสี่ยงไม่ปลอดภัยต่อร่างกาย ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจความรู้เกี่ยวกับการนวดแผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ จะจัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ “นวดไทย มรดกไทย สู่มรดกโลก” ครั้งที่ 9 วันที่ 5-7 ก.ย. นี้ ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี.

 

ที่มา: ไทยรัฐ  17 สิงหาคม 2555

โทรศัพท์มือถือสกปรกยิ่งกว่าห้องส้วม เชื้อโรคชุมนุมกันอยู่หนาแน่นตั้ง 10 เท่่า

นักจุลชีพวิทยาเปิดเผยให้รู้กันทั่วไป เพื่อจะได้ระมัดระวังว่า โทรศัพท์มือถือ สกปรกยิ่งกว่าที่นั่งส้วมเสียอีก มีเชื้อโรคอยู่กันอย่างยุ่บยั่บกว่ากันถึง 10 เท่า

เพราะเกิดตัวอย่างให้เห็นกันมาแล้ว เมื่อผู้ชายชาวยูกันดาคนหนึ่ง ต้องติดโรคอีโบลา อันเป็นโรคระบาดทำให้เกิดอาการเลือดออกง่าย และมีอัตราเสียชีวิตสูง เพราะแอบไปหยิบโทรศัพท์มือถือ ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ในห้องเก็บกักโรคของโรงพยาบาล

อย่างไรก็ตาม นายชาร์ลส์ เกอบา นักจุลชีพวิทยา มหาวิทยาลัยอริโซนา แห่งสหรัฐฯ ผู้ศึกษากล่าวว่า ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับโรคระบาดอะไรนัก โทรศัพท์มือถือปกติธรรมดาก็สกปรกอยู่แล้ว เพราะไม่ค่อยมีใครคิดที่จะทำความสะอาดมันบ้าง ห้องน้ำห้องส้วมยังมีพนักงานคอยทำความสะอาดประจำ “มันถูกเชื้อโรคอยู่ตลอดเวลา ผมเคยเห็นคนใช้มันในห้องส้วมกันอยู่ประจำ”

เขากล่าวต่อไปว่า ปริมาณเชื้อจุลชีพยังไม่เป็นปัญหา หากแต่การเปลี่ยนมือกัน เพราะถ้าเจ้าของใช้อยู่มือเดียว มันก็จะมีเชื้อโรคอยู่ชุดเดียว โดยไม่ได้ทำให้เจ้าของเป็นอะไร แบบเดียวกับรีโมตทีวี ที่ใช้กันหลายมือ ไม่ว่าจะเป็นคนเจ็บคนไข้ด้วย.

ที่มา: ไทยรัฐ  4 กันยายน 2555

 

read more…

 

.

Why Your Cellphone Has More Bacteria Than a Toilet Seat

By Susan E. Matthews, MyHealthNewsDaily Staff Writer | LiveScience.com – Thu, Aug 30, 2012

Cellphones carry 10 times more bacteria than most toilet seats, so it shouldn’t be surprising that a man in Uganda reportedly contracted Ebola after stealing one.

He stole the phone from a quarantined ward of a hospital, near the site of a recent Ebola outbreak, reports said.

But regardless of your proximity to an Ebola outbreak, your cellphone is still probably pretty grimy, said Charles Gerba, a microbiologist at the University of Arizona.

“They’ve got quite a bit on them,” Gerba said. “When’s the last time you cleaned your cellphone?”

While toilets tend to get cleaned frequently, because people associate the bathroom with germs, cellphones and other commonly handled objects — like remote controls— are often left out of the cleaning routine.

Cellphones pick up germs all the time, Gerba said. “I see people talk on their phone on toilets.”

However, the amount of germs on a phone isn’t a problem — it’s the sharing of phones between people. Without sharing, each phone carries just one set of germs, and won’t get its owner sick, Gerba said.

The problem with phones is that we’re in constant contact with them, and they spend a lot of time in close proximity to our faces and mouths. And, because it’s an electronic device, most people are hesitant about cleaning them.

This is also this case with remote controls, which, Gerba noted, are also often used by people when they’re sick. Remotes are more frequently shared, too, so they’re usually even worse than phones for spreading germs, he said.

Other common culprits that are hotspots of unseen disease include office phones, shopping carts and the first-floor buttons of elevators, he said.

To limit the spread of diseases from phones or other objects, try not to share them, or wipe them down with an antibacterial wipe if you do. While sprays might damage the equipment, a gentle wipe should do the trick, Gerba said.

Data from: news.yahoo.com

เตือนอย่าหลงเชื่อครีม ‘ลองกานอยด์’ อ้างรักษาข้อเสื่อมได้

อย.เตือนอย่าหลงเชื่อครีม “ลองกานอยด์” อ้างรักษาข้อเสื่อมได้ ชี้โฆษณาชวนเชื่ออ้างสรรพคุณเกินจริง…

เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 55 นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ปัจจุบันพบการโฆษณาผลิตภัณฑ์ครีมนวดผิวกายภายใต้ชื่อ “ลองกานอยด์” ผ่านทางสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารแผ่นพับ ใบปลิว ใบแทรกในกล่อง ฉลากข้างกล่อง อินเทอร์เน็ต แม้กระทั่งใช้บุคคลในวงการแพทย์ หรือนักวิจัย บรรยายสรรพคุณว่าผลิตภัณฑ์ลองกานอยด์ที่เป็นสารสกัดจากเมล็ดลำไย สามารถช่วยรักษาผู้มีอาการข้อเสื่อม โดยเฉพาะข้อเข่าเสื่อม นั้น อย.ขอแจ้งเตือนมายังผู้บริโภค ให้ระมัดระวังอย่าได้หลงเชื่อโฆษณาสรรพคุณเกินจริงของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวตามที่มีการกล่าวอ้าง ในการป้องกันรักษาโรคข้อเสื่อมเด็ดขาด เนื่องจากผลิตภัณฑ์ลองกานอยด์จดทะเบียนเป็นเครื่องสำอางที่ใช้ทาและนวดผิวกาย การที่นำมาโฆษณาอวดสรรพคุณในทางยา ถือว่าเป็นการโฆษณาสรรพคุณเกินจริงและฝ่าฝืน พ.ร.บ.สำอาง เพราะตามกฎหมายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง มีวัตถุประสงค์เพื่อความสะอาดและเพื่อความสวยงามเท่านั้น ซึ่งหากเป็นยาต้องมีการขึ้นทะเบียนตำรับยาและขออนุญาตโฆษณาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นพ.พิพัฒน์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ อย. ยังเคยตรวจจับผลิตภัณฑ์ลองกานอยด์ที่อวดสรรพคุณดังกล่าว และยึดของกลาง พร้อมดำเนินคดีแล้วแต่ก็ยังพบกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายมีการโฆษณาอีก ซึ่ง อย. จะดำเนินคดีปรับอีกโทษฐานโฆษณาขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 1 แสนบาท และหากพบยังฝ่าฝืนโฆษณาซ้ำอีก จะนำเรื่องเข้าคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเพิกถอนทะเบียนผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางดังกล่าวต่อไป จึงขอเตือนมายังผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา สื่อต่างๆ ให้ยุติการโฆษณาอวดสรรพคุณผลิตภัณฑ์ลองกานอยด์ เพราะหาก อย. ตรวจพบจะถูกดำเนินคดีปรับไม่เกิน 1 แสนบาท และปรับทุกครั้งที่พบกระทำผิด หากไม่แน่ใจว่าเป็นโฆษณาที่ถูกต้องหรือไม่ โปรดตรวจสอบก่อนตีพิมพ์ได้ที่กลุ่มควบคุมเครื่องสำอาง อย. โทร.0-2590-7275-77 ในวันเวลาราชการ

ที่มา: ไทยรัฐ  30 สิงหาคม 2555

ร่างกายคนเป็นสวรรค์ของจุลินทรีย์ ชุมนุมกันอยู่ทั่วตัวแม้แต่ในลำไส้

นักวิทยาศาสตร์เปิดโปงให้รู้ตัวว่า ร่างกายของเราแต่ละคนนั้นมีสภาพเหมือน กับโลกที่พักอาศัยของเหล่าแบคทีเรีย เชื้อราและจุลินทรีย์ต่างๆเต็มไปหมด ไม่ว่าจะตามเนื้อตัว ในจมูก หรือในลำไส้

พวกเขาได้พบในการทำแผนผังที่อยู่ของพวกมัน ที่มีอยู่ทั้งภายในตัวและภายนอก คิดคำนวณออกมาได้ว่าคนที่แข็งแรงเป็นปกติ จะกลายเป็นบ้านให้จุลินทรีย์สายพันธุ์ต่าง ๆ พักอาศัย ไม่น้อยกว่า 10,000 สายพันธุ์

แต่อย่าเพิ่งคิดรังเกียจมัน พวกจุลชีพเหล่านี้ ที่ทำงานเพื่อให้เราแข็งแรงมีอนามัยดี ก็มากมายหลายพวก ในเวลาเดียวกัน ก็มีแบคทีเรียและเชื้อโรคที่เป็นภัยต่อเรา สามารถทำให้เราเป็นโรคบางโรคได้ นักวิจัยได้พบจากการศึกษากับอาสาสมัครที่เป็นผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน 242 คน ได้พบว่า เชื้อโรคพวกนี้สามารถอยู่ร่วมกับจุลินทรีย์ให้คุณได้อย่างเงียบๆ บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าถูกควบคุมอยู่ก็ได้

พวกนักวิจัย ใคร่อยากจะรู้ต่อไปว่า พวกเชื้อที่เป็นผู้ร้ายทำอย่างไร ถึงทำให้บางคนเจ็บป่วยได้ ในขณะที่บางคนไม่เป็นอะไร และมีอะไรที่ไปทำให้จุลชีพในตัวเราแหกคอก ก่อโรคตั้งแต่ เป็นโรคลำไส้แปรปรวน ไปจนถึงโรคสะเก็ดเงินของผิวหนัง

ดร.ฟิลิป ทารร์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน หัวหน้านักวิจัย กล่าวว่า “พวกมันไม่ใช่อยู่เฉยๆ ดังนั้น เราต้องคำนึงถึงมัน เหมือนกับที่เราคำนึงถึงระบบนิเวศในป่า หรือในน้ำ”.

ที่มา: ไทยรัฐ 10 กรกฎาคม 2555

.

Related Link:

.

Scientists Probe Diversity of Human Body’s Microbes

They hope the ‘microbiome’ they have mapped will help prevent, treat disease in the future

By Amanda Gardner
HealthDay Reporter

WEDNESDAY, June 13 (HealthDay News) — For the first time, researchers have been able to identify what is “normal” when it comes to the microorganisms living in and on the human body.

According to 14 new studies being published in the June 14 issue of Nature and several Public Library of Science journals, the human “microbiome” consists of more than 10,000 microbial species and 8 million microbial genes, most of which co-exist happily with humans to their mutual benefit.

“This is giving us a picture of what a healthy individual looks like,” said Jeffrey Cirillo, a professor of microbial and molecular pathogenesis at Texas A&M Health Science Center College of Medicine in Bryan, who was not involved with the study.

Scientists hope that knowing what “normal” looks like will one day help scientists prevent and treat diseases.

Little has been known about the inhabitants of the various parts of the human body because it’s difficult if not impossible to grow most of the bacteria found there, Dr. Eric Green, director of the National Human Genome Research Institute, said during a Wednesday news conference.

But the advent of new and cost-effective DNA sequencing techniques now allows researchers to sample and identify microorganisms directly from the human body.

This massive five-year project involved 240 healthy adult volunteers in St. Louis and Houston.

Researchers took samples from 15 sites in men and 18 sites in women, including the mouth, skin, nose, vagina and lower intestine.

The researchers counted more than 10,000 species of microbes in the body and as many as 10 bacterial cells for every human cell.

In a 200-pound adult, that amounts to between two and six pounds of bacteria, Green said.

The 8 million or so genes from these microbes (compare that to only 22,000 in the normal human genome) “play a critical role in our development and health,” said Bruce Birren, director of the Genomic Sequencing Center for Infectious Diseases and co-director of the Genome Sequencing and Analysis Program at the Broad Institute of MIT and Harvard.

Interestingly, bacteria in one part of the body are very different from those in another, with the most diversity found on the skin.

Microbes also differed greatly from individual to individual, suggesting that people might have their own unique “microbial signatures.”

Although the actual organisms might be different, the functions they perform stay the same.

“They have the same core functions,” said Birren. “We don’t all have the same bacteria, although they all seem to have been organized to do similar things.”

Confirming previous suspicions, the researchers found that even healthy people harbor certain levels of harmful bacteria.

The challenge now is to figure out how and why they become dangerous and cause illness.

“This is really a new vista in biology,” said Dr. Phillip Tarr, director of pediatric gastroenterology and nutrition at Washington University School of Medicine in St. Louis. “This opens up many, many new opportunities to improve the health of our population.”

One paper in the series looked at how microbes in the intestine might be linked to necrotizing enterocolitis, a gastrointestinal illness in premature babies that can kill up to one-third of its victims.

“These bacteria are not passengers,” Tarr explained. “They are metabolically active as a community and we now have to reckon with them much as we have to reckon with an ecosystem in a forest or a body of water. We’re moving out of old paradigm of one germ one disease one person and more into the paradigm of how the microbial community affects both health and disease.”

Cirillo added: “This is a huge study, the most comprehensive I’ve seen, particularly in healthy individuals. It’s going to set a foundation for a lot of future work.”

More information

The U.S. National Institutes of Health has more on human microbiota.

SOURCES: Jeffrey Cirillo, Ph.D., professor, microbial and molecular pathogenesis, Texas A&M Health Science Center College of Medicine, Bryan, Texas; June 13, 2012, press conference with: Eric D. Green, M.D., Ph.D., director, National Human Genome Research Institute, Bethesda, Md.; Bruce Birren, Ph.D., director, Genomic Sequencing Center for Infectious Diseases, and co-director, Genome Sequencing and Analysis Program, Broad Institute of MIT and Harvard, Cambridge, Mass.; Phillip Tarr, M.D., professor, pediatrics, and director, pediatric gastroenterology and nutrition, Washington University School of Medicine, St. Louis; June 14, 2012, Nature; June 14, 2012, Public Library of Science

Last Updated: June 13, 2012

Data from: consumer.healthday.com

เจอปัจจัยเสี่ยงในคนกลุ่ม A ทำป่วย ‘สโตรค’

สโตรค หรือโรคเส้นเลือดสมอง ที่อาจเป็นได้ทั้งแตก ตีบ ตัน ส่งผลให้เป็นอัมพฤกษ อัมพาต หรือถึงขั้นเสียชีวิตนั้น หลายคนก็คงรู้กันดีว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคอันตรายนี้เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่เหมาะสมอยู่เป็นเวลานาน แต่ล่าสุด นักวิจัยที่สเปนยังได้ค้นพบปัจจัยก่อสโตรคเพิ่มเข้ามาอีก โดยเรื่องราวนี้ยังถูกเผยแพร่ลงในวารสารประสาทวิทยาและศัลยกรรมประสาท-จิตเวช ฉบับออนไลน์ด้วย

ทีมวิจัยได้ศึกษากลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคเส้นเลือดสมองราว 150 ราย อายุเฉลี่ย 54 ปี โดยนอกจากจะพบเหล่าผู้ป่วยมีปัจจัยข้างต้นไม่ปกติแล้ว ยังเจอปัญหาความเครียดเรื้อรังหรือสูง โดยเมื่อเจาะลึกลงไปทำให้รู้ว่า ความเครียดของคนกลุ่นนี้ล้วนเกิดจากพฤติกรรมก้าวร้าว ทีมวิจัยจึงขนานนามคนที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวว่า คนลักษณะ A ซึ่งย่อมาจาก Aggressive ที่หมายถึงก้าวร้าว ทั้งยังรวมถึงลักษณะนิสัยชอบต่อต้าน ความอดทนต่ำ วิตกกังวล และซึมเศร้า

ดังนั้น ทีมวิจัยจึงชี้ว่า นอกจากปัจจัยสุขภาพพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นระดับน้ำตาลในเลือด ความดัน คอเลสเตอรอลจะถือเป็นความเสี่ยงระดับหนึ่งแล้ว หากคนๆ นั้นมีลักษณะเข้าข่ายคนกลุ่ม A ก็จะได้ความเสี่ยงเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งเท่า พอๆกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยระบุว่า โรคเส้นเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนอังกฤษสูงถึง 67,000 รายต่อปี เพราะฉะนั้น ถ้าไม่อยากเป็นสโตรค ต้องดูแลสุขภาพ ไม่สูบไม่ดื่ม และอย่าลืมว่าต้องไม่เครียดด้วย.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 3 กันยายน 2555

ความสุข ไม่ใช่โอสถใช้รักษาโรค หากเป็นรากฐานของการมีอายุยืน

วารสารทางวิชาการ “การศึกษาเรื่องของความสุข” ของสหรัฐฯ สรุปผลว่า ความสุขไม่ใช่ยารักษาโรค แต่ป้องกันไม่ให้เจ็บไข้ได้ป่วยได้ ด้วยเหตุนั้นความสุขจึงเป็นเหตุให้คนอายุยืน

นักวิจัยอเมริกันได้สรุปด้วยการศึกษาวิเคราะห์ รายงานผลศึกษาติดตามต่าง ๆ รวม 30 เรื่องด้วยกัน

รายงานกล่าวว่า การศึกษาส่วนใหญ่จะกล่าวถึงว่า ผู้ที่มีความสุขจะมีอายุยืน แต่ไม่ทราบได้แน่ว่าความสุขจะทำให้อายุยืนมากน้อยเท่าใด เพราะเหตุว่าการมีสุขภาพดีช่วยได้ทั้งเกิดมีความสุขและความมีอายุวัฒนะ

การศึกษายังพบว่า ความสุขไม่อาจจะช่วยยืดชีวิตให้กับคนไข้หนักได้ แต่ทำให้คนปกติมีอายุยืน ดูเหมือนความสุขจะช่วยป้องกันการล้มเจ็บป่วยได้ สาเหตุที่อยู่เบื้องหลังอย่างหนึ่งก็คือ การขาดความสุขเรื้อรัง ก่อให้เกิดความเครียด ซึ่งจะบ่อนทำลายภูมิคุ้มโรคให้อ่อนแอลง.

ที่มา: ไทยรัฐ 12 กรกฎาคม 2555

.

Related Link:

.

Happiness Improves Health and Lengthens Life, Review Finds

ScienceDaily (Mar. 1, 2011) — A review of more than 160 studies of human and animal subjects has found “clear and compelling evidence” that — all else being equal — happy people tend to live longer and experience better health than their unhappy peers.

The study, in the journal Applied Psychology: Health and Well-Being, is the most comprehensive review so far of the evidence linking happiness to health outcomes. Its lead author, University of Illinois professor emeritus of psychology Ed Diener, who also is a senior scientist for the Gallup Organization, of Princeton, N.J., analyzed long-term studies of human subjects, experimental human and animal trials, and studies that evaluate the health status of people stressed by natural events.

“We reviewed eight different types of studies,” Diener said. “And the general conclusion from each type of study is that your subjective well-being — that is, feeling positive about your life, not stressed out, not depressed — contributes to both longevity and better health among healthy populations.”

A study that followed nearly 5,000 university students for more than 40 years, for example, found that those who were most pessimistic as students tended to die younger than their peers. An even longer-term study that followed 180 Catholic nuns from early adulthood to old age found that those who wrote positive autobiographies in their early 20s tended to outlive those who wrote more negative accounts of their young lives.

There were a few exceptions, but most of the long-term studies the researchers reviewed found that anxiety, depression, a lack of enjoyment of daily activities and pessimism all are associated with higher rates of disease and a shorter lifespan.

Animal studies also demonstrate a strong link between stress and poor health. Experiments in which animals receive the same care but differ in their stress levels (as a result of an abundance of nest mates in their cages, for example) have found that stressed animals are more susceptible to heart disease, have weaker immune systems and tend to die younger than those living in less crowded conditions.

Laboratory experiments on humans have found that positive moods reduce stress-related hormones, increase immune function and promote the speedy recovery of the heart after exertion. In other studies, marital conflicts and high hostility in married couples were associated with slow wound healing and a poorer immune response.

“I was almost shocked and certainly surprised to see the consistency of the data,” Diener said. “All of these different kinds of studies point to the same conclusion: that health and then longevity in turn are influenced by our mood states.”

While happiness might not by itself prevent or cure disease, the evidence that positive emotions and enjoyment of life contribute to better health and a longer lifespan is stronger than the data linking obesity to reduced longevity, Diener said.

“Happiness is no magic bullet,” he said. “But the evidence is clear and compelling that it changes your odds of getting disease or dying young.”

“Although there are a handful of studies that find opposite effects,” Diener said, “the overwhelming majority of studies support the conclusion that happiness is associated with health and longevity. Current health recommendations focus on four things: avoid obesity, eat right, don’t smoke, and exercise. It may be time to add ‘be happy and avoid chronic anger and depression’ to the list.”

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byUniversity of Illinois at Urbana-Champaign.

Journal Reference:

  1. Ed Diener, Micaela Y. Chan. Happy People Live Longer: Subjective Well-Being Contributes to Health and LongevityApplied Psychology: Health and Well-Being, 2011; DOI: 10.1111/j.1758-0854.2010.01045.x

Data from: sciencedaily.com

ตีลูกดีไหม ?

แนวคิดในการเปลี่ยนสุภาษิต “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” เป็น “รักวัวให้ผูก รักลูกให้กอด” มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ส่วนใหญ่หนักไปทางไม่เห็นด้วยมากกว่า คุณพ่อคุณแม่หลายท่านคงอยากรู้ว่าในปัจจุบันการตีลูกยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่ และการที่พ่อแม่กอดลูกมีความสำคัญอย่างไร

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผอ.สำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กรณีที่เด็กทำความผิดรุนแรง จำเป็นต้องควบคุม กำกับอย่างหนักแน่น ชัดเจน การตีจึงเป็นทางเลือกหนึ่งได้ ส่วนตัวเชื่อว่าการตีลูกที่เรารัก เราตีได้

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าตี หรือไม่ตี แต่อยู่ที่ว่าตีอย่างไร ถ้าผู้ใหญ่เข้าใจว่าการตีนั้นทำไปเพื่อให้เด็กรู้ว่านี่คือการลงโทษขั้นสูงสุด การตีควรเก็บเอาไว้ใช้สำหรับพฤติกรรมที่เป็นปัญหาสูงสุดเท่านั้น คือ ในกรณีการทำร้ายตัวเอง การทำร้ายคนอื่น และการทำลายข้าวของ

ทั้ง 3 ความผิดดังกล่าวเราสามารถเลือกใช้การตีได้ และการตีทำไปเพราะเรามองเห็นความผิดถูกที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ตีด้วยอารมณ์โกรธหรือฉุนเฉียวของคุณพ่อคุณแม่ แต่เป็นการตีจากความรัก ปรารถนาดีที่จะให้เด็กจดจำว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับชีวิตของเขา และเขาไม่ควรทำ

รูปแบบในการตีเด็กที่เหมาะสม ไม่ควรตบหน้า ไม่ใช่การหวดด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นการทำร้ายเด็ก เช่น ไม้เรียว ไม้แขวนผ้า เข็มขัด

โดยทั่วไปแนะนำให้ใช้มือตีมือของเด็ก ทำให้สามารถกะน้ำหนักได้ และสีหน้าท่าทางต้องจริงจัง ไม่ใช่เกรี้ยวกราด อาละวาด ด่าทอ ต้องมีท่าทีที่หนักแน่น และบอกถึงเหตุผลในการตี ว่าพ่อแม่เองก็ไม่ได้มีความสุขที่ต้องตีเขา

ขณะเดียวกันควรชี้แนะว่าโอกาสหน้าถ้าหากมีพฤติกรรมอย่างนี้อีกอยู่ เด็กจะต้องอยู่ภายใต้กฎศักดิ์สิทธิ์นี้เช่นกัน คือ ต้องโดนตี ถ้าชี้แนะ กำกับกฎวินัยตรงนี้ให้ชัดเจน ส่วนใหญ่แล้วแทบไม่ต้องตีลูกเลย ขณะเดียวกันควรใช้วินัยทางบวกเข้ามาควบคู่ด้วย เช่น เวลาเด็กทำดี หรือมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น ต้องชื่นชมให้กำลังใจ หรือถ้าเป็นความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ใช้วิธีกำชับด้วยท่าทีที่หนักแน่น เอาจริงเอาจัง

ในทางจิตวิทยาไม่สนับสนุนให้ใช้เครื่องทุ่นแรงในการตี ไม่ว่าไม้เรียว ไม้แขวนเสื้อ เข็มขัด เพราะแก่นของการตีไม่ใช่เครื่องมือ แต่คืออารมณ์ ถ้าอารมณ์เรานิ่งสงบ เรารักลูก อยากสอนลูก การตีด้วยสิ่งเหล่านี้จะมีความบันยะบันยัง แต่ก็อาจชี้ชวนให้เด็กเข้าใจได้เหมือนกันว่า การลงโทษเกิดจากการเกลียดชัง ดังนั้นทางที่ดีเด็กควรรับรู้ว่าการลงโทษเกิดจากการกระทำผิดที่ต้องแก้ไข และสิ่งที่แฝงเร้นในการตี คือ ความรัก ที่พ่อแม่ต้องการให้เขาเป็นคนดี ไม่ได้มาจากความโกรธ ความเกลียด หรือการระบายอารมณ์

ตีลูกได้ตั้งแต่อายุกี่ขวบ ? พญ.อัมพร กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับรับรู้เหตุและผลของเด็ก โดยทั่วไปเด็กอายุก่อน 3 ขวบ ไม่เคยนึกถึงวิธีการตี เพราะส่วนใหญ่เด็กที่ไม่รู้ความ การสื่อสารยังเป็นข้อจำกัดอยู่ การตีเป็นสิ่งที่รุนแรงเกินไป เด็กยังไม่รู้เรื่องเหตุและผล ยังไร้เดียงสาอยู่ เช่น เด็กเอามือไปแหย่ปลั๊กไฟ จะบอกว่าเด็กทำร้ายตัวเองคงไม่ใช่ แต่เด็กที่เริ่มเข้าใจเหตุและผลบ้างแล้วประมาณ 3 ขวบ การที่เขาไปตีเด็กคนอื่นเพื่อแย่งชิงสิ่งของ ก็ควรถูกห้ามด้วยสายตาที่จริงจัง ขึงขัง และบอกว่า ถ้าหนูตีเพื่อนหนูถูกตี เด็กก็จะเรียนรู้ว่าทำไม่ได้ แต่ถ้าเด็กโมโหเอาหัวโขกฝา ทึ้งผมตัวเอง ก็ต้องจับมือเขารวบแน่น ๆ และสบตาบอกเขาว่า หนูทำตัวเองเจ็บไม่ได้ เพราะแม่เสียใจ หนูถูกตี ทำท่าตีมือให้เขารู้ว่าต้องโดนตีแบบนี้ ซึ่งการตีที่มือน้อยกว่าที่เด็กทำร้ายตัวเอง มันเป็นสัญลักษณ์การลงโทษ

ส่วน “การกอด” ถูกยอมรับอย่างเป็นสากลว่า เป็นประโยชน์ และเป็นอีกเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเด็ก เพราะการสัมผัสมีผลตั้งแต่ทารก ทำให้เซลล์สมองทำงานได้ดีขึ้น การสัมผัสสร้างความรัก ความผูกพัน และเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เด็กได้เรียนรู้ความรักมากกว่าวิธีการใด ๆ เพราะฉะนั้นการที่บอกว่ารักลูกให้กอดนั้นใช่ แต่มีความจำเป็นที่จะต้องไปเปลี่ยนสุภาษิตหรือไม่ อันนี้แล้วแต่มุมมอง ทั้งนี้ไม่ว่าสุภาษิตจะว่าอย่างไร เราก็ควรให้ความสำคัญกับการกอด การกอดลูก ก็จะมีประโยชน์กับตัวลูก ทำให้สายสัมพันธ์ในครอบครัวดีขึ้นด้วย

ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการไปเปลี่ยนสุภาษิตที่มีมาแต่โบราณ มันเป็นการสะท้อนถึงภูมิปัญญา เป็นความสวยงามของภาษา บางครั้งเกิดแง่มุมให้ตีความตามหลักคิดที่แต่ละคนมีอยู่ อาจตีความเหมือนกันหรือแตกต่างกันก็ได้ ซึ่งถ้าเอาไปใช้งานที่ถูกต้องก็ย่อมเกิดประโยชน์.

นวพรรษ บุญชาญ รายงาน

 

ที่มา: เดลินิวส์  2 กันยายน 2555

ความรู้เรื่องไตเรื้อรัง CKD – Chronic Kidney Disease

ท่านทราบไหมว่า ข้อมูล 6 ประการนี้เกี่ยวข้องกับโรคไตเรื้อรัง

การรู้ตัวว่าเป็นโรคไตแต่เนิ่น ช่วยชะลอโรคไม่ให้ก้าวหน้าไปเป็นโรคไตเรื้อรัง จึงควรตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังส่วนใหญ่เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด

อัตราไหลเวียนของเลือดผ่านตัวกรองไต (GFR) เป็นตัวประเมินการทำงานของไตที่ดีที่สุด

ความดันเลือดสูงเป็นต้นเหตุให้เป็นโรคไตเรื้อรัง และโรคไตเองก็เป็นเหตุให้ความดันเลือดสูงเช่นกัน

การมีโปรตีนออกมาในปัสสาวะต่อเนื่องแสดงว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง

ผู้มีความเสี่ยงเป็นโรคไตเรื้อรังได้แก่ ผู้เป็นเบาหวาน ความดันสูง และมีประวัติครอบครัวเป็นโรคไตวาย

โรคไตเรื้อรังเกิดจากอะไร

ในบรรดาผู้เป็นโรคไตเรื้อรังทั้งหมด สองในสามส่วนเกิดจากโรคเบาหวานกับความดันเลือดสูง ส่วนสาเหตุอื่น ๆ ได้แก่ ไตอักเสบ (glomerulonephritis) กรรมพันธุ์ โรคเอสแอลอี (SLE) นิ่ว และการติดเชื้อซ้ำซาก ยา และสารพิษจีเอฟอาร์ (GFR) คืออะไร

จีเอฟอาร์ (GFR หรือ glomerular filtration rate) คือปริมาณเลือดที่ไหลผ่านตัวกรองของไตในหนึ่งนาที เป็นตัวบอกการทำงานของไตที่ดีที่สุด ค่านี้แพทย์คำนวณมาจากค่าครีอาตินิน (Cr หรือ creatinine) ซึ่งได้จากการเจาะเลือดโดยเอาไปคำนวณร่วมกับอายุ เพศ และเผ่าพันธุ์ ของแต่ละคน บางทีจึงเรียกว่า eGFR โดยที่ตัว e ย่อมาจาก estimated หมายถึงว่าได้มาจากการคำนวณ ค่าจีเอฟอาร์ทำให้แพทย์บอกได้ว่าโรคไตเรื้อรังของท่านอยู่ในระยะใดระยะ (Stage) ของโรคไตเรื้อรัง

ระยะที่ 1 ตรวจพบพยาธิสภาพที่ไตแล้ว แต่ไตยังทำงานปกติ  (จีเอฟอาร์ 90 มล./นาทีขึ้นไป)

ระยะที่ 2 ตรวจพบพยาธิสภาพที่ไตแล้ว และไตเริ่มทำงานผิดปกติเล็กน้อย (จีเอฟอาร์ 60-89 มล./นาที)

ระยะที่ 3 ไตทำงานผิดปกติปานกลาง ไม่ว่าจะตรวจพบพยาธิสภาพที่ไตหรือไม่ก็ตาม (จีเอฟอาร์ 30-59 มล./นาที)

ระยะที่ 4 ไตทำงานผิดปกติมาก (จีเอฟอาร์ 15-29 มล./นาที)

ระยะที่ 5 ระยะสุดท้าย (จีเอฟอาร์ต่ำกว่า 15 หรือต้องล้างไต)

การติดตามและรักษาโรคไตเรื้อรัง

การติดตามโรคไตเรื้อรังด้วยการเจาะเลือดดูค่าจีเอฟอาร์ และการตรวจดูโปรตีนในปัสสาวะแล้วให้การรักษาที่เหมาะสม มีความสำคัญต่อการป้องกันไม่ให้ไตเสื่อมเร็ว เมื่อเป็นโรคไตเรื้อรังระยะที่ 1-2 ควรได้รับการตรวจติดตามทุก 12 เดือน เมื่อเป็นระยะที่ 3 ควรได้รับการตรวจติดตามอย่างน้อยทุก 6 เดือน เมื่อเป็นระยะที่ 4 ควรได้รับการตรวจติดตามทุก 3 เดือน (หรือทุก 6 เดือนถ้าระดับการทำงานของไตคงที่) เมื่อเป็นระยะที่ 5 ควรได้รับการตรวจติดตามอย่างน้อยทุก 3 เดือน

สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยแนะนำว่า ผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ขึ้นไปที่จีเอฟอาร์เสื่อมเร็วกว่าปีละ 7 มล./นาที ควรได้รับการตรวจประเมินและคำแนะนำจากอายุรแพทย์โรคไต

เป้าหมายตัวชี้วัดสุขภาพของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง

การรักษาโรคไตวายเรื้อรัง มีเป้าหมายให้ดัชนีวัดต่าง ๆ มีค่าอยู่ในเกณฑ์ดังต่อไปนี้

1.ความดันเลือดต้องไม่เกิน 130/80 mmHg

2.ไขมันเลว (LDL) ในเลือดต้องต่ำกว่า 100 มก./ดล. ถ้าไม่มีโรคหัวใจหลอดเลือดร่วม หรือต่ำกว่า 70 มก./ดล. ถ้ามีโรคหัวใจหลอดเลือดร่วมด้วย

3.ควรรักษาน้ำหนัก ให้ดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 18.5-23 กก./ตรม. (สามารถคำนวณหาดัชนีมวลกายได้เองจากการเอาน้ำหนักเป็นกก.ตั้งแล้วหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรสองครั้ง)

4.กรณีเป็นเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหาร (FBS) ควรอยู่ระหว่าง 90-130 หรือระดับน้ำตาลสะสม (HbA1C) น้อยกว่า 7.0%

5. ระดับอัลบูมินในเลือด (ซึ่งบ่งบอกภาวะทุกโภชนา การ) ไม่ควรต่ำกว่า 3.5 ก./ดล.

6. ระดับฮีโมโกลบิน (ซึ่งบ่งบอกภาวะโลหิตจาง) ไม่ควรต่ำกว่า 10%

การหลีกเลี่ยงยาหรือสารพิษที่ทำลายไตผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังทุกคนควรหลีกเลี่ยงการได้รับสารที่เป็นพิษต่อไตต่อไปนี้ คือ

(1) ยาแก้ปวดแก้อักเสบในกลุ่ม Non Steroidal Anti-Inflammatory Drugs (NSAID) และกลุ่ม COX2 inhibitors
(2) ยาปฏิชีวนะในกลุ่ม aminoglycosides ซึ่งเป็นพิษต่อไต
(3) การฉีดสารทึบรังสี (radiocontrast agents) เพื่อการวินิจฉัยโรค
(4) สมุนไพรต่าง ๆ เพราะสมุนไพรหลายชนิดเป็นพิษต่อไตการฉีดวัคซีนในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังทุกคนควรได้รับการตรวจคัดกรองว่า มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือมีภูมิคุ้มกันตับอักเสบบีหรือไม่ หากไม่มีเชื้อและไม่มีภูมิคุ้มกัน ควรได้รับการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีจนมีภูมิคุ้มกัน

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4 ขึ้นไป ควรได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปีทุกปี

ต้องการทราบสภาพการทำงานของไต ตรวจกรองได้ โดยการตรวจสุขภาพประจำปี ขอให้แจ้งแพทย์ใกล้ตัวท่านดูแลให้

ข้อมูลจาก ศูนย์โรคไต โรงพยาบาลพญาไท 2 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา: เดลินิวส์  2 กันยายน 2555

กาแฟช่วยยกกล้ามให้กับผู้สูงอายุ ไม่ให้แก่ชราลงตามไปกับอายุขัย

นักวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยโคเวนตรี รายงานในที่ปะชุมสมาคมชีววิทยาว่า กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ใช้บำรุงกล้ามเนื้อของผู้สูงอายุได้ ซึ่งส่อให้รู้ว่าอาจจะช่วยให้คนแก่ชรารักษาความแข็งแรง และป้องกันการหกล้มและบาดเจ็บได้

รายงานกล่าวว่า สำหรับคนในวัยฉกรรจ์ สารคาเฟอีนที่มีอยู่ในกาแฟ จะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น ครั้นพอเราแก่ลง กล้ามเนื้อจะเหี่ยวแห้งและอ่อนแรง

นักวิจัยได้พบในการศึกษากับหนูว่า แม้เมื่อวัยเปลี่ยนไป ประโยชน์ของคาเฟอีนก็จะลดตามลงไปด้วย แต่ก็จะยังคงช่วยแรงกล้ามเนื้ออยู่ เมื่อเราแก่ลงกล้ามเนื้อก็อ่อนแรงลงไปด้วย ทำให้หกล้มหกลุกเจ็บตัว และคุณภาพชีวิตก็ลดลงด้วย แต่ถ้าหากเราพยายามรักษากำลังกล้ามเนื้อเอาไว้ก็จะช่วยได้มาก.

ที่มา: ไทยรัฐ 16 กรกฎาคม 2555

.

Related Link:

.

Caffeine Boosts Power for Elderly Muscles, Experts Say

ScienceDaily (June 28, 2012) — A new study to be presented at the Society for Experimental Biology meeting on 30th June has shown that caffeine boosts power in older muscles, suggesting the stimulant could aid elderly people to maintain their strength, reducing the incidence of falls and injuries.

For adults in their prime, caffeine helps muscles to produce more force. But as we age, our muscles naturally change and become weaker.

Sports scientists at Coventry University looked for the first time at whether these age-related changes in muscle would alter the effect of caffeine. They found that caffeine continued to enhance muscle performance in two different muscles from mice, although it was less effective in older muscles.

Jason Tallis, the study’s primary author, said: “Despite a reduced effect in the elderly, caffeine may still provide performance-enhancing benefits.”

For adults in their prime, caffeine helps muscles to produce more force. But as we age, our muscles naturally change and become weaker. So, sports scientists at Coventry University looked for the first time at whether these age-related changes in muscle would alter the effect of caffeine.

Caffeine’s effect was smallest for juvenile muscles, suggesting caffeine may not have an enhancing effect in developing muscles.

The decline in muscle strength that occurs as we age contributes to injuries and reduces quality of life. The process is not well understood, but it is clear that preserving muscle tone is key.

Tallis said: “With the importance of maintaining a physically active lifestyle to preserve health and functional capacity, the performance-enhancing benefit of caffeine could prove beneficial in the aging population.”

The researchers isolated muscles from mice ranging in age from juvenile to elderly, then tested their performance before and after caffeine treatment. They looked at two different skeletal muscles, which are the muscles we can control voluntarily. The first was the diaphragm, a core muscle used for respiration; the second was a leg muscle called the extensor digitorum longus (EDL), used for locomotion.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided bySociety for Experimental Biology

 

 

Data from: sciencedaily.com

เปลี่ยนไต

การผ่าตัดเปลี่ยนไต หรือการปลูกถ่ายไต เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการบำบัดรักษาผู้ป่วย “โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย”  ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วโลกว่าดีกว่าการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม หรือการล้างช่องท้องด้วยน้ำยา

ศ.นพ.โสภณ จิรสิริธรรม ประธานโครงการปลูกถ่ายไต คณะแพทยศาสตร์  รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า   สาเหตุของโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในประเทศไทย คือ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และไตอักเสบเรื้อรัง สะท้อนว่าบ้านเราควบคุมเบาหวานและความดันไม่ดี ทำให้ไตพังไปด้วย

การเปลี่ยนไต ต้องมีข้อบ่งชี้คือเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย หมายความว่า ไตทำงานต่ำกว่า 10% หรือเริ่มมีอาการของโรคไต เช่น กินไม่ได้ นอนไม่หลับ อึดอัด กระสับกระส่าย คนไข้กลุ่มนี้เปลี่ยนไตจบเลย

คนที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่มาเปลี่ยนไต อายุเฉลี่ยประมาณ 40 ปี  กำลังเป็นกำลังสำคัญของสังคม บางคนกว่าจะรู้ตัวว่าเป็นโรคไตมันไม่ได้เตือนล่วงหน้า วันดีคืนดีไปตรวจร่างกายพบไตพังหมดแล้ว

การเปลี่ยนไตจึงเป็นเหมือนปาฏิหาริย์ที่นำเอาไตออกจากร่างคนหนึ่ง ไปใส่ให้กับอีกคนหนึ่งแล้วไตทำงานได้

รพ.รามาธิบดีผ่าตัดเปลี่ยนไตปีละ 70-100 ราย เป็น รพ.แห่งเดียวในประเทศไทยที่สามารถเปลี่ยนไตเกิน 100 รายต่อปี เพราะมีทีมงานที่เข้มแข็งเกือบ 50 คน ทั้งศัลยแพทย์ ศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะ อายุรแพทย์ อายุรแพทย์โรคไต อายุรแพทย์โรคไตเด็ก  พยาธิแพทย์ และพยาบาล ทุกคนทำงานโดยไม่ได้หวังชื่อเสียง เงินทอง โดย รพ.รามาธิบดีทำการผ่าตัดเปลี่ยนไตให้ผู้ป่วยรายแรกอายุ 26 ปี 6 เดือน เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2519 นำทีมโดย ศ.นพ.ไพฑูรย์ คชเสนี ตอนนี้คนไข้ยังมีชีวิตอยู่ และแข็งแรงดี

ผลสำเร็จในการเปลี่ยนไตของ รพ.รามาธิบดีเทียบได้กับมาตรฐานสากล ในกรณีที่ได้ไตจากผู้บริจาคเสียชีวิตความสำเร็จอยู่ประมาณ 96% แต่ถ้าเป็นไตที่บริจาคจากญาติความสำเร็จอยู่ที่ประมาณ 99% โครงการเปลี่ยนไต รพ.รามาธิบดีทำมา 26 ปีสามารถเปลี่ยนไตให้คนไข้ไปแล้ว 1,522 คน โดยไม่ได้เลือกชั้นวรรณะ หรือฐานะ คนไทยทุกคนมีสิทธิเข้ารับบริการปลูกถ่ายไต โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ตลอดจนค่ายาตลอดชีวิต

ปัจจุบันประเทศไทยมีคนไข้โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายประมาณ 4 หมื่นคน ในจำนวนนี้มาขึ้นทะเบียนรอเปลี่ยนไตประมาณ 4,000 คน โดยในจำนวน 4,000 คน ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไตแล้ว 400 คนอีกกว่า 3.9 หมื่นคนยังคงทนทุกข์ทรมานรอการเปลี่ยนไตอยู่ เฉพาะที่ รพ.รามาธิบดีมีคนไข้รอคิวกว่า 700 คน

ขั้นตอนการเปลี่ยนไต มีดังนี้

1. ขอให้ผู้ที่ต้องการจะเปลี่ยนไต มีความตั้งใจ เข้าใจ การเปลี่ยนไต
2. ปรึกษาขอใบส่งตัว จากอายุรแพทย์โรคไตประจำตัว
3. พอมาถึง รพ.รามาธิบดี จะให้พบกับแพทย์โรคไต และศัลยแพทย์เพื่อกลั่นกรองว่าเหมาะจะรับการผ่าตัดเปลี่ยนไตหรือไม่ ถ้าไม่เหมาะก็ปฏิเสธไป เช่น เป็นมะเร็ง เป็นเอดส์ อายุมากแล้ว
4. ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เอกซเรย์ ตรวจคลื่นหัวใจ อย่างละเอียด
5. ติดต่อพยาบาลประสานงานชั้น 3 ตึกฉุกเฉินเก่า 0-2201-1661-2
6. ดำเนินการด้านเอกสารตามสิทธิต้นสังกัด โดยการเดินเอกสารต่าง ๆ ต้องแล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์
7. เจาะเลือด ตรวจเนื้อเยื่อ ถ้ารอไตจากผู้บริจาคที่เสียชีวิตก็ต้องขึ้นทะเบียนรอ แต่ถ้าเป็นไตที่ได้จากญาติหรือสามีภรรยาสามารถนัดวันเปลี่ยนไตได้เลย ตอนนี้คิวจองถึงเดือน ต.ค.
8. เตรียมร่างกาย จิตใจ ความพร้อม เพื่อเปลี่ยนไต (ส่งเลือดทุกเดือน)
9. ผ่าตัดเปลี่ยนไต
10. หลังการผ่าตัดประมาณ 2 สัปดาห์คนไข้ออกจาก รพ.พร้อมไตใหม่ ชีวิตใหม่ อย่างมีความสุข
การรอเปลี่ยนไตจากผู้บริจาคที่เสียชีวิตไม่มีคิวขึ้นอยู่กับเลือดและดีเอ็นเอของผู้เสียชีวิตกับคนไข้ว่าตรงกันหรือไม่ ทุกวันนี้มีผู้บริจาคไตปีละประมาณ 100 คน 200 ไต

สามีภรรยาก็สามารถให้ไตกันได้ แม้เนื้อเยื่อไม่เหมือนกันแต่ยาดีสามารถผ่าตัดเปลี่ยนไตสำเร็จทุกราย และคนให้ไตยังสามารถมีชีวิตอยู่เหมือนคนปกติ

การซื้อขายไตมีจริงหรือไม่? ศ.นพ.โสภณ ยืนยันว่า เมืองไทยไม่มีการซื้อขายไตอย่างแน่นอน เพราะขั้นตอนการเปลี่ยนไตสลับซับซ้อน ต้องใช้ทีมแพทย์หลายคน  ผมเชื่อมั่นระบบการแพทย์ไทยว่ามีจริยธรรมที่ดีพอและหมอที่สามารถเปลี่ยนไตในประเทศไทยมีไม่ถึง 20 คน ทุกคนคงไม่กล้าเอาชื่อเสียงและอนาคตตัวเองมาเสี่ยงกับเรื่องนี้

อยากให้อธิบายการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การล้างช่องท้องด้วยน้ำยา? ศ.นพ.โสภณ กล่าวว่า เนื่องจากหมอโรคไตมีจำนวนจำกัด การฟอกเลือดต้องมาพบหมอ ดังนั้นหมอ 1 คนอาจดูแลคนไข้ได้เพียงไม่กี่คน แต่ถ้าล้างช่องท้อง คนไข้ดูแลตัวเองที่บ้านได้  อีก 1-2 เดือนจึงมาหาหมอ  แต่ต้องคำนึงถึงความสะอาดเพราะอาจติดเชื้อได้ วิธีดังกล่าวถ้าเป็นหนุ่มสาวคงไม่เป็นไร แต่คุณลุงคุณป้าคนแก่คงลำบากหน่อย ส่วนการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมดีในแง่ไม่ต้องมาพะวงกับการล้างช่องท้อง ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง แต่ระยะยาวสู้เปลี่ยนไตไม่ได้.

นวพรรษ บุญชาญ รายงาน

 

ที่มา: เดลินิวส์  1 กันยายน 2555