ใครเสี่ยงเชื้อนิวโมคอคคัส ติดแล้วระวังตาย

แต่ละครอบครัวควรรู้ไว้ว่า มีเชื้อโรคร้ายอยู่ตัวหนึ่งที่เป็นอันตรายกับเด็กเล็กและคนสูงวัย นั่นคือ เชื้อแบคทีเรียชื่อ‘นิวโมคอคคัส’ ตัวการก่อโรคปอดบวม และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซ้ำร้ายหากติดเชื้อดังกล่าวแล้วยังนำความเสี่ยงเสียชีวิตมาด้วย

เรื่องนี้ ศ.นพ.ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ และรองหัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พารู้จักอันตรายของการติดเชื้อชนิดนี้ โดยระหว่างสัมมนาเชิงวิชาการโดยไฟเซอร์ หัวข้อ “ทางเลือกในการป้องกัน โรคปอดบวมจากเชื้อนิวโมคอคคัสในผู้ใหญ่” ศ.นพ.ธีระพงษ์ เล่าว่า

โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส เป็นการเรียกชื่อกลุ่มโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สเตรปโตคอคคัส นิวโมเนียอี ซึ่งแบ่งตามการแพร่กระจายของเชื้อ หากติดแล้วลุกลามจะถูกเรียกว่า โรคไอพีดี ทำให้เกิดการติดเชื้อในอวัยวะหลายระบบ เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด การติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมองหรือทำให้เป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ แต่ถ้าติดเชื้อแบบไม่แพร่กระจาย มักทำให้เกิดโรคไซนัสอักเสบ โรคหูชั้นกลางอักเสบ และโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ

ในบรรดาโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียนี้ โรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อนิวโมคอคคัสถูกพบได้ไม่ใช่น้อย แถมยังร้ายกาจเพราะคร่าชีวิตคนทั่วโลกกว่า 1.6 ล้านคนต่อปี เฉพาะในเมืองไทยก็มีการทำวิจัยโดยกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ จึงได้รู้ว่า อัตราการเข้ารักษาตัวในห้องไอซียูดัวยโรคปอดอักเสบในผู้ใหญ่มีมากถึงร้อยละ 33.33 ทั้งยังมีการศึกษาจำเพาะในจังหวัดตัวอย่าง เช่น นครพนม มีอุบัติการณ์ของผู้ป่วยโรคเดียวกันถึง 1,573 คนต่อประชากร 1 แสนคน ในช่วงกันยายน พ.ศ.2546-สิงหาคม พ.ศ.2547

เหตุที่พบผู้ป่วยได้มาก ศ.นพ.ธีระพงษ์ บอกว่า เป็นเพราะเชื้อนิวโมคอคคัส มีมากกว่า 90 สายพันธุ์ แต่มี 20 สายพันธุ์เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคทั้งในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ โดยเชื้อจะอยู่ในโพรงจมูกและลำคอ เมื่อลงไปยังปอดก็จะแบ่งตัวได้ดี ทำให้เกิดอาการอักเสบในปอด

ทั้งนี้ ศ.นพ.ธีระพงษ์ ชี้ว่า หากมีสุขภาพแข็งแรง เชื้อนิวโมคอคคัสจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย แต่หากร่างกายอ่อนแอ อาจเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 20-30 สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสติดเชื้อมากที่สุด คือ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และผู้ใหญ่วัย 50 ปีขึ้นไป เนื่องจากทั้งสองวัยมีภูมิคุ้มกันที่ต่ำกว่าวัยหนุ่มสาว ขณะที่ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง อาทิ โรคเบาหวาน โรคหัวใจวาย โรคตับแข็ง ผู้ป่วยหอบหืดเรื้อรัง ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ และไม่มีม้าม ก็มีความเสี่ยงติดเชื้อสูงเช่นกัน

ผู้ที่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยง สามารถติดเชื้อได้ผ่านระบบทางเดินหายใจ จากคนสู่คน เช่น ไอ จาม สัมผัสกับละอองเสมหะของผู้ป่วย โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุทางเดินหายใจ ฟักตัวราว 1-3 วัน แพร่เชื้อได้ตลอดเวลาที่มีเสมหะ ผู้ป่วยเด็กจะเป็นพาหะได้นานกว่าผู้ใหญ่

อาการของโรคมักประกอบด้วย ไอ มีเสมหะ เหนื่อย หายใจลำบาก หอบ มีไข้ หนาวสั่น ครั้นเชื้อลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด สมอง ก็จะทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือฝีในสมอง

อย่างไรก็ตาม การรักษาแพทย์นิยมใช้ยาปฏิชีวนะ แต่ปัจจุบันพบว่าเชื้อนิวโมคอคคัสมีการดื้อยาเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การรักษาโดยการใช้ยาปฏิชีวนะอาจไม่ประสบความสำเร็จและอาการป่วยมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เสียค่าใช้จ่ายเยอะขึ้น ใช้เวลารักษายาวขึ้น ดังนั้นแพทย์จึงแนะนำให้ใช้วัคซีนป้องกันโรคปอดบวมจากเชื้อนิวโมคอคคัสมาเป็นทางเลือก ด้วยเหตุผลสำคัญที่ว่า ป้องกันไม่ให้เกิดโรคย่อมดีกว่าการรักษาหลังป่วยเป็นโรค สำหรับวัคซีนป้องกันมีอยู่ 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ วัคซีนนิวโมคอคคัสแบบโพลีแซคคาไรด์ และวัคซีนนิวโมคอคคัสแบบคอนจูเกต ทั้งหมดสามารถฉีดให้กับเด็กได้ แต่สำหรับผู้ใหญ่จะให้วัคซีนแบบคอนจูเกตเท่านั้น เนื่องจากสายพันธุ์ของเชื้อที่พบในผู้ใหญ่มีเพียง 13 สายพันธุ์ จึงตรงกับคุณสมบัติการป้องกันของวัคซีนแบบคอนจูเกต

ไม่อยากเป็นปอดบวม ปอดอักเสบ ลองปรึกษาแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อโรคนิวโมคอคคัสเอาไว้.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 11 กันยายน 2555

“แผลกดทับ”ภัยร้ายป้องกันได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

credit: thebody.com“แผลกดทับ” ความเจ็บป่วยที่ไม่ใช่ “โรค” แต่เป็นสัญญาณเตือนแห่งความยุ่งยากซับซ้อนในการรักษาพยาบาลแผลเรื้อรัง ที่เกิดขึ้นหลังจากอาการเจ็บป่วยหลักๆ ของคนไข้ ที่มาของแผลกดทับนั้นเกิดจากการอยู่กับที่นิ่ง ๆ  นาน ๆ ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวหรือไม่ค่อยอิริยาบถ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่เคลื่อนไหวยาก แรงกดทับดังกล่าวจะทำให้เกิดแรงกดดันกับเนื้อเยื่ออ่อน ๆ บริเวณก้นหรือสะโพก แล้วลุกลามเป็นแผลพุพองจนเนื้อเยื่อหลุดลอกตามมาได้ ดังนั้นผู้ที่มีพฤติกรรมดังกล่าว หรือมีญาติที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงนั้น ศูนย์วิจัยและพัฒนา “Wonder powder” มีข้อมูลสำหรับการรับมือ และป้องกันอาการแผลกดทับมาฝากกัน

แผลกดทับเกิดขึ้นได้ทั้งปัจจัยภายในและภายนอก
ซึ่งปัจจัยภายในนั้นมาจากเรื่องของอายุที่มากขึ้น จึงทำให้ชั้นไขมันใต้ผิวหนังบางลง ผิวหนังเปราะบางจึงฉีกขาดได้ง่าย หรือในผู้ป่วยน้ำหนักมากมีเนื้อเยื่อชั้นไขมันมากทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี หรือในรายผู้ป่วยน้ำหนักน้อยก็สามารถเกิดแผลกดทับได้เช่นกัน เนื่องจากแรงกดของเนื้อเยื่อบริเวณปุ่มกระดูกมีมากขึ้น หรือภาการขาดสารอาหารโดยเฉพาะโปรตีน ภาวะโรคเดิมของผู้ป่วย เช่น เบาหวาน ไตวาย มะเร็ง เป็นต้น 

หรืออาจเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น แรงกดจากการนั่งหรือนอนในท่าเดิมนาน ๆ จนทำให้เกิดแรงกดไปขัดขวางออกซิเจน และสารอาหารที่ไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ

ถ้าผู้ป่วยไม่มีการเคลื่อนไหวจะมีผลให้เนื้อเยื่อขาดเลือดไปเลี้ยง โดยเฉพาะบริเวณปุ่มกระดูกต่างๆ จะเกิดแรงกดมากขึ้น แรงเลื่อนไหลหรือแรงเฉือนเป็นแรงที่ผู้ป่วยนั่งหรือนอน เลื่อนไหลตามแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้การไหลเวียนของเลือดบริเวณนั้นเสียไป แรงเสียดทานเป็นแรงที่เกิดจากผู้ป่วยสัมผัสกับพื้นผิวด้านนอก เกิดการถลอกของผิวหนัง เช่น การเลื่อนผู้ป่วยโดยการดึงลากทำให้ผิวหนังถลอกเป็นแผล ความเปียกชื้นของเหงื่อ ปัสสาวะ อุจจาระ จึงทำให้ผิวหนังเปื่อยได้ง่าย

สำหรับวิธีป้องกันและดูแลผู้ป่วยจากภาวะความเสี่ยงจากแผลกดทับ

  • ควรเปลี่ยนท่านอนทุก 2 ชั่วโมง เพื่อให้ส่วนใดส่วนหนึ่งไม่รับแรงกดนานเกินไป ถ้าเปลี่ยนท่านอนแล้วรอยแดงบริเวณผิวหนังไม่หายภายใน 30 นาที อาจจะพิจารณาให้เปลี่ยนท่านอนได้บ่อยขึ้น โดยมีการหมุนเวียนเปลี่ยนท่านอน เช่น นอนหงาย นอนตะแคงซ้าย นอนตะแคงขวาสลับกันไป
  • การนอนตะแคงควรจัดให้นอนตะแคงกึ่งหงาย ใช้หมอนยาวรับตลอดแนวลำตัว รวมทั้งบริเวณข้อเข่า ข้อเท้า ควรทำให้สะโพกทำมุม 30 องศา และใช้หมอนรองตามปุ่มกระดูกและใบหู
  • สำหรับการนอนหงายควรมีหมอนสอดคั่นระหว่างหัวเข่า ตาตุ่มทั้ง 2 ข้าง ขา 2 ข้าง หรือรองใต้น่องและขา เพื่อให้เท้าลอยพ้นพื้นไม่กดที่นอน
  • การจัดท่านอนนั้นควรจัดให้ศีรษะสูงไม่เกิน 30 องศา แต่ถ้าจำเป็นศีรษะสูงเพื่อให้อาหาร หลังจากให้อาหาร 30 นาที-1 ชั่วโมง ควรลดระดับลงเหลือ 30 องศา
  • กรณีที่นั่งรถเข็นควรให้มีเบาะรองก้น และกระตุ้นให้เปลี่ยนถ่ายน้ำหนักตัว หรือยกก้นลอยพ้นพื้นที่นั่งทุก 30 นาที
  • สำหรับการดูแลผิวหนังนั้น ผู้ป่วยที่มีผิวหนังแห้งควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่น หลังทำความสะอาดร่างกายควรทาโลชั่น 3-4 ครั้ง/วัน เพื่อป้องกันผิวหนังแตกแห้ง
  • สำหรับพื้นที่อับชื้นได้ง่าย ควรดูแลให้แห้งอยู่เสมอ หลังเช็ดให้แห้งก็ต้องดูแลด้วยการโรยด้วยแป้งฝุ่น ที่มีส่วนผสมของนาโนซิงก์ออกไซด์ ที่สามารถดูแลผิวหนังของคุณให้แห้งได้ในระดับนาโน ซึ่งจะช่วยให้พื้นที่อับชื้นแห้งสนิทยิ่งขึ้น

  • นอกจากนี้ ให้ระวังอุบัติเหตุที่เกิดกับผิวหนัง เช่น การกระแทกของมีคม เป็นต้น
  • จัดสิ่งแวดล้อมเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อไม่ให้ผิวหนังอับชื้น
  • หลีกเลี่ยงการนวดปุ่มกระดูก โดยเฉพาะที่มีรอยแดง จะทำให้การไหลเวียนลดลง
  • หลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนประคบ บริเวณผิวหนังที่มีความรู้สึกน้อยหรืออ่อนแรง
  • ดูแลผ้าปูที่นอนให้สะอาด แห้ง และเรียบตึงเสมอ เพื่อลดความเปียกชื้นและลดแรงเสียดทาน
  • จัดเสื้อผ้าให้เรียบ หลีกเลี่ยงการนอนทับตะเข็บเสื้อ และปมผูกต่างๆ เพื่อลดแรงกดบริเวณผิวหนัง
  • ไม่นวดหรือใช้ความร้อนประคบหรือใช้สบู่กับผิวหนังที่มีรอยแดง
  • ไม่ใช้ห่วงยางเป่าลมรองบริเวณปุ่มกระดูก เพราะจะทำให้เลือดไปเลี้ยงได้ไม่ดีทำให้เกิดแผลได้
  • และไม่ควรใช้ถุงมือใส่น้ำรองบริเวณปุ่มกระดูก เพราะอาจแพ้ยางได้
  • ส่วนการดูแลด้านโภชนาการนั้น ถ้าผู้ป่วยรับประทานอาหารได้น้อย หรือรับประทานอาหารไม่ได้เลย ควรพิจารณาใส่สายยางให้อาหาร หรือเพิ่มอาหารประเภทโปรตีน เพื่อส่งเสริมการหายของแผล และป้องกันการทำลายเนื้อเยื่อ วิตามินเอ เช่น นม ไข่ เนื้อสัตว์ต่างๆ วิตามินซี เช่น ส้ม ผัก ผลไม้สด ผักคะน้า ผักใบเขียว เป็นต้น หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 0-2376-0983 หรือ www.pangwonder.com

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 6 กันยายน 2555

เคมีบำบัดรักษามะเร็ง น่ากลัวจริงหรือ

พอกล่าวถึงการให้ยาเคมีบำบัด เพื่อรักษาโรคมะเร็ง หลายคนก็ขยาดเสียแล้ว อาจเพราะชื่อ หรือเพราะเรื่องราวที่เคยได้ยินได้เจอในละครที่มักนำเสนอภาพผู้ป่วยผมร่วง กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ดูทุกข์ทรมาน แต่แท้จริงแล้วเคมีบำบัดรักษามะเร็งน่ากลัวจริงหรือไม่ แล้วมีผลข้างเคียงอย่างไร เรื่องนี้เภสัชกรชี้แจงว่า…

เคมีบำบัด คือ การรักษาโรคมะเร็งด้วยยา ซึ่งยาที่ใช้อาจเป็นชนิดเดียวหรือหลายชนิดร่วมกัน ขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค สำหรับวิธีการให้ยาก็มีหลายวิธีเช่นกัน ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคและชนิดของยา มีทั้งให้โดยการรับประทาน และการฉีด ยาเคมีบำบัดออกฤทธิ์โดยไปทำลายเซลล์มะเร็งและยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ดังนั้นอาจมีผลกระทบต่อเซลล์ปกติที่มีคุณสมบัติในการผลัดเซลล์และแบ่งตัวเร็ว ทำให้เกิดผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัดได้

ผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัดที่พบบ่อย ได้แก่ อาการอ่อนเพลีย อาการคลื่นไส้และอาเจียน ปวดเมื่อยตามร่างกาย ผมร่วง การติดเชื้อ การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ภาวะซีด หรือเม็ดเลือดขาวต่ำ แผลที่เยื่อบุภายในช่องปาก ท้องผูก หรือถ่ายเหลว โดยผลข้างเคียงดังกล่าวเกิดขึ้นกับผู้ป่วยบางรายเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยที่ให้ยาเคมีบำบัดต้องมีอาการเหล่านี้ทั้งหมด และอาการดังกล่าวมักเป็นเพียงแค่ชั่วคราวพอหมดฤทธิ์ของยาเคมีบำบัดแล้วอาการต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ความรุนแรงของผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยแต่ละรายจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับยาที่ใช้ ระยะเวลาที่ได้รับยา และสภาวะร่างกายของผู้ป่วย

ผลข้างเคียงเหล่านี้มีหลายอย่างที่ป้องกันได้ โดยแพทย์ผู้ให้การรักษาจะเป็นผู้พิจารณาให้ยา หรือมาตรการในการป้องกัน และจะให้ข้อมูลที่ละเอียดแก่ผู้ป่วยก่อนการให้ยา นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมียาเคมีบำบัดกลุ่มใหม่ ๆ ที่มีผลข้างเคียงค่อนข้างน้อย และมีแนวทางและยาที่ใช้ในการป้องกันและรักษาผลข้างเคียงต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ยาที่ใช้รักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนจากการได้รับยาเคมีบำบัด ซึ่งในปัจจุบันมียากลุ่มนี้หลายขนานที่สามารถควบคุมอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ดีมากเป็นต้น

สำหรับผู้ป่วยควรพูดคุยกับแพทย์ผู้ให้การรักษาหรือพยาบาลผู้ดูแลให้เข้าใจ จะช่วยลดความวิตกกังวลลง และนอกจากนี้ควรมีการเตรียมตัวก่อนการให้ยาโดยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม ผักและผลไม้ ควรรับประทานอาหารที่รสไม่จัด ย่อยง่าย และดื่มน้ำมาก ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้สงบ คลายความวิตกกังวลลง ผลข้างเคียงบางอย่างก็จะลดลงไปด้วย

สงสัยเรื่องการใช้ยาปรึกษาเภสัชกรโดยตรงที่
ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารด้านยา โรงพยาบาลเวชธานี
โทร. 0 2734 0390 ต่อ 1220 ทุกวัน 09.00 – 17.00 น.

ที่มา: ไทยรัฐ 1 สิงหาคม 2555

น้องหมาช่วยชีวิตหญิงผู้เป็นนายไว้ ตรวจรู้ว่าป่วยเป็นมะเร็งที่เต้านม

สตรีอเมริกันผู้หนึ่ง อ้างว่า เธอเป็นหนี้บุญคุณของน้องหมาอย่างล้นเหลือ เพราะเพื่อนสนิทสี่ขาเป็นผู้ตรวจพบว่าเธอเป็นมะเร็งเต้านม ทำให้รักษาได้ทัน จนอยู่รอดปลอดภัยมาได้

นางชารอน รอลินสัน ชาวเมืองนิวอาร์คเล่าต่อไปว่า เจ้า “เพนนี่” เจ้าตูบ อายุ 18 เดือน มักชอบตะกุยที่หน้าอกของนางมาก่อนหลายเดือนแล้ว แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก จนเมื่อรู้สึกชักเจ็บ ๆ ตรงแถวนั้น จึงได้ไปตรวจที่โรงพยาบาลนอตติงแฮมซิตี้ และรับการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อร้ายโตขนาด 33 มม.ออกมาได้

แม่บ้านผู้โชคดี กล่าวยกย่องน้องหมาของตนว่า “เป็นเหมือนเทพผู้ดูแลทุกข์สุขของเรา ถ้าหากไม่บอกให้เรารู้ คงต้องเดือดร้อนอย่างแน่นอน”

ขณะเดียวกัน นักวิจัยของโรงพยาบาลอเมอแชม เมืองบังกิงแฮมเชียร์ ที่อังกฤษ ก็ได้ทำการทดสอบพิสูจน์ดูว่า น้องหมาจะตรวจหามะเร็งกระเพาะปัสสาวะรู้หรือไม่ โดยได้ฝึกสุนัขพันธุ์ต่าง ๆ ให้ดมตัวอย่างปัสสาวะ ของผู้ป่วย เป็นเวลานาน 7 เดือน แล้วทำการทดสอบ ปรากฏผลว่า หมาฝึกงานสามารถตรวจรู้มะเร็ง 22 ราย ในตัวอย่าง 54 ราย นับเป็นอัตราความสำเร็จร้อยละ 41 ซึ่งสูงกว่าการตรวจพบโดยบังเอิญ ที่มีเพียงร้อยละ 14 เท่านั้น.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 2 สิงหาคม 2555

.

Related Link:

.

Mrs Sharon Rawlinson said her dog was her guardian angel. Dogs are known to have an extremely sensitive sense of smell

Woman diagnosed with cancer – after her dog won’t stop pawing at her breast

  • Mrs Rawlinson discovered a lump after her dog kept nuzzling her breast
  • She has received chemotherapy and will have the tumour removed soon

By DAILY MAIL REPORTER

PUBLISHED: 12:02 GMT, 26 July 2012 | UPDATED: 12:02 GMT, 26 July 2012

A woman has hailed her pet dog as a ‘guardian angel’ after it sniffed out a cancerous lump growing in her breast.

Sharon Rawlinson only went to see her doctor because her Cavalier King Charles spaniel, Penny, had been pestering her for months, sniffing and nuzzling the area where the aggressive tumour was growing.

The 43-year-old was sent to hospital for checks by her GP – where a scan picked up the fact she had breast cancer.

She began a course of chemotherapy, and will have the tumour removed in an operation on Monday.

 

Mrs Rawlinson, of Newark, Nottinghamshire, said: ‘Penny was pawing me for weeks.

‘She would gently paw me as if she was trying to get something out of my left breast, but I ignored it.

‘When she stood on me in the middle of the night and wouldn’t get off, the pain was like a thousand bee stings and the next day I felt bruised.

‘It was only when I checked the next morning that I noticed a lump but again I ignored it as I thought it was an injury.’

Mrs Rawlinson, whose mother died from breast cancer nine years ago, plucked up the courage to have it checked in January. She was diagnosed with HER2-positive breast cancer and started chemotherapy.

After she started treatment, Mrs Rawlinson said 18-month-old Penny never bothered her owner in the same way again.

 

The mother-of-two, a school midday supervisor, said: ‘Dogs are not just a man’s best friend, they’re a girl’s best friend too. Who needs diamonds?

‘She’s my guardian angel. We bonded straight away when she was a puppy but this is just amazing.

‘I feel she was sent here just for me and she never leaves my side. If it hadn’t been for Penny’s persistence, I wouldn’t have gone for a check-up.

‘But that’s wrong, and I would encourage anyone who thought there was something amiss to immediately see their doctor.’

Mrs Rawlinson is being treated at the Nottingham Breast Institute.

She added: ‘The next few months will be an emotional rollercoaster, but with the love and support of my family and friends I’ll get through it.’

 

Her husband, Brian, 45, who works for Newark and Sherwood District Council, described his wife as “an inspiration”.

He said: ‘She has such a positive attitude and just gets on with things. Everybody loves her.

‘It’s lovely to see the bond that she has with Penny and, although we are going through an awful time, we know it could have been so much worse had the lump not been discovered.’

Researchers in Germany last year found that specially-trained dogs could detect a tumour in 71 percent of patients.

It is thought that tumours produce chemicals, including low concentrations of alkanes and aromatic compounds, which dogs – whose sense of smell is 100,000 times better than that of humans – can detect.

However, there is little evidence of cases of untrained domestic dogs sniffing out cancers in their owners.

Dr Jacqueline Boyd, course leader for animal biology at Nottingham Trent University, said: ‘They are far more attuned to us than any other species.

‘There is a lot of anecdotal evidence to say dogs have detected cancers and they are very responsive to things.  It doesn’t surprise me this dog detected its owner’s cancer. It’s a lovely story and reinforces the overall value of animals and their companionship.’

Data from: dailymail.co.uk

 

ทำงานบ้านลดเสี่ยงมะเร็งเต้านม

จากนี้ไปรู้ไว้ว่า การลงแรงทำงานบ้านนั้น มิได้แค่ทำให้บ้านสะอาดน่าอยู่เท่านั้น คนทำยังได้สุขภาพ แถมมีผลถึงขั้นลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งได้อีกด้วย

ประโยชน์ของการทำงานบ้านนี้อ้างตามผลวิจัยจากอังกฤษ ที่เดลิเมลนำมาเปิดเผยว่า นักวิจัยพบผู้หญิงที่ทำงานบ้านราว 6 ชั่วโมงต่อวัน สามารถลดความเสี่ยงป่วยเป็นมะเร็งเต้านมได้ร้อยละ 13 เมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้ทำงานบ้านหรือชอบอยู่เฉยๆ และแม้กระทั่งคนทำงานบ้านเพียง 2 ชั่วโมงครึ่งต่อวัน ก็ยังช่วยลดความเสี่ยงป่วยมะเร็งลงได้ร้อยละ 8

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยหลายชิ้น ชี้ให้เห็นว่า กิจกรรมที่ทำแล้วได้ออกแรง เช่น ทำงานบ้าน ทำสวน ออกกำลังกาย ตลอดจนปัจจัยทางโภชนาการ มีผลในการลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม เช่น กองทุนวิจัยมะเร็ง พบว่า ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมกว่า 8 พันราย ก่อนป่วยมักออกกำลังกายน้อย และมีพฤติกรรมการกินอาหารไม่ค่อยเหมาะสม

ด้านศาสตราจารย์ ทิม คีย์ จากมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด บอกว่า การออกกำลังกายที่เพียงพอ ยังสามารถลดความเสี่ยงป่วยมะเร็งชนิดอื่นๆ ได้อีก เช่น มะเร็งลำไส้ ดังนั้น จึงควรทำตามคำแนะนำของทางการที่ระบุว่า ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ซึ่งพบผู้คนในอังกฤษเชื่อและทำตาม แบ่งออกเป็นชายร้อยละ 39 ส่วนผู้หญิงร้อยละ 29

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อมูลวิจัยเมื่อปี ค.ศ.2010 ชี้ว่า ผู้ที่ออกกำลังกายน้อยกว่า 150 นาทีต่อสัปดาห์ มีความเสี่ยงป่วยมะเร็งเพิ่มขึ้น ทั้งยังสามารถแจกแจงความเสี่ยงให้เห็นว่า คนไม่ออกกำลังกายมีสิทธิ์ป่วยมะเร็งเต้านมร้อยละ 3 ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ร้อยละ 5 และป่วยมะเร็งมดลูกร้อยละ 4

ขณะที่ซาร่า ไฮออม ผู้ดูแลข้อมูลวิจัยของอังกฤษ มีความเห็นว่า การคุมน้ำหนักให้เหมาะสมด้วยการออกกำลัง และการงดดื่มแอลกอฮอล์ เป็นสองปัจจัยที่สามารถลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านมได้ แถมยังเตือนว่า ไม่อยากป่วยเป็นโรคร้าย เช่น มะเร็ง ต้องขยันขยับตัว และใช้เวลานั่งจมอยู่ที่โซฟาให้น้อยที่สุด

ได้รู้กันอย่างนี้ อย่าขี้เกียจทำงานบ้าน หรือออกกำลังกายกันเลย.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 10 กันยายน 2555

เตือนกินเค็มจัดเป็นมะเร็งกระเพาะ ยังทำให้ความดันโลหิตถีบตัวขึ้นสูง

ศูนย์วิจัยสถาบันวิจัยโรคมะเร็งแห่งชาติของญี่ปุ่น กล่าวเตือนให้ลดการกินเค็มลงเสีย ด้วยเหตุว่าการกินเค็มมาก จะทำให้เป็นมะเร็งของกระเพาะอาหาร

ศูนย์ได้แนะนำ หลังจากที่ได้ศึกษาจาก ชาวอาทิตย์อุทัยวัยกลางคน จำนวน 40,000 คน เป็นเวลา 11 ปี ได้พบมาว่า ในหมู่ผู้ที่ชอบกินรสเค็มจัดที่สุดใน 500 คน จะเป็นมะเร็งอยู่ 1 คน ในแต่ละปี เป็นอัตราสูงกว่าผู้ที่กินเค็มน้อยที่สุด ถึง 2 เท่า ดร.โชอิชิโร สูกานี หัวหน้านักวิจัย กล่าวว่า “แม้ว่าสถิติผู้ป่วยชาวญี่ปุ่นจะค่อยลดลงเป็นลำดับ แต่มันก็ยังเป็นมะเร็งชนิดที่คนญี่ปุ่นเป็นกันแพร่หลายที่สุด”

นักวิทยาศาสตร์มีความรู้มาก่อนแล้วว่าการกินเค็มจะทำให้กระเพาะอักเสบ ซึ่งมักจะเป็นอาการต้นแรกของมะเร็งกระเพาะ ทุกปี จะมีชาวโลกเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งลำไส้หรือกระเพาะอาหาร มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ปีละประมาณ 776,000 คน ทาง ดร.ทิม เคย์ ของศูนย์วิจัยโรคมะเร็งอังกฤษก็ได้ให้ความเห็นว่า การลดกินเค็มไม่แต่เพียงจะช่วยลดการเป็นมะเร็งเท่านั้น หากยังเป็นผลดี ทำให้ไม่ค่อยเป็นความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจกับหลอดเลือด.

ที่มา: ไทยรัฐ 25 กรกฎาคม 2555

.

Related Link:

.

Reducing salt ‘would cut cancer’

22 July 2012 Last updated at 23:33 GMT

Cutting back on salty foods such as bacon, bread and breakfast cereals may reduce people’s risk of developing stomach cancer, according to the World Cancer Research Fund (WCRF).

It wants people to eat less salt and for the content of food to be labelled more clearly.

In the UK, the WCRF said one-in-seven stomach cancers would be prevented if people kept to daily guidelines.

Cancer Research UK said this figure could be even higher.

Too much salt is bad for blood pressure and can lead to heart disease and stroke, but it can also cause cancer.

The recommended daily limit is 6g, about a level teaspoonful, but the World Cancer Research Fund said people were eating 8.6g a day.

Undetected

There are around 6,000 cases of stomach cancer every year in the UK. The WCRF estimated that 14% of cases, around 800, could be avoided if everyone stuck to their 6g a day.

Kate Mendoza, head of health information at WCRF, said: “Stomach cancer is difficult to treat successfully because most cases are not caught until the disease is well-established.

“This places even greater emphasis on making lifestyle choices to prevent the disease occurring in the first place – such as cutting down on salt intake and eating more fruit and vegetables.”

Eating too much salt is not all about sprinkling it over fish and chips or Sunday lunch, the vast majority is already inside food.

It is why the WCRF has called for a “traffic-light” system for food labelling – red for high, amber for medium and green for low.

However, this has proved controversial with many food manufacturers and supermarkets preferring other ways of labelling food.

Lucy Boyd, from Cancer Research UK, said: “This research confirms what a recently published report from Cancer Research UK has shown – too much salt also contributes considerably to the number of people getting stomach cancer in the UK.

“On average people in Britain eat too much salt and intake is highest in men.

“Improved labelling – such as traffic light labelling – could be a useful step to help consumers cut down.”

A spokesman for the Department of Health said: “We already know too much salt can lead to conditions such as heart disease and stroke. That is why we are taking action through the ‘Responsibility Deal’ to help reduce the salt in people’s diets. And we are looking at clearer… labelling on foods as part of our consultation on front-of-pack labelling.

“We keep these findings under review alongside other emerging research in the field.”

Data from: bbc.co.uk

.

Salt raises ‘stomach cancer risk’

Last Updated: Wednesday, 7 January, 2004, 00:37 GMT

People who eat lots of highly salted food double their risk of stomach cancer, research suggests.

Scientists from Japan’s National Cancer Centre Research Institute caried out an 11-year study of 40,000 middle-aged Japanese.

The risk of stomach cancer was one in 500 per year for those men with the highest salt intake – twice the rate for those who ate the least salt.

The research is published in the British Journal of Cancer.

For women, the risk was one in 1,300 per year for those who ate the highest amount of salt, compared to one in 2,000 for those with a relatively salt-free diet.

Common cause of death

Gastric or stomach cancer is the second most frequent cause of cancer deaths worldwide – with an estimated 776,000 deaths in 1996.

Scientists know that high salt intake can induce atrophic gastritis – a precursor to stomach cancer.

Salting, pickling and smoking are traditionally popular ways of preparing food in Japan. Pickled vegetable and noodles are rich in sodium and low in vitamin C.

As the Japanese diet has become increasingly westernised there has been a noticeable drop in the rates of stomach cancer but an increase in the rates of breast and bowel cancers, emphasising the role of diet in the disease.

Lead researcher Dr Shoichiro Tsugane said: “Although there is a steady decline in its incidence, gastric cancer is still the most common form of cancer in Japan.

“In addition to salt intake our study also shows that smoking and low consumption of fruit and vegetables increases the risk of stomach cancer particularly in men.”

Dr Tim Key, an epidemiologist for Cancer Research UK, said: “This study shows strong associations of stomach cancer with the intake of highly salted Japanese foods including salted fish and pickled vegetables.

“What we don’t know is whether it is specifically the salt in these foods that can cause cancer or a combination of salt and other chemicals.

“In Britain stomach cancer rates are much lower than in Japan and these types of highly salted foods are not widely consumed.

“But limiting salt intake is also important for reducing the risk for high blood pressure and cardiovascular disease.

“The study underlines the importance of limiting salt intake in our daily diet not only to reduce the risk of stomach cancer but also to protect against heart disease.”

Data from: bbc.co.uk

.

Review of salt consumption and stomach cancer risk: Epidemiological and biological evidence

Data from: http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2682234/

.

Salt Increases Ulcer-Bug Virulence

ScienceDaily (May 24, 2007) — Scientists have identified yet another risk from a high-salt diet. High concentrations of salt in the stomach appear to induce gene activity in the ulcer-causing bacterium Helicobacter pylori, making it more virulent and increasing the likelihood of an infected person developing a severe gastric disease.

“Apparently the stomach pathogen H. pylori closely monitors the diets of those people whom it infects. Epidemiological evidence has long implied that there is a connection between H. pylori and the composition of the human diet. This is especially true for diets rich in salt,” says Hanan Gancz, of the Uniformed Services University of the Health Sciences in Bethesda, Maryland, who presents the research May 22, 2007 at the 107th General Meeting of the American Society for Microbiology in Toronto.

H. pylori is a spiral-shaped bacterium that can live in the acidic environment of the stomach and duodenum which is the section of intestine below the stomach. It is the most common cause of ulcers of the stomach and duodenum, accounting for up to 90% of duodenal ulcers and up to 80% of gastric ulcers. Infection with H. pylori also causes gastritis, and infected persons also have a 2- to 6-fold increased risk of developing mucosa-associated lymphoid tissue (MALT) lymphoma, and gastric cancer compared with uninfected counterparts.

H. pylori infection is common in the United States and is most often found in persons from lower income groups and older adults. About 20% of persons less than 40 years of age and about 50% of persons over 60 years of age are infected. Most infected people do not have symptoms and only a small percentage go on to develop disease.

Previous research has focused on the affects diet has on the stomach environment where H. pylori resides, but until now scientists have overlooked the response of the microorganism specifically to these dietary queues. Working from the epidemiological evidence that H. pylori infection combined with a high-salt diet results in an increased incidence of severe gastric maladies, Gancz and colleagues decided to look at the direct effect a high concentration of salt had on both the growth and gene expression of the bacterium.

“We noted that H. pylori growth rate shows a sharp decline at high salt concentrations. Moreover, bacterial cells exposed to increased salt exhibited striking morphological changes: cells became elongated and formed long chains,” says Gancz. “We conclude that H. pylori exposed to high levels of salt in vitro exhibit a defect in cell division.”

They also discovered transciption of two genes responsible for the virulence of the bacterium was increased during high-salt conditions.

“The altered expression patterns of some virulence genes may partially explain the increased disease risk that is associated with a high salt diet in H. pylori infected individuals,” says Gancz.

This work was supported by a grant from the U.S. National Institutes of Health.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byAmerican Society for Microbiology, via EurekAlert!, a service of AAAS.

Data from: www.sciencedaily.com

ปัญหาชายมะเขือเผา

นับเป็นข่าวดีสำหรับ ชายมะเขือเผา นกเขาไม่ขัน หรือเรียกอย่างเป็นทางการว่า ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เพราะทาง นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผอ.องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ออกมาให้ข่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ได้ขึ้นทะเบียนยารักษาอีดีกับทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะผลิตออกมาจำหน่ายราคาเม็ดละ 25 บาท  และ 45 บาทในอีกไม่ช้า ระหว่างนี้เรามาทำความรู้จักกับภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศกันดีกว่า

ศ.นพ.วชิร คชการ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ แพทย์สาขาศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ” ภาษาอังกฤษเรียกว่า “อีเร็คไทล์ ดิสฟังชั่น” หรืออีดี เป็นภาวะความผิดปกติของร่างกายอย่างหนึ่ง คนไข้อาจมี “โรคทางกาย” ซ่อนอยู่  เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง การเจ็บป่วยเรื้อรังอื่น ๆ การได้รับอุบัติเหตุ หรือโรคบางอย่างที่ทำให้เส้นประสาทถูกทำลาย

อีดีอาจมีสาเหตุมาจาก “การได้รับยาบางอย่าง” เช่น ยาลดความดันบางตัว ยารักษาโรคทางจิตใจบางตัว ยารักษาโรคระบบปัสสาวะบางตัว

อีกสาเหตุที่สำคัญคือ “ปัญหาด้านจิตใจ” สภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการมีเพศสัมพันธ์ มีคนไข้มากพอสมควรโดยเฉพาะคนหนุ่มที่ไม่ได้เจ็บป่วย แต่สภาพร่างกาย สภาพจิตใจไม่พร้อม และเกิดปัญหานี้

ในชายไทยอายุ 40-70 ปี พบอีดีประมาณ 40%  สถานการณ์ในต่างประเทศก็ใกล้เคียงกัน ส่วนคนที่อายุต่ำกว่า 40 ปี พบน้อย โดยอาจมีสาเหตุมาจากจิตใจมากกว่าโรคทางกาย

อาการคือ อวัยวะเพศไม่แข็ง นิ่ม อ่อนปวกเปียก หรือแข็งแต่ไม่แข็งพอที่จะสอดใส่ได้

คนที่สมรรถภาพทางเพศปกติดี จู่ ๆ ไม่ดีขึ้นมา เป็นข้อบ่งชี้ว่าร่างกายไม่ปกติ ควรไปตรวจหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร แพทย์จะทำการซักประวัติว่าเป็นมานานแค่ไหน เป็นลักษณะเฉียบพลันหรือค่อยเป็นค่อยไป จู่ ๆ ใช้การไม่ได้ขึ้นมา สันนิษฐานว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากปัจจัยอื่นมากกว่าด้านร่างกาย เพราะถ้าด้านร่างกายจะค่อยเป็นค่อยไป ทีละเล็กละน้อย เคยแข็งดีก็แข็งน้อยลง เคยมีเพศสัมพันธ์ได้บ่อยก็ลดน้อยลงหรือห่างออกไป

การรักษาด้วยยาซิลเดนาฟิลจะทำให้การแข็งตัวดีขึ้น แต่กระบวนการแข็งตัวต้องอาศัยทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนเดิมคือ ต้องมีการกระตุ้นทางเพศ การเล้าโลม มิใช่ทานยาแล้วสั่งได้ เพราะไม่ได้เป็นยาปลุกเซ็กซ์

หลายคนใช้ยาไม่เป็น ใช้พร่ำเพรื่อ ไม่ระมัดระวัง ใช้เกินขนาด ทานยาแล้วหวังให้มันแข็งตัว ความจริงแล้วอวัยวะเพศต้องแข็งอยู่บ้างนิดหน่อยแต่ไม่แข็งพอที่จะสอดใส่ได้ ยาจะช่วยทำให้การแข็งตัวดีขึ้น การใช้ยาเป็นวิธีการที่ง่าย  ต้องการมีเพศสัมพันธ์เมื่อใดก็ทานยาล่วงหน้าประมาณ 30-45 นาที ถ้าไม่ต้องการก็ไม่ต้องทาน พออายุมากขึ้นเลิกสนใจเรื่องแบบนี้ก็ไม่ต้องใช้

ยาซิลเดนาฟิลใช้ง่ายก็จริงแต่ต้องอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์ ก่อนใช้จึงควรมาพบแพทย์ก่อน เพราะการใช้ก็มีข้อห้าม ข้อจำกัด เช่น มีโรคประจำตัวบางอย่าง เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือทานยาบางชนิดอยู่ เช่น ยาลดความดัน ยาขยายหลอดเลือด เพราะยาอาจไปเสริมฤทธิ์ยาที่ใช้อยู่ทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมาได้

ความจริงยากลุ่มนี้ คนไข้ไม่สามารถซื้อได้ทั่วไป แต่ก็มีการลักลอบนำเข้าผิดกฎหมาย ที่บอกต้องมาพบแพทย์ เพราะต้องดูว่ามีข้อห้ามในการใช้ยาหรือไม่  มีความจำเป็นต้องใช้ยาหรือไม่ เพราะถ้าสาเหตุเกิดจากโรคทางกาย เมื่อรักษาโรคหายแล้วอาการจะดีขึ้น

ควรมาพบแพทย์เมื่อใด? ศ.นพ.วชิร กล่าวว่า เมื่อมีปัญหา คู่สมรสมีความต้องการอยู่ แต่ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ จนเกิดปัญหาครอบครัว ในปัจจุบันพบว่าคนไข้กล้ามาพบแพทย์มากขึ้น แต่บางคนก็ไปหาซื้อยามาใช้เองโดยไม่ได้รับการตรวจคัดกรอง ก็มีความเสี่ยงเพราะไม่รู้ว่ายามีประสิทธิภาพหรือไม่ เป็นยาจริงหรือยาปลอม ถึงแม้จะเป็นยาจริงแต่ก็ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง

มีความเห็นอย่างไรที่ อย.จะผลิตยาราคาถูกออกมาจำหน่าย ศ.นพ.วชิร กล่าวว่า ในแง่ค่าใช้จ่ายของคนที่ต้องใช้ยานี้คงประหยัดพอสมควร แต่ต้องมีการควบคุมให้ดี เพราะเมื่อยาราคาถูกการเข้าถึงง่าย การใช้อาจขาดความระมัดระวังและมีปัญหาตามมาได้  ถ้าแพทย์ไม่มีความรู้เกี่ยวกับยา ใช้ไม่ถูกต้อง ก็เป็นการสิ้นเปลืองและเกิดความเสี่ยง  ดังนั้นต้องควบคุมให้ดี ให้มีการใช้ที่ถูกต้อง ไม่ใช้พร่ำเพรื่อโดยไม่มีข้อบ่งชี้

โดยส่วนตัวยังเห็นว่าการใช้ต้องมีใบสั่งแพทย์อยู่ อย่างน้อยคนที่มีปัญหาควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองว่ามีโรคอะไรหรือไม่ ถ้าไม่มีข้อบ่งชี้ต้องใช้ยาก็รักษาด้วยวิธีการอื่น การใช้ยาต้องระมัดระวัง ดูว่าคนไข้ทานยาตัวอื่นอยู่ก่อนหรือไม่

บางคนทานยานี้ไม่ถูกวิธี แทนที่จะทานตอนท้องว่างมีความเป็นกรดในกระเพาะอาหารสูง แต่ไปทานหลังทานข้าวอิ่มใหม่ ๆ หรือทานพร้อมกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาก็ไม่ออกฤทธิ์ทำให้ต้องทานซ้ำ พอใช้ยาไม่ถูกวิธีมันก็ไม่ได้ผล

คนที่มาพบแพทย์เคยกินยากลุ่มนี้มาก่อนหรือไม่? ศ.นพ.วชิร กล่าวว่า บางคนไม่กล้าใช้เลย แต่บางคนก็ใช้ แต่ส่วนที่เคยใช้อาจจะไม่ใช่ยากลุ่มนี้ แต่เป็นยาพื้นบ้าน ยาสมุนไพร เช่น กระชายดำ หรือยาที่มีการโฆษณาผ่านสื่อต่าง ๆ

ท้ายนี้ขอย้ำว่าถ้ามีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ควรมาพบแพทย์ เพราะอาจมีโรคบางอย่างซ่อนอยู่ และอาจทำให้เกิดอันตรายในภายภาคหน้า จะได้รับการรักษาก่อน อย่างน้อยก็เป็นการป้องกันไม่ให้โรคนั้นลุกลาม.

นวพรรษ บุญชาญ รายงาน

 

ที่มา: เดลินิวส์ 9 กันยายน 2555

‘เด็กสุขภาพดี…จุดเริ่มต้นพัฒนาการเรียนรู้ที่ดี’

เด็กเล็กในช่วงอายุ 1-3 ขวบ เป็นช่วงที่มีพัฒนาการ และการเรียนรู้ที่รวดเร็ว ซึ่งมีความสำคัญมาก ดังนั้นการดูแลลูกน้อยให้มีพัฒนาการต่อเนื่องและไม่ถูกรบกวนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่งองค์ประกอบในการสร้างการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ของเด็กเล็กอีกองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญก็คือ “สุขภาพที่ดี” นั่นเอง

ปัจจุบันโรคภัยไข้เจ็บในเด็กยังคงทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนน่าวิตก นอกจากโรคไข้เลือดออก มือเท้าปากที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ ยังมีโรคติดต่อร้ายแรงอื่น ๆ ที่ต้องระวัง โดยจาก สถิติพบว่าอุบัติการณ์การเสียชีวิตของเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบทั่วโลก นับล้านรายนั้นมีสาเหตุการตายที่สำคัญจากโรคติดเชื้อซึ่งถือว่าเป็นภัยร้ายที่คุกคามเด็กเล็กทั่วโลก เช่น โรคปอดบวม โรคท้องร่วง เป็นต้น โดยส่วนมากจะเป็นเด็ก ๆ ในประเทศที่กำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียแฟซิฟิก และแอฟริกา เป็นต้น ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา องค์กรแพทย์ในประเทศและในระดับนานาชาติก็ได้มีการจัดประชุมและหารือเกี่ยวกับแนวทางการป้องกันและลดอุบัติการณ์เด็กเล็กเสียชีวิตจากโรคต่าง ๆ มาโดยตลอด

แต่เป็นที่น่าวิตกว่า สังคมปัจจุบัน คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ส่วนใหญ่มักจะมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับเรื่องพัฒนาการด้านสติปัญญาและความฉลาดของเด็ก จนละเลยเรื่องการดูแลสุขภาพเด็ก อันที่จริงแล้วอยากให้คุณพ่อคุณแม่ตระหนักว่า “เด็กสุขภาพดี = จุดเริ่มต้นพัฒนาการเรียนรู้ที่ดีของเด็ก” เพราะการที่เด็กจะมีพัฒนาการที่ดีเป็นเด็กเรียนเก่งได้นั้น ต้องเริ่มจากการมีสุขภาพที่ดีก่อน ดังนั้น พ่อแม่ที่มีเด็กเล็กควรเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด และควรสร้างภูมิคุ้มกันเบื้องต้นให้ลูกตั้งแต่แรกคลอดด้วยการให้ทารกกินนมแม่ ดูแลสุขภาพและโภชนาการให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน เลี้ยงดูให้เหมาะสมตามวัย สร้างสุขอนามัยที่ดีด้วยการล้างมือ ปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจามให้เด็กพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอ และทำร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ หากเด็กไม่สบายควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และรีบปรึกษากุมารแพทย์ทันที เพื่อช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคติดต่อร้ายแรง

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องให้ลูกน้อยได้รับวัคซีนพื้นฐานครบตามตารางวัคซีนแห่งชาติในทุกช่วงอายุ เพราะการป้องกันด้วยวัคซีน เป็นวิธีการป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากในปัจจุบัน รวมถึงวัคซีนเสริมต่าง ๆ ที่ช่วยป้องกันโรคติดเชื้อรุนแรงได้ เช่น วัคซีนที่ช่วยป้องกันโรคติดเชื้อรุนแรงที่เกิดจากเชื้อเอ็นทีเอชไอ และเชื้อนิวโมคอคคัส ซึ่งสามารถทำให้เกิดโรคร้ายในเด็กเล็ก ที่อาจนำมาซึ่งความพิการและการสูญเสียชีวิตของเด็กได้ โดยเชื้อสองชนิดดังกล่าวเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหูชั้นกลางอักเสบในเด็กเล็ก และโรคติดเชื้อรุนแรงอื่น ๆ เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคติดเชื้อในกระแสเลือด โรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ เป็นต้น นอกจากนี้  ยังมีวัคซีนป้องกันโรคท้องร่วงในเด็กเล็กจากเชื้อไวรัสโรต้า และวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น

พ่อแม่ควรให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคติดต่อร้ายแรงในเด็กที่อาจส่งผลกระทบต่อสมอง เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคไอพีดี รวมถึงโรคหูชั้นกลางอักเสบที่พ่อแม่มักมองข้าม ซึ่งพบในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 ขวบ มากถึงร้อยละ 80  แม้จะเป็นโรคที่มีความรุนแรงไม่มากนัก แต่หากพ่อแม่ละเลย โดยคิดว่าอาการเจ็บหูและคันหูเป็นเพียงอาการข้างเคียงของโรคไข้หวัด อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อและอักเสบ ทำให้แก้วหูบวมแดง มีน้ำและหนองคั่งในเยื่อแก้วหู และทำให้เยื่อแก้วหูขาดในที่สุด ที่สำคัญเชื้ออาจจะแพร่กระจายผ่านท่อยูสเตเชี่ยนที่เชื้อระหว่างหูชั้นกลางกับฐานสมอง ทำให้เป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบและฝีในสมองได้ นอกจากนี้ ยังอาจลุกลามเสี่ยงเป็นโรคติดเชื้อรุนแรงอื่น ๆ อีกด้วย เช่น หากเชื้อร้ายกระจายไปสู่ปอด ก็จะทำลายเนื้อปอดจนไม่สามารถนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หากเป็นรุนแรงอาจจะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวฉับพลัน และเชื้อยังสามารถกระจายเข้าสู่กระแสเลือด และแพร่ไปยังอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ก็จะทำให้ลูกน้อยเป็นโรคติดเชื้อในกระแสเลือดได้อีกด้วย

วิธีการสังเกตหากลูกน้อยเป็นโรคหูชั้นกลางอักเสบจะร้องไห้งอแงเพราะปวดหู คันหู หูอื้อ ในเด็กเล็กที่ยังพูดไม่ได้อาจจะจับหูบ่อย ๆ เพราะเจ็บ อาจจะมีอาการอักเสบ มีน้ำและหนองไหลออกจากรูหูร่วมด้วย ให้รีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน แต่หากปล่อยไว้นาน ๆ จนเชื้อเอ็นทีเอชไอ และเชื้อนิวโมคอคคัสกระจายไปยังอวัยวะต่างๆ จนก่อให้เกิดโรคติดเชื้อรุนแรง เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคติดเชื้อในกระแสเลือด และโรคปอดบวมแล้ว ลูกน้อยจะมีไข้สูงติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึมสลับกับงอแง อาจจะมีอาการชัก หายใจมีเสียงดังวี้ด ๆ หรือหายใจถี่และแรงจนซี่โครงบุ๋ม ให้รีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน

อย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญที่สุดในการป้องกันลูกน้อยให้พ้นจากโรคร้ายต่าง ๆ คือการที่พ่อแม่ต้องรู้ให้ทันโรคร้ายเหล่านั้น และสร้างภูมิคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพให้ลูกน้อยอย่างทันท่วงที ดังนั้น ในโอกาสนี้เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการดูแลสุขภาพและป้องกันลูกน้อยของเราอย่างจริงจัง จากโรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในช่วงนี้ที่โรคต่าง ๆ กำลังระบาดในเด็กเล็ก ดังนั้นสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ได้ร่วมกับสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ได้ร่วมรณรงค์ “เติมรัก สร้างภูมิ เสริมวัคซีน” เพื่อมุ่งเน้นให้พ่อแม่ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพและเสริมภูมิคุ้มกันปกป้องลูกรักพ้นภัยจากโรคร้ายต่าง ๆ เพราะเด็กสุขภาพดีคือ จุดเริ่มต้นของพัฒนาการเรียนรู้ที่ดี

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขาประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และนายกสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย.

ที่มา: เดลินิวส์ 9 กันยายน 2555

กินผักให้มากผลักโรคตับอ่อนอักเสบ เคี้ยวได้วันละ 4 มื้อห่างโรคถึงครึ่งตัว

นักวิจัยของสถาบันคาโรลินสกา อันมีชื่อเสียงของสวีเดน แนะนำให้กินผักไว้มากๆ เพราะอาจจะช่วยป้องกันโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน อันเป็นโรคที่คุกคามชีวิตโรคหนึ่ง

ตับอ่อนซึ่งตั้งอยู่ข้างหลังกระเพาะ มีหน้าที่ปล่อยน้ำย่อยมาย่อยอาหาร โรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน เป็นเพราะน้ำย่อยกลับมาย่อยตัวตับอ่อนเข้าเสียเอง

คณะนักวิจัยได้ตรวจชาวสวีเดนที่เป็นผู้ใหญ่ 80,000 คน เป็นเวลา 11 ปี เพื่อต้องการหาความเกี่ยวพันระหว่างระดับของสารต่อต้านอนุมูล ซึ่งเกี่ยวข้องอยู่กับอาหาร กับความเสี่ยงของโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน และได้พบว่า การกินผักจะมีส่วนอยู่อย่างสำคัญ และพบว่า ผู้ที่กินผักมากวันละเกิน 4 มื้อ จะห่างจากโรคได้มากถึงร้อยละ 44

พวกเขาเชื่อว่า สารต่อต้านอนุมูลอิสระในผักจะต้องมีส่วนป้องกันโรคอยู่อย่างแน่นอน.

ที่มา: ไทยรัฐ 18 กรกฎาคม 2555

.

Related Link:

.

Eating Vegetables May Protect Pancreas, Study Suggests

4 servings a day cut risk of acute pancreatitis by 44% compared to 1 helping, researchers say

THURSDAY, June 28 (HealthDay News) — A vegetable-heavy diet could help prevent acute pancreatitis, a new study suggests.

The pancreas, which is located behind the stomach, releases digestive enzymes to break down food. Acute pancreatitis is a potentially life-threatening disease that occurs when those enzymes begin to eat the pancreas itself.

For the study, researchers at the Karolinska Institute in Stockholm, Sweden, examined 80,000 Swedish adults for 11 years after they answered questions about their diets in 1997. The goal of the research was to gain a better understanding of a possible connection between antioxidant levels, which are affected by diet, and an increased risk of acute pancreatitis.

Over the 11 years, 320 participants developed cases of acute pancreatitis that weren’t connected to gallstones, which are a common cause of the disease.

On average, those surveyed ate almost two servings of fruit a day and about 2.5 servings of vegetables.

The investigators found that the risk of acute pancreatitis didn’t seem to have anything to do with how much fruit people ate. Vegetables, however, appeared to be an important factor, Viktor Oskarsson and colleagues reported in the study, which was published online June 28 in the journal Gut.

After adjusting their statistics for various factors, the researchers found that those who ate more than four servings of vegetables a day were 44 percent less likely to develop acute pancreatitis than those who ate less than one serving of vegetables a day.

Overweight people and those who consumed more than one alcoholic drink per day appeared to get the most positive benefit from eating a lot of vegetables, the findings indicated.

Overall, however, acute pancreatitis — at least the kind that’s not caused by gallstones — was rare. Although vegetables appeared to have a protective effect, few people developed the condition overall, even if they ate few vegetables.

The researchers suspect antioxidants in vegetables helped prevent the condition, while fructose in fruits may weaken the protective effect.

Although the study uncovered an association between vegetable consumption and a reduced risk of acute pancreatitis, it did not prove a cause-and-effect relationship.

More information

For more about pancreatitis, visit the U.S. National Library of Medicine.

– Randy Dotinga

SOURCE: BMJ, news release, June 27, 2012

Last Updated: June 28, 2012

 

 

Data from:    consumer.healthday.com

ปลูกถ่ายตับ

การปลูกถ่ายตับเป็นวิธีเดียวที่จะรักษาผู้ป่วยโรคตับแข็ง หรือโรคตับวายระยะสุดท้ายได้ ซึ่งต้องใช้แพทย์เฉพาะทางหลายสาขา ทำงานร่วมกันเป็นทีม ตลอดระยะเวลาการรักษา ทั้งก่อนการผ่าตัด หลังการผ่าตัด

รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ประธานโครงการปลูกถ่ายตับ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัย มหิดล บอกว่า  ประเทศไทยมีการปลูกถ่ายตับครั้งแรกในปี 2530 ที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  หลังจากนั้นคณะแพทยศาสตร์  รพ. รามาธิบดีได้ทำการปลูกถ่ายตับในปีเดียวกัน ต่อมาประมาณปี 2533 คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดีประสบความสำเร็จในการผ่าตัดปลูกถ่ายตับจากผู้ป่วยสมองตายให้กับเด็กเป็นครั้งแรกในเอเชีย แต่เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนผู้บริจาคตับ ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากระหว่างรอรับการรักษา ดังนั้นในปี 2544 คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี จึงได้ริเริ่มปลูกถ่ายตับโดยใช้ตับจากพ่อแม่ที่ยังมีชีวิตอยู่

ตับเป็นอวัยวะที่มีความพิเศษ  เมื่อตัดออกมาแล้วที่เหลือสามารถงอกขึ้นมาได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ รพ.รามาธิบดีทำการผ่าตัดปลูกถ่ายตับให้กับผู้ป่วยไปแล้ว 176 ราย เป็นการปลูกถ่ายตับจากพ่อแม่สู่ลูก 58 คู่  ผู้ใหญ่ให้ตับผู้ใหญ่ 3 คู่ ที่เหลือเป็นการปลูกถ่ายตับจากผู้บริจาคสมองตาย  ผลการปลูกถ่ายตับประสบความสำเร็จกว่า 90 เปอร์เซ็นต์  มีคนไข้เสียชีวิตเพียง 4 รายเท่านั้น

ในปี 2554 ที่ผ่านมา รพ.รามาธิบดีทำการปลูกถ่ายตับให้กับผู้ป่วยจำนวน 22 ราย เป็นพ่อแม่ให้ลูก 12 คู่  ตอนนี้มีผู้ป่วยรอการปลูกถ่ายตับอีก 32  คู่

โรคตับที่พบในเด็กส่วนใหญ่เป็นโรคท่อน้ำดีตีบตัน กรณีนี้พบตั้งแต่เกิดยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง เด็กจะมีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง  การรักษาโดยทั่วไปถ้าตรวจพบเร็วอาจผ่าตัดเอาลำไส้ไปเสริมที่ท่อน้ำดีเหมือนการทำบายพาสเด็กสามารถเจริญเติบโตได้ แต่ไม่ใช่ทุกรายจะสำเร็จ อาจมีครึ่งหนึ่งตับเสียไป กลายเป็นตับแข็ง จำเป็นต้องเปลี่ยนตับเพื่อยืดอายุให้ยืนยาวขึ้น ในขณะที่เด็กอีกกลุ่มตับอาจสร้างสารบางอย่างที่มีผลต่อระบบอื่นของร่างกาย เช่น ระบบประสาท ระบบเลือด ก็ต้องเปลี่ยนตับใหม่เช่นกัน

ในผู้ใหญ่ที่ต้องเปลี่ยนตับ อาจเกิดจากภาวะตับวายเฉียบพลัน เช่น กินเห็ดพิษ เป็นไวรัสตับอักเสบบางชนิดแล้วทำให้ตับเสียสภาพ  เป็นโรคตับวายระยะสุดท้าย  มะเร็งที่ตับ  ตับแข็ง  หรือตับสร้างสารบางอย่างแล้วส่งผลต่อระบบอื่นของร่างกาย  ผู้ป่วยจะมีอาการท้องมาน ตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลีย ขาบวม ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติไม่ได้

กลุ่มผู้ป่วยข้างต้นต้องมาเข้าคิวปลูกถ่ายตับ  เมื่อได้ตับบริจาคมา ก็ต้องพิจารณาว่ากรุ๊ปเลือดเข้ากันได้หรือไม่  ตับจากพ่อแม่บริจาคให้ลูกก็เช่นกันต้องดูกรุ๊ปเลือดเข้ากันได้หรือไม่ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา  พ่อแม่ที่บริจาคตับให้ลูกส่วนใหญ่มีร่างกายแข็งแรง การเฉือนตับจากพ่อแม่ให้ลูกใช้ประมาณ  20 เปอร์เซ็นต์ แต่ในกรณีที่เป็นผู้ใหญ่อาจต้องเฉือนเนื้อตับ 40-50 เปอร์เซ็นต์

หลังการเฉือนตับออกไปแล้ว  2-3 เดือนตับจะงอกประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์และชะลอลง ประมาณ 1 ปีก็คงที่ แต่งอกขึ้นมาไม่ 100 เปอร์เซ็นต์  โดยงอกมาประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์

สำหรับการเฉือนตับจากคนที่มีชีวิตอยู่ให้กับผู้ป่วย ก็ต้องพิจารณาถึงความปลอดภัยของคนให้ด้วย รวมถึงผู้รับเองก็ต้องไม่มีปัญหาภายหลัง การเฉือนตับจึงไม่ใช่สักแต่ว่าเฉือน ตับที่เฉือนมาต้องมีท่อน้ำดี เส้นเลือดดำ เส้นเลือดแดง มีองค์ประกอบครบ

ศูนย์ปลูกถ่ายตับจำเป็นต้องมีห้องผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะซึ่งเป็นการผ่าตัดใหญ่ ต้องผ่าตัดพร้อมกัน 2 ห้อง 2 ทีม หลังการปลูกถ่ายตับผู้ป่วยจะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดในห้องแยกปลอดเชื้อ ต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกัน

ความสำเร็จในการปลูกถ่ายตับนอกจากอยู่ที่ความสามารถของทีมแพทย์ เทคโนโลยี ตัวผู้ป่วยและครอบครัวแล้ว  เครือข่ายผู้ปลูกถ่ายตับจากพ่อแม่สู่ลูกก็เป็นกองเชียร์ที่สำคัญ เพราะพ่อแม่หรือญาติพี่น้องผู้ป่วยจะได้ข้อมูลจากผู้ที่มีประสบการณ์โดยตรง

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องช่วยกันรณรงค์และทำความเข้าใจต่อไป คือ การบริจาคอวัยวะ  ต้องบอกว่า อวัยวะหลายอย่างมีประโยชน์กับคนที่มีชีวิตอยู่  เป็นการให้ที่ดีมากและยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น กระจกตา กระดูก หลอดเลือด เส้นเลือด ผิวหนัง.

นวพรรษ บุญชาญ

 

ที่มา: เดลินิวส์ 8 กันยายน 2555