ยาจากบร็อคโคลี อาวุธสู้มะเร็งเต้านม

คงจะเป็นข่าวดีสำหรับการรักษามะเร็งเต้านม เพราะล่าสุด เดลิเมล เผยว่า มีการทดลองให้หญิงที่ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมกินยาซึ่งมีสารสกัดจากบร็อคโคลี ถือเป็นการต่อยอดงานวิจัยชิ้นก่อนๆ ที่บอกว่า หลังกินบร็อคโคลี สารประกอบตัวหนึ่งในผักดังกล่าวจะเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเอนไซม์ปกป้องเนื้อเยื่อเต้านม

สารสกัดจากบร็อคโคลีที่นำมาให้กับผู้ป่วยมะเร็งเต้านม คือ กลูโคราฟานิน เมื่อรับเข้าไปแล้วร่างกายจะนำไปผลิตเอนไซม์ชื่อ ซัลโฟราเฟน โดดเด่นด้วยสรรพคุณป้องกันเนื้องอกมะเร็ง

โดยด็อกเตอร์มาเรีย ทรากา ของสถาบันวิจัยอาหาร หรือไอเออาร์ในอังกฤษ ย้ำว่า ซัลโฟราเฟน มีความสำคัญมาก เนื่องจากมีหลักฐานชี้ว่า ช่วยรักษาสมดุลของสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย และตอบโต้สารก่อมะเร็งต่างๆ ที่ได้รับจากการบริโภคอาหาร สิ่งแวดล้อม และสารอื่นๆ ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า เอนไซม์ตัวนี้เป็นอาวุธป้องกันมะเร็ง

ทั้งมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอพกินส์ และศูนย์มะเร็งซิดนีย์คิมเมล ทดลองใช้ยาจากสารสกัดของบร็อคโคลี โดยให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรับยาทุกวัน นาน 2 สัปดาห์ ปรากฏผลคือ การเจริญเติบโตของเนื้องอกช้าลง ในทางตรงกันข้าม เอนไซม์ซัลโฟราเฟนมีเพิ่มขึ้น

ส่วนสถาบันมะเร็งไนท์ในออริกอน อเมริกา กำลังจับตาดูว่า การให้สารสกัดจากผักชนิดเดียวกันนี้ที่ 3 ครั้งต่อวัน เป็นระยะเวลา 2 เดือน จะชะลอการเจริญเติบโตของเนื้องอกได้มากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ไม่ได้ป่วยเป็นมะเร็งก็ไม่ควรมองข้ามการกินบร็อคโคลี ที่มีคำแนะนำว่า การกินผักดังกล่าวอย่างน้อย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงโรคมะเร็งได้.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 20 สิงหาคม 2555

กิน ‘กีวี’ ได้เอนไซม์พิเศษช่วยย่อยเร็ว

เอ่ยชื่อผลไม้ กีวี หลายคนมักคิดว่าเป็นผลิตผลท้องถิ่นที่มีต้นกำเนิดมาจากนิวซีแลนด์ เพราะมีนกกีวีเป็นสัตว์สัญลักษณ์ประเทศ ดังนั้น ผลไม้ที่ใช้ชื่อ กีวี ก็คงต้องมาจากแหล่งดังกล่าว

ทว่า เซสปรี แบรนด์ผลไม้ซึ่งทำตลาดกีวี เผยข้อมูลแท้จริงว่า กีวี มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศจีน แต่เมื่อปี ค.ศ.1904 อิซาเบล เฟรเซอร์ ชาวนิวซีแลนด์กลับบ้านเกิดเมืองนอนหลังเสร็จทริปท่องเที่ยวแดนมังกร โดยเฟรเซอร์ได้นำเมล็ดพันธุ์กีวีกลับมาด้วย นับจากนั้นชาวนิวซีแลนด์ก็เริ่มปลูกและพัฒนาสายพันธุ์เรื่อยมา จนกลายเป็นแหล่งเพาะปลูกและส่งออกเลื่องชื่อ

สำหรับในเมืองไทย กีวี อาจยังไม่ได้รับความนิยมเท่าผลไม้ท้องถิ่น แต่ถ้าลองได้รู้คุณประโยชน์ของกีวีแล้ว ผู้อ่านเดลินิวส์ออนไลน์อาจสนใจกีวีมากขึ้นก็เป็นได้ สารอาหารที่โดดเด่นในกีวีมีทั้ง ‘วิตามินซี’ ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย และเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ ยังมี ‘ไฟเบอร์’ เข้าไปเพิ่มกากใยในระบบทางเดินอาหารและกระตุ้นการขับถ่าย

ทั้งนี้มีงานวิจัยของสถาบันริดเดทท์ ในนิวซีแลนด์ ระบุไว้ว่า สามารถพบ ‘แอคตินิดิน’ เอนไซม์ชนิดพิเศษได้ในกีวีเขียว ประสิทธิภาพของเอนไซม์ตัวนี้จะช่วยเพิ่มความสามารถในการย่อยโปรตีนในอาหาร เช่น เนื้อสัตว์ นม พืชตระกูลถั่ว และธัญพืชชนิดต่างๆ ได้สมบูรณ์และรวดเร็วมากกว่าการย่อยด้วยน้ำย่อยในกระเพาะอาหารและลำไส้อย่างเดียว

นอกจากนี้ กีวี ยังเป็นผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ จึงมีไขมันต่ำ และลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน ขณะที่ป่วยเป็นเบาหวานแล้วก็สามารถรับประทานได้

ปกติเราจะเลือกรับประทานกีวีเฉพาะเนื้อด้านในที่มีลักษณะใสนุ่มชุ่มน้ำ ออกรสเปรี้ยวอมหวาน บางคนเวลาจะรับประทานก็ใช้มีดผ่ากลางผลแล้วใช้ช้อนคว้านตักใส่ปากเป็นคำ แต่ถ้าอยากนำกีวีมาทำเป็นเมนูเครื่องดื่มบ้าง ‘มุมสุขภาพ’ ชวนลองทำ ‘เชอเบท กีวีเขียว‘ สูตรที่เซสปรีแนะนำมาอีกที

ขั้นตอนในการทำ เริ่มจากหั่นครึ่งผลกีวี ใช้ช้อนตักเนื้อออกเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่เครื่องปั่น จากนั้นนำเจลาตินละลายกับน้ำร้อน ผสมด้วยน้ำตาลทราย น้ำมะนาว เกลือป่น และน้ำแข็ง เทลงในเครื่องปั่นแล้วปั่นส่วนผสมทั้งหมดพร้อมกันจนเข้ากันดี จากนั้นเทใส่แก้ว ตกแต่งด้วยกีวีฝานแว่นบาง พร้อมเสิร์ฟให้ลิ้มรสกันแล้ว.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 17 สิงหาคม 2555

‘ซุปแครอต’ ผิวสวย-ตาใส

อยากบำรุงผิว พร้อมกับดูแลสุขภาพดวงตา รู้หรือไม่ว่า ผักสีส้มสดสวย อย่าง ‘แครอต’ ช่วยสนองความต้องการดังกล่าวได้ เนื่องจากมีเบต้าแคโรทีน สารอาหารที่มีประโยชน์กับผิวพรรณ ช่วยผิวสะอาดกระจ่างใส ทั้งยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง สามารถขจัดไขมันส่วนเกินออกจากตับ ทำความสะอาดตับจากน้ำดีและสารพิษที่สะสมอยู่

นอกจากนี้ การรับประทานแครอตยังทำให้ได้รับวิตามินเอ ยิ่งถ้าร่างกายกำลังขาดวิตามินชนิดนี้อยู่นั้น เบต้าแคโรทีนจะถูกเปลี่ยนเป็นวิตามินเอโดยกลไกของร่างกายทันที ซึ่งสารอาหารนี้มีประสิทธิภาพเสริมสุขภาพดวงตา ลดความเสี่ยงโรคตาฟาง อีกทั้งแครอต ยังมีเส้นใยอาหาร ดีต่อระบบย่อยอาหารและการขับถ่ายด้วย

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการรับประทานแครอตนี้ หลายคนสงสัยว่า ระหว่างรับประทานดิบกับสุก แบบไหนดีกว่ากัน ซึ่งเภสัชกร ทวีทรัพย์ เหลืองนทีเทพ ผู้จัดการฝ่ายโภชนาการเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี จากเนสท์เล่ ประเทศไทย ไขข้อสงสัยให้ฟังว่า

“ในแง่ของเบต้าแคโรทีน ถ้ารับประทานแบบดิบ ร่างกายจะดูดซึมสารอาหารดังกล่าวได้เพียงร้อยละ 3 เนื่องจากธรรมชาติสร้างให้แครอตมีผนังเซลล์ที่แข็ง ร่างกายของคนจึงย่อยได้ไม่ค่อยดี แต่ก็มีนักวิจัยได้หาทางออกให้กับเรื่องนี้ไว้ 2 แนวทาง คือ นำไปบดให้ละเอียด ช่วยให้ร่างกายย่อยและดูดซึมเบต้าแคโรทีนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 21 และอีกแนวทางเป็นการนำไปทำให้สุก ช่วยเพิ่มความสามารถในการดูดซึมของร่างกายเป็นร้อยละ 27 เพราะผนังเซลล์ของแครอตถูกความร้อนแล้วอ่อนนุ่มลง

แม้รับประทานแครอตแบบดิบ อาจทำให้ได้เบต้าแคโรทีนไม่มาก แต่พวกไฟเบอร์หรือกากใย รวมถึงวิตามินก็ยังดูดซึมได้อยู่ไม่น้อย ทว่าในแง่ของวิตามินนั้น หากถูกความร้อนก็จะสูญเสียไปส่วนหนึ่ง ดังนั้น นักโภชนาการจึงมักแนะนำให้รับประทานแครอตหรือผักต่างๆ ที่ปรุงสุกแล้วให้หมดในคราวเดียว ไม่ควรนำไปอุ่นซ้ำๆ เพราะจะยิ่งสูญเสียคุณค่าสารอาหารไป”

เมื่อรู้คุณประโยชน์ของผักชนิดนี้แล้ว ใครอยากเข้าครัวปรุงเมนูสุขภาพจากแครอต มุมสุขภาพแนะลองทำ ‘ซุปแครอต’ด้วยวิธีทำที่ไม่ยาก ใช้แครอตประมาณ 2 หัว ปอกเปลือกแล้วขูดเป็นเส้นฝอย จากนั้นนำไปปั่นให้เนื้อเนียนละเอียด

หันไปต้มน้ำซุป โดยใส่น้ำประมาณ 1-2 แก้ว ต่อซุปไก่ก้อน 1 ก้อน เมื่อได้น้ำซุปแล้วให้เติมแครอตที่ปั่นรอไว้ลงไปผสมกับซุปในหม้อ ต้มต่อให้พอเดือด จึงเติมแป้งมัน นมสด พริกไทยและเกลือเล็กน้อย คนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันเป็นเนื้อเดียว รอให้เดือดอีกครั้งจึงปิดไฟเตาแก๊ส ถือเป็นอันเสร็จขั้นตอนการปรุง

เพียงเท่านี้ก็จะได้ซุปแครอต รับประทานตอนอุ่นๆ คล่องคอดี มีเวลาว่างน่าจะลองทำกันดู.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 10 สิงหาคม 2555

อัมพาตเฉียบพลัน 3 ชั่วโมงต้องถึงมือหมอ

การใช้ชีวิตแข่งกับเวลาจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง อาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดอัมพาตเฉียบพลัน และร้ายแรงถึงขั้นพิการตลอดชีวิตได้ หากไปไม่ถึงมือหมอภายใน 3 ชั่วโมง ทั้งนี้จากการเปิดเผยของ นพ.สุรัตน์ บุญญะการกุล ผู้อำนวยการศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลพญาไท 1 ว่า สาเหตุหลักมาจากโรคหลอดเลือดสมอง ทั้งโรคหลอดเลือดสมองตีบ หรือหลอดเลือดสมองแตก ผู้ป่วยจะมีอาการหน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว แขนไม่มีแรง เริ่มพูดไม่ชัด พูดอ้อแอ้เหมือนคนลิ้นไก่สั้น หรือพูดไม่ออกเลย ทั้งๆ ที่พยายามจะพูดให้เป็นปกติ อาการเหล่านี้บอกเหตุโรคหลอดเลือดสมอง

สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากหลอดเลือดไปเลี้ยงสมองมีความผิดปกติ แยกเป็น 2 ชนิด คือ หลอดเลือดสมองอุดตัน และหลอดเลือดสมองแตก ทำให้สมองหยุดทำงานไปอย่างเฉียบพลันจากการที่สมองไม่มีเลือดไปเลี้ยง หรือมีเลือดออกแทรกทับในเนื้อสมอง ผู้ป่วยอาจจะมีอาการเดียว หรือหลายๆ อาการร่วมกัน บางคนมีอาการอ่อนแรงอย่างเดียว ชาครึ่งซีกอย่างเดียว บางคนอาจจะมีการอ่อนแรงครึ่งซีก ร่วมกับพูดไม่ชัด รับประทานอาหารแล้วสำลัก เดินเซ ผู้ป่วยจะมีอาการที่เกิดขึ้นโดยเฉียบพลันทั้งสิ้น ให้สังเกตอาการสำคัญ 3 อย่างให้แม่น คือ หน้าเบี้ยวหรือปากเบี้ยว แขนไม่มีแรง และพูดไม่ชัด พูดอ้อแอ้ หรือพูดไม่ออกเลย ถ้าทั้ง 3 อาการนี้เกิดขึ้นทันทีอย่างเฉียบพลัน หรือเกิดอาการใดอาการหนึ่ง หรือเกิดหลายอย่างร่วมกัน อย่ารอช้า รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที ถ้ามาทันใน 3 ชั่วโมงแรกที่มีอาการ ผู้ป่วยก็มีโอกาสไม่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต และหายเป็นปกติในที่สุด แต่ผู้ป่วยจะต้องได้พบแพทย์ที่มีความชำนาญด้านสมองและไขสันหลัง

แต่ทั้งนี้ความรวดเร็วในการดูแลผู้ป่วยเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการดูแล ดังนั้นการให้ผู้ป่วยถึงมือแพทย์เร็วที่สุดเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อได้รับการติดต่อจากญาติผู้ป่วยว่าคนไข้มีอาการพูดอ้อแอ้ ปากเบี้ยว หน้าเบี้ยว แขนชา รถพยาบาลที่มีเครื่องมือด้านโรคสมองโดยเฉพาะ พร้อมพยาบาลที่ผ่านการอบรมโรคสมองโดยตรงก็จะออกไปรับคนไข้ทันที โดยประสานงานกับแพทย์ด้านสมองที่โรงพยาบาลตลอดเวลา เพื่อรับทราบอาการของคนไข้ทุกระยะ ตั้งแต่รับตัวขึ้นรถพยาบาลจนถึงโรงพยาบาล ระหว่างการส่งตัวถึงแพทย์นี้จะให้การรักษาต่อเนื่องและรวดเร็วภายใน 3 ชั่วโมง เพื่อรักษาชีวิตคนไข้ และป้องกันไม่ให้คนไข้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตแบบถาวร

หลังจากที่มาถึงโรงพยาบาล แพทย์ก็จะนำคนไข้เข้ารักษาต่อในหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน หรือ Acute Stroke Unit ทันที

คุณหมอสุรัตน์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในหอผู้ป่วยฯ มีแพทย์ด้านสมอง ทีมสหสาขา และพยาบาลที่เชี่ยวชาญการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองดูแลผู้ป่วยแบบตัวต่อตัว ด้วยเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย เมื่อผู้ป่วยปลอดภัยจะส่งผู้ป่วยไปพักฟื้นต่อที่หอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟู เพื่อดูอาการต่อเนื่อง ทำกายภาพแบบเข้มข้นเพื่อให้กลับมาอยู่ในสภาพปกติโดยเร็ว มีการกำหนดแผนการรักษาที่แน่นอนไว้ล่วงหน้า เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยลงอย่างชัดเจน รวมถึงการติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการรักษาที่ทันสมัยตามมาตรฐานสากล สามารถลดอัตราการเสียชีวิตและความพิการของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้ 30% เมื่อเทียบกับการรักษาแบบธรรมดาทั่วไป.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 20 สิงหาคม 2555

มะกันวิจัยเจอต้นเหตุทำวัยรุ่นมั่วเซ็กซ์

ปัญหาการมีเซ็กซ์ก่อนวัยอันควร และปัญหาการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย จนเสี่ยงติดโรคทางเพศสัมพันธ์ ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงก็เสี่ยงตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจไปอีกข้อ สิ่งเหล่านี้ไม่มีพ่อแม่ ผู้ปกครองคนไหนอยากให้เกิดขึ้นกับลูกหลาน แต่เคยสงสัยไหมว่า ทั้งๆ ที่เราเลี้ยงดูเอาใจใส่ใกล้ชิด เหตุใดปัญหาดังกล่าวยังเกิดขึ้นได้อีก

นักวิจัยชาวมะกัน รอสส์ โอฮารา จากมหาวิทยาลัยมิสซูรี อาจมีคำตอบให้จากงานวิจัยที่ระบุว่า ฉากเซ็กซ์ในหนังมีผลต่อพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่น โดยโอฮาราได้วิเคราะห์หนังทำเงินหลายร้อยเรื่องดังที่ออกฉายช่วง ค.ศ.1998-2004 ซึ่งมีฉากเซ็กซ์ เนื้อหาเกี่ยวข้องเรื่องทางเพศ พร้อมกับสอบถามความเห็นจากกลุ่มตัวอย่างราว 1,200 ราย อายุ 12-14 ปี เกี่ยวกับหนังที่ได้ดู

การสอบถาม ทำให้ผู้วิจัยพบว่า หนังที่มีเนื้อหาทางเพศ ฉากเลิฟซีน ทำให้วัยรุ่น หรือเด็กๆ ที่ได้ดูต้องการแสวงหาความรู้สึกเหล่านั้นบ้าง อีกนัยหนึ่งคือ อยากรู้ อยากลอง อยากเลียนแบบ ดังนั้นเมื่อพวกเขามีโอกาสจึงมักลองมีเซ็กซ์

นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังชี้ว่า วัยรุ่นเรียนรู้พฤติกรรมที่เฉพาะเจาะจงจากฉากเซ็กซ์ในหนัง ซ้ำร้ายบางคนยังมีเซ็กซ์ตามฉากรักที่ได้เห็นจากหนัง แถมยังรับด้วยว่า เป็นวัยรุ่นที่ผ่านประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์มาแล้ว บางรายเคยมีคู่นอนมากกว่าหนึ่ง และไม่ค่อยใช้ถุงยางอนามัย

จากการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยจึงมีคำแนะนำไปยังพ่อแม่ ผู้ปกครองว่า ไม่ควรให้เด็กดูหนังที่มีเนื้อหาทางเพศ หรือมีฉากเลิฟซีน เพราะอาจนำมาซึ่งพฤติกรรมเลียนแบบในไม่ช้า.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

.

Related Link:

.

Children exposed to sex scenes in movies ‘will be more promiscuous and have more sexual partners’

  • Teenagers who watch movie sex scenes are sexually active younger and don’t use condoms
  • Sexual content makes them more prone to take risks
  • Children aged 12 to 14 were studied and their sexual behaviour was reviewed six years later
  • 84 per cent of movies contain sexual content
  • Parents need to restrict young children’s viewing

By ALEX WARD

PUBLISHED: 09:38 GMT, 18 July 2012 | UPDATED: 11:45 GMT, 18 July 2012

Watching sex scenes in movies can make children more sexually active from a younger age, research suggests.

Whether it’s Leonardo Dicaprio and Kate Winslet making love on the Titanic or Robert Pattinson and Kristen Stewart cuddling in bed on their vampire honeymoon in The Twilight Saga: Breaking Dawn, teenagers watching sex scenes have an increased curiosity for sex.

Watching sex on screen could lead to teenagers having more sex with more partners and without using condoms, researcher Ross O’Hara from the University of Missouri said.

The scenes can ‘fundamentally influence a teenager’s personality’ and make them more prone to take risks he said.

Dr O’Hara said: ‘Adolescents who are exposed to more sexual content in movies start having sex at younger ages, have more sexual partners and are less likely to use condoms with casual sexual partners.

While there’s been much research into the influence of drinking and smoking in movies, sex scenes has been overlooked.

Dr O’Hara said: ‘Much research has shown that adolescents’ sexual attitudes and behaviours are influenced by media.

‘But the role of movies has been somewhat neglected, despite other findings that movies are more influential than TV or music.’

Psychologists studied children aged 12 to 14 and then reviewed their sexual behaviour six years on.

The research, published in Psychological Science, followed 1,228 children over the six year period.

Dr O’Hara said adolescents often have a predisposition for ‘sensation seeking’ behaviour, which peaks between the ages of ten and 15, and leads to a tendency to seek more novel and intense stimulation of all kinds.

His team found that greater exposure to sexual content in movies at a young age actually led to a higher peak in sensation seeking during adolescence.

The sensation seeking behaviour could last well into the late teens and early twenties if young people were exposed to movie sex scenes Dr O’Hara said.

He said: ‘These movies appear to fundamentally influence their personality through changes in sensation seeking, which has far reaching implications for all of their risk taking behaviours.’

Teenagers could also learn ‘sexual scripts’ from the films, using them as examples of how to behave when confronted with complex emotional situations.

Given that for 57 per cent of American adolescents between the ages of 14 and 16, the media is their greatest source of sexual information, they often don’t differentiate between what they see on the screen and what they must confront in daily life, Dr O’Hara said.

The researchers also looked at 684 high grossing films and analysed them for sexual content, such as heavy kissing or actual sex.

Most of the recent films did not portray safe sex, with little mention of using contraception.

Each teenager identified which movies they had seen from a list of 50, randomly selected.

Six years later the teenagers were surveyed to find out how old they were when they became sexually active and how risky their sexual behaviour might have been.

They were also asked if they used condoms consistently and whether they had multiple sexual partners.

The findings revealed the link between exposure to sex on screen and sexual behaviour.

Dr O’Hara said: ‘This study, and its confluence with other work, strongly suggests that parents need to restrict their children from seeing sexual content in movies at young ages.’

Data from: dailymail.co.uk

เจ็ดโรคหลักที่มักทำแก่ (เร็ว) โดย นพ. กฤษดา ศิรามพุช

เลขเจ็ดเป็นตัวเลขสำคัญที่เด่นมากในประวัติศาสตร์โลก ลองดูอย่าง สัปดาห์หนึ่งมีเจ็ดวัน พระเจดีย์ในวัดมีเจ็ดยอด และยังมีอีกหลายต่อหลายเรื่องที่เข้าด้วย “เจ็ด” รวมถึงโรคภัยไข้เจ็ด เอ๊ย..เจ็บ

ฟังดูก็น่าคิดอยู่ไม่น้อยเพราะทุกวันนี้รอบข้างกายก็มีอันตรายทำลายสุขภาพเยอะพออยู่แล้ว มารู้ทันโรคแล้ว จะได้แก้ก่อนดีกว่าครับ

1. ไทรอยด์ขี้เกียจ การที่ต่อมนี้ทำงานด้อยลง ทำให้มีอาการแก่โดยเฉพาะ รับประทานน้อยน้ำหนักขึ้นง่าย เหนื่อยง่าย ง่วงเก่ง อารมณ์หงุดหงิด ประจำเดือนผิดปกติ ท้องอืดน่ารำคาญ รวมความแล้ว “อาการหมดไฟ” ที่เกิดขึ้นสามารถถูกเลียนแบบได้จากไทรอยด์ที่ขี้เกียจทำงานได้สบายๆ ครับ

2. ไทรอยด์เป็นพิษ ในทางตรงข้ามถ้าถามว่าไทรอยด์ทำงานดีเกินไปล่ะเป็นอย่างไร ก็บอกได้เลยว่าทำให้แก่ได้ไม่แพ้กันครับเป็นอาการแก่แบบโทรมมะนัง ตัวผอมแกร็น ตาโปนหงุดหงิดง่าย ใจสั่น น้ำหนักลด นี่ยังเบาะๆ เมื่อเทียบกับว่าทำให้หัวใจวายได้

3. ความดันโลหิตสูง ดูเป็นโรคขำๆ ตามวัยไม่น่ากลัวเหมือนมะเร็งนะครับ แต่ขอบอกว่า “น่ากลัวได้โล่” อย่างแรงครับ เพราะความดันที่สูงจะค่อยทำให้อวัยวะสำคัญเสื่อมง่อยไปอย่างไม่รู้ตัว หลอดเลือดสมองก็แย่ หัวใจก็โตแผ่ออกไป เกิดความตายปุบปับจากอัมพาตและหัวใจวายได้ง่ายๆ

4. เบาหวาน อาการสำคัญที่มักผุดขึ้นในหัว คือ ปัสสาวะออกมาแล้วมีมดตอม เป็นคนรูปร่างเจ้าเนื้อ ทั้งที่จริงแล้วเบาหวานทำให้เกิดอาการ “ผอมโทรม” ในผิวหนังบางส่วนเปื่อยเน่าง่าย กลายเป็นคนไม่ครบไปโดยเฉพาะตรงนิ้วมือนิ้วเท้าที่เป็นเป้านิ่งถูกเบาหวานกัดกิน ท่านที่ชินกับอาการเบาหวานขออย่าลืมตรวจ “ตา” กับ “ไต” ด้วย การช่วยรับประทานยาให้ครบเป็นทางป้องกันแก่ที่ดีสุดครับ

5. ภูมิแพ้ แค่จามฟุดฟิดหรือชีวิตติดผื่นแดงหน่อยๆ จะเป็นอะไรมาก หากคิดถึงภูมิแพ้แต่เพียงน้อยมันก็มักจะไม่หายสักทีครับ เพราะมันเป็นโรคระดับ “ทั้งตัว” น่ากลัวไม่แพ้โรคอื่นๆ ที่อัพสเกลเข้าไปทำลายระบบต่างๆ ของร่างกาย ยกตัวอย่างง่าย จมูกที่อักเสบบ่อยก็นำไปสู่ไซนัสอักเสบเรื้อรังนั่งปวดหัว และผิวที่บางจากสเตียรอยด์ทาผิวก็ทำให้ดูแก่ก่อนวัยได้ครับ

6. โรคตับ ใครจะว่าใครจนปวดตับ แต่ความลับของตับก็คือมันสำคัญมากพอกับสมองและหัวใจที่เต้นกระดุ๊บอยู่ในอกครับ คนเราที่พกตับมาครบตั้งแต่เกิดเมื่อผ่านเวลานานไปอาจมี “ตับโต” ได้ในกรณีของติดเชื้อไวรัส ไขมันจุกตับ ตับแข็งหรือมีก้อนเนื้อมะเร็งงอกขึ้น เพราะตับเป็นส่วนช่วยจับสารพิษ ชีวิตที่ตับไม่ปลื้มนั้นเป็นชีวิตที่สะสมพิษอย่างแน่แท้ ความแก่ก็จะมาเยือนอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งตัวผอม ท้องมาน มีอาการผิวเหลืองตาเหลืองแบบดีซ่าน ดูผ่านๆ ก็มากกว่าวัยแล้ว

7. โรคหัวใจ อย่างสุดท้ายเพราะใครๆ ก็มักทราบกันดีจึงมีวิธีป้องกันอยู่เยอะ แต่ก็ประมาทไม่ได้เลยครับเพราะอาการ “ดับ” ของหัวใจจะมาเยือนได้แบบไม่ตั้งตัว สัญญาณโรคหัวใจกับสัญญาณแก่ใกล้กันมากครับ เหนื่อยง่าย หน้ามืด เจ็บอก น้ำหนักตัวลด ขาบวมน้ำ ย้ำว่าท่านที่มีอาการเข้าวัยทองต้องตรวจไว้ก่อนอย่านอนใจว่าเป็นความแก่ตามวัยครับ

ความปรารถนาแรกของการนำโรคทั้งเจ็ดมาเล่าให้ท่านฟังก็เนื่องมาจากการไปบรรยายตามที่ต่างๆ แล้วมีผู้ใหญ่หลายท่านกรุณาถามว่าอาการเหน็ดเหนื่อยหมดไฟหัวใจเฉาทั้งหลายนี่มันคืออาการแก่ใช่ไหม ก็เลยให้วิสัชนาท่านไปด้วยความห่วงใยว่า “ไม่เสมอไป” ครับ

ถ้ายังไม่ได้ตรวจโรคต่างๆ ที่ว่ามาทั้งเจ็ดนี้ ที่ผมพบบ่อยเวลาตรวจคนไข้คือเรื่อง “ไทรอยด์ขี้เกียจ (Low function thyroid, Hypothyroid)” คือ ไทรอยด์ทำงานน้อยก็ทำให้มีอาการไม่สดชื่นเงื่องหงอยไม่สบายตัวได้

ต่อไปให้รู้ว่า “อย่าเชื่ออาการแก่” เสมอไปครับ

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 19 สิงหาคม 2555

หลากเรื่องราว “โรคหัวใจ”ที่ใคร ๆไม่พูดถึง (เพศสัมพันธ์)

ฉบับนี้ผมขอหยิบยกเรื่องโรคภัยไข้เจ็บที่ได้รับการกล่าวถึงเป็นอันดับต้น ๆ ในสื่อต่าง ๆ ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร กลับมาพูดคุยกันอีกครั้ง นั่นคือ “โรคหัวใจ” นอกจากทบทวนประเด็นสำคัญจะขอกล่าวถึงประเด็นที่ไม่ค่อยมีผู้กล่าวถึง แต่จะมีผู้สอบถามมากโดยอ้างอิงสอบถามมาจากนักวิชาการโรคหัวใจหลาย ๆ ท่าน

จากผลการสำรวจสาเหตุการเสียชีวิตทั้งในประเทศไทย ประเทศแถบตะวันตก และในสหรัฐอเมริกา พบตรงกันว่า “โรคหัวใจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต อยู่อันดับที่ 1 ใน 3 เสมอ” และเป็นเรื่องน่าตกใจเมื่อมีข้อมูลว่า 62% ของผู้ชาย และ 46% ในผู้หญิง มาโรงพยาบาลครั้งแรกด้วยอาการหลอดเลือดหัวใจตีบฉับพลัน โดยไม่มีอาการเตือนมาก่อน หรือบางครั้งเมื่อตรวจหาภาวะเสี่ยงของโรคหัวใจ แล้วกลับพบว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจน้อยมาก ดังนั้นการซักประวัติเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เพื่อนำไปประกอบการวินิจฉัยให้แม่นยำและเป็นประโยชน์ในการรักษา ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเลือกทำเฉพาะการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยเท่านั้น เช่น การทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย, การใช้คลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ, การตรวจหลอดเลือดหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง และการตรวจสวนหัวใจและฉีดสารทึบรังสีดูหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น การรั้งรอจนกระทั่งมีอาการเหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ใจสั่น อาจสายเกินไปสำหรับโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โดยเฉพาะอาจเกิดขึ้นระหว่างมีเพศสัมพันธ์ การตรวจเหล่านี้เป็นการตรวจเชิงลึกจึงควรใช้ผู้เชี่ยวชาญ (Specialist) จะปลอดภัยและได้ผลดี

สำหรับเรื่องโรคหัวใจนี้ สิ่งที่ผมมองว่าคนพูดถึงและให้ความสำคัญกันน้อย ก็คือ “ความสัมพันธ์ระหว่างโรคหัวใจและโรคเบาหวาน” เนื่องจากเมื่อเป็นโรคเบาหวาน ส่งผลให้หลอดเลือดตีบตัน ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกายได้เป็นปกติ โดยเฉพาะที่ปลายเท้า ผู้ป่วยก็มีโอกาสจะเป็นโรคหัวใจได้สูง เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นเบาหวานต้องไม่ละเลยการดูแลเท้า เพราะถ้าคนที่หัวใจแข็งแรงน้อยและมีเบาหวานอยู่ด้วย พอเท้าขาดเลือดขึ้นมาและเกิดแผลที่เท้าจะเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งวิธีการรักษาก็มี 2 ทางคือ รักษาแผลที่เท้าโดยการใส่สายสวนเข้าไปขยายหลอดเลือดที่เท้า หรืออาจถึงขั้นต้องตัดเท้าทิ้งเพราะเท้าเน่า ซึ่งในผู้ป่วยโรคหัวใจไม่สามารถทำการตัดเท้าทิ้งได้ ก็ต้องทนอยู่กับเท้าเน่า ๆ ไปตลอดชีวิต ในผู้ป่วยกลุ่มนี้หากเลือดไปเลี้ยงส่วนล่างของร่างกายน้อย เช่น ขาและอุ้งเชิงกราน มักจะมีความเกี่ยวพันธ์กับสมรรถภาพทางเพศด้วย หรือหลายท่านก็อาจมีปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศอยู่ด้วยหรือไม่?

เรื่องการดูแลเท้านี้ นักวิชาการขอเน้นในคุณสุภาพสตรี เพราะบางคนเป็นเบาหวาน หลอดเลือดไม่ดี และมีโรคหัวใจร่วมด้วย แต่ยังรักสวยรักงาม ใส่รองเท้าชนิดที่มันทันสมัย ทั้งบีบทั้งกัด (แต่ก็ยังอดทน) จนกลายเป็นแผลที่เท้าซึ่งรักษาไม่หาย และยังลามไปเรื่อย ๆ มักจะถามคำถามเดียวกันว่า “พอเท้าเน่าแบบนี้แล้วมันจะสวยไหมเนี่ย???”

และอีกหนึ่งเรื่องที่อยู่ในความสนใจของผู้ป่วยโรคหัวใจก็คือ “เพศสัมพันธ์ในผู้ป่วยโรคหัวใจ” ซึ่งหลายท่านสงสัยว่า คนเป็นโรคหัวใจสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้หรือไม่ หรือการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยในผู้ป่วยโรคหัวใจ คือแบบใด?

สิ่งแรกที่พึงปฏิบัติก็คือ ควรงดการมีเพศสัมพันธ์หลังได้รับการผ่าตัดหัวใจ 2 สัปดาห์ หลังจากนั้น ถ้าสภาพร่างกายโดยทั่วไปปกติดี หรือผู้ป่วยทำกิจวัตรประจำวันได้ สามารถเดินขึ้นบันได 2 ชั้น หรือเดินได้ 1 กิโลเมตรใน 10 นาที โดยไม่มีอาการผิดปกติ ก็สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างปลอดภัยครับ

แต่เหนือสิ่งอื่นใด การทำให้หัวใจไม่ทำงานหนักจนเกินไป ขณะมีเพศสัมพันธ์ นักวิชาการมีข้อแนะนำควรปฏิบัติมาแนะนำดังนี้ครับ

1. มีเพศสัมพันธ์กับคู่ครองคนเดิม เพราะจากการเก็บสถิติอัตราการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นขณะมีเพศสัมพันธ์ของผู้ป่วยโรคหัวใจ พบว่าส่วนใหญ่เกิดในกรณีที่ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กับคู่เดิม และยังพบอีกว่าการเต้นของหัวใจและค่าความดันโลหิตจะเพิ่มขึ้น สถิติทั่วไปแสดงว่าความตื่นเต้น ตื่นตัว จะเป็นไปในระดับปกติพอรับได้

2. ท่าที่ใช้ในการมีเพศสัมพันธ์ ควรเริ่มต้นแบบค่อยเป็นค่อยไป มีการเล้าโลมก่อนทุกครั้ง ไม่ควรเป็นท่าที่โลดโผน หรือผิดแผกแปลกไปจากที่เคยปฏิบัติ ควรหลีกเลี่ยงท่าที่ทำให้เกิดแรงกดทับต่อกระดูกและแขนขาส่วนบน ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักเพราะจะทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดปกติได้

3. เวลาที่ดีที่สุดของการมีเพศสัมพันธ์ ได้แก่ ช่วงเช้าหลังตื่นนอน หรือช่วงบ่ายหลังจากได้นอนพักสักครู่

สิ่งสำคัญยิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงก็คือ การมีเพศสัมพันธ์ทันทีหลังการรับประทานอาหารมื้อหนัก รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ในขณะที่มีภาวะเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ หรือมีอาการมึนเมาจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในอากาศที่ร้อนหรือหนาวจนเกินไปอีกด้วย

ได้ฟังข้อควรปฏิบัติและข้อควรหลีกเลี่ยงข้างต้นที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว ก็อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะทั้งหมดนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานทางวิชาการอ้างอิงและเป็นหลักทั่วไปที่ใช้กันทั่วโลก

นอกจากนี้ในขณะมีเพศสัมพันธ์ ผู้ป่วยโรคหัวใจอาจมีอาการผิดปกติต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ ซึ่งควรรีบไปปรึกษาแพทย์ เพราะสามารถใช้ยาเพื่อป้องกันหรือรักษาอาการที่เกิดขึ้นได้ โดยอาการผิดปกติที่ควรรีบมาปรึกษาแพทย์ คือ การที่หัวใจเต้นแรงและเร็วผิดปกติ ที่ยังคงอยู่หลังมีเพศสัมพันธ์เสร็จสิ้นแล้ว 10–15 นาที, อาการเวียนศีรษะ มึนงง, เหนื่อยผิดปกติ และจังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติและมีอาการเจ็บหน้าอก เป็นต้น แม้อาการเหล่านี้จะหายไปก็ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อขอคำแนะนำการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง หรือปรับปรุงการรักษาต่อไป

และเช่นเดียวกับโรคทุกโรค ที่การออกกำลังกายเป็นพื้นฐานสำคัญยิ่งของการดูแลรักษาสุขภาพ...ในผู้ป่วยโรคหัวใจ การออกกำลังกายเป้าหมายก็คือเพื่อลดการดำเนินของโรคและยืดอายุผู้ป่วย รวมทั้งเพื่อรักษาสุขภาพให้กลับมาแข็งแรงใกล้เคียงกับก่อนที่จะเป็นโรคหัวใจ ซึ่งการออกกำลังกายควรอยู่ในระดับปานกลาง เช่น เต้นแอโรบิก, ขี่จักรยาน, เดินเร็ว และว่ายน้ำ เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้ว ก็ยังจะช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกายให้ดีขึ้น จะสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ดีขึ้น บ่อยขึ้น รวมทั้งอาการผิดปกติที่เคยเกิดขึ้นระหว่างมีเพศสัมพันธ์ก็จะลดลงด้วย

สำหรับท่านที่รู้ตัวว่าป่วยด้วยโรคหัวใจใด ๆ ก็ตาม เน้นเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดโดยเฉพาะ ทันทีที่ทราบว่าเป็นโรคนี้ ท่านก็อาจใช้แนวปฏิบัติเดียวกันนี้ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด ควรเปิดอก เปิดใจ คุยกับแพทย์หัวใจประจำตัวท่านเสียเลย เพื่อปฏิบัติให้เหมาะสมกับสภาพของหัวใจ และความสุขของชีวิตท่าน ภรรยาของท่านและครอบครัว.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา: เดลินิวส์ 19 สิงหาคม 2555

เมื่อต้องถูกผ่าตัดในต่างแดนจะทำอย่างไรดี

เรื่องเจ็บป่วยดูเป็นของธรรมดาสำหรับมนุษย์เรา ในชีวิตประจำวันอาจพบได้หลากหลาย นับตั้งแต่อุบัติเหตุบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงมาก การเจ็บป่วยทั่วไปก็เช่นเดียวกัน จากน้อยไปมาก มีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ เกิดขึ้นมาถือเป็นเรื่องปกติ เล็กน้อยก็แก้กันเองไป มากขึ้นก็ไปหาแพทย์หรือโรงพยาบาล แพทย์ก็ดำเนินการให้ต่อไป

หากอยู่ในต่างประเทศ คงไม่ง่ายเหมือนที่เราคิดแบบนี้ ชีวิตที่เราไปอยู่อาจเป็นหลายแบบ ไปเรียนหนังสือ ไปท่องเที่ยว ไปทำงาน ติดตามเขาไป เวลาไม่เจ็บป่วยก็ใช้ชีวิตเป็นปกติดี หากเจ็บป่วยขึ้นมา เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็คงเอายาที่ติดตัวมากิน คนเดินทางมักจะมียาประจำตัว ยารักษาโรคง่าย ๆ เวียนหัว เมารถ-เรือ ปวดศีรษะ ท้องเสีย บาดแผล พลาสเตอร์ ทิงเจอร์ไอโอดีน ยาหวัด ยาฆ่าเชื้อ ฯลฯ

หากโรครุนแรงขึ้น ถึงจะต้องอยู่โรงพยาบาล เช่น ท้องเดินมาก เวียนหัว ใจสั่น เป็นลม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ โรคหัวใจกำเริบ ปวดท้องมาก ปัสสาวะไม่ออก เจ็บท้องคลอด การไปอยู่โรงพยาบาลจะไปที่ไหนดี เรื่องค่าใช้จ่าย มามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เพราะค่าใช้จ่ายสูง ส่วนใหญ่มักจะมีการประกันกันมาทั้งสิ้น เรื่องภาษา ทุกแห่งอาจไม่พูดภาษาอังกฤษได้หมด เราเองบางทีอาจพูดไม่สันทัด ผู้นำไปคงจัดการให้ได้หมด หากการเจ็บป่วยเป็นเพียงระยะสั้น ๆ

โรคที่ต้องอยู่โรงพยาบาลหลายวัน มีหลายโรคที่อยู่บ้านเราก็สบายดี แต่ไม่รู้ว่าวันใดวันหนึ่งอาจเกิดขึ้นได้ ผู้สูงอายุอาจหัวใจขาดเลือด อุบัติเหตุบาดเจ็บทำให้กระดูกหัก โรคไส้ติ่งอักเสบ นิ่วในถุงน้ำดีปกติไม่เป็นอะไร แต่เกิดไปอุดท่อน้ำดีทำให้ปวดมาก เหตุการณ์เหล่านี้คงต้องไปอยู่โรงพยาบาลแน่นอน

โรงพยาบาลในต่างแดน หากเป็นมาตรฐาน มีเครื่องมือและแพทย์พร้อมคงไม่มีปัญหา บางแห่งอาจไม่พร้อม ให้การดูแลขั้นแรกให้มาก่อน แล้วมารักษาต่อกันต่อไปก็ยังพอไหว หรือบางแห่งที่ไม่ค่อยพร้อม ไม่ค่อยเก่ง ก็จะสร้างปัญหาให้เราเพิ่มขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นไปอีก เป็นเรื่องที่ต้องคิดเหมือนกันว่าถ้าเรามีทางเลือกและจำเป็นก็ควรจะเลือกสถานที่รักษาที่เรามั่นใจที่สุด

คนไข้คนไทย อายุ 37 ปี ไปทำงานในทวีปยุโรปตะวันตก ซึ่งปกติจะต้องอยู่นานถึง 4 ปี จึงจะถึงคราวย้าย ปกติสุขภาพดี วันหนึ่งเกิดปวดท้องน้อยด้านขวาขึ้นมา ตามความรู้ที่เคยอยู่เมืองไทย ก็สงสัยไส้ติ่งอักเสบ คำถามในใจว่าจะไปรักษาที่ไหนดี เริ่มแรกไปคลินิกเอกชนก่อนเพราะคงจะสะดวกรู้เรื่องเร็วว่าจะป่วยเป็นอะไร ไปให้ตรวจตอนเช้า เพียงตรวจและเจาะเลือด ใช้เวลารอราว 5 ชั่วโมง วินิจฉัยว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบ ส่งต่อ รพ.เอกชนคิดว่า รพ.เอกชนจะสะดวกและเร็วกว่าทางภาครัฐ

ทางโรงพยาบาลได้อัลตราซาวด์ รอราว 3 ชม. ส่งห้องผ่าตัด แพทย์ผ่าตัดไส้ติ่งออกแล้วพักอยู่ในโรงพยาบาล การผ่าตัดใช้เจาะรูเข้าทางหน้าท้องราว 4 รู (Laparoscope) หลังผ่าตัด 4 วัน ปวดท้อง ท้องอืด พบว่าลำไส้ไม่ทำงาน CT Scan พบมีน้ำในช่องท้อง เข้าใจว่าเป็นหนอง ใส่สายยางทางจมูกเพื่อดูดลมในท้องและใส่สายยางคาท่อปัสสาวะไว้ตลอด 8 วัน และได้ผ่าตัดอีกเป็นครั้งที่สอง ครั้งนี้ผ่าเป็นแผลยาวบริเวณท้องน้อยด้านขวา เหมือนแพทย์ผ่าไส้ติ่งทั่วไปแต่ยาวมากร่วม 5 นิ้ว

หลังผ่าตัดครั้งที่ 2 อาการก็ไม่ค่อยดีขึ้น ได้ถูกนำไปเจาะหลัง (Epidural Block) ไม่รู้ว่าจุดประสงค์เพื่ออะไร อยู่ไอซียู 7 วัน รวมเวลาเรื่องผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบอยู่ในโรงพยาบาล 20 วัน อยู่ไอซียู รพ.เอกชน 7 วัน อยู่ รพ.รัฐ 7 วัน CT Scan 3 ครั้ง ฉีดยากันเลือดแข็งตัวทุกวัน 24 วัน รวมค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากต้นสังกัด 700,000 บาท

ก่อนออกจากโรงพยาบาลซึ่งอยู่มา 20 วัน อุจจาระเป็นเลือดทุกวันมา 7 วัน พอค่อยเดินได้รีบขอบินกลับไทยทันที เกรงจะถูกผ่าตัดอีก มาตรวจส่องกล้องทางก้น (Colonoscope) ที่ รพ.ราชวิถีไม่พบอะไร สงสัยจากฉีดยากันเลือดแข็งตัวมากไป เลือดเลยซึมออกทางเส้นเลือด คนไทยเป็นโรคนี้น้อย ทางตะวันตกเป็นมาก เขาจึงฉีดกันให้ไว้ก่อน

ขณะนี้ 1 เดือนแล้วอาการค่อยฟื้นใกล้จะเป็นปกติ จะต้องกลับไปทำงานต่อที่เดิมอีก 1 ปี คงจะเป็นบทเรียนอย่างดีว่า หากป่วยอีกครั้งต่อไปจะทำอย่างไรดี

การเจ็บป่วยต่างแดนเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่ง ทั้งเสียเวลา การงาน และการเงิน และความห่วงใยของคนทางบ้าน จึงควรไม่ประมาท พยายามรักษาสุขภาพของร่างกายให้ดีไว้ จะได้ใช้ชีวิตต่างแดนอย่างมีความสุข.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi.gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 19 สิงหาคม 2555

อวัยวะเพศหัก

อวัยวะเพศชายไม่มีกระดูกก็จริง แต่เวลาที่มันแข็งปั๋ง ถ้าไปมีเซ็กซ์แบบรุนแรง ทิ่มแทงไม่ระมัดระวัง อาจพลาดพลั้งหักได้เหมือนกัน

ศ.นพ.วชิร คชการ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ แพทย์สาขาศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า อวัยวะเพศชายเป็นแกนหรือลำที่มีเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยง เป็นผนังกล้ามเนื้อเรียบที่มีความยืดหยุ่นได้ พอมีเลือดมาหล่อเลี้ยงจะแข็งตัวยืดออกมา

ที่เรียกว่าอวัยวะเพศหักนั้น เพราะเราไปเทียบเคียงกับของแข็งอย่างอื่น เช่น กระดูกหัก กิ่งไม้หัก

ปัญหานี้พบคนไข้ได้เรื่อย ๆ แต่ไม่ค่อยพบในคนสูงวัย อาจเป็นเพราะการแข็งตัวไม่เต็มที่ หรือ ไม่ค่อยมีท่าพลิกแพลงอะไร และไม่มีการร่วมเพศที่รุนแรง

อวัยวะเพศหักมักพบในภาวะแข็งตัวเต็มที่ แล้วไปมีเพศสัมพันธ์รุนแรง พออวัยวะเพศเกิดการงออย่างรวดเร็วก็หักเสียงดังเป๊าะ

โดยเฉพาะท่วงท่าที่ผู้หญิงอยู่ข้างบน ผู้ชายอยู่ข้างล่าง ทำให้ผู้ชายไม่สามารถควบคุมทิศทางได้ เช่น ผู้หญิงอยู่ข้างบนถอยจนสุดแล้ว กระแทกกลับเข้าไปใหม่ พอไม่ตรงเป้าก็เหมือนกับว่านั่งทับอวัยวะเพศชายที่กำลังแข็งตัวเข้าไปเต็มแรงทำให้หักได้เหมือนกัน

คนไข้บางคน เล่าให้ฟังว่า ขณะที่เขากำลังมีอะไรกับแฟนบนขอบอ่าง ดึงอวัยวะเพศออกมาสุดแล้ว กะเสียบเข้าไปใหม่ ดันพลาดไปเจอขอบอ่างพอดี พลั๊วะ หักทันที

หลายคนไม่กล้าเล่าความจริงให้แพทย์ฟังเพราะอาย แต่แพทย์เห็นก็พอรู้ เพราะอวัยวะเพศจะหักได้มันต้องแข็งก่อน แม้คนไข้ไม่บอกแพทย์ก็พอรู้เนื่องจากคนไข้มาโรงพยาบาลในยามวิกาล มาแบบฉุกเฉินตอนกลางคืน ลักษณะอวัยวะเพศบวมมาก เหมือนมะเขือยาวสีม่วง เพราะเลือดคั่งอยู่

บริเวณที่หักส่วนใหญ่พบตรงกลาง กับโคนอวัยวะเพศ ลักษณะเป็นรอยแผลฉีกขาด จากเดิมที่แข็งตัวเต็มที่จะนิ่ม พับเลย ไม่แข็งตัวอีก เพราะเลือดที่ขังอยู่ในฟองน้ำรั่วออกมา เป็นภาวะที่ต้องได้รับการรักษา ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น การแข็งตัวไม่ดี มีปัญหาในการแข็งตัว มีรอยพังผืดเกิดขึ้น มีอาการเจ็บปวดเวลาแข็งตัว อย่างไรก็ตามถ้าเป็นรอยฉีกขาดเล็ก ๆ ไม่รุนแรงมากนักอาจหายเองได้ แต่ก็ทำให้มีพังผืดเกิดขึ้น

ก่อนการรักษาจะมีการตรวจเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ เอ็มอาร์ไอ เพื่อดูว่าบริเวณที่หักอยู่ตรงไหน ต้องผ่าตัดเย็บซ่อมอย่างไร คนไข้บางคนอาการรุนแรงมาก ถึงขั้นท่อปัสสาวะฉีกขาดร่วมด้วยก็มี

วิธีการผ่าตัด เริ่มจากตัดปลายหนังหุ้มองคชาตส่วนบนแล้วรูดลงมา จากนั้นทำการเย็บซ่อมบริเวณที่หักหรือฉีกขาด แล้วดึงหนังหุ้มกลับขึ้นไปเย็บเหมือนเดิม

ส่วนการใช้งานนั้น คงต้องรอให้แผลหายสนิท หายปวดก่อน คาดว่าต้องใช้เวลาเป็นเดือน

เพื่อป้องกันปัญหาข้างต้น แนะนำว่า เวลามีอะไรกันอย่ารุนแรงนัก และควรระมัดระวังท่วงท่าพิสดาร โดยเฉพาะท่าที่ผู้หญิงอยู่ข้างบน ถ้าเกิดอุบัติเหตุอวัยวะเพศหักอย่าปล่อยทิ้งไว้นาน ควรรีบมาพบแพทย์ทันทีเพื่อรักษาเพราะบางคนรอ 2-3 วันค่อยมาพบแพทย์การรักษาจะยากกว่า ถ้ามาโรงพยาบาลแล้วอายไม่กล้าบอกว่าเป็นอะไร ก็บอกแค่ว่าอวัยวะเพศปวดบวม เดี๋ยวแพทย์จะทำการซักประวัติเอง.

นวพรรษ บุญชาญ

 

ที่มา: เดลินิวส์ 19 สิงหาคม 2555

ทีมนักวิจัยชี้ว่าการติดเชื้อแบคทีเรียบีวีในผู้หญิงเพิ่มโอกาสแพร่เชื้อเอชไอวีแก่คู่นอนมากขึ้น

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด ที่เรียกว่า เชื้อ BV เพิ่มโอกาสเสี่ยงให้ผู้หญิงติดเชื้อเอดส์ แต่ผลการศึกษาล่าสุดยืนยันว่าหญิงที่เป็นผู้ติดเชื้อเอดส์และยังติดเชื้อแบคทีเรีย BV ในช่องคลอดด้วย มีโอกาสเพิ่มขึ้นสามเท่าที่จะส่งผ่านเชื้อไวรัสเอดส์แก่ชายคู่นอน 

ด็อกเตอร์เคร็ก โคเฮน หัวหน้าการวิจัยครั้งนี้กล่าวว่าการติดเชื้อแบคทีเรีย BV ในช่องคลอด เป็นอาการที่เชื้อราในอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิงชนิดปกติ ถูกทดแทนด้วยแบคทีเรียชนิดผิดปกติ และมีเชื้อแบคทีเรียหลายสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดอาการผิดปกตินี้

ด็อกเตอร์โคเฮนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินารีแพทย์ และการเจริญพันธุ์ที่มหาวิทยาลัย University of California ในซานฟรานซิสโก เขากล่าวว่าผู้หญิงอาจไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อเเบคทีเรีย BV

ด็อกเตอร์โคเฮนกล่าวว่าผู้หญิงส่วนมากอาจไม่ส่ออาการว่าติดเชื้อ BV อาการส่วนมากจากการติดเชื้อคือตกขาวมในปริมาณมากผิกปกติ บางคนอาจจะมีกลิ่้นไม่พึงประสงค์ตามมาหลังการมีเพศสัมพันธุ์ด้วย
แม้ว่าการติดเชื้อแบคทีเรีย BV จะพบได้ในหญิงทั่วไป แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าทำไมจึงติดเชื้อ

ด็อกเตอร์โคเฮนกล่าวกบผู้สื่อข่าววีโอเอว่าไม่รู้ว่าอะไรทำให้ติดเชื้อ จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม เขาบอกว่าแพทย์พอจะรู้ว่าอะไรเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย BV ในช่องคลอด แมรู้ว่ามีปัจจัยเสี่ยงมากมายแต่ไม่สามารถระบุลงไปได้ว่าอะไรเป็นต้นเหตุ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การติดเชื้อแบคทีเรีย BV พบได้ทั่วไปในทวีปอาฟริกา ประมาณว่าูหนึ่งในสามจนถึงครึ่งหนึ่งของผู้หญิงอาฟริกาติดเชื้อนี้ จนทำให้เกิดคำถามว่านี่เป็นเรื่องปกติหรือไม่

ผู้สื่อข่าววีโอเอรายงานว่ามีการตั้งทฤษฎีและสมมุติฐานขึ้นมาหลายข้อถึงสาเหตุที่เชื้อบีวีเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้ชายติดเชื้อเอดส์ได้ง่ายขึ้น ทฤษฎีอันหนึ่งเชื่อว่าตัวเเบคทีเรีย เมื่อผู้ชายได้รับจากการมีเพศสัมพันธุ์กับผู้หญิงที่ติดเชื้อบีวี เชื้อแบคทีเรียตัวนี้จะก่อให้เกิดอาการอักเสบในตัวผู้ชาย ทำให้เขาอ่อนแอและติดเชื้อเอชไอวีได้ง่ายขึ้น

ด็อกเตอร์โคเฮนกล่าวว่าการบำบัดเชื้อบีวีมีหลายวิธี แต่ผลการรักษายังไม่ยั่งยืน การรักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรียบีวีลดอาการอักเสบลงได้ด้วยการใช้ยาทั้งที่ใช้กินและทาเฉพาะจุด ใช้เวลารักษาสามถึงหกเดือน แต่การติดเชื้ออาจจะหวนกลับในผู้หญิงหกสิบถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์

ด็อกเตอร์โคเฮนกับทีมงานนักวิจัยเรียกร้องให้มีการพัฒนาวิธีการรักษาการติดเชื้อบีวี รวมทั้งการคิดค้นยาที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม และแนะนำว่าอาจจะใช้เชื้อแบคทีเรียชนิดที่มีคุณแก่ร่างกายมนุษย์เป็นวิธีรักษาที่เรียกว่า probiotics แทนการรักษาด้วยยา

ที่มา: http://www.voathai.com/content/hiv-women-infection-tk/1444026.html

.

Related Link:

.

HIV – Bacterial Vaginosis Linked To Greater Female-to-Male Transmission

Article Date: 30 Jun 2012 – 16:00 PDT

Women with bacterial vaginosis are much more likely to transmit HIV to males than other females, researchers from the University of California, San Francisco, reported in PLoS Medicine. The risk is three times greater, the authors added.

Bacterial vaginosis (BV), also known asvaginal bacteriosis, is a condition in which the vagina’s normal balance of naturally occurring microorganisms in the vaginal flora has changed, so that the ‘good’ bacteria are reduced and the harmful bacteria increase. About 50% of all females with bacterial vaginosis are asymptomatic – they have no symptoms.

If BV symptoms do appear, they may include a watery and thin vaginal discharge, the discharge can become gray or white, and it may have a strong (fishy) smell. Less commonly, some women may experience a durning sensation when urinating, and itching around the outside of the vagina.

Bacterial vaginosis raises the risk of acquiring STIs

Women with bacterial vaginosis are more susceptible to acquiring sexually transmitted infections (STIs), including HIV and have a higher risk of preterm delivery. HIV-positive women with bacterial vaginosis potentially have higher HIV levels, and their cervix and vagina may shed greater amounts of the virus.

Lead author, Craig R. Cohen, MD, MPH, professor of obstetrics, gynecology and reproductive sciences at UCSF wrote:

“Previous research has shown that bacterial vaginosis can increase a women’s risk of becoming infected with HIV as much as sixty percent. Our study is the first to show that the risk of transmitting HIV is also elevated.

Our findings point to the need for additional research to improve the diagnosis and treatment of bacterial vaginosis, which is extremely common in sub-Saharan Africa, the region of the globe with the highest burden of HIV.”

They examined the link between bacterial vaginosis and female-to-male HIV transmission risk. The prospective study involved 2,236 HIV- positive women and their uninfected male partners from seven African countries.

After the scientists had adjusted the findings for variables, such as sexual behavior, socio-demographic factors, male circumcision, sexually transmitted infections, pregnancy and HIV levels in the HIV-positive women’s blood, they discovered that bacterial vaginosis was linked to a considerably higher risk of female-to-male HIV transmission.

Cohen explained:

“We looked at the increased shedding of HIV in the genital tract, but that was not sufficient to explain the increased risk of female-to-male HIV transmission. It is also possible that bacterial vaginosis causes inflammation and that could be a factor. We don’t really understand the relationship between vaginal flora and inflammation.

We think it’s likely that the sharing of genital tract microbiota between women and men may be implicated as a cause of the transmission risk. The interrelationship of the sharing of flora remains poorly understood and is an important avenue for future research.”

Cohen concluded that more studies are required to gain a better understanding of the vaginal flora’s role. However, developing more treatments for bacterial vaginosis, such as improved drugs and probiotics would be a considerable step forward towards improving women’s health in general, but it would also be beneficial in helping to decrease the number of HIV infections and the risk of transmission.

Written by Petra Rattue
Copyright: Medical News Today

Data from: medicalnewstoday.com