การฝึกเจริญสติ (mindfulness training) ช่วยให้สุขภาพและความสุขสบายของคุณแม่ตั้งครรภ์และทารกแรกเกิดดีขึ้น

การศึกษาชี้ให้เห็นถึงการฝึกเจริญสติ (mindfulness training) ช่วยให้สุขภาพและความสุขสบายของคุณแม่ตั้งครรภ์และทารกแรกเกิดดีขึ้น
ไซแอนซ์เดลี่ (2 สิงหาคม 2555) ตามการวิจัยที่จะนำเสนอที่สมาคมจิตวิทยาอเมริกันของ ประชุมประจำปี ครั้งที่ 120 พบว่า คุณแม่มือใหม่ที่ให้ความสนใจกับการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และร่างกายในระหว่างตั้งครรภ์จะรู้สึกดีขึ้นและมีทารกแรกคลอดที่มีสุขภาพดีกว่าคุณแม่ที่ไม่สนใจ
เอลเลน แลงเกอร์ ศาสตราจารย์วิชาจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด และเป็นผู้บุกเบิกในการวิจัยการฝึกสติ และเป็นผู้รับรางวัล APA สำหรับการมีส่วนร่วมดีเด่นจิตวิทยาในด้านสาธารณสุข กล่าวในการสัมภาษณ์  “การวิจัยอย่างต่อเนื่องมากกว่า 40 ปี ทำให้ค้นพบที่ชัดเจนว่าไม่ว่าคุณจะไม่เอาใจใส่หรือเอาใจใส่ ทำให้สุขภาพและความสุขสบายของคุณแตกต่างมากในทุกลักษณะ – สมรรถภาพและการมีชีวิตยืนยาว”
สำหรับผลการศึกษาล่าสุดของแลงเกอร์ หญิงตั้งครรภ์ที่มีลูกคนแรกได้รับการฝึกฝนการฝึกเจริญสติ (mindfulness training) กับคำแนะนำในการสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดในความรู้สึกและประสาทสัมผัสทางกายภาพของพวกเขาในแต่ละวัน (รู้ทันอารมณ์ที่กระทบ) เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ ของคุณแม่ตั้งครรภ์ครั้งแรกที่ไม่ได้รับการฝึกฝนการฝึกเจริญสติ (mindfulness training) อีกสองกลุ่ม, ผู้หญิงเหล่านี้ได้รายงานความรู้สึกของความสุขสบายเป็นบวกมากขึ้นและความทุกข์ใจทางอารมณ์น้อยลง  “พวกเขามีความพึงพอใจความนับถือตนเองและพอใจในชีวิตที่สูงขึ้นในช่วงระยะเวลาของการตั้งครรภ์ถึงอย่างน้อยหนึ่งเดือนหลังคลอด”  “และยังมีผลกระทบเชิงบวกเกี่ยวกับการคลอดและสุขภาพของทารกแรกเกิดของพวกเขาโดยรวม”
การสอนการฝึกสติ (mindfulness) ผ่านความสนใจกับความแปรปรวนอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับกลุ่มอาการผิดปกติจำนวนมาก รวมทั้ง โรคหอบหืด โรคซึมเศร้าและการบกพร่องทางการเรียนรู้
“สังเกตเห็นความผันผวนอย่างละเอียดที่รู้สึกโต้ตอบกับความเผลอ(ขาดสติ) หรือภาพมายาของความเที่ยง เรามีแนวโน้มที่จะยึดติดกับสิ่งที่ยังคงอยู่ในจิตใจของเราแม้ข้อเท็จจริงว่าสิ่งทั้งหมดขณะนั้นกำลังเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าเราเปิดใจ โลกของความเป็นไปได้แสดงตัวของมันเอง ” เธอกล่าว
…ผู้แปลขอเสริมว่า การฝึกเจริญสติทำให้ รู้เท่าทันสิ่งที่มากระทบ ระลึกอยู่กับปัจจุบันขณะ  เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป  รู้โลกตามความเป็นจริง ทุกสิ่งตกอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา…
ผู้เขียนของหนังสือยอดนิยม “สติ”, “พลังแห่งการเรียนรู้สติ”, “ในการเป็นศิลปิน: ปฏิรูปตัวเองผ่านความคิดสร้างสรรค์สติ” และผลงานล่าสุด  “ทวนเข็มนาฬิกา: สุขภาพสติและพลังของความเป็นไปได้” แลงเกอร์ เป็นที่รู้จักกัน ผลงานของเธอเกี่ยวกับภาพมายาของการควบคุม ความชรา การตัดสินใจ และทฤษฎีสติ
ในการบรรยายของเธอ แลงเกอร์จะอธิบายการวิจัยของเธอที่จะมุ่งความเป็นไปได้มากกว่าจะหาสิ่งที่เป็นเป็นแบบอย่าง “นักจิตวิทยาได้ศึกษาอย่างมีแบบแผนถึง ‘บรรทัดฐาน’ มากกว่าข้อยกเว้นที่สามารถแสดงให้เห็นว่าเรามีความสามารถไปไกลกว่าที่ตระหนักถึงปัจจุบัน” ในบรรดางานวิจัยอื่น ๆ เธอก็จะอธิบายการทำงานของเธอแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงความคิด มีผลในการลดน้ำหนัก การมองเห็นและการได้ยินที่ดีขึ้น วิธีการที่แตกต่างที่ลึกซึ้งในการเลือกคำสามารถปรับปรุงสุขภาพให้ดีขึ้น
แลงเกอร์สาธิตให้เห็นถึงจิตวิทยาของความเป็นไปได้ ปี ค.ศ. 1981 การทดสอบของเธอ “ทวนเข็มนาฬิกา” ในกลุ่มของผู้สูงอายุใช้เวลาจมอยู่ในบำบัดสร้างขึ้นเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตประจำวันในปี 1950 ที่ที่พวกเขาจะพูดถึงอดีตที่ผ่านมาในประโยคปัจจุบัน (present tense) ผู้ชายในกลุ่มเปรียบเทียบย้อนระลึกถึงในสัปดาห์และได้รับคําแนะนําไม่ให้สนใจกาลกริยา (verb tense) กลุ่มทดลองพบว่ามีการปรับปรุงในการมองเห็น ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของข้อ ความยาวนิ้วมือ มากขึ้น (โรคข้ออักเสบของพวกเขาลดลงและพวกเขาสามารถเหยียดนิ้วมือมากขึ้น) และความกระฉับกระเฉงในการใช้มือมากขึ้น  การทดสอบทางสติปัญญาร้อยละ 63 ของกลุ่มทดลองคะแนนของพวกเขาดีขึ้นเมื่อเทียบกับร้อยละ 44 ของกลุ่มควบคุม
โทรทัศน์บีบีซีที่จำลองแบบการศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้กับดาราอังกฤษในรายการที่มีการฉายในสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย อินเดีย และฮ่องกง เร็ว ๆ นี้ก็ได้จำลองแบบการศึกษานี้กับดาราประเทศเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์
“มันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนที่จะตระหนักถึงความเป็นไปได้ให้มากขึ้นสำหรับคนทุกเพศทุกวัยและทุกชีวิตที่ดำเนินไป” แลงเกอร์เน้น  “งานวิจัยของฉันได้แสดงวิธีการใช้คำที่แตกต่างกันที่นำเสนอเป็นทางเลือกเล็ก ๆ หรือ การเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งในสภาพแวดล้อมทางกายภาพ สามารถปรับปรุงสุขภาพและความสุขสบายของเราให้ดีขึ้น  การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ สามารถทำให้เกิดความแตกต่างขนานใหญ่ ดังนั้นเราจึงควรเปิดตัวเองต่อความเป็นไปไม่ได้และอ้าแขนรับจิตวิทยาของความเป็นไปได้ “
 

.

Related link:

จิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์ 

โรงเรียนพ่อแม่

เสถียรธรรมสถาน http://www.sdsweb.org/sdsweb/

โทรศัพท์ 02-519-1119, 02-510-6697

Mae Chee Sansanee Sthirasuta    Sathira-Dhammasathan

http://www.facebook.com/sdsface

 

Mindfulness Training May Improve Health and Well-Being of Pregnant Women and Their Newborns, Study Suggests

ScienceDaily (Aug. 2, 2012) — First-time mothers who pay attention to their emotional and physical changes during their pregnancy may feel better and have healthier newborns than new mothers who don’t, according to research to be presented at American Psychological Association’s 120th Annual Convention.

“These findings continue more than 40 years of research that has made clear that whether you are mindless or mindful makes a big difference in every aspect of your health and well-being –from competence to longevity,” Ellen Langer, professor of psychology at Harvard University and a pioneer in researching mindfulness, said in an interview. Langer is a past recipient of APA’s Award for Distinguished Contributions to Psychology in the Public Interest.

Ellen Langer. Famous psychologist. First tenur...

Ellen Langer. Famous psychologist. First tenured female psychologist at Harvard. en.wikipedia.org/wiki/Ellen_Langer (Photo credit: Wikipedia)

For Langer’s recent study, researchers trained women pregnant with their first child in mindfulness with instructions to notice subtle changes in their feelings and physical sensations each day, she said. When compared with two other groups of first-time pregnant mothers who did not have the mindfulness training, these women reported more well-being and positive feelings and less emotional distress. “They had higher self-esteem and life satisfaction during this period of their pregnancy and up to at least a month after birth,” Langer said. “And this also had a positive impact on their deliveries and overall health of the newborns.”

Teaching mindfulness through attention to variability may be helpful for many disorders, including asthma, depression and learning disabilities, to name a few, according to Langer.

“Noticing even subtle fluctuations in how you feel can counter mindlessness, or the illusion of stability. We tend to hold things still in our minds, despite the fact that all the while they are changing. If we open up our minds, a world of possibility presents itself,” she said.

Author of the popular books “Mindfulness,” “The Power of Mindful Learning,” “On Becoming an Artist: Reinventing Yourself Through Mindful Creativity,” and most recently, “Counterclockwise: Mindful Health and the Power of Possibility,” Langer is known for her work on the illusion of control, aging, decision-making and mindfulness theory.

In her lecture, Langer will describe her research to test possibilities rather than find out what is typical. “Psychologists have traditionally studied the ‘norm’ rather than exceptions that could show that we are capable of far more than we currently realize,” she said. Among other research, she will describe her work showing how a change in mindset has resulted in weight loss and improved vision and hearing, and how subtle differences in choice of words can improve health.

Cover of "Counterclockwise: Mindful Healt...

Langer first demonstrated the psychology of possibilities in her landmark 1981 “counterclockwise” experiment in which a group of elderly men spent time immersed in a retreat created to reflect daily life in the 1950s and where they were told to speak of the past in the present tense. Men in a comparison group reminisced for the week and were given no instructions regarding verb tense. The experimental group showed greater improvement in vision, strength, joint flexibility, finger length (their arthritis diminished and they could straighten their fingers more) and manual dexterity. On intelligence tests, 63 percent of the experimental group improved their scores, compared to 44 percent of the control group, Langer said.

BBC television recently replicated the study with British celebrities in a program that has been viewed in Great Britain, Australia, India and Hong Kong. It’s currently being replicated with local celebrities in Germany and the Netherlands, Langer said.

“It is important for people to realize there can be enhanced possibilities for people of all ages and all walks of life,” Langer emphasized. “My research has shown how using a different word, offering a small choice or making a subtle change in the physical environment can improve our health and well-being. Small changes can make large differences, so we should open ourselves to the impossible and embrace a psychology of possibility.”

Presentation: “The Psychology of Possibility,” Ellen J. Langer, PhD, Session 2254, American Psychological Foundation Arthur W. Staats Lecture on Unifying Psychology, Aug. 3.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byAmerican Psychological Association (APA), via Newswise

Data from: sciencedaily.com

โรคกรดไหลย้อน (GERD)

โรคกรดไหลย้อนเป็นภาวะที่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการสำคัญ ได้แก่ อาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก และมีน้ำรสเปรี้ยวหรือรสขม ไหลย้อนขึ้นมาทางปาก ภาวะกรดไหลย้อนนี้ ถ้าเป็นเรื้อรังอาจทำให้เกิดพยาธิสภาพในหลอดอาหาร ได้แก่ หลอดอาหารอักเสบ มีเลือดออกจากหลอดอาหาร และอาจจะทำให้ปลายหลอดอาหารตีบได้ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุหลอดอาหาร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงจะกลายเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้ในที่สุด

อาการของผู้ป่วยขึ้นอยู่กับอวัยวะที่ถูกระคายเคืองโดยกรด เช่น

1. อาการทางคอหอยและหลอดอาหาร

• กลืนลำบาก ติด ๆ ขัด ๆ คล้ายมีก้อนอยู่ในคอ หรือกลืนเจ็บ
• เจ็บคอ มีเสมหะอยู่ในลำคอ โดยเฉพาะในตอนเช้า หรือระคายคอตลอดเวลา
• อาการปวดแสบร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่ บางครั้งอาจร้าวไปที่บริเวณคอได้
• เรอบ่อย คลื่นไส้ คล้ายมีอาหารหรือน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาในอกหรือคอ
• รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือรสเปรี้ยวของกรดในคอ หรือปาก

2. อาการนอกระบบหลอดอาหาร

• มีกลิ่นปาก เสียวฟัน หรือมีฟันผุได้
• เป็นหวัดเรื้อรัง
• เสียงแหบเรื้อรัง หรือแหบเฉพาะตอนเช้า หรือมีเสียงผิดปกติไปจากเดิม
• ไอเรื้อรัง รู้สึกสำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออกในเวลากลางคืน จนอาจทำให้ต้องตื่นกลางดึก
• อาการหอบหืดที่เคยเป็นอยู่ (ถ้ามี) แย่ลง หรือไม่ดีขึ้นจากการใช้ยา เจ็บหน้าอก โรคปอดอักเสบ เป็น ๆ หาย ๆ

การรักษา

  1. ปรับเปลี่ยนนิสัย และการดำเนินชีวิตประจำวัน  (lifestyle modification) และหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรค
  2. การรักษาโดยการใช้ยาการปรับเปลี่ยนนิสัยและการดำเนินชีวิตประจำวัน ควรปฏิบัติดังนี้

นิสัยส่วนตัว

  • อย่าให้เครียด และงดการสูบบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่คับ หรือรัดแน่น โดยเฉพาะบริเวณรอบเอว
  • พยายามลดน้ำหนักถ้าน้ำหนักเกิน
  • ถ้ามีอาการท้องผูก ควรรักษาและหลีกเลี่ยงการเบ่ง

นิสัยในการรับประทานอาหาร

  • หลีกเลี่ยงการนอนราบ ออกกำลัง การยกของหนัก การเอี้ยวหรือก้มตัว หลังจากรับประทานอาหารทันที หรืออย่างน้อยควรห่างกัน 3 ชม.
  • รับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด อาหารมัน อาหารย่อยยาก พืชผักบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม มะเขือเทศ ฟาสต์ฟู้ด
  • หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกช็อกโกแลต ถั่ว ลูกอมเปปเปอร์มินต์ส เนย ไข่ นมหรืออาหารที่มีรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หวานจัด  กาแฟ ชา  น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์
  • รับประทานอาหารปริมาณพอดีในแต่ละมื้อ  ไม่ควรรับประทานอาหารจนอิ่มแน่นท้องมาก

นิสัยการนอน

  • ไม่ควรนอนหลังการรับประทานอาหารทันที  หรืออย่างน้อยควรห่างกัน 3 ชม.
  • เวลานอน ควรหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้นประมาณ 6-10 นิ้วจากพื้นราบ

การรับประทานยา

  • ควรรับประทานยาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง ไม่ควรลดขนาดยาหรือหยุดยาเอง และมาพบแพทย์ตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องเพื่อปรับขนาดยา
  • อย่าซื้อยารับประทานเองเวลาป่วย เนื่องจากยาบางชนิดจะทำให้กระเพาะอาหารมีการหลั่งกรดเพิ่มขึ้น หรือกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่างคลายตัวมากขึ้น
  • ประมาณร้อยละ 90 ของผู้ป่วยที่มีอาการของโรคกรดไหลย้อน สามารถควบคุมอาการได้ด้วยยา

ข้อมูลจาก นายแพทย์จีรวัส  ศิลาสุวรรณ อายุรแพทย์ระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลพญาไท 2 http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงษ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา: เดลินิวส์ 12 สิงหาคม 2555

ถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสพิษสุนัขบ้าจาก “สมองกระต่าย”

ข่าวกระต่ายเป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัดคน เป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับคนไทย กรณีนี้แม้ทางสถานเสาวภา สภากาชาดไทย ได้ตรวจเนื้อสมองกระต่ายยืนยันแล้วว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่กระบวนการทางห้องปฏิบัติการ (แล็บ) ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เพราะได้มีการถอดรหัสพันธุกรรมต่ออีก

ดร.สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี หัวหน้าห้องปฏิบัติการ ศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง ศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกด้านค้นคว้าและอบรมโรคติดเชื้อไวรัสจากสัตว์สู่คน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า สถานเสาวภาเป็นแล็บในการตรวจหัวสุนัขหรือหัวสัตว์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่สงสัยเป็นโรคพิษสุนัขบ้า กรณีนี้หลังจากตรวจแอนติเจน หรือโปรตีนไวรัสบนเนื้อสมองของกระต่ายโดยใช้แอนติบอดีที่มีสารเรืองแสงเพื่อดูว่ามีเชื้อหรือไม่มีเชื้อ ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกและองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศให้การรับรอง เมื่อพบว่ากระต่ายเป็นโรคพิษสุนัขบ้าจึงส่งมาถอดรหัสพันธุกรรมเพื่อดูว่าเชื้อเป็นสายพันธุ์ใด มาจากที่ไหน มีอะไรแปลกประหลาดจากในอดีตหรือไม่

การถอดรหัสพันธุกรรมไม่ได้ทำทุกครั้ง เพราะค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลานาน จะทำกรณีที่น่าสนใจ อย่างกรณีนี้กระต่ายเป็นโรคพิษสุนัขบ้าพบน้อยเป็นตัวที่สองที่มีรายงานจากห้องชันสูตรโรคพิษสุนัขบ้า สถานเสาวภา สภากาชาดไทย ในระยะ 30 ปีที่ผ่านมาการถอดรหัสพันธุกรรมเป็นวิธีเสริมเพื่อยืนยันหาแหล่งต้นตอของโรค โดยนำมาเทียบเคียงกับฐานข้อมูลรหัสพันธุกรรมไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าจากหัวสุนัข คน และสัตว์อื่น ๆ ที่ทำไว้ต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มจาก 239 รหัสพันธุกรรม เป็นต้นแบบในปี 2548

วิธีการถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า เริ่มจากสกัดสารพันธุกรรมจากเนื้อสมองสุนัข จากนั้นเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมด้วยวิธีพีซีอาร์ โดยใช้ “ไพรเมอร์”หรือตัวตรวจจับที่มีความจำเพาะต่อยีน (ข้อมูลพันธุกรรม) ที่ต้องการตรวจ จนได้สารพันธุกรรมของไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าเพื่อถอดรหัสพันธุกรรมขั้นต่อไป ในขั้นต้นจากการตรวจด้วยวิธีเรียลไทม์ พีซีอาร์ ด้วยการนำสารสกัดพันธุกรรมของไวรัสมาตรวจ โดยใช้ชุดตรวจที่ออกแบบและผลิตขึ้นเอง สามารถยืนยันว่าเชื้อที่พบในหัวกระต่ายเป็นเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าจริง และยืนยันได้ว่าเป็นเชื้อที่วนเวียนอยู่ปกติในประเทศไทยเนื่องจากตัวตรวจจับได้ออกแบบบนพื้นฐานของเชื้อที่พบในประเทศไทย แต่ยังแยกชนิดไม่ได้ว่าไวรัสต้นตอมาจากสุนัข หรือสัตว์อื่น

พันธุกรรมไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าจากสมองกระต่ายคาดว่ารู้ผลในสัปดาห์นี้ เมื่อได้รหัสมาแล้วจะนำมาเทียบเคียงกับข้อมูลที่เคยทำไว้ก่อนหน้านี้ทั้งหมด และของประเทศเพื่อนบ้าน ไวรัสในประเทศไทยที่ผ่านมาทั้งหมดมีต้นตอจากสุนัขทั้งสิ้น และแพร่ไปติดคน สัตว์ต่าง ๆ แมว รวมทั้งสัตว์ป่า ถ้าผลที่ได้ไม่ตกอยู่ในกลุ่มสุนัขดั้งเดิม จะแสดงว่ามีไวรัสพิษสุนัขบ้าแพร่กระจายตั้งตัวในสัตว์ชนิดอื่นนอกจากสุนัข ดังเช่นในสหรัฐ ที่มีไวรัสพิษสุนัขบ้าเฉพาะในค้างคาวชนิดต่าง ๆ แรคคูน หมาป่า หมาจิ้งจอก สกั๊ง และในอเมริกาใต้มีไวรัสเฉพาะในค้างคาวดูดเลือด ถ้าผลที่ได้ตกอยู่ในกลุ่มสุนัขก็จะสามารถบอกได้ว่า ไวรัสมาจากพื้นที่ใด แต่บอกไม่ได้ว่าเป็นสัตว์ชนิดใดที่แพร่ให้กระต่าย

สำหรับคนที่โดนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดกัด แนะนำว่า ควรล้างแผลทันที อย่ารีรอ ด้วยน้ำและสบู่ประมาณ 10 นาที โดยปล่อยน้ำก๊อกให้ไหลผ่านบริเวณบาดแผล เนื่องจากไวรัสมีเปลือกเป็นไขมัน สบู่ฆ่าไวรัสได้ดี จากนั้นรีบไปพบแพทย์ ภายใน 48 ชม. นอกจากการฉีดวัคซีนแล้ว ควรฉีดเซรุ่ม (มี 2 แบบคือแบบที่ผลิตจากคนและแบบที่ผลิตจากม้า) ที่แผลด้วย ถ้าแผลลึกมีเลือดออก เพื่อให้แอนติบอดี (ภูมิต้านทาน) ไปทำลายและยับยั้งไม่ให้เชื้อไวรัสซึ่งอยู่ในกล้ามเนื้อเข้าเส้นประสาทได้ รอเวลา14 วัน ให้แอนติบอดีจากวัคซีนออกฤทธิ์ ถ้าไวรัสเข้าเส้นประสาทแล้วยาหรือเซรุ่มก็ไม่สามารถช่วยได้ หากอาศัยอยู่ในจังหวัดที่ห่างไกลโรงพยาบาลไม่มีเซรุ่มสำรองไว้ ก็อาจมีความเสี่ยงติดเชื้อได้แม้จะได้รับการฉีดวัคซีนก็ตาม ถ้าไม่มีเซรุ่มต้องส่งไปฉีดที่อื่นอย่างด่วน

แนะนำว่า ควรนำสุนัข แมวไปฉีดวัคซีนทุกปี ฉีด 2 เข็ม ในปีแรก และ ต่อไปปีละเข็ม อย่างไรก็ตามถ้าสุนัขในประเทศไทยฉีดวัคซีน 70% ขึ้นไปอย่างต่อเนื่องทุกปี เชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าจะลดลงไปเรื่อย ๆ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำ คือ สำรวจประชากรสุนัขอย่างถูกต้อง หากตำบลหรือหมู่บ้านไม่รู้ว่ามีสุนัขเท่าไหร่คงไม่สามารถรู้ได้ว่าฉีดวัคซีนไปได้ 70% แล้ว กรุงเทพฯ คนอาศัยอยู่เยอะมาจากทั่วสารทิศ ประชากรสุนัขก็เยอะ โดยเฉพาะสุนัขจรจัด จึงกลายเป็นแหล่งรวมแหล่งใหญ่ของโรคพิษสุนัขบ้าจากถิ่นต่าง ๆ การควบคุมก็ยาก ดังนั้นถ้าเจอสัตว์ป่วยไม่เฉพาะสุนัข แมว ที่มีอาการทางระบบประสาท เช่น อยู่ดี ๆ ก็ดุ ซึม หรือตายไป ควรตัดหัวส่งตรวจเพื่อดูว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่ เพื่อประเทศไทยจะได้ทราบและประเมินสถานการณ์ได้ถูกต้อง.

นวพรรษ บุญชาญ

 

ที่มา: เดลินิวส์ 12 สิงหาคม 2555

พบเทคนิคการฝึกสมาธิอย่างถูกวิธี คือกุญแจสู่ความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติ

ไซแอนซ์เดลี่ (6 กรกฎาคม 2555) เคยฝึกสมาธิแล้วอยากเลิกฝึกสมาธิไหม? อาจเป็นเพราะคุณเลือกวิธีฝึกสมาธิผิด  การศึกษาใหม่ ที่เผยแพร่ทางออนไลน์ในวารสารวิทยาศาสตร์และการแพทย์ 7 กรกฎาคม พบว่า:  สิ่งสำคัญของการสร้างความมั่นใจในผู้ฝึกทำสมาธิมือใหม่คือเลือกวิธีฝึกสมาธิที่สะดวกสบายมากที่สุดดีกว่าเลือกวิธีฝึกสมาธิที่มีความนิยมมากที่สุด

เบิร์คเป็นศาสตราจารย์ของการศึกษาด้านสุขภาพที่เอสเอฟสเตทและผู้อำนวยการสถาบันเอสเอฟของรัฐเพื่อการศึกษาด้านสุขภาพแบบองค์รวม กล่าวว่า ถ้าพวกเขาทำตามข้างต้นมีแนวโน้มที่จะติด แต่ถ้าไม่ มีโอกาสสูงที่พวกเขาอาจจะล้มเลิกการฝึกสมาธิ สูญเสียผลประโยชน์ส่วนบุคคลมากมายนับไม่ถ้วนและสูญเสียผลประโยชน์ในทางการแพทย์

“เนื่องจากมีการใช้การฝึกสมาธิทั้งทั่วไปและทางคลินิกเพิ่มขึ้น คุณต้องให้แน่ใจว่าคุณกำลังค้นหาวิธีการที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคน” เขากล่าว ถึงแม้ว่าการทำสมาธิได้กลายเป็นที่นิยมมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในสหรัฐอเมริกา  มีการศึกษาน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการหลักในการตรวจสอบความชอบของแต่ละบุคคลหรือผลประโยชน์ทางคลินิกที่เฉพาะเจาะจง

เพื่อทำความเข้าใจความต้องการของผู้ฝึกสมาธิ เบิร์ค เปรียบเทียบสี่วิธีของการฝึกทำสมาธิที่นิยม ได้แก่ – มันตรา (Mantra), การฝึกสติ (Mindfulness), เซน (Zen) และการฝึกชี่กง (Qigong Visualization ) – เพื่อดูว่าผู้เริ่มหัดปฏิบัติสมาธิชื่นชอบอย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่า

การศึกษาของผู้เข้าร่วมการทดลอง 247 คน ซึ่งได้รับการสอนวิธีการฝึกสมาธิแต่ละวิธีและขอให้ปฏิบัติที่บ้านและในตอนท้ายของการศึกษาประเมินผลว่าวิธีการฝึกสมาธิใดที่พวกเขาต้องการ   ร้อยละ 31 ชอบมันตรา (Mantra) และการฝึกสติ (Mindfulness)   ร้อยละ 22 และร้อยละ 14.8 ชอบเซน (Zen) และการฝึกชี่กง (Qigong) ตามลำดับ

ผลการศึกษาแสดงค่าของการให้ผู้ฝึกปฏิบัติทำสมาธิมือใหม่ใช้วิธีเรียบง่ายเข้าถึงวิธีการทำสมาธิได้มากขึ้น แต่พวกเขายังเน้นว่าไม่มีเทคนิคใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน แม้วิธีการธรรมดาก็เป็นที่ต้องการของบางคน  ผู้เข้าร่วมทดลองที่มีอายุมากซึ่งเติบโตในขณะที่เซนกำลังเป็นเทคนิคการทำสมาธิที่ได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกา มีแนวโน้มที่จะชอบวิธีการฝึกสมาธิแบบเซนเป็นพิเศษ

ที่น่าสนใจคือมันตรา (Mantra) และการฝึกสติ (Mindfulness) ก็พบว่ามีความน่าสนใจพอ ๆ กัน แม้จะมีข้อเท็จจริงที่ว่าเทคนิคแตกต่างกันลึกซึ้ง  เบิร์คกล่าวว่า การฝึกสติ (Mindfulness) เป็นเทคนิคการทำสมาธิล่าสุดที่จะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และเป็นวิธีเดียวกับผู้ฝึกปฏิบัติเริ่มต้นและผู้มีอาชีพด้านสุขภาพคุ้นเคย การฝึกสติ (Mindfulness) คือวิธีที่ผู้เข้าร่วมทดลองที่มีอายุน้อยที่สุดชอบมากที่สุด

“ถ้ามีบางคนเปิดเผยผ่านสื่อหรือผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพถึงเทคนิคเฉพาะของการทำสมาธิ  พวกเขาอาจทึกทักว่าเทคนิคการทำสมาธิที่เป็นที่นิยมนั้นดีที่สุดสำหรับทุกคน”  “แต่เหมือนกับพูดว่า ชุดสีชมพูหรือเสื้อกีฬาสีน้ำเงินเป็นที่นิยมในปีนี้และทุกคนใส่แล้วจะดูดี ในความจริงแล้ว มีความแตกต่างในแต่ละบุคคลแต่ละสิ่ง. เสื้อมีขนาดเดียวย่อมไม่พอดีกับทุกคน.”

หากบุคคลไม่ได้รู้สึกสะดวกสบายกับวิธีการฝึกทำสมาธิเฉพาะ ด้วยเหตุผลใดก็ตามพวกเขาอาจจะมีโอกาสน้อยที่จะยังคงนั่งสมาธิและจะสูญเสียประโยชน์ เช่น ลดความเครียด ลดความดันโลหิต หรือแม้แต่การรักษาการติดยาเสพติด

เบิร์คหวังที่จะเห็นการศึกษาเปรียบเทียบการฝึกทำสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะเพื่อตรวจสอบว่าวิธีการใดดีกว่าสำหรับปัญหาสุขภาพที่เฉพาะเจาะจง เช่น การติดยาเสพติด หากเป็นกรณีนี้ บุคลากรทางการแพทย์ควรจะสามารถให้คำแนะนำผู้ป่วยถึงเทคนิคการฝึกทำสมาธิที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับผู้ป่วย การศึกษาเพิ่มเติมยังมีความจำเป็นเพื่อให้มีกฎเกณฑ์แนวทางการพยากรณ์ว่าวิธีการฝึกทำสมาธิใดที่จะเหมาะที่สุดสำหรับแต่ละบุคคลโดยเฉพาะ

.

Related link:

Meditation. A new study highlights the importance of ensuring that new meditators select methods with which they are most comfortable, rather than those that are most popular. (Credit: © yellowj / Fotolia)

Finding Right Meditation Technique Key to User Satisfaction

ScienceDaily (July 6, 2012) — New to meditation and already thinking about quitting? You may have simply chosen the wrong method. A new study published online July 7 in Explore: The Journal of Science and Healing highlights the importance of ensuring that new meditators select methods with which they are most comfortable, rather than those that are most popular.

If they do, they are likely to stick with it, says Adam Burke, the author of the study. If not, there is a higher chance they may abandon meditation altogether, losing out on its myriad personal and medical benefits. Burke is a professor of Health Education at SF State and the director of SF State’s Institute for Holistic Health Studies.

“Because of the increase in both general and clinical use of meditation, you want to make sure you’re finding the right method for each person,” he said. Although meditation has become significantly more popular in the U.S., Burke said, there have been very few studies comparing multiple methods head to head to examine individual preference or specific clinical benefits.

To better understand user preference, Burke compared four popular meditation methods — Mantra, Mindfulness, Zen and Qigong Visualization — to see if novice meditation practitioners favored one over the others. The study’s 247 participants were taught each method and asked to practice at home and, at the end of the study, evaluate which they preferred. The two simpler methods, Mantra and Mindfulness, were preferred by 31 percent of study participants. Zen and Qigong had smaller but still sizable contingents of adherents, with 22 percent and 14.8 percent of participants preferring them, respectively.

The results show the value of providing new practitioners a simpler, more accessible method of meditation. But they also emphasize that no one technique is best for everyone, and even less common methods are preferred by certain people. Older participants, who grew up when Zen was becoming one of the first meditation techniques to gain attention in the U.S., in particular were more likely to prefer that method.

“It was interesting that Mantra and Mindfulness were found to be equally compelling by participants despite the fact that they are fundamentally different techniques,” Burke said. Mindfulness is the most recent meditation technique to gain widespread popularity, he added, and is often the only one with which a novice practitioner or health professional is familiar. Not surprisingly, Mindfulness was the method most preferred by the youngest participants.

“If someone is exposed to a particular technique through the media or a healthcare provider, they might assume because it’s popular it’s the best for everyone,” Burke said. “But that’s like saying because a pink dress or a blue sport coat is popular this year, it’s going to look good on everybody. In truth, different people like different things. One size does not fit all.”

If an individual is not comfortable with a specific method for any reason, he said, they may be less likely to continue meditating and would lose out on such benefits as reduced stress, lower blood pressure or even treatment for addiction.

Burke hopes to see more comparative meditation studies, especially to determine if particular methods are better at addressing specific health issues, such as addiction. If that’s the case, he said, healthcare professionals would be able to guide patients toward techniques that will be most effective for them. Additional studies are also needed to determine if there is a way to predict which method will be best suited for any particular individual, he said.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided by San Francisco State University, via EurekAlert!, a service of AAAS.

Journal Reference:

  1. Adam Burke. Comparing Individual Preferences for Four Meditation Techniques: Zen, Vipassana (Mindfulness), Qigong, and MantraEXPLORE: The Journal of Science and Healing, 2012; 8 (4): 237 DOI:10.1016/j.explore.2012.04.003

Data from: sciencedaily.com

พุทธชยันตีที่ ‘ใจ’

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วิสัชนาถึงเส้นทางชนะกิเลสมารในยุคดิจิทัลได้อย่างไร คำถามที่พุทธศาสนิกชนครุ่นคิดอยู่ทุกลมหายใจ

เรื่อง : พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วิสัชนาถึงเส้นทางชนะกิเลสมารในยุคดิจิทัลได้อย่างไร คำถามที่พุทธศาสนิกชนครุ่นคิดอยู่ทุกลมหายใจ ถึงแม้ว่าจะผ่านเดือนวิสาขปุณณมี วันสำคัญ 4 มิถุนายน วันแห่งการชนะมารของพระพุทธเจ้า

“ในสมัยพุทธกาล เครื่องมือสำคัญของพระพุทธองค์ในการสู้กับมาร โลภะ โทสะ โมหะ คือ คณะสงฆ์ซึ่งมีทั้งภิกษุบริษัท และภิกษุณีบริษัท แต่สมัยปัจจุบัน อุบาสกบริษัทและอุบาสิกาบริษัท มีความสำคัญอย่างมาก การจัดองค์กรฝ่ายคฤหัสถ์ให้เข้มแข็ง จะเป็นกำลังสำคัญของพระศาสนาในการเอาชนะมารทั้งในระดับปัจเจกและระดับสังคมได้…” คำตอบจากพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จังหวัดชัยภูมิ ทำให้เราเกิดความกระจ่างขึ้นอีกระดับหนึ่ง แต่ไม่ทั้งหมด

2600 ปี พุทธชยันตี พระพุทธเจ้าทรงชนะกิเลสมารอย่างสิ้นเชิง มีการเฉลิมฉลองใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา วันนี้ วิสาขปุณณมีเพิ่งล่วงไปไม่นานนัก แต่เราไม่น่าจะหยุดการระลึกถึงวันนี้เพียงช่วงเวลานั้น และสิ่งใดที่เราควรจะระลึกถึงและน้อมนำมาปฏิบัติให้มากที่สุดในวาระนี้ เราจึงธรรมวิจัยเล็กๆ สุ่มขอคำถามจากเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊ค รวบรวมที่คล้ายกันและต่างกันมาได้ 10 คำถาม นิมนต์พระอาจารย์เมตตาตอบ และขอเชิญทุกท่านร่วมพิจารณาใคร่ครวญธรรมไปด้วยกัน…

ปุจฉา : 1. พุทธชยันตีคืออะไร มีดีอย่างไร ชยันตี แปลว่าอะไร เป็นพุทธศาสนิกชนควรปฏิบัติตนอย่างไรกันบ้าง เพื่อเป็นชาวพุทธที่แท้จริง มากกว่าเป็นชาวพุทธตามทะเบียนบ้าน

วิสัชนา : “พุทธชยันตี” ตามรูปศัพท์หมายถึงชัยชนะของพระพุทธเจ้า ความหมายเฉพาะก็คือ งานเฉลิมฉลองในโอกาสสำคัญที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า เช่น พุทธชยันตี 25 พุทธศตวรรษ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อปี 2500 ในโอกาสที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานครบ 2,500 ปี ล่าสุดก็คือ พุทธชยันตี 26 ศตวรรษแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
ในโอกาสเช่นนี้ชาวพุทธควรเฉลิมฉลอง มิใช่ด้วยอามิสบูชา หรือบูชาพระองค์ในฐานที่ทรงเป็นมหาบุรุษหรือพระบรมศาสดาเท่านั้น หากยังควรบำเพ็ญปฏิบัติบูชา คือ ปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างจริงจังมากขึ้น ทั้งการรักษาศีล การเจริญสมาธิและปัญญา เพื่อให้ชีวิตของเราแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกับคำสอนของพระองค์ จะทำเช่นนั้นได้เราควรศึกษาทำความเข้าใจคำสอนของพระองค์ให้ถ่องแท้ อย่างน้อยก็รู้ว่าพระองค์ตรัสรู้อะไร และสิ่งที่ตรัสรู้นั้นมีความสำคัญต่อเราอย่างไร ทั้งนี้จะช่วยให้การเป็นชาวพุทธของเรามีคุณค่ามากขึ้น คือ ไม่ได้เป็นชาวพุทธตามประเพณี แต่เป็นชาวพุทธด้วยความตระหนักชัดว่า คำสอนของพระพุทธองค์สามารถชี้นำกำกับชีวิตของเราให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง เจริญงอกงาม และบังเกิดความผาสุก

ปุจฉา : 2. พระพุทธเจ้าทรงชนะกิเลสอะไรบ้างในคืนวิสาขะ

วิสัชนา : กิเลสที่ทรงชนะในคืนวันวิสาขะเมื่อ 2,600 ปีที่แล้ว คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง อันเป็นผลมาจากทรงเกิดญาณหยั่งรู้ในธรรม คือเห็นว่าสิ่งทั้งปวงตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีสิ่งใดที่เป็นตัวตนอันสามารถยึดติดถือมั่นได้เลย ทำให้กิเลสไม่มีที่ตั้งอีกต่อไป เป็นเหตุให้พระองค์สิ้นทุกข์ เข้าถึงพระนิพพาน คือความสงบเย็นอย่างแท้จริง

ปุจฉา : 3. เมืองพุทธในต่างประเทศมีการฉลองอย่างไรบ้าง ที่ไหน ทำอะไร สำคัญอย่างไร

วิสัชนา : เท่าที่ทราบศรีลังกา พม่าก็มีการจัดงานพุทธชยันตีเช่นกัน แต่เขาจัดเมื่อปีที่แล้วเนื่องจากนับพุทธศักราชเร็วกว่าของไทย 1 ปี อย่างไรก็ตาม ควรทราบด้วยว่า เมื่อพระพุทธองค์ปรินิพพานครบ 2,500 ปี ก็เคยมีการจัดพุทธชยันตีในนานาประเทศมาแล้วเมื่อปีพ.ศ. 2499 และ 2500

ปุจฉา : 4.เหตุใดนัยแห่ง “การตรัสรู้” ของพระพุทธองค์ในวันวิสาขบูชา จึงมีความสำคัญสูงกว่าการประสูติและปรินิพพานซึ่งเป็นวันเดียวกันในวันวิสาขบูชาของทุกปี ทำบุญในวาระนี้ จะช่วยให้ได้บุญมากกว่าไหม

วิสัชนา : การประสูติและปรินิพพาน แม้เป็นเหตุการณ์สำคัญในพุทธประวัติ และสามารถเตือนใจให้ชาวพุทธได้ตระหนักถึงความไม่เที่ยงของชีวิต ที่ทุกคนต้องประสบ ไม่เว้นแม้แต่พระพุทธองค์

แต่การตรัสรู้ของพระองค์นั้น มีความสำคัญยิ่งกว่า ก็เพราะสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้นั้นไม่ใช่สิ่งลี้ลับ แต่เป็นความจริงที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้และปฏิบัติได้ อันได้แก่อริยสัจสี่ โดยเฉพาะมรรคมีองค์ 8 นั้น เป็นระบบปฏิบัติที่ชัดเจนที่หากปฏิบัติแล้วย่อมช่วยให้พ้นทุกข์ได้

การรู้เพียงแค่ว่าพระพุทธองค์ประสูติและปรินิพพานนั้น ยังไม่เป็นประโยชน์มากสำหรับชาวพุทธมากเท่ากับการรู้ว่าพระพุทธองค์ตรัสรู้อะไร ด้วยเหตุนี้การตรัสรู้ของพระพุทธองค์ จึงมีความสำคัญสำหรับชาวพุทธที่มุ่งพ้นทุกข์ หรือเข้าถึงความสุขที่ประเสริฐ มากกว่าการประสูติและปรินิพพานของพระองค์

ส่วนคำถามที่ว่าทำบุญในวันวิสาขะหรือในเทศกาลพุทธชยันตีจะได้บุญมากกว่าหรือไม่ คำตอบก็คือ บุญจะได้มากหรือน้อย ไม่ได้อยู่ที่เวลาและสถานที่ แต่อยู่ที่ใจของผู้ทำเป็นสำคัญ คือ ทำด้วยเจตนาที่มุ่งลดละ หรือด้วยจิตที่เป็นกุศล นอกจากนั้นก็ยังขึ้นอยู่กับประเภทของบุญด้วย เช่น บุญที่เกิดจากการถวายทาน ย่อมน้อยกว่าบุญที่เกิดจากการรักษาศีลและสมาธิภาวนา เป็นต้น

ปุจฉา : 5. ชาวพุทธมีแนวการปฏิบัติธรรมที่หลากหลาย พระอาจารย์เมตตาแนะนำหนทางปฏิบัติหนึ่งเดียวที่สำคัญของทุกคน

วิสัชนา : แนวทางปฏิบัติที่เป็นสากลและเหมาะสำหรับชาวพุทธทุกคนก็มีอยู่แล้ว นั่นคือ มรรคมีองค์ 8 ซึ่งบางทีก็เรียกว่า ทางสายกลาง แต่ในขั้นการปฏิบัติของแต่ละคน หรือแต่ละท้องถิ่น หรือแต่ละวัฒนธรรม มักมีจุดเน้นหรือรายละเอียดแตกต่างกันออกไป เช่น สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ก็มีวิธีการที่หลากหลายมาก เฉพาะฝ่ายเถรวาทมีการจำแนกออกเป็น 40 วิธี

อย่างไรก็ตามแนวทางการปฏิบัติทั้งหมดนี้ หากสรุปย่อ ๆ ก็ได้แก่ ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา ใครถนัดหรือพร้อมข้อไหนก็ทำข้อนั้นไปก่อน ไม่จำเป็นต้องทำเหมือน ๆ กัน เพราะมนุษย์เรานั้นมีความพร้อม ความถนัด แตกต่างกัน แม้แต่ศีล บางคนก็ขอทำแค่ศีล 5 ก่อน แต่บางคนมีศรัทธามากก็สมาทานศีล 8 บางคนทำได้มากกว่านั้นก็สมาทานศีล 10 ดังนั้นความแตกต่างหลากหลายจึงเป็นเรื่องธรรมดา

ปุจฉา : 6. ทำไมพระพุทธเจ้าชอบนั่งปฏิบัติธรรมอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ทำไมไม่นั่งที่ต้นไม้อื่น

วิสัชนา : ที่จริงพระพุทธองค์ไม่ได้นั่งปฏิบัติใต้ต้นโพธิ์ต้นเดียว เช้าวันที่ที่พระองค์จะตรัสรู้ ก็ทรงนั่งอยู่ใต้ต้นไทร เป็นเหตุให้นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาสแก่พระองค์ และเมื่อตรัสรู้แล้วก็ทรงไปประทับที่ใต้ต้นไทร ใต้ต้นจิก (มุจลินท์) ใต้ต้นเกด (ราชายตนะ) แห่งละ 7 วัน

ปุจฉา : 7. พระพุทธองค์ทรงชนะมารดับทุกข์ได้สิ้นเชิง ในภาวะสังคมที่ต่างจากยุคปัจจุบันมาก ในยุคนั้นเป็นยุคเกษตรกรรม ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ยังมีข้อจำกัด และความซับซ้อนน้อย เมื่อเทียบกับยุคปัจจุบัน ซึ่งก้าวสู่ยุคเทคโนโลยี ดงกิเลส เครื่องยั่วยุทางจิต และความคิดมีมากมายมหาศาล การเอาชนะมารในยุคนี้ มีเครื่องมือพิเศษอะไรไหมที่อาจารย์จะแนะนำ

วิสัชนา : มนุษย์ยุคนี้แม้มีความสะดวกสบายมากกว่าแต่ก่อน แต่ก็ยังมีความทุกข์ใจไม่น้อยกว่าคนสมัยก่อน อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะรู้เรื่องภายนอกมากกว่าจิตใจของตัว และมีปัญหาความสัมพันธ์มากกว่าคนแต่ก่อน

อย่างไรก็ตามความทุกข์ใจของคนในยุคปัจจุบันอาจจะแตกต่างจากสมัยก่อนบ้าง เช่น มีความแปลกแยกกับตัวเอง และรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวมากกว่า ทั้ง ๆ ที่อยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย

สำหรับคำถามเรื่องการเอาชนะมาร ซึ่งคงหมายถึง โลภะ โทสะ โมหะ โดยหลักการแล้ว ไม่มีอะไรแตกต่างจากสมัยพุทธกาล เครื่องมือที่ใช้ก็หนีไม่พ้นไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งแต่ละคนต้องปฏิบัติเอง ไม่มีใครมาทำให้

อีกทั้งไม่มีเทคโนโลยีใด ๆ ที่จะช่วยให้ชนะมารได้อย่างรวดเร็ว นอกจากการวางใจให้ถูกต้อง จะว่าไปแล้ว บางครั้งเทคโนโลยีอาจเป็นตัวหน่วงเหนี่ยวให้เกิดผลช้าลง เช่น การฟังซีดีธรรมะ แต่ไม่นำธรรมะไปใช้ในชีวิตและการงาน

หลายคนพบว่า การฟังเทศนาทางวิทยุหรือโทรทัศน์ สู้การฟังครูบาอาจารย์เทศน์ต่อหน้าต่อตาไม่ได้ ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด ก็ไม่สามารถแทนการปฏิบัติกับครูบาอาจารย์ตัวต่อตัวได้ เช่นเดียวกับ เรียนหนังสือแบบออนไลน์หรือผ่านแทบเล็ต สู้เรียนกับครูบาอาจารย์ในชั้นเรียนไม่ได้

อย่างไรก็ตาม “เครื่องมือ” ที่น่าสนใจ ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือองค์กร ในสมัยพุทธกาล เครื่องมือสำคัญของพระพุทธองค์ในการสู้กับมาร คือ คณะสงฆ์ซึ่งมีทั้งภิกษุบริษัทและภิกษุณีบริษัท แต่สมัยปัจจุบัน อุบาสกบริษัทและอุบาสิกาบริษัท มีความสำคัญอย่างมาก การจัดองค์กรฝ่ายคฤหัสถ์ให้เข้มแข็ง จะเป็นกำลังสำคัญของพระศาสนาในการเอาชนะมารทั้งในระดับปัจเจกและระดับสังคมได้

ในหลายประเทศ ธรรมะเผยแพร่ได้กว้างไกลและเปลี่ยนชีวิตของผู้คน เพราะมีการจัดองค์กรฝ่ายคฤหัสถ์ได้อย่างเข้มแข็ง มีการส่งเสริมทั้งด้านการศึกษา ปฏิบัติ และเผยแผ่ โดยมีเทคโนโลยีเป็นตัวช่วย เช่น สถานีโทรทัศน์ เว็บไซต์ และไอทีต่าง ๆ
ขณะเดียวกันการปฏิรูปคณะสงฆ์ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะตอนนี้อ่อนแอ ซวนเซมาก จนนอกจากจะเผยแผ่พระศาสนาไม่ค่อยได้ผลแล้ว ยังเป็นปัจจัยในการกัดกร่อนศรัทธาของญาติโยม การปฏิรูปคณะสงฆ์ควรทำทั้งในด้านการปกครองและการศึกษา และที่ขาดไม่ได้ก็คือ การฟื้นภิกษุณีบริษัทขึ้นมา ไม่ว่าในทางใดทางหนึ่ง เพราะจะช่วยเป็นกำลังในการเผยแผ่ธรรมแก่อุบาสิกาได้เป็นอย่างดี

ปุจฉา : 8. สมมติ ว่า พระพุทธองค์เกิดมาตรัสรู้ในยุคนี้ ท่านคิคว่าอะไรเป็นปัญหาใหญ่ของสังคม ที่พุทธองค์จะทรงยื่นมือเข้าแก้ไข…(ตัวอย่างเช่นในยุคของท่าน เรื่องของชนชั้น ที่เป็นปัญหา)..”

วิสัชนา : ปัญหาใหญ่ประการแรกได้แก่ ความลุ่มหลงในวัตถุอย่างหนัก ซึ่งเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย จนยุคนี้ได้ชื่อว่ายุคบริโภคนิยม ความหลงในวัตถุดังกล่าว เป็นที่มาของอาชญากรรมซึ่งเกิดขึ้นไปทั่ว

รวมทั้งการคอร์รัปชัน การเอารัดเอาเปรียบจนเกิดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างกว้างขวาง และการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างหนักจนเกิดวิกฤติ ยังไม่ต้องพูดถึงความร้าวฉานภายในครอบครัวและปัญหาเยาวชน

ประการต่อมาได้แก่ ความรังเกียจเดียดฉันท์ด้วยเหตุผลทางด้านศาสนา ภาษา ผิวสี และอุดมการณ์ ซึ่งนำไปสู่ การข่มเหงคะเนงร้าย ความรุนแรง สงคราม และการก่อการร้าย ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกขณะนี้

ประการที่สาม ก็คือ ความติดยึดในตัวตน ซึ่งระบาดอย่างหนักในปัจจุบัน อันเป็นผลจากทัศนะปัจเจกนิยมแบบสุดโต่ง จนเกิดปัญหาตัวตนมากมาย อาทิ ความรู้สึกแปลกแยกกับตนเอง ความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว ความซึมเศร้า นำไปสู่ปัญหาโรคจิต โรคประสาท การติดยา และการฆ่าตัวตาย ยังไม่ต้องพูดถึงความเห็นแก่ตัวอย่างหนัก เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง โดยไม่ไยดีกับพันธะทางสังคม หรือความผูกพันภายในครอบครัว

ปัญหาเหล่านี้จะว่าไปก็คือ ปัญหาจากตัณหา ทิฏฐิ มานะ ซึ่งเป็นที่มาแห่งความทุกข์ของมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย

ปุจฉา : 9. ถ้าจะให้เข้าถึงแก่นคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อให้หลุดพ้นจากกิเลสและการเวียนว่ายตายเกิด สิ้นกรรม สิ้นทุกข์ พุทธบริษัทชาวไทยทั้งสี่ควรปรับปรุงแก้ไขอะไร อย่างไรบ้าง

วิสัชนา : สิ่งที่พุทธบริษัทไทยควรทำ ก็คือ ศึกษาพระธรรมคำสอนให้เข้าใจ ไม่ใช่นับถืออย่างงมงาย หรือนับถือพระรัตนตรัยในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะช่วยป้องกันอันตรายหรือทำให้มั่งคั่งร่ำรวยได้

พึงตระหนักว่าการนับถือพระรัตนตรัยที่แท้นั้น ย่อมนำไปสู่ความเข้าใจในอริยสัจสี่ ดังมีพุทธพจน์ว่า “ผู้ใดถือเอาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะแล้ว เห็นอริยสัจสี่…นั่นแหละเป็นสรณะอันเกษม นั่นเป็นสรณะอันสูงสุด เขาอาศัยสรณะนั่นแล้วย่อมพ้นจากทุกข์ได้”

เมื่อเข้าใจแก่นแท้ของคำสอนแล้ว ก็ปฏิบัติด้วยตัวเอง โดยมุ่งลดละความเห็นแก่ตัว หรือลดละตัวตน มิใช่ปฏิบัติเพื่ออยากได้ลาภ ยศ สรรเสริญ หรือยิ่งปฏิบัติ ยิ่งเห็นแก่ตัว ไม่มีน้ำใจให้แก่ผู้อื่น ทั้งนี้โดยอาศัยหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา
ถึงที่สุดการหลุดพ้นจากกิเลสหรือการสิ้นทุกข์จะเกิดขึ้นได้ ก็เพราะปฏิบัติธรรมจนเกิดปัญญา เข้าใจว่าสิ่งทั้งปวงนั้นเป็นไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สิ่งที่เป็น “ตัวกู ของกู” นั้นไม่มีอยู่จริง เป็นมายาภาพที่ถูกปรุงแต่งด้วยความหลง เมื่อเกิดปัญญาจนหลุดพ้นจากความหลงหรืออวิชชาได้ จึงจะเป็นอิสระจากความทุกข์อย่างสิ้นเชิง

ปุจฉา : 10. การเฉลิมฉลองพุทธชยันตีอย่างไม่รู้ (อวิชชา) จะส่งผลให้ความเข้าใจในแก่นธรรมผิดเพี้ยนไปหรือไม่ อย่างไร เห็นได้จากการสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ แล้วก็มีใหญ่ ใหญ่กว่า และใหญ่ที่สุดของโลกมาให้คนกราบไหว้ โดยอ้างว่าเพื่อให้ถึงธรรม จริงๆ เป็นข้ออ้างของศาสดาองค์ใหม่ที่ชื่อ วัตถุนิยมหรือไม่ พุทธศาสนาในอนาคต จะเป็นอย่างไร

วิสัชนา : การเฉลิมฉลองพุทธชยันตีนั้น ควรเป็นไปเพื่อดึงคนเข้าหาธรรม เกิดความใส่ใจที่จะศึกษาและปฏิบัติให้เห็นผลด้วยตนเอง คือ ความทุกข์เบาบาง ความเห็นแก่ตัวลดลง แต่หากมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ก็อาจกลายเป็นการพาคนไปหลงติดวัตถุมากขึ้น ตามค่านิยมปัจจุบันที่เน้นการเฉลิมฉลองด้วยวัตถุ ซึ่งก่อให้เกิดความสิ้นเปลืองอย่างมาก หาไม่ก็อาจใช้โอกาสนี้ประกาศความยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนา ซึ่งเท่ากับเป็นการเสริมสร้างความหลงตัวลืมตน หรือเพิ่มพูนมานะให้มากขึ้น

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 8 กรกฎาคม 2555

คุณหมอ…ข้อดี

ทัศนะดีๆ ของ “รศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช” ศัลยแพทย์มือหนึ่งด้านกระดูก ที่ปรารถนาให้ทุกคนมี “ข้อดี” จากความ “คิดดี”
รักษาผู้ป่วยมาก็มาก จนได้รับคำยกย่องว่าเป็น ‘มือหนึ่ง’ ด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ แต่แท้จริงแล้ว รศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช มีดีกว่าเรื่องกระดูก เพราะเขาคือคุณหมอที่มี ‘ใจ’ แข็งแรงและงดงาม

คนไข้ 1,000 ราย คือเป้าหมายที่คุณหมอกีรติตั้งไว้ว่าจะต้องรักษาให้ได้ แต่การรักษาโดยผ่าตัดไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอันยั่งยืน ‘กระดูกและข้อ’ เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจมากกว่านั้น เขาจึงคลอดหนังสือ ‘อยากให้เรามีแต่ข้อดี’ เพื่อเสริมความเข้าใจเรื่อง ‘ข้อ’ สำหรับทุกคนในครอบครัว

หนังสือเล่มนี้คุณหมอเขียนเอง
ก่อนหน้านี้ทำหน้าที่ผ่าตัดเป็นส่วนมาก รู้สึกว่าก่อนที่จะผ่าตัด ถ้าทำให้คนไข้ไม่ต้องถูกผ่าตัด น่าจะเป็นการรักษาที่ดีที่สุด ถูกที่สุด เพราะต่อให้ผ่าตัด คิดว่าผ่าแล้วจะหมดไป มันไม่ใช่ คนไข้ยิ่งเยอะขึ้นๆ ก็รู้สึกว่า “เอ๊ะ! การผ่าตัดไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก”

คุณหมออยากให้คนไข้ได้ดูแลตัวเอง ป้องกันตัวเองก่อนที่จะถึงขั้นถูกผ่าตัด นี่คือสิ่งที่ทำให้เขาอยากจะมีหนังสือสักเล่มหนึ่ง ให้คนไข้ได้รู้ว่าทำอย่างไรเพื่อดูแลตัวเอง และลดอัตราเสี่ยงของความสึกหรอหรือโรคที่พวกเขาเป็น ได้รู้จักเสียก่อน รู้ว่าอยู่กับโรคนี้อย่างไรอย่างเป็นสุข

เป็นปกตินี่เป็นความสุขแล้ว แต่จะทำอย่างไรให้พวกเขาเป็นปกติได้ มันจะเสื่อมก็จริง แต่เป็นปกติได้ตามความเสื่อมนั้นๆ แต่ถ้าถึงจุดที่ต้องซ่อมต้องแซม ก็มาพบหมอ หมอก็มีวิธีทำให้เขารู้ว่ารักษาได้ นี่คือสิ่งที่คุณหมออยากทำให้คนไข้ได้รู้ทั้งป้องกัน เมื่อป้องกันไม่ไหวแล้วต้องเข้าใจว่ารักษาอย่างไร มีขั้นตอนอะไร มีรูปแบบอย่างไรบ้าง

และถ้าถึงขั้นต้องผ่าตัด จะทำอย่างไรให้การผ่าตัดนั้นเป็นครั้งสุดท้าย ครั้งเดียว ก็รวบรวมจากประสบการณ์ที่ได้ดูแลรักษาคนไข้มาพร้อมกับทีมที่ดูแล กลายมาเป็นหนังสือ ‘อยากให้เรามีแต่ข้อดี’

ค่าลิขสิทธิ์หนังสือมอบให้ศิริราชมูลนิธิ
มันเป็นเรื่องเล็กมาก เพราะคุณหมอเองไม่ได้อยากได้เงินทองเป็นสำคัญ แต่อย่างน้อยมีคนช่วยทำหนังสือที่เป็นประโยชน์และดีกับคนไข้ของเขาได้ งานที่สำเร็จคือความยิ่งใหญ่ คือความอิ่มบุญของเขาแล้ว เงินที่ให้ศิริราชมูลนิธิเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นเองที่มาจุนเจือผู้ป่วยยากไร้ เพราะมีคนไข้อีกมากที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาแต่เขาและครอบครัวช่วยไม่ได้…สังคมนี้ช่วยได้

เรื่องเงินคือคุณค่าอย่างหนึ่ง แต่คุณค่าของหนังสือต่างหาก คนที่ได้ไปจะได้ประโยชน์ งานที่ทำก็จะได้ดั่งใจที่ต้องการ แถมยังได้อีกหลายๆ อย่างด้วย ระหว่างที่ทำหนังสือ ทีมที่ทำ ได้ตระหนัก ได้เห็น ได้มีความสุขร่วมกับคุณหมอกีรติ มาถึงตรงนี้ได้เพราะมีทีมที่ช่วย ไม่ว่าคนที่อยู่เบื้องหน้า หรือผู้อยู่เบื้องหลัง คนเหล่านี้เขาประกอบให้งานเราสำเร็จ คนไข้หลายคนเอาเงินมาช่วยบริจาคทั้งๆ ที่เขาก็เพิ่งรู้จักผ่านหนังสือ นี่คือคุณค่าที่ทวีคูณ

ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ มือหนึ่ง
คุณหมอไม่เคยคิดเลยว่าเขาเป็นมืออันดับอะไร เพียงแต่ขอมีความสุขกับงานที่ทำแต่ละชิ้น แต่ละครั้ง และก็อยากทำให้ดีที่สุด จะมือเท่าไร หมอหนุ่มคนนี้ไม่ได้ใส่ใจ คนจะให้เราเป็นมืออันดับเท่าไรก็แล้วแต่ แต่ว่าพอทำงานด้านนี้ไปนานๆ ก็ได้รับความเชื่อมั่นจากคนไข้

ธรรมดาอยู่แล้ว การเป็นหมอ เมื่อมีความเชี่ยวชาญ มีความรู้ คนไข้ก็เชื่อมั่น แต่สิ่งที่ภูมิใจขึ้นไปอีกคือ คนในวิชาชีพเดียวกันเชื่อมั่น เอาคุณพ่อคุณแม่มาดูแล ตัวเองมาดูแล อาจารย์ของเขาเองก็ได้รับการดูแล เขาก็ภูมิใจที่อย่างน้อยได้ทำหน้าที่ดีที่สุด อันดับเท่าไรไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย

คุณหมอเคยป่วยหนัก
นายแพทย์กีรติหัวเราะนิดๆ ก่อนจะเอ่ยว่า อาจเป็นพระเจ้าจะทดสอบชีวิตก็ได้ เพราะครั้งหนึ่งเขาไปบรรยายที่ฟิลิปปินส์ กลับมาวันรุ่งขึ้นมีไข้ ตัวร้อน ปวดเมื่อยตามตัว ช่วงนั้นไข้หวัดใหญ่ 2009 กำลังดังมาก ก็ตกใจ คิดว่าอาจจะเป็นก็ได้ ก็มาหาอาจารย์ที่ศิริราช ให้ช่วยดูแล มานอนโรงพยาบาล ฉีดยา

ตอนนั้นคิดว่าตนเองแข็งแรงมาตลอด วันนั้นหลังจากมานอนหนึ่งวัน ไตวาย ไตวายนี่คือไตไม่ทำงาน ถ้าไตไม่ทำงานถาวร หมายความว่าต้องมาล้างไตทุกๆ 2-3 วัน มาเข้าเครื่องล้างไต จะทานอะไรไม่ได้ปกติ จะทำงานหนักไม่ได้ สิ่งที่เขาทำมาทั้งหมด ก็คิดว่าคงจะจบกัน เพราะชีวิตอยู่ในวัยทำงานแล้ว งานกำลังลงตัว ครอบครัวก็ลงตัว

แต่ครั้งนี้คือความท้าทายของชีวิตว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ถึงขั้นที่…ปลงได้ก็จริง แต่ลึกๆ…(นิ่งขณะหนึ่ง) ตอนกลางคืนปัสสาวะไม่ออกเลย ปัสสาวะไม่ออกเป็นวัน ให้น้ำ ให้อะไรเป็นพันๆ ซีซี ไตไม่ทำงานก็กักในตัวของเขา น้ำก็อยู่ในท้องตลอดเวลา ท้องบวม

คืนนั้นเขานอนไม่หลับ ในใจก็ไม่เครียดคิดว่าเป็นก็เป็น จำได้ว่าสองทุ่มแล้วก็ยังไม่หลับ เที่ยงคืนก็ยังตื่นอยู่ จึงสงสัยว่าทำไม่นอนไม่หลับ พอตีสาม เวลาเจอวิกฤติหรืออะไรในชีวิตแก้ไม่ได้ เขาจะใช้วิธีการเดิม

คุณหมอบอกว่า เขานึกถึงพระราชบิดา (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) ก็ไหว้ท่านที่เตียงนอน แล้วอธิษฐานว่า “ถ้าท่านเห็นว่าผมจะเป็นหมอที่ดีได้ในอนาคตก็ให้พระองค์ช่วยผมด้วย” เชื่อไหมว่าเช้าวันรุ่งขึ้นมีปัสสาวะออกมาเป็นหยดๆ นั่นหมายความว่าไตเริ่มฟื้นแล้ว ทั้งๆ ที่วันสองวันไม่มีเลย เขาจึงเชื่ออย่างสนิทใจว่านี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงเห็นและช่วยเขา แต่ถ้าไม่มีความดีในอดีตหรืออนาคตที่เขาจะทำได้ ก็คงไม่มีอะไรช่วย

นั่นทำให้เกิดข้อคิดดีๆ ที่ว่า ชีวิตที่เหลืออยู่ต้องทำคืนให้สังคม ทำคืนให้ครอบครัว ทำคืนให้ศิริราช ทำงานที่เขารักให้มากที่สุด ก็เป็นบทเรียนหนึ่งที่ว่าชีวิตไม่แน่นอน แต่ถ้าแข็งแรง ดูแลตัวเองให้ดีที่สุด ก็จะไม่เสียดาย แต่ถ้าชะล่าใจหรือละเลย ชีวิตก็จะน่าเสียดาย เพราะชีวิตเหลือยาวเท่าไรไม่รู้ จะเป็นหมื่นวัน หรือพันวัน หรือไม่กี่วัน ไม่รู้ หรือถ้ามันเต็มที่แล้วสักวันจะต้องไปจากสิ่งที่รัก ก็จะไม่เสียดาย

ทำเพื่อคนอื่น มากกว่าผลประโยชน์ที่ตนมี
อันนี้ต้องคิดนานหน่อย เพราะโดยส่วนตัว เขาเชื่อว่าหมอเกือบทั้งหมดคงไม่ได้คิดถึงการใช้โอกาสหรือชื่อเสียงให้เกิดประโยชน์กับตนเองนัก สำหรับคุณหมอเองก็จะเดินตามรอยพระราชบิดา ซึ่งได้ทรงทำให้เห็นและสอนมาว่าการเห็นประโยชน์ส่วนตนเป็นกิจที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจแรก

เขาโชคดีที่ได้อยู่ในสังคมที่ได้ดูแล ได้ซ่อมแซม เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนหายจากทุกข์ภัย จากความเจ็บป่วย มันเป็นรางวัลทุกครั้งที่เขาให้เราช่วยเหลือ ให้ดูแล มันเป็นรางวัลชีวิตอยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้มากมายเกินกว่าอื่นใด ชื่อเสียงไม่สำคัญเท่ารางวัลที่ได้แต่ละชิ้น เขาหาย เขายิ้ม เขามีความสุข โดยมีแพทย์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาได้อย่างนั้น นั่นคือรางวัลอันมหาศาลซึ่งเขาคิดว่าไม่มีอะไรเทียบได้ ชื่อเสียงเป็นสิ่งที่คนภายนอกให้คุณค่ากับเรามากกว่า แต่การที่เราจะไปคิดว่าคนไข้ทำให้โด่งดัง แล้วจะไปเอาเขาเยอะๆ มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกนัก เพราะสุดท้ายคืออยากให้คนไข้หาย และมีความสุข

ทั้งนี้ จะช่วยคนเจ็บป่วยได้อย่างไร ก็ต้องไม่ทำตัวให้เป็นหนึ่งในนั้น ต้องไม่เป็นคนเจ็บป่วย แต่มันหนีไม่พ้นก็จริง แต่พยายามให้เป็นอย่างนั้นน้อยที่สุด จะได้ไม่เป็นภาระกับใคร จะได้ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์แก่สังคมได้ต่อไป เมื่อได้ทำหน้าที่นี้ เป็นรางวัล เป็นความสุขจริงๆ ว่าแต่ละครั้งที่เขาหาย เขายิ้มแย้ม ทั้งตัวเขาเอง ทั้งญาติ

ได้อย่างอิ่มใจ เต็มสุขโดยอธิบายไม่ได้ ไม่ได้ให้เงิน แต่ก็มีความสุขมาก เงินทองก็มีมากมายเกินกว่าที่คิดอยู่แล้ว เพราะมันเป็นสิ่งที่ตามมาภายหลัง หมอทุกๆ คนก็น่าจะคิดอย่างนี้ แต่บางคนเท่านั้นที่ไม่คิดอย่างนี้ แต่เชื่อว่าเขาก็คงอยากทำ

คุณหมอ ผู้ศรัทธาในพระราชบิดา เล่าต่อว่า เขาโชคดีที่ได้มาเรียนแพทย์ที่ศิริราช ซึ่งมีวัฒนธรรมแบบทำงานเพื่อส่วนรวมมาก ถ้าได้สัมภาษณ์คนที่ทำงานในศิริราช 9 ใน 10 คน จะบอกว่าเหนื่อย แต่เพื่อศิริราช พวกเขาทำได้ เขาอยู่กันอย่างนี้ และคุณหมอเองก็ซึมซาบวัฒนธรรมแบบนี้มาโดยไม่รู้ตัว เขาอยู่อย่างนี้มาเป็นร้อยปี และคุณหมอเองเป็นส่วนหนึ่ง ฉะนั้นจะเหนื่อยสักหน่อยจะเป็นอะไรไป ถ้าสิ่งที่ทำจะเกิดคุณค่ากับคนอื่นเยอะแยะ คุณแม่ของคุณหมอกีรติสอนมาว่า เหนื่อยกายพักเดี๋ยวหาย แต่ความอิ่มสุขความอิ่มใจ ถ้ามีโอกาสเราควรจะทำ

หมอชนบท ความใฝ่ฝันสมัยเรียน
คุณหมอกีรติ เล่าว่า เขาเป็นเด็กบ้านนอก เด็กต่างจังหวัด อาจเป็นความฝังลึกว่าอยากไปดูแลคนที่บ้านซึ่งขาดโอกาสมากกว่า ขาดหมอที่ดี ที่เก่งมากกว่า ถ้าจบแล้วก็อยากไป ความรู้สึกนี้มีมาเรื่อยจนกระทั่ง พอผ่านการเรียนวิชากระดูก ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็เริ่มมีสิ่งที่ต้องชั่งใจมากขึ้น เพราะเรารู้สึกว่าวิชากระดูกและข้อเป็นสิ่งที่ใช่แล้ว กีรติจะเป็นหมออื่นใดไม่ได้นอกจากหมอกระดูกและข้อ

มันมีความสวยงาม มีความใช่อยู่ทุกอย่างที่เขาสัมผัส ไม่ว่าจะดูแลคนไข้อุบัติเหตุ เป็นความท้าทายที่ต้องเร่งกับเวลา ต้องใช้สมอง คิดก่อนไปรักษาเขา มันไม่มีสูตรตายตัว อีกทั้งเขายังชอบใช้ความคิดว่าจะใช้วิธีไหนที่ดีกับคนป่วย มีโรคที่ยังแก้ไม่ได้ ทำให้ต้องค้นคว้าเพื่อจะทำให้ผู้ที่เข้ารับการรักษารู้สึกดีขึ้นให้ได้ มีอะไรรออีกมากมาย

อาจเพราะเขาชอบคณิต ชอบฟิสิกส์ตั้งแต่ตอนเรียนมัธยม วิชานี้มันเป็นไดนามิก เป็นกลไกขับเคลื่อนไปเรื่อย ไม่ต้องใช้จินตนาการมาก ส่งผลให้เขาไม่ค่อยชอบใช้จินตนาการ บางโรคหมอต้องใช้จินตนาการ หมอที่เก่งๆ อายุรแพทย์ต้องเข้าใจ ดูเซลล์ว่ามันทำปฏิกิริยาอย่างนั้นอย่างนี้ เชื้อโรคถูกยากินไปอย่างนั้นอย่างนี้แต่ไม่เห็นจริง แต่เป็นหมอผ่าตัดนี่เห็นจริง กระดูกเขาชนกันแนบสนิท เห็นจริง เอาเหล็กดาม เห็นจริง เห็นฟิล์มเอกซเรย์ ใกล้จริง มันทำให้เขารู้ว่า มันใช่แล้ว จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้

แต่ว่าเขาก็ไม่เคยละทิ้งสิ่งที่อยากเป็นในครั้งก่อน เมื่อเขาเติบโตขึ้น เริ่มรู้สึกว่าการเป็นประโยชน์แก่ประชาชนอยู่ที่ไหนก็เป็นได้ ถ้าทุ่มเททุ่มใจให้ทั้งหมด และจะเป็นประโยชน์ในวงกว้างได้มากกว่าเสียอีกถ้านำสิ่งที่ค้นคว้าได้ สร้างแรงกระเพื่อมต่อสังคม ซึ่งมันเป็นประโยชน์ต่อคนทั่วๆ ไปของประเทศเราได้

ก้าวสู่บทบาทอาจารย์แพทย์
รศ.นพ.กีรติ ทำหน้าที่ทั้งเป็นหมอและอาจารย์ เขาว่าพอแก่ขึ้น โตขึ้น เห็นคนไข้นั่งรอเป็นปีๆ คิวผ่าตัดเป็นปีๆ จะให้คนไข้รอหรือ เขาจึงคิดว่าจะสร้างคนอื่นๆ ให้เก่งกว่าเขา เพื่อคนไข้จะไม่ต้องอย่างนั้นอีก ส่วนคุณหมอเองต้องทำหน้าที่ตรงนี้ให้มากขึ้น เพราะถ้าสังคมรอคนเก่งอย่างนี้เพียงไม่กี่คน เขาต้องทำหน้าที่สร้างคนเก่งและมีทัศนคติที่ใช่ด้วย เช่นเดียวกันเขาคิดว่าสิ่งนี้ใช่แน่ๆ คือทำเพื่อคนอื่น แล้วชีวิตส่วนตนจะตามมาแน่นอน

ทุกวันนี้ชีวิตของแพทย์มือหนึ่งด้านกระดูกและข้อ มีภารกิจมากเกินกว่านายกีรติคนธรรมดาจะได้มา ทุกอย่างตามมาทั้งหมด ถ้าคนรุ่นต่อๆ ไปทำเพื่อส่วนรวม เขาจะได้สิ่งเหล่านี้มาแน่ๆ แต่คุณหมอเองก็ต้องสร้างให้น้องๆ รุ่นใหม่มีพื้นฐาน ให้เก่งแล้วไม่ใช่เพื่อตนอย่างเดียว ถ้าดูแลคนไข้ปีละพันคน ต้องสร้างคนเก่งและดีอีกสิบคน คูณกันเป็นหมื่นแล้ว หรือถ้าสร้างร้อยคน เป็นแสนแล้ว

บทบาทของเขาถ้าไม่สร้างคน ก็จะเสียดายชีวิตอีกว่า เมื่อมีโอกาสแล้วก็ควรถ่ายทอดให้แพทย์รุ่นต่อๆ ไปสืบทอด ไม่ต้องหลงทางแบบตน ทำให้พวกเขามีทางลัดได้

ทุกวันนี้เขายืนหลังห้อง ได้เห็นลูกศิษย์ไปเสนอผลงาน มันมีความสุขยิ่งกว่าไปพูดเองเสียอีก สมัยก่อนเขาต้องไปพูดเอง ต้องไปนำเสนอเอง เดี๋ยวนี้แค่เป็นเบื้องหลัง มันเป็นความสุข ความสุขที่แท้จริงคือได้เห็นคนที่รักมีความสุข

คุณหมอออร์โธปิดิกส์ขอฝาก
เขาทิ้งท้ายว่า สุขภาพที่ดีเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เมื่อใช้งานร่างกาย ต้องดูแลเขาด้วย การป้องกันหรือหลีกเลี่ยงความเจ็บป่วยสำคัญที่สุด เพื่อทำให้เราได้ทำหน้าที่ งานที่รัก ก็จะเกิดความสุขแก่ตนได้ ทั้งนี้ คุณหมอได้ฝากประชาสัมพันธ์ ในวาระที่ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ปีนี้เป็นปีดี มีอายุครบ 48 ปี เป็นภาควิชากระดูกและข้อแรกของประเทศไทย

จึงอยากประกาศเชิญชวนให้ผู้สนใจเข้ามาร่วม ‘งานสัปดาห์ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ ศิริราช’ วันที่ 20-24 สิงหาคม 2555 ซึ่งในงานมีการเสวนาความรู้ทางโรคผู้ป่วยกระดูกและข้อ ได้พบดาราคนดังมากมาย มีนิทรรศการที่เป็นประโยชน์ ซึ่งงานนี้ไม่มีค่าใช้จ่าย

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 22 กรกฎาคม 2555

“เห็ด”อาหารมหัศจรรย์

เมื่อเร็ว ๆ นี้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เชิญ ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล ผู้เชี่ยวชาญเห็ดองค์การค้าโลก แห่งสห ประชาชาติ ปี พ.ศ. 2524-2548 มาบรรยายเรื่อง “เห็ดอาหารมหัศจรรย์” ให้ประชาชนและผู้สนใจรับฟัง โดยมีข้อมูลน่าสนใจที่ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน ผู้เขียนจึงนำมาเสนอให้ได้รับทราบกัน

ดร.อานนท์ บอกว่า เห็ดมีเป็นแสนชนิด แต่เพาะได้ไม่ถึง 200 ชนิด ในแสนชนิดเป็นเห็ดพิษกินแล้วตายไม่ถึง 200 ชนิด นอกนั้นเป็นเห็ดกินได้ เช่น เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เห็ดหูหนู กับเห็ดกินไม่ได้ กัดไม่เข้า แต่นำมาทำเป็นยาได้ เช่น เห็ดกระถินพิมาน เห็ดบางชนิดทำให้เกิดประสาทหลอน จัดเป็นยาเสพติดให้โทษ แต่ก็มีสรรพคุณทางยา เช่น เห็ดขี้ควาย

เห็ดมีโปรตีนสูง เกลือแร่สูง ไม่มีไขมัน คนไทยจำนวนมากไม่รู้ว่าเห็ดมีคุณค่ามหาศาลต่อร่างกาย เห็นเห็ดเป็นของธรรมดาเพราะมีมากจึงกินเห็ดเป็นผัก แต่ต่างประเทศนำเห็ดไปสกัดเป็นยาส่งขายไปทั่วโลก หลายประเทศเพาะเห็ดไม่ได้ เนื่องจากอากาศหนาว

เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เป็นเห็ดราคาถูกที่สุด แต่คนไทยไม่เคยคิดว่าเป็นยา ประเทศไทยเพาะได้เป็นเข่ง ๆ ขายเป็นกิโล แต่เมืองนอกไม่มีแถมราคาแพง เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม มีสรรพคุณรักษาความดันโลหิตสูงได้ ถ้ารับประทานเป็นประจำ ไม่จำเป็นต้องกินยารักษาโรคนี้เลย เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรมมี “สารโลวาสแตติน” ที่สามารถทนร้อนได้ ดังนั้นไม่ว่าจะปรุงอาหารด้วยการนำไปผัด ไปแกงได้ทั้งนั้น

เห็ดฟาง มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง โปรตีนสูงที่สุด สังเกตได้ว่าอะไรก็ตามโตเร็ว บานเร็ว เน่าเร็ว เสียเร็ว แสดงว่ามีโปรตีนสูง เห็ดฟางมี “สารอิริตาดีนีนลดไขมันในเส้นเลือดให้อยู่ในภาวะปกติ และลดไตรกลีเซอไรด์ได้ด้วย เห็ดฟางเป็นเห็ดชนิดเดียวที่ประเทศไทยเพาะได้ แต่ทั่วโลกเพาะไม่ได้เพราะเป็นเมืองหนาว

เห็ดหูหนู โปรตีนต่ำที่สุด เห็นได้จากโตช้า เสียช้า แสดงว่ามีโปรตีนต่ำ แต่มี “กรดแอสคอบิก” และ “วิตามินซีสูงมีสรรพคุณช่วยต่อต้านไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ได้

หูหนูขาว เหมาะกับคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับปอด แต่การเพาะเห็ดไม่ว่า เห็ดหูหนูหรือ หูหนูขาว ความรับผิดชอบของเกษตรกรบางส่วนยังไม่มี คือ เวลาเพาะเห็ดหูหนูจะมีไรไข่ปลาเกิดขึ้น เชื้อเห็ดก็เสีย บางคนอาจใช้ยาฆ่าแมลงฉีด ถ้าฉีดแล้วไม่ตายเห็ดก็เสีย ก็อาจใช้ฟูราดาน ซึ่งทั่วโลกไม่ใช้กัน เคล้ากับอาหารเห็ดหรือวัสดุเพาะเห็ด เห็ดก็มีการปนเปื้อนฟูราดาน ส่วนเห็ดหูหนูขาวก็ผ่านการฟอกสีจนขาว ล้วนแต่เป็นพิษทั้งนั้น

ถามว่าควรกินเห็ดชนิดใดบ้าง ก็ต้องตอบว่า เห็ดทุกชนิดกินได้หมด เพราะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน แต่ถ้าเป็นเห็ดที่ไม่รู้จักไม่ควรกินเพราะอาจเป็นอันตราย

ในกรณีที่เป็นโรคมะเร็ง เป็นโรคต่าง ๆ ค่อยมาพิจารณาว่าจะกินเห็ดชนิดใด ทั้งนี้เห็ดบางชนิดมีสรรพคุณยับยั้งเซลล์มะเร็งไม่ให้กระจาย เช่น เห็ดกระถินพิมาน มีสรรพคุณบำรุงเลือด เหมาะกับคนที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับ มะเร็งปอด ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีแล้ว นอกจากนี้เห็ดกระถินพิมาน เห็นหลินจือ เห็ดหอม เห็ดแครง เห็ดขอนช้อน ก็มีสรรพคุณในการยับยั้งเซลล์มะเร็งเช่นกัน

ส่วนเห็ดที่มีสรรพคุณเสริมสมรรถภาพทางเพศ เช่น เห็ดถั่งเช่า เห็ดเยื่อไผ่ หรือเห็ดร่างแห เป็นอาหารบนโต๊ะจีนที่ทุกคนรู้จักกันดี

นอกจากสรรพคุณในการพิชิตโรค   ต่าง ๆ แล้วเห็ดยังมี “สารเบต้ากลูแคนช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนใหม่ หรือถ้านำไปหมักอย่างถูกวิธีจนเกิดกรดแลคติกนำไปทาผิวหน้าให้ผ่องใสได้ด้วย

เห็ดจึงเป็นมากกว่าอาหาร เพราะมีสรรพคุณเป็นยา ระหว่างวันที่ 5-9 ก.ย. นี้ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข จะจัดงาน “มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 9” ภายใต้กรอบแนวคิด “นวดไทย มรดกไทย สู่มรดกโลก” ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี สำนักการแพทย์ทางเลือก เตรียมจัดกิจกรรมบรรยายเกี่ยวกับเห็ดหลายหัวข้อ อาทิ สวยด้วยเห็ด เห็ดพิชิตมะเร็ง เห็ดพิชิตอัลไซเมอร์ เรื่องเพศจากเห็ด โรคภูมิแพ้กับเห็ด โรคความดันกับเห็ด โรคเบาหวานกับเห็ด นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยเคล็ดลับในการเลี้ยงเห็ดถั่งเช่า เคล็ดลับในการเลี้ยงเห็ดเยื่อไผ่ด้วย.

นวพรรษ บุญชาญ

 

ที่มา: เดลินิวส์ 11 สิงหาคม 2555

ทำอย่างไรให้ไร้ “ฝ้า”

คุณผู้หญิงหลาย ๆ คน คงจะรู้สึกกังวลกับปัญหาต่าง ๆ บนใบหน้ามากเป็นพิเศษ ทั้งเรื่องสิว กระ รอยดำ รวมถึงปัญหาฝ้าบนใบหน้า คอลัมน์หมอ รามาฯ ไขปัญหาสุขภาพ ฉบับนี้ มาทำความเข้าใจกับ “ฝ้า” กันเถอะ

ฝ้า มีลักษณะคือเป็นรอยสีน้ำตาลดำที่มักเกิดบนใบหน้า บริเวณแก้ม หน้าผาก จมูก บริเวณเหนือริมฝีปากและคาง บางครั้งฝ้าอาจลามมาบริเวณคอและปลายแขนด้านนอกที่ถูกแสงแดด ปัญหาของฝ้ามักจะพบบ่อยในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยมักพบในหญิงสาวถึงวัยกลางคน

สาเหตุของการเกิดฝ้า ฝ้าเกิดจากการเพิ่มจำนวนของเซลล์ที่สร้างเม็ดสีเมลานินในชั้นผิวหนัง ซึ่งนอกจากจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นแล้ว เซลล์เหล่านี้ยังขยันทำงาน สร้างเม็ดสีเมลานินเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ จึงก่อให้เกิดปื้นน้ำตาล-ดำขึ้น

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝ้า

1) แสงแดด เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเกิดฝ้า โดยแสงอัลตร้าไวโอเลต ชนิดเอ ชนิดบี และแสงที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จะสามารถกระตุ้นให้ฝ้าดำคล้ำขึ้น หรือกลับเป็นซ้ำอยู่ได้บ่อย ๆ
2) ฮอร์โมน เช่น ในผู้หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิดจะมีโอกาสเกิดฝ้าได้มาก ผู้ที่เป็นฝ้าอาจสังเกตว่าหน้าคล้ำลงในระยะใกล้มีประจำเดือน เนื่องจากผลของฮอร์โมนนั่นเอง
3) สารเคมีบางอย่าง เช่น สี น้ำหอมที่มีอยู่ในเครื่องสำอาง
4) ความเครียด รวมทั้งการอดนอน

วิธีการดูแลตนเมื่อเป็นฝ้า ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดฝ้า เช่น เลี่ยงการรับประทานยาคุมกำเนิดและเครื่องสำอางที่สงสัย ที่สำคัญคือ การหลีกเลี่ยงแสงแดด โดยเฉพาะในช่วง 10.00–05.00 น. หากจำเป็นต้องสัมผัสกับแดด ควรป้องกันผิวด้วยหมวกปีกกว้าง กางร่ม ร่วมกับการใช้ยากันแดดช่วย

ในด้านของการรักษาฝ้า ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าการรักษาฝ้าให้หายขาดเป็นเรื่องยาก และฝ้าเมื่อเป็นแล้วมักจะเป็น ๆ หาย ๆ ยาที่รักษาฝ้าเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ยังไม่มีที่ได้ผล 100% หรือทำให้ฝ้าหายขาด และมักจะต้องใช้ยาหลาย ๆ ชนิดร่วมกัน ตัวยาที่ใช้รักษาฝ้า ได้แก่

1. ยาที่มีฤทธิ์ลดการสร้างเม็ดสี โดยไม่ทําลายเซลล์สร้างเม็ดสี เช่น ไฮโดรควิโนน กรดวิตามินเอ ยาทาสเตียรอยด์ ซึ่งยาที่กล่าวมานั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่อนุญาตให้ผสมและจำหน่ายอยู่ในเครื่องสำอางทั่วไป เพราะถือว่าเป็นยาที่มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงสูง เช่น เกิดอาการระคายผิว หน้าแดง ไวต่อแสงแดด หน้าบาง สิวขึ้น ขนขึ้น หรือเส้นเลือดฝอยขึ้น จึงควรใช้ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์ผิวหนังเท่านั้น

2. สารที่มีคุณสมบัติลดการสร้างเม็ดสีในหลอดทดลอง ที่มีฤทธิ์อ่อนกว่ายาในกลุ่มเเรก แต่ผลข้างเคียงน้อยกว่า ซึ่งมีผสมอยู่ในเครื่องสำอางต่าง ๆ เช่น สาร กรดโคจิค ไลโคไรซ์ อาร์บูติน และวิตามิน ชี เป็นต้น

3. สารอื่น ๆ เช่น กรดอะซีเลอิก กลุ่มกรดไฮดรอกซี่ ทั้งเอ เอชเอ และบีเอชเอ การทำทรีทเมนต์ ใช้ร่วมในการรักษาฝ้าได้ แต่ต้องระวังเพราะมีความเป็นกรด จึงอาจระคายผิว และอาจทำให้แสบคัน เมื่อใช้ความเข้มข้นสูงได้

คำแนะนำในการรักษาฝ้า ไม่ควรซื้อยาฝ้าใช้เอง เพราะอาจทำให้เกิดผล ข้างเคียงสูงได้ หากใช้ไม่ระมัดระวัง และในระหว่างรักษาฝ้า ควรพบแพทย์เป็นระยะ ตามคำแนะนำ เพื่อปรับยาให้เหมาะสม นอกจากนี้ไม่ควรหยุดทายาฝ้าทันที เพราะฝ้าอาจกลับคล้ำขึ้นอีกได้ ควรให้แพทย์แนะนำการปรับหรือลดยาให้เหมาะสม

แนวทางการรักษาที่ดีที่สุดคือ การมาพบแพทย์ผิวหนัง และควรมาพบแพทย์ผิวหนังตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพราะการรักษาต้องใช้เวลาในการรักษาอย่างต่อเนื่องและติดตาม.

 

ที่มา: เดลินิวส์ 11 สิงหาคม 2555

กลิ่นปาก … บอกลาถาวร

การจะกลบ “กลิ่นปาก” ให้อยู่หมัด ไม่ใช่เรื่องยาก ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่าปัญหากลิ่นปากเกิดจากอะไร ทพญ.จิราภรณ์ ผลพิบูลย์ ศูนย์ทันตกรรม โรงพยาบาลบีเอ็นเอช บอกว่า สาเหตุของกลิ่นปากส่วนใหญ่เกิดจากเศษอาหารที่ตกค้างอยู่ตามซอกฟัน บริเวณที่ทำความสะอาดได้ยาก หรือในรูฟันผุ

80-90% ของผู้ที่มีปัญหาเรื่องลมหายใจมีกลิ่นเหม็นหรือกลิ่นปาก มีจุดเริ่มต้นมาจากปัญหาในช่องปาก เศษอาหารที่เน่าอยู่ตามซอกฟัน รวมทั้งแผ่นคราบฟันและหินปูนที่อยู่รอบ ๆ ฟัน เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคได้อย่างดี นอกจากนี้โรคในช่องปาก เช่น ภาวะเหงือกอักเสบ เป็นหนอง จากโรคปริทันต์ หรือฟันโยก ยังเป็นสาเหตุของกลิ่นปากได้อีกด้วย

“น้ำลาย” ก็มีส่วนอย่างมากที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก เพราะน้ำลายเปรียบเสมือนน้ำยาบ้วนปากที่ธรรมชาติสร้างขึ้นเพื่อช่วยชะล้างสิ่งสกปรกภายในช่องปาก ช่วยลดการบูดเน่าของอาหารที่ทำให้เกิดกลิ่น ดังนั้น หลังตื่นนอนใหม่ ๆ จะสังเกตได้ว่า กลิ่นปากจะแรง เพราะในขณะที่นอนหลับน้ำลายจะถูกขับออกมาน้อย ทำให้น้ำลายมีการหมุนเวียนน้อย เศษอาหารที่ตกค้างสะสมอยู่จึงมีการบูด เกิดเป็นกลิ่นปากแต่เมื่อแปรงฟันแล้วน้ำลายมีการไหลเวียนมากขึ้น กลิ่นปากจะบรรเทาลง

อย่างไรก็ตาม คนที่มีปัญหาปากแห้งเนื่องจากมีการหลั่งน้ำลายน้อย จะพบปัญหากลิ่นปากมากกว่าคนทั่วไป ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ทานยาบางชนิด อยู่ในภาวะอดอาหาร ดื่มน้ำไม่เพียงพอ อากาศร้อน ตลอดจนภาวะทางจิตใจ ความเครียด อาชีพที่ใช้เสียงมาก ๆ เช่น ครู และทนายความ

บางครั้งกลิ่นปากก็เกิดขึ้นได้จากโคนลิ้นด้านในสุด เนื่องจากมีน้ำเมือกในช่องจมูกไหลลงคอ ซึ่งในภาวะพบได้ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ โดยแบคทีเรียที่อยู่บริเวณดังกล่าวจะย่อยน้ำเมือกและทำให้เกิดกลิ่นขณะมีลมผ่านลิ้นที่เคลื่อนไหวในขณะพูด

สำหรับปัจจัยอื่น ๆ เช่น อาหารและเครื่องดื่มบางชนิดเมื่อรับประทานไปแล้วจะมีกลิ่นขับออกมาทางลมหายใจ เช่น หัวหอม กระเทียม ทุเรียน ผู้ที่ดื่มสุราหรือสูบบุหรี่เป็นประจำ คนที่ท้องผูกต่อเนื่องหลายวัน ก็ทำให้เกิดกลิ่นปากได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยโรคทางร่างกายบางอย่าง เช่น ต่อมทอนซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบเรื้อรัง วัณโรค โรคปอดและโรคระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะโรคเบาหวานจะมีกลิ่นลมหายใจเหม็นจากสารคีโตน ซึ่งพบเฉพาะในผู้ที่คุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี

ทันตแพทย์ แนะว่า การดูแลสุขภาพในช่องปากอย่างถูกวิธีควรทำความสะอาดโคนลิ้นด้วยแปรงทำความสะอาดลิ้นและแปรงให้ลึกถึงโคนลิ้น การบ้วนปากและกลั้วปากด้วยน้ำยาทำความสะอาด รับประทานอาหารที่มีใยอาหาร เคี้ยวหมากฝรั่ง การดื่มน้ำอย่างเพียงพอ

“หากต้องการทำความสะอาดช่องปากด้วยน้ำยาบ้วนปาก ช่วงเวลาทำความสะอาดที่ดีที่สุด คือช่วงเวลาก่อนนอน เนื่องจากจะทำให้น้ำยาทำความสะอาดตกค้างในปากได้นาน และออกฤทธิ์ได้นาน ทำให้ลดกลิ่นปากหลังตื่นนอนได้อย่างดี” คุณหมอกล่าว

สำหรับยาสีฟันและแปรงสีฟันที่เหมาะกับการดูแลสุขภาพช่องปากนั้น ทันตแพทย์แนะว่า ยาสีฟันมีหลายรูปแบบ ทั้งแบบผง แบบครีมและแบบเจล แต่ชนิดที่เป็นครีมหรือเจล จะทำให้เคลือบฟันของเราสึกกร่อนน้อยกว่าชนิดผง และควรเลือกยาสีฟันที่มีสี กลิ่น รส ตามที่ชอบ ไม่จำเป็นต้องราคาสูง หรือในภาวะที่มีอาการเสียวฟัน อาจเลือกใช้ยาสีฟันที่ลดอาการเสียวฟัน หรือถ้าต้องการป้องกันฟันผุก็เลือกแบบที่ผสมฟลูออไรด์

ส่วนแปรงสีฟันควรเลือกที่ขนแปรงอ่อนนุ่มและปลายขนมนกลม จะได้ไม่คมบาดเหงือก เลือกขนาดที่พอดีกับช่องปากของตัวเอง ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไปและเลือกที่ด้ามจับถนัดมือ

ผู้ที่กำลังเผชิญอยู่กับปัญหากลิ่นปาก คงต้องลองกลับไปค้นหาสาเหตุที่แท้จริงและแก้ไข แต่ถ้าปัญหากลิ่นปากยังไม่หมดไป ทางออกที่ดีที่สุดควรไปพบทันตแพทย์เพื่อรับคำแนะนำ หาแนวทางการรักษาที่ถูกต้อง เพื่อบุคลิกภาพที่ดี บอกลาปัญหากลิ่นปากได้อย่างถาวร

กลเม็ดพูดแล้วหอม
– จิบน้ำทุกครึ่งชั่วโมง อย่าปล่อยให้ปากแห้ง
– ทุกครั้งหลังอาหาร ควรแปรงฟันและลิ้น หรือบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าหรือน้ำยาบ้วนปาก
– ใช้ไหมขัดฟันวันละ 2 – 3 ครั้ง
– เคี้ยวหมากฝรั่งชนิดที่ไม่มีน้ำตาล
– งดอาหารกลิ่นแรง เช่น กระเทียม
– หลีกเลี่ยงกาแฟ เครื่องดื่มอื่นๆ ที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก
– เลิกสูบบุหรี่

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 7 สิงหาคม 2555

ออกกำลังหน้าท้องในท่ายืน”เวิร์ก”กว่า

คนส่วนใหญ่คิดว่า การออกกำลังหน้าท้องต้องทำในท่านอนเท่านั้น เช่น ท่าซิตอัพ แต่อันที่จริงแล้วท่ายืนก็ทำได้ และยังช่วยเลี่ยงอาการบาดเจ็บต่างๆ ได้ด้วย
การออกกำลังหน้าท้องในท่ายืนเหมาะสำหรับคนเริ่มหัดเล่นใหม่ๆ เป็นการเตรียมกล้ามเนื้อหน้าท้องให้พร้อมสำหรับการเล่นในท่าที่ยากขึ้น

ประโยชน์ของการเล่นในท่ายืนก็คือ ลดความเสี่ยงที่จะเกิดการบาดเจ็บ
คนจำนวนมากออกกำลังหน้าท้องในท่วงท่าที่ผิดหลัก เวลาเล่นในท่านอน ต้องยกช่วงคอและไหล่ให้พ้นจากพื้น แต่จำนวนไม่น้อยใช้วิธีใช้มือพยุงช่วยยกต้นคอเพื่อชันตัวขึ้น

วิธีนี้ไม่ได้ช่วยให้กล้ามเนื้อท้องได้ออกกำลัง และยังทำให้ปวดคอด้วย ถ้าทำในท่ายืน ผู้เล่นจะสามารถควบคุมคอและไหล่ได้ดีกว่าในท่านอน

นอกจากนี้ เวลาอยู่ในท่านอน หลายคนมักใช้ขาและสะโพกช่วยถ่วงน้ำหนักเพื่อชันตัวขึ้น แทนที่จะเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องเพื่อยกตัว

เวลาเล่นซิตอัพ บางคนใช้วิธีเหวี่ยงแขวนไปข้างหน้าเพื่อสวิงตัวขึ้น วิธีนี้ก็ไม่ได้ช่วยออกกำลังกล้ามเนื้อท้องเช่นกัน

ดังนั้น การออกกำลังหน้าท้องในท่านอนจึงมีข้อด้อยหลายอย่าง ในที่นี้ขอแนะนำท่ายืนบางท่า

ท่าแรก คือ ยกเข่าไขว้ เริ่มด้วยการยืนกางขาเท่าความกว้างของช่วงไหล่ ในมือถือดัมเบลล์ (หรือไม่ต้องถือก็ได้) ยกแขนขวาที่ชูดัมเบลล์ขึ้นเหนือศีรษะ มืออีกข้างเท้าสะเอวไว้เพื่อทรงตัว แล้วลดแขนลงพร้อมกับยกเข่าข้างซ้ายไขว้กับแนวลำตัว ให้ข้อศอกกับหัวเข่าบรรจบกัน นิ่งในท่านี้สัก 1 วินาที จากนั้นทำสลับกันโดยใช้แขนและเข่าอีกข้างหนึ่ง ที่สำคัญ ต้องยกเข่าให้สูงพ้นระดับสะโพก ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อท้องได้ออกกำลัง

ท่าที่สอง  ปั่นจักรยานในท่ายืน คนส่วนมากมักเล่นท่าปั่นจักรยานในท่านอน แต่การใช้ท่ายืนก็ให้ผลอย่างเดียวกันได้

ยืนกางขาเท่าความกว้างของสะโพก ยกสองมือประสานไว้ที่ท้ายทอย กางข้อศอกออกกว้าง ยกเข่าขวาขึ้นไขว้กับแนวลำตัวในระดับความสูงเท่าสะโพกเป็นอย่างน้อย ยกเข่าค้างไว้ พร้อมกับก้มตัวเอาข้อศอกซ้ายแตะเข่าข้างที่ยกนั้น ทำสลับข้างกันหลายๆ ครั้ง

ท่าที่สาม เข่ากระแทกมะพร้าว ยืนยื่นขาข้างหนึ่งไปข้างหน้าในลักษณะงอเล็กน้อย ขาอีกข้างเหยียดไปด้านหลัง ชูมือสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ

ชักเข่าข้างที่อยู่ข้างหน้าขึ้น พร้อมกับลดสองแขนลงมาหาเข่า ทำเสมือนว่าสองมือถือลูกมะพร้าวไว้ ต้องการจะใช้เข่ากระแทกมะพร้าวนั้น จากนั้นสลับเข่าอีกข้างไปด้านหน้า แล้วเริ่มทำแบบเดียวกัน.

ที่มา: ไทยโพสต์ 16 กรกฎาคม 2555

.

วิดีโอคลิป การยืนออกกำลังกล้ามเนื้อหน้าท้อง

 

 

.

 

.

 

.