เผย “ยารักษาเซ็กซ์เสื่อม-ยานอนหลับ” พบมีปลอมแปลงมากเหตุราคาสูง

อย.แจง ยาปลอมไทยส่วนใหญ่ เป็นยากลุ่มรักษาเซ็กซ์เสื่อม และยานอนหลับ เหตุมีราคาแพง และต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น ส่วนยาเบาหวาน ยามะเร็ง ผู้ป่วยได้รับสิทธิจากรัฐอยู่แล้ว ไม่ค่อยซื้อเอง ชี้ ปัญหายาปลอมเกิดจากยาแพงเข้าถึงยาก

จากกรณีที่มีการจับกุมยาปลอมที่ใช้ในการรักษาโรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง ที่ประเทศเพื่อนบ้านนั้น นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า มาตรการปราบปรามยาปลอม เป็นสิ่งที่ อย.ได้ทำอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2554 สามารถจับกุมได้ 20 ราย กลุ่มยาส่วนใหญ่ที่มีการปลอมแปลง จะเป็นยาราคาแพง เข้าถึงได้ยาก ที่พบส่วนใหญ่จะเป็นยารักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และยานอนหลับ เนื่องจากราคาแพงและต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ ทำให้มีความต้องการซื้อจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ยาเบาหวาน และยามะเร็ง ที่มีข่าวว่า มีการปลอมและจับได้นั้น พบว่า ที่ผ่านมา ยากลุ่มดังกล่าวเป็นยาที่ประชาชนไม่ซื้อเอง เพราะอยู่ในสิทธิการรักษาพยาบาลทั้ง 3 กองทุนอยู่แล้ว ส่วนยามะเร็งถือเป็นยาควบคุมพิเศษ ที่ใช้เฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น โอกาสที่จะหายากลุ่มนี้จึงเป็นไปได้ยาก แต่ก็เป็นไปได้บ้าง เช่น การจัดซื้อโดยสถานพยาบาลเอกชน แต่ อย.ได้เตือนไปก่อนหน้านี้แล้ว ว่า สถานพยาบาลควรจัดหายากับผู้จัดจำหน่ายที่ไว้ใจได้ และต้องไม่เลือกยาที่มีราคาถูกจนผิดสังเกต เพราะอาจเป็นยาปลอมได้ ซึ่ง อย.ได้มีมาตรการในการตรวจสอบจับกุมอย่างสม่ำเสมอ

นพ.พิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับยาปลอมมีความหมายกว้าง ทั้งยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ยาเลียนแบบทั้งบรรจุภัณฑ์ เม็ดยา หรือยาที่ไม่ผลิตในสถานที่ตามที่จดแจ้ง ก็ถือว่าเป็นยาปลอมทั้งสิ้น ซึ่งกระบวนการขึ้นทะเบียนยา ถือเป็นมาตรฐานในการพิสูจน์ว่าเป็นยาที่ได้คุณภาพจริง ทำให้เมื่อตรวจสอบยาปลอม จะพบว่า มีคุณภาพที่ไม่ได้มาตรฐาน มีทั้งตัวยามากเกินไป น้อยเกินไป หรือไม่สามารถวัดประสิทธิภาพของตัวยาได้เลย ทั้งนี้ การแก้ปัญหายาปลอมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งการทำให้ยาราคาถูกลง การทำให้ประชาชนเข้าถึงยาได้ แต่ยาที่ต้องได้รับการเข้มงวดในการใช้ ก็ยังจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อรับการประเมินก่อนใช้ยาเช่นเดิม

“กลุ่มยารักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ถือเป็นยาที่พบว่ามีการปลอมมากที่สุด เพราะมีราคาแพง เช่น ยาไวอะกร้า 1 กล่อง มี 4 เม็ด ราคา 2 พันบาท และข้อบ่งขี้ยังต้องได้รับการตรวจจากแพทย์ เนื่องจากยามีผลข้างเคียง โดยในอนาคตองค์การเภสัชกรรม จะมีการผลิตกลุ่มยาซิลดีนาฟิล ซึ่งจะมีราคาถูกลงเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ ความเข้าใจของสังคม ว่า โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศเป็นเรื่องปกติ ที่ปรึกษาแพทย์ได้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นต้น ก็จะทำให้สามารถแก้ปัญหาของยาปลอมลงได้” นพ.พิพัฒน์ กล่าว

นพ.พิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับวิธีสังเกตยาปลอม คือ
1.ดูทะเบียนและเอกสารกำกับยา
2.สังเกตฉลากตัวกล่อง ว่ามีความลบเลือนของตัวหนังสือหรือไม่
3.ซื้อยาในสถานที่ที่ได้มาตรฐาน เช่น คลินิก ร้านขายยา ส่วนร้านค้าประเภทแผงลอย หาบเร่ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นยาปลอม ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนทั้งหมด

 

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 สิงหาคม 2555

เตือนวัยรุ่นกิน “อาหารเสริม” มาก เสี่ยงไอคิวต่ำ ทำตับไตพัง

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ห่วง วัยรุ่นกลัวไม่ผอม ไม่สวย หันมากินอาหารเสริมแทนข้าว ชี้เสี่ยงเป็นโรคขาดสารอาหาร และได้รับสารเคมีเกิน ทำตับไตพัง ไอคิวต่ำลง สมองไม่แล่น ป่วยง่าย ย้ำไม่มีอาหารเสริมชนิดใดที่กินแล้วร่างกายจะได้รับสารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ แนะออกกำลังกาย กินผักและผลไม้

นายสง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและที่ปรึกษาสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้กระแสของวัยรุ่นทั้งชายและหญิงในปัจจุบัน ใช้ชีวิตอย่างน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะวัยรุ่นที่อยากมีรูปร่างผอมเพรียวเหมือนนางแบบตามกระแสแฟชั่น หรืออยากมีผิวขาวสวย ตาหวาน มักจะนิยมกินอาหารเสริมต่าง ๆ ทั้งชนิดเม็ด แคปซูล หรือชงดื่ม เช่น ผงบุก วิตามินต่าง ๆ ซึ่งมีราคาถูก หาซื้อได้ง่ายทางอินเทอร์เน็ต และตามห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ส่วนใหญ่นิยมกินแทนกินอาหารหลัก เพราะอาหารประเภทนี้กินแล้วจะทำให้อิ่ม ไม่หิวง่าย ทำให้น้ำหนักลด บางรายการอาจมีการโฆษณาเสริมวิตามินหรือสารอาหารอื่น ๆ เข้าไปด้วย ทำให้เข้าใจ หลงเชื่อว่ามีสารอาหารครบถ้วน และยังมีสรรพคุณป้องกันโรคมะเร็ง หรือสร้างภูมิต้านทานโรคด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้

นายสง่ากล่าวว่า วัยรุ่น วัยเรียนเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต จำเป็นต้องได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนและเพียงพอ การหันไปกินอาหารเสริมต่าง ๆ เพื่อให้อิ่มจะได้ไม่ต้องกินอาหารหลัก หวังลดน้ำหนัก ให้รูปร่างผอมเพรียวนั้น เสี่ยงต่อการขาดสารอาหารบางตัว ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน มีโอกาสที่จะเป็นโรคขาดสารอาหารซึ่งโรคนี้เคยเป็นปัญหาในกลุ่มเด็กเล็กในอดีตและพบได้น้อยลงแล้วในปัจจุบัน โรคอาจหวนกลับมาเป็นปัญหาใหม่ของกลุ่มวัยรุ่นไทยก็ได้ จากการกินอาหารเสริมแทนอาหารมื้อหลัก ซึ่งจะส่งผลให้มีร่างกายอ่อนแอ ป่วยง่าย เพราะมีภูมิต้านทานโรคต่ำ มีอาการเซื่องซึม ไม่กระตือรือร้น เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง เพราะการกินอาหารเสริมนั้น ไม่สามารถไปทดแทนอาหารหลัก เช่น ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว ได้
“วัยเรียนเป็นวัยที่จำเป็นต้องได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ หากกินแต่อาหารเสริมแทนอาหารหลักจะมีผลต่อเซลล์สมอง จะได้รับสารอาหารไม่เต็มที่ การเจริญเติบโตของเซลล์สมองไม่เป็นไปตามปกติ ส่งผลให้การเรียนรู้และสติปัญญาด้อยกว่าที่ควรจะเป็น ไอคิวต่ำลง มีผลต่อการเรียนหนังสือและความจำด้วย เพราะฉะนั้นการกินอาหารเสริมไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ไม่สามารถช่วยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีอาหารเสริมเม็ดใด ขวดใด แคปซูลใด ที่กินแล้วร่างกายจะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ คือมี โปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต อย่างครบถ้วน” ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ล่าว

นายสง่ากล่าวอีกว่า สำหรับอาหารเสริมประเภทที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น ผงบุก วิตามินสาร สกัดจากตะบองเพชร ที่มีการโฆษณาว่าไม่เป็นอันตรายนั้น ในแง่ของโภชนาการ ก็ไม่สามารถทดแทนอาหารหลักได้เช่นกัน และหากเป็นอาหารเสริมที่ทำมาจากสารเคมีหรือสังเคราะห์จากสารเคมียิ่งมีอันตราย เพราะหากกินเป็นจำนวนมาก กินติดต่อกันเป็นเวลานาน จะมีโอกาสเสี่ยงที่ร่างกายจะได้รับสารเคมีเกิน จะทำให้ตับและไตทำงานหนัก อาจทำให้เกิดตับวายและไตวายได้ในที่สุด เช่น สารแอลคาร์นิทีน (L-carnitine) ที่อยู่ในอาหารเสริมลดน้ำหนัก หากกินมากๆ อาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ซึ่งข้อเท็จจริงสารอาหารชนิดนี้ มีอยู่ในอาหารตามธรรมชาติ เช่น สัตว์เนื้อแดงชนิดต่าง ๆ ปลา หรือผัก ผลไม้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งจากอาหารเสริมซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ มีราคาแพงและเปล่าประโยชน์

“จึงขอฝากเตือนวัยรุ่นที่นิยมกินอาหารเสริม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หากกินไปแล้วเพราะความหลงเชื่อโฆษณา ก็ควรลด และควรเลิกกินอย่างเด็ดขาด ขอให้หันมากินอาหารหลักให้ครบทั้ง 5 หมู่ และเพิ่มการออกกำลังกาย กินผักผลไม้สดให้ได้วันละครึ่งกิโลกรัม นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ความต้องการที่จะมีหุ่นสวย ตาใส ร่างกายแข็งแรง สมส่วน มีสมองที่ปราดเปรียว พร้อมในการเรียนหนังสือ จะมีตามที่ต้องการ และยังไม่เสี่ยงเป็นโรคขาดสารอาหารอีกด้วย” ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการกล่าว

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 สิงหาคม 2555

ล้างมือถูกวิธี

ล้างมือถูกวิธี
อ.นพ.สุสัณห์ อาศนะเสน
ภาควิชาอายุรศาสตร์

ในร่างกายของเรา มือสามารถนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ดังนั้น การล้างมืออย่างถูกวิธี จึงเป็นการป้องกันที่จำเป็นอย่างยิ่งในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโรค

โรคที่ติดต่อที่สำคัญและพบบ่อยโดยมีมือเป็นพาหะนำโรค ได้แก่ โรคไข้หวัดใหญ่ และมือ เท้า ปาก โดยเฉพาะหากเจอเชื้อที่รุนแรงอย่างเอนเตอโรไวรัส 71 ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่อันตราย หากเราไม่ล้างมือ เชื้อที่ติดมืออยู่อาจเข้าสู่ร่างกายทางตา จมูก หรือปากได้ ฉะนั้น จึงควรล้างมือทุกครั้งภายหลังการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ที่ป่วยเป็นโรคก่อน-หลังการเข้าห้องน้ำ รวมถึงก่อน-หลังการรับประทานอาหาร

การล้างมือให้ถูกสุขลักษณะ จะเริ่มด้วยการเปิดน้ำล้างมือทั้ง 2 ข้าง เพื่อเอาสิ่งสกปรกออกไปบางส่วน แล้วฟอกสบู่ที่มือทั้ง 2 ข้าง 6 ขั้นตอน ดังนี้

1. ฟอกฝ่ามือและง่ามนิ้วมือด้านหน้า

2. ฟอกหลังมือและง่ามนิ้วมือด้านหลัง

3. ฟอกนิ้วและข้อนิ้วมือด้านหลัง

4. ฟอกนิ้วหัวแม่มือ

5. ฟอกปลายนิ้วและเล็บ

6. ฟอกรอบข้อมือ

ซึ่งการล้างมือแต่ละครั้งควรใช้เวลาประมาณ 20 วินาที จากนั้นเช็ดให้แห้งด้วยกระดาษที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ไม่ควรใช้ผ้าเช็ดมือที่ใช้ร่วมกันหลายคน เพราะเชื้อโรคอาจติดอยู่กับผ้าเช็ดมือ

ส่วนสบู่ก้อนที่ใช้ฟอกมือเหมาะสำหรับใช้ส่วนตัวในบ้าน เพราะจะได้ไม่ปะปนกับผู้อื่น แต่ในที่สาธารณะควรเป็นสบู่เหลว เพื่อช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค และสำหรับแอลกอฮอล์เจลล้างมือ จะใช้ในกรณีที่ไม่มีสบู่ หรือไม่แน่ใจในความสะอาดของน้ำ หรือต้องการฆ่าเชื้อที่ไม่ปรากฏคราบสกปรกชัดเจน ซึ่งแอลกอฮอล์เจลสามารถใช้ฆ่าเชื้อโรคได้พอสมควรในระดับหนึ่ง

———————————————————————————————-

พบกิจกรรมดีๆ ที่ศิริราช

8 ส.ค.อภิปราย “วายร้าย ไวรัส โรคมือ เท้า ปาก” โดย ศ.ดร.พิไลพันธ์ พุธวัฒนะ และ ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ เวลา 13.00-14.30 น.ณ ห้องอวย เกตุสิงห์ อาคารศรีสวรินทิรา ชั้น 3

10 ส.ค. เวลา 08.30-15.00 น.ขอเชิญคนไทยร่วมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาราชินี “หัวใจดี วันแม่” ชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ สาธิตการช่วยฟื้นคืนชีพภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน จำลองห้องผ่าตัดโรคหัวใจ บริการตรวจสุขภาพหัวใจเบื้องต้นพร้อมให้คำแนะนำปรึกษา และเสวนาประสบการณ์จริงจากผู้ป่วย ณ โถงอาคาร 100 ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ – 07.30 -15.00 น. บรรยาย “สมาธิสั้น” ณ ห้องอทิตยาทรกิติคุณ ตึกสยามินทร์ ชั้น 7

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 สิงหาคม 2555

จิตแพทย์ในนิวยอร์คผสานผสมจิตวิทยาสมัยใหม่กับการนั่งสมาธิเพื่อช่วยบำบัดคนไข้

ศาสตร์ด้านจิตวิทยาแห่งโลกตะวันตกกับเทคนิคทางด้านจิตวิญญานจากโลกตะวันออก กลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมอเมริกัน แม้ว่าศาสตร์ทั้งสองจะต่างกันคนละโลก

อดัม ฟิลิปส์

2 สิงหาคม 2555

สียงเทปบทสวดของพระทิเบตที่เปิดให้คนไข้ฟังขณะนั่งรอพบจิตแพทย์ในแมนฮัตตั้น ฟังแล้วเหมือนไม่ได้อยู่ที่นิวยอร์ค  ที่นี่เป็นสำนักงานใหญ่ของสถาบันนาลันดาเพื่อศาสตร์ด้านการทำสมาธิ (Nalanda Institute for Contemplative Science) จิตแพทย์ โจเซฟ โลอิซโซ ผู้อำนวยการสถาบันและผู้ก่อตั้ง เรียนจบปริญญาเอกด้านพุทธศาสนาศึกษา หนังสือเล่มใหม่ที่เขาเขียนชื่อ Sustainable Happiness หรือ ความสุขที่ยั่งยืน เสนอข้อมูลความรู้ที่เขาใช้เวลาหลายสิบปีในการวิจัยและบำบัดคนไข้ ด้วยการผสมผสานความรู้ด้านจิตวิทยาดั้งเดิม ประสาทวิทยาสมัยใหม่ กับพุทธศาสนา 

จิตแพทย์โลอิซโซ กล่าวว่ามนุษย์เราถูกสร้างให้ปรับตัวเข้ากับชีวิตในธรรมชาติ แต่อารยธรรมที่เราสร้างขึ้นกลายเป็นกรอบกำหนดให้ชีวิตมนุษย์ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ เขาเชื่อว่านี่เป็นสาเหตุให้คนส่วนใหญ่เกิดความเครียด เขายกตัวอย่างกรณีความเครียดที่เกิดจากการทำงาน เจ้านายสั่งให้ส่งงานตามเวลากำหนดแต่คุณกังวลว่าอาจจะทำไม่เสร็จ เกิดอาการหายใจลำบาก เหงื่อออกที่มือ เกิดความเหนื่อยล้า

ความเครียดที่เกิดขึ้น ในระยะยาว นำไปสู่อาการซึมเศร้า อาการเครียดเรื้อรัง ความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ จิตแพทย์โลอิซโซ กล่าวว่า นี่ทำให้เขาผสมผสานการนั่งสมาธิและแนวทางการปฏิบัติในศาสนาพุทธเข้ากับการบำบัดรักษาผู้ป่วย การจดจ่อที่ลมหายใจเข้าออกและการเรียนรู้ที่จะควบคุมความคิด ความรู้สึก และความอยาก ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ช่วยลดความเครียดลงได้และยังเป็นเทคนิคที่ช่วยการฝึกสมองเสียใหม่

จิตแพทย์โลอิซโซ กล่าวว่าหากเรามีสติ เราจะสามารถเข้าใจหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างได้ชัดเจนขึ้น ช่วยให้ตนเองกำจัดความเข้าใจผิดและควบคุมไม่ให้แสดงปฏิกริยาตอบสนองที่เกินเหตุต่อเหตุการณ์ต่างๆ เลือกที่จะมองข้ามสิ่งที่รบกวนจิตใจเหล่านั้น มองหาทางออกอย่างอื่น และพยามยามมองให้ทะลุปรุโปร่งว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ผู้เชี่ยวชาญคนนี้กล่าวว่า การนั่งสมาธิเป็นเทคนิคที่ช่วยสร้างความแข็งแกร่งทางจิตและสมองเพื่อช่วยให้คนเรามีความสุขและปลอดจากความเครียด

แนวทางบำบัดทางจิตแบบผสมผสานนี้ช่วยผู้ป่วยหลายคนของจิตแพทย์โลอิซโซมีอาการดีขึ้น รวมทั้งชายคนนี้ ผู้ป่วยคนนี้กล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่า เขามีปัญหาโรคซึมเศร้า การบำบัดกับจิตแพทย์โลอิซโซช่วยให้เขาสามารถปรับตัวและเข้ากับคนอื่นรอบข้างได้ดีขึ้น

การฝึกจิตให้มีสติยังเป็นวิธีที่ได้ผลดีในการรักษาโรคอื่นๆด้วย ยกตัวอย่าง ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ที่โรคเข้าสู่ภาวะสงบ จิตแพทย์โลอิซโซ ได้ทำโครงการทดลองฝึกทำสมาธิและการพูดคุยแบบกลุ่มนานยี่สิบสัปดาห์แก่ผู้ป่วยหญิงหกสิบคนภาย

ภายหลังการฝึก ผู้เข้าร่วมโครงการเกือบทุกคนบอกว่ารู้สึกกังวลน้อยลงและมีความหวังในชีวิตมากขึ้น

และนั่นคือเป้าหมายของการสร้างความสุขที่ยั่งยืนตามแนวคิดของจิตแพทย์โจเซฟ โลอิซโซ่ ที่ผสมผสานจิตวิทยาแบบโลกตะวันตกกับการปฏิบัติทางจิตวิญญาณจากโลกตะวันออก

ที่มา: voathai.com

.

Related Link:

.

Psychiatrist incorporates Buddhist philosophy to heal patients

by Dava Castillo, All Voices, Jul 2, 2012

Buddhist philosophy and practice is incorporated into psychotherapty by Dr. Loizzo

New York, USA — In the practice and study of Buddhism, non-duality or wholeness is a binding philosophy and critical to achieving enlightenment. All beings are equal in wanting happiness and not wanting pain; therefore one should protect others as one protects the self. This is called “the exchange of self for others,” or mindfullness.

Joseph Loizzo, founder and director of The Nalanda Institute for Contemplative Science, has written a book called Sustainable Happiness in which he shares decades of research and clinical practice using traditional psychoanalysis, neuroscience and Buddhism in the practice of achieving wholeness.

“The main problem in our human condition has to do with the fact that our natures were adapted for life in the wild, and that because of civilization, we are living in very unnatural conditions,” says Loizzo, who believes this is the primary source of stress for most people. “The stress instincts are what prepare us to fight or fly or freeze sometimes in dangerous situations. But since civilization began to sort of take over our whole lives, these stress reactions are a less and less useful part of our makeup,” according to an interview with Voice of America.

Controlling involuntary responses in stressful situations result in shortness of breath, sweating, and adrenaline surges alerting the body it is in possible danger.

“And because really what is challenging us is not a predator, but is another human being,” he says, “whom we need to cooperate with and we need to negotiate with, essentially we become maladapted.”

Buddhist practices and philosophy have long been used for conflict resolution. Dr. Loizzo says by incorporating Buddhist techniques into his medical practice using meditation and breathing techniques, one can re-train the brain to control the body responses to reduce the stress which can lead to depression, chronic anxiety, hypertension and heart disease.

“The idea is that if you’re mindful, you are able to assess things more clearly, and you are able to catch the misperceptions and over-reactions as they occur and opt out of them and choose the alternative [and] to see what is happening to you. Meditation becomes sort of a teachable simple pragmatic system for strengthening the parts of our mind and our brain that we need to be healthy and happy.”

Personal story-telling

Australian aborigines have practiced story-telling for centuries. An adolescent experiences a rite of passage in which they create their own story by going on a “walkabout.” In this practice they trace the paths, or “songlines”, that their ancestors took, and imitate, in a fashion, their heroic deeds in order to build their own life rooted in tradition.

Personal story-telling is also one of the techniques Dr. Loizzo encourages. “That’s the way our minds work. Our minds produce stories and images. And so some of the skills we teach have to do with learning to tell ourselves more constructive stories that empower us and help us to build the life that we really want to live – not the one we are trying to survive, or are afraid of being stuck in forever.”

Such methods have been life-changing for many of Loizzo’s patients.

Depression was a major problem for me,” says one patient. “And through Dr. Loizzo’s support and our interaction I’ve been able to connect myself with other people and develop a network of people who support me in more meaningful relationships, things like that. It’s been a revolution in my life the way I think about myself and think about the world. I feel like I still have a long way to go but I’ve come a long way.”

Mindfulness techniques have been effective in other settings. For example, breast cancer patients whose disease has gone into remission often report PTSD-like symptoms long after treatment ends. Western medicine offers little to ease the continued fear and anxiety.

For a pilot study, Loizzo taught 60 women in a 20-week course that included meditation instruction and group discussions. Afterwards, most reported feeling less anxious and more hopeful about their lives. “Apart from curing and treating the disease, it’s important that we improve people’s quality of life.”

Combining Western psychotherapy with Eastern philosophy is the basis for Dr. Loizzo’s book and the direction of his practice.

Like the Australian Aborigines who, by singing the songs they created in walkabout, could navigate vast distances through the deserts of Australia’s interior, Loizzo’s patients are learning to navigate or “walkabout” in their own lives through meditation and creating constructive stories to empower them through daily living as well as in crises.

Data from : allvoices.com

.

See more video

.

Ajahn Mitsuo Gavesako – Breathing Meditation

How to Meditate on the Breath, developing Mindfulness. By Ajahn Mitsuo Gavesako (Japan) of Wat Sunandavanaram, Kanchanaburi, Thailand พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก วัดสุนันทวนาราม http://www.watpahsunan.org

.

The Power of Mindfulness & Compassion – Ajahn Brahm

.

Ajahn Brahm – Retreats

According to Ajahn Brahm, everyone deserves a ‘retreat’ – to pause mentally and physically. Retreating from the busyness of life leads to moments of silence, peace and contentment. This in turns helps to instill qualities that make one’s life more meaningful and fulfilled.

To quote from Ajahn’s book, Opening The Door of Your Heart,

“Grant yourself a moment of peace
and you will understand
how foolishly you have scurried about.”

So plan for yourself a retreat today.

.

Breath meditation Ajahn Brahm

ฝึกสมาธิชีวิตประจำวัน ลดทุกข์เพื่อสังคมสันติสุข

สมาธิกับการใช้ชีวิตประจำวันเป็นของคู่กันที่หลายคนละเลย โดยเฉพาะชีวิตคนเมือง ซึ่งปัจจุบันมีสถานที่เปิดอบรมการทำสมาธิหลายแห่ง ทั้งแบบสุดโต่งและการนำวิถีปัจจุบันมาผสมให้เข้ากันในการดำเนินชีวิต “หลักสูตรครูสมาธิ” ของ “วัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร” สอนโดยพระธรรมมงคลญาณ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร) เป็นอีกแห่งที่ให้ความรู้ในการนำมาปรับใช้กับการดำเนินชีวิต

พระครูปลัดมงคลวัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันพลังจิตตานุภาพ และผู้ดูแลหลักสูตร มองว่า ปัจจุบันคนไทยมีปัญหาหลายสิ่ง จนเดือดร้อนทางจิตใจอย่างมาก จึงต้องหาที่พึ่ง หาความสงบ อย่างมีฝรั่งคนหนึ่งให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ที่สวิตเซอร์แลนด์ถึงอาการนอนไม่หลับมานาน เป็นเพราะเขาคิดไม่หยุดจนทำให้จิตไม่มีเวลาหยุดพัก ด้วยโลกที่มันมีการแข่งขันสูงคนต้องคิดตลอดเวลา แต่พอลองมานั่งสมาธิ ฝรั่งคนนั้นพบว่าเขาเจอสวิตช์ที่ปิดความกังวลได้ หลังจากนั้นก็นอนหลับเป็นปกติ เมื่อค้นพบว่า การนั่งสมาธิเหมือนกับการปิดสวิตช์ให้กับจิตฟุ้งซ่านของตัวเอง

การสร้างสมาธิเหมือนกับฝนเม็ดเล็ก ๆ ที่ตกลงมา แม้เม็ดเล็กแต่ตกบ่อย ๆ เราเปียก ถ้าตกไม่หยุดก็จะมีน้ำมากมายมหาศาล เหมือนกับพลังจิตที่ค่อย ๆ สะสมมากขึ้นจนเกิดพลังศรัทธา พลังสติ พลังสมาธิ พลังปัญญา เมื่อมีมากจะไปกลบพลังที่ไม่ดีซึ่งมีน้อยให้หายไป

สมาธิมีอยู่ด้วยกันสองแบบคือ 1. สมาธิธรรมชาติ โดยจิตจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อย่างคนที่จดจ่ออยู่กับการถ่ายภาพก็เป็นการทำสมาธิ แต่จะจดจ่อได้นานแค่ไหนนั้นเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล การนอนถือเป็นสมาธิในแบบนี้ 2. สมาธิสร้างขึ้น เหมือนการเรียนหนังสือในห้องเรียน มีระบบเกิดการควบคุมการฝึกอย่างจริงจัง เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับคนไทย เพราะหลายคนไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร แต่การเรียนในหลักสูตรก็เหมือนกับการมีผู้มีความรู้จัดระเบียบชั่วโมงเรียนไว้ให้แล้ว การมาเรียนอย่างต่อเนื่องและฝึกอยู่บ่อย ๆ จะทำให้จิตมีพลังควบคุมอารมณ์ของตนเองได้

โดยการฝึกสมาธิที่นี่เป็น แบบสัมมาสมาธิ ดำเนินตามมรรค 8 ของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ทำแตกต่างจากที่พระพุทธเจ้า เคยปฏิบัติ ซึ่งหลายคนมีคำถามว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตำราที่เราอ่านมาเป็นแบบแผนที่พระพุทธเจ้าปฏิบัติ แต่แม้ว่าเราไม่รู้ว่าสิ่งนั้นจริงหรือเปล่า แต่อย่างน้อยเรามีแผนที่ เหมือนกับคนที่เดินทาง คนที่มีแผนที่กับคนที่ไม่มีแผนที่ คนไหนจะถึงจุดหมายได้ก่อนกัน

การสอนสมาธิของคนแต่ละวัยย่อมแตกต่างกัน อย่างเด็กจะทำสมาธิครั้งละ 5 นาที โดยช่วงเช้าก่อนเข้าเรียนทำสมาธิก่อนหนึ่งครั้ง พ่อช่วงบ่ายทานข้าวเสร็จเข้าห้องเรียนทำอีกหนึ่งครั้ง พอก่อนกลับบ้านทำอีกหนึ่งครั้ง ตกวันละ 15 นาที เหมือนกับการกินข้าวทุกวัน เราไม่รู้หรอกว่าเรากินไปทุกวันร่างกายเราโตขึ้นวันละเท่าไหร่ แต่เราโตมาได้ทุกวันนี้ก็เพราะกินข้าวที่สะสมมาเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับการนั่งสมาธิ

ส่วนวัยรุ่นทำครั้งละ 15 นาที แต่ต้องมีกิจกรรมสันทนาการเข้ามาช่วยเพื่อจูงใจ ด้านผู้สูงอายุต้องสามารถเดินจงกรมและนั่งสมาธิได้ แต่ต้องให้รู้จักความพอดี ถ้าบางคนต้องการจุดหมายที่หลุดจากโลกก็เข้าไปในป่าบำเพ็ญเพียร แต่ถ้าต้องอยู่ในเมืองต้องปรับวิธีการสอนให้เป็นในระบบ เพราะบางคนแม้เข้าป่าแต่ก็เกิดความขี้เกียจ อย่างวันนี้ฝนตกก็นอนดีกว่าไม่ปฏิบัติ สุดท้ายแล้วเมื่อออกมาไม่ได้อะไรเลย เพราะควบคุมจิตใจตัวเองไว้ไม่ได้

หลักสูตรสมาธิตอนนี้มีคอร์สเรียน 6 เดือน และหลักสูตร 2 เดือน โดยผู้ที่จะมาเรียนคอร์ส 2 เดือนได้ต้องผ่านหลักสูตรพื้นฐาน 6 เดือนมาก่อน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเรียน แต่ต้องซื้อตำราที่เป็นชีทในการเรียนเอง ทางวัดพยายามมุ่งเน้นสอนครู เพราะครูต้องสอนตัวเองก่อนถึงจะออกไปสอนคนอื่นได้ โดยครูที่สอนทางวัดจะถ่ายทอดความรู้ให้อย่างละเอียดเพื่อให้คนที่เรียนเกิดความมั่นใจ และนำไปถ่ายทอดให้ผู้เรียนได้อย่างเชื่อมั่น เพราะคำว่าครูในความหมายแปลว่า หนักแน่นในทางวิชาการ การประพฤติและปฏิบัติ เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่นักเรียนได้เห็น

สำหรับการประเมินหลักสูตร จิตใจของผู้เรียนเป็นการประเมินที่ดีที่สุด และมีการทำวิทยานิพนธ์ โดยใช้เวลา 2 ปี ทำการวิจัยตามหัวข้อกำหนดโดยต้องส่งข้อมูลมา 10 หน้ากระดาษ ขณะที่ก่อนจะจบหลักสูตรมีการอบรมบนดอย ไปเพื่อให้รู้หัวใจของการปฏิบัติที่เน้นย้ำการเป็นอยู่ที่เรียบง่าย กินง่าย นอนง่าย เพราะชีวิตคนต้องเดินทาง ถ้าคนไม่ฝึกจิตดี ๆ จะเกิดความฟุ้งซ่านนอนไม่หลับมัวแต่คิดโน่นนั่น แต่ถ้าคนฝึกจิตนอนที่ไหนก็นอนง่าย

“ตอนนี้หลักสูตรครูสมาธิรุ่น 6 เดือน ผ่านไปแล้ว 30 รุ่น ส่วนรุ่นที่เรียน 2 เดือน เพิ่งจบเป็นรุ่นแรก ตั้งเป้าอนาคตไว้ว่าอยากอบรมครูสมาธิให้มากที่สุด อย่างน้อยจังหวัดละ 1 สถาบัน ตอนนี้มีกระจายไปแล้ว 51 สาขา แต่ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ เราเชื่อว่าเมื่อคนในสังคมมีสมาธิมาก สังคมนั้นจะสงบและสันติสุข” พระครูปลัดมงคลวัฒน์ ทิ้งท้าย

ขณะที่ผู้เข้าอบรมครูสมาธิชั้นสูง รุ่น 1 ระยะเวลาเรียน 2 เดือน อย่าง อ.มีชัย ฤชุพันธุ์ ให้ความเห็นว่า สมาธิเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของมนุษย์ แท้จริงไม่ไกลเกินจากปุถุชนธรรมดาจะทำตามแบบธรรมชาติได้ โดยใครได้แนวทางการทำสมาธิแล้วจะไปเรียนรู้เพิ่มเติมต่อไปก็ได้ แต่ถ้าใครได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อพัฒนาตัวเองถือเป็นเรื่องดี

ส่วน คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ มองการอบรมครั้งนี้ว่า ได้วิธีการเดินจงกรมและนั่งสมาธิอย่างเป็นระบบ หลวงพ่อท่านสอนสิ่งที่เป็นนามธรรม ด้วยการอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายในเชิงหลักวิทยาศาสตร์ อย่างการบริกรรมก็คือการรวบรวมอารมณ์เป็นหนึ่งเดียวเพื่อให้จิตมีสมาธิ ก่อให้เกิดพลังจิตและกลายเป็นกระแสแห่งจิต เมื่อสะสมขึ้นจนมีพลังจะทำให้เรามีพลังในระดับที่สูงขึ้น

จากแต่ก่อนเราเป็นคนที่ขี้รำคาญ แต่พอมาฝึกสมาธิอารมณ์เหล่านั้นลดลง ยิ่งสติควบคู่ไปกับวิปัสสนาอย่างต่อเนื่อง จะทำให้จิตใจดีขึ้นมาก โดยสติจะวิ่งตามอารมณ์ได้ทัน ซึ่งการมาเรียนที่นี่หลวงพ่อได้จัดตารางเรียนช่วง 18.30–20.30 น. ซึ่งเป็นช่วงหลังเลิกงานพอดี พอเรียนเสร็จก็กลับบ้านไปทำการบ้านที่หลวงพ่อสั่งต่อ

ขณะที่ ดร.วิษณุ เครืองาม มองว่า การมาเรียนเหมือนหลวงพ่อได้หยิบสิ่งที่คว่ำอยู่ให้หงายออกมา สิ่งที่ไม่รู้ก็ได้รู้ อย่างสิ่งที่เข้าใจมาตลอดคือ การนั่งสมาธิยิ่งนานยิ่งดี แต่หลวงพ่อวิริยังค์ ท่านแนะนำว่าอาจจะโดนเหมือนท่านที่นั่งสมาธิตั้งแต่สองทุ่มจนถึงตีสอง หลวงปู่มั่นท่านมาตลบมุ้งไล่ให้ไปนอน เพราะเป็นการนั่งสมาธิที่เกินเลย

สิ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยส่วนตัวคือ เดิมเป็นคนนอนไม่หลับมา 10 ปี ต้องกินยานอนหลับอ่อน ๆ มาตลอด แต่พอมาเรียนลองนอนทำสมาธิอยู่ที่บ้านก็หลับไปเองโดยไม่ต้องใช้ยานอนหลับเหมือนแต่ก่อน ซึ่งตอนนี้ไม่ต้องกินยานอนหลับมาแล้วสองเดือนด้วยการทำสมาธิ

ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ให้ความเห็นกับการอบรมครั้งนี้ว่า ทุกวันนี้โลกมีปัญหามาก ตัวเรามีปัญหามาก ความขุ่นมัวทางจิตส่งผลให้โรคภัยทางกายตามมา การทำสมาธิเป็นการทำจิตใจให้สงบขึ้น มนุษย์เราต้องอาศัยการเคลื่อนไหวร่างกาย การวิ่งทำให้เกิดกำลังแก่ร่างกาย แต่จิตตรงกันข้ามมีแต่กวัดแกว่งตลอดเวลาไม่มีการพัก

การนั่งสมาธิหลายที่มีกฎว่าต้องไปอยู่ที่นั่นหลาย ๆ วัน หรือห้ามพูดคุยกัน หรือกินข้าวเพียงสองมื้อ แต่พอกลับเข้ามาอยู่ในเมืองกลับไปเป็นคนเดิมลืมทุกอย่าง แต่การมาฝึกที่นี่หลวงพ่อได้นำการฝึกที่เหมาะสมกับสภาพชีวิตปัจจุบัน โดยเน้นการฝึกหนึ่งชั่วโมง และทฤษฎีหนึ่งชั่วโมง มุ่งเน้นให้ฝึกจนชินสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

เมื่อจิตได้พักผ่อนจึงส่งผลให้ร่างกายดีขึ้น บางคนเป็นไมเกรนหรือภูมิแพ้บางชนิดพอมานั่งสมาธิดีขึ้น ขณะที่คนทำงานทำให้มีสมาธิการในทำงานดีขึ้น หรือเวลาโมโหสติจะตามทันทำให้เราลดความโมโหลง คนฝึกสมาธิมาก ๆ จะเกิดภวังค์ โดยการเกิดภวังค์จะเกิดได้ในช่วงการเกิด การนอน การตาย โดยเราเชื่อว่าคนที่ฝึกจนเกิดภวังค์ก่อนตายเมื่อคิดแต่เรื่องดี ๆ จะได้ไปในภพภูมิที่ดี

การฝึกสมาธิจึงเป็นอีกเรื่องสำคัญโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ซึ่งผู้ที่สอนเองต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อจูงใจ แต่ยังต้องคงไว้ซึ่งแก่นของธรรมะ.

สัมมาสมาธิคืออะไร

สัมมาสมาธิ แปลว่า สมาธิชอบ คือความตั้งใจมั่นโดยถูกทาง โดยการที่กุศลจิตมีอารมณ์เป็นอันเดียว ความตั้งมั่นแห่งกุศลจิตในอารมณ์อันใดอันหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน เข้าถึง ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และ จตุตถฌาน จิตตั้งมั่นในฌานทั้ง 4 นี้ ส่วนอรูปฌาน ทั้ง 4 ท่านจัดเข้าในจตุตถฌาน ตามอารมณ์ที่อรูปฌานมีเจตสิกที่เข้ามาประกอบในจิต คือ อุเบกขาเจตสิกและเอกัคคตาเจตสิก เช่นเดียวกับ จตุตถฌาน

ลักษณะของสัมมาสมาธิ จิตสงัดแล้วจากกามทั้งหลาย สงัดแล้วจากกรรมที่เป็นอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึงปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก เพราะความที่วิตกวิจารทั้งสองระงับลง เข้าถึงทุติยฌาน เป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิ เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติและสัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยนามกาย มีสติ อยู่เป็นปกติสุข เข้าถึงตติยฌาน เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความดับไปแห่งโสมนัสและโทมนัสทั้งสอง เข้าถึงจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา

“การสร้างสมาธิเหมือนกับฝนเม็ดเล็ก ๆ ที่ตกลงมา แม้เม็ดเล็กแต่ตกบ่อย ๆ เราเปียก ถ้าตกไม่หยุดก็จะมีน้ำมากมายมหาศาล เหมือนกับพลังจิตที่ค่อย ๆ สะสมมากขึ้น จนเกิดพลังศรัทธา พลังสติ พลังสมาธิ พลังปัญญา เมื่อมีมากจะไปกลบพลังที่ไม่ดีซึ่งมีน้อยให้หายไป”

ทีมวาไรตี้

ที่มา: เดลินิวส์ 2 สิงหาคม 2555

.

Related Link:

.

คลิกดูบทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

วัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร โทรศัพท์ 0 2332 4145

สถาบันพลังจิตตานุภาพ  โทรศัพท์ 02-311-3903, 02-741-3552

.

วิจัยชี้นั่งสมาธิช่วยรักษาโรคจิต

นักวิจัยพบว่า การฝึกสมาธิแค่เพียงเดือนเดียวสามารถช่วยให้ระบบประสาทดีขึ้นได้ นับเป็นวิธีการรักษาแบบใหม่สำหรับผู้ป่วย

นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาผลของการฝึกทางกายผสมผสานการฝึกทางจิต หรือไอบีเอ็มที (integrative body-mind training-IBMT) ของนักศึกษามหาวิทยาลัย 2 กลุ่ม

หลังผ่านไป 4 สัปดาห์ ซึ่งใช้เวลารวม 11 ชั่วโมง ผลการสแกนพบว่า สมองของอาสาสมัครเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ใยประสาท หรือ “สารสีขาว” ได้เกิดขึ้นอย่างหนาแน่น ทำให้สมองมีจุดเชื่อมต่อสัญญาณมากขึ้น ขณะเดียวกันไขมันที่ห่อหุ้มปกป้องใยประสาท หรือไมอีลิน ก็มีมากขึ้นด้วย

ผลดังกล่าวปรากฏให้เห็นที่ส่วนหน้าของสมองบริเวณคอร์เท็กซ์ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรม

หากระบบประสาทในส่วนนี้ทำงานบกพร่อง คนไข้ก็จะมีปัญหาทางจิต เช่น สมาธิสั้น, สมองเสื่อม, ซึมเศร้า และเป็นโรคจิตเภท

ผลวิจัยนี้ได้ต่อยอดจากงานวิจัยก่อนหน้านี้ ซึ่งได้ใช้เทคนิคสแกนสมองแบบเอ็มอาร์ไอวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของสมองที่เกิดจากไอบีเอ็มที โดยนักวิจัยได้นำผลการศึกษา 2 ชิ้นเมื่อปี 2553 มาวิเคราะห์ผลการสแกนดังกล่าวเพิ่มเติมอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

งานวิจัยชิ้นแรกได้ศึกษานักศึกษาอเมริกันที่มหาวิทยาลัยออริกอน ชิ้นที่ 2 ศึกษานักศึกษา 68 คนของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีต้าเหลียนในประเทศจีน
นักวิจัยพบว่า ใยประสาทมีความหนาแน่นขึ้นหลังจากการฝึกไอบีเอ็มทีเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แต่ไม่พบความเปลี่ยนแปลงของการเกิดไมอีลิน อย่างไรก็ดีหลังผ่านไปหนึ่งเดือน พบว่าทั้งใยประสาทและไมอีลินได้มีปริมาณเพิ่มขึ้น

นักศึกษาที่ฝึกไอบีเอ็มทียังรายงานด้วยว่า ตนเองมีอารมณ์ดีขึ้น มีความโกรธ ความรู้สึกซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความเหนื่อยล้าลดลง นอกจากนี้ยังมีฮอร์โมนความเครียด คอร์ติโซล ลดลงด้วย

หัวหน้าทีมวิจัย ศาสตราจารย์ไมเคิล พอสเนอร์ จากมหาวิทยาลัยออริกอน บอกว่า ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจส่งผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์และสติปัญญา
ผลวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences
นักประสาทวิทยา ดร.เอเลนา แอนโตโนวา จากสถาบันจิตเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจ ลอนดอน บอกว่า ข้อค้นพบนี้นับเป็นข่าวดี หากการฝึกสมาธิแค่ 11 ชั่วโมงทำให้ใยประสาทเกิดการเชื่อมต่อกันอย่างหนาแน่นยิ่งขึ้น และมีการปกป้องดีขึ้น ดังนั้นการทำสมาธิซึ่งใครๆ ก็ทำได้ในเวลาใดก็ได้ จะช่วยให้จิตใจแจ่มใสและมีอารมณ์คงเส้นคงวา.

ที่มา: ไทยโพสต์ 9 กรกฎาคม 2555

Related Link:

.

Chinese Meditation Prompts Double Positive Punch in Brain White Matter

ScienceDaily (June 13, 2012) — A Texas Tech University scientist studying the Chinese mindfulness meditation known as integrative body-mind training (IBMT) said he and other researchers have confirmed and expanded on changes in structural efficiency of white matter in the brain that can be related to positive behavioral changes in subjects practicing the technique for a month and a minimum of 11 hours total.

In a paper appearing in the online Early Edition of the Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS), scientists Yi-Yuan Tang of Texas Tech and Michael Posner of the University of Oregon (UO) reported improved mood changes coincided with increased brain-signaling connections. They also found an expansion of myelin, the protective fatty tissue that surrounds the nerves, in the brain’s anterior cingulate region.

Deficits in activation for this area of the brain have been associated with attention deficit disorder, dementia, depression, schizophrenia and many other disorders, said Tang, who is now the director of Texas Tech’s Neuroimaging Institute and holder of the Presidential Endowed Chair in Neuroscience and professor in the Department of Psychology.

“When we got the results, we all got very excited because all of the other training exercises, like working-memory training or computer-based training, only have been shown to change myelination,” Tang said. “We believe these changes may be reflective of the time of training involved in IBMT. We found a different pattern of neural plasticity induced by the training.”

IBMT was adapted from traditional Chinese medicine in the 1990s in China, where it is practiced by thousands of people. It differs from other forms of meditation because it depends heavily on the inducement of a high degree of awareness and balance of the body, mind and environment. The meditation state is facilitated through training and trainer-group dynamics, harmony and resonance.

In 2010, research led by Tang, then a visiting research professor at the University of Oregon, and Michael I. Posner, professor of psychology at UO, first reported positive structural changes in brain connectivity, based on functional magnetic resonance imaging, that correlated to behavioral regulation. The study was done at the Robert and Beverly Lewis Center for Neuroi maging with 45 participating UO undergraduate students.

The new findings came from additional scrutiny of the 2010 study and another that involved 68 undergraduate students at China’s Dalian University of Technology. The researchers revisited data obtained from using an MRI technique known as diffusion tensor imaging. The research team found improved density of the nerves involved in brain connections but no change in myelin formation after two weeks.

After a month, or about 11 hours of IBMT, both increases in nerve density and myelin formation were found as measured by fractional anisotropy, axial diffusivity and radial diffusivity — the important indexes for measuring the integrity of white matter fibers.

This dynamic pattern of white matter change involving the anterior cingulate cortex, a part of the brain network related to self-regulation, could provide a means for intervention to improve or prevent mental disorders.

“This study gives us a much more detailed picture of what it is that is actually changing,” Posner said. “We did confirm the exact locations of the white-matter changes that we had found previously. And now we show that both myelination and axon density are improving. The order of changes we found may be similar to changes found during brain development in early childhood, allowing a new way to reveal how such changes might influence emotional and cognitive development.”

The improved mood changes noted in this and earlier studies are based on self-ratings of subjects based on a standard six-dimensional mood-state measure, Tang said.

Both researchers first reported findings related to IBMT in 2007, also in PNAS. They found that doing IBMT for five days prior to a mental math test led to low levels of the stress hormone cortisol among Chinese students. The experimental group also showed lower levels of anxiety, depression, anger and fatigue than students in a relaxation control group.

In 2009 in PNAS, Tang and his Chinese colleagues, with assistance from Posner and UO psychology professor Mary K. Rothbart, found that IBMT subjects in China had increased blood flow in the right anterior cingulate cortex after receiving training for 20 minutes a day over five days. Compared with the relaxation group, IBMT subjects also had lower heart rates and skin conductance responses, increased belly breathing amplitude and decreased chest respiration rates.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byTexas Tech University. The original article was written by John Davis

Journal Reference:

  1. Y.-Y. Tang, Q. Lu, M. Fan, Y. Yang, M. I. Posner.Mechanisms of white matter changes induced by meditationProceedings of the National Academy of Sciences, 2012; DOI: 10.1073/pnas.1207817109

Data from: sciencedaily.com

Evidence Supports Health Benefits of ‘Mindfulness-Based Practices’

ScienceDaily (July 11, 2012) — Specific types of “mindfulness practices” including Zen meditation have demonstrated benefits for patients with certain physical and mental health problems, according to a report in the July Journal of Psychiatric Practice.

“An extensive review of therapies that include meditation as a key component — referred to as mindfulness-based practices — shows convincing evidence that such interventions are effective in the treatment of psychiatric symptoms and pain, when used in combination with more conventional therapies,” according to Dr William R. Marchand of the George E. Wahlen Veterans Affairs Medical Center and the University of Utah in Salt Lake City.

Mindfulness Techniques Show Health Benefits Dr Marchand reviewed published studies evaluating the health benefits of mindfulness-based practices. Mindfulness has been described as “the practice of learning to focus attention on moment-by-moment experience with an attitude of curiosity, openness, and acceptance.” Put another way, “Practicing mindfulness is simply experiencing the present moment, without trying to change anything.”

The review focused on three techniques:

• Zen meditation, a Buddhist spiritual practice that involves the practice of developing mindfulness by meditation, typically focusing on awareness of breathing patterns.

• Mindfulness-based stress reduction (MBSR), a secular method of using Buddhist mindfulness, combining meditation with elements of yoga and education about stress and coping strategies.

• Mindfulness-based cognitive therapy (MBCT), which combines MBSR with principles of cognitive therapy (for example, recognizing and disengaging from negative thoughts) to prevent relapse of depression.

Dr Marchand found evidence that MBSR and MBCT have “broad-spectrum” effects against depression and anxiety and can also decrease general psychological distress. Based on the evidence, MBCT can be “strongly recommended” as an addition to conventional treatments (adjunctive treatment) for unipolar depression. Both MBSR and MBCT were effective adjunctive treatments for anxiety.

Research data also supported the effectiveness of MBSR to help reduce stress and promote general psychological health in patients with various medical and/or psychiatric illnesses. On its own, MBSR was helpful in managing stress and promoting general psychological health in healthy people. There was also evidence that Zen meditation and MBSR were useful adjunctive treatments for pain management.

How do these practices work to affect mental and physical health? Dr Marchand discusses recent research showing the impact of mindfulness practices on brain function and structure, which may in part account for their psychological benefits. “These mindfulness practices show considerable promise and the available evidence indicates their use is currently warranted in a variety of clinical situations,” he concludes.

The article includes some proposed evidence-based guidelines for incorporating mindfulness-based practices into health care. So far there’s little evidence on which patients are most likely to benefit, but Dr Marchand suggests that patient preferences and enthusiasm are a good guide. He comments, “The most important considerations may be desire to try a mindfulness-based practice and willingness to engage in the regular practice of seated meditation.”

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided by Wolters Kluwer Health: Lippincott Williams & Wilkins, via Newswise.

Data from: sciencedaily.com

ฟองเดียว …เอาอยู่

จากผลวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเกี่ยวกับไข่ ระบุว่า ผู้ที่กินไข่วันละ 1 ฟองขึ้นไปจะปลอดจากความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจมากกว่าคนที่ไม่กินไข่ในความจริงแล้ว โปรตีนจากไข่ขาวเป็นโปรตีนชั้นดี ซึ่งร่างกายสามารถนำไปใช้แทนเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพของร่างกายได้ทั้งหมดดีกว่าเนื้อสัตว์เสียอีก ทางการแพทย์ ระบุว่า ไข่ขาวสามารถเปลี่ยนเป็นโปรตีนของร่างกายได้ 100%

ส่วนในไข่แดงนั้นก็ยังมีสารอาหารหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ไขมัน วิตามินและแร่ธาตุ ซึ่งมีคุณค่าใกล้เคียงกับไขมันปลาทะเล ถึงแม้ว่าไข่แดงจะมีคอเลสเตอรอล แต่ในไข่แดงจะมีกรดไขมันโอเมก้า 3 (HDL Cholesterol) ซึ่งเป็นไขมันชนิดดี ไม่มีผลต่อการเพิ่มคอเลสเตอรอล ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของสมองและเนื้อเยื่อตา และกรดโอเมก้า 6 กรดอะราคิโดนิก ซึ่งจำเป็นสำหรับผิวหนัง เส้นผม การเจริญเติบโตของเด็ก หญิงมีครรภ์

สิทธิโชค ศรีโช บรรณาธิการฝ่ายอาหาร นิตยสาร Health&Cuisine บอกว่า ไข่เป็นโปรตีนที่รับประทานง่าย คนทั่วไปสามารถรับประทานไข่ได้วันละ 1 ฟอง โดยที่คอเลสเตอรอลไม่เกิน และในไข่แดงมี วิตามินเค ช่วยให้เลือดแข็งตัวเร็วยามที่เป็นแผล นอกจากนี้ ไข่ ยังอุดมด้วยวิตามินบี ซึ่งมีความสำคัญต่อกระบวนการทำงานในร่างกาย รวมถึงวิตามินเอที่ช่วยเรื่องการเติบโตและพัฒนาการ วิตามินอีช่วยต่อต้านโรคหัวใจและมะเร็งบางประเภท วิตามินดี ช่วยให้ร่างกายดูดซับเกลือแร่และทำให้กระดูกแข็งแรงและมีไอโอดีน กระตุ้นการผลิตไทรอยด์ฮอร์โมน และฟอสฟอรัส ซึ่งจำเป็นต่อกระดูกและฟัน

ว่า กันว่า คนที่รับประทานไข่วันละฟอง จะมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดต้อกระจกน้อยกว่า เพราะในไข่มีสารลูทีนและซีแซนทีนที่ช่วยปกป้องหรือรักษาอาการจุดรับภาพที่จอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของอาการตาบอด

แต่ไม่ว่าจะเป็นเมนู ไข่ต้ม ไข่เจียว ไข่ดาว ไข่ลวก ไข่ตุ๋น ไข่พะโล้ ไข่ยัดไส้ และอีกสารพัดเมนูไข่ ควรปรุงสุก จะปลอดภัยต่อร่างกายที่สุด เนื่องจากไข่ขาวดิบทั้งหมดเป็น “อัลบูลมิน” ถ้าไม่สุกจะทำให้มีปัญหาลำไส้ ย่อยได้ยาก นอกจากนี้การรับประทานแต่ไข่ขาวเพียงอย่างเดียว เพียงเพราะกลัวไขมันคอเลสเตอรอลสูงจากไข่แดง จะทำให้โปรตีนในไข่ขาวตัวหนึ่ง ชื่อ “อะวิดิน” ไปจับกับ “ไบโอติน” ในร่างกาย ทำให้ร่างกายขาด “ไบโอติน” ซึ่ง เป็นวิตามินที่มีความจำเป็นต่อเส้นผม และสุขภาพผิวที่ทำให้แก่ก่อนวัย ฉะนั้นหากอยากมีสุขภาพดีควรรับประทานทั้งไข่ขาวและไข่แดง

รู้ประโยชน์ของเจ้าไข่ฟองกลมๆ แบบนี้แล้วก็ อย่าลืม …รับประทานไข่ไก่กันทุกวันนะคะ

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 3 สิงหาคม 2555

กีฬาในโอลิมปิกช่วยให้ออกกำลัง ปิงปองยังช่วยบำรุงสมองคล่อง

กีฬาที่แข่งกันอยู่ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ล้วนแต่เป็นคุณประโยชน์กับร่างกาย ช่วยบำรุงกำลัง สร้างความทรหดอดทน และความว่องไว สถานพยาบาลเมโย อันมีชื่อเสียงของสหรัฐฯยังพบในการวิจัยว่า การเล่นที่ทำให้หัวใจต้องเต้นแรงขึ้น อาจช่วยบรรเทาความเสี่ยงของสมองเสื่อม และความจำถดถอย  หรือไม่หากมีอาการบ้างแล้ว ก็ยังช่วยชะลอเอาไว้ได้

การวิ่งแข่งและว่ายน้ำอันเป็นกีฬาที่ผู้ชมโทรทัศน์และผู้ที่ชอบการออกกำลังโปรดที่สุด เป็นการออกกำลังแบบแอโรบิกที่ดีเลิศ กีฬาว่ายน้ำยังช่วยให้ข้อต่างๆคล่องแคล่ว เช่นเดียวกับ บาสเกตบอล แข่งจักรยาน ฟุตบอล  ฮอกกี้ แฮนด์บอล  เดินเร็วและ เทนนิส เป็นการออกกำลังแบบแอโรบิกที่เข้มแข็ง

นักวิจัยยังพบว่า ยังมีกีฬาอย่าง ปิงปอง หรือเทเบิลเทนนิส แบดมินตัน เทควันโด ฟันดาบ เรือกรรเชียง และพายเรือแคนู ซึ่งยังบำรุงสมองอีกด้วย การเล่นแบดมินตัน ปิงปอง เทควันโด ซึ่งต้องการความว่องไว ใช้สมาธิ และการประสานของมือกับสายตาด้วยกัน จะช่วยบำรุงสมอง กีฬาเหล่านี้ต้องอาศัยการเคลื่อนไหว เท่ากับเป็นการออกกำลังแบบแอโรบิกที่เป็นคุณมาก โดยเฉพาะการกรรเชียงเรือ และพายเรือแคนู ยิ่งในน้ำมีคลื่น หรือต้องจ้ำเร็ว ทำให้หัวใจและหลอดเลือดได้ออกกำลัง เป็นคุณสมองด้วย.

ที่มา: ไทยรัฐ 6 สิงหาคม 2555

.

Related link:

.

The Olympics for the Rest of Us: How Ping-Pong Can Help Your Brain

Tuesday, July 31, 2012
ROCHESTER, Minn. — The physical benefits of the Olympic sports are pretty obvious: strength, endurance and agility, to name a few. But did you know they also can help the brain? Mayo Clinic research shows that any exercise that gets the heart pumping may reduce the risk of dementia and mild cognitive impairment — and slow those conditions if they start. Aerobic exercise also can boost your mood.

Running and swimming, two of the Olympic sports most popular with fitness buffs and TV viewers alike, each provide excellent aerobic workouts. Swimming has the added benefit of taking it easy on the joints. Basketball, cycling, football, hockey, handball, race walking and tennis also provide vigorous aerobic exercise. Here are other Olympic sports that can serve as brain boosters:

  • Ping-pong, also known as table tennis
  • Badminton
  • Taekwondo
  • Fencing
  • Rowing
  • Canoeing

Fast-paced sessions of badminton, ping-pong, taekwondo and fencing all require concentration, hand-eye coordination and precision, but that’s not why they can help keep the brain sharp. All also put participants on the move, providing valuable aerobic activity. Rowing and canoeing — particularly if the water is choppy or the pace is brisk — also provide great cardiovascular workouts that can benefit the brain.

“We know that 30 minutes of aerobic activity of any kind five times per week is associated with a reduced risk of cognitive decline. So it is important to stay active often and as early as you can,” says Rodolfo Savica, M.D., a Mayo Clinic neurologist. “And if the Olympic Games push people to get active, we definitely endorse that.”

For interviews with Dr. Savica, please contact Sharon Theimer, Mayo Clinic Public Affairs, 507-284-5005 or via email at newsbureau@mayo.edu. For more Olympic experts, please see Mayo Clinic News.

Data from: mayoclinic.org

เผย 10 จุดเจ็บปวดตามร่างกาย มีที่มา

อาการเจ็บปวดเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ มักสร้างความกังวลเพราะนอกจากจะไม่รู้ที่มาแล้ว เรายังไม่อาจเห็นสภาพภายในได้ เรื่องนี้ นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ มีข้อมูลมาไขข้อข้องใจโดยเฉพาะอาการปวด 10 จุด ต่อไปนี้

เจ็บต้นคอร้าวแขน เจ็บนี้ต้องระวังเส้นประสาทต้นคออาจถูกกดหรือบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ยกของหนักที่ผ่านมาได้

เจ็บแขนร้าวปลายมือ‘ ดูเรื่องเส้นประสาทให้ดีมีสิทธิ์เกิดจากพังผืดไปรัดเส้นประสาทหรือเกิดมาจากศูนย์รวมประสาทที่ต้นคอก็ยังได้

ปวดศีรษะร้าวต้นคอ อาจเป็นเพียงกล้ามเนื้อที่เกร็งตึงเวลามีความเครียดธรรมดา แต่ถ้ามีตาพร่าบวกคลื่นไส้อาเจียนด้วยก็ต้องจับตาอาการด้านสมอง

ปวดหลังร้าวลงขา น่าจะเกิดจากหมอนรองกระดูกกดเส้นประสาทเป็นหลัก โดยเฉพาะหลังส่วนบั้นเอวเป็นจุดอ่อนที่สำคัญ การดูว่าปวดหลังถึงขั้นไหนให้ดูอาการร้าวลงขา

เจ็บอกวิ่งไปแขนซ้าย ร้ายเสียยิ่งกว่าอกหักเพราะมักเกี่ยวถึงโรคหัวใจขาดเลือด ให้สังเกตอาการปวดว่าเหมือนถูกบีบหรือถูกงูเหลือมตัวใหญ่รัดด้วยหรือไม่

ไอแล้วปวดร้าวลงก้นกบ‘ บางคนเวลาไอหรือเบ่งท้องแรง ๆ แล้วมีอาการเจ็บร้าวไปหลังหรือก้นกบเบื้องล่างทุกครั้ง ต้องเฝ้าระวังโรคหมอนรองกระดูกทับเส้น

เจ็บท้องน้อยร้าวลงหน้าขา ในสตรีต้องระวังเรื่องอุ้งเชิงกรานอักเสบ ส่วนในหนุ่ม ๆ ให้ระวังนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ถ้ามีไข้ร่วมด้วยให้ช่วยระวังการติดเชื้อเป็นหลัก

เจ็บท้องส่วนอื่น ๆ แล้วร้าวทะลุหลัง‘ อาการเจ็บหน้าไปหลังเช่นนี้ถ้าเป็นที่ตับ คือ ด้านบนขวาให้นึกถึงถุงน้ำดีที่อาจไม่ดีสมชื่อ เพราะนี่เป็นสัญญาณนิ่วในถุงน้ำดีหรือถุงน้ำดีอักเสบ ส่วนถ้าเจ็บตรงกลางร่วมกับไข้สูงให้นึกถึงตับอ่อนอักเสบ (Acute pancreatitis) แบบเฉียบพลัน

เจ็บบั้นเอวแถวสีข้างร้าวลงขา ยิ่งถ้าเจ็บบั้นเอวด้านใดด้านหนึ่งแล้วร้าวด้วย ให้นึกถึงก้อนนิ่วในกรวยไตหรือท่อไต ในบางรายอาจมีท่อปัสสาวะอักเสบร่วมกับมีไข้ รู้สึกหนาวและปัสสาวะปนเลือดอีก หากเป็นเช่นนี้แนะให้ช่วยรีบไปตรวจปัสสาวะ เอ็กซเรย์หรืออัลตร้าซาวน์

และสุดท้าย ‘เจ็บตามผื่นแล้วร้าวลงเส้นประสาท การที่มีผื่นเป็นตุ่มน้ำใสแล้วมีอาการแสบร้อนหรือเคยมีประวัติโรคเริม งูสวัด ให้ระวังอาการปวดร้าวไปตามปลายประสาท แม้ไม่มีผื่นแล้วก็อาจทิ้งอาการแสบร้อนไว้ได้ บางรายเจ็บแสบอยู่ตามแนวเส้นประสาทเป็นครั้งคราว

คุณหมอกฤษดา ย้ำว่า สัญญาณเจ็บร้าวทั้งสิบที่ว่ามาเป็นวิธีดูคร่าว ๆ เท่านั้น แต่ก็ช่วยทำให้ได้ร่องรอยของโรคที่ซ่อนอยู่ได้ อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีที่สุดคือ พบแพทย์แล้วตรวจหาความผิดปกติให้ทราบชัดเจนชัวร์กว่า.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์  7 สิงหาคม 2555

รู้กันแล้วก็อย่าละเลย! ‘โภชนาการดี’ วิธี‘สู้โรค-รักษาโรค’

“วิถีชีวิตที่ขาดความสมดุล มีความเบี่ยงเบนไปจากวิถีธรรมชาติมากเกินไป การกินที่ไม่เหมาะสม ขาดโภชนาการที่ถูกต้อง และขาดการออกกำลังกายที่สม่ำเสมอ ทำให้ร่างกายต่อสู้โรคร้ายไม่ได้“ …นี่เป็นเรื่องในเชิง ’สุขภาพ“ ที่ยอมรับกันในระดับสากล เป็นเรื่องที่ผู้คนทั่วโลกต่างก็รับรู้กันดี

แต่ในชีวิตจริงยุคนี้ ’สมดุล“ เรื่องนี้ก็ยังมีปัญหา

’โภชนาการที่ถูกต้อง“ ยังไกลตัวคนจำนวนมาก

ทั้งนี้ ว่ากันถึงชีวิตที่ไม่ขาดสมดุล ไม่เบี่ยงเบนจากวิถีธรรมชาติมากไป ไม่ขาดโภชนาการที่ถูกต้อง หรือโดยรวมคือการมีพฤติกรรมชีวิตที่ไม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ โรคร้ายต่าง ๆ นั้น ทาง พ.ต.ท.นพ.มั่น อุดมพานิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ด้วยแรงบันดาลใจในการให้ความสำคัญกับการบำบัดโรคโดยใช้ศาสตร์และศิลป์ของโภชนศาสตร์คลินิก พฤกษเคมีจากพืชและสมุนไพร ผู้ก่อตั้งศูนย์โภชนาและสมุนไพรบำบัดภูตะวรา แนะนำว่า…..

การใช้ชีวิตให้สมดุล จากการกิน อยู่ และลดปัจจัยเสี่ยงที่จะเพิ่มความผิดปกติของเซลล์ในร่างกาย วิธีสร้างสุขภาพที่ดี ซึ่งจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง ป้องกันโรคต่าง ๆ รวมถึงมะเร็ง หลัก ๆ นั้นประกอบด้วย…..

1. เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ โดยกรณีที่เป็นผู้ชายควรจะต้องมีมวลกล้ามเนื้อสูงกว่า 30% ของน้ำหนักตัว และกรณีที่เป็นผู้หญิงควรจะต้องมีมวลกล้ามเนื้อสูงกว่า 25% ของน้ำหนักตัว เพื่อให้อวัยวะทุกระบบสามารถจะต่อสู้โรคร้ายได้ เพราะมวลกล้ามเนื้อคือแหล่งเสบียงสำคัญของทุกระบบในร่างกายมนุษย์

2. เพิ่มภูมิต้านทาน ทั้งในระบบเซลล์เม็ดเลือดขาวและระบบโปรตีน ให้อยู่ในระดับสูงเพียงพอที่จะสามารถขจัดสิ่งรุกรานทั้งหลาย เช่น เชื้อโรคต่าง ๆ สารพิษต่าง ๆ และสิ่งแปลกปลอมอื่น ๆ ที่ร่างกายไม่ต้องการ

3. เพิ่มปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ ทั้งส่วนที่ร่างกายสร้างเองได้ และจากสารอาหารภายนอกที่เติมเข้าไปให้แก่ร่างกาย เพื่อกำจัดอนุมูลอิสระให้อยู่ในปริมาณที่ไม่สามารถสร้างอันตราย ต่อร่างกาย

4. ซ่อมแซม เสริมสร้างทุกเซลล์ ทุกอวัยวะ เพื่อการทำงานที่ประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ

และ 5. เพิ่มคุณภาพชีวิต สร้างความกระฉับกระเฉง กระตือรือร้น คล่องแคล่ว ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ ช่วยให้กินได้นอนหลับ ขับถ่ายสะดวก เพิ่มความสุขและลดความทุกข์ทรมานทั้งกายและใจ …นี่ก็ขาดไม่ได้

เหล่านี้คือการทำให้ชีวิตทำให้ร่างกายไม่ขาดสมดุล

โดย ’โภชนศาสตร์-การออกกำลังกาย“ คือตัวช่วย!!

ทาง พ.ต.ท.นพ.มั่น ได้ยกตัวอย่างกรณีโรคมะเร็ง โดยระบุว่า…ผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่ 99% มีต้นเหตุความเสี่ยงมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ที่เป็นมะเร็งโดยถ่ายทอดทางพันธุกรรมมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ซึ่งเมื่อเป็นแล้ว เมื่อเข้ารับการรักษา โดยการผ่าตัด ฉายแสง ใช้เคมีบำบัด และอาจมีการกินยา เพื่อจะขจัดเซลล์มะเร็ง การที่จะขจัดเซลล์มะเร็งไปจากร่างกายโดยที่ไม่ให้เหลือแม้แต่เซลล์เดียว ถือว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก ด้วยเหตุนี้แม้ว่าผู้ป่วยจะผ่านการรักษาแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป อาจจะอีก 3-5 ปี เซลล์มะเร็งก็อาจจะกลับมาอีกครั้ง

“สาเหตุก็เพราะไม่ได้เปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตเท่าที่ควร ที่สำคัญที่สุดคือขาดโภชนาการที่สมดุล เมื่อใช้ชีวิตประจำวันที่มีความเสี่ยงแบบเดิม ๆ ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งซ้ำก็จะมี” …ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ระบุ

พร้อมทั้งบอกอีกว่า…การเสริมสร้างโภชนาการที่ถูกต้องเพื่อสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้มีความแข็งแรงเพียงพอ มีความสำคัญมากในการต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงก่อนที่จะเข้ารับการรักษา เนื่องจากระหว่างการรักษาร่างกายจะอ่อนเพลีย หากร่างกายมีพลังงานไม่เพียงพอ ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ แพทย์อาจไม่สามารถรักษาผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่องตามโปรแกรม ทำให้เซลล์มะเร็งกลับแข็งแรงขึ้นมาอีก และระหว่างรักษาหากผู้ป่วยเกิดผลข้างเคียง รับประทานอาหารไม่ได้ ภูมิคุ้มกันก็จะยิ่งอ่อนแอ ก็จะยิ่งซ้ำเติมอาการเข้าไปอีก

“และหลังจากการรักษาจนจบขั้นตอนของแพทย์แล้ว ก็ควรที่จะฝึกเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเฉพาะการรับประทานอาหาร เพราะหากยังไม่ถูกหลักโภชนาการ ยังใช้ชีวิตประจำวันที่ยังคงเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ก็จะกลับเข้าสู่วงจรเดิมอีก คือเซลล์มะเร็งจะเติบโตและกลับมาทำร้ายเราได้อีก และอาจจะเพิ่มความรุนแรงมากกว่าเดิมด้วย” …พ.ต.ท.นพ.มั่น ชี้ชัด ๆ ถึงความสำคัญของโภชนาการ กับตัวอย่างการป่วยเป็นมะเร็ง โดยมีการระบุด้วยว่าถ้าโภชนาการไม่ถูกต้อง ก็จะเป็นอย่างที่ว่ามา แต่ถ้าโภชนาการเข้มข้นถูกต้อง โอกาสที่จะหายขาดได้ก็มี

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ยังเน้นถึงการใช้ชีวิตของคนทั่วไปในภาพรวม ว่า… “ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันบ้าง ควรรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ ออกกำลังให้ร่างกายแข็งแรง เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันต่อสู้กับโรคภัยที่หลากหลาย สามารถขจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาสู่ร่างกายได้” และ….

’อย่ารอความหวังจากการรักษาของแพทย์และยา
สำคัญที่สุดคือตัวเราเองต้องพึ่งตนเองเป็นสำคัญ
ร่างกายแข็งแรง คือภูมิคุ้มกันที่ทรงประสิทธิภาพ”.

ที่มา: เดลินิวส์  7 สิงหาคม 2555