พิสูจน์ได้เด็ดขาดแล้วเป็นครั้งแรกความอ้วนเป็นต้นเหตุของโรคหัวใจ

คณะนักวิจัยอังกฤษและเดนมาร์ก ร่วมกันศึกษาค้นพบเป็นครั้งแรกว่า ความอ้วนเป็นต้นเหตุของโรคหัวใจได้โดยตรง

พวกเขาได้ศึกษาโดยใช้ข้อมูลของผู้คนในกรุงโคเปนเฮเกน ไม่น้อยกว่า 75,000 คน พบว่า ผู้ที่ตกอยู่ในพวกคนอ้วนมาก จะเป็นโรคหัวใจได้ง่ายกว่าคนอื่นร้อยละ 26

หัวหน้าคณะแพทย์ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนกล่าวว่า “จากการศึกษาทางโรคระบาดวิทยาร่วมกับการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมเราพบว่า ผู้ที่วัดพบว่ามีความอ้วนมาก ก็อาจทำให้หัวใจของตนเองเสียหายได้แล้ว.

ที่มา: ไทยรัฐ 7 พฤษภาคม 2555
.

Related Link:

.

Study Finds Direct Link Between Obesity, Heart Disease

WEDNESDAY, May 2 (HealthDay News) — A large new study is the first to show a direct link between a high body-mass index and the risk of developing heart disease, British and Danish researchers say.

Body-mass index (BMI) is a measurement based on height and weight. People with a BMI of 18.5 to 24.9 are normal weight while those with a BMI of 30 or more are obese. Those in between are deemed overweight.
For the study, the researchers analyzed data from more than 75,000 people in Copenhagen and found that those with a high BMI had a 26 percent increased risk of developing heart disease. Further analysis using genetic and other data showed that a BMI increase of 4 points increases the risk of heart disease by no less than 52 percent.

“By doing epidemiological studies combined with genetic analysis, we have been able to show in a group of nearly 76,000 persons that a high BMI is enough in itself to damage the heart,” Borge Nordestgaard, chief physician at Copenhagen University Hospital, said in a university news release.
“Observational studies have also suggested a relationship between heart disease and obesity, but that is not enough to prove a direct correlation. Obese people can share characteristics or lifestyle traits that have an influence on both the heart and weight. Or there can be a reverse causality, that is, it is the diseased heart that causes obesity and not the other way round,” said Nordestgaard, who is also a clinical professor in the health and medical sciences faculty at the university.

The study was published May 1 in the journal PLoS Medicine.
Study co-author Dr. Nicholas Timpson, a lecturer in genetic epidemiology at the University of Bristol in England, noted in the news release: “In light of rising obesity levels, these findings are fundamental to improving public health. Our research shows that shifting to a lifestyle that promotes a lower BMI — even if it does nothing else — will reduce the odds of developing the disease.”

More information
The U.S. National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases has more about the health risks of being overweight.

Data from: yahoo.com

เจาะลึกดูการเพาะสเต็มเซลล์ตัวอ่อนมนุษย์ สายพันธุ์ไทย

สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิด เป็นคำกว้างๆ ที่มีรายละเอียดควรรู้ว่ายังมีการแบ่งย่อยออกเป็น 2 อย่าง คือ

1.เซลล์พัฒนาแล้ว (Adult Stem Cell) เช่น เซลล์ไขกระดูก เซลล์สายสะดือ(เก็บตอนคลอด) ซึ่งจะถูกโปรแกรมหรือกำหนดมาแล้วระดับหนึ่งว่าจะเป็นอะไร หรือทำหน้าที่อะไร เช่น สเต็มเซลล์ที่เก็บจากไขกระดูก โอกาสที่เอาไปใช้นอกเหนือจากไขกระดูกนั้นเป็นไปได้ยาก

และ 2.เซลล์ต้นกำเนิดจากตัวอ่อน (Embryonic Stem Cell) เหมือนเป็นสารตั้งต้น หรือเซลล์ตั้งต้นเพื่อที่จะกลายไปเป็นอวัยวะ ไปเป็นเซลล์ต่างๆ กว่า 200 ชนิดในร่างกาย (เช่น เซลล์ประสาท เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เป็นต้น) โดยมีความสามารถในการพัฒนาต่อเนื่องได้แม้ผ่านเวลานาน และยังต้องคงคุณลักษณะเดิมไว้

จากความสามารถของเซลล์ต้นกำเนิดจากตัวอ่อน ที่จะกลายไปเป็นเซลล์อะไรก็ได้ขึ้นอยู่กับการเหนี่ยวนำ จึงเชื่อว่า หากมีการวิจัยและพัฒนาที่ดี เซลล์ต้นกำเนิดชนิดนี้อาจนำไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่ต้องการได้เซลล์ไปทดแทนอวัยวะที่เสื่อมหรือเสียไป หรือแม้กระทั่งโรคที่ไม่มีทางรักษาให้หาย เพียงแต่ติดอุปสรรคข้อสำคัญ คือ เซลล์ตัวอ่อนนี้มีอยู่อย่างจำกัด จะเก็บได้จากตัวอ่อนที่เหลือในกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว ที่เจ้าของยินดีบริจาค

ด้วยเหตุข้างต้น ภาควิชาสูติศาสตร์ นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงทำการค้นคว้าวิจัยหาหนทางเพาะเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิดจากตัวอ่อนมนุษย์ซึ่งหาได้ไม่มาก

การวิจัยเริ่มขึ้นในปี พ.ศ.2547 โดยถือเป็นช่วงแรก (พ.ศ.2547-2550) ขณะนั้นมี ศ.น.สพ.ดร.มงคล เตชะกำพุ จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ และ ศ.กิตติคุณ นพ.ประมวล วีรุตมเสน จากคณะแพทยศาสตร์ เริ่มวิจัยโดยใช้หนูไม่ถีบจักรเป็นต้นแบบ ผลที่ได้ในตอนนั้น คือ คณะวิจัยสามารถสร้างเซลล์ต้นกำเนิดตัวอ่อนของหนูได้

ช่วงต่อมา (พ.ศ.2550-2555) มี รศ.นพ.กำธร พฤษานานนท์ คณะแพทยศาสตร์ เป็นผู้นำทีมวิจัย ขณะที่ ศ.กิตติคุณ นพ.ประมวล เป็นที่ปรึกษา เป็นขั้นที่คณะวิจัยใช้ทักษะและองค์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างเซลล์ต้นกำเนิดตัวอ่อนของหนูมาประยุกต์ใช้ แม้ว่าเซลล์ต้นกำเนิดตัวอ่อนของหนูและคน จะมีความแตกต่างกันทั้งในระดับกายภาพและโมเลกุล ทั้งยังมีการแลกเปลี่ยนความรู้กับทีมวิจัยต่างชาติ เช่น เกาหลีใต้ สวีเดน ฮังการี

อย่างที่ระบุในตอนต้นว่า การศึกษาวิจัยกับหนูนั้นได้ผล เมื่อลองหันมาวิจัยกับเซลล์ต้นกำเนิดตัวอ่อนของมนุษย์ที่ได้รับบริจาคจากคู่สมรสที่เข้ารับการรักษาปัญหามีบุตรยาก โดยเริ่มต้นวิจัยกับตัวอ่อนกลุ่มที่มีการเจริญเติบโตผิดปกติหลังจากการปฏิสนธิ แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างเซลล์ต้นกำเนิดตัวอ่อนมนุษย์จากตัวอ่อนกลุ่มที่มีความผิดปกติดังกล่าว

ต่อมาคณะวิจัยได้ปรับแผนใหม่ โดยในปี พ.ศ.2551 เริ่มวิจัยกับตัวอ่อนที่เจริญอย่างปกติหลังปฏิสนธิ แต่มักเป็นตัวอ่อนที่คุณภาพไม่ดีนัก กระทั่งช่วงต้นปี พ.ศ.2552 คณะวิจัยจึงได้เห็นการเจริญออกมาจากเซลล์ต้นกำเนิดตัวอ่อน แต่เพราะเซลล์ส่วนใหญ่เกิดการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากประสบการณ์เกี่ยวกับการเลี้ยงเซลล์ยังมีน้อย การรักษาให้เซลล์คงสภาพจึงมีความยาก ดังนั้น คณะวิจัยจึงแช่แข็งเซลล์กลุ่มนี้ไว้ก่อน

เวลาล่วงไปจนธันวาคมปีเดียวกัน คณะวิจัยจึงสามารถสร้างสายพันธุ์เซลล์ต้นกำเนิดตัวอ่อนมนุษย์ได้สายพันธุ์แรกสำเร็จ คือ CUHES2 จากนั้นอีก 3 เดือน จึงสร้างได้อีก 3 สายพันธุ์ตามมา อันประกอบด้วย CUHES3, CUHES4, และ CUHES5 ทั้งยังมีการพิสูจน์เซลล์ตามระเบียบวิธีวิจัยแล้ว และปัจจุบันคณะวิจัยยังคงเลี้ยงเซลล์ทั้ง 4 สายพันธุ์อย่างต่อเนื่องในห้องปฏิบัติการ ซึ่งอยู่ภายในธนาคารเซลล์ต้นกำเนิดตัวอ่อนที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

สำหรับการพัฒนาเซลล์ต้นกำเนิดจากตัวอ่อนนี้ คณะวิจัยจะนำเซลล์ในตัวอ่อนที่เรียกว่า อินเนอร์ เซลล์ แมส มาเพาะเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จากนั้นตัวอ่อนจะเปลี่ยนตัวเองเข้าสู่สภาวะสเต็มเซลล์ นับเป็นความสำเร็จครั้งแรกในวงการแพทย์ไทย หากนับจากจุดเริ่มต้นมี อินเนอร์ เซลล์ แมส เพียงแค่ 20-30 เซลล์ แต่ปัจจุบันเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนได้กว่า 10 ล้านเซลล์ และยังคงเพาะเลี้ยงให้เพิ่มมากขึ้นได้อีก

แม้จะมีเซลล์ต้นกำเนิดจากตัวอ่อนเพิ่มมากขึ้น แต่ขณะนี้ยังนำไปใช้ในการวิจัยเท่านั้น เหตุที่ยังไม่นำมาใช้กับคน เนื่องจากนักวิจัยทั่วโลกพบว่า เซลล์ต้นกำเนิดจากตัวอ่อน สามารถพัฒนาตัวเองเป็นเซลล์เนื้องอกหรือมะเร็งได้ อีกทั้งภูมิคุ้มกันของคนหรือผู้ป่วยอาจต่อต้านเซลล์ต้นกำเนิด และอาจเกิดความผิดพลาดของการแบ่งโครโมโซม ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ข้อดังกล่าว จึงยังไม่นำมาใช้ในคน จนกว่านักวิจัยจะกำจัดจุดอ่อนเหล่านั้นไปได้เสียก่อน.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์  21 มิถุนายน 2555

วิจัยสารสกัดจากฟักข้าวต้านอนุมูลอิสระ

เก็บตกจากงานเปิดโลกทัศน์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 49 ปี ของ วว. หรือสถาบัน วิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

หนึ่งในไฮไลต์งานวิจัยเด่นของ วว. ปีนี้ก็คือ โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพต้านอนุมูลอิสระจากพืชพื้นบ้านอย่าง “ฟักข้าว”

นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์  ผู้ว่าการ วว. เปิดเผยว่า ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ร่วมกับฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร วว. ประสบผลสำเร็จใน    การดำเนินงานโครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพต้านอนุมูลอิสระจากพืชพื้นบ้าน

โดยเลือกวิจัยผลฟักข้าวเป็นวัตถุดิบและพัฒนากระบวนการสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของฟักข้าวผ่านการทดสอบความเป็นพิษ

ปัจจุบันสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ได้ถึง 15 ผลิตภัณฑ์ ใน 3 รูปแบบ คือ ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง

ด้านดร.ประไพภัทร  คลังทรัพย์  นักวิจัยอาวุโสฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ วว. กล่าวว่า ใช้ระยะเวลาดำเนินงานโครงการวิจัยจากฟักข้าว ประมาณ 4 ปี  (พ.ศ. 2552-2555) โดยเริ่มตั้งแต่พัฒนากระบวนการเตรียมสารสกัดวิธีต่าง ๆ และจากส่วนต่าง ๆ ของผลฟักข้าว คือ เปลือก เนื้อ และเยื่อหุ้มเมล็ด

มีการนำสารสกัดที่ได้ทั้งหมดมาตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมีพบว่า ประกอบด้วยสารสำคัญ โดยเฉพาะสารเบต้าแคโรทีน และสารแอลฟา-โทโคฟีรอล ในปริมาณสูง  และเมื่อตรวจสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ด้วยวิธีทดสอบต่าง ๆ ทั้งในระดับเซลล์ เอนไซม์ และดีเอ็นเอ ในเซลล์มนุษย์ พบว่าสารสกัดฟักข้าวอย่างน้อย 2-3 ตัวอย่างมีฤทธิ์โดดเด่นในการต้านอนุมูลอิสระทั้งในเชิงเอนไซม์ และไม่ใช่เอนไซม์ และเมื่อทดสอบต่อโดยใช้เทคนิคทดสอบมาตรฐานทางพันธุพิษวิทยา สำหรับตรวจประเมินความเป็นพิษระดับดีเอ็นเอซึ่งวิเคราะห์ผลด้วยระบบคอมพิวเตอร์และโปรแกรมจำเพาะ พบว่าสารสกัดฟักข้าวที่ได้ มีฤทธิ์ป้องกันสารพันธุกรรมหรือ ดีเอ็นเอในเซลล์ จากการทำอันตรายของอนุมูลอิสระชนิดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ได้สูงถึง 65% และจากรังสีอัลตราไวโอเลตหรือแสงยูวี ได้  20% ผลวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ  ทางเภสัชศาสตร์ คือ Journal Of Applied Pharmaceutical Science ฉบับเดือนเมษายน ที่ผ่านมา

ทีมวิจัยได้คัดเลือกตัวอย่างสารสกัดฟักข้าวที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระดีที่สุดและมีความปลอดภัยทั้งต่อเซลล์มนุษย์และเซลล์สัตว์ทดลอง มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบเพื่อสุขภาพต้านอนุมูลอิสระและชะลอความชรา  อาทิ เครื่องดื่มสารสกัดฟักข้าว ซอสปรุงรส ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เซรั่มชะลอแก่ ครีมป้องกันรังสียูวี และโลชั่นให้ความชุ่มชื่นผิวต่าง ๆ

ปัจจุบัน วว. พร้อมถ่าย ทอดเทคโนโลยีการผลิตผลิต ภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากสารสกัดฟักข้าวสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าสมุนไพรสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่หลากหลาย

ผู้สนใจขอรับการถ่ายทอดเทค โนโลยีได้ที่คอลเซ็นเตอร์โทร. 0-2577- 9300 หรือ www.tistr.or.th

ที่มา: เดลินิวส์ 13 มิถุนายน 2555

.

Related link:

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 

เภสัช มช.พัฒนา“ฟักข้าวนาโนลบริ้วรอย”

มข.ปรับปรุงพันธุ์ฟักข้าว มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง

น้ำปัสสาวะ ยาอายุวัฒนะต้านโรคร้าย

พูดถึงน้ำปัสสาวะ หลายคนคงมองว่าเป็นของสกปรก แต่เชื่อหรือไม่คะว่า การดื่มน้ำปัสสาวะจะทำให้อายุยืนยาวขึ้น และปลอดจากโรคภัยทั้งหลาย โดยวงการแพทย์ในหลายๆประเทศ เช่น เยอรมนี, บราซิล, ญี่ปุ่น และอินเดีย ก็ทุ่มเทวิจัยเรื่องคุณค่าของน้ำปัสสาวะในการรักษาโรค

เห็นสีเหลืองๆแบบนี้ อันที่จริงแล้ว “น้ำปัสสาวะ” มีคุณประโยชน์อเนกอนันต์ เพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุ วิตามิน ฮอร์โมน เอนไซม์ ภูมิคุ้มกัน โปรตีน และสารที่มีประโยชน์อีกมาก เช่น ยูโรไคเนส เป็นเอนไซม์ช่วยละลายลิ่มเลือด รักษาภาวะเส้นเลือดอุดตัน, โพราทาแกลนดิน ช่วยควบคุมการอักเสบ และต้านการจับตัวของลิ่มเลือด, อีริโทรพอยติน กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง, อินเตอร์เฟอรอน สารต้านทานโรคและมะเร็งร้าย, ฮอร์โมนเมลาโทนิน พบในน้ำปัสสาวะตอนเช้าหลังตื่นนอน ช่วยให้นอนหลับสนิท, โกรทฮอร์โมน ทำหน้าที่ซ่อมแซมส่วนสึกหรอ และยิ่งถ้าเป็นน้ำปัสสาวะของเด็ก จะยิ่งมีแร่ธาตุมาก ครบครันทั้งแคลเซียม, แมกนีเซียม, ฟอสฟอรัส, ทองแดง, สังกะสี, ไอโอดีน, เหล็ก และยูเรีย ซึ่งเป็นสารขับปัสสาวะต้านการอักเสบ และบำรุงผิวพรรณ

สำหรับมือใหม่หัดดื่มน้ำปัสสาวะ ในหนังสือ “ยาพระพุทธเจ้า น้ำปัสสาวะเป็นยารักษาโรค” แนะนำว่า ควรเริ่มดื่มทีละน้อย โดยใช้น้ำปัสสาวะช่วงกลางผสมน้ำให้เจือจาง เพื่อให้ร่างกายค่อยๆปรับตัว เริ่มจากหนึ่งในสี่ของแก้ว แล้วค่อยเพิ่มเป็นครึ่งแก้ว หากดื่มวันละ 1 ครั้งตอนเช้า จะเป็นการช่วยร่างกายปรับสมดุล ดื่มวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้าและก่อนนอน เป็นยาบำรุงรักษาอวัยวะ และหากดื่มวันละ 3 ครั้ง ทั้งเช้า กลางวัน เย็น จะเป็นยารักษาโรคและอาการเจ็บป่วยสารพัด นอกจากการดื่มแล้ว ยังนำน้ำปัสสาวะมาทาแผลสดเพื่อฆ่าเชื้อ หรือใช้หยอดหูแก้อาการหูน้ำหนวก และอมในปาก เพื่อรักษาอาการปวดฟันและเจ็บคอ คนเป็นไซนัส หรือหวัดรุนแรง ก็ใช้น้ำปัสสาวะล้างโพรงจมูกได้.

 

ที่มา: ไทยรัฐ  5 พฤษภาคม 2555

ควันไอเสียรถพ่นมนต์บุรุษเพศสิ้นขลัง เกิดบุตรยาก หรือพลอยกลายเป็นหมัน

นักวิจัยชาวมะกะโรนีพบเรื่องกังวลใจว่า ควันไอเสียรถอาจทำให้ผู้ชายเป็นหมัน หรือมีบุตรยากได้

นักวิชาการเชื้อสายโรมัน ได้หลักฐานว่า มลพิษบนท้องถนน ทำให้เชื้ออสุจิของหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ต้องเสื่อมคุณสมบัติลงได้ เนื่องจากสารไนโตรเจน ออกไซด์ และตะกั่วที่มีอยู่ในควันไอเสีย ผู้ที่ต้องทำงานซึ่งถูกควันไอเสียทุกวัน จึงน่าเป็นห่วงที่สุด

ดร.ไมเคิล โรซา มหาวิทยาลัยเนเปิล หัวหน้านักวิจัยได้พบในการตรวจสอบเชื้ออสุจิของพนักงานด่านเก็บค่าทาง ซึ่งจะต้องสูดดมควันไอเสีย เฉลี่ยวันละ 6 ชม. เทียบกับของคนทำงานบริเวณแถบใกล้เคียงกัน แต่ไม่ได้ถูกควันไอเสีย พบว่า “ตัวอสุจิของผู้ที่ถูกควันไอเสียจะอ่อนเปียก และเซื่องซึมกว่าของผู้ที่ไม่ได้ถูกควันไอเสีย”

เขากล่าวแจ้งว่าการศึกษาทำให้รู้ว่า ควันไอเสียรถทำให้อสุจิของหนุ่มทั้งเล็กทั้งใหญ่คุณภาพเสื่อมลง.

ที่มา: ไทยรัฐ 21 มิถุนายน 2555

 

.

Related Link:

.

ควันเสียดีเซลก่อมะเร็ง

.

Vehicle fuel exhaust fumes not only have adverse effects on health, but also affect male fertility.

July 14th, 2011

Pollution, for those who live in cities or alongside the plant may be used even if forced. But remember and be considered as a vehicle fuel exhaust fumes not only have adverse effects on health, but also affect male fertility.

Based on a study conducted by researchers in Italy found that traffic pollution reduces the quality of sperm in young and middle-aged men. They believe nitrogen oxide and lead from motor vehicle exhaust gas to be triggered decrease in sperm quality.

They bring traffic congestion and high levels of vehicle exhaust pollution risk at the level of male fertility that many spent more than six hours on the streets.

Smoke Vehicles

Dr Michele De Rosa and colleagues from the University of Naples examined the sperm of 85 men who worked at the toll gates and on average they are more exposed to vehicle exhaust fumes for six hours a day.

They compared the findings with the quality of the sperm of 85 men age living in the same area but not exposed to motor vehicle exhaust pollution.

The results mentioned, sperm quality tollgate workers is lower and less able to fertilize female egg cells.

“Generally, their sperm is slower and less active so the potential to fertilize eggs is very low,” explained Dr Michele De Rosa is quoted from the book Art Enjoying Sex work of Andrew Lee Tan.

From these studies concluded De Rosa, the content of lead, nitrogen oxides, sulfur oxides, and carbon monoxide to give an adverse effect on sperm quality of men, especially young and middle-aged men who spend much time on the road with the level of motor vehicle exhaust gas pollution is higher, especially at rush hour.

De Rosa and colleagues are continuing research whether the decline in sperm quality was only temporary and will rise again as they reduce the activity on the highway.

A similar study conducted professor Harry Moore of Sheffield University, UK. Moore examined the effect of certain motor vehicle fuel combustion resulting in male reproductive fertility.

Men who spent a lot of activity on the highway with a high risk of pollution levels decreased fertility rates.

“We see there is a trend of decline in sperm quality of men living in urban areas compared with rural men who do the polluting activity on the highway,” said Moore, who recorded his research in the journal Human Reproduction.

 

Data from : healthmad.com

ภัยจากอาหารปิ้งย่าง วันนี้มีวิธีป้องกัน

ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย โลกกว้างใหญ่ถูกย่อไว้ด้วยคอมพิวเตอร์

การศึกษาหาความรู้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ง่ายนิดเดียว

เมื่อโลกมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ก้าวตามไปติดๆ คือ โรคภัยไข้เจ็บที่ต่างพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

การรู้ตัวแต่เนิ่นๆ เพื่อให้สามารถรักษาได้ทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งที่เราต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา

วันนี้ โรคมะเร็ง เป็นโรคร้ายอันดับหนึ่งที่คร่าชีวิตผู้คนไม่เว้นแต่ละวัน

ปัจจุบันการดำเนินชีวิตของสังคมเมืองต้องสัมผัสมลภาวะที่เกิดจากการพัฒนาประเทศมากมายหลายรูปแบบ อีกทั้งคนส่วนใหญ่ขาดความเอาใจใส่ต่อสุขภาพตนเอง ขาดการออกกำลังกาย และทานอาหารไม่เลือก

เหล่านี้ ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น

อาหารมีส่วนสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งได้ประมาณ 30-50%

แต่ในขณะเดียวกัน อาหารประเภทพืชผัก ผลไม้ ธัญพืช เครื่องเทศต่างๆ ก็มีคุณสมบัติป้องกันมะเร็งได้เช่นกัน ดังนั้น การทานอาหารอย่างถูกต้องตามหลักโภชนาการ จึงเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้

วันนี้ขอย้ำว่า อาหารที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งนั้นคือ อาหารที่มีราขึ้น โดยเฉพาะราสีเขียว-สีเหลือง อาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่มีรสเค็มจัด ส่วนไหม้เกรียมของอาหารปิ้ง ย่าง รมควัน และอาหารที่ถนอมด้วยเกลือดินประสิวในปริมาณมากๆ

สำหรับคนที่ชอบทานอาหารปิ้งย่างตามร้านอาหารนานาชาติหลากหลายแบรนด์ หรือตามร้านปิ้งย่างริมถนน วันนี้คอลัมน์ “มันมากับอาหาร” มีวิธีป้องกันมาฝาก

ควรนำเนื้อสัตว์มาหั่นส่วนที่เป็นไขมันออกก่อน นำไปต้มหรืออบให้สุกพอประมาณ แล้วจึงนำไปปิ้งหรือย่าง หรืออาจนำกระดาษฟอยล์มารองหรือห่อหุ้มเนื้อสัตว์เอาไว้เพื่อช่วยลดปริมาณไขมันที่อาจหยดลงไปในเตา พร้อมกับใช้ไฟเพียงอ่อนๆ หรือเลือกใช้เตาไฟฟ้าไร้ควัน เพราะจะควบคุมระดับความร้อนดีกว่าการใช้เตาถ่าน เนื่องจากสารก่อมะเร็งเกิดจากการเผาไหม้ของไขมันในเนื้อสัตว์ที่หยดลงไปโดนถ่านไฟ จนทำให้เกิดเป็นควันที่มีพิษเป็นสารก่อมะเร็งและลอยกลับขึ้นมาจับที่เนื้อสัตว์บนเตา

ที่สำคัญ ควรตัดส่วนที่ไหม้เกรียมออกก่อนนำมาทานจะสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ และไม่ควรทานแต่เนื้อสัตว์ปิ้งย่างเพียงอย่างเดียว ควรทานผักแกล้มด้วย เช่น ผักกาด บร็อกโคลี กะหล่ำปลี เนื่องจากผักเหล่านี้อุดมไปด้วยสาร Sulforaphane ที่ช่วยป้องกันการถูกทำลายของดีเอ็นเอและสามารถช่วยลดความเสียหายของดีเอ็นเอในร่างกายได้

วิธีง่ายๆ เริ่มจากตัวเราเอง หัดเป็นคนช่างเลือก เลือกที่จะทานอาหารที่มีประโยชน์และหัดเป็นคนช่างสังเกต สังเกตว่าอาหารชนิดใดสามารถกินได้อย่างปลอดภัย

เท่านี้ก็จะสามารถยืดอายุเรามากขึ้นกว่าเดิม……

 

ที่มา: ไทยรัฐ  4 พฤษภาคม 2555

ให้หมั่นใช้งานสมองเอาไว้อยู่เสมอ จะหนีภัยจากสมองเสื่อมได้รอดพ้น

นักวิจัยมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ของออสเตรเลีย ศึกษาใหม่พบว่า ผู้ที่ยังคงทำงานใช้สมองอยู่เสมอ จะได้รับพรคุ้มกัน ให้รอดพ้นภัยจากโรคสมองเสื่อมในบั้นปลายชีวิต

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ไมเคิล เจ.วาเลนวูเอซา ผู้เชี่ยวชาญโรคชราของสมองแห่งศูนย์วิจัยสมองและจิตใจ มหาวิทยาลัยซิดนีย์ เปิดเผยว่า “ผลการวิจัยช่วยให้เกิดความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นในระดับชีววิทยา”

เขากับคณะได้ศึกษาอาศัยข้อมูลของผู้สูงอายุ ชาวอังกฤษไม่ต่ำกว่า 13,000 ราย ซึ่งในช่วงเวลานั้นยังได้รับมันสมองที่ได้รับการบริจาคให้มาวิเคราะห์อีก 399 ราย

อาจารย์ไมเคิลบอกต่อไปว่า “ผลการศึกษาได้ส่อว่า การมีโอกาสทำกิจกรรมที่เป็นเครื่องกระตุ้นมากขึ้น จะเป็นส่วนของวิถีชีวิตอันสุขสมบูรณ์ยิ่งขึ้น” และเสริมว่า “การมีวิถีชีวิตอย่างมีชีวิตชีวายิ่งขึ้นเป็นคุณกับสุขภาพสมองทั่วไปโดยตรง ดังจะเห็นได้จาก ระดับความเข้มข้นของกระแสประสาทและเลือดที่เก็บรักษาสำหรับสมอง” “ผลการศึกษาทั้งหมด ได้ชี้บอกว่า ความเยี่ยมยอดของสมองทั้งหมดมันอยู่ที่ว่า จะยังคงใช้มันอยู่ หรือจะปล่อยมันทิ้งไปเปล่าๆ”.

 

ที่มา: ไทยรัฐ  4 พฤษภาคม 2555

.

Related link:

.

Protecting Your Brain: ‘Use It or Lose It’

ScienceDaily (Apr. 25, 2012) — The findings of a new study suggest that the protective effects of an active cognitive lifestyle arise through multiple biological pathways. For some time researchers have been aware of a link between what we do with our brains and the long term risk for dementia. In general, those who are more mentally active or maintain an active cognitive lifestyle throughout their lives are at lower risk.

“The ideas of a ‘brain reserve’ or ‘cognitive reserve’ have been suggested to explain this, but were basically a black box. This research throws some light on what may be happening at the biological level,” said Associate Professor Michael J. Valenzuela, a brain aging expert at the Brain and Mind Research Institute, University of Sydney, Australia, who led this new study.

Researchers used data from the Cognitive Function and Ageing Study, a large population-based study in the United Kingdom that has been following over 13,000 elderly individuals prospectively since 1991.

At the time of this study, 329 brains had been donated and were available for analysis. Brains were compared based on the individual’s dementia status at death (yes or no) and cognitive lifestyle score, or CLS (low, middle, or high).

The three CLS groups did not differ among multiple Alzheimer’s disease (AD) neuropathology measures, including plaques, neurofibrillary tangles, and atrophy. This means that cognitive lifestyle seems to have no effect on the brain changes typically seen in those with Alzheimer’s disease.

However, an active cognitive lifestyle in men was associated with less cerebrovascular disease, in particular disease of the brain’s microscopic blood vessels. An active cognitive lifestyle in women was associated with greater brain weight. In both men and women, high CLS was associated with greater neuronal density and cortical thickness in the frontal lobe.

“These findings suggest that increased engagement in stimulating activities are part of a lifestyle that is, overall, more healthy,” commented Dr. John Krystal, Editor of Biological Psychiatry. “Rather than specifically protecting the health of activated circuits, it seems that a more active lifestyle has general effects on brain health reflected in greater neuronal density and preservation of the blood supply to the brain.”

“Overall, our research suggests that multiple complex brain changes may be responsible for the ‘use it or lose it’ effect,” Valenzuela added.

With a globally aging society and the risk of dementia increasing significantly with age, dementia-prevention strategies are of rising importance. Understanding the mechanisms of cognitive enhancement through research such as this can help support and inform the development of effective strategies to enrich cognitive lifestyle and potentially reduce dementia risk.

Data from: sciencedaily.com

พบพระคุณใน ค่าน้ำนม มารดาเพิ่ม คุ้มกันรอดอันตรายมะเร็งหลายชนิด

นักวิทยาศาสตร์ศึกษาพบ พระคุณของ “ค่าน้ำนม” อีกอย่างหนึ่ง ว่า ทารกที่ได้ดื่มกินนมแม่ ยังได้คุณแก่สุขภาพ โดยช่วยคุ้มครองให้ พ้นภยันตรายจากมะเร็งชนิดต่างๆ หลายอย่างด้วย

วารสาร “น้ำนมแม่” เปิดเผยว่า นักวิจัยได้พบน้ำนมแม่มีสารต่อต้านมะเร็งอย่างหนึ่งอยู่อย่างอุดม พวกเขาได้นำน้ำนมเหลือง อันเป็นน้ำนมแรกเริ่ม และน้ำนมแม่ของแม่ที่มีทารกโตแล้วมาตรวจวิเคราะห์ ซึ่งพบว่าน้ำนมเหลืองและน้ำนมจากเต้า มีสารต่อต้านมะเร็งอย่างอุดม สูงตั้ง 100-400 เท่า ในขณะที่ในนมผงไม่มีอยู่เลย.

 

ที่มา: ไทยรัฐ  4 พฤษภาคม 2555

.

Related link:

.

High Levels of TRAIL Protein in Breast Milk Might Contribute to Anticancer Activity

ScienceDaily (Apr. 23, 2012) — The benefits of breast milk are well known, but why breastfeeding protects against various forms of cancer remains a mystery. A new study in the Journal of Human Lactation (published by SAGE) found high levels of cancer-fighting TNF-related apoptosis inducing ligand (TRAIL) in human milk, which might be one source of breast milk’s anticancer activity.

Researchers took samples of colostrum, the first milk available to newborns, and of mature breast milk from new mothers. Researchers then obtained samples of blood from healthy women, and various ready-to-feed infant formulas. The colostrum, mature breast milk, blood and formula were then all tested to measure their level of TRAIL. The researchers found that colostrum and breast milk contained 400- and 100-fold, respectively, higher levels of TRAIL than blood. No TRAIL was detected in the formula.

“The important role of breastfeeding in the prevention of certain childhood cancers, such as lymphoblastic leukemia, Hodgkin’s disease, and neuroblastoma, has been previously demonstrated,” wrote the authors. “However, endogenous soluble TRAIL represents a strong candidate to explain the overall biological effect of breastfeeding against cancer.”

Mothers chosen to participate in the study were eligible because they exhibited no signs of eclampsia, infection, or fever, and delivered healthy newborns at term.

The authors wrote, “To our knowledge, this is the first time that TRAIL has been measured in colostrum and human breast milk. This study has revealed much higher TRAIL concentrations in colostrum and breast milk compared to the levels of circulating serum TRAIL.”

Journal Reference:

  1. R. Davanzo, G. Zauli, L. Monasta, L. Vecchi Brumatti, M. V. Abate, G. Ventura, E. Rimondi, P. Secchiero, S. Demarini. Human Colostrum and Breast Milk Contain High Levels of TNF-Related Apoptosis-Inducing Ligand (TRAIL)Journal of Human Lactation, 2012; DOI:10.1177/0890334412441071

Data from: sciencedaily.com

ทำงานเกี่ยวข้องกับฟอร์มาลดีไฮด์ เสี่ยงกับการเป็นมะเร็งเม็ดโลหิตขาว

วารสารวิชาการ “สถาบันมะเร็งแห่งชาติ” ของสหรัฐฯ ได้กล่าวเตือนว่า ผู้ที่มีการงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับใช้ฟอร์มาลดีไฮด์ อันเป็นยาล้างฆ่าเชื้ออย่างแรง มีกลิ่นฉุนแสบจมูกบ่อยๆ มีหวังจะต้องเสี่ยงกับการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมาก

คณะนักวิจัยของแผนกมะเร็งระบาดวิทยาและพันธุกรรม ของสถาบัน ได้สอบหาความเกี่ยวพันของอัตราการเสียชีวิตของผู้ทำหน้าที่การงานเกี่ยวข้องกับยาฟอร์มาลดีไฮด์ อย่างผู้เชี่ยวชาญกายวิภาค พยาธิแพทย์ และพนักงานทำศพ ที่เสียชีวิตลงภายในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เปรียบเทียบกับการเสียชีวิตด้วยโรคอื่น

รายงานผลการวิจัยกล่าวว่า “การศึกษาทำให้ได้ข้อมูลสนับสนุนเพิ่มเติม หลักฐานของความเกี่ยวพันของฟอร์มาลดีไฮด์กับโอกาสที่จะเป็นโรคมะเร็งเม็ดโลหิตขาวมากขึ้น ทำให้เข้าใจถึงความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งที่เกี่ยวกับฟอร์มาลดีไฮด์ยิ่งขึ้น”.

ที่มา: ไทยรัฐ  4 พฤษภาคม 2555

.

Related link:

.

Formaldehyde and Cancer Risk

.

Formaldehyde Exposure May Affect Fertility in Men

ScienceDaily (Apr. 30, 2012) — Occupational exposure to formaldehyde in Chinese men may be linked to reduced fertility, reports a paper in the MayJournal of Occupational and Environmental Medicine, official publication of the American College of Occupational and Environmental Medicine (ACOEM).

Dr Dang-xia Zhou of Xi’an Jiaotong University in Xi’an, China, looked for evidence of fertility problems among approximately 300 married men exposed to formaldehyde at a wood processing facility in China. Key reproductive outcomes were compared for the wives of men with and without occupational formaldehyde exposure.

The wives of formaldehyde-exposed men had longer times to pregnancy (TTP) than the wives of men not exposed to formaldehyde. With adjustment for other factors, the rate of prolonged TTP was nearly three times higher for wives of men exposed to formaldehyde.

Formaldehyde exposure was also associated with a higher rate of miscarriage (spontaneous abortion). After adjustment, the risk for miscarriage was nearly twice as high in women whose husbands were exposed to formaldehyde at work.

The reproductive toxicity appeared “dose dependent,” with higher rates of fertility problems for wives of men exposed to higher levels of formaldehyde. Other reproductive outcomes — such as preterm birth or birth defects — were unrelated to formaldehyde exposure.

Formaldehyde is an important chemical used in many different industries. In recent years, China has surpassed the United States as the world’s largest producer and consumer of formaldehyde. Most previous studies of formaldehyde’s possible reproductive toxicity have focused on women, with inconsistent results.

Together with recent animal studies, the new results suggest that formaldehyde could be a contributor to well-documented reductions in sperm quality worldwide. However, the researchers emphasize that further studies — including data on the direct correlation between formaldehyde exposure and sperm quality — would be needed to address this issue.

 

Data from: sciencedaily.com

 

ควันเสียดีเซลก่อมะเร็ง

ผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO เปิดเผยว่า การปล่อยควันเสียของเครื่องยนต์ดีเซลเป็นสาเหตุโรคมะเร็งในคน โดยอัตราความเสี่ยงที่สูงจากไอเสียของเครื่องยนต์ดีเซลมาจากหลักฐานที่เกี่ยวโยงกับโรคมะเร็งปอดและมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งคำเตือนของอนามัยโลกน่าจะสร้างความตกใจให้แก่กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์กับรถบรรทุก การตัดสินใจประกาศเรื่องนี้ เป็นผลมาจากการประชุมนานร่วมสัปดาห์ของบรรดาผู้เชี่ยวชาญอิสระที่ประเมินหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ครั้งล่าสุด จนพบว่า ควันเสียของน้ำมันเบนซินและดีเซล มีแนวโน้มก่อให้เกิดโรคมะเร็ง แต่ควันเสียจากน้ำมันเบนซินยังถูกจัดให้อยู่ในประเภทสารที่น่าจะเป็นตัวการก่อมะเร็ง

ที่มา: แนวหน้า 17 มิถุนายน 2555

.

Related Link:

.

Diesel exhaust fumes are ‘major cancer risk’ and as deadly as asbestos and mustard gas, says World Health Organisation 

  • Diesel exhaust found to cause lung cancer and associated with an increased risk of bladder cancer
  • WHO says the fumes belong in same category as mustard gas and asbestos
  • Risks are on a level with passive smoking

By CLAIRE BATES

PUBLISHED: 07:12 GMT, 13 June 2012 | UPDATED: 08:52 GMT, 13 June 2012

 

Diesel engine exhaust fumes cause cancer and belong in the same potentially deadly category as asbestos, arsenic and mustard gas, according to the World Health Organisation.

The France-based International Agency for Research on Cancer (IARC), part of the WHO, has reclassified diesel exhausts from ‘probable’ carcinogens to a group of substances that have definite links to cancer.

Research has shown that regular exposure to diesel fumes is as likely to cause cancer as passive smoking.

Health officials have now called for governments to act on ‘cleaning-up’ the fumes emitted from vehicle exhausts.

The experts, who said their decision was unanimous and based on ‘compelling’ scientific evidence, urged people across the world to reduce exposure to diesel fumes as much as possible.

‘The (expert) working group found that diesel exhaust is a cause of lung cancer and also noted a positive association with an increased risk of bladder cancer,’ it said in a statement.

The decision is a result of a week-long meeting of independent experts who assessed the latest scientific evidence on the cancer-causing potential of diesel and gasoline exhausts.

It puts diesel fumes in the same risk category as noxious substances such as asbestos, arsenic, mustard gas, alcohol and tobacco.

‘It’s on the same order of magnitude as passive smoking,’ said Kurt Straif, director of the IARC department that evaluates cancer risks.

‘This could be another big push for countries to clean up exhaust from diesel engines.’

Dr Lesley Walker, director of cancer information at Cancer Research UK, said: ‘This report, from an international panel of experts, sends a clear message that diesel fumes can cause lung cancer.

‘The evidence of harmful health effects of diesel, particularly for people exposed to high levels through their jobs, has been accumulating for many years.

‘But, the overall number of lung cancers caused by diesel fumes is likely to be a fraction of those caused by smoking tobacco.

‘In the UK there are already guidelines in place to protect employees from the harmful effects of diesel fumes. Employers and workers should take appropriate action to minimise exposure in the workplace.’

Christopher Portier, chairman of the IARC working group, said the group’s conclusion ‘was unanimous, that diesel engine exhaust causes lung cancer in humans’.

‘Given the additional health impacts from diesel particulates, exposure to this mixture of chemicals should be reduced worldwide,’ he said in a statement.

The group pointed to a large U.S study published in March by the US National Cancer Institute. That paper analysed 12,300 miners for several decades starting in 1947. Researchers found that miners heavily exposed to diesel exhaust had a higher risk of dying from lung cancer.

Although diesel engine exhaust was defined by IARC as probably carcinogenic to humans – group 2A – in 1989, an advisory group had repeatedly called for a  re-evaluation since 1998.

Today’s announcement has caused consternation among car and truck manufacturers, who claim that diesel fuel engines are constantly being refined.

The global auto industry had argued diesel fumes should be given a less high-risk rating to reflect tighter emissions standards.

Reacting to the decision, Allen Schaeffer, executive director of the Washington-based Diesel Technology Forum said diesel engine and equipment makers, fuel refiners and emissions control technology makers have invested billions of dollars in research into technologies and strategies to reduce emissions.

‘New technology diesel engines, which use ultra-low sulphur diesel fuel, advanced engines and emissions control systems, are near zero emissions for nitrogen oxides, hydrocarbons and particulate matter,’ he said in a statement.

Alan Baum, principal of Baum and Associates in Michigan, said it is unlikely that the IARC report will cause companies to change plans for expansion of diesel fuel in the United States.

About 5.5 per cent of new autos, including light-duty pickup trucks, sold in the United States run on diesel, said Baum, and he said that figure is expected to rise to 8 or 9 percent by 2015.

IARC said it had considered recent advances in technology which had cut levels of particulates and chemicals in exhaust fumes, particularly in developed economies, but said it was not yet clear how these might translate into health effects.

‘Research into this question is needed,’ it said.

‘In addition, existing fuels and vehicles without these modifications will take many years to be replaced, particularly in less developed countries, where regulatory measures are currently also less stringent.’
Data from: www.dailymail.co.uk