ฝึกควบคุมปริมาตรกระเพาะ ทางเลือกช่วยการลดน้ำหนัก

โรคอ้วน มีผลต่อสุขภาพกายระบบอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง สิ่งเหล่านี้นี่เองที่จะก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง เกิดอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคหลอดเลือดหัวใจ นอกจากนั้นโรคอ้วนยังส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ นิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งทางเดินอาหาร ระบบกล้ามเนื้อ และข้อต่อของร่างกาย เช่น ข้อกระดูกสันหลัง และข้อเข่าเสื่อม เป็นต้น ทำให้หลายคนเสาะแสวงหาสารพันวิธีมากำจัดเจ้าน้ำหนักส่วนเกินนี้ออกไปจากชีวิต วันนี้ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงนำอีกหนึ่งวิธีสำหรับคนอยากลดน้ำหนักมาฝากกัน

นายแพทย์สุรชัย รุ่งธนาภิรมย์ อายุรแพทย์ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า โรคอ้วนเกิดจากการผสมผสานของกรรมพันธุ์ สภาพแวดล้อม และพฤติกรรม สิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่างๆ ทำให้คนเราใช้พลังงานน้อยลง และเผาผลาญพลังงานจากอาหารที่รับประทานไป ใช้ไม่หมด เกิดเหลือสะสมเพิ่มน้ำหนักตัว โดยหลักทั่วไปถ้ารับประทานอาหารมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ ก็จะมีส่วนเกินสะสมทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าต้องการให้น้ำหนักไม่เพิ่มมากขึ้น ก็ต้องออกกำลังกายเพื่อใช้พลังงานให้มากขึ้น และต้องควบคุมปริมาณแคลอรีในอาหาร โดยเน้นรับประทานอาหารที่มีแคลอรี่น้อยลง เช่น พืช ผัก รวมถึงหลีกเลี่ยงอาหารที่ผ่านการทอด

การควบคุมน้ำหนักอีกวิธีหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงกัน คือการฝึกควบคุมปริมาตรของกระเพาะอาหาร จากผลการศึกษาพบว่า กระเพาะอาหารของคนอ้วนมีความจุมากกว่าคนที่ไม่อ้วน และเมื่อพยายามควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนักตัวได้ระยะหนึ่ง ความจุของกระเพาะอาหารมักจะลดลงตามไปด้วย มีผู้พยายามศึกษาความจุกระเพาะอาหารของมนุษย์ โดยใช้วิธีต่างๆ มากมาย ตั้งแต่วิธีการสมัยก่อนที่วัดปริมาณอาหารเหลวที่ให้กลืนจนอิ่มท้อง จนถึงวิธีทันสมัยโดยใช้การตรวจคล้ายเอกซเรย์ ทำให้สามารถคำนวณปริมาตรของกระเพาะอาหารได้ จากการศึกษาต่างๆ เหล่านี้พบว่าความจุของกระเพาะอาหารของมนุษย์มีค่าแตกต่างกัน ตั้งแต่ 800 ซีซี ไปจนถึงประมาณ 4,000 ซีซี 6 หรือตั้งแต่ประมาณ 1 ลิตรถึง 4 ลิตร

เราสามารถประมาณปริมาตรอาหารที่เรารับประทานต่อครั้งได้ง่ายๆ เช่น น้ำดื่ม 1 แก้วปกติ จะมีความจุประมาณ 250 ซีซี นมยูเอชที 1 กล่องสำหรับผู้ใหญ่จะมีความจุประมาณ 240 ซีซี น้ำดื่มขวดเล็กมีปริมาตรประมาณ 500-600 ซีซี เป็นต้น ผู้ใหญ่หนึ่งคนต้องการพลังงานจากอาหารประมาณ 2,000 กิโลแคลอรีต่อวัน และถ้ามีส่วนเกินสะสมถึง 7,000 กิโลแคลอรี ก็จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัม ถ้ารับประทานอาหารจนอิ่มตื้อเต็มกระเพาะโดยดูจากปริมาตรของกระเพาะอาหารข้างต้น ก็มีโอกาสที่จะมีพลังงานเกินความต้องการสะสมไปเรื่อยๆ จนน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาก

คุณหมออธิบายว่า เมื่อเริ่มรับประทานอาหารจะทำให้เกิดความอิ่มใน “ช่วงต้น” ซึ่งความอิ่มช่วงนี้เป็นผลมาจากการรับรู้ของบริเวณทางเดินอาหารเมื่อมีอาหารเข้ามาอยู่ภายใน รวมถึงความ “ตึง” ของกระเพาะอาหาร สิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นฮอร์โมนส่งสัญญาณไปยังศูนย์หิว-อิ่มที่อยู่ภายในสมอง ส่วนความอิ่ม “ช่วงหลัง” เกิดขึ้นหลังจากที่สมองได้รับสัญญาณจากทางเดินอาหาร และจากสิ่งกระตุ้นภายนอก ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่มองเห็น กลิ่นที่ได้รับ และบรรยากาศรอบตัว ทำให้เกิดความอยาก หรือไม่อยากอาหารในมื้อนั้นอีกต่อไป สัญญาณความอิ่มที่ระดับทางเดินอาหารก็ดี หรือที่ระดับสมองก็ดี ต้องใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงกว่าจะส่งสัญญาณเชื่อมถึงกัน

ด้วยกลไกตามธรรมชาติของร่างกายข้างต้น จึงเป็นที่มาของการฝึกควบคุมปริมาตรกระเพาะอาหาร เพื่อให้เรากินได้น้อยลงแต่รู้สึกอิ่ม ซึ่งบางครั้งสิ่งเหล่านี้ก็เคยเกิดขึ้นกับเราๆ ท่านๆ แล้วโดยไม่รู้ตัว เช่น ขณะเริ่มรับประทานอาหารแล้วเผอิญมีโทรศัพท์ดังขึ้น หรือมีแขกมาหาคุยธุระอยู่นานหลายสิบนาที พอพูดคุยเสร็จธุระ เราก็อาจไม่รู้สึกหิว หรืออาจไม่รู้สึกว่าต้องกินอาหารต่อก็เป็นได้ เนื่องจากในระหว่างที่เราพูดคุยธุระอยู่นั้น สัญญาณจากทางเดินอาหารได้เชื่อมโยงกับศูนย์หิว-อิ่มในสมองเรียบร้อยแล้ว ทำให้เรารู้สึกอิ่มโดยกินอาหารเข้าไปเพียงนิดเดียว หรือตัวอย่างในเด็กน้อยบางคน กินขนมเพียงซองเล็กๆ ซึ่งไม่น่าจะอิ่มท้องเลย แต่พอถึงมื้ออาหารจริงอาจจะโยเยไม่หิว ไม่อยากกินอาหารมื้อหลัก จนพ่อแม่มักได้รับคำแนะนำจากแพทย์ว่า พยายามอย่าให้เด็กกินขนมก่อนใกล้เวลามื้ออาหาร อย่างน้อยครึ่งหรือหนึ่งชั่วโมง เป็นต้น

นอกจากนี้ การเคี้ยวอาหารช้าๆ ให้ละเอียด นอกจากจะช่วยทำให้กระเพาะอาหารทำงานน้อยลงแล้ว การเคี้ยวอาหารช้าๆ จะทำให้รับประทานอาหารได้ในปริมาณน้อยลง และทางเดินอาหารมีเวลาที่จะส่งสัญญาณไปที่สมอง ทำให้รู้สึกอิ่มและไม่รู้สึกว่าต้องกินอาหารต่อได้เช่นกัน ผู้ป่วยหลายรายที่ฝึกรับประทานอาหารโดยใช้เวลาเคี้ยวอาหารให้นานขึ้น ร่วมกับการลดปริมาณอาหารต่อมื้อ เพื่อฝึกกระเพาะอาหารให้มีปริมาตรลดลง และช่วยลดการสร้างน้ำย่อยซึ่งกระตุ้นให้อยากอาหารน้อยลง ผู้ป่วยเหล่านี้มักเล่าให้แพทย์ฟังว่า หลังจากการฝึกเช่นนี้อย่างต่อเนื่องประมาณ 2 สัปดาห์ จะรู้สึกชินกับการรับประทานอาหารปริมาณน้อยๆ ไม่รับประทานดุเดือดเท่าแต่ก่อน และทำให้น้ำหนักลดลงได้ถึง 3 กิโลกรัมต่อเดือน แถมยังมีความสุขที่ยังคงรับประทานอาหารหลายอย่างที่ชอบได้ (แต่จะไม่กินจนอิ่ม เพราะต้องการควบคุมปริมาตรของกระเพาะอาหารไว้ไม่ให้ขยายมากเกินไป) นอกจากน้ำหนักตัวจะลดลงแล้ว ยังมีความสุขที่สามารถลดยาที่ใช้รักษาโรคประจำตัวอื่นๆ ที่เกิดจากความอ้วนได้อีกด้วย ผลตรวจเลือดต่างๆ ก็ดีขึ้นตามน้ำหนักตัวที่หายไป

แม้ว่าการฝึกควบคุมปริมาตรของกระเพาะอาหาร อาจไม่ได้ผลดีเท่ากับการผ่าตัดเพื่อลดขนาดกระเพาะอาหาร (gastric banding, bariatric surgery, gastric bypass) หรือการผ่าตัดใส่บอลลูนเข้าไปภายในกระเพาะ เพื่อขัดขวางพื้นที่ของกระเพาะไม่ให้บรรจุอาหารได้มากดังเดิม แต่ก็เป็นวิธีที่ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องพึ่งมีดหมอในการทำผ่าตัด ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และที่สำคัญคือ เราสามารถเลือกลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ด้วยความภาคภูมิใจในผลสำเร็จที่จะเกิดขึ้นด้วยน้ำมือของเราเอง.

ที่มา: ไทยโพสต์ 14 มิถุนายน 2555

แพทย์เตือน “วัยรุ่นไทย” กินยารักษาสิวเสี่ยงเกิดโรคกระเพาะ

“นพ.จีรวัส ศิลาสุวรรณ” นายแพทย์อายุรกรรมทั่วไป และอายุรกรรมโรคทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลพญาไท 2 เตือนวัยรุ่นไทยห่วงสวยที่นิยมกินยารักษาสิว เสี่ยงอาจเกิดแผลทางเดินอาหารหรือโรคกระเพาะได้ ซ้ำอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนถึงขั้นเป็นมะเร็งตับเหมือนนักร้องลูกทุ่งคนดัง “ยอดรัก สลักใจ” อีกด้วย

ยาที่ใช้รักษาสิวหลักๆ เลยคือ 1. ยาฆ่าเชื้อ 2. ยาลดการอักเสบ 3. ยาลดไขมันที่หน้า นี่คือ 3 กลุ่มหลัก ๆ ของยารักษาสิว ส่วนใหญ่ยาที่มีปัญหากับเรื่องทางเดินอาหารจะเป็นยาพวกฆ่าเชื้อกับยาลดการอักเสบ  ส่วนยาลดไขมัน ลดการเกิดสิวทั่วๆ ไปจะรู้จักในชื่อของโรแอคคิวเทน ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหากับทางเดินอาหารเท่าไร แต่จะมีปัญหาเรื่องไขมันสูง ปากแห้ง คนท้องหรือมีแพลนว่าจะตั้งครรภ์ห้ามรับประทานเด็ดขาด เพราะเด็กอาจพิการได้ ส่วนยาฆ่าเชื้อกับลดการอักเสบ กินแล้วอาจมีอาการคลื่นไส้ ขมคอได้ อันนี้เป็นผลข้างเคียงที่เจออยู่แล้ว แต่ประเด็นสำคัญคือยาพวกนี้ถ้ากินแล้วกินน้ำน้อย ยาจะไปค้างอยู่ในหลอดอาหาร ทำให้เกิดแผล ซึ่งเจอบ่อยมากในผู้หญิงที่กินยาแล้วกินน้ำน้อย หรือกินยาแล้วนอนทันที เพราะยาดอกซี่ไซคลินถ้ากินแล้วดื่มน้ำน้อยหรือนอนทันที จะทำให้เกิดแผลในหลอดอาหารได้ อาจทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้ เพราะยาไปกระตุ้นหลอดอาหารทำให้เกิดการอักเสบขึ้น

สำหรับยาลดการอักเสบที่ใช้กันอยู่จะมี 2 กลุ่ม คือ  ยา กลุ่มแรกเป็นกลุ่มพวกยาแก้ปวด อยู่ในกลุ่มเดียวกับ พอนสแตน แต่มีการต้านการอักเสบร่วมด้วย ใช้รักษาสิวได้ แต่เป็นนอน-สเตอรอยดอล   อันที่ 2 ก็คือกลุ่มที่เรียกว่าสเตอรอยด์ ดอล ตัวสำคัญคือกลุ่มที่เป็นนอนสเตอรอยด์ดอล ซึ่งไม่มีฤทธิ์ของสเตอรอยด์ ส่วนใหญ่กินทันทีหรือหลังอาหารพวกนี้จะทำให้เกิดแผลในกระเพาะ ส่วนสเตอรอยด์ อาจจะใช้ช่วงสั้นๆ ในกรณีที่มีสิวอักเสบค่อนข้างเยอะ บางคนอาจมีโรคประจำตัวห้ามกินสเตอรอยด์เช่น โรคไวรัสในตับบี กินสเตอรอยด์เข้าไปแล้วทำให้โรคกำเริบก็ต้องระวัง มันอาจจะเป็นภัยเงียบที่ทีคนทั่วไปไม่ค่อยรู้ว่าต้องระมัดระวังอะไรบ้าง เพราะว่าแค่รักษาสิวอาจมีภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เราต้องบอกหมอนิดหนึ่งถ้าเราเป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี โรคอื่นอาจไม่สำคัญเท่า แต่ไวรัสในตับบีจะเจอได้ 10% ของประชากรคือ 10 คนเป็น 1 คน แล้วส่วนใหญ่เราคิดว่าเป็นพาหะด้วยซ้ำไป พวกนี้เป็นอยู่อาจจะไม่กำเริบ พอกินพวกสเตอเรอยด์เข้าไปโรคก็จะกำเริบขึ้น แล้วหมอที่ไม่ใช่หมอทางเดินอาหาร ก็จะไม่รู้ว่าสเตอรอยด์มีผลอะไรต่อโรคตับ แต่ว่าใช้ทาได้

คนที่ไม่รู้ตัวว่าเป็นไวรัสในตับหรือเปล่า จริงๆ เราอยู่ในวัยทำงานควรจะต้องตรวจ หรือถ้าคนในครอบครัวมีใครเป็นไวรัสในตับบี เคยมีประวัติดีซ่านในอดีต มีมะเร็งในตับ พวกนี้ควรจะต้องมาตรวจว่ามีไวรัสในตับบีหรือเปล่า เพราะส่วนใหญ่พวกนี้จะไม่มีอาการเลยจนต้องไปตรวจคัดกรอง จะรู้ก็ต่อเมื่อตรวจผลเลือดเท่านั้น หรือรู้ตอนที่เป็นโรคคือเป็นมะเร็งแล้ว ถึงรู้ว่าตัวเองเป็นไวรัสตับบีมาก่อน เหมือนกับ “ยอดรัก สลักใจ”

ยิ่งคนที่ซื้อยากินเองอันตรายมาก เพราะบางทีเภสัชก็ไม่รู้ ควรจะอ่านใบประกอบยานิดนึง แต่คนไทยน้อยมากที่จะอ่านใบประกอบเอกสารยา พวกอาหารเสริมก็ทำให้คนไข้ตับวายได้ เท่าที่หมอเจอมาคนที่กินติดต่อกันยาวนานควรจะต้องมาเจาะเลือดดูบ้าง เพราะเราไม่รู้หรอก บางทีอาจจะเป็นสาเหตุของตับอักเสบหรือตับแข็งได้ ยาทุกตัวทำงานที่ตับ แต่ไม่จำเป็นว่ายาทุกตัวมีปัญหาต่อตับ มันต้องเลือกว่าตัวไหนที่มีปัญหาต่อตับ ยาฆ่าเชื้อราก็มีปัญหาต่อตับ ต้องระวัง ยาพาราถ้ากินเกินขนาด กินเกิน 20-30 เม็ดต่อวัน พวกนี้ก็มีปัญหาต่อตับ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นยาชนิดไหน ปริมาณเท่าไร และมีโรคประจำตัวอะไรหรือไม่

ที่มา: แนวหน้า 22 กรกฎาคม  2555

.

Related Link:

.

เรื่อง “สิว..สิว”

อุปกรณ์ใหม่ ปิดรูรั่วผนังกั้นหัวใจได้ผลดี

นวัตกรรมทางการแพทย์ มักทำความหวังของผู้ป่วยที่อยากจะให้โรคที่เป็นอยู่หายหรือทุเลาลงนั้นเป็นจริงขึ้นมา โดยล่าสุด ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เผยอุปกรณ์ชิ้นใหม่ใช้ปิดรูรั่วผนังกั้นหัวใจห้องล่าง ซึ่งเป็นความสำเร็จที่ทีมแพทย์โรคหัวใจกับบริษัทผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ในไทยร่วมกันคิดค้นและพัฒนาจนประสบผลสำเร็จ

ก่อนรู้จักอุปกรณ์ รศ.นพ.พรเทพ เลิศทรัพย์เจริญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจเด็ก ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ เล่าถึงการมีรูรั่วที่ผนังกั้นหัวใจห้องล่าง ซึ่งเป็นต้นเหตุให้ต้องใช้อุปกรณ์ชิ้นดังกล่าวมารักษา โดยผลของรูรั่วดังกล่าวทำให้หัวใจห้องซ้ายต้องทำงานมากกว่าปกติ ร่วมกับมีเลือดผ่านไปยังปอดในปริมาณมากเกินไป อาการของโรคจะขึ้นอยู่กับขนาดของรูรั่ว ผู้ป่วยที่มีรูรั่วขนาดใหญ่จะมีอาการเหนื่อยง่าย หายใจเร็ว

หากผู้ป่วยมีรูรั่วที่ผนังกั้นหัวใจห้องล่างมาตั้งแต่กำเนิด จะเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุ 3-4 เดือน ส่วนผู้ที่เพิ่งมามีอาการตอนโต มักมาจากป่วยด้วยโรคหลอดเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจอุดตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย ซึ่งในบางรายกล้ามเนื้อบริเวณผนังกั้นหัวใจห้องล่างมีการเปื่อยยุ่ยและทะลุ เกิดเป็นรูรั่วที่ผนังกั้นหัวใจห้องล่าง ทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมและเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว

ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิดหรือเพิ่งเป็นตอนโต วิธีการรักษาที่เป็นมาตรฐาน คือ ผ่าตัดเปิดหน้าอกเพื่อเย็บปิดรูรั่วที่ผนังกั้นหัวใจ แต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีความเสี่ยงสูงต่อการผ่าตัด การใช้อุปกรณ์ใหม่จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง นอกจากจะไม่ต้องผ่าตัด เพราะการใส่อุปกรณ์ทำด้วยการสอดแล้วดันไปตามสายสวนหัวใจแล้ว วิธีนี้ยังทำให้แผลหายเร็ว พักฟื้นไม่นาน

คุณหมอพรเทพ กล่าวว่า แนวคิดนี้แพทย์และผู้ผลิตอุปกรณ์ในต่างประเทศเคยใช้ครั้งแรกเมื่อ 20 ปีก่อน อุปกรณ์จะดูคล้ายร่ม 2 คันประกบกัน แต่ในขณะนั้นตัววัสดุอุปกรณ์ที่ใช้มีปัญหาเลื่อนหลุด และมีสารละลายเข้าสู่กระแสเลือด แพทย์จึงล้มเลิกไป

กระทั่งเมื่อ 10-15 ปีที่ผ่านมา มีการนำลวดนิทินอล (nitinol) ซึ่งเป็นโลหะผสมระหว่างนิเกิลและไทเทเนียม ที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ ยืดหยุ่นสูง คืนสู่รูปร่างเดิมที่ถูกขึ้นรูปไว้ได้เองหลังเคลื่อนผ่านสายส่วนเข้าสู่ตำแหน่งรูรั่วแล้ว นอกจากนั้นยังมีการเคลือบผิวลวดนิทินอลนี้ด้วยทองคำขาวเพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อ ไม่ให้เกิดการละลายของโลหะสู่กระแสเลือด

ทางทีมแพทย์จุฬาฯ และผู้ร่วมผลิต จึงทำการคิดค้นและพัฒนาอุปกรณ์ปิดรูรั่วภายใต้แนวคิดที่ปรับปรุงแล้วตามรายละเอียดข้างต้น โดยทำให้อุปกรณ์ขึ้นรูปแล้วดูเหมือนจาน 2 ใบประกบกัน และมีเส้นใยสังเคราะห์วางอยู่ภายในเพื่อให้มีเกล็ดเลือดมาเกาะและช่วยปิดรูรั่วได้ดีขึ้น ทั้งยังสามารถรองรับแรงดันที่สูงของหัวใจได้ดี เกิดแรงกดบนเนื้อเยื่อรอบข้างน้อย

อุปกรณ์ที่คิดค้นขึ้นมาใหม่นี้ผ่านการทดลองใช้ปิดรูรั่วที่ผนังกั้นหัวใจห้องล่างในสัตว์ทดลองมาแล้ว พบว่าได้ผลดี จากนั้น ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลจุฬาฯ จึงนำมาใช้รักษาในคนไปแล้ว 16 ราย ในจำนวนนี้ 12 รายให้ผลดี และมีเพียง 4 รายเท่านั้นที่ต้องหันไปรับการรักษาด้วยการผ่าตัด.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์  26 กรกฎาคม 2555

ไม่ออกกำลังกายร้ายเหมือนสูบบุหรี่

วารสารแลนเซทลงพิมพ์ผลการศึกษาที่พบว่า ผู้ใหญ่ทั่วโลก 1 ใน 3 ไม่ออกกำลังกาย และการมีชีวิตแบบนั่ง ๆ นอน ๆ ทำให้มีคนเสียชีวิตปีละ 5 ล้านคน และว่าการออกกำลังกายไม่เพียงพอเป็นสาเหตุการเสียชีวิตกว่า 5.3 ล้านคน จากผู้เสียชีวิตทั้งหมด 57 ล้านคนทั่วโลกเมื่อปี 2551 การไม่ออกกำลังกายเป็นปัจจัยเสี่ยงเสียชีวิตพอ ๆ กับการสูบบุหรี่หรือโรคอ้วน  หากลดพฤติกรรมนั่ง ๆ นอน ๆ ลงได้ร้อยละ 10 จะช่วยให้คนเสียชีวิตน้อยลงถึง 500,000 คนในแต่ละปี วารสารแลนเซทเรียกร้องให้ทั่วโลกช่วยกันส่งเสริมให้คนออกกำลังกาย เช่น ปรับปรุงทางเท้าและทางจักรยานในเขตเมือง เพิ่มชั่วโมงพละศึกษาในโรงเรียน เพิ่มสถานที่ออกกำลังกายสาธารณะแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย

ที่มา: แนวหน้า 22 กรกฎาคม  2555

.

Related Link:

.

Effect of physical inactivity on major non-communicable diseases worldwide: an analysis of burden of disease and life expectancy

The Lancet, Volume 380, Issue 9838, Pages 219 – 229, 21 July 2012

Summary

Background

Strong evidence shows that physical inactivity increases the risk of many adverse health conditions, including major non-communicable diseases such as coronary heart disease, type 2 diabetes, and breast and colon cancers, and shortens life expectancy. Because much of the world’s population is inactive, this link presents a major public health issue. We aimed to quantify the effect of physical inactivity on these major non-communicable diseases by estimating how much disease could be averted if inactive people were to become active and to estimate gain in life expectancy at the population level.

Methods
For our analysis of burden of disease, we calculated population attributable fractions (PAFs) associated with physical inactivity using conservative assumptions for each of the major non-communicable diseases, by country, to estimate how much disease could be averted if physical inactivity were eliminated. We used life-table analysis to estimate gains in life expectancy of the population.

Findings
Worldwide, we estimate that physical inactivity causes 6% (ranging from 3·2% in southeast Asia to 7·8% in the eastern Mediterranean region) of the burden of disease from coronary heart disease, 7% (3·9—9·6) of type 2 diabetes, 10% (5·6—14·1) of breast cancer, and 10% (5·7—13·8) of colon cancer. Inactivity causes 9% (range 5·1—12·5) of premature mortality, or more than 5·3 million of the 57 million deaths that occurred worldwide in 2008. If inactivity were not eliminated, but decreased instead by 10% or 25%, more than 533 000 and more than 1·3 million deaths, respectively, could be averted every year. We estimated that elimination of physical inactivity would increase the life expectancy of the world’s population by 0·68 (range 0·41—0·95) years.

Interpretation
Physical inactivity has a major health effect worldwide. Decrease in or removal of this unhealthy behaviour could improve health substantially.

Funding
None.

.

 
Lack of Exercise as Deadly as Smoking, Study Finds
By ALICE PARK | @aliceparkny | July 18, 2012

When it comes to being couch potatoes, Americans aren’t alone. Physical inactivity has become a global pandemic, say researchers in a series of related papers  published in the journal Lancet. According to one of the reports, lack of exercise causes as many as 1 in 10 premature deaths around the world each year — roughly as many as smoking.

About 5.3 million of the 57 million deaths worldwide in 2008 could be attributed to inactivity, the new report estimates, largely due to four major diseases: heart disease, Type 2 diabetes, breast cancer and colon cancer. The study finds that if physical inactivity could be reduced by just 10%, it could avert some 533,000 deaths a year; if reduced by 25%, 1.3 million deaths could be prevented. Say we got everyone off the couch and eliminated inactivity altogether: the life expectancy of the world’s population would rise by about 0.68 years (more, if you discount those who were already active), comparable to the effect of doing away with smoking or obesity.

For the study, led by I-Min Lee in the division of preventive medicine at Brigham and Women’s Hospital, scientists calculated something called a population attributable fraction (PAF), a measure of the contribution of risk factors like physical inactivity to diseases such as heart disease or diabetes, and even risk of death. The PAF told researchers how many cases of disease could theoretically be prevented if the risk factor were eliminated — that is, if all inactive people in a population were to start exercising sufficiently.

Lee and his colleagues collected data on physical inactivity and outcomes of the four major diseases — heart disease, Type 2 diabetes, breast cancer and colon cancer — as well as rates for death from all causes. They then calculated PAFs for 123 countries. Overall, the estimates suggest that lack of exercise causes about 6% of heart disease, 7% of Type 2 diabetes, and 10% of breast and colon cancers worldwide.

Exercise has long been known to can lower risk factors like high blood pressure, high blood sugar and high cholesterol, which in turn reduces the risk of heart disease and diabetes. Physical activity also keeps heart vessels healthy and inhibits the formation of atherosclerotic plaques that can cause blood clots.

As for breast cancer, exercise may protect women by reducing fat — particularly dangerous belly fat, whose metabolic activity may trigger tumor growth in breast tissue. Colon cancer may work differently: researchers believe that exercise helps keep digestion regular and prevents potentially cancer-causing waste from encouraging abnormal growths in the colon.

Current guidelines recommend that people get about 150 minutes of moderate exercise a week — a half-hour of brisk walking five times a week would do it. But in another Lancet paper published in the series, Pedro Hallal of the Federal University of Pelotas, in Brazil, and his colleagues found that 31% of adults worldwide (1.5 billion people) and 4 out of 5 teens aren’t exercising enough to meet that standard and therefore putting themselves at risk for chronic disease.

The researchers analyzed self-reports of exercise among adults in 122 countries, representing 89% of the world’s population, and among teens in 105 countries. Rates of physical inactivity were higher in high-income countries than in low-income nations. The Americas were overall the most sedentary region — with 43% of the population not exercising enough — while rates of inactivity were lowest in southeast Asia (17%).

One key reason is that we rely too much on modern conveniences like cars to get around. In the U.S., for example, fewer than 4% of people walk to work and fewer than 2% bike to commute; compare that to about 20% of people who walk to work in China, Germany and Sweden, and the more than 20% who bike their commutes in China, Denmark and the Netherlands, WebMD reports. Add to that the inordinate time most of us spend sitting — at the office, in front of the computer or watching TV.

Hallal estimates that sedentary people have a 20% to 30% greater risk of heart disease and diabetes than regular exercisers. But despite the deadly effects of lack of exercise, Hallal says physical activity doesn’t get the same attention or funding as other health risk factors. “It gets underfunded and undervalued,” Hallal told the Los Angeles Times. “But it’s huge everywhere in the world.”

There was some encouraging news in the results as well: thanks to greater awareness about the importance of physical activity in improving health, about 31% of adults do report engaging in vigorous exercise three or more days a week.

Another paper in the Lancet series also examined what kinds of interventions might help people get active. Researchers analyzed 100 reviews of clinical and community-based efforts to encourage exercise and found some simple strategies that seemed to work: using signs to motivate people to use the stairs instead of the elevator, for instance, or offering free exercise classes in public places such as parks, especially geared toward women, lower-income folks and the elderly, groups who are less likely to get the recommended amount of exercise. Studies from the U.S., Australia, Belgium, Canada, England and Germany indicate that maintaining streets and improving lighting can boost activity levels by as much as 50%.

The authors of the study pointed to a particularly effective program called Ciclovía, which started in Bogotá, Columbia, and has spread to 100 other cities in the Americas. On Sunday mornings and public holidays, the program closes city streets to motorized vehicles, leaving roadways open for walkers, runners, skaters and bikers. Ciclovía attracts about a million people each week, the study notes, mostly people on lower incomes, and accounts for 14% of people’s weekly recommended exercise.

Commenting on the Lancet series, many experts agreed that physical activity should be a global priority, though some took issue with the comparison with smoking. In an interview with WebMD, Timothy Armstrong, coordinator of the surveillance and population-based prevention program for the World Health Organization, noted that if the authors of the first paper had calculated the effects of smoking the same way they had for inactivity, the death statistics wouldn’t be quite so similar. Further, as Dr. Claire Knight of Cancer Research U.K. told the BBC, even if smoking and inactivity kill the same number of people, far fewer people smoke than are sedentary, making tobacco more risky to the individual.

Nevertheless, no one disagrees that the world population as a whole must start exercising more — and soon. “This is a super, super analysis,” Dr. James Levine, professor of medicine at the Mayo Clinic, told WebMD regarding Lee’s paper in the Lancet. “We know that as soon as somebody gets out of their chair, their blood sugar improves, their blood cholesterol and triglycerides improve, and that’s very consistent. Every time you get up it gets better. Every time you sit down it gets worse.”

The message, he says, is simple — get moving.

 

Data from: healthland.time.com

ทำขาเทียมเลียนนกกระจอกเทศ

บรรดาสาวๆ ที่ชอบใส่ส้นสูงเดินเอาปลายเท้าลงและนกกระจอกเทศคงยังไม่รู้ตัวว่า นักวิทยาศาสตร์จากวิทยาลัย Royal Veterinary College ได้นำท่าทางการเดินบนส้นเข็มของคุณผู้หญิง และท่าย่างเดินของสัตว์สองเท้านี้ไปออกแบบขาเทียมให้ผู้พิการ จนได้ผลดีกว่าการเลียนแบบท่าเดินมนุษย์ที่ทิ้งน้ำหนักตัวบนส้นเท้าเสียอีก

จิม อัชเชอร์วูด นักวิจัยประจำวิทยาลัย Royal Veterinary College ในกรุงลอนดอน เปิดเผยว่า “ขณะนี้มีการพิสูจน์แล้วว่า การสร้างขาเทียมโดยเลียนแบบท่าเดินจากมนุษย์มากเกินไปอาจเป็นการตัดสินใจผิดพลาด” นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าขาเทียมที่ดีสุดสำหรับผู้พิการขาขาดเหนือเข่าขึ้นไป หรือหุ่นยนต์เสมือนมนุษย์ จะใช้กลไกไม่เหมือนท่าเดินมนุษย์เลย แต่ทำงานคล้ายขาของนกกระจอกเทศ ซึ่งตอนนี้ ออสการ์ พิสทอเรียส นักวิ่งชาวแอฟริกาใต้ผู้พิการขาขาดทั้ง 2 ข้างเป็นเจ้าของอยู่

อัชเชอร์วูดและทีมวิจัยพบว่า วิธีก้าวเดินของมนุษย์โดยทั่วไปจะเริ่มจากการทิ้งน้ำหนักตัวลงบนส้น แล้วก้าวไปข้างหน้าโดยส่งน้ำหนักจากปลายเท้า ซึ่งดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าที่ควร การย่างเท้าลักษณะนี้ของมนุษย์ถือว่าแปลกมากๆ เมื่อเทียบกับสัตว์สองเท้าชนิดอื่น อาทิ นกกระจอกเทศซึ่งไม่ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนส้นเลยเวลาเดิน แต่ใช้เอ็นที่ยึดตรึงตรงปลายเท้าซึ่งทำหน้าที่เหมือนสปริงส่งตัวไปข้างหน้า

อัชเชอร์วูดเสริมว่า “ถ้าคุณอยากทำขาเทียมดีๆ สักข้างโดยไม่สนความสวยงามของรูปลักษณ์ คุณควรจะติดตั้งมอเตอร์มันให้ด้วย ซึ่งควรจะอยู่สูงขึ้นไปเหนือข้อเท้ามากที่สุดเพราะทำให้ขาเทียมไม่หนักมาก และสามารถแกว่งขาไปมาได้สะดวก” งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Royal Society Interface ระบุว่า ขาเทียมที่มีการทำงานไม่เหมือนมนุษย์จะทำให้ผู้สวมใส่เดินได้ธรรมชาติกว่า เพราะกลไกในขาเทียมจะบังคับให้ผู้พิการก้าวเท้าเร็วกว่าปกติ ซึ่งส่งผลให้ระยะก้าวสั้นกว่าเดิมและเคลื่อนตัวได้ไวขึ้น.

ที่มา: ไทยโพสต์ 13 มิถุนายน 2555

.

Related link:

Why Wiggling in High Heels Could Help Improve Prosthetic Limbs and Robots

ScienceDaily (May 8, 2012) — People walking normally, or tottering in high heels, and ostriches strutting — they all exert the same forces on the ground despite their very differently shaped feet, according to research funded by the Wellcome Trust and the Biotechnology and Biological Sciences Research Council. The finding suggests that prosthetic lower limbs and robots’ legs could be made more efficient by making them less human-like and more like the prosthetics used by ‘Blade Runner’ Oscar Pistorius.

Walking involves a repeated process referred to by scientists as ‘crash, vault, push’ — landing (‘crashing’) on the heel, vaulting over the stationary leg and then pushing off with the toes. This is the most economical way of walking and, as research published May 8 in the Journal of the Royal Society Interface shows, the force exerted on the ground is the same for people walking normally or in high heels and for ostriches.

Dr Tatjana Hubel from the Royal Veterinary College explains: “Despite vastly differing arrangements of joints and hip wiggles, humans walking normally, women in extremely high heels and ostriches all produce strikingly similar forces when walking. This is the most mechanically economical way of walking.

“We do everything we can to make the forces follow the same pattern, which is why — for example — women wiggle their bottoms when they are in high heels. The question for us is, why is the human foot shaped the way that it is and not, say, like an ostrich’s?”

When scientists model how the leg moves, they tend to simplify the movement and view the leg as a stick with a block on top (the body), which moves in an inverted pendulum motion. In this simplified model, the shape of the human foot does not make sense.

In reality, however, the human leg is more complicated than this; it contains muscles that probably evolved out of a tension between being optimised for walking and being more efficient at running. Because humans are intelligent and can plan and use tools, being able to move quickly to catch prey or evade a predator is not essential.

The shape of the human foot means that when the foot is flat on the ground, all the force goes through the ankles, allowing the muscles to support the weight of the body while being largely unloaded during the ‘vault’ stage. When muscles bear a load, they get tired easily, even if they are doing no work. For example, if we hold our arms outstretched, after a few minutes they will grow tired; by comparison, a JCB digger can extend its arm indefinitely.

The researchers believe this finding might have implications for the design of better prosthetic limbs for above-knee amputees and for the legs of humanoid robots. These might be improved by bearing more resemblance to an ostrich leg than that of a human.

Dr Jim Usherwood, a Wellcome Trust Senior Research Fellow at the Royal Veterinary College, explains: “If you want to make a good prosthetic foot but don’t care what it looks like, you should put the motor — in this case, the ankle — as far up the leg as possible, where it can provide the power without making the feet heavy and hard to swing backwards and forwards. There’s no point in putting the motor at the end of the foot, where it makes the leg more difficult to swing forwards — important in both walking and running.

“Some clever prosthetics copy the ankle and are very human-like, which is fine for prosthetics to replace the foot, but for above-knee amputees, a typical prosthetic leg that is very human-like is heavy and hard to move around. It’s much better to have an ostrich foot at the end of a very lightweight leg.”

One example of this kind of prosthetic already in use is the blades used by Paralympic athlete Oscar Pistorius — the ‘Blade Runner’. These blades are light, springy and without a heel, similar to an ostrich’s legs, which are optimised for running from predators rather than for walking.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byWellcome Trust.

Journal Reference:

  1. T. Y. Hubel, N. I. Hristov, S. M. Swartz, K. S. Breuer.Changes in kinematics and aerodynamics over a range of speeds in Tadarida brasiliensis, the Brazilian free-tailed batJournal of The Royal Society Interface, 2012; 9 (71): 1120 DOI: 10.1098/rsif.2011.0838

Data from: sciencedaily.com

“โรคเมลิออยโดสิส” ทำคนไทยตายเป็นลำดับ 3 รองจากเอดส์-วัณโรค

พบโรคเมลิออยโดสิส ทำคนไทยตายมากเป็นลำดับ 3 รองจากเอดส์ และวัณโรค เฉลี่ยปีละกว่า 2,000 คน กรมวิทย์ จับมือ ม.ขอนแก่น พัฒนาชุดทดสอบอ่านเชื้อรวดเร็ว ช่วยแพทย์วิเคราะห์โรค

เมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัย ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และการสาธารณสุข ระหว่างกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กับมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อวิจัยพัฒนาชุดทดสอบเพื่อตรวจหาแอนติเจน และภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคเมลิออยโดสิส โดยมี นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นประธาน

ผศ.ดร.สุรศักดิ์ วงศ์รัตนชีวิน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเมลิออยโดสิส กล่าวว่า เชื้อโรคเมลิออยโดสิส เป็นเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ทั่วไปในพื้นดิน และแหล่งน้ำ เป็นเชื้อที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะดินที่มีความเป็นกรด หรือความเค็ม โดยเชื้อดังกล่าวพบมากที่สุดในพื้นที่ภาคอีสาน เนื่องจากมีลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย และบริเวณด้านล่างของชั้นดินเป็นแอ่งเกลือ ซึ่งมีความเค็มสูง โดยในฤดูร้อน เชื้อจะอยู่ลึกลงไปในชั้นดินประมาณ 30-40 เซนติเมตร ส่วนในฤดูฝนจะพบเชื้อบริเวณหน้าดินเพิ่มมากขึ้น 50-60% เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อดังกล่าว ร้อยละ 50 จะเกิดอาการคล้ายปอดบวม วัณโรค และไข้หวัด หากมีการติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้มีโอกาสเสียชีวิตได้ภายใน 1-3 วัน และหากติดเชื้อแบบไม่เฉียบพลัน เชื้อจะเข้าไปหลบอยู่ในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ทำให้เกิดอาการเรื้อรังและเป็นซ้ำได้ ซึ่งยังไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ ว่า เชื้อหลบอยู่อย่างไรในร่างกายและจะกำจัดอย่างไร

ผศ.ดร.สุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า โรคดังกล่าวจะติดเชื้อจากการสัมผัสกับดินและน้ำที่มีเชื้อ โดยเฉพาะเมื่อมีบาดแผล หรือ เชื้อเข้าทางปาก จมูก จำนวนมาก โดยมีกลุ่มเสี่ยง คือ ผู้ป่วยเรื้อรังเบาหวาน ธารัสซีเมีย ภูมิต้านทานต่ำ ซึ่งมักพบว่า กลุ่มที่ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นชาวนา ชาวสวน และผู้ป่วยเรื้อรังกลุ่มดังกล่าว ดังนั้น หากเป็นกลุ่มเสี่ยง หรือมีบาดแผลที่เท้า ที่มือ ควรใส่รองเท้าบูท ถุงมือยาง เพื่อป้องกันการสัมผัสโรค นอกจากนี้ ยังพบว่าเชื้อสามารถอยู่ในแหล่งน้ำได้เป็นเวลานาน การดื่มน้ำที่มีเชื้อโดยตรงจึงสามารถติดเชื้อได้ด้วย ทั้งนี้ จากข้อมูลสำนักระบาดวิทยา พบว่า โรคเมลิออยโดสิส เป็นโรคที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตเป็นอันดับ 3 รองจากโรคเอดส์ และวัณโรค โดยแต่ละปีจะพบผู้ป่วยไม่ต่ำกว่า 5 พันราย ในจำนวนนี้ มีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 40-50% หรือประมาณ 2,000 คนต่อปี โดยจังหวัดที่มีผู้ป่วยจำนวนมากที่สุด คือ จ.อุบลราชธานี อุดรธานี ขอนแก่น

Burkholderia pseudomallei colonies on a Blood ...

Burkholderia pseudomallei colonies on a Blood agar plate. Obtained from the CDC Public Health Image Library. Image credit: CDC/Courtesy of Larry Stauffer, Oregon State Public Health Laboratory (PHIL #1926), 2002. (Photo credit: Wikipedia)

นพ.บุญชัย กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคเมลิออยโดสิส จะมีการร่วมมือในการวิจัยโครงการ “วิจัยและพัฒนาผลิตชุดทดสอบเพื่อตรวจหาแอนติเจน และแอนติบอดีต่อเอกซ์โซโพลีแซกคาไรด์ ของเชื้อ Burkholderia pseudomallei ด้วยเทคนิค Immunochromatography” เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อ จะมีอาการไข้ หนาวสั่น และมีอาการเหมือนติดเชื้อทั่วไป เช่น อ่อนเพลีย ไอ ทำให้แพทย์ไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ ต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการเท่านั้น ที่ต้องใช้เวลาในการเพาะเชื้อ 48-72 ชั่วโมง จึงมีการพัฒนาชุดตรวจที่อ่านเชื้อได้รวดเร็วภายใน 15-20 นาที และแยกระหว่างผู้ที่เคยติดเชื้อ หรือ ติดเชื้อในระยะเฉียบพลันได้ จึงมีประโยชน์ต่อการรักษา เพราะโรคดังกล่าวมีระยะเวลาดำเนินโรคที่รวดเร็ว หากวิเคราะห์ได้เร็วก็จะเป็นผลดีต่อการรักษา

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 กรกฎาคม 2555

.

Related Link:
.

โรคเมลิออยโดสิส (Melioidosis)

ผู้เรียบเรียง : วิมล เพชรกาญจนาพงศ์, ปรด. (เทคนิคการแพทย์)
ฝ่ายภูมิคุ้มกันวิทยาคลินิก สถาบันวิทยาศาสตร์สาธารณสุข
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
กระทรวงสาธารณสุข โทรศัพท์ติดต่อ : 5899850 – 8 ต่อ 99446

เมลิออยโดสิส เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่มีสาเหตุจาก Burkholderia (Pseudomonas ) pseudomallei ซึ่งพบได้ในคน และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด เช่น แพะ แกะ หมู โค กระบือ โรคนี้พบได้มากในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียตอนเหนือ โดยเฉพาะในประเทศไทย มีผู้ป่วย 2000 -3000 รายต่อปี อุบัติการณ์ของโรคมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉลี่ย 4.4 ต่อ 100,000 คน พบผู้ป่วยมากในฤดูฝน

เชื้อก่อโรค
B. pseudomallei เป็นแบคทีเรีย ชนิด Gram negative bacilli มีลักษณะจำเพาะ คือ เซลล์จะติดสีเข้มหัวท้าย เมื่อย้อมด้วยสี Gram Stain หรือ Wayson Stain ทำให้มีลักษณะคล้ายเข็มกลัดซ่อนปลาย ไม่สร้างสปอร์ เคลื่อนที่โดยใช้ flagella เชื้อสามารถเจริญได้ดีในอาหารเลี้ยงเชื้อแบคทีเรียทั่วๆไป ลักษณะโคโลนีและสีจะเปลี่ยนเเปลงตามชนิดอาหารเลี้ยงเชื้อ มีความทนทานต่อสิ่งแวดล้อม สามารถเจริญได้ในภาวะเป็นกรด pH 4.5-8 และอุณหภูมิระหว่าง 15-42 องศาเซลเซียส

  

      โคโลนีบน Blood agar มีสีขาวขุ่น (A)และ จะเหี่ยวย่นเมื่อบ่มไว้นานกว่า 2 วัน (B)มี beta hemolysis zone รอบๆ โคโลนี มีกลิ่นเฉพาะ คล้ายกลิ่นดิน

ระบาดวิทยา
ในประเทศไทยมีรายงานแยกเชื้อได้จากดิน และน้ำ ของทุกภาค พบมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี 2 biotypes เชื้อที่แยกได้จากผู้ป่วยเป็นสายพันธุ์ Arabinose negative (Ara-) ในขณะที่แยกได้จากสิ่งแวดล้อมมีทั้ง Arabinose negative และ Arabinose positive (Ara+) ความสามารถในการก่อโรคของสายพันธุ์ Ara- มากกว่า Ara+ โดยมีค่า LD50 เท่ากับ 102 cfu/mouse และ 109 cfu/mouse ตามลำดับ ปัจจุบัน Ara+ ถูกจัดให้อยู่ในสปีชีส์ใหม่ ชื่อ Burkholderia thailandnensis

อาการ
ผู้ป่วยจะมีอาการแตกต่างกันมาก ตั้งแต่ไม่ปรากฏอาการแต่ตรวจพบแอนติบอดี จนกระทั่งอาการรุนแรง โลหิตเป็นพิษเฉียบพลัน มีอาการ 2 รูปแบบคือการติดเชื้อเฉพาะที่และการติดเชื้อแบบแพร่กระจายไปทั่ว มักพบมีอาการปอดบวม ติดเชื้อในกระแสโลหิตและฝีในอวัยวะภายใน พบมีอาการของโรคกลับซ้ำได้บ่อยในกรณีที่ให้ยาปฏิชีวนะไม่นานพอ

การก่อโรค
กลไกการก่อโรคของ B. pseudomallei ยังไม่ทราบแน่ชัด คาดว่ามีหลายปัจจัยที่มีผลก่อให้เกิดความรุนแรงของโรค เช่น ความสามารถในการก่อโรค (virulence) จำนวนและวิธีที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย ภาวะภูมิต้านทานของผู้ป่วย virulence factors ของเชื้อที่สำคัญได้แก่ endotoxin, exotoxin และ เอ็นซัยม์หลายชนิด การสร้าง biofilm ห่อหุ้มเซลล์ ซึ่งมีผลทำให้เชื้อสามารถเจริญได้ในเซลล์เม็ดเลือดขาวโดยไม่ถูกจับกินและสามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะต่างๆ นอกจากนั้น biofilm ยังป้องกันไม่ให้สารต้านจุลชีพซึ่มเข้าสู่เซลล์ ทำให้เชื้อสามารถทนต่อสารต้านจุลชีพที่ความเข้มข้นสูงขึ้น

การติดต่อของเชื้อมาสู่คน
การติดต่อที่พบบ่อยได้แก่การหายใจและการสัมผัสโดยตรงกับเชื้อที่ปนเปื้อนในดินและน้ำในขณะที่มีบาดแผล การติดต่อจากคนสู่คนมีรายงานน้อยมาก ระยะฟักตัวไม่แน่นอน ที่พบบ่อย 2-20 วัน หรืออาจนานเป็นปี

การควบคุมป้องกัน
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคเมลิออยโดสิส การควบคุมป้องกันโรคทำได้ยาก เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นชาวนาที่ต้องสัมผัสดินและน้ำขณะทำงาน ผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานบกพร่อง ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคเรื้อรัง หรือ มีบาดแผลที่ผิวหนัง ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสดิน โดยสวมรองเท้าบูทขณะทำงานลุยน้ำ ลุยโคลน

การรักษา
ในรายที่มีอาการรุนแรงจำเป็นต้องให้ยาต้านจุลชีพที่เหมาะสมก่อนทราบผลการเพาะเชื้อ เนื่องจากผู้ป่วยอาจเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว การรักษาแบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะแรก (acute phase) ใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์ มักใช้ ceftazidime, imipenem หรือ meropenem โดยให้ทางหลอดเลือด และระยะที่สอง (maintenance phase) เป็นยารับประทานมักให้ร่วมกัน 2-3 ชนิดได้แก่ trimethiprim-salfamethoxazole, chloramphenicol, amoxicillin-clavulinate ใช้เวลา 12-20 สัปดาห์ เพื่อลดการกลับเป็นซ้ำอีก

การวินิจฉัยโรคทางห้องปฏิบัติการ
อาการและอาการแสดงของผู้ป่วยโรคเมลิออยโดสิสคล้ายกับโรคติดเชื้ออื่นหลายโรคเช่น เลปโตสไปโรซิส สครับไทฟัส มาเลเรีย ดังนั้นการตรวจทางห้องปฏิบัติการจึงมีความสำคัญมาก การวินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง รวดเร็วจะมีผลต่อการรักษาและการรอดชีวิตของผู้ป่วย เพราะผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสโลหิตเฉียบพลันมักเสียชีวิตเร็ว หลังการรักษา 1-2 วัน การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการมีดังนี้

  • การเพาะเชื้อแบคทีเรียเป็นวิธีมาตรฐาน สามารถเพาะแยกเชื้อได้ในอาหารเลี้ยงเชื้อปกติ เช่น blood agar, Mac Conkey agar ใช้เวลาประมาณ 2-5 วัน ตัวอย่างที่ใช้ตรวจ มักเป็นเลือด (Hemoculture) เสมหะ น้ำจากปอด หนองจากฝี ปัสสาวะ เมื่อเชื้อขึ้นจะทำการ Identification ด้วยการทดสอบทางชีวเคมี และทดสอบความไวต่อสารต้านจุลชีพซึ่งจะช่วยให้สามารถเลือกใช้ยารักษาได้เหมาะสม
  • การตรวจแอนติบอดีจำเพาะต่อ B. pseudomallei ในซีรัมผู้ป่วย
  1. Indirect hemagglutination (IHA) ทดสอบโดยใช้เม็ดเลือดแดงที่เคลือบแอนติเจนของ B. pseudomallei ทำปฏิกิริยากับแอนติบอดีจำเพาะในซีรัมผู้ป่วย ในกรณีที่มีการติดเชื้อจะเกิดการจับกลุ่มของเม็ดเลือดแดง มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
  2. Immunofluorescent assay (IFA) เป็นการตรวจแอนติบอดีจำเพาะชนิด IgG และ IgM ในซีรัมผู้ป่วย ต่อเชื้อ B. pseudomallei ที่เคลือบไว้บนสไลด์ และติดตามปฏิกิริยาด้วยการย้อมด้วย anti-human IgG/IgM ที่ติดฉลากด้วยสารเรืองแสง ซึ่งจะเห็นตัวเชื้อ B. pseudomallei เรืองแสงสีเขียวเมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิดเรืองแสง
  3. Enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA) เป็นการตรวจแอนติบอดีต่อ B. pseudomallei ในซีรัมผู้ป่วยโดยการทำปฏิกิริยากับสารสกัดจาก B.pseudomallei ที่เคลือบไว้บนไมโครเพลตหรือเมมเบรน และติดตามปฏิกิริยาด้วยแอนติบอดีจำเพาะต่อ IgG หรือ IgM ที่ติดฉลากด้วยเอ็นซัยม์ ทำให้เกิดสีซึ่งสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าหรือวัดปริมาณด้วยเครื่องวัด
  4. การตรวจแอนติเจนของเชื้อในตัวอย่างของผู้ป่วยซึ่งได้แก่ เลือด ปัสสาวะ หนอง วิธีทีใช้ทดสอบได้แก่ Latex agglutination (LA), Direct fluorescent assay (DFA) และ ELISA ทดสอบกับ hemoculture ทำให้สามารถวินิจฉัยการติดเชื้อในกระแลโลหิตได้เร็วขึ้น
  5. การตรวจหาสารพันธุกรรมด้วยวิธี PCR มีการศึกษาวิจัยในหลายสถาบัน พบว่ามีความไวและความจำเพาะสูง แต่ยังไม่แพร่หลายในห้องปฏิบัติการทั่วๆไป

B.pseudomallei เมื่อย้อมด้วยแอนติบอดี
จำเพาะที่ติดฉลากด้วยสารเรืองแสง (1000X)

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ได้พัฒนาชุดทดสอบสำหรับตรวจแอนติบอดีด้วยวิธี IHA โดยใช้ Extracellular protein (EXP) เป็นแอนติเจนเคลือบเม็ดเลือดแดง ซึ่งมีความไวและ ความจำเพาะเท่ากับ 88.6 % และ 93.3% ตามลำดับ ได้ผลิตเพื่อให้การสนับสนุนแก่ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ และห้องปฏิบัติการทั่วไป นอกจากนั้นยังให้บริการการตรวจวิเคราะห์ด้วยวิธี IFA และ IHA

สรุป
โรคเมลิออยโดสิสนับเป็นปัญหาสาธารณสุขของไทยเนื่องจากพบมีอัตราป่วยตายสูง โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสโลหิตซึ่งมีอัตราป่วยตายประมาณ 60% และมักพบอาการรุนแรงถึงเสียชีวิตในคนที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคไต ทั้งนี้มักมีการกลับซ้ำของโรคในกรณีให้การรักษาระยะสั้นและผู้ป่วยมีภาวะภูมิต้านทานบกพร่อง นอกจากนั้นอาการของโรคยังคล้ายกับโรคติดเชื้ออื่นหลายโรคอาจทำให้วินิจฉัยผิดได้ ซึ่งจะมีผลต่อการรักษาเพราะการรักษาโรคเมลิออยโดสิสมีรูปแบบจำเพาะไม่เหมือนโรคติดเชื้ออื่นและยามีราคาค่อนข้างแพง จึงจำเป็นต้องพัฒนาวิธีตรวจกรองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและสามารถตรวจได้ทุกห้องปฏิบัติการ การป้องกันโรคเป็นไปได้ยากเพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นชาวไร่ชาวนาที่ต้องทำงานสัมผัสดินและน้ำซึ่งในถิ่นระบาดพบเชื้อสาเหตุอยู่ทั่วไป

ข้อมูลเพิ่มเติม

http://www.cdc.gov/ncidod/dbmd/diseasseinfo/melioidosis_g.htm

http://www.asm.org

เอกสารอ้างอิง
Chaowagul W. Recent advances in the treatment of severe melioidosis. Acta Trop 2000;74:133-7.
Leelarasamee A. Melioidosis in Southeast Asia. Acta Trop 2000; 74: 129-32.
Dance DAB. Melioidosis. Curr Opin Infect Dis2002 ;127-32.
Melioidosis-General Information. http://www.cdc.gov/ncidod/dbmd/diseasseinfo/melioidosis_g.htm
White NJ. Melioidosis. Lancet 2003; 361(9370):1715-22.
ผกากรอง ลุมพิกานนท์, สุภาภรณ์ พัวเพิ่มพูลศิริ, สุรศักดิ์ วงศ์รัตนชีวิน. โรคเมลิออยในเด็ก ขอนแก่น: โรงพิมพ์คลังนานาวิทยา; 2545
Naigowit P, Kulata T, Wangroonsub P, Petkanchanapong W, Kondo E and Kanai K. Application of direct immunofluorescent microscopy to colony identification of Pseudomonas pseudomallei . Asian Pacific J Allergy Immonol 1993;11: 149-154.
Wangroongsarb P, Kumsawat S, Petkanchanapong W, et al. Selection of Burkholderia pseudomallei antigens for antibody detection by indirect hemagglutination method Chula Med J 2000; 44(8): 631-42.
Petkanchanapong W, Naigowit P, Kondo E and Kanai K. Use of Endotoxin Antigen in Enzyme-linked Immunosorbent Assay for the Diagnosis of P. pseudomallei Infection (Melioidosis). Asian Pacific J Allergy Immunol 1992; 10:145-150.

ที่ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม

ฝ่ายภูมิคุ้มกันวิทยาคลินิก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นนทบุรี 11000
โทร 5899850 – 8 ต่อ 99446 99445

คำสำคัญ( Keyword )
โรคเมลิออยโดสิส (Melioidosis), Burkholderia (Pseudomonas ) pseudomallei

ที่มา: ฝ่ายภูมิคุ้มกันวิทยาคลินิก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข

รักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยการผสานนวัตกรรม

รักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยการผสานนวัตกรรม
รศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช
ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด

ปัญหาข้อเข่าเสื่อม เกิดจากกระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลายหรือเกิดการเสื่อม ซึ่งการรักษาในปัจจุบันได้มีการผสานนวัตกรรมโดยการนำหุ่นยนต์เข้ามาช่วยผ่าตัด

การนำหุ่นยนต์มาช่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมในบางส่วน จะมีการทำงานประสานกัน 3 เครื่อง เครื่องแรก คือแขนกลหุ่นยนต์ เครื่องที่สองคือ กล้องจับสัญญาณภาพ 3 มิติ และเครื่องที่สามเป็นเครื่องประมวลผล และควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์ โดยมีหลักการทำงาน คือ เครื่องประมวลผลจากภาพด้วย CT scan จะวางแผนก่อนผ่าตัดทั้งขนาด ตำแหน่ง มุมของข้อเข่า และส่งผลนั้นไปยังแขนกลหุ่นยนต์ จากนั้นแพทย์จะทำการเปิดบริเวณข้อเข่าเสื่อม แล้วใช้แขนกลตัดเฉพาะส่วนของกระดูกอ่อนและกระดูกหัวเข่าที่เสื่อมออก ซึ่งดูจากภาพ 3 มิติ ที่ปรับความละเอียดในการตัดกระดูกได้ถึงครั้งละ 0.2 มิลลิเมตร และผลการผ่าตัดให้ค่าความเบี่ยงเบนไม่เกิน 1 มิลลิเมตร หรือ 1 องศาของมุมของข้อเข่า จากนั้นจึงนำข้อเข่าเทียมบางส่วน ที่เป็นโลหะผสมของโครมโคบอลต์และไททาเนียมใส่เข้าแทนที่

หุ่นยนต์มาช่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

การผ่าตัดข้อเข่าเทียมแบบนี้ เส้นเอ็นและเนื้อเยื่อบริเวณรอบข้อเข่าจะเป็นปกติ ไม่ได้รับการบาดเจ็บจากการผ่าตัด ผู้ป่วยจึงงอเข่าได้ใกล้เคียงกับการงอเข่าของคนปกติ ความบอบช้ำของแผลผ่าตัดมีน้อย ผู้ป่วยสามารถลุกนั่งและเดินได้ในวันแรกหลังผ่าตัด ซึ่งผลการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมคือ การลดความเจ็บปวด และช่วยให้ข้อสามารถทำงานได้เป็นปกติ

สำหรับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วนโดยหุ่นยนต์ ผู้ป่วยต้องมีภาวะข้อเข่าเสื่อมเพียงบางส่วน เช่น กระดูกส่วนบนของเข่า หรือกระดูกส่วนล่างของเข่า และที่สำคัญ ผู้ป่วยต้องมีข้อสะโพกที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ เพื่อจะใช้จุดศูนย์กลางของข้อสะโพกโยงไปถึงแนวกระดูกสำหรับให้ใส่ข้อเข่าเทียมแบบบางส่วนได้อย่างแม่นยำ และหุ่นยนต์ที่ช่วยผ่าตัดข้อเข่าเทียมยังพัฒนาให้ใช้ในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียมได้ด้วย

ภาพหลังการผ่าตัด

ว่าแต่การดูแลสุขภาพย่อมดีกว่าเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมแล้วมารักษา โดยลดน้ำหนักตัวที่มากเกินไป หลีกเลี่ยงการใช้งานที่เกินกำลัง ไม่นั่ง คุกเข่าหรือนั่งพับเพียบบ่อย ๆ เป็นเวลานาน เพราะจะทำให้เกิดแรงกดภายในข้อเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่ทำให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี

.

พบกิจกรรมดีๆ ที่ศิริราช

• วันนี้ถึง 27 ก.ค.55 สโมสรนักศึกษาแพทย์ศิริราช เปิดรับสมัครนักเรียน ม.ปลาย เข้าโครงการ “ค่ายเส้นทางสู่หมอศิริราช ครั้งที่ 14″ เพื่อแนะนำคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลก่อนตัดสินใจเข้าศึกษาต่อ จำนวน 2 รอบ ๆ ละ 300 คน คือ รอบแรก (13 – 14 ต.ค.) และรอบสอง (27 – 28 ต.ค.) ผู้สนใจดูรายละเอียดที่www.si.mahidol.ac.th/

• 1 ส.ค.55 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ขอเชิญประชาชนร่วมฟังปาฐกถาอุดม โปษะกฤษณะ เรื่อง “การน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติในโรงพยาบาล” โดยแพทย์ดีเด่นในชนบท ประจำปี 2554 เวลา 13.00 – 15.00 น. ณ ห้องอทิตยาทรกิติคุณ ตึกสยามินทร์ ชั้น 7 รพ.ศิริราช

 

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 กรกฎาคม 2555

ลดน้ำหนักง่ายๆด้วยการพักผ่อนเพียงพอ

เลิกขยันเข้าฟิตเนสแล้วคำนวณแคลอรีที่เผาผลาญไปจนเป็นบ้าเป็นหลังเสียที เพราะตอนนี้งานวิจัยจากสหรัฐค้นพบว่า การนอนหลับพักผ่อนเพียงพอก็เป็นวิธีลดน้ำหนักที่ได้ผลชะงัด ไม่ต้องเปลืองแรงออกกำลังกายจนเหนื่อยหอบ

งานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Sleep ของทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวอชิงตันระบุว่า การนอนหลับน้อยกว่า 7 ชั่วโมงมีส่วนกระตุ้นยีนที่ก่อให้เกิดโรคอ้วนทำงาน ขณะที่การนอนหลับมากกว่า 9 ชั่วโมงจะสามารถยับยั้งการทำงานของหน่วยพันธุกรรมนี้ได้ ดร.นาธาเนียล วัตสัน หัวหน้าคณะวิจัยกล่าวว่า “การพักผ่อนไม่เพียงพอสามารถกระตุ้นการทำงานของยีนที่ก่อให้เกิดโรคอ้วนได้ ซึ่งการนอนหลับยาวกว่าจะยับยั้งการทำงานของยีนตัวนี้”

คณะวิจัยเปิดเผยว่า ระยะเวลานอนเฉลี่ยของเราแต่ละคืนลดลงกว่า 1.30 ชั่วโมงจาก 100 ปีที่ผ่านมา วิถีชีวิตของคนยุคใหม่ซึ่งมีเวลาพักผ่อนน้อยยังผลให้เกิดโรคอ้วนได้ และว่า “สังคมปัจจุบันซึ่งมีเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกอยู่ทุกหนแห่ง ทำให้ผู้คนพักผ่อนน้อยกว่าที่ควร”

การนอนหลับไม่เพียงพอยังเป็นสาเหตุให้ฮอร์โมนและระบบเผาผลาญพลังงานทำงานผิดปกติ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดภาวะโรคอ้วน นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวอริกระบุในงานวิจัยเมื่อปีกลายว่า การนอนน้อยส่งผลให้ผู้หญิงเป็นโรคความดันโลหิตสูง แต่ไม่ส่งผลต่อผู้ชาย บรรดาผู้หญิงที่นอนแค่ 5 ชั่วโมงหรือน้อยกว่า มีแนวโน้มจะเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากกว่าผู้หญิงที่นอน 7 ชั่วโมงต่อคืนถึงสองเท่า.

ที่มา: ไทยโพสต์ 12 มิถุนายน 2555

.

Related link:

Lack of Sleep Is Linked to Obesity, New Evidence Shows

ScienceDaily (Apr. 17, 2012) — Can lack of sleep make you fat? A new paper which reviews the evidence from sleep restriction studies reveals that inadequate sleep is linked to obesity. The research, published in a special issue of the The American Journal of Human Biology, explores how lack of sleep can impact appetite regulation, impair glucose metabolism and increase blood pressure.

“Obesity develops when energy intake is greater than expenditure. Diet and physical activity play an important part in this, but an additional factor may be inadequate sleep,” said Dr Kristen Knutson, from the University of Chicago. “A review of the evidence shows how short or poor quality sleep is linked to increased risk of obesity by de-regulating appetite, leading to increased energy consumption.”

Dr Knutson accumulated evidence from experimental and observational studies of sleep. Observational studies revealed cross-sectional associations between getting fewer than six hours sleep and increased body mass index (BMI) or obesity.

The studies revealed how signals from the brain which control appetite regulation are impacted by experimental sleep restriction. Inadequate sleep impacts secretion of the signal hormones ghrelin, which increases appetite, and leptin, which indicates when the body is satiated. This can lead to increased food intake without the compensating energy expenditure.

“In the United States 18% of adults are estimated to get less than 6 hours of sleep, which equates to 53 million short sleepers who may be at risk of associated obesity,” said Knutson. “Poor sleeping patterns are not random and it is important to consider the social, cultural and environmental factors which can cause inadequate sleep so at-risk groups can be identified.”

The evidence suggests the association between inadequate sleep and higher BMI is stronger in children and adolescents. It also shows that sleep deficiency in lower socioeconomic groups may result in greater associated obesity risks.

The majority of the studies Dr Knutson examined came from Western countries, which highlights the need for more research to understand sleep’s role in disease risk. However other research papers in the special issue focus on obesity in the United Arab Emirates, Samoa, and Brazil.

“These findings show that sleeping poorly can increase a person’s risk of developing obesity, diabetes, high blood pressure or heart disease,” concluded Knutson. “Future research should determine whether efforts to improve sleep can also help prevent the development of these diseases or improve the lives of patients with these conditions.”

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byWiley-Blackwell, via AlphaGalileo.

Journal Reference:

  1. Kristen L. Knutson. Does inadequate sleep play a role in vulnerability to obesity?American Journal of Human Biology, 2012; 24 (3): 361 DOI: 10.1002/ajhb.22219

Data from: sciencedaily.com

ถือศีลอด แบบไม่หิวและไม่อ้วน โดย นพ.วิศาล เยาวพงศ์ศิริ

ศีลอดหรืออัศศิยามในภาษาอาหรับ หมายถึง การงดอาหาร เครื่องดื่ม การเสพกามและการนินทาให้ร้าย รวมถึงการไม่พูดคำที่ไม่สุภาพ ตั้งแต่ยามรุ่งอรุณจนกระทั่งถึงเวลาหลังตะวันตกดิน การถือศีลอดในเดือนรอมฎอนยังถือเป็นกฎหมาย หรือชารีอะห์ของศาสนาอิสลาม และจะต้องถือปฏิบัติกับทุกคนที่บรรลุนิติภาวะและมีความสามารถ

ฤดูกาลถือศีลอดสำหรับปีนี้ก็ใกล้จะมาถึง นอกเหนือจากทำให้หยุดการพูดไร้สาระ นินทากันสังคมของเราน่าจะมีความรักกันมากขึ้น และที่สำคัญไปกว่านั้น การถือศีลอดยังช่วยให้เราได้ลดอาหารและลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพอีกด้วย

น่าจะเป็นโอกาสดี สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นต้องลดอาหารและลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพ เช่น คนอ้วนพุงพลุ้ย เบาหวาน ไขมันในเลือดสูงและโรคไขมันจุกตับ ซึ่งรวมเรียกโรคกลุ่มนี้ว่า Metabolic syndromes หรือ “โรคกินเกิน” แม้มีรายงานบางคนสามารถลดน้ำหนักได้จากการถือศีลอด แต่ผลต่อเบาหวานและไขมันในเลือดที่ปรากฏก็ยังไม่ประทับใจ

คนส่วนใหญ่หลังฤดูกาลถือศีลอด มักมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยเบาหวานมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น หรือไขมันในเลือดสูงร่วมด้วย คล้ายกับอาการ “โรคกินเกิน” จึงสันนิษฐานว่าแม้จะอดอาหารช่วงกลางวัน แต่กลับมีการกินอาหารชดเชยตอนกลางคืนเพิ่มขึ้น

หากจะวิเคราะห์ว่า เหตุใดคนที่ถือศีลอด จึงกินอาหารเพิ่มขึ้นในช่วงเย็น หรือมื้อดึก ทั้งที่บางคนกินหนักในมื้อเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น สาเหตุอาจเป็นเพราะคงกลัวว่าหากกินน้อยแล้วร่างกายจะขาดสารอาหาร หรือจะหิวตอนกลางวันนั่นเอง แต่ความเข้าใจนั้นกลับเป็นเรื่องตรงกันข้ามกับความเป็นจริง คือคนที่กินมาก โดยเฉพาะอาหารประเภทหนักแป้ง หนักหวาน จะอ้วนง่ายและหิวบ่อย เพราะแป้งและน้ำตาลจะกระตุ้นการหลั่งของอินซูลินจากตับอ่อน

การมีระดับอินซูลินสูง ก็เร่งให้น้ำตาลหายเข้าไปในเซลล์เร็วขึ้น และอาจนำมาสู่ภาวะน้ำตาลเลือดต่ำ คือมีอาจมีอาการหัวใจสั่น สมองตื้อ หากกินข้าวหนักในตอนเช้า ก็จะทำให้ยิ่งหิวมากตอนสายๆ บ่อยขึ้น อินซูลินเป็นฮอร์โมนเร่งให้ตับแปลงน้ำตาลไปสร้างเป็นไขมัน และอินซูลินยังเป็นกุญแจไขเปิดให้ไขมันที่ตับสร้างไปเก็บเป็นไขมันสะสมในเซลล์ ดังนั้น กินแป้งกินหวานจะทำให้อ้วนง่ายและเป็นโรคเบาหวานตามมา

ความจริง สูตรอาหารจำกัดแป้งและน้ำตาล (Restricted carbohydrate diet) หรือที่เรียกทั่วไปว่า Lo/No Carb Diets ปกติก็ใช้สำหรับรักษาอาการ “โรคกินเกิน” ไม่ว่าจะเป็น การลดน้ำหนัก คุมเบาหวาน ลดระดับไขมันเลือด ก็ปรากฏได้ผลดีน่าพอใจ ในช่วงแรกเราอาจอนุโลมให้มีอาหารเนื้อมากหน่อย หรือให้กินจนอิ่ม ธรรมชาติของอาหารโปรตีนจะทำให้อิ่มเร็วและนาน กินอาหารอย่างอื่นได้น้อยลงและนานวันเข้าจะรู้สึกว่ากินเนื้อได้น้อยลง

เนื้อที่กินควรติดมันบ้าง เพื่อให้เนื้อนิ่มและมีรสชาติดีกว่า ไขมันในอาหารจะช่วยกระตุ้นผนังลำไส้เล็กมีการหลั่งสาร CCK ซึ่งออกฤทธิ์ที่สมองทำให้รู้สึกอิ่ม ช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็วและอิ่มนานเช่นกัน ในต่างประเทศก็มีการแนะนำสูตรอาหารลดแป้งลดน้ำตาลแต่เพิ่มอาหารเนื้อมาใช้ในช่วงถือศีลอด ซึ่งจะช่วยให้อิ่มนาน ไม่หิวบ่อยและไม่อ้วนง่าย ที่สำคัญคือคนที่กินยาเบาหวาน อาจต้องปรับลดหรืองดยาเบาหวานไปก่อน มิฉะนั้นอาจเกิดภาวะช็อกน้ำตาลได้ เพราะสูตรอาหารนี้จะช่วยปรับลดระดับน้ำตาลเลือดได้เร็ว

เมนูอาหารสูตรจำกัดแป้งและน้ำตาลก็เป็นเรื่องไม่ยาก เช่น อาหารเย็น หากต้องมีผลอินทผาลัมก็ควรกินแค่เม็ดเดียว สำหรับคนเป็นเบาหวานก็ใช้ดื่มน้ำแทน ส่วนอาหารหลักอาจเป็น เนื้อทอด เนื้อสเต๊ก หรือไก่ทอดหาดใหญ่ ซุปไก่ ซุปเนื้อ หรือซุปหางวัว ผักต้ม (ใส่เนย) ผักสลัด หลีกเลี่ยงน้ำจิ้มน้ำสลัดที่มีน้ำตาลปน

ส่วนอาหารมื้อเช้า ควรเป็นอาหารเบาและหาง่าย เช่น ไข่ต้ม ไข่ดาว ไส้กรอก เนยแข็ง ชา กาแฟ (ปลอดน้ำตาล)

หากคุณเป็นคนที่จะต้องถือศีลอดจะไม่ลองสูตรอาหารนี้บ้างหรือ คุณจะรู้สึกไม่หิวไปทั้งวัน และหากมีอาการอ้วนพุงพลุ้ย เบาหวาน ไขมันในเลือดสูงและโรคไขมันจุกตับ ก็น่าถือโอกาสช่วงถือศีลอดในเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์นี้ รักษาสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง ลดภาระให้แก่สังคม และเป็นประโยชน์สำหรับตัวเองด้วย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 24 กรกฎาคม 2555

วิธีเมินเข็มระหว่างฉีดยา ช่วยบรรเทาความเจ็บได้

แต่ดั้งแต่เดิมมาพยาบาลที่ต้องไปฉีดวัคซีนตามโรงเรียน มีวิธีแก้ปัญหาเด็กกลัวเข็มฉีดยาง่ายๆ โดยการบอกให้หนูๆ หันไปมองทางอื่นเวลาถูกเข็มจิ้ม บัดนี้นักวิทยาศาสตร์ได้ออกมายืนยันผ่านงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Pain แล้วว่า คำแนะนำแสนล้าสมัยนี้สามารถลดความเจ็บปวดเมื่อถูกฉีดยาได้จริง ไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยีใดๆ ให้เปลืองเงิน

นักวิจัยจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ในกรุงเบอร์ลินและกรุงฮัมบูร์ก ได้ไหว้วานให้อาสาสมัครดูคลิปวิดีโอซึ่งแสดงภาพแขนคนที่กำลังถูกฉีดยา ภาพต่อมาเป็นรูปแขนที่ถูกสำลีแปะทาบ และภาพสุดท้ายเป็นรูปแขนในอากัปกิริยาปกติ นักวิจัยพบว่า มีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านแขนอาสาสมัครขณะรับชมวิดีโอ บางคนไม่รู้สึกอะไร ขณะบางคนก็แสดงความเจ็บปวดออกมา

จอภาพที่ฉายคลิปวิดีโอถูกจัดวางมาให้เสมือนว่า ท่อนแขนในจอเป็นของผู้รับชมจริงๆ พวกเขาเผยว่า รู้สึกเจ็บปวดที่สุดตอนเห็นเข็มฉีดยาเมื่อเทียบกับฉากอื่นๆ นักวิจัยชี้ว่าเป็นผลจากการเพ่งมองภาพและการขยายของรูม่านตา ซึ่งเป็นสัญญาณตอบสนองความเจ็บปวดจากระบบประสาท

มาริยง โฮเฟิล ผู้นำทีมวิจัยกล่าวว่า “เราเข้าใจมาตลอดว่าเมื่อถูกเข็มฉีดยาทิ่มจะต้องเจ็บ แต่การประเมินความเจ็บปวดล่วงหน้าจากการถามพยาบาล ก็สามารถส่งอิทธิพลต่อความรู้สึกเราได้เช่นกันเมื่อเห็นเข็มทิ่มลงบนผิวหนัง” เธอชี้แจงว่า คำแนะนำง่ายๆ จากพยาบาลได้ผลดี เนื่องจากคนไข้จะประเมินความเจ็บปวดจากการถูกเข็มทิ่มต่ำลง

“การมองเข็มขณะถูกฉีดยาทำให้ภาวะการรับรู้ความเจ็บปวดของเราแย่ลงไปอีก ระบบประสาทก็จะถูกกระตุ้นให้ตอบสนองมากขึ้นเช่นกัน เรามีหลักฐานเชิงประจักษ์ยืนยันชัดว่า วิธีลดความเจ็บปวดจากการถูกฉีดยาโดยหันไปมองอย่างอื่นแทนเข็มได้ผลดีจริง” โฮเฟิลกล่าวเสริม.

ที่มา: ไทยโพสต์ 31 พฤษภาคม 2555

.

Related link:

To Avoid Pain During an Injection, Look Away

ScienceDaily (May 14, 2012) — Health professionals commonly say, “Don’t look and it won’t hurt” before administering an injection, but is there any scientific basis for the advice? A group of German investigators has found that, in fact, your past experience with needle pricks, along with information you receive before an injection, shape your pain experience.

Their research is published in the May issue of Pain®.

“Throughout our lives, we repeatedly experience that needles cause pain when pricking our skin, but situational expectations, like information given by the clinician prior to an injection, may also influence how viewing needle pricks affects pain,” says lead author Marion Höfle, a doctoral student in the research Multisensory Integration group led by Dr. Daniel Senkowski, at the Charité — Universitätsmedizin Berlin and the University Medical Center Hamburg-Eppendorf.

While watching video clips showing a needle pricking a hand, a Q-tip touching the hand, or a hand alone, study participants concurrently received painful or non-painful electrical stimuli applied to their own hand. The clips were presented on a screen located above the participants’ hand, giving the impression that the hand on the screen belonged to them.

Participants reported that their pain was more intense and more unpleasant when they viewed a needle pricking a hand than when they saw a hand alone. In addition, observing needle pricks increased the unpleasantness of pain compared to viewing Q-tip touches. These findings were paralleled by enhanced activity of the autonomic nervous system, as measured by pupil dilation responses. This demonstrates that previous painful experiences with needles enhance unpleasantness of pain when viewing needle pricks.

Situational expectations also influenced perceived pain intensity. Prior to the stimulation, participants were told that either the needle or the Q-tip clip was more likely to be associated with painful than with non-painful electrical stimulation. The researchers found that presentation of clips that were more likely to be associated with pain lead to higher pain intensity experiences than the presentation of clips that were less likely to be associated with pain. This shows that expectations regarding the painfulness of medical treatments influence the intensity of pain that the treatment ultimately produces.

Taken together, the study reveals several important findings. “Clinicians may be advised to provide information that reduces a patient’s expectation about the strength of forthcoming pain prior to an injection,” Höfle notes. She further states that, “because viewing a needle prick leads to enhanced pain perception as well as to enhanced autonomic nervous system activity, we’ve provided empirical evidence in favor of the common advice not to look at the needle prick when receiving an injection.”

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byElsevier Health Sciences, via AlphaGalileo.

Journal Reference:

  1. Marion Höfle, Michael Hauck, Andreas K. Engel, Daniel Senkowski. Viewing a needle pricking a hand that you perceive as yours enhances unpleasantness of pain.Pain, 2012; 153 (5): 1074 DOI: 10.1016/j.pain.2012.02.010

Data from: sciencedaily.com