คลอดบุตรฟรีกับจุฬาฯเฉลิมพระเกียรติ “ราชินี”

เนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สภานายิกาสภากาชาดไทย ทรงเจริญพระชนมพรรษา  80 พรรษา ทาง รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงร่วมกันจัดกิจกรรมพิเศษเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล หนึ่งในนั้นมีโครงการ “คลอดบุตรกับจุฬาฯ เฉลิมพระเกียรติฯ” รวมอยู่ด้วย

รศ.นพ.ธีระพงศ์ เจริญวิทย์ หัวหน้าหน่วยเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ และหัวหน้าภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวช วิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า รพ.จุฬาลงกรณ์ นับเป็น รพ.ชั้นนำแห่งหนึ่งของประเทศ มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับของสังคมไทย ที่ผ่านมามีหญิงตั้งครรภ์จำนวนมากต้องการมาคลอดบุตรที่ รพ.จุฬาลงกรณ์ แต่มีข้อจำกัดหลายประการ

เนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี นาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ฝ่ายสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จึงมีโครงการ “คลอดบุตรกับจุฬาฯ เฉลิมพระเกียรติฯ” ให้การดูแลสตรีตั้งครรภ์ที่ยากไร้และด้อยโอกาส ให้ได้รับการดูแลระหว่างการตั้งครรภ์ และได้รับการทำคลอดอย่างปลอดภัยทั้งมารดา และทารก ฟรี จำนวน 2,000 ราย

สตรีตั้งครรภ์จำนวน 2,000 ราย ที่ทาง รพ.จุฬาลงกรณ์ เปิดโอกาสให้เข้าร่วมโครงการฟรี เป็น 1 ใน 3 ของสตรีตั้งครรภ์ที่มาคลอดใน รพ. จุฬาลงกรณ์ โดยตลอดทั้งปีมีการคลอดบุตรประมาณ 6,000 ราย

หลักเกณฑ์ในการรับสตรีตั้งครรภ์เพื่อเข้าโครงการ “คลอดบุตรกับจุฬาฯ เฉลิมพระเกียรติฯ” คือ ต้องมีสัญชาติไทย เป็นผู้ใช้สิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง เป็นผู้มีรายได้น้อย มีความสมัครใจเข้าร่วมตลอดโครงการ ผู้สมัครต้องมีอายุครรภ์ 12-20 สัปดาห์ หากอายุครรภ์ต่ำกว่านี้ หรือเกินกว่านี้ ทาง รพ.จุฬาลงกรณ์จะพิจารณาเป็นราย ๆ ไป ส่วนสิทธิข้าราชการ ประกันสังคม รัฐวิสาหกิจ ไม่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการนี้

ตลอดการฝากครรภ์ ผู้เข้าร่วมโครงการต้องมารับบริการตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง สิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับฟรีหมดทุกอย่าง ทั้งการตรวจเลือดฟรี โดยส่งตรวจ ทางห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานการเริ่มฝากครรภ์ การฉีดวัคซีนป้อง กันบาดทะยัก 2 ครั้งตามมาตรฐาน และได้รับการตรวจครรภ์โดยแพทย์ หรือพยาบาล หรือนิสิตแพทย์ หรือนักศึกษาพยาบาล ที่อยู่ในความควบคุมของสูตินรีแพทย์กำกับ  อย่างใกล้ชิด ตามมาตรฐานวิชาชีพ รวมไปถึงการตรวจอัลตราซาวด์ การเจาะน้ำคร่ำฟรี เป็นต้น

การคลอดบุตรไม่ว่าด้วยวิธีธรรมชาติหรือผ่าคลอด ทาง รพ.จุฬาลงกรณ์ให้บริการฟรีทั้งหมด และภายหลังการคลอดบุตรแล้ว คุณแม่และบุตรจะได้รับการดูแลต่ออีกประมาณ 2-4 วัน ปกติถ้าคลอดธรรมชาติอาจอยู่ใน รพ.ประมาณ 2 วันแต่ถ้าผ่าคลอดอาจอยู่ประมาณ 3 วัน และให้บริการทำหมันฟรีด้วย

ในกรณีที่คลอดก่อนกำหนด มารดาหรือทารกที่มีภาวะแทรกซ้อนทาง รพ.จุฬาลง กรณ์ อาจประสานไปยัง รพ.ต้นสังกัดที่มีสิทธิอยู่และให้การดูแลจนกว่าแม่และเด็กปลอดภัยออกจาก รพ.

สำหรับสตรีตั้งครรภ์ที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปที่หน่วยฝากครรภ์ ตึก ภปร. ชั้น 8 จนกว่าจะครบ 2,000 ราย หรือสามารถโทรศัพท์ติดต่อที่ 0-2256-4000 ต่อ ตึก ภปร.ชั้น 8 หรือ 0-2256-5274, 0-2256-5282 สตรีตั้งครรภ์ที่เข้าเกณฑ์จะได้รับการตรวจคัดกรองโดยแพทย์และพยาบาลที่หน่วยฝากครรภ์ ตึก ภปร. ชั้น 8 และรับทราบรายละเอียดของโครงการ.

นวพรรษ บุญชาญ

ที่มา: ดลินิวส์ 28 กรกฎาคม 2555

ปฏิวัติชีวิต… พิชิตโรคอ้วน

โรคอ้วนเป็นภัยเงียบที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเส้นเลือดสูง สาเหตุที่สำคัญของโรคอ้วนมี 2 สาเหตุหลักๆ คือ การรับประทานอาหารเกินความต้องการของร่างกาย การใช้พลังงานในแต่ละวันน้อยเกินไป จึงทำให้เกิดการสะสมของไขมันตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และกลายเป็นโรคอ้วนในที่สุด เมื่อเร็วๆ นี้บริษัท ซูรูฮะ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บริหารร้าน “ซูรูฮะ” ดรักสโตร์ชั้นนำจากญี่ปุ่น ได้เปิดเผยเคล็ดลับสำหรับการลดน้ำหนักที่ถูกวิธีมาฝาก เริ่มจาก

1.การรับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง (Fiber) เพื่อช่วยให้อาหารหรือสารตกค้างต่างๆ ในลำไส้เคลื่อนตัวได้ดีขึ้น
2.ดื่มน้ำสะอาด เพื่อช่วยในการขับถ่ายของเสียออกจากไต อีกทั้งยังทำให้ร่างกายไม่ขาดน้ำอีกด้วย
3.รับประทานอาหารสีเขียวให้มากเพื่อเป็นแหล่งให้วิตามินและเกลือแร่
4.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายได้เผาผลาญไขมัน
5.รับประทานไขมันที่มีประโยชน์ เช่น ปลาแซลมอน ถั่ว น้ำมันมะกอก เพื่อช่วยในการเร่งอัตราการเผาผลาญแคลอรี

นอกจากนี้ยังมีสารอาหารอีกหลายชนิดที่มีคุณสมบัติช่วยเร่งการเผาผลาญอาหารของร่างกายให้ดีขึ้น และยังช่วยให้เราอิ่มนานขึ้น และไม่หิวบ่อยในระหว่างวัน ได้แก่

Apple Vinegar : สารสกัดจากแอปเปิล ที่อุดมไปด้วยกรดอะมิโน วิตามิน เกลือแร่ ซึ่งเชื่อกันว่ามีส่วนทำให้ลดปริมาณอาหารที่รับประทานลงได้ โดยไม่รู้สึกหิวบ่อยในระหว่างมื้ออาหาร
Grape Fruit : สารสกัดจากผลเกรปฟรุตที่ประกอบไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ และเอนไซม์ ให้กากใยอาหารที่ช่วยดูดซับของเสีย และยังทำให้ระบบขับถ่ายมีความสมดุล
Lecithin : สารอาหารที่พบมากในไข่และถั่วเหลือง ทำหน้าที่เป็นตัวทำละลายไขมัน ช่วยให้ไขมันแตกตัวมีขนาดเล็กลง นอกจากนี้ยังช่วยในการทำงานของตับในการเผาผลาญไขมันดีขึ้น ส่งผลให้สามารถย่อยและดูดซึมไขมัน และนำไปใช้เป็นพลังงานในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Vitamin B6 : สารอาหารที่พบมากในเนื้อปลาและเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ เป็นวิตามินที่มีส่วนสำคัญในการเผาผลาญโปรตีนและไขมันในร่างกาย
Kelp : สาหร่ายสีน้ำตาลที่อุดมไปด้วยไอโอดีน ช่วยเสริมประสิทธิภาพการเผาผลาญแป้งและไขมันในร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยกำจัดสารพิษออกจากตับ และทำให้การทำงานของตับดีขึ้น
Chromium : สารอาหารที่พบได้ในแหล่งอาหารธรรมชาติ เช่น จมูกข้าว ซึ่งช่วยเพิ่มการเผาผลาญแป้งและน้ำตาล

นอกจากนั้นยังมีคำแนะนำในการฝึกวินัยในตนเองเพื่อห่างไกลโรคอ้วนด้วย คือ
1.ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 ชม. โดยนอนแต่หัวค่ำและตื่นแต่เช้ามืด เพื่อให้กระบวนการในร่างกายทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
2.ควรทานอาหารเช้าไม่เกินเวลา 09.00 น. เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารเข้าไปเสริมสร้างส่วนต่างๆ ของร่างกายในเวลาที่กระเพาะทำงานได้เต็มที่ เพราะการตื่นสายจะทำให้การทำงานของระบบในร่างกายรวน ทำให้ร่างกายทำงานไม่เป็นระบบ เกิดโรคอ้วน และโรคอื่นๆ ตามมาในภายหลัง
3.ควรออกกำลังกายให้ได้วันละ 30 นาที เป็นระยะเวลา 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ เพราะการออกกำลังกายทำให้ร่างกายได้ขับของเสียออกมา ทำให้ตับ ไต ทำงานน้อยลง และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภายใน อีกทั้งกล้ามเนื้อตามร่างกายก็จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

หากมีวินัยและปฏิบัติตามข้อแนะนำที่กล่าวมาข้างต้น เพียงแค่นี้เราก็สามารถขจัดโรคอ้วนออกไปได้ พร้อมทั้งได้สุขภาพที่ดีและแข็งแรงอีกด้วย.

ที่มา: ไทยโพสต์ 18 มิถุนายน 2555

7 อุบายลดน้ำหนัก

วิธีลดความอ้วน ควบคุมน้ำหนักไม่จำเป็นต้องอดอาหาร งดกินช็อคโกแลตสุดโปรด หรือเคร่งเครียดเข้ายิม ออกกำลังกายอย่างขะมักเขม้นคนเดียวเป็นวันๆ หรอกนะคะ

มีการทำวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งในต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า การลดน้ำหนักที่สัมฤทธิ์ผลนั้น ต้องไม่เคร่งครัดเครียดขึ้งเอาจริงเอาจังเกินไป หากแต่ต้องรู้จักยืดหยุ่นผ่อนปรนกับตัวเองบ้าง

เราจึงงัด 7 กลอุบายลดน้ำหนัก ที่ผ่านการรับรองทางวิชาการมาแล้ว ..มาบอกต่อค่ะ

อุบาย 1 : แทะเล็มช็อคโกแลต

นักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแคลิเฟอร์เนีย ในซานดิเอโก ได้ทำการทดลอง นำคนจำนวน 1000 คน กินช็อคโกแลต โดยแบ่งเป็นสองกลุ่ม

กลุ่มหนึ่งให้แทะเล็มช็อคโกแลตเล็ก ๆ น้อย ๆ ทุกวัน กับอีกกลุ่มให้กินจริงจังนาน ๆ ครั้ง ซึ่งผลออกมาว่า กลุ่มคนที่กินช็อคโกแลตเป็นประจำกลับมีหุ่นเพรียวลมมากกว่ากลุ่มที่นาน ๆ จัดหนัก

ทว่าแทะเล็มพอขำๆ วันละนิดนะคะ ไม่ใช่สวาปามแทนข้าวซะงั้น

อุบาย 2 : จิบไวน์

งานวิจัยล่าสุดบ่งบอกว่า ผู้หญิงที่ดื่มไวน์แดง 1-2 แก้ว/วัน มีแนวโน้มที่จะน้ำหนักเกินน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่มถึง 30% และที่น่าสนใจคือ ไวน์อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยลดคลอเรสเตอรอลและความดันเลือดด้วย

ผลการวิจัยยังบอกอีกว่า สาวๆ ที่ดื่มแต่พอดีจะกินอาหารน้อยลง เนื่องจากนางจะกินช้าลงและรับรู้รสชาติของอาหารมากขึ้น

แทนที่จะซดเบียร์กระดกเหล้า หันมาดื่มไวน์วันละแก้วแต่พองามเถอะนะสาวไทย

อุบาย 3 : ดมกลิ่นอาหาร

ในเฟเวอร์เจอร์นัล (Flavour Journal) นำเสนอว่า กลิ่นหอมทำให้มนุษย์เรามีความอยากอาหารน้อยลง ถึงเวลาทานข้าว ก็ทานได้น้อยลง แปลกนะข้อนี้ ทั้งนี้ต้องลองค่ะ

สรรหากลิ่นหอมแนวอโรมามาสูดดมให้ฉ่ำปอดก่อนเวลาทานข้าว ดูซิว่า จะเจริญปากเท่าเจริญจมูกไหมหนอ!

อุบาย 4 : ขบเคี้ยวเมล็ดกาแฟ

ตามการศึกษาของมหาวิทยาลัยสแครนตัน (Scranton Unibersity) กล่าวไว้ว่า การกินเมล็ดกาแฟเล่น ๆ ราวกับเป็นของขบเคี้ยวนั้น ทำให้น้ำหนักลดลงได้ เพราะมันจะชะลอการดูดซึมไขมันและน้ำตาลกลูโคส (glucose) ในกระเพาะอาหาร

เอ่อ รสชาติขมไปหน่อยนะฮะ กูรูเค้าแนะแค่วันละ 2 เม็ดเอง …ไหวมะคะ

อุบาย 5 : ถือขวดน้ำขณะออกกำลังกาย

จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) พบว่า การรักษาอุณหภูมิที่มือเราให้เย็นขณะออกกำลังกาย จะช่วยให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น ผลลัพธ์คือ น้ำหนักก็จะพร่องลงอย่างรวดเร็วขึ้น

ไปยิมครั้งต่อไป อย่าลืมติดขวดน้ำเย็นไปถือขณะกำลังฟิตเสียเหงื่อด้วยนะจ๊ะ

อุบาย 6 : ไม่ต้องเข้าฟิตเนสทุกวัน

ผู้เชี่ยวชาญพูดว่า การออกกำลังกายทุกวันส่งผลร้ายต่อเป้าหมายของผู้เล่นมากกว่าผลดี ที่สำคัญ การจัดตารางเป๊ะ ๆ ฉันต้องไปทุกวันเวลานี้ ขลุกอยู่ในยิม 3 ชั่วโมงอย่างต่ำ แทนที่จะให้กระฉับกระเฉง กลับเหนื่อยล้า พาลเบื่อหน่าย

ผู้เชี่ยวชาญแนะให้หาวันหยุด ไม่ต้องเข้ายิมออกกำลังกายสัก 2 วันต่อสัปดาห์ หรือไม่ก็พักผ่อนปล่อยตัวสบาย ๆ ไปเลย 1 สัปดาห์

ครั้นกลับมาออกกำลังกาย ความรู้สึกจะเปลี่ยนไป เกิดแรงจูงใจ ขยันอยากฟิตแอนด์เฟิร์มมากขึ้น ไม่รู้สึกถูกบังคับ

อุบาย 7 : มีเพื่อนไปออกกำลังกายด้วยกัน

มหาวิทยาลัยบราว์น (Brown University) ทำการทดลองมาแล้วว่า คนที่มีเพื่อนไปออกกำลังกายด้วยกัน ทั้งคู่จะลดน้ำหนักได้เร็วกว่าคนที่ไปคนเดียวตามลำพัง หรือไปเลือกเล่นกีฬาที่ต้องออกกำลังกายพร้อมกันเป็นกลุ่ม อย่าง เต้นแอโรบิค ผู้เล่นจะลดน้ำหนักได้ผลมากกว่าศิลปินเดี่ยวไปวิ่งคนเดียว

แหมแน่ละ ออกกำลังเต้นเป็นกลุ่ม สนุกเพลิดเพลินจะตาย น้ำหนักไม่ลดได้ไง

ช่างตรงกับหลักการทางพุทธศาสนาเราเน้นยึดหลักทางสายกลาง

ดังนั้นสาวตุ้ยนุ้ยท่านใดกำลังวางแผนอยากลดความอ้วน นอกจากไม่ตึงเกินและหย่อนไปแล้ว คุณต้องมี ‘สติวินัย’ ในการบริหารอุบายลดน้ำหนักข้างต้นด้วยนะคะ ..ถึงเอาอยู่!

ข้อมูลจากคอสโมโพลิแทน

 

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 มิถุนายน 2555

แข่งค้นหาความลับ คนอายุยืน 100 ปี ชิงเงินรางวัลมูลค่า 300 ล้านบาท

นักวิทยาศาสตร์จะลงมือแข่งกันค้นหาความลับของการมีอายุยืน 100 ปี ชิงรางวัลมูลค่า 300 ล้านบาท ตั้งแต่เดือนกันยายน ปีหน้านี้

จากความเชื่อที่ว่า ผู้ที่มีอายุยืนจะต้องมียีน หรือหน่วยพันธุกรรมพื้นฐาน ที่มีดีบางอย่าง ช่วยปัดเป่าโรคร้ายในช่วงบั้นปลายของชีวิต อย่างโรคหัวใจและมะเร็งให้พ้นตัวไปได้ โดยการตรวจรหัสหน่วยพันธุกรรมของผู้มีอายุ 100 ปี อาจทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้พบวิธีรักษาโรคใหม่ รวมทั้งวิธีทำให้ชีวิตยืนยาวด้วย ซึ่งบรรดามนุษย์วัย 1 ศตวรรษ จำนวน 100 คน ได้พร้อมใจกันบริจาคหน่วยพันธุกรรมของตนให้

ดร.โจนาธาน รอธเบิร์ก นักพันธุกรรมศาสตร์ของบรรษัทเทคโนโลยี ชีวิต ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ชี้ว่า การได้ศึกษาโครงสร้างพันธุกรรมของบรรดาผู้มีอายุถึงรอบศตวรรษ เหล่านี้ นับเป็นการเริ่มต้นที่ดีของการแสวงหา “บ่อชุบตัวของการเป็นหนุ่มเป็นสาว”

มูลนิธิ “เดอ เอกซ์ ไพรส์” ประกาศตั้งรางวัลนี้ขึ้น เพื่อไขปริศนาทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน  ไม่ว่าจะเรื่องอวกาศไปจนถึงโครงสร้างพันธุกรรมของมนุษย์.

ที่มา: ไทยรัฐ 27 กรกฎาคม 2555

.

 

http://genomics.xprize.org/competition-details/prize-overview

 

Genetic entrepreneur to compete in Genomics X Prize

By Helen BriggsBBC News

24 July 2012 Last updated at 06:28 GMT

A race to unlock genetic clues behind living to 100 is set to begin next year, after a US team announced it will compete for the $10m Genomics X Prize.

Genetic entrepreneur Dr Jonathan Rothberg is entering the challenge to identify genes linked to a long, healthy life.

His team – and any other contenders – will be given 30 days to work out the full DNA code of 100 centenarians at a cost of no more than $1,000 per genome.

The race will start in September 2013.

Under the rules of the Archon Genomics X Prize, teams have until next May to register for the competition.

Dr Rothberg’s team from Life Technologies Corporation in California is the first to formally enter the race.

Being able to sequence the full human genome at a cost of $1,000 or less is regarded as a milestone in science.

It is seen as the threshold at which DNA sequencing technology becomes cheap enough to be used widely in medicine, helping in diagnosis and in matching drugs to a patient’s genetic make-up.


“Start Quote

If they can do a human genome in two hours with one little machine, it’s just stunning. We have come a long way.”

Dr Craig VenterGenetic entrepreneur

One hundred people aged 100 have donated their DNA for the project.

Scientists believe people who reach a very old age may have certain rare changes in their genes which protect against common diseases of later life, such as heart disease and cancer.

If these genes can be identified by analysing the DNA codes of centenarians, it will help scientists search for new medical treatments and perhaps ways to prolong life.

However, many sample DNA sequences will be needed in order to get the accuracy needed to pinpoint changes on the scale of a few genetic letters among the three billion in the human genome.

Dr Jonathan Rothberg, a geneticist and entrepreneur, said the DNA of 100 centenarians is a good start towards finding “the fountains of youth”.

He told BBC News: “One hundred people will give you a hint. One thousand will make you reasonably sure. Ten thousand will let you say, ‘Hey, these are the genes involved in cancer or heart disease'”.

Dr Craig Venter is the originator of the prize and one of the main players in the race to sequence the first human genome, which was completed in 2003.

He said he could never have imagined that genome sequencing would come this far in so little time.

He told the BBC: “I can’t emphasise [enough] how impressed I am with the progress of technology and the dropping of the cost.

“If they can do a human genome in two hours with one little machine, it’s just stunning. We have come a long way.”

The X Prize Foundation offers awards for solutions to modern scientific challenges, from space to the human genome.

Any data gleaned from the X Prize will be shared with other scientists in the field, to aid the quest for insights into ageing.

Dr Jonathan Rothberg

  • Pioneer of DNA sequencing
  • His latest business venture, Ion Torrent, makes the Personal Genome Machine and the Ion Proton sequencer
  • Rothberg claims his machines can sequence DNA more quickly and cheaply than ever thought possible
  • The Ion Proton sequencer will be used for the challenge

.

Dr Craig Venter

  • One of the scientists behind the effort to decode the first human genome sequence
  • Venter and his team built the genome of a bacterium from scratch and put it into a cell to make a synthetic life form
  • He has had his own DNA sequence decoded

Data from : bbc.co.uk

ฟื้นฟูหนูอัมพาตให้กลับเดินวิ่งได้ พิการเพราะไขสันหลังโดนตัดขาด

นักวิทยาศาสตร์ประกาศแจ้งว่า การฟื้นฟูผู้เป็นอัมพาตให้สามารถกลับเดินได้อีก ไม่ได้เป็นแต่เพียงความฝัน ที่ไม่มีทางเป็นไปได้อีกต่อไปแล้ว เพราะสามารถฟื้นฟูหนูที่ถูกตัดไขสันหลังขาดออก ให้กลับใช้ขาเดินและวิ่งได้ใหม่

วารสารวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ รายงานว่า สถาบันเทคโนโลยีแห่งสมาพันธรัฐสวิส สามารถฟื้นฟูหนูที่โดนตัดไขสันหลังออกจากกัน ซึ่งแสดงว่าสมองกับขาของมันไม่สามารถติดต่อถึงกันได้ กลับเคลื่อนไหว วิ่งและไต่บันไดได้

นักวิจัยของสถาบันได้พยายามฟื้นฟูไขสันหลังที่เสียหาย โดยฉีดสารเคมี และใช้กระแสไฟฟ้าร่วมด้วยเข้าไปกระตุ้นประสาทในไขสันหลังและที่โคน ได้ผลในสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า ไปปลุก “สมองส่วนของไขสันหลัง” ให้กลับตื่นขึ้นอีก

แต่ยังไม่ถึงกับทำให้หนูเคลื่อนไหวเองได้ลำพัง ยังต้องอาศัยเชือกโยง และการบำบัด เพื่อให้ฝึกเดินได้ ศาสตราจารย์เกรกอร์ คูไตน์ หัวหน้านักวิจัยแจ้งว่า “พอมันสามารถที่จะก้าว 1-2 แรกได้ ก็จะสามารถเดินได้ไกลขึ้น และกระโดดบนพื้น ไต่บันได และถึงกับก้าวข้ามสิ่งกีดขวางได้”

นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบว่า ประสาทส่วนที่เสียหายได้ก่อตัวขึ้นใหม่ และสมองก็ปรับแก้เองด้วย แต่บอกไว้ก่อนว่า มันยังไม่ใช่วิธีรักษาผู้ป่วยเป็นอัมพาตเพราะไขสันหลังเสียหายเสียทีเดียว.

ที่มา: ไทยรัฐ 4 มิถุนายน 2555

 

.

Related Link:

.

New hope for the paralysed: Breakthrough sees rats with broken backs able to run in just two weeks

By TAMARA COHEN

PUBLISHED: 18:14 GMT, 31 May 2012

Paralysed patients have been given fresh hope after scientists enabled rats with severed spines to run again.

Using a cocktail of drugs and electrical impulses, researchers ‘regrew’ nerves linking the spinal cord to the brain.

After two weeks, the animals were not only able to walk, but climb stairs and run.

Scroll down for video:

Professor Gregoire Courtine said the study revealed the body could recover from some injuries previously thought to cause permanent paralysis.

His team, based in Switzerland, believe human trials could begin next year for patients with spinal injuries thanks to a £7million grant.

There are around 50,000 people with spinal cord injuries in Britain.

In tests at the University of Zurich, rats had their spine tissue cut but not completely severed.

They were unable to walk as they could no longer receive signals from the brain. But when they were suspended in a vest on their hind legs, and the bottom of their spine stimulated using drugs and electrical impulses, the dormant nerves were reactivated.

Signals from the brain were able to ‘bypass’ the injury and restore contact with the lower body.

Professor Courtine said: ‘This is the World Cup of neuro-rehabilitation. Our rats have become athletes when just weeks before they were completely paralysed. I am talking about 100 per cent recuperation of voluntary movement.

‘The brain established new connections.

‘The cut fibres regrew and established relay connections in the spinal cord which enabled them to pass information from the brain, past the injury in order to restore a voluntary control over the circuitry below the injury.’

The rats could only walk with the chemical and electrical stimulation and scientists would have to devise a safe way of administering these to humans – for example through a catheter – on a long-term basis.

Experts in the field praised the work, published in the journal Science, as a major medical advance which could offer the best hope yet to paralysed patients.

However they urged caution, pointing out that rats’ nervous systems are not the same as those of humans, and that most spinal injuries involve extensive bruising rather than a neat cut.

After only a few weeks of stimulation, nerve connections begin to grow again – and this could lead to revolutionary medical treatments on humans

Dr Elizabeth Bradbury, of King’s College London, said: ‘This is ground-breaking research and offers great hope for the future of restoring function to spinal-injured patients, however some questions remain before we know how useful this approach may be in humans.’

Dr Mark Bacon, of the organisation Spinal Research, said: ‘It gives enormous hope.

‘In the past it was seen as folly to think we might be able to restore function and I think that’s no longer the case, but it’s about translating these robust effects in animal models to the clinic safely.’

Recent years have seen intense efforts focused on stem cell therapies to help paralysed patients, but these have not yielded any treatments so far.

Last year US researchers helped a 23-year-old paralysed man regain some movement after electrical stimulation, but Dr Bacon said the cocktail of drugs the Swiss team used had offered an additional boost.

Dan Burden of the Spinal Injuries Association said: ‘It’s an exciting development but we would issue a word of caution that the neurology [of rats] is considerably different from our own.

‘We are a long way off anything that would resemble a cure in humans, but this is a first step which might well lead to new treatments which could make the future of people with spinal cord injuries seem brighter.’

See video here:

Data from: dailymail.co.uk

ฝึกควบคุมปริมาตรกระเพาะ ทางเลือกช่วยการลดน้ำหนัก

โรคอ้วน มีผลต่อสุขภาพกายระบบอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง สิ่งเหล่านี้นี่เองที่จะก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง เกิดอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคหลอดเลือดหัวใจ นอกจากนั้นโรคอ้วนยังส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ นิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งทางเดินอาหาร ระบบกล้ามเนื้อ และข้อต่อของร่างกาย เช่น ข้อกระดูกสันหลัง และข้อเข่าเสื่อม เป็นต้น ทำให้หลายคนเสาะแสวงหาสารพันวิธีมากำจัดเจ้าน้ำหนักส่วนเกินนี้ออกไปจากชีวิต วันนี้ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงนำอีกหนึ่งวิธีสำหรับคนอยากลดน้ำหนักมาฝากกัน

นายแพทย์สุรชัย รุ่งธนาภิรมย์ อายุรแพทย์ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า โรคอ้วนเกิดจากการผสมผสานของกรรมพันธุ์ สภาพแวดล้อม และพฤติกรรม สิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่างๆ ทำให้คนเราใช้พลังงานน้อยลง และเผาผลาญพลังงานจากอาหารที่รับประทานไป ใช้ไม่หมด เกิดเหลือสะสมเพิ่มน้ำหนักตัว โดยหลักทั่วไปถ้ารับประทานอาหารมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ ก็จะมีส่วนเกินสะสมทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าต้องการให้น้ำหนักไม่เพิ่มมากขึ้น ก็ต้องออกกำลังกายเพื่อใช้พลังงานให้มากขึ้น และต้องควบคุมปริมาณแคลอรีในอาหาร โดยเน้นรับประทานอาหารที่มีแคลอรี่น้อยลง เช่น พืช ผัก รวมถึงหลีกเลี่ยงอาหารที่ผ่านการทอด

การควบคุมน้ำหนักอีกวิธีหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงกัน คือการฝึกควบคุมปริมาตรของกระเพาะอาหาร จากผลการศึกษาพบว่า กระเพาะอาหารของคนอ้วนมีความจุมากกว่าคนที่ไม่อ้วน และเมื่อพยายามควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนักตัวได้ระยะหนึ่ง ความจุของกระเพาะอาหารมักจะลดลงตามไปด้วย มีผู้พยายามศึกษาความจุกระเพาะอาหารของมนุษย์ โดยใช้วิธีต่างๆ มากมาย ตั้งแต่วิธีการสมัยก่อนที่วัดปริมาณอาหารเหลวที่ให้กลืนจนอิ่มท้อง จนถึงวิธีทันสมัยโดยใช้การตรวจคล้ายเอกซเรย์ ทำให้สามารถคำนวณปริมาตรของกระเพาะอาหารได้ จากการศึกษาต่างๆ เหล่านี้พบว่าความจุของกระเพาะอาหารของมนุษย์มีค่าแตกต่างกัน ตั้งแต่ 800 ซีซี ไปจนถึงประมาณ 4,000 ซีซี 6 หรือตั้งแต่ประมาณ 1 ลิตรถึง 4 ลิตร

เราสามารถประมาณปริมาตรอาหารที่เรารับประทานต่อครั้งได้ง่ายๆ เช่น น้ำดื่ม 1 แก้วปกติ จะมีความจุประมาณ 250 ซีซี นมยูเอชที 1 กล่องสำหรับผู้ใหญ่จะมีความจุประมาณ 240 ซีซี น้ำดื่มขวดเล็กมีปริมาตรประมาณ 500-600 ซีซี เป็นต้น ผู้ใหญ่หนึ่งคนต้องการพลังงานจากอาหารประมาณ 2,000 กิโลแคลอรีต่อวัน และถ้ามีส่วนเกินสะสมถึง 7,000 กิโลแคลอรี ก็จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัม ถ้ารับประทานอาหารจนอิ่มตื้อเต็มกระเพาะโดยดูจากปริมาตรของกระเพาะอาหารข้างต้น ก็มีโอกาสที่จะมีพลังงานเกินความต้องการสะสมไปเรื่อยๆ จนน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาก

คุณหมออธิบายว่า เมื่อเริ่มรับประทานอาหารจะทำให้เกิดความอิ่มใน “ช่วงต้น” ซึ่งความอิ่มช่วงนี้เป็นผลมาจากการรับรู้ของบริเวณทางเดินอาหารเมื่อมีอาหารเข้ามาอยู่ภายใน รวมถึงความ “ตึง” ของกระเพาะอาหาร สิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นฮอร์โมนส่งสัญญาณไปยังศูนย์หิว-อิ่มที่อยู่ภายในสมอง ส่วนความอิ่ม “ช่วงหลัง” เกิดขึ้นหลังจากที่สมองได้รับสัญญาณจากทางเดินอาหาร และจากสิ่งกระตุ้นภายนอก ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่มองเห็น กลิ่นที่ได้รับ และบรรยากาศรอบตัว ทำให้เกิดความอยาก หรือไม่อยากอาหารในมื้อนั้นอีกต่อไป สัญญาณความอิ่มที่ระดับทางเดินอาหารก็ดี หรือที่ระดับสมองก็ดี ต้องใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงกว่าจะส่งสัญญาณเชื่อมถึงกัน

ด้วยกลไกตามธรรมชาติของร่างกายข้างต้น จึงเป็นที่มาของการฝึกควบคุมปริมาตรกระเพาะอาหาร เพื่อให้เรากินได้น้อยลงแต่รู้สึกอิ่ม ซึ่งบางครั้งสิ่งเหล่านี้ก็เคยเกิดขึ้นกับเราๆ ท่านๆ แล้วโดยไม่รู้ตัว เช่น ขณะเริ่มรับประทานอาหารแล้วเผอิญมีโทรศัพท์ดังขึ้น หรือมีแขกมาหาคุยธุระอยู่นานหลายสิบนาที พอพูดคุยเสร็จธุระ เราก็อาจไม่รู้สึกหิว หรืออาจไม่รู้สึกว่าต้องกินอาหารต่อก็เป็นได้ เนื่องจากในระหว่างที่เราพูดคุยธุระอยู่นั้น สัญญาณจากทางเดินอาหารได้เชื่อมโยงกับศูนย์หิว-อิ่มในสมองเรียบร้อยแล้ว ทำให้เรารู้สึกอิ่มโดยกินอาหารเข้าไปเพียงนิดเดียว หรือตัวอย่างในเด็กน้อยบางคน กินขนมเพียงซองเล็กๆ ซึ่งไม่น่าจะอิ่มท้องเลย แต่พอถึงมื้ออาหารจริงอาจจะโยเยไม่หิว ไม่อยากกินอาหารมื้อหลัก จนพ่อแม่มักได้รับคำแนะนำจากแพทย์ว่า พยายามอย่าให้เด็กกินขนมก่อนใกล้เวลามื้ออาหาร อย่างน้อยครึ่งหรือหนึ่งชั่วโมง เป็นต้น

นอกจากนี้ การเคี้ยวอาหารช้าๆ ให้ละเอียด นอกจากจะช่วยทำให้กระเพาะอาหารทำงานน้อยลงแล้ว การเคี้ยวอาหารช้าๆ จะทำให้รับประทานอาหารได้ในปริมาณน้อยลง และทางเดินอาหารมีเวลาที่จะส่งสัญญาณไปที่สมอง ทำให้รู้สึกอิ่มและไม่รู้สึกว่าต้องกินอาหารต่อได้เช่นกัน ผู้ป่วยหลายรายที่ฝึกรับประทานอาหารโดยใช้เวลาเคี้ยวอาหารให้นานขึ้น ร่วมกับการลดปริมาณอาหารต่อมื้อ เพื่อฝึกกระเพาะอาหารให้มีปริมาตรลดลง และช่วยลดการสร้างน้ำย่อยซึ่งกระตุ้นให้อยากอาหารน้อยลง ผู้ป่วยเหล่านี้มักเล่าให้แพทย์ฟังว่า หลังจากการฝึกเช่นนี้อย่างต่อเนื่องประมาณ 2 สัปดาห์ จะรู้สึกชินกับการรับประทานอาหารปริมาณน้อยๆ ไม่รับประทานดุเดือดเท่าแต่ก่อน และทำให้น้ำหนักลดลงได้ถึง 3 กิโลกรัมต่อเดือน แถมยังมีความสุขที่ยังคงรับประทานอาหารหลายอย่างที่ชอบได้ (แต่จะไม่กินจนอิ่ม เพราะต้องการควบคุมปริมาตรของกระเพาะอาหารไว้ไม่ให้ขยายมากเกินไป) นอกจากน้ำหนักตัวจะลดลงแล้ว ยังมีความสุขที่สามารถลดยาที่ใช้รักษาโรคประจำตัวอื่นๆ ที่เกิดจากความอ้วนได้อีกด้วย ผลตรวจเลือดต่างๆ ก็ดีขึ้นตามน้ำหนักตัวที่หายไป

แม้ว่าการฝึกควบคุมปริมาตรของกระเพาะอาหาร อาจไม่ได้ผลดีเท่ากับการผ่าตัดเพื่อลดขนาดกระเพาะอาหาร (gastric banding, bariatric surgery, gastric bypass) หรือการผ่าตัดใส่บอลลูนเข้าไปภายในกระเพาะ เพื่อขัดขวางพื้นที่ของกระเพาะไม่ให้บรรจุอาหารได้มากดังเดิม แต่ก็เป็นวิธีที่ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องพึ่งมีดหมอในการทำผ่าตัด ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และที่สำคัญคือ เราสามารถเลือกลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ด้วยความภาคภูมิใจในผลสำเร็จที่จะเกิดขึ้นด้วยน้ำมือของเราเอง.

ที่มา: ไทยโพสต์ 14 มิถุนายน 2555

แพทย์เตือน “วัยรุ่นไทย” กินยารักษาสิวเสี่ยงเกิดโรคกระเพาะ

“นพ.จีรวัส ศิลาสุวรรณ” นายแพทย์อายุรกรรมทั่วไป และอายุรกรรมโรคทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลพญาไท 2 เตือนวัยรุ่นไทยห่วงสวยที่นิยมกินยารักษาสิว เสี่ยงอาจเกิดแผลทางเดินอาหารหรือโรคกระเพาะได้ ซ้ำอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนถึงขั้นเป็นมะเร็งตับเหมือนนักร้องลูกทุ่งคนดัง “ยอดรัก สลักใจ” อีกด้วย

ยาที่ใช้รักษาสิวหลักๆ เลยคือ 1. ยาฆ่าเชื้อ 2. ยาลดการอักเสบ 3. ยาลดไขมันที่หน้า นี่คือ 3 กลุ่มหลัก ๆ ของยารักษาสิว ส่วนใหญ่ยาที่มีปัญหากับเรื่องทางเดินอาหารจะเป็นยาพวกฆ่าเชื้อกับยาลดการอักเสบ  ส่วนยาลดไขมัน ลดการเกิดสิวทั่วๆ ไปจะรู้จักในชื่อของโรแอคคิวเทน ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหากับทางเดินอาหารเท่าไร แต่จะมีปัญหาเรื่องไขมันสูง ปากแห้ง คนท้องหรือมีแพลนว่าจะตั้งครรภ์ห้ามรับประทานเด็ดขาด เพราะเด็กอาจพิการได้ ส่วนยาฆ่าเชื้อกับลดการอักเสบ กินแล้วอาจมีอาการคลื่นไส้ ขมคอได้ อันนี้เป็นผลข้างเคียงที่เจออยู่แล้ว แต่ประเด็นสำคัญคือยาพวกนี้ถ้ากินแล้วกินน้ำน้อย ยาจะไปค้างอยู่ในหลอดอาหาร ทำให้เกิดแผล ซึ่งเจอบ่อยมากในผู้หญิงที่กินยาแล้วกินน้ำน้อย หรือกินยาแล้วนอนทันที เพราะยาดอกซี่ไซคลินถ้ากินแล้วดื่มน้ำน้อยหรือนอนทันที จะทำให้เกิดแผลในหลอดอาหารได้ อาจทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้ เพราะยาไปกระตุ้นหลอดอาหารทำให้เกิดการอักเสบขึ้น

สำหรับยาลดการอักเสบที่ใช้กันอยู่จะมี 2 กลุ่ม คือ  ยา กลุ่มแรกเป็นกลุ่มพวกยาแก้ปวด อยู่ในกลุ่มเดียวกับ พอนสแตน แต่มีการต้านการอักเสบร่วมด้วย ใช้รักษาสิวได้ แต่เป็นนอน-สเตอรอยดอล   อันที่ 2 ก็คือกลุ่มที่เรียกว่าสเตอรอยด์ ดอล ตัวสำคัญคือกลุ่มที่เป็นนอนสเตอรอยด์ดอล ซึ่งไม่มีฤทธิ์ของสเตอรอยด์ ส่วนใหญ่กินทันทีหรือหลังอาหารพวกนี้จะทำให้เกิดแผลในกระเพาะ ส่วนสเตอรอยด์ อาจจะใช้ช่วงสั้นๆ ในกรณีที่มีสิวอักเสบค่อนข้างเยอะ บางคนอาจมีโรคประจำตัวห้ามกินสเตอรอยด์เช่น โรคไวรัสในตับบี กินสเตอรอยด์เข้าไปแล้วทำให้โรคกำเริบก็ต้องระวัง มันอาจจะเป็นภัยเงียบที่ทีคนทั่วไปไม่ค่อยรู้ว่าต้องระมัดระวังอะไรบ้าง เพราะว่าแค่รักษาสิวอาจมีภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เราต้องบอกหมอนิดหนึ่งถ้าเราเป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี โรคอื่นอาจไม่สำคัญเท่า แต่ไวรัสในตับบีจะเจอได้ 10% ของประชากรคือ 10 คนเป็น 1 คน แล้วส่วนใหญ่เราคิดว่าเป็นพาหะด้วยซ้ำไป พวกนี้เป็นอยู่อาจจะไม่กำเริบ พอกินพวกสเตอเรอยด์เข้าไปโรคก็จะกำเริบขึ้น แล้วหมอที่ไม่ใช่หมอทางเดินอาหาร ก็จะไม่รู้ว่าสเตอรอยด์มีผลอะไรต่อโรคตับ แต่ว่าใช้ทาได้

คนที่ไม่รู้ตัวว่าเป็นไวรัสในตับหรือเปล่า จริงๆ เราอยู่ในวัยทำงานควรจะต้องตรวจ หรือถ้าคนในครอบครัวมีใครเป็นไวรัสในตับบี เคยมีประวัติดีซ่านในอดีต มีมะเร็งในตับ พวกนี้ควรจะต้องมาตรวจว่ามีไวรัสในตับบีหรือเปล่า เพราะส่วนใหญ่พวกนี้จะไม่มีอาการเลยจนต้องไปตรวจคัดกรอง จะรู้ก็ต่อเมื่อตรวจผลเลือดเท่านั้น หรือรู้ตอนที่เป็นโรคคือเป็นมะเร็งแล้ว ถึงรู้ว่าตัวเองเป็นไวรัสตับบีมาก่อน เหมือนกับ “ยอดรัก สลักใจ”

ยิ่งคนที่ซื้อยากินเองอันตรายมาก เพราะบางทีเภสัชก็ไม่รู้ ควรจะอ่านใบประกอบยานิดนึง แต่คนไทยน้อยมากที่จะอ่านใบประกอบเอกสารยา พวกอาหารเสริมก็ทำให้คนไข้ตับวายได้ เท่าที่หมอเจอมาคนที่กินติดต่อกันยาวนานควรจะต้องมาเจาะเลือดดูบ้าง เพราะเราไม่รู้หรอก บางทีอาจจะเป็นสาเหตุของตับอักเสบหรือตับแข็งได้ ยาทุกตัวทำงานที่ตับ แต่ไม่จำเป็นว่ายาทุกตัวมีปัญหาต่อตับ มันต้องเลือกว่าตัวไหนที่มีปัญหาต่อตับ ยาฆ่าเชื้อราก็มีปัญหาต่อตับ ต้องระวัง ยาพาราถ้ากินเกินขนาด กินเกิน 20-30 เม็ดต่อวัน พวกนี้ก็มีปัญหาต่อตับ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นยาชนิดไหน ปริมาณเท่าไร และมีโรคประจำตัวอะไรหรือไม่

ที่มา: แนวหน้า 22 กรกฎาคม  2555

.

Related Link:

.

เรื่อง “สิว..สิว”

อุปกรณ์ใหม่ ปิดรูรั่วผนังกั้นหัวใจได้ผลดี

นวัตกรรมทางการแพทย์ มักทำความหวังของผู้ป่วยที่อยากจะให้โรคที่เป็นอยู่หายหรือทุเลาลงนั้นเป็นจริงขึ้นมา โดยล่าสุด ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เผยอุปกรณ์ชิ้นใหม่ใช้ปิดรูรั่วผนังกั้นหัวใจห้องล่าง ซึ่งเป็นความสำเร็จที่ทีมแพทย์โรคหัวใจกับบริษัทผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ในไทยร่วมกันคิดค้นและพัฒนาจนประสบผลสำเร็จ

ก่อนรู้จักอุปกรณ์ รศ.นพ.พรเทพ เลิศทรัพย์เจริญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจเด็ก ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ เล่าถึงการมีรูรั่วที่ผนังกั้นหัวใจห้องล่าง ซึ่งเป็นต้นเหตุให้ต้องใช้อุปกรณ์ชิ้นดังกล่าวมารักษา โดยผลของรูรั่วดังกล่าวทำให้หัวใจห้องซ้ายต้องทำงานมากกว่าปกติ ร่วมกับมีเลือดผ่านไปยังปอดในปริมาณมากเกินไป อาการของโรคจะขึ้นอยู่กับขนาดของรูรั่ว ผู้ป่วยที่มีรูรั่วขนาดใหญ่จะมีอาการเหนื่อยง่าย หายใจเร็ว

หากผู้ป่วยมีรูรั่วที่ผนังกั้นหัวใจห้องล่างมาตั้งแต่กำเนิด จะเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุ 3-4 เดือน ส่วนผู้ที่เพิ่งมามีอาการตอนโต มักมาจากป่วยด้วยโรคหลอดเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจอุดตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย ซึ่งในบางรายกล้ามเนื้อบริเวณผนังกั้นหัวใจห้องล่างมีการเปื่อยยุ่ยและทะลุ เกิดเป็นรูรั่วที่ผนังกั้นหัวใจห้องล่าง ทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมและเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว

ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิดหรือเพิ่งเป็นตอนโต วิธีการรักษาที่เป็นมาตรฐาน คือ ผ่าตัดเปิดหน้าอกเพื่อเย็บปิดรูรั่วที่ผนังกั้นหัวใจ แต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีความเสี่ยงสูงต่อการผ่าตัด การใช้อุปกรณ์ใหม่จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง นอกจากจะไม่ต้องผ่าตัด เพราะการใส่อุปกรณ์ทำด้วยการสอดแล้วดันไปตามสายสวนหัวใจแล้ว วิธีนี้ยังทำให้แผลหายเร็ว พักฟื้นไม่นาน

คุณหมอพรเทพ กล่าวว่า แนวคิดนี้แพทย์และผู้ผลิตอุปกรณ์ในต่างประเทศเคยใช้ครั้งแรกเมื่อ 20 ปีก่อน อุปกรณ์จะดูคล้ายร่ม 2 คันประกบกัน แต่ในขณะนั้นตัววัสดุอุปกรณ์ที่ใช้มีปัญหาเลื่อนหลุด และมีสารละลายเข้าสู่กระแสเลือด แพทย์จึงล้มเลิกไป

กระทั่งเมื่อ 10-15 ปีที่ผ่านมา มีการนำลวดนิทินอล (nitinol) ซึ่งเป็นโลหะผสมระหว่างนิเกิลและไทเทเนียม ที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ ยืดหยุ่นสูง คืนสู่รูปร่างเดิมที่ถูกขึ้นรูปไว้ได้เองหลังเคลื่อนผ่านสายส่วนเข้าสู่ตำแหน่งรูรั่วแล้ว นอกจากนั้นยังมีการเคลือบผิวลวดนิทินอลนี้ด้วยทองคำขาวเพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อ ไม่ให้เกิดการละลายของโลหะสู่กระแสเลือด

ทางทีมแพทย์จุฬาฯ และผู้ร่วมผลิต จึงทำการคิดค้นและพัฒนาอุปกรณ์ปิดรูรั่วภายใต้แนวคิดที่ปรับปรุงแล้วตามรายละเอียดข้างต้น โดยทำให้อุปกรณ์ขึ้นรูปแล้วดูเหมือนจาน 2 ใบประกบกัน และมีเส้นใยสังเคราะห์วางอยู่ภายในเพื่อให้มีเกล็ดเลือดมาเกาะและช่วยปิดรูรั่วได้ดีขึ้น ทั้งยังสามารถรองรับแรงดันที่สูงของหัวใจได้ดี เกิดแรงกดบนเนื้อเยื่อรอบข้างน้อย

อุปกรณ์ที่คิดค้นขึ้นมาใหม่นี้ผ่านการทดลองใช้ปิดรูรั่วที่ผนังกั้นหัวใจห้องล่างในสัตว์ทดลองมาแล้ว พบว่าได้ผลดี จากนั้น ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลจุฬาฯ จึงนำมาใช้รักษาในคนไปแล้ว 16 ราย ในจำนวนนี้ 12 รายให้ผลดี และมีเพียง 4 รายเท่านั้นที่ต้องหันไปรับการรักษาด้วยการผ่าตัด.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์  26 กรกฎาคม 2555

ไม่ออกกำลังกายร้ายเหมือนสูบบุหรี่

วารสารแลนเซทลงพิมพ์ผลการศึกษาที่พบว่า ผู้ใหญ่ทั่วโลก 1 ใน 3 ไม่ออกกำลังกาย และการมีชีวิตแบบนั่ง ๆ นอน ๆ ทำให้มีคนเสียชีวิตปีละ 5 ล้านคน และว่าการออกกำลังกายไม่เพียงพอเป็นสาเหตุการเสียชีวิตกว่า 5.3 ล้านคน จากผู้เสียชีวิตทั้งหมด 57 ล้านคนทั่วโลกเมื่อปี 2551 การไม่ออกกำลังกายเป็นปัจจัยเสี่ยงเสียชีวิตพอ ๆ กับการสูบบุหรี่หรือโรคอ้วน  หากลดพฤติกรรมนั่ง ๆ นอน ๆ ลงได้ร้อยละ 10 จะช่วยให้คนเสียชีวิตน้อยลงถึง 500,000 คนในแต่ละปี วารสารแลนเซทเรียกร้องให้ทั่วโลกช่วยกันส่งเสริมให้คนออกกำลังกาย เช่น ปรับปรุงทางเท้าและทางจักรยานในเขตเมือง เพิ่มชั่วโมงพละศึกษาในโรงเรียน เพิ่มสถานที่ออกกำลังกายสาธารณะแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย

ที่มา: แนวหน้า 22 กรกฎาคม  2555

.

Related Link:

.

Effect of physical inactivity on major non-communicable diseases worldwide: an analysis of burden of disease and life expectancy

The Lancet, Volume 380, Issue 9838, Pages 219 – 229, 21 July 2012

Summary

Background

Strong evidence shows that physical inactivity increases the risk of many adverse health conditions, including major non-communicable diseases such as coronary heart disease, type 2 diabetes, and breast and colon cancers, and shortens life expectancy. Because much of the world’s population is inactive, this link presents a major public health issue. We aimed to quantify the effect of physical inactivity on these major non-communicable diseases by estimating how much disease could be averted if inactive people were to become active and to estimate gain in life expectancy at the population level.

Methods
For our analysis of burden of disease, we calculated population attributable fractions (PAFs) associated with physical inactivity using conservative assumptions for each of the major non-communicable diseases, by country, to estimate how much disease could be averted if physical inactivity were eliminated. We used life-table analysis to estimate gains in life expectancy of the population.

Findings
Worldwide, we estimate that physical inactivity causes 6% (ranging from 3·2% in southeast Asia to 7·8% in the eastern Mediterranean region) of the burden of disease from coronary heart disease, 7% (3·9—9·6) of type 2 diabetes, 10% (5·6—14·1) of breast cancer, and 10% (5·7—13·8) of colon cancer. Inactivity causes 9% (range 5·1—12·5) of premature mortality, or more than 5·3 million of the 57 million deaths that occurred worldwide in 2008. If inactivity were not eliminated, but decreased instead by 10% or 25%, more than 533 000 and more than 1·3 million deaths, respectively, could be averted every year. We estimated that elimination of physical inactivity would increase the life expectancy of the world’s population by 0·68 (range 0·41—0·95) years.

Interpretation
Physical inactivity has a major health effect worldwide. Decrease in or removal of this unhealthy behaviour could improve health substantially.

Funding
None.

.

 
Lack of Exercise as Deadly as Smoking, Study Finds
By ALICE PARK | @aliceparkny | July 18, 2012

When it comes to being couch potatoes, Americans aren’t alone. Physical inactivity has become a global pandemic, say researchers in a series of related papers  published in the journal Lancet. According to one of the reports, lack of exercise causes as many as 1 in 10 premature deaths around the world each year — roughly as many as smoking.

About 5.3 million of the 57 million deaths worldwide in 2008 could be attributed to inactivity, the new report estimates, largely due to four major diseases: heart disease, Type 2 diabetes, breast cancer and colon cancer. The study finds that if physical inactivity could be reduced by just 10%, it could avert some 533,000 deaths a year; if reduced by 25%, 1.3 million deaths could be prevented. Say we got everyone off the couch and eliminated inactivity altogether: the life expectancy of the world’s population would rise by about 0.68 years (more, if you discount those who were already active), comparable to the effect of doing away with smoking or obesity.

For the study, led by I-Min Lee in the division of preventive medicine at Brigham and Women’s Hospital, scientists calculated something called a population attributable fraction (PAF), a measure of the contribution of risk factors like physical inactivity to diseases such as heart disease or diabetes, and even risk of death. The PAF told researchers how many cases of disease could theoretically be prevented if the risk factor were eliminated — that is, if all inactive people in a population were to start exercising sufficiently.

Lee and his colleagues collected data on physical inactivity and outcomes of the four major diseases — heart disease, Type 2 diabetes, breast cancer and colon cancer — as well as rates for death from all causes. They then calculated PAFs for 123 countries. Overall, the estimates suggest that lack of exercise causes about 6% of heart disease, 7% of Type 2 diabetes, and 10% of breast and colon cancers worldwide.

Exercise has long been known to can lower risk factors like high blood pressure, high blood sugar and high cholesterol, which in turn reduces the risk of heart disease and diabetes. Physical activity also keeps heart vessels healthy and inhibits the formation of atherosclerotic plaques that can cause blood clots.

As for breast cancer, exercise may protect women by reducing fat — particularly dangerous belly fat, whose metabolic activity may trigger tumor growth in breast tissue. Colon cancer may work differently: researchers believe that exercise helps keep digestion regular and prevents potentially cancer-causing waste from encouraging abnormal growths in the colon.

Current guidelines recommend that people get about 150 minutes of moderate exercise a week — a half-hour of brisk walking five times a week would do it. But in another Lancet paper published in the series, Pedro Hallal of the Federal University of Pelotas, in Brazil, and his colleagues found that 31% of adults worldwide (1.5 billion people) and 4 out of 5 teens aren’t exercising enough to meet that standard and therefore putting themselves at risk for chronic disease.

The researchers analyzed self-reports of exercise among adults in 122 countries, representing 89% of the world’s population, and among teens in 105 countries. Rates of physical inactivity were higher in high-income countries than in low-income nations. The Americas were overall the most sedentary region — with 43% of the population not exercising enough — while rates of inactivity were lowest in southeast Asia (17%).

One key reason is that we rely too much on modern conveniences like cars to get around. In the U.S., for example, fewer than 4% of people walk to work and fewer than 2% bike to commute; compare that to about 20% of people who walk to work in China, Germany and Sweden, and the more than 20% who bike their commutes in China, Denmark and the Netherlands, WebMD reports. Add to that the inordinate time most of us spend sitting — at the office, in front of the computer or watching TV.

Hallal estimates that sedentary people have a 20% to 30% greater risk of heart disease and diabetes than regular exercisers. But despite the deadly effects of lack of exercise, Hallal says physical activity doesn’t get the same attention or funding as other health risk factors. “It gets underfunded and undervalued,” Hallal told the Los Angeles Times. “But it’s huge everywhere in the world.”

There was some encouraging news in the results as well: thanks to greater awareness about the importance of physical activity in improving health, about 31% of adults do report engaging in vigorous exercise three or more days a week.

Another paper in the Lancet series also examined what kinds of interventions might help people get active. Researchers analyzed 100 reviews of clinical and community-based efforts to encourage exercise and found some simple strategies that seemed to work: using signs to motivate people to use the stairs instead of the elevator, for instance, or offering free exercise classes in public places such as parks, especially geared toward women, lower-income folks and the elderly, groups who are less likely to get the recommended amount of exercise. Studies from the U.S., Australia, Belgium, Canada, England and Germany indicate that maintaining streets and improving lighting can boost activity levels by as much as 50%.

The authors of the study pointed to a particularly effective program called Ciclovía, which started in Bogotá, Columbia, and has spread to 100 other cities in the Americas. On Sunday mornings and public holidays, the program closes city streets to motorized vehicles, leaving roadways open for walkers, runners, skaters and bikers. Ciclovía attracts about a million people each week, the study notes, mostly people on lower incomes, and accounts for 14% of people’s weekly recommended exercise.

Commenting on the Lancet series, many experts agreed that physical activity should be a global priority, though some took issue with the comparison with smoking. In an interview with WebMD, Timothy Armstrong, coordinator of the surveillance and population-based prevention program for the World Health Organization, noted that if the authors of the first paper had calculated the effects of smoking the same way they had for inactivity, the death statistics wouldn’t be quite so similar. Further, as Dr. Claire Knight of Cancer Research U.K. told the BBC, even if smoking and inactivity kill the same number of people, far fewer people smoke than are sedentary, making tobacco more risky to the individual.

Nevertheless, no one disagrees that the world population as a whole must start exercising more — and soon. “This is a super, super analysis,” Dr. James Levine, professor of medicine at the Mayo Clinic, told WebMD regarding Lee’s paper in the Lancet. “We know that as soon as somebody gets out of their chair, their blood sugar improves, their blood cholesterol and triglycerides improve, and that’s very consistent. Every time you get up it gets better. Every time you sit down it gets worse.”

The message, he says, is simple — get moving.

 

Data from: healthland.time.com

ทำขาเทียมเลียนนกกระจอกเทศ

บรรดาสาวๆ ที่ชอบใส่ส้นสูงเดินเอาปลายเท้าลงและนกกระจอกเทศคงยังไม่รู้ตัวว่า นักวิทยาศาสตร์จากวิทยาลัย Royal Veterinary College ได้นำท่าทางการเดินบนส้นเข็มของคุณผู้หญิง และท่าย่างเดินของสัตว์สองเท้านี้ไปออกแบบขาเทียมให้ผู้พิการ จนได้ผลดีกว่าการเลียนแบบท่าเดินมนุษย์ที่ทิ้งน้ำหนักตัวบนส้นเท้าเสียอีก

จิม อัชเชอร์วูด นักวิจัยประจำวิทยาลัย Royal Veterinary College ในกรุงลอนดอน เปิดเผยว่า “ขณะนี้มีการพิสูจน์แล้วว่า การสร้างขาเทียมโดยเลียนแบบท่าเดินจากมนุษย์มากเกินไปอาจเป็นการตัดสินใจผิดพลาด” นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าขาเทียมที่ดีสุดสำหรับผู้พิการขาขาดเหนือเข่าขึ้นไป หรือหุ่นยนต์เสมือนมนุษย์ จะใช้กลไกไม่เหมือนท่าเดินมนุษย์เลย แต่ทำงานคล้ายขาของนกกระจอกเทศ ซึ่งตอนนี้ ออสการ์ พิสทอเรียส นักวิ่งชาวแอฟริกาใต้ผู้พิการขาขาดทั้ง 2 ข้างเป็นเจ้าของอยู่

อัชเชอร์วูดและทีมวิจัยพบว่า วิธีก้าวเดินของมนุษย์โดยทั่วไปจะเริ่มจากการทิ้งน้ำหนักตัวลงบนส้น แล้วก้าวไปข้างหน้าโดยส่งน้ำหนักจากปลายเท้า ซึ่งดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าที่ควร การย่างเท้าลักษณะนี้ของมนุษย์ถือว่าแปลกมากๆ เมื่อเทียบกับสัตว์สองเท้าชนิดอื่น อาทิ นกกระจอกเทศซึ่งไม่ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนส้นเลยเวลาเดิน แต่ใช้เอ็นที่ยึดตรึงตรงปลายเท้าซึ่งทำหน้าที่เหมือนสปริงส่งตัวไปข้างหน้า

อัชเชอร์วูดเสริมว่า “ถ้าคุณอยากทำขาเทียมดีๆ สักข้างโดยไม่สนความสวยงามของรูปลักษณ์ คุณควรจะติดตั้งมอเตอร์มันให้ด้วย ซึ่งควรจะอยู่สูงขึ้นไปเหนือข้อเท้ามากที่สุดเพราะทำให้ขาเทียมไม่หนักมาก และสามารถแกว่งขาไปมาได้สะดวก” งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Royal Society Interface ระบุว่า ขาเทียมที่มีการทำงานไม่เหมือนมนุษย์จะทำให้ผู้สวมใส่เดินได้ธรรมชาติกว่า เพราะกลไกในขาเทียมจะบังคับให้ผู้พิการก้าวเท้าเร็วกว่าปกติ ซึ่งส่งผลให้ระยะก้าวสั้นกว่าเดิมและเคลื่อนตัวได้ไวขึ้น.

ที่มา: ไทยโพสต์ 13 มิถุนายน 2555

.

Related link:

Why Wiggling in High Heels Could Help Improve Prosthetic Limbs and Robots

ScienceDaily (May 8, 2012) — People walking normally, or tottering in high heels, and ostriches strutting — they all exert the same forces on the ground despite their very differently shaped feet, according to research funded by the Wellcome Trust and the Biotechnology and Biological Sciences Research Council. The finding suggests that prosthetic lower limbs and robots’ legs could be made more efficient by making them less human-like and more like the prosthetics used by ‘Blade Runner’ Oscar Pistorius.

Walking involves a repeated process referred to by scientists as ‘crash, vault, push’ — landing (‘crashing’) on the heel, vaulting over the stationary leg and then pushing off with the toes. This is the most economical way of walking and, as research published May 8 in the Journal of the Royal Society Interface shows, the force exerted on the ground is the same for people walking normally or in high heels and for ostriches.

Dr Tatjana Hubel from the Royal Veterinary College explains: “Despite vastly differing arrangements of joints and hip wiggles, humans walking normally, women in extremely high heels and ostriches all produce strikingly similar forces when walking. This is the most mechanically economical way of walking.

“We do everything we can to make the forces follow the same pattern, which is why — for example — women wiggle their bottoms when they are in high heels. The question for us is, why is the human foot shaped the way that it is and not, say, like an ostrich’s?”

When scientists model how the leg moves, they tend to simplify the movement and view the leg as a stick with a block on top (the body), which moves in an inverted pendulum motion. In this simplified model, the shape of the human foot does not make sense.

In reality, however, the human leg is more complicated than this; it contains muscles that probably evolved out of a tension between being optimised for walking and being more efficient at running. Because humans are intelligent and can plan and use tools, being able to move quickly to catch prey or evade a predator is not essential.

The shape of the human foot means that when the foot is flat on the ground, all the force goes through the ankles, allowing the muscles to support the weight of the body while being largely unloaded during the ‘vault’ stage. When muscles bear a load, they get tired easily, even if they are doing no work. For example, if we hold our arms outstretched, after a few minutes they will grow tired; by comparison, a JCB digger can extend its arm indefinitely.

The researchers believe this finding might have implications for the design of better prosthetic limbs for above-knee amputees and for the legs of humanoid robots. These might be improved by bearing more resemblance to an ostrich leg than that of a human.

Dr Jim Usherwood, a Wellcome Trust Senior Research Fellow at the Royal Veterinary College, explains: “If you want to make a good prosthetic foot but don’t care what it looks like, you should put the motor — in this case, the ankle — as far up the leg as possible, where it can provide the power without making the feet heavy and hard to swing backwards and forwards. There’s no point in putting the motor at the end of the foot, where it makes the leg more difficult to swing forwards — important in both walking and running.

“Some clever prosthetics copy the ankle and are very human-like, which is fine for prosthetics to replace the foot, but for above-knee amputees, a typical prosthetic leg that is very human-like is heavy and hard to move around. It’s much better to have an ostrich foot at the end of a very lightweight leg.”

One example of this kind of prosthetic already in use is the blades used by Paralympic athlete Oscar Pistorius — the ‘Blade Runner’. These blades are light, springy and without a heel, similar to an ostrich’s legs, which are optimised for running from predators rather than for walking.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byWellcome Trust.

Journal Reference:

  1. T. Y. Hubel, N. I. Hristov, S. M. Swartz, K. S. Breuer.Changes in kinematics and aerodynamics over a range of speeds in Tadarida brasiliensis, the Brazilian free-tailed batJournal of The Royal Society Interface, 2012; 9 (71): 1120 DOI: 10.1098/rsif.2011.0838

Data from: sciencedaily.com