มะกันวิจัยเจอต้นเหตุทำวัยรุ่นมั่วเซ็กซ์

ปัญหาการมีเซ็กซ์ก่อนวัยอันควร และปัญหาการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย จนเสี่ยงติดโรคทางเพศสัมพันธ์ ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงก็เสี่ยงตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจไปอีกข้อ สิ่งเหล่านี้ไม่มีพ่อแม่ ผู้ปกครองคนไหนอยากให้เกิดขึ้นกับลูกหลาน แต่เคยสงสัยไหมว่า ทั้งๆ ที่เราเลี้ยงดูเอาใจใส่ใกล้ชิด เหตุใดปัญหาดังกล่าวยังเกิดขึ้นได้อีก

นักวิจัยชาวมะกัน รอสส์ โอฮารา จากมหาวิทยาลัยมิสซูรี อาจมีคำตอบให้จากงานวิจัยที่ระบุว่า ฉากเซ็กซ์ในหนังมีผลต่อพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่น โดยโอฮาราได้วิเคราะห์หนังทำเงินหลายร้อยเรื่องดังที่ออกฉายช่วง ค.ศ.1998-2004 ซึ่งมีฉากเซ็กซ์ เนื้อหาเกี่ยวข้องเรื่องทางเพศ พร้อมกับสอบถามความเห็นจากกลุ่มตัวอย่างราว 1,200 ราย อายุ 12-14 ปี เกี่ยวกับหนังที่ได้ดู

การสอบถาม ทำให้ผู้วิจัยพบว่า หนังที่มีเนื้อหาทางเพศ ฉากเลิฟซีน ทำให้วัยรุ่น หรือเด็กๆ ที่ได้ดูต้องการแสวงหาความรู้สึกเหล่านั้นบ้าง อีกนัยหนึ่งคือ อยากรู้ อยากลอง อยากเลียนแบบ ดังนั้นเมื่อพวกเขามีโอกาสจึงมักลองมีเซ็กซ์

นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังชี้ว่า วัยรุ่นเรียนรู้พฤติกรรมที่เฉพาะเจาะจงจากฉากเซ็กซ์ในหนัง ซ้ำร้ายบางคนยังมีเซ็กซ์ตามฉากรักที่ได้เห็นจากหนัง แถมยังรับด้วยว่า เป็นวัยรุ่นที่ผ่านประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์มาแล้ว บางรายเคยมีคู่นอนมากกว่าหนึ่ง และไม่ค่อยใช้ถุงยางอนามัย

จากการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยจึงมีคำแนะนำไปยังพ่อแม่ ผู้ปกครองว่า ไม่ควรให้เด็กดูหนังที่มีเนื้อหาทางเพศ หรือมีฉากเลิฟซีน เพราะอาจนำมาซึ่งพฤติกรรมเลียนแบบในไม่ช้า.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

.

Related Link:

.

Children exposed to sex scenes in movies ‘will be more promiscuous and have more sexual partners’

  • Teenagers who watch movie sex scenes are sexually active younger and don’t use condoms
  • Sexual content makes them more prone to take risks
  • Children aged 12 to 14 were studied and their sexual behaviour was reviewed six years later
  • 84 per cent of movies contain sexual content
  • Parents need to restrict young children’s viewing

By ALEX WARD

PUBLISHED: 09:38 GMT, 18 July 2012 | UPDATED: 11:45 GMT, 18 July 2012

Watching sex scenes in movies can make children more sexually active from a younger age, research suggests.

Whether it’s Leonardo Dicaprio and Kate Winslet making love on the Titanic or Robert Pattinson and Kristen Stewart cuddling in bed on their vampire honeymoon in The Twilight Saga: Breaking Dawn, teenagers watching sex scenes have an increased curiosity for sex.

Watching sex on screen could lead to teenagers having more sex with more partners and without using condoms, researcher Ross O’Hara from the University of Missouri said.

The scenes can ‘fundamentally influence a teenager’s personality’ and make them more prone to take risks he said.

Dr O’Hara said: ‘Adolescents who are exposed to more sexual content in movies start having sex at younger ages, have more sexual partners and are less likely to use condoms with casual sexual partners.

While there’s been much research into the influence of drinking and smoking in movies, sex scenes has been overlooked.

Dr O’Hara said: ‘Much research has shown that adolescents’ sexual attitudes and behaviours are influenced by media.

‘But the role of movies has been somewhat neglected, despite other findings that movies are more influential than TV or music.’

Psychologists studied children aged 12 to 14 and then reviewed their sexual behaviour six years on.

The research, published in Psychological Science, followed 1,228 children over the six year period.

Dr O’Hara said adolescents often have a predisposition for ‘sensation seeking’ behaviour, which peaks between the ages of ten and 15, and leads to a tendency to seek more novel and intense stimulation of all kinds.

His team found that greater exposure to sexual content in movies at a young age actually led to a higher peak in sensation seeking during adolescence.

The sensation seeking behaviour could last well into the late teens and early twenties if young people were exposed to movie sex scenes Dr O’Hara said.

He said: ‘These movies appear to fundamentally influence their personality through changes in sensation seeking, which has far reaching implications for all of their risk taking behaviours.’

Teenagers could also learn ‘sexual scripts’ from the films, using them as examples of how to behave when confronted with complex emotional situations.

Given that for 57 per cent of American adolescents between the ages of 14 and 16, the media is their greatest source of sexual information, they often don’t differentiate between what they see on the screen and what they must confront in daily life, Dr O’Hara said.

The researchers also looked at 684 high grossing films and analysed them for sexual content, such as heavy kissing or actual sex.

Most of the recent films did not portray safe sex, with little mention of using contraception.

Each teenager identified which movies they had seen from a list of 50, randomly selected.

Six years later the teenagers were surveyed to find out how old they were when they became sexually active and how risky their sexual behaviour might have been.

They were also asked if they used condoms consistently and whether they had multiple sexual partners.

The findings revealed the link between exposure to sex on screen and sexual behaviour.

Dr O’Hara said: ‘This study, and its confluence with other work, strongly suggests that parents need to restrict their children from seeing sexual content in movies at young ages.’

Data from: dailymail.co.uk

เจ็ดโรคหลักที่มักทำแก่ (เร็ว) โดย นพ. กฤษดา ศิรามพุช

เลขเจ็ดเป็นตัวเลขสำคัญที่เด่นมากในประวัติศาสตร์โลก ลองดูอย่าง สัปดาห์หนึ่งมีเจ็ดวัน พระเจดีย์ในวัดมีเจ็ดยอด และยังมีอีกหลายต่อหลายเรื่องที่เข้าด้วย “เจ็ด” รวมถึงโรคภัยไข้เจ็ด เอ๊ย..เจ็บ

ฟังดูก็น่าคิดอยู่ไม่น้อยเพราะทุกวันนี้รอบข้างกายก็มีอันตรายทำลายสุขภาพเยอะพออยู่แล้ว มารู้ทันโรคแล้ว จะได้แก้ก่อนดีกว่าครับ

1. ไทรอยด์ขี้เกียจ การที่ต่อมนี้ทำงานด้อยลง ทำให้มีอาการแก่โดยเฉพาะ รับประทานน้อยน้ำหนักขึ้นง่าย เหนื่อยง่าย ง่วงเก่ง อารมณ์หงุดหงิด ประจำเดือนผิดปกติ ท้องอืดน่ารำคาญ รวมความแล้ว “อาการหมดไฟ” ที่เกิดขึ้นสามารถถูกเลียนแบบได้จากไทรอยด์ที่ขี้เกียจทำงานได้สบายๆ ครับ

2. ไทรอยด์เป็นพิษ ในทางตรงข้ามถ้าถามว่าไทรอยด์ทำงานดีเกินไปล่ะเป็นอย่างไร ก็บอกได้เลยว่าทำให้แก่ได้ไม่แพ้กันครับเป็นอาการแก่แบบโทรมมะนัง ตัวผอมแกร็น ตาโปนหงุดหงิดง่าย ใจสั่น น้ำหนักลด นี่ยังเบาะๆ เมื่อเทียบกับว่าทำให้หัวใจวายได้

3. ความดันโลหิตสูง ดูเป็นโรคขำๆ ตามวัยไม่น่ากลัวเหมือนมะเร็งนะครับ แต่ขอบอกว่า “น่ากลัวได้โล่” อย่างแรงครับ เพราะความดันที่สูงจะค่อยทำให้อวัยวะสำคัญเสื่อมง่อยไปอย่างไม่รู้ตัว หลอดเลือดสมองก็แย่ หัวใจก็โตแผ่ออกไป เกิดความตายปุบปับจากอัมพาตและหัวใจวายได้ง่ายๆ

4. เบาหวาน อาการสำคัญที่มักผุดขึ้นในหัว คือ ปัสสาวะออกมาแล้วมีมดตอม เป็นคนรูปร่างเจ้าเนื้อ ทั้งที่จริงแล้วเบาหวานทำให้เกิดอาการ “ผอมโทรม” ในผิวหนังบางส่วนเปื่อยเน่าง่าย กลายเป็นคนไม่ครบไปโดยเฉพาะตรงนิ้วมือนิ้วเท้าที่เป็นเป้านิ่งถูกเบาหวานกัดกิน ท่านที่ชินกับอาการเบาหวานขออย่าลืมตรวจ “ตา” กับ “ไต” ด้วย การช่วยรับประทานยาให้ครบเป็นทางป้องกันแก่ที่ดีสุดครับ

5. ภูมิแพ้ แค่จามฟุดฟิดหรือชีวิตติดผื่นแดงหน่อยๆ จะเป็นอะไรมาก หากคิดถึงภูมิแพ้แต่เพียงน้อยมันก็มักจะไม่หายสักทีครับ เพราะมันเป็นโรคระดับ “ทั้งตัว” น่ากลัวไม่แพ้โรคอื่นๆ ที่อัพสเกลเข้าไปทำลายระบบต่างๆ ของร่างกาย ยกตัวอย่างง่าย จมูกที่อักเสบบ่อยก็นำไปสู่ไซนัสอักเสบเรื้อรังนั่งปวดหัว และผิวที่บางจากสเตียรอยด์ทาผิวก็ทำให้ดูแก่ก่อนวัยได้ครับ

6. โรคตับ ใครจะว่าใครจนปวดตับ แต่ความลับของตับก็คือมันสำคัญมากพอกับสมองและหัวใจที่เต้นกระดุ๊บอยู่ในอกครับ คนเราที่พกตับมาครบตั้งแต่เกิดเมื่อผ่านเวลานานไปอาจมี “ตับโต” ได้ในกรณีของติดเชื้อไวรัส ไขมันจุกตับ ตับแข็งหรือมีก้อนเนื้อมะเร็งงอกขึ้น เพราะตับเป็นส่วนช่วยจับสารพิษ ชีวิตที่ตับไม่ปลื้มนั้นเป็นชีวิตที่สะสมพิษอย่างแน่แท้ ความแก่ก็จะมาเยือนอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งตัวผอม ท้องมาน มีอาการผิวเหลืองตาเหลืองแบบดีซ่าน ดูผ่านๆ ก็มากกว่าวัยแล้ว

7. โรคหัวใจ อย่างสุดท้ายเพราะใครๆ ก็มักทราบกันดีจึงมีวิธีป้องกันอยู่เยอะ แต่ก็ประมาทไม่ได้เลยครับเพราะอาการ “ดับ” ของหัวใจจะมาเยือนได้แบบไม่ตั้งตัว สัญญาณโรคหัวใจกับสัญญาณแก่ใกล้กันมากครับ เหนื่อยง่าย หน้ามืด เจ็บอก น้ำหนักตัวลด ขาบวมน้ำ ย้ำว่าท่านที่มีอาการเข้าวัยทองต้องตรวจไว้ก่อนอย่านอนใจว่าเป็นความแก่ตามวัยครับ

ความปรารถนาแรกของการนำโรคทั้งเจ็ดมาเล่าให้ท่านฟังก็เนื่องมาจากการไปบรรยายตามที่ต่างๆ แล้วมีผู้ใหญ่หลายท่านกรุณาถามว่าอาการเหน็ดเหนื่อยหมดไฟหัวใจเฉาทั้งหลายนี่มันคืออาการแก่ใช่ไหม ก็เลยให้วิสัชนาท่านไปด้วยความห่วงใยว่า “ไม่เสมอไป” ครับ

ถ้ายังไม่ได้ตรวจโรคต่างๆ ที่ว่ามาทั้งเจ็ดนี้ ที่ผมพบบ่อยเวลาตรวจคนไข้คือเรื่อง “ไทรอยด์ขี้เกียจ (Low function thyroid, Hypothyroid)” คือ ไทรอยด์ทำงานน้อยก็ทำให้มีอาการไม่สดชื่นเงื่องหงอยไม่สบายตัวได้

ต่อไปให้รู้ว่า “อย่าเชื่ออาการแก่” เสมอไปครับ

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 19 สิงหาคม 2555

หลากเรื่องราว “โรคหัวใจ”ที่ใคร ๆไม่พูดถึง (เพศสัมพันธ์)

ฉบับนี้ผมขอหยิบยกเรื่องโรคภัยไข้เจ็บที่ได้รับการกล่าวถึงเป็นอันดับต้น ๆ ในสื่อต่าง ๆ ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร กลับมาพูดคุยกันอีกครั้ง นั่นคือ “โรคหัวใจ” นอกจากทบทวนประเด็นสำคัญจะขอกล่าวถึงประเด็นที่ไม่ค่อยมีผู้กล่าวถึง แต่จะมีผู้สอบถามมากโดยอ้างอิงสอบถามมาจากนักวิชาการโรคหัวใจหลาย ๆ ท่าน

จากผลการสำรวจสาเหตุการเสียชีวิตทั้งในประเทศไทย ประเทศแถบตะวันตก และในสหรัฐอเมริกา พบตรงกันว่า “โรคหัวใจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต อยู่อันดับที่ 1 ใน 3 เสมอ” และเป็นเรื่องน่าตกใจเมื่อมีข้อมูลว่า 62% ของผู้ชาย และ 46% ในผู้หญิง มาโรงพยาบาลครั้งแรกด้วยอาการหลอดเลือดหัวใจตีบฉับพลัน โดยไม่มีอาการเตือนมาก่อน หรือบางครั้งเมื่อตรวจหาภาวะเสี่ยงของโรคหัวใจ แล้วกลับพบว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจน้อยมาก ดังนั้นการซักประวัติเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เพื่อนำไปประกอบการวินิจฉัยให้แม่นยำและเป็นประโยชน์ในการรักษา ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเลือกทำเฉพาะการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยเท่านั้น เช่น การทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย, การใช้คลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ, การตรวจหลอดเลือดหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง และการตรวจสวนหัวใจและฉีดสารทึบรังสีดูหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น การรั้งรอจนกระทั่งมีอาการเหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ใจสั่น อาจสายเกินไปสำหรับโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โดยเฉพาะอาจเกิดขึ้นระหว่างมีเพศสัมพันธ์ การตรวจเหล่านี้เป็นการตรวจเชิงลึกจึงควรใช้ผู้เชี่ยวชาญ (Specialist) จะปลอดภัยและได้ผลดี

สำหรับเรื่องโรคหัวใจนี้ สิ่งที่ผมมองว่าคนพูดถึงและให้ความสำคัญกันน้อย ก็คือ “ความสัมพันธ์ระหว่างโรคหัวใจและโรคเบาหวาน” เนื่องจากเมื่อเป็นโรคเบาหวาน ส่งผลให้หลอดเลือดตีบตัน ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกายได้เป็นปกติ โดยเฉพาะที่ปลายเท้า ผู้ป่วยก็มีโอกาสจะเป็นโรคหัวใจได้สูง เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นเบาหวานต้องไม่ละเลยการดูแลเท้า เพราะถ้าคนที่หัวใจแข็งแรงน้อยและมีเบาหวานอยู่ด้วย พอเท้าขาดเลือดขึ้นมาและเกิดแผลที่เท้าจะเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งวิธีการรักษาก็มี 2 ทางคือ รักษาแผลที่เท้าโดยการใส่สายสวนเข้าไปขยายหลอดเลือดที่เท้า หรืออาจถึงขั้นต้องตัดเท้าทิ้งเพราะเท้าเน่า ซึ่งในผู้ป่วยโรคหัวใจไม่สามารถทำการตัดเท้าทิ้งได้ ก็ต้องทนอยู่กับเท้าเน่า ๆ ไปตลอดชีวิต ในผู้ป่วยกลุ่มนี้หากเลือดไปเลี้ยงส่วนล่างของร่างกายน้อย เช่น ขาและอุ้งเชิงกราน มักจะมีความเกี่ยวพันธ์กับสมรรถภาพทางเพศด้วย หรือหลายท่านก็อาจมีปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศอยู่ด้วยหรือไม่?

เรื่องการดูแลเท้านี้ นักวิชาการขอเน้นในคุณสุภาพสตรี เพราะบางคนเป็นเบาหวาน หลอดเลือดไม่ดี และมีโรคหัวใจร่วมด้วย แต่ยังรักสวยรักงาม ใส่รองเท้าชนิดที่มันทันสมัย ทั้งบีบทั้งกัด (แต่ก็ยังอดทน) จนกลายเป็นแผลที่เท้าซึ่งรักษาไม่หาย และยังลามไปเรื่อย ๆ มักจะถามคำถามเดียวกันว่า “พอเท้าเน่าแบบนี้แล้วมันจะสวยไหมเนี่ย???”

และอีกหนึ่งเรื่องที่อยู่ในความสนใจของผู้ป่วยโรคหัวใจก็คือ “เพศสัมพันธ์ในผู้ป่วยโรคหัวใจ” ซึ่งหลายท่านสงสัยว่า คนเป็นโรคหัวใจสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้หรือไม่ หรือการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยในผู้ป่วยโรคหัวใจ คือแบบใด?

สิ่งแรกที่พึงปฏิบัติก็คือ ควรงดการมีเพศสัมพันธ์หลังได้รับการผ่าตัดหัวใจ 2 สัปดาห์ หลังจากนั้น ถ้าสภาพร่างกายโดยทั่วไปปกติดี หรือผู้ป่วยทำกิจวัตรประจำวันได้ สามารถเดินขึ้นบันได 2 ชั้น หรือเดินได้ 1 กิโลเมตรใน 10 นาที โดยไม่มีอาการผิดปกติ ก็สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างปลอดภัยครับ

แต่เหนือสิ่งอื่นใด การทำให้หัวใจไม่ทำงานหนักจนเกินไป ขณะมีเพศสัมพันธ์ นักวิชาการมีข้อแนะนำควรปฏิบัติมาแนะนำดังนี้ครับ

1. มีเพศสัมพันธ์กับคู่ครองคนเดิม เพราะจากการเก็บสถิติอัตราการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นขณะมีเพศสัมพันธ์ของผู้ป่วยโรคหัวใจ พบว่าส่วนใหญ่เกิดในกรณีที่ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กับคู่เดิม และยังพบอีกว่าการเต้นของหัวใจและค่าความดันโลหิตจะเพิ่มขึ้น สถิติทั่วไปแสดงว่าความตื่นเต้น ตื่นตัว จะเป็นไปในระดับปกติพอรับได้

2. ท่าที่ใช้ในการมีเพศสัมพันธ์ ควรเริ่มต้นแบบค่อยเป็นค่อยไป มีการเล้าโลมก่อนทุกครั้ง ไม่ควรเป็นท่าที่โลดโผน หรือผิดแผกแปลกไปจากที่เคยปฏิบัติ ควรหลีกเลี่ยงท่าที่ทำให้เกิดแรงกดทับต่อกระดูกและแขนขาส่วนบน ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักเพราะจะทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดปกติได้

3. เวลาที่ดีที่สุดของการมีเพศสัมพันธ์ ได้แก่ ช่วงเช้าหลังตื่นนอน หรือช่วงบ่ายหลังจากได้นอนพักสักครู่

สิ่งสำคัญยิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงก็คือ การมีเพศสัมพันธ์ทันทีหลังการรับประทานอาหารมื้อหนัก รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ในขณะที่มีภาวะเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ หรือมีอาการมึนเมาจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในอากาศที่ร้อนหรือหนาวจนเกินไปอีกด้วย

ได้ฟังข้อควรปฏิบัติและข้อควรหลีกเลี่ยงข้างต้นที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว ก็อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะทั้งหมดนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานทางวิชาการอ้างอิงและเป็นหลักทั่วไปที่ใช้กันทั่วโลก

นอกจากนี้ในขณะมีเพศสัมพันธ์ ผู้ป่วยโรคหัวใจอาจมีอาการผิดปกติต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ ซึ่งควรรีบไปปรึกษาแพทย์ เพราะสามารถใช้ยาเพื่อป้องกันหรือรักษาอาการที่เกิดขึ้นได้ โดยอาการผิดปกติที่ควรรีบมาปรึกษาแพทย์ คือ การที่หัวใจเต้นแรงและเร็วผิดปกติ ที่ยังคงอยู่หลังมีเพศสัมพันธ์เสร็จสิ้นแล้ว 10–15 นาที, อาการเวียนศีรษะ มึนงง, เหนื่อยผิดปกติ และจังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติและมีอาการเจ็บหน้าอก เป็นต้น แม้อาการเหล่านี้จะหายไปก็ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อขอคำแนะนำการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง หรือปรับปรุงการรักษาต่อไป

และเช่นเดียวกับโรคทุกโรค ที่การออกกำลังกายเป็นพื้นฐานสำคัญยิ่งของการดูแลรักษาสุขภาพ...ในผู้ป่วยโรคหัวใจ การออกกำลังกายเป้าหมายก็คือเพื่อลดการดำเนินของโรคและยืดอายุผู้ป่วย รวมทั้งเพื่อรักษาสุขภาพให้กลับมาแข็งแรงใกล้เคียงกับก่อนที่จะเป็นโรคหัวใจ ซึ่งการออกกำลังกายควรอยู่ในระดับปานกลาง เช่น เต้นแอโรบิก, ขี่จักรยาน, เดินเร็ว และว่ายน้ำ เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้ว ก็ยังจะช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกายให้ดีขึ้น จะสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ดีขึ้น บ่อยขึ้น รวมทั้งอาการผิดปกติที่เคยเกิดขึ้นระหว่างมีเพศสัมพันธ์ก็จะลดลงด้วย

สำหรับท่านที่รู้ตัวว่าป่วยด้วยโรคหัวใจใด ๆ ก็ตาม เน้นเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดโดยเฉพาะ ทันทีที่ทราบว่าเป็นโรคนี้ ท่านก็อาจใช้แนวปฏิบัติเดียวกันนี้ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด ควรเปิดอก เปิดใจ คุยกับแพทย์หัวใจประจำตัวท่านเสียเลย เพื่อปฏิบัติให้เหมาะสมกับสภาพของหัวใจ และความสุขของชีวิตท่าน ภรรยาของท่านและครอบครัว.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา: เดลินิวส์ 19 สิงหาคม 2555

เมื่อต้องถูกผ่าตัดในต่างแดนจะทำอย่างไรดี

เรื่องเจ็บป่วยดูเป็นของธรรมดาสำหรับมนุษย์เรา ในชีวิตประจำวันอาจพบได้หลากหลาย นับตั้งแต่อุบัติเหตุบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงมาก การเจ็บป่วยทั่วไปก็เช่นเดียวกัน จากน้อยไปมาก มีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ เกิดขึ้นมาถือเป็นเรื่องปกติ เล็กน้อยก็แก้กันเองไป มากขึ้นก็ไปหาแพทย์หรือโรงพยาบาล แพทย์ก็ดำเนินการให้ต่อไป

หากอยู่ในต่างประเทศ คงไม่ง่ายเหมือนที่เราคิดแบบนี้ ชีวิตที่เราไปอยู่อาจเป็นหลายแบบ ไปเรียนหนังสือ ไปท่องเที่ยว ไปทำงาน ติดตามเขาไป เวลาไม่เจ็บป่วยก็ใช้ชีวิตเป็นปกติดี หากเจ็บป่วยขึ้นมา เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็คงเอายาที่ติดตัวมากิน คนเดินทางมักจะมียาประจำตัว ยารักษาโรคง่าย ๆ เวียนหัว เมารถ-เรือ ปวดศีรษะ ท้องเสีย บาดแผล พลาสเตอร์ ทิงเจอร์ไอโอดีน ยาหวัด ยาฆ่าเชื้อ ฯลฯ

หากโรครุนแรงขึ้น ถึงจะต้องอยู่โรงพยาบาล เช่น ท้องเดินมาก เวียนหัว ใจสั่น เป็นลม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ โรคหัวใจกำเริบ ปวดท้องมาก ปัสสาวะไม่ออก เจ็บท้องคลอด การไปอยู่โรงพยาบาลจะไปที่ไหนดี เรื่องค่าใช้จ่าย มามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เพราะค่าใช้จ่ายสูง ส่วนใหญ่มักจะมีการประกันกันมาทั้งสิ้น เรื่องภาษา ทุกแห่งอาจไม่พูดภาษาอังกฤษได้หมด เราเองบางทีอาจพูดไม่สันทัด ผู้นำไปคงจัดการให้ได้หมด หากการเจ็บป่วยเป็นเพียงระยะสั้น ๆ

โรคที่ต้องอยู่โรงพยาบาลหลายวัน มีหลายโรคที่อยู่บ้านเราก็สบายดี แต่ไม่รู้ว่าวันใดวันหนึ่งอาจเกิดขึ้นได้ ผู้สูงอายุอาจหัวใจขาดเลือด อุบัติเหตุบาดเจ็บทำให้กระดูกหัก โรคไส้ติ่งอักเสบ นิ่วในถุงน้ำดีปกติไม่เป็นอะไร แต่เกิดไปอุดท่อน้ำดีทำให้ปวดมาก เหตุการณ์เหล่านี้คงต้องไปอยู่โรงพยาบาลแน่นอน

โรงพยาบาลในต่างแดน หากเป็นมาตรฐาน มีเครื่องมือและแพทย์พร้อมคงไม่มีปัญหา บางแห่งอาจไม่พร้อม ให้การดูแลขั้นแรกให้มาก่อน แล้วมารักษาต่อกันต่อไปก็ยังพอไหว หรือบางแห่งที่ไม่ค่อยพร้อม ไม่ค่อยเก่ง ก็จะสร้างปัญหาให้เราเพิ่มขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นไปอีก เป็นเรื่องที่ต้องคิดเหมือนกันว่าถ้าเรามีทางเลือกและจำเป็นก็ควรจะเลือกสถานที่รักษาที่เรามั่นใจที่สุด

คนไข้คนไทย อายุ 37 ปี ไปทำงานในทวีปยุโรปตะวันตก ซึ่งปกติจะต้องอยู่นานถึง 4 ปี จึงจะถึงคราวย้าย ปกติสุขภาพดี วันหนึ่งเกิดปวดท้องน้อยด้านขวาขึ้นมา ตามความรู้ที่เคยอยู่เมืองไทย ก็สงสัยไส้ติ่งอักเสบ คำถามในใจว่าจะไปรักษาที่ไหนดี เริ่มแรกไปคลินิกเอกชนก่อนเพราะคงจะสะดวกรู้เรื่องเร็วว่าจะป่วยเป็นอะไร ไปให้ตรวจตอนเช้า เพียงตรวจและเจาะเลือด ใช้เวลารอราว 5 ชั่วโมง วินิจฉัยว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบ ส่งต่อ รพ.เอกชนคิดว่า รพ.เอกชนจะสะดวกและเร็วกว่าทางภาครัฐ

ทางโรงพยาบาลได้อัลตราซาวด์ รอราว 3 ชม. ส่งห้องผ่าตัด แพทย์ผ่าตัดไส้ติ่งออกแล้วพักอยู่ในโรงพยาบาล การผ่าตัดใช้เจาะรูเข้าทางหน้าท้องราว 4 รู (Laparoscope) หลังผ่าตัด 4 วัน ปวดท้อง ท้องอืด พบว่าลำไส้ไม่ทำงาน CT Scan พบมีน้ำในช่องท้อง เข้าใจว่าเป็นหนอง ใส่สายยางทางจมูกเพื่อดูดลมในท้องและใส่สายยางคาท่อปัสสาวะไว้ตลอด 8 วัน และได้ผ่าตัดอีกเป็นครั้งที่สอง ครั้งนี้ผ่าเป็นแผลยาวบริเวณท้องน้อยด้านขวา เหมือนแพทย์ผ่าไส้ติ่งทั่วไปแต่ยาวมากร่วม 5 นิ้ว

หลังผ่าตัดครั้งที่ 2 อาการก็ไม่ค่อยดีขึ้น ได้ถูกนำไปเจาะหลัง (Epidural Block) ไม่รู้ว่าจุดประสงค์เพื่ออะไร อยู่ไอซียู 7 วัน รวมเวลาเรื่องผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบอยู่ในโรงพยาบาล 20 วัน อยู่ไอซียู รพ.เอกชน 7 วัน อยู่ รพ.รัฐ 7 วัน CT Scan 3 ครั้ง ฉีดยากันเลือดแข็งตัวทุกวัน 24 วัน รวมค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากต้นสังกัด 700,000 บาท

ก่อนออกจากโรงพยาบาลซึ่งอยู่มา 20 วัน อุจจาระเป็นเลือดทุกวันมา 7 วัน พอค่อยเดินได้รีบขอบินกลับไทยทันที เกรงจะถูกผ่าตัดอีก มาตรวจส่องกล้องทางก้น (Colonoscope) ที่ รพ.ราชวิถีไม่พบอะไร สงสัยจากฉีดยากันเลือดแข็งตัวมากไป เลือดเลยซึมออกทางเส้นเลือด คนไทยเป็นโรคนี้น้อย ทางตะวันตกเป็นมาก เขาจึงฉีดกันให้ไว้ก่อน

ขณะนี้ 1 เดือนแล้วอาการค่อยฟื้นใกล้จะเป็นปกติ จะต้องกลับไปทำงานต่อที่เดิมอีก 1 ปี คงจะเป็นบทเรียนอย่างดีว่า หากป่วยอีกครั้งต่อไปจะทำอย่างไรดี

การเจ็บป่วยต่างแดนเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่ง ทั้งเสียเวลา การงาน และการเงิน และความห่วงใยของคนทางบ้าน จึงควรไม่ประมาท พยายามรักษาสุขภาพของร่างกายให้ดีไว้ จะได้ใช้ชีวิตต่างแดนอย่างมีความสุข.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi.gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 19 สิงหาคม 2555

อวัยวะเพศหัก

อวัยวะเพศชายไม่มีกระดูกก็จริง แต่เวลาที่มันแข็งปั๋ง ถ้าไปมีเซ็กซ์แบบรุนแรง ทิ่มแทงไม่ระมัดระวัง อาจพลาดพลั้งหักได้เหมือนกัน

ศ.นพ.วชิร คชการ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ แพทย์สาขาศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า อวัยวะเพศชายเป็นแกนหรือลำที่มีเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยง เป็นผนังกล้ามเนื้อเรียบที่มีความยืดหยุ่นได้ พอมีเลือดมาหล่อเลี้ยงจะแข็งตัวยืดออกมา

ที่เรียกว่าอวัยวะเพศหักนั้น เพราะเราไปเทียบเคียงกับของแข็งอย่างอื่น เช่น กระดูกหัก กิ่งไม้หัก

ปัญหานี้พบคนไข้ได้เรื่อย ๆ แต่ไม่ค่อยพบในคนสูงวัย อาจเป็นเพราะการแข็งตัวไม่เต็มที่ หรือ ไม่ค่อยมีท่าพลิกแพลงอะไร และไม่มีการร่วมเพศที่รุนแรง

อวัยวะเพศหักมักพบในภาวะแข็งตัวเต็มที่ แล้วไปมีเพศสัมพันธ์รุนแรง พออวัยวะเพศเกิดการงออย่างรวดเร็วก็หักเสียงดังเป๊าะ

โดยเฉพาะท่วงท่าที่ผู้หญิงอยู่ข้างบน ผู้ชายอยู่ข้างล่าง ทำให้ผู้ชายไม่สามารถควบคุมทิศทางได้ เช่น ผู้หญิงอยู่ข้างบนถอยจนสุดแล้ว กระแทกกลับเข้าไปใหม่ พอไม่ตรงเป้าก็เหมือนกับว่านั่งทับอวัยวะเพศชายที่กำลังแข็งตัวเข้าไปเต็มแรงทำให้หักได้เหมือนกัน

คนไข้บางคน เล่าให้ฟังว่า ขณะที่เขากำลังมีอะไรกับแฟนบนขอบอ่าง ดึงอวัยวะเพศออกมาสุดแล้ว กะเสียบเข้าไปใหม่ ดันพลาดไปเจอขอบอ่างพอดี พลั๊วะ หักทันที

หลายคนไม่กล้าเล่าความจริงให้แพทย์ฟังเพราะอาย แต่แพทย์เห็นก็พอรู้ เพราะอวัยวะเพศจะหักได้มันต้องแข็งก่อน แม้คนไข้ไม่บอกแพทย์ก็พอรู้เนื่องจากคนไข้มาโรงพยาบาลในยามวิกาล มาแบบฉุกเฉินตอนกลางคืน ลักษณะอวัยวะเพศบวมมาก เหมือนมะเขือยาวสีม่วง เพราะเลือดคั่งอยู่

บริเวณที่หักส่วนใหญ่พบตรงกลาง กับโคนอวัยวะเพศ ลักษณะเป็นรอยแผลฉีกขาด จากเดิมที่แข็งตัวเต็มที่จะนิ่ม พับเลย ไม่แข็งตัวอีก เพราะเลือดที่ขังอยู่ในฟองน้ำรั่วออกมา เป็นภาวะที่ต้องได้รับการรักษา ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น การแข็งตัวไม่ดี มีปัญหาในการแข็งตัว มีรอยพังผืดเกิดขึ้น มีอาการเจ็บปวดเวลาแข็งตัว อย่างไรก็ตามถ้าเป็นรอยฉีกขาดเล็ก ๆ ไม่รุนแรงมากนักอาจหายเองได้ แต่ก็ทำให้มีพังผืดเกิดขึ้น

ก่อนการรักษาจะมีการตรวจเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ เอ็มอาร์ไอ เพื่อดูว่าบริเวณที่หักอยู่ตรงไหน ต้องผ่าตัดเย็บซ่อมอย่างไร คนไข้บางคนอาการรุนแรงมาก ถึงขั้นท่อปัสสาวะฉีกขาดร่วมด้วยก็มี

วิธีการผ่าตัด เริ่มจากตัดปลายหนังหุ้มองคชาตส่วนบนแล้วรูดลงมา จากนั้นทำการเย็บซ่อมบริเวณที่หักหรือฉีกขาด แล้วดึงหนังหุ้มกลับขึ้นไปเย็บเหมือนเดิม

ส่วนการใช้งานนั้น คงต้องรอให้แผลหายสนิท หายปวดก่อน คาดว่าต้องใช้เวลาเป็นเดือน

เพื่อป้องกันปัญหาข้างต้น แนะนำว่า เวลามีอะไรกันอย่ารุนแรงนัก และควรระมัดระวังท่วงท่าพิสดาร โดยเฉพาะท่าที่ผู้หญิงอยู่ข้างบน ถ้าเกิดอุบัติเหตุอวัยวะเพศหักอย่าปล่อยทิ้งไว้นาน ควรรีบมาพบแพทย์ทันทีเพื่อรักษาเพราะบางคนรอ 2-3 วันค่อยมาพบแพทย์การรักษาจะยากกว่า ถ้ามาโรงพยาบาลแล้วอายไม่กล้าบอกว่าเป็นอะไร ก็บอกแค่ว่าอวัยวะเพศปวดบวม เดี๋ยวแพทย์จะทำการซักประวัติเอง.

นวพรรษ บุญชาญ

 

ที่มา: เดลินิวส์ 19 สิงหาคม 2555

ทีมนักวิจัยชี้ว่าการติดเชื้อแบคทีเรียบีวีในผู้หญิงเพิ่มโอกาสแพร่เชื้อเอชไอวีแก่คู่นอนมากขึ้น

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด ที่เรียกว่า เชื้อ BV เพิ่มโอกาสเสี่ยงให้ผู้หญิงติดเชื้อเอดส์ แต่ผลการศึกษาล่าสุดยืนยันว่าหญิงที่เป็นผู้ติดเชื้อเอดส์และยังติดเชื้อแบคทีเรีย BV ในช่องคลอดด้วย มีโอกาสเพิ่มขึ้นสามเท่าที่จะส่งผ่านเชื้อไวรัสเอดส์แก่ชายคู่นอน 

ด็อกเตอร์เคร็ก โคเฮน หัวหน้าการวิจัยครั้งนี้กล่าวว่าการติดเชื้อแบคทีเรีย BV ในช่องคลอด เป็นอาการที่เชื้อราในอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิงชนิดปกติ ถูกทดแทนด้วยแบคทีเรียชนิดผิดปกติ และมีเชื้อแบคทีเรียหลายสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดอาการผิดปกตินี้

ด็อกเตอร์โคเฮนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินารีแพทย์ และการเจริญพันธุ์ที่มหาวิทยาลัย University of California ในซานฟรานซิสโก เขากล่าวว่าผู้หญิงอาจไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อเเบคทีเรีย BV

ด็อกเตอร์โคเฮนกล่าวว่าผู้หญิงส่วนมากอาจไม่ส่ออาการว่าติดเชื้อ BV อาการส่วนมากจากการติดเชื้อคือตกขาวมในปริมาณมากผิกปกติ บางคนอาจจะมีกลิ่้นไม่พึงประสงค์ตามมาหลังการมีเพศสัมพันธุ์ด้วย
แม้ว่าการติดเชื้อแบคทีเรีย BV จะพบได้ในหญิงทั่วไป แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าทำไมจึงติดเชื้อ

ด็อกเตอร์โคเฮนกล่าวกบผู้สื่อข่าววีโอเอว่าไม่รู้ว่าอะไรทำให้ติดเชื้อ จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม เขาบอกว่าแพทย์พอจะรู้ว่าอะไรเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย BV ในช่องคลอด แมรู้ว่ามีปัจจัยเสี่ยงมากมายแต่ไม่สามารถระบุลงไปได้ว่าอะไรเป็นต้นเหตุ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การติดเชื้อแบคทีเรีย BV พบได้ทั่วไปในทวีปอาฟริกา ประมาณว่าูหนึ่งในสามจนถึงครึ่งหนึ่งของผู้หญิงอาฟริกาติดเชื้อนี้ จนทำให้เกิดคำถามว่านี่เป็นเรื่องปกติหรือไม่

ผู้สื่อข่าววีโอเอรายงานว่ามีการตั้งทฤษฎีและสมมุติฐานขึ้นมาหลายข้อถึงสาเหตุที่เชื้อบีวีเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้ชายติดเชื้อเอดส์ได้ง่ายขึ้น ทฤษฎีอันหนึ่งเชื่อว่าตัวเเบคทีเรีย เมื่อผู้ชายได้รับจากการมีเพศสัมพันธุ์กับผู้หญิงที่ติดเชื้อบีวี เชื้อแบคทีเรียตัวนี้จะก่อให้เกิดอาการอักเสบในตัวผู้ชาย ทำให้เขาอ่อนแอและติดเชื้อเอชไอวีได้ง่ายขึ้น

ด็อกเตอร์โคเฮนกล่าวว่าการบำบัดเชื้อบีวีมีหลายวิธี แต่ผลการรักษายังไม่ยั่งยืน การรักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรียบีวีลดอาการอักเสบลงได้ด้วยการใช้ยาทั้งที่ใช้กินและทาเฉพาะจุด ใช้เวลารักษาสามถึงหกเดือน แต่การติดเชื้ออาจจะหวนกลับในผู้หญิงหกสิบถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์

ด็อกเตอร์โคเฮนกับทีมงานนักวิจัยเรียกร้องให้มีการพัฒนาวิธีการรักษาการติดเชื้อบีวี รวมทั้งการคิดค้นยาที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม และแนะนำว่าอาจจะใช้เชื้อแบคทีเรียชนิดที่มีคุณแก่ร่างกายมนุษย์เป็นวิธีรักษาที่เรียกว่า probiotics แทนการรักษาด้วยยา

ที่มา: http://www.voathai.com/content/hiv-women-infection-tk/1444026.html

.

Related Link:

.

HIV – Bacterial Vaginosis Linked To Greater Female-to-Male Transmission

Article Date: 30 Jun 2012 – 16:00 PDT

Women with bacterial vaginosis are much more likely to transmit HIV to males than other females, researchers from the University of California, San Francisco, reported in PLoS Medicine. The risk is three times greater, the authors added.

Bacterial vaginosis (BV), also known asvaginal bacteriosis, is a condition in which the vagina’s normal balance of naturally occurring microorganisms in the vaginal flora has changed, so that the ‘good’ bacteria are reduced and the harmful bacteria increase. About 50% of all females with bacterial vaginosis are asymptomatic – they have no symptoms.

If BV symptoms do appear, they may include a watery and thin vaginal discharge, the discharge can become gray or white, and it may have a strong (fishy) smell. Less commonly, some women may experience a durning sensation when urinating, and itching around the outside of the vagina.

Bacterial vaginosis raises the risk of acquiring STIs

Women with bacterial vaginosis are more susceptible to acquiring sexually transmitted infections (STIs), including HIV and have a higher risk of preterm delivery. HIV-positive women with bacterial vaginosis potentially have higher HIV levels, and their cervix and vagina may shed greater amounts of the virus.

Lead author, Craig R. Cohen, MD, MPH, professor of obstetrics, gynecology and reproductive sciences at UCSF wrote:

“Previous research has shown that bacterial vaginosis can increase a women’s risk of becoming infected with HIV as much as sixty percent. Our study is the first to show that the risk of transmitting HIV is also elevated.

Our findings point to the need for additional research to improve the diagnosis and treatment of bacterial vaginosis, which is extremely common in sub-Saharan Africa, the region of the globe with the highest burden of HIV.”

They examined the link between bacterial vaginosis and female-to-male HIV transmission risk. The prospective study involved 2,236 HIV- positive women and their uninfected male partners from seven African countries.

After the scientists had adjusted the findings for variables, such as sexual behavior, socio-demographic factors, male circumcision, sexually transmitted infections, pregnancy and HIV levels in the HIV-positive women’s blood, they discovered that bacterial vaginosis was linked to a considerably higher risk of female-to-male HIV transmission.

Cohen explained:

“We looked at the increased shedding of HIV in the genital tract, but that was not sufficient to explain the increased risk of female-to-male HIV transmission. It is also possible that bacterial vaginosis causes inflammation and that could be a factor. We don’t really understand the relationship between vaginal flora and inflammation.

We think it’s likely that the sharing of genital tract microbiota between women and men may be implicated as a cause of the transmission risk. The interrelationship of the sharing of flora remains poorly understood and is an important avenue for future research.”

Cohen concluded that more studies are required to gain a better understanding of the vaginal flora’s role. However, developing more treatments for bacterial vaginosis, such as improved drugs and probiotics would be a considerable step forward towards improving women’s health in general, but it would also be beneficial in helping to decrease the number of HIV infections and the risk of transmission.

Written by Petra Rattue
Copyright: Medical News Today

Data from: medicalnewstoday.com

ภาระโรค ของคนไทย

เมื่อเร็ว ๆ นี้มีรายงานผลการศึกษา “ภาระโรคและสุขภาพของประชากรไทย พ.ศ. 2552” โดยนักวิจัยสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งทำการศึกษาทุก 5 ปี ในอดีตที่ผ่านมาดำเนินการมาแล้ว 2 ครั้ง คือ พ.ศ. 2542 และ พ.ศ. 2547 ในครั้งล่าสุดมีข้อมูลที่น่าสนใจจึงนำมาบอกต่อกัน

ทพญ.กนิษฐา บุญธรรมเจริญ นักวิจัยสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ อธิบายว่า เครื่องชี้วัด “ภาระโรค” ที่มีหน่วยวัดเป็นปีสุขภาวะที่สูญเสียไปจากโรคและการบาดเจ็บของประชากร จัดเป็นการวัดสถานะสุขภาพของประชากรแบบองค์รวม ที่วัดภาวการณ์สูญเสียด้านสุขภาพ หรือ ช่องว่างด้านสุขภาพโดยแสดงถึงจำนวนปีที่สูญเสียไป เรียกว่า ดาลี่ (DALY) จากการตายก่อนวัยอันควร รวมกับจำนวนปีที่มีชีวิตอยู่กับความบกพร่องทางสุขภาพ ซึ่งเป็นความพยายามที่จะสะท้อนปัญหาทั้งการป่วย พิการ และตายออกมาเป็นหน่วยวัดเดียวกันระหว่างสาเหตุของโรค และการบาดเจ็บต่าง ๆ

ผลศึกษาพบว่า ความสูญเสียปีสุขภาวะของประชากรใน พ.ศ. 2552 คิดเป็น 10.2 ล้านดาลี่ โดยเพศชายมีความสูญเสียมากกว่าเพศหญิง 1.3 เท่า นั่นคือเพศชายมีความสูญเสียประมาณ 5.8 ล้านดาลี่ และเพศหญิงมีความสูญเสียประมาณ 4.4 ล้านดาลี่

ปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งของการสูญเสียปีสุขภาวะ ได้แก่ การดื่มแอลกอฮอล์ รองลงมาคือ การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย การไม่สวมหมวกนิรภัย ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง การบริโภคผักและผลไม้น้อย การขาดการออกกำลังกาย มลพิษทางอากาศ การขาดน้ำสะอาด การสุขาภิบาลและสุขอนามัยที่ไม่เหมาะสม การใช้สารเสพติด การไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ภาวะทุพโภชนาการ (น้ำหนักน้อยในเด็ก)

สาเหตุอันดับแรกของความสูญเสียปีสุขภาวะใน “ประชากรชาย” คือ การเสพติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รองลงมาได้แก่ อุบัติเหตุทางถนน โรคหลอดเลือดสมอง โรคเอชไอวี/เอดส์ และโรคมะเร็งตับ

สำหรับใน “ประชากรหญิง” สาเหตุอันดับแรกของความสูญเสียปีสุขภาวะ คือ โรคเบาหวาน รองลงมาได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง โรคซึมเศร้า โรคหัวใจขาดเลือด และโรคเอชไอวี/เอดส์

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดภาระโรคมากที่สุด 5 อันดับแรกในเพศชาย ได้แก่ การดื่มสุรา การสูบบุหรี่ ระดับความดันโลหิตสูง การไม่สวมหมวกนิรภัยของผู้ใช้รถจักรยานยนต์ และการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย ในขณะที่ปัจจัยเสี่ยง 5 อันดับแรกในเพศหญิง ได้แก่ ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย ระดับความดันโลหิตสูง ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง และการบริโภคผักและผลไม้น้อย

ในปี พ.ศ. 2552 โรคหลอดเลือดสมองจัดเป็นสาเหตุของการสูญเสียปีสุขภาวะมากเป็นอันดับหนึ่ง การสูญเสียปีสุขภาวะในปี พ.ศ.2552 เพิ่มสูงขึ้นจากปี พ.ศ. 2542 และปี พ.ศ.2547 โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุสำคัญของความพิการที่รุนแรง กำลังคุกคามต่อชีวิตของประชาชนไทยและทั่วโลก เหตุผลที่ทำให้มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอาจมาจากการได้รับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง การบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง การสูบบุหรี่ การขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การดื่มแอลกอฮอล์

การสูญเสียปีสุขภาวะจากการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ของประชากรในปี พ.ศ. 2552 เปรียบเทียบกับผลการศึกษา 2 ครั้งที่ผ่านมาพบว่า ในปี พ.ศ. 2552 จำนวนผู้ที่สูญเสียน้อยทั้งนี้อาจมีสาเหตุมาจากการรักษาผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการรักษาด้วยยาต้านไวรัสทำให้ผู้ป่วยมีอายุยืนยาวขึ้นตามไปด้วย

ความเสี่ยงในปัจจุบันเปลี่ยนจากโรคติดเชื้อ มาเป็นความเสี่ยงจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้คงเป็นเพราะคนมีเครื่องทุ่นแรงมากขึ้น สบายมากขึ้น บริโภคอาหารไขมันสูง หรืออาหารขบเคี้ยวมากขึ้น ไม่รับประทานผักและผลไม้ ขาดการออกกำลังกายน้อยลง

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ภาระโรค จัดทำขึ้นเพื่อให้หน่วยงานทั้งหมด   ของประเทศได้รับทราบสถานการณ์ปัญหาและนำไปปรับเปลี่ยนนโยบาย ข้อมูลที่มีอยู่บ่งชี้ว่า ควรเพิ่มมาตรการลดการบริโภคแอลกอฮอล์ ยาสูบและอาหาร และเครื่องดื่มที่เป็นผลเสียต่อสุขภาพ รวมทั้งปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบเดินทางขนส่งให้ปลอดภัย และให้ประชาชนได้เดินหรือขี่จักรยานอย่างสะดวกเพื่อการเป็นการออกกำลังกายประจำ เพื่อยืดอายุขัยและเพิ่มสุขภาวะของทุกคน.

นวพรรษ บุญชาญ รายงาน

 

ที่มา: เดลินิวส์ 18 สิงหาคม 2555

อะไรคือ…ผื่นผิวหนังอักเสบ

โรคผื่นผิวหนังอักเสบ หรือ เอ็กเซม่า เป็นกลุ่มโรคที่มีการอักเสบของผิวหนัง ที่เกิดจากหลายสาเหตุหรืออาจเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ

สาเหตุสำคัญของโรคผิวหนังอักเสบ อาจเกิดจากสาเหตุภายนอกร่างกาย หรือ อาจเกิดจากสาเหตุภายในร่างกาย สาเหตุภายนอกร่างกายที่อาจเป็นสาเหตุของผิวหนังอักเสบ ได้แก่ การสัมผัสกับสารที่มีฤทธิ์ระคายเคืองต่อผิวหนังหรือการสัมผัสกับสารที่ก่อให้เกิดผื่นแพ้สารสัมผัสที่ผิวหนัง ส่วนสาเหตุภายใน เช่น โรคภูมิแพ้ที่ผิวหนัง

โรคผิวหนังอักเสบ ต้องทำการวินิจฉัยแยกโรค  จากการติดเชื้อราที่ผิวหนัง โดยการนำขุยบริเวณรอย  โรคไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ และตรวจภาวะผื่นแพ้สัมผัสที่เกิดจากการแพ้สารสัมผัสภายนอก โดยทำการทดสอบผื่นแพ้สัมผัสที่ผิวหนัง (แพทช์ เทสท์) เมื่อ  ทราบว่าแพ้สารใดสารหนึ่ง ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารนั้น

ลักษณะทางคลินิกของโรคผิวหนังอักเสบ จะมีอาการคัน เป็นผื่นแดง มีขุย และกลุ่มตุ่มแดง ตุ่มน้ำ โดยจะแบ่งออกตามระยะของโรคได้ 3 ระยะ คือ

1. ระยะเฉียบพลัน (ระยะแอคคิวท์) จะมีลักษณะผื่นแดง บวม หรือมีตุ่มน้ำใส น้ำเหลืองไหลเยิ้ม หรือเกิดเป็นสะเก็ด

2. ระยะกึ่งเฉียบพลัน (ระยะซับแอคคิวท์) จะมีผื่นแดงน้อยกว่าระยะเฉียบพลัน ประกอบด้วยตุ่มแดง ผิวหนังจะมีลักษณะหนาขึ้นเล็กน้อย ทำให้เห็นร่องลายของ ผิวหนังชัดขึ้น เกิดรอยแกะเกา มีขุย และสะเก็ดน้ำเหลืองที่แห้งกรัง

3. ระยะเรื้อรัง (ระยะโครนิค) จะมีลักษณะผิวหนังหนาตัวมาก เห็นร่องลายของผิวหนังชัดขึ้น มีผื่นสีแดงคล้ำ เป็นรอยดำหรือรอยขาว

การรักษาโดยทั่วไป จะแบ่งการรักษาตามระยะ ของโรค ดังนี้

ระยะเฉียบพลัน (ระยะแอคคิวท์) ให้พยายามหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขสาเหตุของการเกิดโรค ถ้าทราบ หากผื่นผิวหนังอักเสบเกิดเป็นเรื้อรังและสงสัยว่าจะเกิดจากการแพ้สารที่สัมผัส ให้มาพบแพทย์ผิวหนังเพื่อทำการทดสอบผื่นแพ้สัมผัสที่ผิวหนัง ที่สำคัญคือเมื่อทราบว่าแพ้สารใดสารหนึ่ง ก็ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารนั้น
ระยะเฉียบพลันนี้ มีการรักษาเฉพาะที่ ตัวอย่างเช่น

1) ถ้ารอยโรคมีตุ่มน้ำใส มีน้ำเหลืองเยิ้ม และแฉะ ให้ทำการประคบด้วยน้ำเกลือ

2) การใช้ยาทาคอร์ติโคสตีรอยด์ จะช่วยเร่งการหายของรอยโรค โดยโรคผิวหนังอักเสบเป็นโรคที่รักษาด้วยยาทาคอร์ติโคสตีรอยด์แล้วได้ผลดี แต่การทาคอร์ติโคสตีรอยด์ที่มีฤทธิ์แรงเกินไปหรือทาเป็นระยะเวลานานเกินไป จะส่งผลข้างเคียงได้ จึงควรใช้ยาทาคอร์ติโคสตีรอยด์เมื่อมีผื่นเท่านั้นและควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์

3) รับประทานยาต้านฮีสตามีนเพื่อบรรเทาอาการคัน

4) ถ้าผื่นผิวหนังอักเสบ มีการติดเชื้อแทรกซ้อน แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมกับชนิดของการ ติดเชื้อ

ระยะกึ่งเฉียบพลัน ระยะเรื้อรัง (ระยะซับแอคคิวท์และระยะโครนิค) ให้พยายามแก้ไขสาเหตุที่ทำให้ผื่นเป็นมากขึ้นเช่น การถู ขูด เกาผิวหนัง การเกิดการแพ้ต่อยาทาเฉพาะที่ การติดเชื้อแทรกซ้อน ให้หลีกเลี่ยงการก่อการระคายเคืองต่าง ๆ เช่น การล้างมือบ่อยเกินไป การสัมผัสสบู่และผงซักฟอก

นอกจากนี้ ยังพิจารณาให้ใช้ยาทาคอร์ติโคสตีรอยด์เมื่อมีอาการผิวหนังอักเสบ ส่วนรายที่ผื่นหนามากและดื้อต่อยาทา แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาฉีดคอร์ติ   โคสตีรอยด์ ได้ อีกทั้งยังมีการให้ทาผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มความชุ่มชื้นบ่อย ๆ ยาทาอนุพันธ์ของน้ำมันดิบที่มีฤทธิ์แก้คัน ลดการอักเสบ รวมถึงอาจมีการรักษาโดยการรับประทานยาต้านฮีสตามีนเมื่อมีอาการคัน.

รศ.พญ เพ็ญพรรณ วัฒนไกร

 

ที่มา: เดลินิวส์ 18 สิงหาคม 2555

เจ็บคอ-เสียงแหบ อาจถึงตาย

บางครั้งอาการเจ็บคอกับตัวร้อน อาจทำให้เข้าใจว่า เป็นไข้หวัด ทว่าบางทีอาจไม่ใช่ และอาจมีอันตรายยิ่งกว่า เช่น “ฝากล่องเสียงอักเสบ” ที่มีอาการใกล้เคียงกัน แต่จะเกิดขึ้นอย่างกะทันหันกว่า

เช่น เกิดเจ็บคอกะทันหัน ร่วมกับมีไข้ตัวร้อน จากนั้นไม่นานก็ไออย่างต่อเนื่อง รู้สึกกลืนอาหารลงคอไม่สะดวกหรือกลืนลงคอไม่ได้ เจ็บคอมากคล้ายกับมีเข็มทิ่มแทงอยู่ ทั้งยังเสียงแหบแห้ง และเสียหายจนไม่สามารถเปล่งเสียงดังๆ ได้ โดยอาการเหล่านี้สามารถบ่งบอกว่าเกิดความผิดปกติขึ้นที่ฝากล่องเสียง

สำหรับฝากล่องเสียง อยู่บริเวณกระเดือกหรือกล่องเสียง จะคอยปิดหลอดลมเวลาที่คนเรากลืนอาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารตกเข้าไปในหลอดลมจนเกิดอาการสำลัก แต่เมื่อคนเราหายใจ ฝานี้ก็จะเปิดออก อย่างไรก็ตาม ในภาวะปกติ ฝากล่องเสียงจะมีลักษณะเป็นแผ่นแบน ไม่มีน้ำหนัก และจะเปิดออกเล็กน้อย เว้นแต่เกิดการอักเสบ ฝากล่องเสียงจะบวมและหนัก อาจอุดอยู่ที่คอส่งผลให้หายใจไม่ออก ซึ่งถ้าเป็นถึงขั้นนี้ถือว่ารุนแรง เสี่ยงเสียชีวิตได้

สาเหตุที่ทำให้ฝากล่องเสียงอักเสบ มักเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอแล้วร่างกายอ่อนแอ จนติดเชื้อแบคทีเรียในอากาศ พบผู้ป่วยเพศชายมากกว่าหญิง พฤติกรรมสูบบุหรี่ยังถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงด้วย

การรักษา แค่อ้าปากมองดูเฉยๆ จะไม่สามารถมองเห็นได้ ต้องให้แพทย์หู คอ จมูก จะใช้อุปกรณ์ซึ่งเป็นกระจกส่องดูในลำคอ ถ้าพบการอักเสบที่เพิ่งเริ่มต้น จะใช้ยาปฏิชีวนะก็จะสามารถยับยั้งเชื้อได้ดี ทว่าเป็นหนักๆ อาจต้องให้ยาทางเส้นเลือด และให้ออกซิเจนช่วย บางครั้งอาจต้องใส่ท่อหายใจค้ำฝากล่องเสียงเอาไว้เพื่อให้หายใจได้

ครั้งหน้า ถ้านอนน้อยแล้วเป็นไข้ อย่าลืมจับสังเกตอาการเจ็บคอ เสียงแหบแห้ง เพื่อให้รู้ทันอาการกล่องเสียงอักเสบ กรณีไม่มั่นใจ ปรึกษาแพทย์ดีที่สุด.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 24 กรกฎาคม 2555

นักวิทยาศาสตร์สามารถระบุชนิดโปรตีนที่ทำให้ระบบประสาทฟื้นฟูเส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของแขนขาเมื่อมีการบาดเจ็บ

นักวิทยาศาสตร์ที่คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิืทยาลัย Washington ที่เมือง St. Louis รัฐ Missouri สามารถระบุชนิดโปรตีนที่ทำให้ระบบประสาททำการฟื้นฟูเส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของแขนขาเมื่อมีการบาดเจ็บ การค้นพบครั้งนี้อาจนำไปพัฒนาต่อเพื่อทำให้เข้าใจถึงกระบวนการฟื้นสภาพเส้นประสาทที่เสียหายในร่างกายของคน
อาจารย์ Aaron DiAntonio กล่าวว่าโปรตีนชนิดนี้มีชื่อว่า DLK (dual leucine zipper kinase) เมื่อมีการฉีกขาดของเส้นประสาท โปรตีน DLK จะส่งสัญญาณไปสู่ศูนย์กลางของของเซลล์ประสาทที่อยู่ตรงกระดูกสันหลังเมื่อมีความเสียหายที่ประสาทแขนขา หลังจากรับสัญญาณแล้วระบบประสาทจะเริ่มขบวนการซ่อมแซมและฟื้นฟู

รายงานชิ้นนี้ถูกตีพิมพ์ในวรสารด้านระบบประสาทและการแพทย์ที่ชื่อว่า Neuron

โปรดติดตามรายละเอียดจากคลิปเรื่องนี้ในรายการข่าวสดสายตรงจากวีโอเอ

รายงานโดย Jessica Berman/เรียบเรียงโดยรัตพล อ่อนสนิท

16.07.2012

Images of axon regeneration in mice two weeks after injury to the hind leg’s sciatic nerve. On the left, axons (green) of a normal mouse have regrown to their targets (red) in the muscle. On the right, a mouse lacking DLK shows no axons have regenerated,

ที่มา: http://www.voathai.com/content/regrowing-nerves-ro/1405207.html

.

Related Link:

.

Scientists Find Protein in Limb-Nerve Repair

Researchers have identified a protein that’s essential for the regrowth of nerves responsible for movement and sensation in injured limbs. They hope the finding might some day make it possible to repair crippling damage to other parts of the central nervous system.

Scientists have long known that severed nerves in the arms and legs have the ability to regenerate after they have been been surgically reattached. But until now, the mechanisms underlying that regrowth have been poorly understood.

Scientists at Washington University School of Medicine in St. Louis, Missouri, discovered that a protein, called dual-leucine zipper kinase (DLK), plays a key role in repairing the long, thin nerve fibers, or axons, that extend several meters from the nerve cell body within the spinal cord to so-called peripheral nerves in the limbs.

Developmental biology professor Aaron DiAntonio, who studies how the nervous system responds to injury, says that when a peripheral nerve is damaged, DLK signals the nucleus of its nerve cell – the nerve’s “brain” in effect, at the other end of the axon in the spinal cord – to turn on its regeneration program.

In their experiments with mice, DiAntonio and his team discovered that when DLK is not present, the injury message is not relayed to the nerve cell body, its regeneration mechanism is not turned on and axonal regrowth is stalled.

DiAntonio believes this new understanding of DLK’s role opens up a range of  possibilities for repairing nerve damage not just in the limbs but throughout the central nervous system.

“The first place one might be able to apply it would be in the peripheral nervous system. So, we just have to turn on something that already exists,” DiAntonio says. “Bigger picture, longer term, of more importance if it worked, would be in the central nervous system, where first we would have to ask, ‘Is it just a non-funtional nervous system?’ And if it is, how would we turn it on?”

The researcher notes that the DLK nerve repair mechanism does not work in other nerves throughout the central nervous system, since damage to the spinal cord usually results in paralysis.  Instead, the researcher believes, the central nervous system’s role may be simply to monitor and relay DLK’s damage signals from peripheral nerves.

“And if that’s the case, then if we can – and we don’t know how to do this yet – but if we could figure out how to turn on this injury-signalling system now that we’ve identified it, we can look to see if it’s in the central nervous system and are there ways to activate it,” he says.

Data from: http://www.voanews.com/content/scientists-find-key-protein-in-limb-nerve-repair/1226443.html