ดูเลือดด้วยตาเปล่า รู้ผลสุขภาพ

สัปดาห์ที่ผ่านมา นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เผยเทคนิคเจาะเลือดไม่เจ็บไปแล้ว ครั้งนี้ยังมีข้อมูลต่อเนื่องจากประสบการณ์ของนายแพทย์หมอกฤษดา เผยถึงการสังเกตเลือดด้วยตาเปล่า สามารถพยากรณ์สุขภาพเบื้องต้นได้

นายแพทย์กฤษดา เล่าว่า เลือดบอกโรคได้เยอะ ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงเลือดที่เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วคายผลออกมาให้ดูเป็นแผ่นกระดาษเท่านั้น แต่เพียงแค่ดูดเอาน้ำเลือดออกมาจากร่างกายมาดูด้วยตาเปล่าก็บอกอะไรได้มาก แม้คนทั่วไปอาจรู้สึกว่า เลือดสีแดงทั้งหมด แล้วต่างกันอย่างไร ซึ่งที่จริงแล้วเลือดคนเรานี้มีสิ่งที่ “ต่าง” อยู่ในความเหมือน

เช่น ถ้าเจาะดูดออกมาแสนหนืดอืดอาดหรือเลือดขี้เกียจ แสดงถึง การดื่มน้ำน้อยจนเลือดข้น, ภาวะเลือดข้น, สูบบุหรี่จัดหรือเพิ่งรับประทานอาหารมันๆ มา เคยมีคนไข้ที่มาเจาะเลือดหลังรับประทานขาหมูคากิ เลือดกลายเป็นวุ้นไขมันสีชมพู

สำหรับนำเทคนิคการเริ่มต้นดูเลือดด้วยตัวเองอย่างง่ายๆ ที่ตัวหมอเองใช้เวลาตรวจเลือดคนไข้ จะดูดังต่อไปนี้…

‘ดูความหนืดข้นขณะเจาะ’ เพราะบอกได้ถึงสถานะสุขภาพของคนไข้ว่า ดื่มน้ำเยอะหรือน้อย ถ้าเลือดข้นหนืดมากควรต้องดื่มน้ำให้มากขึ้น รับประทานปลา ลดการสูบบุหรี่ จำกัดปริมาณชา กาแฟ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงจะช่วยได้มาก หากทานน้ำมันปลาหรือแอสไพรินอยู่ ขอให้ระวังเลือดจะใสหยุดยากหลังเจาะ ต้องกดไว้นานกว่าคนทั่วไป

‘ดูสี’ สีที่ดำเข้มปี๋ราวกับกาแฟแก่บอกถึง ภาวะเลือดแห้ง หรือเลือดขาดน้ำ (Dehydration) หรือในบางท่านนอนดึก สูบบุหรี่จัด ดื่มแอลกอฮอล์เก่ง เลือดก็จะออกสีเข้มไม่ดูแดงสวย การที่เลือดสีเข้ม ไม่ได้บอกว่าเลือดมากหรือน้อย เพราะคนโลหิตจางก็อาจมีเลือดเข้มได้

‘ดูก้อนไขมัน’ เมื่อเจาะเสร็จยกหลอดใส่เลือดขึ้นมาดูจะเห็นก้อนสีเหลืองลอยอยู่ปนกับฟองเลือด นั่นเป็นส่วนหนึ่งของไขมันดิบที่ลอยปนอยู่ในน้ำเลือด เป็นไขมันอิ่มตัวที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า

แม้การดูเลือดด้วยตา อาจไม่ละเอียดเท่าเครื่องไฮเทค แต่ช่วยเช็คให้รู้ได้คร่าวๆ รวมถึงเลือดที่ออกจากมาที่บริเวณใดด้วย เช่น เลือดออกเวลาถ่ายหนัก ก็สามารถบอกได้ว่า เลือดออกมาจากลำไส้ส่วนไหนได้ แค่ดูจาก “สี” เท่านั้น หรือปัสสาวะปนเลือดก็บอกได้ว่า น่าจะเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบนั่นเอง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 14 มิถุนายน 2555

เจาะไม่จี๊ด ฉีดไม่เจ็บ

มุมสุขภาพ วันนี้ นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกเล่าเรื่องราวการเจาะเลือดจากประสบการณ์ตรง โดยนายแพทย์กฤษดา เล่าว่า เรื่องการเจาะเลือดฟังดูเหมือนง่าย แต่ถ้าไม่ได้ทำเองบ่อยจะไม่ใช่เรื่องหมู เพราะเส้นเลือดคนเราก็ต่างกันออกไปบางคนก็เส้นใหญ่ บางคนก็เส้นเล็ก ตัวหมอเคยถูกคนอื่นเขาเจาะเสียจนพรุนยามที่ต้องตรวจเลือด จำได้ว่าครั้งหนึ่งเจาะเลือดที่แขนแล้วเกิดอาการ “ชาเสียว” ถึงปลายนิ้ว เหตุเพราะคนเจาะไปจิ้มเอาเส้นประสาทใหญ่เข้า

มนุษย์ทุกคนต้องมีเส้นเลือด ขอให้ยึดหลักข้อนี้ไว้ แล้วจะไม่ทดท้อเวลาถูกเจาะเลือด เพราะผู้เจาะจะต้องหาเส้นให้ท่านได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ถ้าจับหลักต่อไปนี้ไว้ได้ก็น่าจะพอช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา เจ็บมากเป็นเจ็บน้อยหรือไม่เจ็บเลยได้ ใช้ได้ทั้งผู้เจาะและผู้ถูกเจาะ ดัง “7 เทคนิคเจาะไม่จี๊ด ฉีดไม่เจ็บ” ต่อไปนี้…

“ขออย่าเกร็ง” เป็นกฎเหล็กสำหรับผู้ถูกเจาะ การเกร็งจะทำให้ท่านเจ็บจากกล้ามเนื้อที่หดเป็นก้อนแล้วเมื่อแทงเข็มเข้าก็จะบาดจนเนื้อฉีกขาดเจ็บมากขึ้นอีก ผิดกับเวลารู้สึกสบายๆ กล้ามเนื้อจะคลายทำให้บางทีไม่เจ็บเลย เพราะเข็มแทรกผ่านเข้าไปในรอยแยกกล้ามเนื้อพอดี

“ดื่มน้ำให้มากเข้าไว้” ข้อนี้ใช้ก่อนต้องถูกเจาะเลือด เพราะน้ำจะช่วยให้เลือดใสไม่หนืดเกินไปและที่สำคัญคือเส้นเลือดจะไม่ตีบแห้งเหมือนกับยางในตันๆ แต่เป็นเส้นเลือดที่พองสวยด้วยน้ำเลือดดันอยู่เต็ม  ผู้เจาะก็จะหาเส้นได้ง่าย ท่านที่รักก็ไม่ต้องเจ็บหลายครั้ง ส่วนน้ำที่ว่าต้องเป็นน้ำเปล่าจะดีสุด

“ออกกำลังสร้างกล้ามแขน ที่ไหนมีกล้ามที่นั่นมีเส้นเลือด นี่คือสัจธรรมแห่งธรรมชาติ ดังนั้นผู้ที่หาเส้นยากต้องถูกสอยเข็มหลายครั้ง มักเป็นผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายนัก สำหรับผู้ที่รักการออกกำลังอยู่แล้ว การหาเส้นที่ว่าง่ายก็ต้องคอยระวังเรื่องบวม เมื่อเจาะเสร็จให้กดไว้จนหยุดอย่าเพิ่งพับแขน

“รัดแขนให้ดี” สำคัญที่คนรัดด้วย ถ้ารัดได้ถูกจุด รัดได้นานพอ (แต่ไม่นานไปเพราะเม็ดเลือดจะแตก) จะทำให้ได้เส้นนูนสวยเห็นชัด การใช้สายยางพลาสติกรัดอาจใช้ไม่ได้กับบางคนเสมอไป จากประสบการณ์มักใช้แถบวัดความดันพันแขนแทนซึ่งดูนุ่มนวลกว่าและเน้นเส้นเลือดได้เห็นเด่นดีมาก

“อย่าเห็นแก่เส้นเลือดชัด” เส้นเลือดที่เห็นเขียวปี๋ เป็นเส้นฝอยบ้างหรือคดเคี้ยวไปมาบ้าง บางทีไม่ใช่เส้นที่พึงปรารถนาเสมอไป การเจาะเข้าไปอาจทำให้แตกแล้วบวมน่ากลัว คนถูกเจาะไม่ชอบแน่ แต่ถ้าคนเจาะเลือดมีประสบการณ์จะทราบวิธีการหาเส้นเลือดที่อยู่ข้างใต้จากการคลำด้วย ช่วยให้คนไข้ไม่ต้องเสี่ยงกับแขนบวมตุ่ยหลังเจาะ

“ฉีดให้ตรงที่” การฉีดยานี้สำคัญที่ตำแหน่งเพราะยาแต่ละชนิดจะฉีดเข้าผิวหนังเราเป็นชั้นๆ ไม่เหมือนกัน บางชนิดฉีดเข้าใต้หนังนิ่มๆ บางชนิดเข้าชั้นไขมันหยุ่น บางชนิดเข้าเส้นเลือดโดยตรง หรือบางชนิดเข้าตรงมัดกล้ามเนื้อหนาๆ ถ้าฉีดยาผิดตำแหน่งนอกจากทำให้เกิดอันตรายได้แล้วยังทำให้เจ็บปวดมากได้นานด้วย

และ “นอนสบาย ๆ” ถ้าไม่แน่ใจเรื่องหน้ามืดเป็นลม และมีที่ทางพอขอให้เลือกอิริยาบถนอนเจาะเลือด สบายทั้งคนไข้และตัวเราผู้เจาะ เพราะเผื่อฉุกเฉินเกิดคนไข้เป็นลมขึ้นมาก็ไม่ต้องมานั่งรักษาอาการหัวฟาดพื้นต่อ ยิ่งถ้าในเด็กเล็กที่ดิ้นยุกยิกการช่วยกันจับนอนแล้วพันผ้าห่มไว้จะช่วยได้มาก

ในกระบวนของผู้ที่ถูกเจาะเลือดนั้นบุรุษเพศจะพบกรณีกลัวจนเป็นลมได้มากกว่า จากการสังเกตของหมอเชื่อว่ามาจากการที่ผู้ชายไม่คุ้นกับการเห็นเลือดตัวเองออกมาจากร่างกาย ผิดกับสตรีที่เห็นเลือดอยู่ทุกเดือน (จากการมีประจำเดือน) จึงทำให้ไม่กลัวกับการเห็นเลือดเข้าเลือดออกจากการเจาะเลือดนัก

สำหรับเลือดที่เจาะออกมานั้น เพียงดูด้วยตาเปล่าก็บอกอะไรได้เยอะมาก ส่วนแพทย์จะดูอะไร อย่างไร พยากรณ์สุขภาพเบื้องต้นได้แค่ไหน ติดตามอ่านต่อในสัปดาห์หน้า.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 7 มิถุนายน 2555

โดนเห็บกัดอาจเปลี่ยนคุณเป็นมังสวิรัติ เนื่องจากมันฉีด ‘พิษ’ ที่ก่อให้เกิดอาการแพ้เนื้อสัตว์

สารประกอบคาร์โบไฮเดรตที่เข้าไปในกระแสเลือดโดยการกัด มีอยู่ในเนื้อสัตว์

มีผู้ที่ถูกเห็บกัดจำนวนหนึ่งที่ถูกกระตุ้นให้แพ้อาหาร และถามหาเมนูอาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์

นักวิจัยกล่าวว่า คุณจะไม่รู้สึกอยากกินสเต็กอีกต่อไปภายหลังจากถูกเห็บกัด

จากการศึกษา เมื่อถูกแมลงคล้ายแมงมุมกัดจะกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้เนื้อสัตว์ได้

ในสหรัฐอเมริกา มีสามกรณีของการเกิดปฏิกิริยาแปลก ๆ ผู้ป่วยทรมาณอย่างรุนแรงเป็นเวลาหลายชั่วโมงหลังจากกินเนื้อแดง

ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบการตอบสนองล่าช้าต่อการแพ้ จากเห็บกัด – โดยเฉพาะเห็บโลนสตาร์

สารประกอบคาร์โบไฮเดรตฉีดเข้าไปในกระแสเลือดโดยการกัด มีอยู่ในส่วนประกอบเนื้อสัตว์  กัดแรกจะไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในจดจำและมีการตอบสนองครั้งต่อไปเมื่อเจอสารตัวนี้อีกครั้ง

ผลคือเมื่อเหยื่อผู้ที่ไม่สงสัยว่าถูกกัดพยายามกินสเต็ก ลมพิษก็ลุกลาม และแพ้แบบรุนแรงขนาดเสียชีวิต

ดร. ซูซาน วูลเวอร์ จาก มหาวิทยาลัย เวอร์จิเนีย คอมมอนเวล์ธ และเพื่อนร่วมวิจัยอธิบายไว้ในวารสารการแพทย์

ที่ไหนมีเห็บเฉพาะถิ่นเช่นในทางตะวันออกเฉียงใต้ ของสหรัฐ, แพทย์ควรตระหนักถึงโรคใหม่นี้แสดงถึงการแพ้แบบรุนแรง

คำแนะนำปัจจุบันคือการให้คำปรึกษาผู้ป่วยที่จะหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมด เช่น เนื้อวัว, เนื้อหมู, เนื้อแกะและเนื้อกวาง

เห็บโลนสตาร์ (Lone Star) อาจจะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ต่อต้านสารประกอบที่พบในเนื้อสัตว์

ขอแนะนำให้อาบน้ำทันทีที่กลับมาจากการสำรวจหรือทำงานนอกบ้านและให้ตรวจร่างกายหาเห็บอย่างละเอียด

ใช้แหนบคีบเห็บให้ใกล้ผิวหนังที่สุดและดึงออกไปทิ้งให้ไกล

เห็บยังสามารถแพร่กระจายการติดเชื้อแบคทีเรีย โรคอาการแรกที่พบมากที่สุดคือผื่นแดงเป็นวงกลมรอบ ๆ รอยกัด หากทิ้งไว้ไม่ทำการรักษา พัฒนาอาการขึ้นไปอีกเป็นปี คือมีอาการปวดกล้ามเนื้อ, บวมตามข้อต่อและใบหน้าอัมพาตชั่วคราว

สถาบันคุ้มครองสุขภาพ (HPA) ประมาณการณ์ว่าในแต่ละปี มีผู้ป่วยจากโรค Lyme  2,000 ถึง 3,000 ในอังกฤษและเวลส์

.

Related Link:

.

โรคทูลาริเมีย (Tularemia

โรคลัยม์ (Lyme Disease)

 

How a tick bite can turn you vegetarian: They inject a ‘venom’ that triggers meat allergy

  • A carbohydrate compound injected into the bloodstream by the bite is also present in meat

By DAILY MAIL REPORTER

PUBLISHED: 14:04 GMT, 25 July 2012 | UPDATED: 06:56 GMT, 26 July 2012

A carbohydrate compound injected into the bloodstream by the bite is also present in meat

Meat-free menu? A handful of tick-bite cases in the U.S have triggered food allergies

A steak may never seem as appetising again after a tick bite, warn researchers.

Being bitten by one of the spider-like bugs can trigger a severe allergy to meat, scientists have learned.
Three cases of the strange reaction were identified in the US. The patients suffered severe symptoms several hours after eating red meat.

Experts traced the delayed allergic response to bites from a tick – specifically the Lone Star tick.
A carbohydrate compound injected into the bloodstream by the bite is also present in meat. The initial bite is thought to prime the immune system to react next time it encounters the substance.
The result when the unsuspecting victim tries tucking into a steak can be an outbreak of hives, or even life-threatening anaphylactic shock.

Dr Susan Wolver, from Virginia Commonwealth University, and colleagues described the research in the Journal of Internal Medicine.

They wrote: ‘Where ticks are endemic, for example in the south-eastern United States, clinicians should be aware of this new syndrome when presented with a case of anaphylaxis.
‘Current guidance is to counsel patients to avoid all mammalian meat – beef, pork, lamb and venison.’

Lone star ticks may prime the immune system against a compound found in meat

It is recommended to shower as soon as returning inside after exploring or working outdoors and also to perform a full body inspection for any ticks.
Remove the tick with tweezers by gently gripping it as close to the skin as possible and pulling it away from the skin.

The insects can also spread the bacterial infection Lyme disease. The most common early symptom is a red circular rash that develops around the bite. If left untreated you can develop symptoms up to years later including muscle pain, swelling of the joints and temporary facial paralysis.
The Health Protection Agency (HPA) estimates that there are 2,000 to 3,000 cases of Lyme disease in England and Wales each year.

Data From: dailymail.co.uk

เปลี่ยนเซลล์ผิวหนังเป็นเซลล์สมอง แก้อัลไซเมอร์

เป็นเพราะในอเมริกา มีชาวมะกันป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์กว่า 5.4 ล้านคน แถมยังคาดการณ์ว่า ผู้ป่วยอัลไซเมอร์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในปี ค.ศ.2050 อาจมีสูงกว่าปัจจุบันถึง 3 เท่าตัว

เหตุนี้ นักวิทยาศาสตร์ในแดนมะกันจึงมุ่งคิดหาวิธีการรักษาโรคอัลไซเมอร์กันไปต่างๆ นานา กระทั่งล่าสุด ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันแกลดสโตน ในซานฟรานซิสโก ทำการทดลองในห้องแล็ปพบว่า เซลล์ผิวหนังสามารถเปลี่ยนเป็นเซลล์ต้นกำเนิดประสาทได้

วิธีที่นักวิทยาศาสตร์ทีมดังกล่าวใช้ คือ การถ่ายโอนยีนชื่อ ‘ซ็อก 2’ (Sox 2) เข้าไปในหนูทดลอง และเซลล์ผิวหนังมนุษย์ จากนั้นเพียงไม่กี่วัน เซลล์ผิวหนังก็เปลี่ยนไปเป็นเซลล์ต้นกำเนิดประสาท หรือที่เรียกว่า สเต็มเซลล์สมองนั่นเอง

การทดลองยังพบด้วยว่า เซลล์ผิวหนังที่แปรเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ต้นกำเนิดประสาทสามารถทำงานได้ด้วยตัวเซลล์เอง และไม่นานก็ส่งสัญญาณไฟฟ้าได้ แถมเซลล์ประสาทเหล่านั้นยังพัฒนาเป็นเครือข่ายหรือระบบประสาทอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นโบว์แดงนี้ บรรดานักวิทย์ฯ ของทีม หวังให้กลายเป็นรากฐานเพื่อการรักษา-ป้องกันโรคอัลไซเมอร์และโรคสมองต่างๆ ด้วยหนทางใหม่ๆ

โรคอัลไซเมอร์ เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำให้มีการฝ่อหรือเหี่ยวลงของเซลล์สมอง จึงส่งผลให้การทำงานของสมองบกพร่องลงไป อาการสำคัญของอัลไซเมอร์ที่เห็นได้ชัด คือ หลงลืมบ่อย มีความสับสนเรื่องเวลาและสถานที่ การตัดสินใจแย่ ทำอะไรช้าลง นึกคำพูดไม่ออก บุคลิกภาพและอารมณ์เปลี่ยน ถ้าพบว่าตนเองหรือคนรอบข้างเป็น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหา หากปล่อยไว้อาจกระทบสภาพจิตใจของตัวผู้ป่วยและคนใกล้ชิด.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 11 มิถุนายน 2555

How young couch potatoes are giving themselves bad backs with hours in front of the box

How young couch potatoes are giving themselves bad backs with hours in front of the box

  • A third of 16 to 24-year-olds suffer from back pain, research finds
  • Thirty-eight per cent of over-65s have back problems

By ROB PREECE

PUBLISHED: 05:16 GMT, 25 July 2012 | UPDATED: 08:44 GMT, 25 July 2012

Young adults are paying the price for spending hours slumped in front of the television as one in three suffer from back pain, research has suggested.

Research company Mintel found that the proportion of 16 to 24-year-olds suffering from pain was similar to that of pensioners.

The study found that 34 per cent of 16 to 24-year-olds suffer from back ache compared with 38 per cent of over-65s.

Two fifths of Britons across all age groups suffer from back pain, the research found.

Michelle Strutton, from Mintel, said: ‘The high incidence of back pain in Britain’s youngsters is pretty alarming.
‘Too much time sitting, weakens muscle tone and this can lead to back pain.

‘Many of Britain’s youngsters lead a sedentary lifestyle and lack of sport may well be contributing to back pain as well as poor posture.

Harmful: Researchers said Britain¿s youth were spending hours at a time slumped in front of TV and computer screens

‘Britain’s youth are spending hours at a time slumped in front of TV and computer screens, which is doing nothing to strengthen their backs.

The study also found that women are more likely to complain of headaches than men, with 62 per cent of women saying they suffer from headaches compared with 49 per cent of men.
The Mintel research was published three months after another study linked back pain to happiness at work.

A team of scientists led by Professor Markus Melloh, an orthopaedic surgeon based in Perth, Australia, claimed that many sufferers may simply be unhappy at work.

Back pain is becoming one of society’s main issues and accounts for a high proportion of reasons for taking sick leave.’
Mintel said the research identified the nations top five ailments which are colds and flu, headaches, sore throats, coughs and back pain.

Problem: Two fifths of Britons across all age groups suffer from back pain, the research found

They said sufferers may be able to ‘think themselves better’, as those with a positive attitude to work are less likely to have lower back problems.

They relied on research which showed that only 33 per cent of people with niggling non-specific backache developed persistent pain that severely affected their career and social lives.
Although some workers required extended sick leave, only a few had suffered a physical change such as a slipped disc.
Anatomical tests of the other patients involved in the study showed no physical reasons for ongoing daily problems with pain.
Read more: dailymail.co.uk

พบผลร้ายใหม่จากน้ำตาลในเลือดสูง

ร่างกาย หากปล่อยให้ขาดความสมดุล ไม่ว่าจะระบบใด ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งนั้น อย่างเช่น ระดับน้ำตาลในเลือด มีผลวิจัยล่าสุด เตือนให้ผู้ป่วยโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ ระวังเสียชีวิตได้ภายในระยะเวลาอันสั้น!!!

งานวิจัยดังกล่าว ดร.ฟิลิปป์ เลพเพอร์ และทีมงานจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยซาร์ลันด์ ในเยอรมนี ได้วิเคราะห์จากผู้ป่วยโรคปอดบวม อายุเฉลี่ย 60 ปี จำนวน 6,900 ราย ซึ่งนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลที่ออสเตรีย เยอรมนี และสวิตเซอร์แลน์ ระหว่างช่วงปี ค.ศ.2003-2009

ผลจากการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยโรคปอดบวม ปอดอักเสบ มีความเสี่ยงเสียชีวิตได้ภายใน 28-90 วัน โดยอัตราการเสียชีวิตภายใน 90 วัน จะเกิดขึ้นร้อยละ 3 ถ้ามีระดับน้ำตาลในเลือดปกติ และไม่ได้เป็นโรคเบาหวาน แต่จะเพิ่มเป็นร้อยละ 10 หากมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงและไม่เป็นเบาหวาน และความเสี่ยงเสียชีวิตสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 14 เมื่อมีโรคเบาหวาน ร่วมกับการมีระดับน้ำตาลในเลือดปกติหรือสูงเกินเกณฑ์

อย่างไรก็ตาม คนเราอาจไม่รู้ว่า ตนเองจะป่วยเป็นโรคปอดบวม ปอดอักเสบเมื่อไหร่ แต่เพื่อลดความเสี่ยงเสียชีวิตหากโชคร้ายเจ็บป่วยโรคดังกล่าวขึ้นมา ควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติ หากตรวจพบว่า สูงหรือต่ำเกินไป ต้องระวังโรคเบาหวานด้วย.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 4 มิถุนายน 2555

ความเหงาอ้างว้างโดดเดี่ยวไม่ปล่อยให้คุณอยู่คนเดียว การฝึกสติ (Mindfulness Meditation) ช่วยบรรเทาทุกข์ได้

ผู้สูงอายุที่ทรมาณจากความเหงาอ้างว้างโดดเดี่ยว มีความเสี่ยงสูงมากเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ เช่น โรคหัวใจ, สมองเสื่อมและการตายก่อนวัยอันควร

โครงการเพื่อส่งเสริมเครือข่ายทางสังคม เช่น การสร้างศูนย์ชุมชนก็มีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพ

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์มีวิธีการใหม่สำหรับจัดการกับคนป่วยทางสังคม – ด้วยตัวของพวกเขาเอง

นักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยคาร์นอีจี เมลลัน พบว่าการสอนเทคนิคการฝึกสติ (Mindfulness Meditation) มีประสิทธิภาพในการลดความรู้สึกโดดเดี่ยว ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมความสามารถในการต่อสู้กับโรคด้วย

เจ เดวิด เครสเวล หัวหน้าการวิจัย กล่าวว่า “เรามักจะบอกคนให้เลิกสูบบุหรี่ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ แต่ไม่ค่อยคิดเกี่ยวกับความเหงาอ้างว้างโดดเดี่ยวในแบบเดียวกัน”

“เรารู้ว่าความเหงาเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญสำหรับการเกิดปัญหาสุขภาพและการเสียชีวิตในผู้สูงอายุ การวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าการฝึกสมาธิเป็นการแทรกแซงที่มีแนวโน้มในการปรับปรุงสุขภาพของผู้สูงอายุ”

เป็นเวลากว่า 2500 ปี ที่พระพุทธเจ้าผู้นำจิตวิญญาณได้มุ่งเน้นการใส่ใจกับการตระหนักรู้ อยู่กับปัจจุบันขณะ (…รู้อยู่กับปัจจุบัน รู้ตามความเป็นจริง ไม่ปรุงแต่ง)

ในการพิมพ์เผยแพร่ เรื่อง ‘สมอง พฤติกรรมและภูมิคุ้มกัน’ การศึกษายังพบว่าการฝึกสติ (Mindfulness Meditation) ลดระดับการอักเสบ ซึ่งเป็นความคิดที่ส่งเสริมการพัฒนาและขบวนการเกิดของโรคต่าง ๆ

สำหรับการศึกษานักวิจัยได้คัดเลือกผู้ใหญ่สุขภาพดีอายุ 55-85 ปี จำนวน 40 คน ที่แสดงความสนใจในการเรียนรู้เทคนิคการฝึกสติ (Mindfulness Meditation) แต่ละคนได้รับการประเมินที่จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของการศึกษาโดยใช้มาตราส่วนความเหงาที่จัดตั้งขึ้น และเก็บตัวอย่างเลือดด้วย

ผู้เข้าร่วมถูกสุ่มให้ได้รับการบำบัด/ไม่ได้รับการบำบัด โปรแกรมการฝึกสติ (Mindfulness Meditation) แบบลดความเครียด  Mindfulness-Based Stress Reduction (MBSR) เป็นเวลาแปดสัปดาห์

ความสงบสุข ในชั้นเรียนสองชั่วโมงยังช่วยลดการอักเสบ

โปรแกรม MBSR ประกอบด้วยการประชุมสองชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งผู้เข้าร่วมจะต้องเรียนรู้เทคนิคการสร้างความตระหนักของร่างกาย – สังเกตความรู้สึกและการหายใจ – และฝึกที่จะเข้าใจความมีสติจดจ่อกับอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของพวกเขา

พวกเขายังต้องกลับมาการฝึกสติ (Mindfulness Meditation) เป็นเวลา 30 นาทีในแต่ละวันที่บ้านและได้เข้าร่วมการผ่อนคลายยาวนานตอนกลางวัน

นักวิจัยพบว่าแปดสัปดาห์ที่ผ่านมาจากการฝึกสติ (Mindfulness Meditation) ลดความเหงาของผู้เข้าร่วมการทดลองลง

ในขณะที่ตัวอย่างเลือดพบว่าหลังการฝึก  ลดระดับของยีนที่ก่อให้เกิดการอักเสบสูงในผู้เข้าร่วมการทดลอง

สตีเวน โคล ผู้ร่วมทำการวิจัย จาก UCLA กล่าวว่า การลดลงของการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบอย่างมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากการอักเสบก่อให้เกิดความหลากหลายของภัยคุกคามสุขภาพ รวมทั้งโรคมะเร็งโรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคความเสื่อมของระบบประสาท

ผลลัพธ์เหล่านี้มีบางส่วนของตัวชี้วัดแรกที่เซลล์การแสดงออกของยีนภูมิคุ้มกันสามารถปรับโดยการแทรกแซงทางจิตวิทยา

ในขณะที่งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นวิธีการใหม่ที่มีแนวโน้มในการรักษาความเหงาอ้างว้างโดดเดี่ยวและความเสี่ยงโรคอักเสบในผู้สูงอายุ

‘หากคุณสนใจในการฝึกสติ (Mindfulness Meditation) ให้หาอาจารย์ผู้สอนในเมืองของคุณ,’ เขากล่าว

เป็นสิ่งสำคัญในการฝึกจิตของคุณให้เหมือนกับการฝึกให้มีกล้ามแขนในห้องยิม

 

 

.

Related Link:

.

Loneliness won’t leave you alone? How mindful meditation can ease your woes

  • The practice also boosted immunity in older adults

By CLAIRE BATES

PUBLISHED: 09:16 GMT, 25 July 2012 | UPDATED: 10:52 GMT, 25 July 2012

Older adults who suffer from loneliness are at far greater risk of health problems such as heart disease, Alzheimer’s and premature death.

Schemes to encourage social networking such as creating community centres have had limited effectiveness.

Now scientists have come up with a new way for people to tackle the social ill – on their own.

Researchers from Carnegie Mellon University found that teaching mindful meditation techniques was effective at reducing feelings of isolation, while at the same time boosting their ability to fight disease.

Study leader J. David Creswell, said: ‘We always tell people to quit smoking for health reasons, but rarely do we think about loneliness in the same way.

‘We know that loneliness is a major risk factor for health problems and mortality in older adults. This research suggests that mindfulness meditation training is a promising intervention for improving the health of older adults.’

The 2,500-year-old practice dating back to the time of the spiritual leader Buddha focuses on creating an attentive awareness of the present moment.

Published in ‘Brain, Behavior & Immunity,’ the study also found that meditation lowered inflammation levels, which is thought to promote the development and progression of many diseases.

For the study, the researchers recruited 40 healthy adults aged 55-85 who indicated an interest in learning mindfulness meditation techniques. Each person was assessed at the beginning and end of the study using an established loneliness scale. Blood samples also were collected.

The participants were randomly assigned to receive either the eight-week Mindfulness-Based Stress Reduction (MBSR) program or no treatment.

Tranquility: Two-hour meditation classes also reduced inflammation

The MBSR program consisted of weekly two-hour meetings in which participants learned body awareness techniques – noticing sensations and working on breathing – and worked their way toward understanding how to mindfully attend to their emotions and daily life practices.

They also were asked to practice mindfulness meditation exercises for 30 minutes each day at home and attended a day-long retreat.

The researchers found that eight weeks of the mindfulness meditation training decreased the participants’ loneliness.

Meanwhile the blood samples revealed that the training reduced the participants elevated levels of an inflammatory-causing gene.

Study co-author Steven Cole from UCLA said: ‘Reductions in the expression of inflammation-related genes were particularly significant because inflammation contributes to a wide variety of the health threats including cancer, cardiovascular diseases and neurodegenerative diseases.

‘These results provide some of the first indications that immune cell gene expression profiles can be modulated by a psychological intervention.’

Creswell added that while this research suggests a promising new approach for treating loneliness and inflammatory disease risk in older adults, more work needs to be done.

‘If you’re interested in using mindfulness meditation, find an instructor in your city,’ he said.

‘It’s important to train your mind like you train your biceps in the gym.’

Data from: dailymail.co.uk

ชีวิตเร่งรีบต้องรู้จักบริโภคสารอาหาร

image credit: unclebens.comภาวะปัจจุบันที่เร่งรีบบีบคั้นให้คนเราต้องใช้ชีวิตแบบไฮสปีด นอกจากไม่มีเวลาพิถีพิถันเรื่องการกิน-อยู่แล้ว สภาพแวดล้อมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยมลพิษ ยิ่งเป็นกลไกสะสมให้ร่างกายก่อเกิดโรคต่างๆ มากมายรอวันเช็กบิล!!

นพ.จิรเจษฎ์ สุขสุเพิ่ม อายุรแพทย์โรคมะเร็งและเคมีบำบัด แนะนำทางออกให้สุขภาพดีไปตลอด คือ การดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง, พักผ่อนอย่างน้อย 8 ชั่วโมง/วัน, ทานอาหารครบ 5 หมู่ นอกจากสูตรพื้นฐาน 3 อย่างนี้ อีกตัวช่วยที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นคือการเลือกรับประทานอาหารเสริม ซึ่งมีอยู่มากมายหลายชนิดในปัจจุบัน

นพ.จิรเจษฎ์เท้าความถึงที่มาว่า “อาหารเสริม คือ สิ่งที่ทานเพิ่มขึ้นไปจากอาหารหลักในชีวิตประจำวัน แต่เดิมนิยมมากในกลุ่มผู้ป่วยที่มีผลข้างเคียงจากการรักษา เช่น เบื่ออาหาร หรือต้องการรักษาแบบทางเลือกที่เสริมกับการรักษาหลัก แต่ปัจจุบันมีการผลิตอาหารเสริมหลายๆ ชนิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองกลุ่มคนที่ไม่มีเวลา และต้องการสารอาหารอย่างหนึ่งอย่างใดให้กับร่างกายเป็นพิเศษ” พร้อมแสดงทัศนะเพิ่มเติมว่า การแพทย์แผนตะวันตกส่วนใหญ่ใช้เคมี เห็นผลการรักษาเร็ว แต่มีผลข้างเคียงมาก ขณะที่การแพทย์แผนตะวันออกใช้หลักธรรมชาติ เห็นผลช้าแต่ปราศจากเอฟเฟ็กต์ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารเสริมต่างๆ ที่ทำจากธรรมชาติ เมื่อใช้ควบคู่ไปกับการรักษาหลักถือว่าได้ผลดี

สอดคล้องกับผลวิจัยเร็วๆ นี้ที่พบว่าพืชที่เป็นอาหารหลักของคนไทยอย่าง “ข้าว” มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะสารอาหารบริเวณ “จมูกข้าว” มีคุณค่าทางอาหารสูงที่สุด ในเมล็ดข้าวแต่ละเมล็ดอุดมไปด้วยวิตามินหลายชนิด ทั้งวิตามินบีรวมและวิตามินอี ที่สำคัญจมูกข้าวยังมีสาร Gamma Oryzanol (แกมมา โอรีซานอล) ช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสารนี้มีประสิทธิภาพในการเพิ่มระดับไขมันชนิดดี หรือ HDL ในร่างกาย ซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งมีผลโดยตรงในการป้องกันโรคหัวใจและโรคที่เป็นผลมาจากหลอดเลือดตีบตัน เช่น ภาวะสมองเสื่อม โรคชาตามประสาทส่วนปลาย โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต และภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ นอกจากนี้วิตามินบีและวิตามินอียังช่วยรักษาความสมดุลของฮอร์โมนและบำรุงผิวพรรณ ทั้งยังอุดมด้วยสารเมลาโทนินที่มีสรรพคุณช่วยในการนอนหลับ

ปัจจุบันมีการนำจมูกข้าวมาสกัดเป็นน้ำมันแล้ว พร้อมกับเพิ่มสารอาหารที่จำเป็นอีกสองตัว ได้แก่ Coenzyme Q 10 (โคเอ็นไซม์คิวเท็น) และ Beta Glucan (เบต้ากลูแคน) ทั้งนี้คุณหมอจิรเจษฎ์กล่าวย้ำว่า สารอาหารดังกล่าวเป็นกุญแจที่อยู่เบื้องหลังการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ร่างกายจะสร้างได้เองก็ตามแต่ปริมาณการสร้างจะลดลงเรื่อยๆ หลังอายุ 20 ปี และทางการแพทย์พบว่าปริมาณของ Coenzyme Q 10 ในร่างกายมีผลต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ ที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอวัยวะที่ต้องการพลังงานสูง เช่น หัวใจ ตับ ไต และสมอง โดย Coenzyme Q 10 เป็นสารสำคัญในการผลิตพลังงานเพิ่มระดับ Oxygen และสร้างความแข็งแรงให้แก่อวัยวะ พร้อมกระตุ้นให้ร่างกายเปลี่ยนสารอาหารเป็นพลังงาน จึงมีส่วนช่วยการทำงานของต่อมไทรอยด์ ซึ่งผลิตฮอร์โมนไปเลี้ยงสมอง ช่วยลดอัตราการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือภาวะสมองเสื่อม, มีประสิทธิภาพในการลดริ้วรอยและช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว โดยสามารถทำงานเสริมประสิทธิภาพของ Vitamin E จากจมูกข้าว และยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีผลในการป้องกันโรคมะเร็ง

“ส่วน Beta Glucan เป็นสารอาหารที่พบได้ตามธรรมชาติในว่านหางจระเข้ ผนังเซลล์ของยีสต์ ธัญพืชและเห็ดบางประเภท โดยร่างกายจะดูดซึม Beta Glucan ผ่านลำไส้เล็กและเข้าสู่เม็ดเลือดขาวซึ่งกระจายไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย คุณสมบัติช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอยู่ในภาวะที่พร้อมต่อสู้กับเชื้อโรคเสมอ ทำให้ร่างกายมีประสิทธิภาพในการจัดการกับเชื้อโรคได้ดีขึ้น และลดอาการภูมิแพ้ได้ ในงานวิจัยยังระบุว่ามีส่วนช่วยรักษาสมดุลคอเลสเตอรอลและน้ำตาลในเลือด จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันและภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง นอกจากนี้ในปัจจุบันได้มีการใช้ Beta Glucan ในการเสริมประสิทธิภาพของการรักษาโรคมะเร็งโดยวิธีเคมีบำบัด ซึ่ง Beta Glucan มีประโยชน์ทั้งในการป้องกันและลดผลข้างเคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ”.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 27 มิถุนายน 2555

ลำไย..หวานบำรุง

ศัตรูตัวร้ายกลายร่างเป็น “เทวดา” เมื่อลำไยที่หลายคนกล่าวหาเป็นต้นเหตุน้ำตาลในเลือดสูง ขอแก้ข่าวว่า ตัวฉันนั้นช่วยบำรุงเลือด บำรุงประสาท บำรุงผิวพรรณ และอีกมากมายให้กับมนุษย์

ถึงแม้หลายคนจะมีความเชื่อกันว่า หากรับประทานลำไยมาก ๆ จะทำให้อ้วนบ้าง ร้อนในบ้าง มันเป็นความจริงส่วนหนึ่ง แต่หากเราบริโภคแต่พอดี ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป รสหวานจากน้ำตาลผลไม้นั้นจะย่อยง่าย ดูดซึมง่าย มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย และเป็นอาหารที่ให้พลังงานได้ดีอยู่แล้ว

ตามตำราแพทย์แผนไทย “เนื้อลำไย” ที่ต้มแช่เหล้า มีสรรพคุณใช้ในการบำรุงเลือด ส่วนการแพทย์แผนโบราณของจีนนั้นได้นำลำไย มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนของโลหิต อีกทั้งยังเชื่อว่า ลำไยสามารถช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย อาหารไม่ย่อย ท้องอืดแน่น ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ช่วยบำรุงกำลัง และรักษาอาหารตัวบวมของสตรีภายหลังจากการคลอดบุตร ช่วยบำรุงประสาทในคนที่เป็นโรคประสาทอ่อนๆ นอนไม่หลับ ใจสั่น

ถ้านำมาต้มกับโสม ก็จะช่วยในเรื่องความจำ ไม่หลงลืมง่ายในผู้สูงวัย ช่วยลดความเครียด บำรุงประสาทตา บำรุงผิวพรรณ บำรุงม้าม บำรุงหัวใจ ส่งผลให้ชาวจีนโบราณจึงนิยมกินลำไยแห้ง หรือดื่มน้ำลำไยอุ่นๆ ซึ่งมีคุณประโยชน์ต่อผิวพรรณและสุขภาพ

ทั้งยังมีงานวิจัยในประเทศญี่ปุ่นออกมาสนับสนุนอีกว่า เนื้อลำไยแห้ง ช่วยระงับประสาทที่อ่อนเพลีย จากการตรากตรำทำงานหนัก ลดอาการเครียด กระวนกระวาย วิตกกังวล นอนไม่หลับ เพราะฉะนั้น ถ้าบริโภคเครื่องดื่มลำไยก่อนนอน ก็จะช่วยให้หลับสบายขึ้นได้

ส่วนประเทศไทยเองก็มีงานวิจัยเช่นกันว่า เนื้อลำไยที่ผ่านกรรมวิธีอบกรอบนั้น อุดมไปด้วยวิตามินซี เท่ากับส้ม 4 ลูก (เมื่อบริโภคลำไยอบแห้ง 22 กรัม) หรือลำไยในปริมาณ 100 กรัม จะมีวิตามินซีสูงถึง 200 กรัม รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระสูงถึง 313 มิลลิกรัมเลยทีเดียว นอกจากนั้นยังมีใยอาหาร กรดกลูโคนิค กรดมาลิก กรดซิตริก กรมอะมิโนอีก 9 ชนิด แถมด้วยแร่ธาตุที่ดีและมีประโยชน์ เช่น ทองแดง สังกะสี แมงกานีส เป็นต้น

ดร. จาตุพงศ์ วาฤทธิ์ หุ้นส่วนที่ปรึกษาบริษัท คริสปี้ เวจ แอนด์ ฟรุ๊ต จำกัด ผู้คิดค้นนวัตกรรมลำไยอบกรอบ อธิบายต่อว่า การจะเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริโภค จำเป็นต้องให้ข้อมูลทางโภชนาการที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ ทั้งยังต้องใส่ความทันสมัย นวัตกรรมการผลิตที่ใช้เทคนิคการอบแห้งขั้นสูง ที่เรียกว่า การอบแห้งแบบแช่เยือกแข็ง (Freeze Dry) ด้วยการทำน้ำลำไยให้เป็นน้ำแข็ง จากนั้นจึงทำการระเหิดน้ำแข็ง ทำให้น้ำแข็งเปลี่ยนสถานะเป็นไอน้ำ ที่อุณหภูมิต่ำภายใต้สภาวะสุญญากาศ แล้วมาป่นให้เป็นผงทีหลัง

นอกจากนั้น ยังต้องเปลี่ยนให้ทันกับพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วย ซึ่งปัจจุบันมักเลือกรับประทานจากความสะดวกและหลากหลาย จึงต้องแปรรูปให้เป็นผงลำไย เพื่อให้นำไปประกอบอาหารแทนผงปรุงรส ทำคุกกี้ เบเกอรี ไอศกรีม ผสมโยเกิร์ต คลุกในสลัด หรือผสมกับซีเรียลอาหารเช้าก็ได้ หรือจะปรับให้เป็นของทานเล่น (Snack) ก็ดี

ลำไย ช่วยการันตีให้เรารู้ว่า ถึงแม้จะมีชื่อด้านลบๆ มานานว่าส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่ถ้าเราปรับสูตรและค้นคว้าให้มากขึ้น ร้ายก็จะกลายเป็นดีได้เหมือนกัน

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 28 มิถุนายน 2555

ไขความลับ..รังนกนางแอ่นเพิ่มภูมิคุ้มกัน ไข้หวัดใหญ่

นิตยสารไทม์ส ฉบับเดือน ก.ค. ปี 2009 ตีพิมพ์ข้อเขียนของ Andrew Marshall  ระบุว่า การเก็บรังนกนางแอ่นกำลังเป็นอาชีพที่บูมอย่างมาก โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่ของรังนกนางแอ่น

การเก็บรังนกในประเทศไทยนั้น พบว่ามีระบบสัมปทานรังนกมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เป็นเครื่องมือในการควบคุมปริมาณการเก็บรังนก ซึ่งช่วยอนุรักษ์พันธุ์นกแอ่นกินรังให้อยู่รอดปลอดภัยตลอดมา โดยปัจจุบันมีกฎหมายกำหนดให้เก็บรังนกได้ไม่เกินปีละ 3 ครั้ง ผู้รับสัมปทานจะต้องจัดการเก็บรังให้ สอดคล้องกับวงจรชีวิตของนก  คือเก็บรังก่อนที่นกจะวางไข่ เก็บครั้งแรกในเดือนมีนาคม ครั้งที่ 2 ในเดือนพฤษภาคม จากนั้นปล่อยให้นกทำรังและวางไข่ จนกระทั่งลูกนกฟักออกมาและเติบโต จึงเข้าเก็บรังครั้งสุดท้ายในเดือนสิงหาคม และไม่เข้าไปในถ้ำอีกจนกว่าจะถึงฤดูกาลเก็บรังนกปีต่อไป

Andrew  บอกว่า  รังนกที่ใช้บริโภคสร้างขึ้นจากน้ำลายของนกนางแอ่น โดยซุปรังนกถือเป็นอาหารที่มีราคาแพง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่มีเชื้อสายจีน ทั้งนี้ ในกรุงเทพฯรังนกขนาด 11 ออนซ์ หรือประมาณ 300 กรัม มีราคาถึง 2,600 เหรียญสหรัฐฯ และเมื่อนำมาทำเป็นเครื่องดื่มสุขภาพ ซึ่งแม้จะมีรังนกผสมอยู่เพียง 1.1% แต่ก็สามารถขายได้ถึง 4 เหรียญสหรัฐฯต่อขวด ข้อเขียนดังกล่าวระบุสรรพคุณของรังนกด้วยว่ามีสรรพคุณในการรักษาทุกอย่างตั้งแต่ไข้หวัดไปจนถึงวัณโรค รวมถึงเป็นยาอายุวัฒนะและเพิ่มพลังทางเพศด้วย

ชาวจีนแผ่นดินใหญ่และเกาะฮ่องกง นิยมบริโภครังนกเป็นชีวิตจิตใจ มีเอกสารบันทึกว่าในสมัยราชวงศ์หมิงตอนปลาย มีแพทย์เขียนใบสั่งยา โดยมีรังนกเป็นส่วนผสม โดยเชื่อว่ารังนกสามารถรักษาโรคทางเดินหายใจ ช่วยบำรุงสุขภาพเด็กที่ร่างกายไม่แข็งแรงได้ดี

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้  ดร.เอกราช  บำรุงพืชน์  นักวิชาการจากชมรมโภชนวิทยา  มหาวิทยาลัยมหิดล ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า จริงๆ แล้วการบริโภครังนกนางแอ่น เป็นที่นิยมของคนจีนมานานนับพันปี ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง โดยเป็นการกินรัง นกแอ่นกินรัง ที่เรียกว่า Edible-nest Swiftlet รังนกถือว่าเป็นสิ่งที่มีค่า จนมีคำเรียกว่า “Guan Yan”  ที่แสดงถึงคุณค่า ของรังนก และมักใช้มอบเป็นของขวัญให้กับเชื้อ พระวงศ์และข้าราชการระดับสูง เพราะเป็นของหาได้ยากและมีราคาแพงมาก ถึงขนาดได้รับฉายาว่า “ทองคำสีขาว”  หรือ “คาเวียร์แห่งโลกตะวันออก”

ดร.เอกราช กล่าวว่า ในทางการแพทย์  แพทย์จีนใช้รังนกเป็นส่วนผสมในตำรับยา  เพราะเชื่อกันว่ารังนกมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลังชั้นดีในการฟื้นฟูสุขภาพจากการเจ็บป่วย ช่วยรักษาโรคทางเดินหายใจ บำรุงสุขภาพเด็กที่ไม่แข็งแรง และยังเชื่อกันอีกว่ารังนกช่วยเสริมสุขภาพระบบการย่อยและการดูดซึมสารอาหาร หรือแม้แต่ช่วยให้อายุยืนและชะลอความชรา

“แนวคิดเรื่องการใช้อาหารเป็นยา หรือ Food as medicine และการกินอาหารเพื่อส่งเสริมสุขภาพมีมานานกว่า 2,500 ปีแล้ว  แม้แต่ฮิปโปเครติส  บิดาแห่งการแพทย์ของชาวกรีก รวม ทั้งการแพทย์แผนตะวันออก ก็มีความเชื่ออย่างที่ว่านี้  ยิ่งในปัจจุบันความรู้ทางด้านอาหารและโภชนา-การมีความก้าวหน้ามากขึ้น งานวิจัยจำนวนมากพบว่าอาหารที่เรารับประทานกันทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่มาจากพืชหรือสัตว์ต่างก็มีองค์ ประกอบที่มีผลต่อการทำงานของร่างกาย และส่งผลต่อสุขภาพของคนเราทั้งสิ้น”  นักวิชาการชมรมโภชนวิทยา  มหาวิทยาลัยมหิดล บอก

ดร.เอกราช  อธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า คนเราต้องกินอาหาร เพราะอาหาร ไม่เพียงแต่จะให้คุณค่าทางโภชนาการเท่านั้น แต่ยังมีสารที่มีผลต่อการทำงานของร่างกายคล้ายยา ซึ่งเราเรียกว่า “สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ”  (Bioac-tive compound) เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอาหารฟังก์ชันที่เน้นการกินอาหารเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ  ล่าสุดมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่ารังนกมีโปรตีนแบบพิเศษที่มีโครงสร้างเหมือนกับ Epidermal Growth Factor (EGF) ที่มีอยู่ในคน ซึ่งตามธรรมชาติแล้ว EGF จะมีประโยชน์ในการช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมเซลล์ภายในร่างกาย นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาพบว่า EGF มีส่วนช่วยกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาว (Leukocytes) ซึ่งทำหน้าที่ในการปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคต่างๆ ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

“คณะนักวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นพบว่าในรังนกมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่ โดยไกลโคโปรตีนในรังนกนางแอ่นแท้ จะทำหน้าที่จับกับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ จึงช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อไข้หวัดใหญ่เข้าจับกับเซลล์ในร่างกายได้” ดร.เอกราชบอก พร้อมกับบอกว่า ปัจจุบันยังคงมีการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องว่า สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีอยู่ในรังนกจะให้ประโยชน์อะไรแก่ร่างกายอีกบ้าง

และเพราะความที่รังนกแท้มีราคาแพงมาก ทำให้มีการผลิตรังนกปลอมที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันมากจนไม่สามารถแยกได้ด้วยการมองตาเปล่า รังนกปลอมส่วนใหญ่จะผลิตจากยางไม้ชนิดหนึ่ง คือ ยางคารายา ซึ่งมีลักษณะสีขาวหรือสีเหลืองอมชมพูจนถึงสีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นคล้ายน้ำส้มสายชูไม่ละลายน้ำ แต่สามารถดูดน้ำทำให้พองตัวคล้ายวุ้น ขุ่นเล็กน้อย เมื่อนำมาต้มจะคล้ายรังนกแต่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

การตรวจสอบความแตกต่างของรังนกแท้และรังนกปลอม ต้องทำโดยใช้เทคนิค อินฟราเรดสเปคโตรสโคปี (Infrared spectroscopy) โดยหน่วยงานที่สามารถตรวจสอบได้ คือกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นการตรวจสอบเพื่อหาอินฟราเรดสเปคตรัม (Infrared spectrum) ซึ่งมีเฉพาะในรังนกแท้ รวมทั้งตรวจวิเคราะห์หาส่วนผสมของรังนกนางแอ่น โดยหาปริมาณโปรตีนและกรดอะมิโน  ซึ่งพบว่ารังนกแท้จะมีส่วนประกอบหลักเป็นโปรตีนสูงกว่า 50% และมีคาร์โบไฮเดรต ประมาณ 22% ขณะที่รังนกปลอมจะมีโปรตีนเพียง 2% แต่จะมีคาร์โบไฮเดรตสูงกว่า 70%

การเลือกบริโภครังนก  จึงควรพิจารณาความเหมาะสม ทั้งด้วยคุณค่าของสารอาหาร และความเป็นรังนกแท้และรังนกปลอม เพื่อให้ได้ประโยชน์อย่างแท้จริงในการบริโภค.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 28 กรกฎาคม 2555

.

Related link:

.

Data from: time.com

Bird Bonanza

By Andrew Marshall Monday, July 20, 2009

Ultrasonic humidifier? Check. Swiftlet Bazooka Tweeter? Check. Feces powder? Er, check. All you need now is a multistory house with no doors or windows but plenty of holes, and you’re almost ready to join one of Southeast Asia’s fastest-growing cottage industries: harvesting edible birds’ nests.

You’ll also need birds, of course — lots of them. That’s the tricky part.

Edible birds’ nests are the handiwork of the swiftlet, a small bird found mostly in Southeast Asia that builds its nests from its saliva. Bird’s-nest soup is an expensive delicacy served across the Chinese-speaking world, and the basic ingredient is in such demand that nests are sometimes called “white gold” or the “caviar of the East.” In Bangkok, an 11-oz. (300 g) box can cost $2,600, while so-called health drinks comprising just 1.1% nest sell for $4 a jar. Aficionados attribute nests with the power to treat everything from cold sores to tuberculosis, and to boost both longevity and sexual prowess.

Until recently, nests were mainly harvested from caves in the wild, and the trade was dominated by a ruthless and well-connected élite. Now, fueled by insatiable demand from prospering China, a regional boom in farming nests in purpose-built birdhouses — “swiftlet condos,” as they’re sometimes called — is democratizing the business. “It’s recession-proof,” enthuses Harry Kok, a retired Malaysian engineer who owns or has shares in five birdhouses and writes a blog on the subject from his Kuala Lumpur home. “The overheads are minimal. You don’t have a factory with so many workers. Right now, those who have birdhouses are smiling.”

The business has expanded so fast, and with such little oversight, that reliable numbers are hard to come by. There are perhaps 10,000 swiftlet buildings in Malaysia alone, which each year produce 144 metric tons of nests worth $160 million, reports the Malaysian government news agency Bernama. Nests from Thailand’s 600 or more condos could be worth another $60 million, according to a 2007 Thai study, “Swiftlet Birds’ Nests: Power, Conflict and Riches,” by independent researcher Kasem Jandam. Judging by the number of swiftlet condos appearing in many Thai towns, these figures are probably gross underestimates. In Indonesia, the world’s largest supplier, the industry is bigger than Malaysia’s and Thailand’s combined. Hong Kong, a major consumer, imported nests worth $276 million last year, up from $204 million in 2006, according to the Hong Kong Trade Development Council.

The little swiftlet has hatched a billion-dollar global business, including a subindustry of how-to books and bloggers who share tips on birdhouse construction and equipment. As with most properties, the value of a birdhouse depends on three factors: location, location, location. Before building one, advises Kok, you must survey the skies for a regular passage of swiftlets. Once constructed — a three-story birdhouse with room for about 40,000 nests costs roughly $100,000 — you must attract tenants. The maker of the Swiftlet Bazooka Tweeter claims it can broadcast “love calls” to birds flying up to a mile away. Humidifiers keep the interior of the house attractively damp like the caves swiftlets prefer. And don’t forget your feces powder: bird droppings mixed with ammonium bicarbonate which, when sprinkled on the floor, make a new birdhouse smell like a well-established one.

Even if you build it, they don’t always come. Up to two-thirds of birdhouses fail to attract a self-supporting colony of birds, estimates Kok. “We don’t really understand them,” he says. “They are wild animals. We find that they like to stay in dark areas. But at one hotel in Malacca they are nesting in bright light.” Lucky producers can harvest two to four pounds of nests a month, worth up to $500 per pound ($1,100 per kg). Middlemen are buying up all the nests they can source, usually as quietly as possible. “They come to your doorstep and pay you cash,” says Kok. “This business is a very secretive thing, because they’re not paying any tax to the government. Everyone is doing it on an illegal or secret basis, where you declare 10 kilos but you are selling 1,000 kilos.”

In some respects, the birdhouse business resembles the trade in nests harvested from the wild, a side of the industry that is murky and sometimes violent; in the past, only those with money, muscle and good political connections prospered. In Thailand, fewer than a dozen companies harvest nests from some 170 islands in the Gulf of Thailand and the Andaman Sea, in return for paying multimillion-dollar concession fees to the government. The remote islands are guarded by dozens of armed men — in effect private armies — and are often run “like independent states,” says Jandam, the author of the industry study. Companies discourage all visitors, claiming they might disrupt the birds’ habitat. In Koh Si Koh Ha, a string of islands in Phatthalung province, 14 suspected nest thieves were shot dead in two separate incidents in the early 1990s.

The connection between nests and violence continues to this day. The island of Koh Mak gets about $1.1 million in nest revenue every year, eight times more than the budget of some other Phatthalung subdistricts unblessed by nesting swiftlets. In 1997, the Thai government passed legislation to make the industry more transparent and ensure that government revenue from concessions is funneled back into local communities. But a string of unsolved murders on Koh Mak indicates hazardous aspects of the harvesting trade linger. Pradit Jariya, 35, has been administrative chief of the island for a year now. It’s quite an achievement, considering the fates of the three subdistrict chiefs before him. Last July, his predecessor was sitting by a lagoon when the M-16-toting occupants of a speedboat pumped into him what one Thai newspaper termed “many tens of bullets.” The man had been chief for just three months. The chief before him had lasted 10 months before being gunned down. And the chief before him met the same fate after eight months. None of the murders have been solved.

Given the risks of wild harvests, it’s little wonder that the smart money has moved into the more genteel birdhouse business — although here, too, there are complications. Swiftlet condos have become local eyesores. Because nest theft is common, the untreated concrete structures often resemble secret weapons facilities, their roofs adorned with barbed wire and electric fences. Bird droppings are a potential health threat, too, while in some towns, the constant noise from Swiftlet Bazooka Tweeters and other callers has become “unbearable,” admits Kok.

So far, the authorities in Southeast Asian countries have not been able to control the building, never mind collect taxes on the profits. But the industry is growing too big to ignore, and there are signs that it might not stay lightly regulated for much longer. Last year Malaysian forestry officials and police raided more than a dozen illegal swiftlet farms across Sarawak, a state where only two of an estimated 1,500 birdhouses have licenses. The rest contravene local wildlife-protection laws that forbid swiftlet farms in urban areas. Sarawak’s once profitable industry is grounded for now. But with unflagging demand from China, and increasing numbers of birdhouses popping up in Vietnam, Cambodia and the Philippines, the regionwide trade in birds’ nests is heading in only one direction: upward.