แอสเปอร์เกอร

เอ่ยชื่อ “แอสเปอร์เกอร์” ขึ้นมา คนทั่วไปต่างก็ส่ายหัวบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่รู้จักและไม่เคยได้ยินมาก่อนดังนั้นเพื่อให้ผู้อ่านได้รับทราบข้อมูลเรื่องนี้ไปพร้อม ๆ กัน “X-RAY สุขภาพ” จึงมาพูดคุยกับ พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผอ.สำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

พญ.อัมพร อธิบายว่า “แอส เปอร์เกอร์” เป็นโรคเกี่ยวกับพัฒนา การของเด็กใน “กลุ่มออทิสติกส์” พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ถึงแม้จะมีความแตกต่างด้านพัฒนาการ แต่เด็กหลายคนกลับมีหน้าตาดี น่ารัก

ถ้าเป็นโรคออทิสติกส์เรามักจะนึกถึงเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการล่าช้าในการสื่อสาร อาจจะมีสติปัญญาบกพร่องร่วมด้วย เป็นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค  ในรายที่เป็นมากจะไม่เข้าใจภาษากายและไม่สามารถพูดได้ แต่ถ้าเป็นน้อยอาจแค่เล่นนิ้วตัวเอง มีพฤติกรรมซ้ำ ๆ ซาก ๆ กินอาหารซ้ำ ๆ

สำหรับแอสเปอร์เกอร์เป็นออทิสติกส์ที่เป็นน้อย ๆ เพราะฉะนั้นบางรายจึงแยกได้ยากจากเด็กปกติ เด็กบางคนอาจพูดช้าไป 1-2 ปี หรือการสื่อสารภาษากายช้า แต่ก็สามารถสื่อสารได้ บางคนมีพฤติกรรมซ้ำ ๆ ดูแปลก ๆ แต่ไม่รุนแรงอะไร บ่อยครั้งมักจะพบว่า แอสเปอร์เกอร์มีสติปัญญาระดับดี ถึงดีมาก

ถ้าแอสเปอร์เกอร์อยู่แต่บ้านก็คงไม่เป็นไร สิ่งที่เป็นปัญหา คือ เมื่อเขาไปมีปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคม ไปโรงเรียนไปเจอเพื่อน เขาอาจจะทำตัวแปลกกว่าเด็ก อื่น จนกลายเป็นตัวตลกของเพื่อน ๆ เพราะชอบแยกตัว   อยู่คนเดียว เวลาเพื่อนพูดอะไรคนอื่นขำ แต่เขาไม่ขำ   หรือเวลาคนอื่นรู้สึกโกรธแต่เขาอาจจะเฉย ๆ หรือคนอื่น  เฉย ๆ เขาอาจจะโกรธ เพื่อนส่วนใหญ่เล่นอีกอย่าง แต่เขาอาจจะไม่สนใจ โดยจะเล่นในแบบที่ตัวเองพึงพอใจเท่านั้น ซึ่งความแปลกแยกตรงนี้จะค่อย ๆ สะสมเป็นปัญหา ในที่สุดก็จะมีโอกาสเกิดพฤติกรรมและอารมณ์แตกต่างจากคนอื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ

พฤติกรรมซ้ำ ๆ ของเด็กที่เป็นแอสเปอร์เกอร์แสดงออกได้หลายรูปแบบ เช่น กินอาหารซ้ำ ๆ เล่นของเล่นซ้ำ ๆ กระเป๋าก็กระเป๋าใบเดิม ผ้าห่มก็ผืนเดิมตั้งแต่เล็กจนโตไม่ยอมเปลี่ยน ถ้าเปลี่ยนจะมีอารมณ์ อ่านหนังสือก็ต้องเล่มเดิมเท่านั้น

พฤติกรรมของเด็กแอสเปอร์เกอร์ไม่ได้มีลักษณะเหมือนกันทุกคน บางคนอาจเล่นน้ำลาย ทั้ง ๆ ที่เพื่อนขยะแขยง ไม่ชอบเขาก็รู้ แต่เปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้ พอคิดว่าตัวเองเป็นอย่างนี้ เพื่อนคงไม่ต้องการไม่รัก ก็เศร้า

จะรู้ได้อย่างไรว่าบุตรหลานเป็นแอสเปอร์เกอร์? พญ.อัมพร กล่าวว่า ส่วนใหญ่จะรู้ช้ากว่าเด็กที่เป็นออทิสติกส์ เพราะเด็กกลุ่มนี้จะต่างจากเด็กปกติเพียงเล็กน้อย บางทีก็มีจุดโดดเด่นที่ทดแทนความแตกต่างนั้นได้ อย่างความชอบซ้ำ ๆ เด็กบางคนชอบคิดเลข ก็จะคิดเลข   ซ้ำ ๆ กลายเป็นเก่งหรืออัจฉริยะไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ใน 100 คนที่เป็นแอสเปอร์เกอร์จะต้องเป็นอัจฉริยะเสมอไป

ถามว่าจะรู้ได้อย่างไร ในวัยเด็กพ่อแม่อาจจะไม่ตระหนัก แต่พอเด็กไปโรงเรียนจะพบว่า เด็กเล่นกับเพื่อนไม่ค่อยได้ สนใจในสิ่งที่เพื่อนไม่สนใจ ไม่มีพัฒนา การตามวัยที่ควรจะเป็น คน รอบข้างอาจสังเกตจากภาษา การสื่อสาร ที่ช้ากว่าวัย  เช่น เด็กจะพูดได้ 1 คำเมื่อ 1 ขวบ และเมื่ออายุ 2 ขวบจะพูดได้เป็นประโยคแต่อาจจะไม่สละสลวย สำหรับเด็กแอสเปอร์เกอร์ไม่มากไปก็น้อยไป บางคน 1 ขวบก็ไม่พูด หรือบางคนพูดเร็วไปก็มี หรือบางคนพูดเรื่อยเจื้อยไม่ดูจังหวะจะโคนอยากพูดก็พูดไปเรื่อย ๆ

การรักษาจะเน้นการปรับพฤติกรรมทางสังคม สอนให้เด็กรู้จักเล่นกับเพื่อน ๆ โดยพ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องสอนซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเขาเข้าใจ ต้องอาศัยการดูแลอย่างใกล้ชิดทางอารมณ์และสัมพันธภาพ เพราะถ้าไม่รักษาปล่อยไปจนถึงวัยรุ่นจะมีปัญหามาก โดยเฉพาะช่วงจังหวะการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของชีวิต เช่น เข้าโรงเรียน   ย้ายโรงเรียน ย้ายห้องเรียน หรือเปลี่ยนวัยจากประถม  ไปมัธยม ดังนั้นพ่อแม่ต้องเตรียมตัวเตรียมใจรับการเปลี่ยนแปลงให้ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่อยู่ข้าง ๆ ถ้าพ่อแม่ไปซ้ำเติม ไม่เข้าใจเด็กจะต่อต้าน แม้เวลาถูกขัดใจจะไม่แสดงอารมณ์รุนแรงมากเท่ากับออทิสติกส์ก็ตาม

โอกาสหายมีหรือไม่? พญ.อัมพร กล่าวว่า ต้องใช้คำว่าดีขึ้น เมื่อได้รับการรักษา เขาจะรู้จักการปรับตัว ปัจจุบันแอสเปอร์เกอร์หลายคนโตขึ้นเป็นอาจารย์  ประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขาถนัดก็ได้ แต่อาจจะอยู่ในภาพของ ดร.สติเฟื่อง พูดงึมงำคนเดียว รู้อยู่คนเดียว  ทั้งนี้มีหลายคนที่รู้ว่าตัวเองเป็นแอสเปอร์เกอร์ ถ้าสิ่งแวดล้อม หรือคนรอบข้างและคนในสังคมเข้าใจเขา ดูแลเขาได้ เขาก็ใช้ชีวิตตามปกติได้

แต่ก็มีแอสเปอร์เกอร์จำนวนมากไม่ได้รับการวินิจฉัยและไม่รู้ตัวเอง ดังนั้นเขาอาจจะเป็นคนที่แปลก หรือบ๊องในสายตาคนอื่น แต่ก็ถือว่าเขาไม่เป็นอันตรายกับใคร เพราะไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน บางคนก็มีครอบครัวได้ อย่างไรก็ตามโรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีแนวโน้มถ่ายทอดทางพันธุกรรม

อย่างไรก็ตามความใกล้ชิดของพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือครูจะช่วยให้เราสังเกตได้เร็ว ส่วนความรักความเข้าใจนั้น จะเป็นแรงสนับสนุนให้เด็กสามารถเรียนรู้ และปรับตัว ให้มีความสุขกับชีวิตได้ ไม่แพ้เด็กปกติทั่วไป.

นวพรรษ บุญชาญ : สัมภาษณ์

 

ที่มา: เดลินิวส์     18 กรกฎาคม 2553

 

Related Link:

 

What is Asperger syndrome?

http://www.autism.org.uk/about-autism/autism-and-asperger-syndrome-an-introduction/what-is-asperger-syndrome.aspx

 

Asperger’s Syndrome

http://www.webmd.com/brain/autism/tc/aspergers-syndrome-topic-overview

http://kidshealth.org/parent/medical/brain/asperger.html