ชาเขียวต้านมะเร็ง

Research has revealed at the cellular level how green tea might prevent breast and prostate cancers. However, the studies used green tea in its extracted or pure form; most supermarket versions only contain small amounts of actual green tea.
CREDIT: Olga Miltsova | shutterstock

งานวิจัยเผยการดื่มชาเขียวช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้

Green Tea’s Anti-Cancer Secrets Revealed

Christopher Wanjek, LiveScience Bad Medicine Columnist
Date: 18 October 2012 Time: 03:01 PM ET

Doctors have speculated for years on the possible benefits from drinking green tea. The ancient brew has been associated with just about everything healthy, from boosting the immune system to preventing and reversing chronic diseases.

Health studies on green tea, however, have been promising but not conclusive. But now doctors have better identified, at a cellular level, how green tea might prevent the spread of breast and prostate cancers.

Chemicals in green tea called polyphenols appear to inhibit two proteins that promote tumor cell growth and migration — namely, the vascular endothelial growth factor (VEGF) and the hepatocyte growth factor (HGF).

This finding, based on an ongoing study of 40 women with a type of breast cancer that doesn’t respond to hormone therapy, was presented today (Oct. 18) at the 11th Annual International Conference on Frontiers in Cancer Prevention Research in Anaheim, Calif. This same mechanism might be behind positive results seen among prostate cancer patients, also presented today by a separate team of researchers at the same conference.

Testing tea’s effects

The breast cancer study was led by Katherine D. Crew, an assistant professor of medicine and epidemiology at Columbia University Medical Center in New York. Crew’s team randomly administered either a placebo or varying concentrations of a green tea extract known commercially as Polyphenon E, which contains several green tea polyphenols.

Those women receiving green tea extract had significantly lower levels of the tumor growth factors at two months into the treatment. While differences between those receiving a placebo and those receiving the extract were not as significant after four and six months, this was perhaps due to patients not keeping up with the pills, Crew said.

One goal of this ongoing study is to establish an appropriate dose of the green tea extract — the study levels were equivalent to eight to 24 cups of pure green tea — and Crew remains hopeful her group can identify this optimal level for the best therapeutic effect, she told LiveScience.

“This study was too small to say for sure if green tea will prevent breast cancer, but it may move us forward in terms of understanding antitumor mechanisms,” Crew said.

Green tea and prostate cancer

Crew’s work builds upon a smaller study of 26 men with prostate cancer, published in 2009 by a team led by James Cardelli of the Louisiana State University Health Sciences Center in Shreveport, La. Cardelli found similar reductions in the same growth factors with Polyphenon E.

A newer study on prostate cancer, presented at today’s meeting, had participants drink lots of brewed green tea, not the extract. This study, led by Susanne Henning, an adjunct professor at the David Geffen School of Medicine at the University of California Los Angeles, involved 67 men about to undergo a prostatectomy, the removal of an enlarged or cancerous prostate.

In the weeks before the procedure, these men were randomly assigned to a regimen of drinking either six cups of brewed green tea or water daily. Those who drank the green tea had significantly lower levels of prostate-specific antigen (PSA); elevated PSA is associated with prostate tumor growth.

Combined with Cardelli’s 2009 study, the newer finding suggests green tea polyphenols, as consumed in copious amounts of green tea, might help control the two tumor growth factors — VEGF and HGF — to prevent full-blown prostate cancer.

Although Crew said it is still too early to recommend green tea to prevent cancer, she added that researchers are conducting several ongoing studies to explore the use of oral green tea extract in high-risk women for the primary prevention of breast cancer.

These studies used green tea in its extracted or pure form. Those hoping to reap healthful benefits of green tea should note that most tea products in the supermarket contain only small amounts of green tea and are often mixed with sugar or other flavors.

In Japan, where green tea consumption is high, prostate and breast cancer rates are about three times lower when compared with the United States, according to the World Health Organization, although differences could be attributed to other dietary factors.

The Frontiers in Cancer Prevention Research conference is hosted annually by the American Association for Cancer Research.

SOURCE: livescience.com

ชาเขียวเย็นดื่มไปไม่ได้ประโยชน์

ชาเขียว เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมอีกชนิดของชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ มีประวัติการดื่มกันมาเป็นพัน ๆ ปี หลายคนจึงให้ความสำคัญจนกลายเป็นที่นิยม และมีการนำชาเขียวมาแปรรูปหรือเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมายในท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็น อาหาร เครื่องดื่ม ขนม ลูกอม หมากฝรั่ง ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความสวยความงามทั้งหลาย นอกเหนือจากการเป็นเครื่องดื่มแก้กระหาย แก้ง่วง แล้วยังพบว่าชาสามารถแก้ได้สารพัดโรค เพราะชาเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ของร่างกาย ต้านอาการอักเสบ ต้านเชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้ ป้องกันตับจากสารพิษและโรคมากมายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ

การที่เครื่องดื่มชาให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายก็เนื่องจากองค์ประกอบในใบชาที่เรียกว่า แทนนิน หรือ ทีโพลีฟีนอล(Tea polyphenols) สารสำคัญกลุ่มนี้พบมากในพืชเกือบทุกชนิด แต่ละชนิดอาจจะมีโครงสร้างทางเคมีที่แตกต่างกันไป

สำหรับสารแทนนินในใบชาสดหรือชาเขียวที่มีฤทธิ์ทางยาที่สำคัญได้แก่ สารกลุ่มที่ชื่อว่า คาเทชินส์ (catechins) นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า มีฤทธิ์ต้านโรคภัยได้มากมาย หากดื่มเป็นประจำ โดยสามารถจับกับอนุมูลอิสระได้หลายชนิดและขัดขวางการปฏิกิริยาออกซิเดชั่น จึงช่วยป้องกันโรคหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง และโรคมะเร็งได้

ประโยชน์ที่เราจะได้รับจากชาเขียว แท้ที่จริงนั้น ไม่ใช่เครื่องดื่มหรืออาหารทุกชนิดที่มีส่วนผสมของชาเขียวแล้วเราจะได้รับประโยชน์จากการรับประทาน บทความที่นำมาฝากกันในวันนี้ จึงขออธิบายเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในการดื่มชาเขียว เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุดกันนะคะ

จากงานวิจัยและบทความหลายชิ้นจากทั้งในและต่างประเทศที่ผู้เขียนเคยศึกษา พบว่า อุณหภูมิ และเวลา มีผลต่อการลดลงของสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในชาเขียวอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ มีบางบทความที่เผยแพร่ในบ้านเรา กล่าวว่า “เรื่องที่น่าเป็นห่วงสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มหันมาดื่มชาเขียวอย่างคนไทย คือเรามักนิยมดื่มชาเขียวแช่เย็น ซึ่งมีขายอยู่มากมายตามท้องตลาด ซึ่งในประเทศที่ดื่มชาเขียวเป็นนิจอย่างญี่ปุ่นเขาไม่ทำกัน เนื่องจากชาเขียวมีคุณอนันต์ต่อร่างกายในขณะที่ร้อนอยู่เท่านั้น ในทางกลับกันก็มีโทษมหันต์หากดื่มชาเขียวตอนที่เย็นแล้ว กล่าวคือ การดื่มชาเขียวแช่เย็น นอกจากไม่ช่วยในการลดอนุมูลอิสระสารพิษออกจากร่างกายได้แล้วยังก่อให้เกิดการเกาะตัวแน่นของสารพิษดังกล่าวอันเป็นสาเหตุของมะเร็ง นอกจากนี้ชาเขียวเย็นยังส่งผลให้ไขมันในร่างกายก่อตัวมากขึ้นตามผนังหลอดเลือด และอุดตันตามผนังลำไส้ ทำให้เกิดโรคร้ายตามมา อาทิเช่น หลอดเลือดหัวใจอุดตัน มะเร็งลำไส้ เส้นเลือดตีบ ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น”

แม้จะไม่มีงานวิจัยที่ชัดเจนรองรับว่าการดื่มชาเขียวเย็นจะเกิดผลร้ายต่อร่างกายได้มากมายขนาดนี้นั้น แต่โดยหลักการเราจะได้รับสารอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายจากชาเขียวมากที่สุด คือการดื่มชาเขียวร้อน ในอุณหภูมิที่เหมาะสมเท่านั้นนะคะ (จากงานวิจัยบางงาน สรุปว่าต้มชาเขียวในน้ำร้อนอุณหภูมิ ระหว่าง 70 -78 องศาเซลเซียส เป็นเวลาประมาณ 2-4 นาที จะตรวจพบสารต้านอนุมูลอิสระที่ยังคงอยู่ในปริมาณสูงที่สุดนะคะ) อีกเรื่องที่ฝากเตือนกันคือ การดื่มน้ำชา ไม่ควรแต่งรสด้วยนมทุกชนิด ไม่ว่าจะน้ำนมสด นมข้น หรือนมผง เพราะโปรตีนในนมจะไปจับกับสารสำคัญในชา และทำลายประสิทธิภาพสารออกฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย วิธีการดื่มชาเขียวให้เกิดประโยชน์ต่อ สุขภาพ จึงควรดื่มน้ำชาล้วนๆ ไม่ควรปรุงแต่ง สำหรับผู้ที่ชื่นชอบ ชาเย็นใส่นมจะไม่ได้ประโยชน์ใดๆจากชาเลยค่ะ

ทราบกันอย่างนี้แล้ว คอชาเขียวทั้งหลายต้องเปลี่ยนความคิดกันใหม่ได้แล้วนะคะว่า “ดื่มชาร้อน ไม่ใส่นม” ได้ประโยชน์สูงสุดค่ะ อ่านมาถึงตรงนี้ ใครที่ชอบดื่มชาเขียวเย็นเป็นขวดๆที่มีขายมากมายในท้องตลาดนั้น น่าจะทราบแล้วว่าเราคงไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในชาเขียวเลย คงได้แค่เพียงพลังงานจากน้ำตาล ที่อาจมากเกินไป และสารเคมีที่ใช้ในการแต่งสี กลิ่น รส เพียงเท่านั้น

อย่าลืมนะคะว่า “You are what you eat” จะเลือกทานอะไรให้ได้ประโยชน์ คิดก่อนเลือกทานกันนะคะ.

“PrincessFangy”
twitter.com/PrincessFangy

อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจาก http://www.livestrong.com

ที่มา: เดลินิวส์ 19 ตุลาคม 2555