เปิดนวัตกรรมตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเอง ครั้งแรกในไทย

dailynews130116_002มะเร็งปากมดลูก เป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตสูงสุดของผู้หญิงไทย ในช่วงวัย 25-65 ปี ทั้งยังมีอัตราการตรวจพบผู้ป่วยรายใหม่ปีละ 10,000 ราย และมีอัตราเสียชีวิต 5,000 รายต่อปี หรือร้อยละ 50 ซึ่งหมายความว่า ในแต่ละวันจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งปากมดลูกถึง 14 ราย

รศ.นพ.วิชัย เติมรุ่งเรืองเลิศ สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง เผยว่า “น่าเสียดายที่ในปัจจุบันเราสามารถลดอัตราผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกได้โดยการตรวจคัดกรอง ซึ่งหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมมือกันในเรื่องนี้ แต่อัตราผู้หญิงไทยที่เสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกก็ยังคงเป็นอันดับหนึ่ง นั่นเพราะกลุ่มเสี่ยงส่วนใหญ่ละเลยการตรวจคัดกรอง เนื่องจากรู้สึกอาย หรือกลัวเจ็บ หลายคนจึงมักตรวจพบโรคขณะที่ลุกลามจนไม่สามารถรักษาได้แล้ว”

ล่าสุด มีการเปิดตัวนวัตกรรมการตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเองเป็นครั้งแรกในประเทศไทย อุปกรณ์นี้มีชื่อว่า ‘เดลฟี่ สกรีนเนอร์’ มีลักษณะเป็นแท่งพลาสติกขนาดพอๆ กับปากกา ด้านหนึ่งจะมีปุ่มกด ใกล้กันจะมีห่วงไว้สำหรับใช้นิ้วสอดเพื่อประคองด้ามตรวจ ส่วนปลายอีกด้านจะมีแถบสีเงิน ซึ่งด้านนี้จะใช้สอดเข้าไปในช่องคลอด เพื่อให้ด้ามตรวจปล่อยน้ำประมาณ 1 ซีซีเข้าไปภายใน ถือเป็นการเก็บเซลล์เนื้อเยื่อบุมดลูก หรือไวรัส HPV (ตัวการก่อมะเร็งปากมดลูก) ที่เกาะอยู่บริเวณช่องคลอด ต่อมาตัวด้ามจะดูดน้ำดังกล่าวกลับเข้าด้ามตรวจ จากนั้นจึงดึงด้ามตรวจออกจากช่องคลอด แล้วถ่ายเทของเหลวใส่ขวดเก็บตัวอย่าง นำส่งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ตรวจในห้องปฏิบัติการ รอผลตรวจราว 1 สัปดาห์.

ที่มา: เดลินิวส์ 16 มกราคม 2556

.

“เดลฟี สกรีนเนอร์” นวัตกรรมการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยตัวเอง

“มะเร็งปากมดลูก” เป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยและมีอัตราการเสียชีวิตเป็นสาเหตุตายมากที่สุดในผู้หญิงไทย ในช่วงอายุ 25-65 ปี โดยมีอัตราการตรวจพบผู้ป่วยรายใหม่ปีละ 10,000 ราย และมีอัตราผู้เสียชีวิต 5,000 ราย ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 50 ซึ่งหมายความว่า ในแต่ละวันจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งปากมดลูกถึง 14 ราย
รศ.นพ.วิชัย เติมรุ่งเรืองเลิศ สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง ได้กล่าวถึงปัญหาสำคัญของการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในประเทศไทย ว่า “เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ในปัจจุบันเราสามารถลดอัตราผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกได้โดยการตรวจคัดกรอง ซึ่งหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมมือกันในเรื่องนี้ แต่อัตราผู้หญิงไทยที่เสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกก็ยังคงเป็นอันดับหนึ่ง นั่นเพราะยังมีผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงอีกมากที่ละเลยการตรวจคัดกรอง เพราะอายบ้าง หรือกลัวเจ็บบ้าง หลายคนจึงมักตรวจพบโรคขณะที่ลุกลามจนเลยระยะซึ่งสามารถรักษาได้ไปแล้ว

“ทั้งยังมีทางเลือกใหม่ในการตรวจที่ทำได้ด้วยตนเอง ด้วยนวัตกรรมตรวจคัดกรองที่ช่วยเก็บสิ่งส่งตรวจเพื่อหาเชื้อไวรัส HPV โดยตรง ซึ่งทำให้การตรวจคัดกรองเข้าถึงคนในวงกว้างได้มากขึ้น เนื่องจากใช้ง่าย สะดวก ปลอดภัย มีการศึกษายอมรับมานานว่าผลการตรวจแม่นยำไม่ต่างจากการตรวจโดยแพทย์ นับเป็นทางเลือกใหม่ที่สำคัญของคุณผู้หญิงในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกช่องทางหนึ่ง”
สาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งปากมดลูก คือ การติดเชื้อไวรัส Human Papilloma Virus (HPV) บริเวณปากมดลูก ซึ่งส่วนใหญ่ติดต่อกันทางเพศสัมพันธ์แม้มีสามีหรือภรรยาคนเดียว และจะเพิ่มอัตราเสี่ยงมากขึ้น เช่น การมีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร

อย่างไรก็ตาม ด้วยลักษณะของโรคที่มีการดำเนินไปอย่างช้า ๆ ทำให้มีวิธีป้องกันและรักษาได้หากตรวจพบตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นขณะที่มะเร็งยังไม่แสดงอาการ ทั้งยังสามารถตรวจคัดกรองหาความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะที่เชื้อยังไม่เปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การรักษายังได้ผลดี และหายขาดได้

การตรวจวินิจฉัยเพื่อหามะเร็งปากมดลูกทำได้หลายวิธี ตั้งแต่ การตรวจภายใน, การตรวจ Pap Smear, การตรวจด้วยน้ำส้มสายชู การส่องกล้องตรวจปากมดลูกคอลโปสโคปร่วมกับการตัดชิ้นเนื้อเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา หรือการตรวจอื่น ๆ เช่น การตัดปากมดลูกด้วยห่วงไฟฟ้า และการตัดปากมดลูกออกเป็นรูปกรวยด้วยมีด

สำหรับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกซึ่งได้ผลดีและได้รับความนิยมมากที่สุด ในปัจจุบันมีอยู่ 2 วิธี

หนึ่งคือ การตรวจแพป หรือ Pap Smear ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่

แบบสามัญ ที่มีความไวของการตรวจร้อยละ 50-60 เป็นการตรวจหาเซลล์ผิดปกติแบบดั้งเดิม ได้รับความนิยมมากเนื่องจากราคาไม่แพง แต่มีข้อด้อยคือความไวของการตรวจหาเซลล์ผิดปกติค่อนข้างต่ำ ดังนั้น หากผู้รับการตรวจมีตกขาวผิดปกติจากการอักเสบของปากมดลูก ช่องคลอด หรือปากมดลูกมีการติดเชื้อ หรือมีเลือดประจำเดือนซึ่งทำให้มีการปนเปื้อนและบดบังเซลล์ผิดปกติ อาจทำให้ผลการตรวจคลาดเคลื่อนได้

และ แบบใช้ของเหลวเก็บเซลล์ ที่มีความไวของการตรวจร้อยละ 70-85 เป็นการตรวจหาเซลล์ผิดปกติด้วยของเหลวที่เรียกว่า Liquid based cytology ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดของวิธีดั้งเดิมได้ ทั้งยังช่วยเพิ่มความไวและความแม่นยำในการตรวจมะเร็งปากมดลูกได้มากขึ้น

วิธีที่สอง คือ การตรวจหาเชื้อ HPV ที่มีความไวสูงถึงร้อยละ 95-100 เป็นการตรวจโดยใช้เทคโนโลยีระดับโมเลกุลเพื่อหา DNA ของเชื้อไวรัส HPV อันเป็นสาเหตุหลักของโรคโดยตรง ซึ่งถือว่ามีความไวและความแม่นยำในการตรวจหาความผิดปกติของมะเร็งปากมดลูกสูงที่สุด ด้วยนวัตกรรมใหม่ในการตรวจมะเร็งปากมดลูก Delphi Screener ซึ่งเป็นชุดเก็บสิ่งส่งตรวจด้วยตนเองที่สะดวก ใช้งานง่าย ปลอดภัย มีผลการศึกษา (Clinical Study) ที่รองรับถึงประสิทธิภาพ และได้รับการยอมรับจากสตรีทั่วโลก ทั้งยังได้รับรางวัลรางวัล If product design award 2012 และ Special award for ergonomic design award 2012 รวมถึงผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 13485 และ CE Mark

ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นประเทศหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการใช้ Delphi Screener ในสตรีที่ไม่เคยผ่านการตรวจหรืออาจตรวจ Pap Smear ไม่สม่ำเสมอ ช่วยให้สามารถค้นพบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกในระยะแรกเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า

สำหรับในประเทศไทย แม้ว่าหลายหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ จะมีการรณรงค์ป้องกันมะเร็งปากมดลูกในหลายช่องทาง แต่ก็ยังมีสตรีอีกจำนวนมากที่ไม่เคยรับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเนื่องจากข้อจำกัดต่าง ๆ

ดังนั้น การตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเอง จึงเป็นทางเลือกใหม่ที่เข้ามาช่วยเพิ่มความสะดวกในการคัดกรองผู้ป่วย ทั้งยังช่วยสนับสนุนในด้านการบริการให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่สะดวก รวดเร็ว ครบถ้วน และทั่วถึงมากขึ้น ตลอดจนเป็นช่องในการรณรงค์การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอีกทางหนึ่ง

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ 15 มกราคม 2556
.

Watch clip video how to use The Delphi Screener

คลิปวิดีโอแสดงการใช้อุปกรณ์ตรวจหาเชื้อเอชพีวี เดลฟี่ สกรีนเนอร์

http://www.delphiscreener.asia/use/

.

Related Article:

.
New cervical cancer screening guidelines say no Pap tests for women under 21

(CBS News) The United States Preventive Services Task Force (USPSTF) released new cervical cancer screening guidelines today that recommend women ages 21 to 65 get a pap smear test every 3 years. For women under the age of 21, the task force does not recommend testing at all, even if they are sexually active.

Women ages 30 to 65 can prolong screening to every five years if they get a HPV test with it.

The guidelines, published online in the the March 14 issue of Annals of Internal Medicine, also say that women under 30 should not be screened for HPV. Many benign infections that would go away on their own are found and could potentially cause more harm than good if caught, the task force said.

“It is as effective in reducing cancer deaths as annual screening but we have substantially less false positive tests,” task force member Dr. Wanda Nicholson, associate professor of gynecology and obstetrics at the University of North Carolina, Chapel Hill School of Medicine, told CBS News.

Cervical cancer study shows Pap tests boost survival chances
HPV tests “better” than Pap smear at cervical cancer detection
However, not all doctors agree. “To blanketly say in these low risks patients 5 years is appropriate might be a stretch too far,” said Dr. Sharyn Lewin, an OB/GYN at NY Presbyterian-Columbia University Medical Center in New York City told CBS News. She doesn’t think women should skip the annual checkup because it also includes important conversations about sexual health.

Another set of guidelines from the American Cancer Society recommends that all women should begin cervical cancer testing three years after they become sexually active or after the age of 18 and no later than 21. A regular Pap test is recommended every year; a liquid-based Pap test only needs to be run every 2 years. Yearly testing is also recommended for women with more risk factors like a family history or weakened immune system.

If a woman over 30 had three normal Pap tests in a row or couples her test with a HPV DNA test , the American Cancer Society says the woman can get tested every 3 years. Women over 70 who have had 3 or more normal Pap tests in a row and no abnormal results for 10 years can opt not to get tested. Also, women who have had their cervix removed unless it was a result of cervical cancer or pre-cancer need not be tested.

More than 12,100 American women will be diagnosed with cervical cancer and another 4,220 will die from the disease this year, according to the National Cancer Institute.

The reason why screening is not recommended for women under 21, according to Otis Brawley, chief medical officer of the American Cancer Society, is because a positive HPV test can lead to treatment that may cause a condition caused cervical incompetence or miscarriage years later. He wrote on CNN that most HPV infections that are not treated go away within nine months without any effects. Cervical cancer is a slow growing disease, and can take more than a decade to turn from HPV to cervical cancer, he said.

Brawley points out that the majority of women who die from cervical cancer hadn’t been screened, and most of those who had been screened had done so 10 years before their diagnosis.

HealthPop reported this month that women are more likely to survive cervical cancer if diagnosed with a pap smear. Women whose cancer was found through the test had a 92 percent cure rate, while women who were diagnosed because of symptoms had a 66 percent cure rate.

That’s something that all organizations agree on, including the task force.

“We need to get the women who have not had a Pap smear in the past five years in,” Dr. Virginia Moyer, chair of the USPSTF and pediatrician at Baylor College of Medicine and Texas Children’s Hospital in Dallas, told Reuters Health. “The women who aren’t getting screened at all, that’s the tragedy.”

SOURCE : cbsnews.com

ชูการตรวจมะเร็งปากมดลูกวิธีใหม่ ด้วยเครื่องสกัดสารพันธุกรรม

สมาคมมะเร็งนรีเวชไทย เผย พบสตรีทั่วโลกป่วยมะเร็งปากมดลูก 5 แสนราย   ชูวิธีตรวจหาเชื้อ HPV ด้วยเครื่องสกัดสารพันธุกรรม ควบแพปเสมีย เพื่อคัดกรองมะเร็ง 

วันนี้ (13 ม.ค.) นพ.วิสิทธ์  สุภัครพงษ์กุล นายกสมาคมมะเร็งนรีเวชไทยและหัวหน้าแผนกศูนย์สุขภาพหญิงและหัวหน้าแผนกมะเร็งนรีเวช รพ.บำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวในงาน “When 16+18=70 : Only PAP is Not Enough เปิดตัววิธีทดสอบหาเชื้อ HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกในสตรีของบริษัท โรช ว่า ในแต่ละปีสตรีทั่วโลกเกือบ 500,000 คนที่ได้รับวินิจฉัยว่า เป็นโรงมะเร็งปากมดลูก และครึ่งหนึ่งของสตรีเหล่านี้ต้องเสียชีวิตจากโรคนี้ ส่วนใหญ่ของการเสียชีวิตนี้เกิดขึ้นในทวีปเอเชียซึ่งถือเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 52 ของสตรีทั่วโลกที่ป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกและด้วยจากการที่ยังไม่มีการพัฒนาวิธีตรวจหาเชื้อที่มีประสิทธิภาพทำให้อัตราการเสียชีวิตของสตรีที่ป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกในประเทศไทยมีแนวโน้นว่าจะสูงถึงร้อยละ 51 ในช่วงระหว่าง พ.ศ.2551-2568 และจากการสำรวจพบว่า ประเทศไทยอยู่ในระดับที่ 4 ของกลุ่มประเทศตะวันออกเฉียงใต้ที่พบอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกสูงสุด รองจาก กัมพูชา  พม่า และลาว  และการสำรวจจากประชากรไททย ปี 2553 พบว่า สตรีไทยป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกโดยเฉลี่ย 24.5 ต่อ 100,000 คนต่อปี อัตราเสียชีวิต 12.8 ต่อ 100,000 คนต่อปี  และยังพบอีกว่าสตรีไทยป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกและเสียชีวิตโดยเฉลี่ยปีละ 9,999 ราย เสียชีวิต 5,216 ราย หรือ 14 รายต่อวัน และมีโครงการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก 76 จังหวัด เฟส  2 ปี 2553-2557  กลุ่มเป้าหมายคือ อายุ 30-60 ปี ได้รับการตรวจคัดกรองด้วยวิธีแพปเสมียร์ อย่างน้อย 1 ครั้ง โดยมีประสงค์ให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายอย่างน้อย ร้อยละ 70 ในระยะเวลา 5 ปี

“จากอัตราการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกในประเทศไทยมีตัวเลขที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่ควรจะต้องตรวจหาเชื้อที่มีความเสี่ยงต่อการพัฒนา เพราะเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 ของสตรีในประเทศไทย   เชื่อว่าการตรวจแบบแพปเสมียร์ ยังไม่พอต่อการวินิจฉัยโรค ดัังนั้น ควรตรวจหาเชื้อ HPV ร่วมกัน 2 วิธี  คือ วิธีเครื่องสกัดสารพันธุกรรมอัตโนมัติ และการตรวจแพปเสมียจะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดมะเร็งปากมดลูกของสตรีไทยได้เป็นอย่างดี ถือว่าวิธีทดสอบเพื่อตรวจหาสายพันธุ์ HPV เป็นยุคใหม่ในการตรวจหาและป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกผลของเป้าหมายที่วางไว้มีความคุ้มค่าสามารถช่วยเหลือในการดูแลสุขภาพของผุ้ป่วยที่มีเชื้อที่มีความเสี่ยงสูงที่จะพัฒนาไปเป็นมะเร็งปากมดลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ  สามารถตัดสินใจในการเลือกวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาผู้ป่วยซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจในการรักษาได้ โดยทั่วไปหลังจากการติดเชื้อ HPV จะยังไม่แสดงอาการออกมา ดังนั้น การตรวจหา HPV สายพันธุ์ 16  และ 18 ถือเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งวิธีการทดสอบนี้จะปฏิบัติโดยแพทย์ทั่วไป หรือสูตินรีแพทย์ ซึ่งสามารถตรวจพร้อมกับการตรวจแบบแพปเสมียร์ได้ในเวลาเดียวกัน”  นายกสมาคมกล่าว

ศ.วอร์เนอร์ เค ฮา ศาสตราจารย์จากภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา สาขามะนรีเวชวิทยามหาวิทยาลัยอะลาบามา กล่าวว่า “จากผลการศึกษาที่มีชื่อว่า ATHENA เป็นการศึกษาวิจัยที่ใช้กลุ่มประชากรขนาดใหญ่ด้วยสตรีจำนวน 47,000 คน ด้วยวิธีตตรวจสอบเพื่อตรวจหาสายพันธุ์ HPV ของบริษัท โรช พบว่า 1 ใน 10 ของสตรีที่ตรวจพบเชื่อ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 เสี่ยงต่อการเป็นรอยโรคก่อนมะเร็ง แม้ว่าผลการตรวจของแพปเสมียร์เป็นปกติ ซึ่งแสดงให้เห็นข้อจำกัดของการตรวจแบบแพปเสมียร์อย่างเดียว นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า สตรีที่ตรวจพบการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 มีความเสี่ยงถึง 35 เท่าที่มีความเสี่ยงจะพัฒนาเป็นรอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูกมากกว่ากลุ่มที่ตรวจไม่พบเชื้อ HPV ซึ่งทางสมาคมแพทย์ American  Society  for  Colposcopy  and  Cervical  Pathology  ประเทศสหรัฐอเมริกา ออกมาแนะนำการดูแลสตรีที่มีผลตรวจ HPV ทั้ง 2 สายพันธุ์เป็นบวก แนะนำให้ส่งตรวจทาง coloscopy ทันทีเพื่อติดตามการวินิจฉัยต่อไป คาดว่าในอนาคตอาจจะนำการตรวจหาเชื้อ HPV มาใช้ตรวจคัดกรองเป็นอันดับแรกแทนแพปเสมียร์  ” ศาสตราจารย์ ฮา กล่าว

ที่มา: ผู้จัดการ 13 มกราคม 2555

เว็บที่เกี่ยวข้อง