สายตายาว

พออายุมากขึ้น ปัญหาสายตายาวเริ่มมาเยือน หลายคนจึงไปตรวจวัดสายตาตัดแว่น บ้างก็หาซื้อแว่นสายตาตามตลาดนัดมาสวมเวลาอ่านหนังสือตามแต่เศรษฐานะ

พญ.สุพัตรา จามรสุวรรณ จักษุแพทย์ รพ.เมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) บอกว่า โดยทั่วไปคนเราจะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพตาเริ่มตั้งแต่อายุประมาณ 37-38 ปีขึ้นไป ใกล้ ๆ 40 ปี ทำให้ระยะในการอ่านหนังสือเปลี่ยนไป อาจต้องยืดระยะให้ไกลขึ้นเพื่อให้เห็นชัด แต่ถ้าต้องยืดไปไกลมากแล้วยังไม่สามารถอ่านได้ อาจต้องใช้แว่นสายตาช่วย บางครั้งถ้าเราใช้ตาเปล่าในการอ่านหนังสือ เพ่งนาน ๆ โดยไม่สวมแว่นจะทำให้ปวดตา เมื่อยล้า ตาพร่ามัว ทำให้มองเห็นภาพซ้อน เบลอ ถ้าเป็นบ่อย ๆ จะรู้สึกหงุดหงิดรำคาญ เพราะฉะนั้นโดยทั่วไปการใส่แว่นสายตาจะช่วยในการอ่านหนังสือระยะใกล้ หรือการใช้คอมพิวเตอร์ ทำให้สบายตาขึ้น เห็นชัดขึ้น อาการปวดตาก็ลดลง

ต้อกระจกก็มีส่วนทำให้สายตายาวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะถ้าต้อกระจกหนาเพิ่มขึ้นเป็นหมอกหรือฝ้ามากขึ้น แว่นก็ช่วยไม่ได้ ต้องไปผ่าตัดตา ทั้งนี้เป็นเพราะตัวเลนส์ตาเปลี่ยนสภาพมีการเพิ่มขนาดหรือขยายตัวขึ้นทำให้ระยะในการมอง การอ่านหนังสือเปลี่ยนไป ทำให้มีสายตายาวเพิ่มขึ้นจากเดิม ตัวเลนส์มีการขยายตัวขึ้นทุกปี เพราะฉะนั้นสายตาก็จะเปลี่ยนไปทุกปี ตัวเนื้อเลนส์จากปกติที่เคยใส พออายุมากขึ้นเนื้อเลนส์ก็ขุ่นและพร่ามากขึ้นเริ่มเป็นต้อกระจก ฝ้าก็เยอะ มองไกล มองใกล้ อ่านหนังสือไม่ชัด ใส่แว่นสายตายาวก็ไม่ค่อยชัด จนไม่สามารถเปลี่ยนแว่นได้แล้วก็ต้องไปผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม

สำหรับแว่นสายตานั้น ถ้าเป็นแว่นตาที่ตัดจากร้านก็จะได้ค่าสายตาที่แม่นยำกว่าแว่นตาที่ขายตามท้องตลาดทั่วไป เพียงแต่ว่าราคาแว่นที่ตัดตามร้านสูงกว่า ถ้าคนที่มีปัญหาสายตายาวอย่างเดียวทั้ง 2 ข้าง โดยที่ไม่มีสายตาสั้นหรือเอียงร่วมด้วยอยากจะใช้แว่นสายตาตามท้องตลาดก็ได้ เพราะสายตาแค่ทำให้เราอ่านหนังสือไม่ชัด เราอาจจะลองใช้แว่นที่ขายตามท้องตลาดมาใส่ดูก่อนว่าชัดหรือไม่ ถ้าพออ่านหนังสือได้ชัด ไม่ปวดตา หรือไม่เวียนศีรษะเราก็ใช้ได้ เพราะแว่นสายตาต้องเปลี่ยนอยู่แล้วเป็นระยะ ๆ บางคน 1-2 ปีอาจเปลี่ยนที แต่ต้องลองก่อนว่าแว่นที่ขายตามท้องตลาดใส่แล้วไม่มีปัญหาหรือไม่ เพราะบางคนตัดแว่นมาสายตายาวระดับหนึ่ง แว่นที่ขายตามท้องตลาดระบุสายตายาวเท่ากันแต่อาจจะใส่ไม่ได้ เพราะบางครั้งไม่ตรงกับตาเราต้องลองใส่ดูก่อน

อย่างการตัดแว่นสายตา หลายคนจะไม่ค่อยรู้ ตัดเฉพาะมองใกล้ ใช้อ่านหนังสือ พอมองไกลแล้วปวดตา ก็ต้องเลือกแว่น 2 ชั้น ชั้นล่างเอาไว้เพื่ออ่านหนังสือ ชั้นบนไว้สำหรับมองไกล สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้โดยไม่ต้องถอดแว่น คือมองได้ทั้งระยะอ่านหนังสือและระยะไกลได้เลย แต่ถ้าไม่ได้ใส่แว่นแบบนั้น คือใส่แว่นเฉพาะอ่านหนังสืออย่างเดียว แล้วไปมองไกลก็จะทำให้มัว เบลอ ยิ่งปวดตาเพราะต้องเพ่งมากขึ้นทำให้มองไกลไม่ชัด บางคนอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นแนะนำให้ใส่เป็นแว่น 2 ชั้น แต่ถ้าไม่ชอบจริง ๆ ก็ต้องพกแว่น 2 อัน คือ แว่นสำหรับอ่านหนังสืออันหนึ่ง สำหรับมองไกลอันหนึ่ง ทั้งนี้บางคนอาจคิดว่าแว่น 2 ชั้นทำให้บุคลิกดูเหมือนเป็นคนสูงอายุ บางคนก็ไม่ชอบ ก็จะมีแว่นอีกแบบหนึ่งเรียกว่า “โปรเกสสีพเลนส์” หรือ “เลนส์ไร้รอยต่อ” ทำให้เรามองชัดได้ทุกระยะ

ระหว่างการใส่แว่นสายตากับคอนแทกเลนส์สายตาอันไหนดีกว่ากัน ?

พญ.สุพัตรา กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับว่าเรามีสายตาที่ผิดปกติมากน้อยแค่ไหน ถ้าผิดปกติมาก ๆ ใส่แว่นแล้วมีปัญหา คนที่ไม่สามารถใส่แว่นได้ หรือกลุ่มคนที่เล่นกีฬาก็ต้องมาใส่คอนแทกเลนส์ จะได้เล่นกีฬาถนัด แต่การใส่คอนแทกเลนส์มีข้อเสีย คือ ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ที่เกิดจากคอนแทกเลนส์ น้ำยา หรือการดูแลความสะอาดคอนแทกเลนส์ ที่ไม่ดีพอก่อให้เกิดการติดเชื้อที่กระจกตา ซึ่งอาจทำให้ตาบอดได้ ถ้าเรารักษาไม่ทันหรือรักษาไม่ถูกวิธี ดูแลไม่สะอาดก็มีโอกาสติดเชื้อได้ แต่ปัญหาที่พบบ่อยสำหรับคนที่ใส่คอนแทกเลนส์คือ ตาแห้งมาก โดยเฉพาะคนที่ใช้สายตาจ้องคอมพิวเตอร์นาน ๆ ตลอดทั้งวันตาก็จะแห้งและอักเสบพัฒนาไปสู่ภูมิแพ้คอนแทกเลนส์เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นการใส่คอนแทกเลนส์ก็เหมาะสำหรับคนที่มีสายตาผิดปกติมากจริง ๆ หรือเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถใช้แว่นได้ แต่ถ้าสายตาผิดปกติเล็กน้อย เพื่อความสวยงาม จะต้องรักษาความสะอาดคอนแทกเลนส์ให้ดี แต่ถ้าคิดว่าตัวเองรักษาความสะอาดได้ไม่ดีพอแนะนำให้ใส่แว่นดีกว่า

ท้ายนี้แนะนำว่าอายุ 40 ปีก็ควรไปตรวจสภาพตา ไม่ว่าจะเป็นสายตา ความดันตา จอประสาทตา เหมือนกับการตรวจร่างกายประจำปี เพราะนอกจากสายตายาวแล้วยังมีเรื่องโรคต้อลม โรคต้อเนื้อ ที่ร้ายกว่านั้นคือ โรคต้อหิน ซึ่งพบอุบัติการณ์มากขึ้นในกลุ่มคนที่อายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไป.

นวพรรษ บุญชาญ รายงาน

ที่มา :  เดลินิวส์  2 กุมภาพันธ์ 2556