วัยทองผ่องอำไพ

dailynews130428_001ขณะนี้ประเทศไทยเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุครับ เพราะมีประชากรสูงอายุเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เหตุผลก็เพราะประชาชนเริ่มหันมาดูแลตัวเองดีขึ้น การแพทย์เจริญก้าวหน้ามากขึ้น ผู้คนก็เข้าสู่โรงพยาบาลเพื่อตรวจเช็กสุขภาพ ดูแลโรคตั้งแต่ระยะเริ่มแรกเพิ่มมากขึ้น ด้วยวิธีต่าง ๆ เหล่านี้จึงทำให้มีอายุยืนยาวมากขึ้นครับ

เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ผู้สูงอายุจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้และเข้าใจตัวเอง เมื่อสู่ช่วงวัยที่เรียกว่า “วัยทอง” เพราะในวัยนี้จะประสบกับการเปลี่ยนแปลงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อารมณ์และจิตใจ ซึ่งสาเหตุสำคัญก็มาจากเรื่องของฮอร์โมนนั่นเอง

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์อรรณพ ใจสำราญ ฝ่ายสูติศาสตร์–นรีเวชวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลว่า เวลาที่พูดถึงวัยทอง ส่วนใหญ่เราจะหมายถึงผู้หญิง แต่ในความหมายจริง ๆ แล้ว หมายรวมถึงผู้ชายด้วย เพียงแต่ปัญหาวัยทองที่เราพบส่วนใหญ่มักเป็นปัญหาที่เกิดกับผู้หญิง…สำหรับคุณผู้หญิง ก่อนอื่นเลยต้องทราบว่า ในเพศหญิงนั้นมีรังไข่ซึ่งเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพศหญิง คือฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งฮอร์โมนนี้จะทำให้เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ เข้าสู่วัยสาว แต่เมื่ออายุมากขึ้นเข้าสู่วัยที่เราเรียกกันว่าวัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือน ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วอายุประมาณ 49–50 ปี รังไข่ของคุณผู้หญิงก็จะเริ่มทำงานน้อยลงเรื่อย ๆ และหยุดทำงานลงในที่สุด ก็ทำให้ผู้หญิงขาดฮอร์โมนเพศหญิง จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในร่างกายตามมา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้กับตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า และมีได้ในทุก ๆ ระบบอวัยวะ

ปัญหาก็คือ เมื่อการแพทย์และการสาธารณสุขเจริญก้าวหน้ามากขึ้น ส่งผลให้อายุเฉลี่ยของผู้หญิงในปัจจุบันอยู่ที่ 72–73 ปี ดังนั้นเราจะเห็นว่าผู้หญิงต้องใช้ชีวิตอยู่ในช่วงหมดประจำเดือนและไม่มีฮอร์โมนเพศนานกว่า 20 ปีเลยทีเดียว ดังนั้น สุภาพสตรีวัยทองควรทราบว่าจะต้องมีการปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อที่จะรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ จะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไปในอนาคต

ส่วนในคุณผู้ชายก็มีฮอร์โมนเพศชายที่ชื่อว่าเอนโดรเจน ซึ่งสร้างมาจากลูกอัณฑะ ฮอร์โมนนี้มีหน้าที่ในการทำให้เป็นชายสมชาย แต่เมื่ออายุมากขึ้นเรื่อย ๆ การทำงานของลูกอัณฑะในการสร้างฮอร์โมนเพศชายก็จะลดน้อยลงครับ ทั้งนี้ จะมีความแตกต่างระหว่างผู้หญิงและผู้ชายตรงที่ว่า ผู้หญิงนั้นเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือน รังไข่จะหยุดทำงานอย่างรวดเร็วและฮอร์โมนที่เคยมีอยู่ในระดับสูงก็จะลดลงอย่างรวดเร็วด้วย ทำให้การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจน ต่างกับผู้ชายที่การทำงานของการสร้างฮอร์โมนเพศชายจะลดลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในผู้ชายจึงไม่รุนแรงและเกิดขึ้นฉับพลันเหมือนกับที่เกิดในผู้หญิง จึงไม่พบคุณผู้ชายมาปรึกษาแพทย์ด้วยปัญหาวัยทองมากนัก

ถ้าถามว่าอาการแสดงซึ่งรบกวนการดำเนินชีวิตของทั้งคุณผู้หญิงและคุณผู้ชายวัยทองมากที่สุด มักเกิดขึ้นกับอวัยวะใด คงต้องอธิบายว่า ในช่วงแรกเมื่อฮอร์โมนลดลงกว่าในระดับต่ำที่เคยเป็นมา อาการที่พบในช่วงแรกเรียกว่าเป็นอาการที่เกิดจากการทำงานของระบบประสาทที่ผิดปกติไป ที่เราพบได้บ่อย ๆ ก็คือ มีอาการร้อนวูบวาบ แม้จะนั่งอยู่ในห้องแอร์ก็มีเหงื่อออกตลอด อาการร้อนวูบวาบนี้มักเป็นมากในช่วงเย็นและช่วงกลางคืน บางคนมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ แต่ในบางคนอาจมีปัญหาเรื่องอารมณ์ เช่น หงุดหงิด โมโหง่าย ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่เราพบในช่วงแรก ๆ ซึ่งเกิดจากการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติที่ผิดปกติไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องเป็นเหมือนกันหมด เป็นมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไปในแต่ละคน

สำหรับอาการทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงวัยทอง แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
1. หงุดหงิด ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ก็อาจจะมีอาการฉุนเฉียวโมโหง่ายจากคนที่ใจดีกับลูกน้องหรือใจดีกับลูกหลานมาตลอดกลับกลายเป็นว่าใครทำอะไรก็ขัดหูขัดตาตลอด
2. มีภาวะซึมเศร้า เฉื่อยชา ไม่อยากทำอะไร ซึ่งอาการทั้งสองกลุ่มนี้สามารถเกิดได้ทั้งในหญิงและชายวัยทอง

อาการที่พบต่อมาก็คือ หลังจากเข้าสู่วัยทองได้ประมาณ 1–2 ปี ก็จะเริ่มมีการเสื่อมของเซลล์, เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่าง ๆ ตามมา ที่พบได้บ่อยในสุภาพสตรีก็คือเรื่องของช่องคลอดที่แห้ง-แสบ รวมถึงทางเดินปัสสาวะที่อาจจะมีปัญหาในเรื่องของหูรูดที่ทำงานได้ไม่ดีเหมือนเดิม ทำให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ มีแสบขัดเวลาปัสสาวะ หรือปัสสาวะบ่อย เป็นต้น

นอกจากนี้ก็เป็นปัญหาเรื่องความสวยความงาม คือ ผิวหนังมีอาการคัน รวมถึงเส้นใยใต้ผิวหนังที่ช่วยให้ผิวหนังมีความเต่งตึงนั้นเริ่มเสื่อมสภาพลง ทำให้เกิดริ้วรอยและความเหี่ยวย่น และท้ายที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปนาน 5–10 ปี หลังจากที่หมดประจำเดือน สิ่งที่เปลี่ยนแปลงตามมาก็จะเป็นเรื่องของการสูญเสียแคลเซียมออกจากเนื้อกระดูก ทำให้มีปัญหากระดูกบาง กระดูกพรุน และกระดูกหักง่าย มีปัญหาปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ และตามข้อต่อต่าง ๆ ในร่างกาย เหล่านี้คือปัญหาที่เกิดตามมาเป็นลำดับจากการที่ขาดฮอร์โมน ซึ่งพบว่าคุณผู้ชายหลายท่านก็อาจมีอาการเช่นเดียวกันกับคุณผู้หญิงได้

ไม่ว่าในผู้ชายหรือในผู้หญิง ปัญหาที่เกิดขึ้นจากวัยทอง ล้วนแตกต่างกันไปในแต่ละคน ทำให้การดูแลรักษาและการป้องกัน ไม่เหมือนกัน ถ้าท่านที่สุขภาพแข็งแรงมาตลอด ดูแลสุขภาพตนเองดีมาตลอด อาจจะมีปัญหาหรือมีการเปลี่ยนแปลงดังที่กล่าวไปข้างต้นน้อย ซึ่งอาจไม่ต้องรักษาหรือทำอะไรเลย…ขณะที่ในบางคนมีปัญหาหรือมีอาการมาก ปัญหาของท่านเหล่านี้ก็จำเป็นต้องได้รับการรักษาหรือดูแลโดยเฉพาะ เช่น แพทย์อาจให้ยาบางอย่างที่ช่วยในการชะลอหรือรักษาอาการดังกล่าว ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับว่าปัญหาของแต่ละท่านมีมากหรือมีน้อย ท่านได้มีการดูแลสุขภาพของตนเองมากน้อยแค่ไหน นอกเหนือจากนั้นคนในครอบครัวก็จำเป็นต้องมีส่วนร่วมด้วย ถ้าในครอบครัวมีคุณพ่อคุณแม่ หรือมีสามี-ภรรยาที่อยู่ในวัยที่ผมกล่าวถึงนี้ และเริ่มมีปัญหา แนะนำว่า ควรได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ และหาความรู้เพื่อที่จะปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมครับ

ถึงตรงนี้ หลายท่านเริ่มมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า ในอาการต่าง ๆ ที่กล่าวไปข้างต้น เช่น ร้อนวูบวาบ หรืออาการใจสั่น ถามว่าจำเป็นหรือไม่ที่ต้องไปพบแพทย์ทันทีที่มีอาการ เรื่องนี้คุณหมออธิบายว่า ขึ้นอยู่กับอาการที่เกิดขึ้นว่ามากน้อยแค่ไหน คือถ้ามีอาการเพียงเล็กน้อย นาน ๆ จึงจะเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง และสามารถปรับตัวได้ ก็อาจไม่จำเป็นต้องมาพบแพทย์ และจะหายเองได้ในที่สุด…แต่ในกรณีที่อาการเป็นมาก เช่น ร้อนมาก ใจสั่น นอนไม่หลับ หรือมีผลกระทบอย่างมากต่อการดำรงชีวิต แบบนี้ควรจะต้องปรึกษาแพทย์ เพราะถ้ามีอาการมากถึงขั้นที่กระทบต่อการดำเนินชีวิต อาจจำเป็นต้องใช้ยา ซึ่งยาในกลุ่มนี้ก็มีหลายตัว แพทย์จะเป็นผู้แนะนำการใช้ได้อย่างปลอดภัย ในการที่จะบรรเทาอาการต่าง ๆ

คำถามที่ตามมาก็คือ อาการวัยทองที่เป็น เช่น ร้อนวูบวาบ ถ้าปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ โดยไม่รับการรักษาจะส่งผลอย่างไร หรือ อาการใจสั่น ซึ่งในผู้สูงอายุอาจจะมีปัญหาหลอดเลือดตีบ หรือมีปัญหากล้ามเนื้อหัวใจร่วมด้วย ถ้าปล่อยรอไว้ให้ใจสั่นมาก ๆ แล้วค่อยไปพบแพทย์ แบบนี้จะผลเสียหรือไม่อย่างไร เรื่องนี้คุณหมออธิบายว่า “ถ้าเป็นอาการที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน และไม่ได้รับการรักษา เป็นมากกระทั่งทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ ย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวม แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเป็นมาก ๆ อาจจะสันนิษฐานได้ว่าท่านมีปัญหาโรคอื่นนอกเหนือจากการขาดฮอร์โมนร่วมด้วย เช่น เป็นโรคของต่อมไทรอยด์ ท่านอาจจะมีปัญหาเรื่องของโรคหัวใจอยู่แล้ว ถ้าปล่อยไว้ให้เป็นร่วมกันก็อาจจะทำให้มีปัญหาต่าง ๆ รุนแรงมากขึ้นได้”

มาถึงเรื่องการวินิจฉัยและรักษา ก่อนอื่นต้อง บอกว่า การไปพบแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่าอายและน่ากลัวแต่อย่างใด ในครั้งแรกที่ไปพบแพทย์ยังคลินิกวัยทอง ก็จะมีการซักประวัติ ตรวจร่างกาย บางครั้งอาจจะมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจเลือด หรือเอกซเรย์ตามความจำเป็น เพื่อจะวินิจฉัยให้ได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากการขาดฮอร์โมนจริงหรือไม่ ถ้าใช่จริงก็จะพิจารณาว่าต้องให้การรักษาอย่างไร ในการไปพบแพทย์ครั้งแรกส่วนใหญ่จะได้รับการตรวจและวินิจฉัยเกือบจะครบถ้วนอาจจะมีการตรวจติดตามเพื่อดูผลทางห้องปฏิบัติการหรือการตรวจพิเศษบ้าง ซัก 1-2 ครั้งแล้วจึงพิจารณาให้การรักษา…หลังการรักษาก็จะมีการตรวจติดตามผล ถ้าอาการไม่มากแพทย์จะนัด 3 เดือน/ครั้ง และถ้าอาการดีขึ้นแล้วอาจจะนัดมาเพียงปีละ 1-2 ครั้ง เท่านั้น

ยาฮอร์โมนที่ใช้ในการรักษาวัยทอง ก็คือฮอร์โมนเพศครับ แต่การจะใช้ จะต้องให้แพทย์เป็นผู้แนะนำ เมื่อแพทย์พิจารณาแล้วว่าไม่มีโรคอะไรที่เป็นข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมน แพทย์จึงจะสั่งให้ใช้…ไม่แนะนำเป็นอย่างยิ่ง และอยากจะห้าม ไม่ให้ไปซื้อยารับประทานเอง เพราะเห็นเพื่อนทานแล้วดีขึ้น จึงไปซื้อยี่ห้อเดียวกันมาทาน ทั้งนี้เพราะในแต่ละคนมีความต้องการยาไม่เหมือนกัน เราไปเอายาที่คนอื่นใช้ดีมาใช้ ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่ามันจะดีเสมอไป บางครั้งนอกจากจะไม่ดีขึ้นแล้วอาจจะทำให้เกิดอาการข้างเคียงและอันตรายได้ เพราะปัจจุบันยาฮอร์โมนในท้องตลาดมีหลายชนิดครับ ทั้งชนิดรับประทาน ชนิดทา ชนิดแผ่นแปะที่ผิวหนัง หรือบางชนิดอาจจะใช้รักษาอาการในช่องคลอดโดยเฉพาะ ดังนั้นการจะเลือกใช้ชนิดไหน แพทย์จะมีข้อแนะนำที่แตกต่างกันไป…และในการที่ใช้ฮอร์โมน แพทย์ก็จะมีการตรวจติดตามผลด้วย เพื่อปรับขนาดยาและชนิดของยาให้เหมาะสม ซึ่งการใช้ยาฮอร์โมนนี้ก็เหมือนกับการใช้ยารักษาโรคอื่น ๆ ทั่วไป คือใช้เมื่อมีปัญหาหรือมีข้อบ่งชี้ และเมื่อมีอาการดีขึ้นหรืออาการลดน้อยลง เราก็สามารถหยุดใช้ยาได้ ไม่จำเป็นต้องทานยาไปตลอดชีวิต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัญหาและความเหมาะสมของแต่ละคน.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 28 เมษายน 2556

.

.

dailynews130505_001

วัยทองผ่องอำไพ ตอน 2

ดังที่ได้กล่าวในตอนที่ 1 แล้ว วัยทองหมายถึงวัยประมาณ 49-50 ปีขึ้นไป ยังแข็งแรง ยังช่วยเหลือตัวเองได้ดีมาก ส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานได้สะสมชื่อเสียง เกียรติยศ และหลักฐานได้ดีพอควร บางคนอาจจะมีทั้งบุตรหลานแล้ว

ปัจจุบันมีสถานพยาบาลและโรงพยาบาลหลายแห่งเปิดบริการ “ชะลอวัย” “เวชศาสตร์ชะลอวัย” ซึ่งล้วนตอบสนองเพื่อยับยั้งหรือชะลออาการต่าง ๆ ของวัยสูงอายุ ให้ข้อแนะนำ รวมถึงดูแลตรวจและรักษาทดแทนในส่วนที่บกพร่อง มุ่งหวังจะให้มีอายุยืนยาวมากขึ้น ชะลอโรคหรือป้องกันโรคต่าง ๆ รวมทั้งเสริมแต่งทั้งภายนอก ภายในให้ดูดี ทั้งผิวหนัง หน้าตา บุคลิก น้ำหนักตัวให้เหมาะสม เป็นต้น

ถ้าทุกท่านมีความรู้พอเพียง และเอาใจใส่ด้านสุขภาพยาวนาน พอถึงวัยนี้ส่วนใหญ่ก็จะดูดีสมวัย หรือดูอ่อนกว่าวัยอยู่แล้ว ถ้าไม่เป็นไปดังคาดจะลองใช้บริการ “ชะลอวัย” ดูบ้างก็คงได้ ขอให้ได้รับการปฏิบัติการตรวจ-รักษาจากแพทย์ก็จะถูกต้องตามหลักวิชาการมากขึ้น

แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนวัยทองหลายคนไม่เพียงแต่ห่วงสุขภาพ แต่ห่วงที่จะดูดี เพราะในวัยทองนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงของผิวพรรณอันเกิดจากการขาดฮอร์โมนด้วย ในกรณีที่เป็นมากจริงๆ การให้ฮอร์โมนก็อาจจะช่วยได้ แต่โดยหลักการแพทย์ในปัจจุบันการรักษาด้วยการใช้ฮอร์โมนเพศ ไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้เพื่อการชะลอวัย หรือทำให้แก่ช้าลง หรือทำให้ผิวหนังเต่งตึงมากขึ้น ถ้าเป็นปัญหาเฉพาะที่ผิวหนังเหี่ยวหรือแห้ง เราก็จะแนะนำว่าให้ใช้วิธีธรรมชาติคือการใช้ครีมบำรุง หรือสารให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้ผิวหนังแย่ลงไป เช่น การใช้สารเคมีต่าง ๆ หรือการโดนแสงแดด รวมถึงอากาศแห้ง ๆ เพราะการที่จะไปใช้ฮอร์โมนเพื่อหวังผลเรื่องความงามอย่างเดียวยังไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้ทางการแพทย์โดยตรง

ดังนั้นเพื่อให้ผู้สูงอายุทุกท่าน เป็นวัยทองที่ผ่องอำไพและงามสง่า คุณหมอมีคำแนะนำในการดำเนินชีวิตว่า

1. ต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของวัยทองนี้

2. เรื่องของการปฏิบัติตัวในวัยทอง แบ่งได้เป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ
- อาหาร
- การออกกำลังกาย
- การทำจิตใจให้สงบ ผ่องใส รวมถึงมองโลกในแง่ดี

ในส่วนของอาหาร ถ้าเราสามารถรับประทานอาหารได้ครบถ้วน วิตามินหรือแร่ธาตุต่างๆ ที่อยู่ในอาหารตามธรรมชาติถือว่าดีต่อสุขภาพที่สุด ไม่จำเป็นต้องไปสรรหาวิตามินหรืออาหารเสริมพิเศษอะไรมารับประทาน แต่อาจจะให้วิตามินหรือแร่ธาตุบางตัวเสริมในกรณีที่รับประทานไม่เพียงพอ ที่ให้กันบ่อยๆ ก็คือแคลเซียม ในคนที่เข้าสู่วัยทองแนะนำว่าต้องมีแคลเซียมในร่างกายอย่างน้อยประมาณ 1,000 มก./วัน ทั้งนี้เนื่องจากอาหารไทยที่เรารับประทานกันจะมีแคลเซียมเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400–500 มก./วัน จึงควรทานอาหารที่มีแคลเซียมมากขึ้น เช่น ดื่มนมวันละ 2 แก้ว แต่ถ้าไม่เพียงพอก็อาจรับประทานแคลเซียมเสริมบ้าง อันนี้ก็ไม่ได้มีข้อห้ามแต่ประการใด ส่วนวิตามินหรืออาหารเสริมตัวอื่น ๆ ถ้ารับประทานอาหารตามธรรมชาติได้เพียงพอแล้วก็ไม่จำเป็นเลยครับ ไม่มีอาหารที่วิเศษอะไรเลย เพราะอาหารที่ดีที่สุดก็คืออาหารตามธรรมชาติครับ พร้อมกันนี้ควรรับประทานอาหารที่มีกากใยหรือไฟเบอร์ให้เพียงพอ เพื่อช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายด้วย

เรื่องของการออกกำลังกายสำหรับคนวัยทองทั้งในผู้หญิงและผู้ชายนั้นมีความสำคัญมาก เพราะปัญหาที่ผมได้กล่าวไปข้างต้นแล้วก็คือเรื่องของกระดูก รวมถึงข้อต่อและกล้ามเนื้อต่าง ๆ ซึ่งจะเกิดมากขึ้นในวัยทองหลังจากที่ขาดฮอร์โมน ดังนั้นการที่จะมีการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอจึงมีความสำคัญ ในวัยทองนั้นเราแนะนำว่าการออกกายควรจะมีสองส่วน คือ

1. การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การวิ่งเหยาะ ว่ายน้ำ เพื่อให้มีการสูบฉีดโลหิตให้หัวใจและปอดทำงานดีขึ้น นี่คือสิ่งที่ต้องทำเพื่อป้องกันปัญหาเรื่องของโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ที่จะเกิดขึ้นตามมาในคนสูงอายุ

2. การออกกำลังกายแบบแบกรับน้ำหนัก เนื่องจากเมื่อเข้าสู่วัยทองวัยหมดประจำเดือนจะมีการสูญเสียเนื้อกระดูกและสูญเสียแคลเซียมออกจากกระดูก ซึ่งการที่เราได้ออกกำลังกายแบบที่มีการแบกรับน้ำหนักก็จะช่วยทำให้ลดการสูญเสียเนื้อกระดูกได้ ในต่างประเทศนิยมใช้การยกน้ำหนัก หรือยกเวต ซึ่งบ้านเราอาจจะไม่เป็นที่นิยมมากนัก จึงแนะนำว่าการออกกำลังกายแบบแบกรับน้ำหนักที่ทำได้ง่ายก็คือการแบกรับน้ำหนักตัวเอง ได้แก่การเดิน ซึ่งจะช่วยให้กระดูกมีความแข็งแรงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีการออกกำลังกายอื่น ๆ อีก เช่น ชี่กง หรือ ไทเก๊ก เหล่านี้เป็นการออกกำลังกายที่มีประโยชน์ต่อกระดูกและกล้ามเนื้อโดยตรงเพราะมีการเกร็ง และมีการแบกรับน้ำหนักของร่างกายด้วย เรียกว่าได้ประโยชน์โดยตรง ที่สำคัญคือเป็นการออกกำลังกายที่ไม่มีการกระแทกกระทั้นมากนัก ดังนั้นโอกาสที่จะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับข้อ หรือเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อต่าง ๆ ก็จะเป็นไปได้น้อย ส่วนการเล่นโยคะ ถ้าเราสามารถที่จะเลือกท่าทางหรือเลือกการปฏิบัติ ซึ่งไม่ทำให้เกิดปัญหาหรืออันตรายต่อกล้ามเนื้อและข้อได้ ก็เป็นสิ่งที่สามารถจะกระทำได้

ท้ายที่สุดและสำคัญที่สุดคือ ถ้าคิดว่าปัญหาวัยทองที่ตนเองประสบไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง และจำเป็นต้องได้รับการดูแล ก็ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ครับ ซึ่งปัจจุบันทางกระทรวงสาธารณสุข ทั้งโรงพยาบาล โรงเรียนแพทย์ และสภากาชาดไทย ทุกแห่งล้วนมีบริการให้คำปรึกษา ดูแลทั้งบุรุษและสตรีที่อยู่ในวัยทองครับ ซึ่งเราเรียกกันง่ายๆ ว่าคลินิกวัยทอง ส่วนในโรงพยาบาลที่เล็กลงมาอาจจะไม่มีคลินิกเฉพาะเรื่องวัยทอง แต่ก็สามารถจะปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางได้ อย่างกรณีของคุณผู้หญิงที่เริ่มเข้าสู่วัยทองก็สามารถปรึกษากับสูตินรีแพทย์ ซึ่งทุกท่านก็จะมีความรู้ความสามารถที่จะดูแลปัญหาเหล่านี้ได้ ส่วนคุณผู้ชายก็สามารถปรึกษาได้กับแพทย์ศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งก็สามารถจะดูแลปัญหานี้ได้เช่นเดียวกันครับ.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา : เดลินิวส์  5 พฤษภาคม 2556