โรคไขมันพอกตับและตับแข็ง ภัยเงียบของเด็กอ้วน

ในปัจจุบันพบเด็กอ้วนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเด็กๆ มักชอบทานอาหารประเภทไก่ทอด มันฝรั่งทอด แฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่า ขนมขบเคี้ยว ลูกอม ช็อกโกแลต เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม ชาเขียว น้ำผลไม้ และนมเปรี้ยวบรรจุกล่อง รวมทั้งเด็กๆ มีการออกกำลังกาย วิ่งเล่นหรือเล่นกีฬาน้อยลง แต่เล่นเกมคอมพิวเตอร์หรือดูโทรทัศน์เป็นเวลาหลายๆ ชั่วโมงในแต่ละวัน

ผู้ปกครองของเด็กอ้วนมักเห็นว่าเด็กอ้วนเป็นเด็กน่ารักสุขภาพดี แต่ความจริงแล้ว ความอ้วนมีผลเสียต่อสุขภาพของเด็กทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะเด็กอ้วนที่มีรอยสีดำๆ ที่คอ ข้อพับ รักแร้ และบริเวณที่เนื้อเสียดสีกัน คล้ายขี้ไคลแต่ขัดล้างไม่ออก ดังภาพ

รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงวรนุช จงศรีสวัสดิ์ กุมารเวชศาสตร์โรคทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวถึงอันตรายของเด็กอ้วนเหล่านี้ว่า มีโอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หยุดหายใจขณะนอนหลับ ในอดีตโรคเหล่านี้มักพบในวัยกลางคนหรือผู้สูงอายุ แต่ในปัจจุบันพบเด็กอ้วนเป็นโรคของผู้สูงอายุเหล่านี้เพิ่มขึ้น

โรคไขมันพอกตับ เป็นอีกโรคหนึ่งที่พบบ่อยในเด็กอ้วน และเป็นโรคที่ถูกมองข้าม ประชาชนมักไม่ทราบว่าเด็กอ้วนมีโอกาสเกิดโรคนี้ ซึ่งถ้าเป็นเรื้อรังก็มีโอกาสเกิดตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็งเหมือนผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซี หรือผู้ป่วยที่ดื่มเหล้าจัด ในปัจจุบันและอนาคตโรคไขมันพอกตับจะเป็นสาเหตุของโรคตับเรื้อรังและตับแข็งในเด็กทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย มีการศึกษาในต่างประเทศ พบว่าเด็กวัยรุ่นที่อ้วนมีโรคไขมันพอกตับสูงกว่าวัยรุ่นที่ไม่อ้วนสูงถึง 15-20 เท่า และพบเด็กอ้วนเป็นตับแข็งตั้งแต่อายุ 8 ขวบ

การศึกษาของผู้เขียนที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในเด็กอ้วนที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตร (ดัชนีมวลกายคือน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง) จำนวน 96 คน พบว่ามีโรคไขมันเกาะตับสูงถึงร้อยละ 80 และมีตับอักเสบสูงถึงร้อยละ 40 นอกจากนี้เมื่อตรวจเด็กอ้วนกลุ่มนี้ด้วยเครื่องไฟโบรสแกน (เครื่องมือวัดความแข็งของตับ ช่วยวินิจฉัยภาวะตับแข็ง) พบว่าประมาณร้อยละ 30 มีภาวะตับแข็ง

อาการของโรคไขมันพอกตับเป็นอย่างไร

เด็กที่มีไขมันพอกตับ หรือตับอักเสบร่วมกับไขมันพอกตับ มักไม่มีอาการหรืออาจมีอาการที่ไม่จำเพาะ เช่น ปวดท้อง อ่อนเพลีย ดังนั้นในเด็กอ้วนจึงควรรับการตรวจเพิ่มเติม เพื่อให้ทราบว่ามีไขมันพอกตับ และ/หรือตับอักเสบหรือไม่ เด็กที่มีตับแข็งอาจมีอาการอาเจียนเป็นเลือดเนื่องจากเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารแตก

จะทราบได้อย่างไรว่าเด็กมีโรคไขมันพอกตับ

วิธีที่ง่ายที่สุด คือ การตรวจอัลตร้าซาวนด์ตับ ส่วนการวินิจฉัยตับอักเสบอาศัยการตรวจเลือดดูค่าการทำงานของตับ (เอสจีพีที และเอสจีโอที) แต่เด็กที่มีไขมันพอกตับร่วมกับตับอักเสบบางคนอาจมีค่าการทำงานของตับอยู่ในระดับปกติได้ การตรวจที่ดีที่สุดที่ช่วยบอกว่าเด็กมีตับอักเสบหรือตับแข็งหรือไม่ คือการเจาะตรวจเนื้อตับ

การรักษาโรคไขมันพอกตับ

การรักษาที่ดีที่สุดในเด็กคือ การลดน้ำหนัก ซึ่งต้องอาศัยทั้งการทานอาหารที่เหมาะสมร่วมกับการออกกำลังกาย เด็กที่มีเบาหวานต้องทานยารักษาเบาหวานด้วย ในปัจจุบันยาที่ใช้รักษาไขมันพอกตับในเด็กยังมีจำกัดและยังต้องรอดูผลในระยะยาว

ดังนั้นจึงควรป้องกันโดยให้การวินิจฉัยไขมันพอกตับแต่แรกเริ่มในเด็กอ้วน และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสม ดังนี้

1. รับประทานอาหารทุกมื้อ ไม่หลีกเลี่ยงมื้อใดมื้อหนึ่ง แต่มื้อเย็นทานให้น้อยลง ทานข้าวและแป้งน้อยๆ
2. งดอาหารที่มีรสหวาน ของทอด ของมัน และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล
3. งดขนมถุงระหว่างมื้ออาหาร อาจให้ทานผลไม้จืดๆ แทน
4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ วันละ 30-60 นาที
5. จำกัดชั่วโมงการดูโทรทัศน์ หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์ รวมกันไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน
6. พ่อ แม่ ผู้ปกครองต้องเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตัวดังกล่าวข้างต้น

ภัยของเด็กอ้วนมีมากมายหากผู้ปกครองไม่ระมัดระวัง มองว่าเด็กอ้วนดูจ้ำม่ำน่าเอ็นดู ไม่รีบปรับพฤติกรรมการรับประทานและการเล่นของเด็ก อาจส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ ที่มีความรุนแรงเทียบเท่ากับโรคที่เกิดกับผู้ใหญ่ในอนาคตได้

Vejthani Super Kid’s Center

 

ที่มา: ไทยรัฐ 17 ตุลาคม 2555