เซ็กซ์ไม่ป้องกัน เสี่ยงกามโรค 80%

dailynews140221_001เรื่องเพศสัมพันธ์ หากมีการเปลี่ยนคู่นอนมากหน้าหลายตา นอกจากจะต้องป้องกันเรื่องการตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจแล้ว การป้องกันการติดต่อโรคทางเพศสัมพันธ์ก็ยังสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน มิเช่นนั้น โรคร้ายๆ อาจคืบคลานเข้ามาจนทำให้เจ็บป่วย และอาจรุนแรงถึงขั้นไม่สามารถมีเซ็กซ์ได้

อย่างเช่น กามโรค สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ การมีกิจกรรมทางเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ไม่ได้สวมใส่ถุงยางอนามัยชนิดลาเท็กซ์ (Latex condom) และการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด หรือทางทวารหนักกับผู้ที่เป็นโรคหรือผู้ติดเชื้อ มีผลการศึกษาชี้ว่า ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์เพียงครั้งเดียวกับผู้ชายที่มีเชื้อหนองในแท้โดยไม่สวมใส่ถุงยาง จะมีโอกาสติดเชื้อประมาณ 70-80%

ส่วนผู้ที่สวมถุงยางอนามัยไม่ถูกวิธี หรือมีพฤติกรรมใส่บ้างไม่ใส่บ้างนั้น ถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการติดโรค ซึ่งจะเพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนของคู่นอน และเมื่อเป็นโรคทางเพศชนิดหนึ่งแล้วก็จะทำให้ติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อีกชนิดหนึ่งได้ง่ายขึ้น เช่น ถ้าเป็นเริมที่อวัยวะเพศ กามโรค/โรคซิฟิลิส หนองในแท้/โรคหนองใน หรือหนองในเทียม และมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อโรคเอดส์ จะมีโอกาสติดเชื้อเอดส์เพิ่มสูงขึ้น

อาการที่อาจบ่งชี้ว่าติดโรคสามารถสังเกตได้จากมีอาการเจ็บ มีก้อนบวม (Lump) หรือแผลที่บริเวณปากและทวารหนัก ปัสสาวะแสบขัด มีน้ำ ตลอดจนมีหนองออกมาจากอวัยวะเพศชายและช่องคลอด มีอาการปวดที่บริเวณต่อมน้ำเหลืองโดยเฉพาะที่ขาหนีบ เป็นต้น โดยหลังจากที่มีการสัมผัสโรคจะใช้เวลาตั้งแต่ 2 วัน จนถึง 3 เดือน จึงจะปรากฎอาการหรือร่องรอยของโรค

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ติดเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์ยังมีอีกหลายสาเหตุ ทั้งการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น อาจทำให้เกิดการติดเชื้อเหล่านี้ได้ เช่น ไวรัสเอชไอวี หรือไวรัสตับอักเสบ บี และเมื่อติดเชื้อแล้ว ก็สามารถแพร่กระจายเชื้อต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย ซึ่งวัยรุ่นผู้หญิงเซลล์บริเวณปากมดลูกยังเจริญไม่เต็มที่ จึงมีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ตลอดเวลา เซลล์ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้จะไวต่อการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ง่ายขึ้น.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 21 กุมภาพันธ์ 2557

คาถากันเสียสาว โดย พญ.ชัญวลี ศรีสุโข

matichon130208_001การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของทุกประเทศทั่วโลก นอกจากเหตุผลทางการแพทย์ ว่าอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนช่วงตั้งครรภ์ ช่วงคลอด และหลังคลอดสูงกว่าคนทั่วไป (แท้ง ทารกพิการ น้ำหนักน้อย ขาดอาหาร ตายในครรภ์ คลอดยาก ตกเลือดหลังคลอด ฯลฯ), เหตุผลทางด้านสังคม เศรษฐกิจ จิตวิทยา (มารดาต้องหยุดเรียน รายจ่ายสูง รายรับน้อย ครอบครัวยากจนยิ่งขึ้น มารดาเครียด ซึมเศร้า วิตกกังวล ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ทำแท้งเถื่อน ทารกถูกทอดทิ้ง ทารกไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ทารกเติบโตมาเป็นปัญหาสังคม ฯลฯ) ยังมีเหตุผลของปัจเจกบุคคล ส่งให้ท้องในวัยรุ่นสร้างบาดแผลอันเจ็บปวดแห่งความทรงจำไม่รู้ลืม ทั้งตัววัยรุ่นและผู้ปกครองเอง (14 วิธีป้องกันท้องในวัยโจ๋ พญ.ชัญวลี ศรีสุโข มติชนรายวัน 6 ก.พ.2550) แม้มีการรณรงค์ป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นไทยอย่างกว้างขวาง ปัญหานี้ก็ลดลงเพียงเล็กน้อย ปัจจุบันวัยรุ่นเสียสาวเร็วขึ้น โดยมีอายุเฉลี่ยเพียง 15-16 ปี จากสถิติสาธารณสุขในปี พ.ศ.2554 เด็กวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี คลอดเฉลี่ยวันละ 370 คน และที่เป็นเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี คลอดเฉลี่ยวันละ 10 คน ส่งผลให้ปัจจุบันวัยรุ่นไทยคลอดลูกสูงเป็นอันดับสองของเอเชีย

เรื่องมีเพศสัมพันธ์นั้นเป็นเรื่องเลือกได้ เชื่อแน่ว่า หากวัยรุ่นเลือกไม่มีเพศสัมพันธ์ก็ย่อมไม่มีการตั้งครรภ์ ผู้เขียนขอเสนอคาถาป้องกันการเสียสาว ดังนี้

1. A = Abstinence เว้นการมีเพศสัมพันธ์ วัยรุ่นต้องตั้งมั่นอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจะไม่มีเพศสัมพันธ์จนกว่าถึงวัยที่จะดูแลตนเองและครอบครัวที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ได้โดยมีพ่อแม่ผู้ปกครองให้การสนับสนุน เมื่อตัดสินใจแล้ว ต้องเคารพการตัดสินใจตนเอง เชื่อมั่นว่าเป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่จะมอบให้ตนเอง คู่ครองในอนาคต พ่อแม่และผู้ปกครอง

2. B = Birth control การคุมกำเนิด แม้ตั้งมั่นและไม่มีเพศสัมพันธ์วัยรุ่นต้องเรียนรู้วิธีคุมกำเนิดจนเข้าใจ วัยรุ่นควรทราบว่า การคุมกำเนิดมีอะไรบ้าง แต่ละอย่างมีข้อดีข้อเสียอย่างไร มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดเท่าไหร่ เพื่อไว้ป้องกันกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น

3. C = Control factors ควบคุมปัจจัยต่าง ๆ พ่อแม่ผู้ปกครองและวัยรุ่นต้องควบคุมปัจจัยต่างๆ ที่จะทำให้เสียสาว เช่น ไม่อนุญาตให้วัยรุ่นไปไหนด้วยกันหรืออยู่ด้วยกันสองต่อสอง, ไม่อนุญาตให้วัยรุ่นไปค้างคืนบ้านเพื่อน, ไม่ให้วัยรุ่นดื่มเหล้าจนเมามายหรือใช้ยาเสพติดเพราะการดื่มเหล้าและการใช้ยาเสพติดนั้นมักเป็นเหตุให้เสียสาว นอกจากนั้นควรสร้างปัจจัยสนับสนุนการไม่เสียสาว เช่น สอนให้รู้จักการตอบปฏิเสธ ระวังตัวไม่ให้บรรยากาศพาไป

4. D = Discourage early dating ไม่สนับสนุนให้มีการออกเดตเมื่อยังอายุน้อย งานวิจัยพบว่า การออกเดตตั้งแต่เป็นวัยรุ่นตอนต้น (12-15 ปี) และวัยรุ่นตอนกลาง (16-17 ปี) มีโอกาสเสียสาวสูง เพราะการเติบโตทางอารมณ์และจิตใจยังไม่เพียงพอที่จะยับยั้งชั่งใจ หรือป้องกันการเสียสาวให้ตนเองได้

5. E = Education teens ให้เพศศึกษาแก่วัยรุ่น ที่เหมาะสมควรให้ความรู้ตั้งแต่เป็นวัยรุ่นตอนต้น ผู้ให้ความรู้อาจจะเป็นพ่อแม่ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ บุคลากรทางสาธารณสุข หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องมีทัศนคติที่ดีในเรื่องเพศ มีวิธีสอนให้รู้จักป้องกันตนเองเรื่องเพศอย่างเข้าใจได้ง่าย ในบรรยากาศที่เป็นมิตร ทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนรู้ได้ซักถาม

6. F = Friendships การคบเพื่อนฝูง พ่อแม่ผู้ปกครองและวัยรุ่นต้องไม่ปล่อยให้เพื่อนฝูงที่เสียสาวไปแล้วกดดันให้วัยรุ่นเสียสาวตาม ในทางตรงกันข้าม ควรมีกลุ่มเพื่อนที่มีความตั้งใจไม่เสียสาวก่อนเวลาอันสมควร สนับสนุนกัน ช่วยดูแลกัน

7. G = Good parent เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองที่ดี นอกจากมีสัมพันธภาพที่ดีกับลูก พ่อแม่ต้องมีเวลาให้ลูก สื่อสารกับลูกเป็นประจำ สังเกตการเปลี่ยนแปลงของลูก ดูแลเพื่อนฝูงของลูก สอนให้ลูกรู้จักวิธีตอบปฏิเสธเมื่อมีผู้ชักชวนให้มีเพศสัมพันธ์

8. H = Hobbies งานอดิเรก รัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสนับสนุนให้วัยรุ่นมีงานอดิเรกที่ชอบ สนับสนุนฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง การดิ้นรนต่อสู้เพื่อไปสู่อนาคตที่ใฝ่ฝัน ทำให้วัยรุ่นหมกมุ่นเรื่องเพศน้อยลง โอกาสเสียสาวน้อยลง

9. I = Intensive supervision and monitoring ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด รัฐมีนโยบายต่อเนื่องจริงจังและจริงใจในการป้องกันวัยรุ่นเสียสาว

พ่อแม่ผู้ปกครองต้องรู้ทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เฝ้าติดตามดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด, สังคมต้องเป็นมิตรกับวัยรุ่น, สื่อสนับสนุนสร้างบทเรียนให้วัยรุ่นไม่เสียสาวฯลฯ

…………..

พญ.ชัญวลี ศรีสุโข (chanwalee@srisukho.com)

ที่มา :  มติชน  8 กุมภาพันธ์ 2556

14 วิธีป้องกัน ท้องในวัยรุ่น โดย พญ.ชัญวลี ศรีสุโข

matichon130206_001การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นหรือท้องในวัยทีน คือตั้งครรภ์เมื่ออายุ 19 ปี หรืออ่อนกว่านี้ พบร้อยละ 10-30 ของการตั้งครรภ์ทั้งหมด นับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของทุกประเทศทั่วโลก

ใน 10 ปีมานี้ ท้องในวัยทีนในประเทศไทย มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น จากร้อยละ 10 ในปี พ.ศ.2536 เป็นกว่าร้อยละ 20 ในปัจจุบัน นอกจากนั้นอายุของแม่วัยทีนนับวันยิ่งน้อยลง ต่ำสุดพบเพียง 12 ปี ขณะที่ในประเทศสหรัฐอเมริกา แนวโน้มท้องในวัยทีนมีจำนวนลดลงตามลำดับ

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อท้องในวัยทีน ได้แก่ ฐานะยากจน เล่าเรียนน้อย ดื่มสุรา ติดยาเสพติด ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว ซึ่งเป็นปัจจัยที่แก้ไขได้ยาก ปัจจัยหนึ่งซึ่งน่าจะแก้ไขได้ เป็นปัจจัยที่ทำให้ท้องวัยทีนในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คือ ค่านิยมการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่น

ทำไมวัยทีนไม่ควรท้อง?

นอกจากเหตุผลทางการแพทย์ เช่น เกิดภาวะแทรกซ้อนช่วงตั้งครรภ์ คลอด หลังคลอดสูงกว่าคนทั่วไป (แท้ง ทารกพิการ น้ำหนักน้อย ขาดอาหาร ทารกตายในครรภ์ คลอดยาก ตกเลือดหลังคลอด ฯลฯ)

เหตุผลทางด้านสังคม เศรษฐกิจ จิตวิทยา (มารดาต้องหยุดเรียน รายจ่ายสูง รายรับน้อย ครอบครัวยากจนยิ่งขึ้น มารดาเครียด ซึมเศร้า วิตกกังวล ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ทำแท้งเถื่อน ทารกถูกทอดทิ้ง ทารกไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ทารกเติบโตมาเป็นปัญหาของสังคม ฯลฯ)

ยังมีเหตุผลของปัจเจกบุคคล ส่งผลให้ท้องวัยทีนสร้างบาดแผลอันเจ็บปวดแห่งความทรงจำไม่รู้ลืม แก่ทั้งตัววัยทีนและผู้ปกครอง
ทำไมวัยทีนจึงท้อง? ในวัยรุ่นที่สมัครใจมีเพศสัมพันธ์ พบเหตุผลใหญ่ๆ 2 ประการ คือ

1.มีเพศสัมพันธ์โดยไม่คุมกำเนิด บ้างไม่รู้ว่ามีเพศสัมพันธ์แล้วท้อง บ้างเชื่อโดยไม่มีเหตุผลว่าตนเองไม่ท้อง บ้างคุมกำเนิดไม่เป็น บ้างไม่สนใจคุมกำเนิด บ้างไม่สามารถเข้าถึงการบริการคุมกำเนิด บ้างกลัวการคุมกำเนิด ฯลฯ

2.มีความเชื่อที่ผิดๆ ในการคุมกำเนิดทั้งในวัยรุ่นหญิงชาย เช่น ไม่สวมถุงยางอนามัยเพราะกลัวถูกว่าสำส่อน รับประทานยาคุมกำเนิด ฉีดยาคุมกำเนิด ทำให้เป็นฝ้า มดลูกแห้ง ฯลฯ

ทำไมวัยทีนส่วนหนึ่งจึงเลือกไม่มีเพศสัมพันธ์? การศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา พบเหตุผลสำคัญ 4 ประการ คือ

1.เป็นความตั้งใจของวัยทีนแต่ละบุคคล บ้างเชื่อมั่นในคุณค่าของพรหมจรรย์ บ้างเชื่อฟังคำสั่งสอนพ่อแม่ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ อีกส่วนหนึ่งเป็นความเชื่อทางศาสนา

2.กลัวการตั้งครรภ์

3.กลัวโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

4.ฝ่ายชายไม่เร่งเร้า (วัยรุ่นหญิง 3 ใน 4 คนที่มีเพศสัมพันธ์ ให้เหตุผลว่าเพราะฝ่ายชายขอ)

ทำอย่างไรจึงป้องกันท้องในวัยทีน?…ผู้เขียนขอเสนอ 14 วิธีป้องกันท้องในวัยทีน ดังนี้

1.ประชาชนทุกคนต้องเห็นความสำคัญของการป้องกันท้องในวัยทีน โดยถือว่าเป็นหน้าที่ของพลเมืองดีที่จะช่วยกันอบรมสั่งสอน (เท่าที่จะเป็นไปได้) สอดส่องดูแลความประพฤติของวัยรุ่น ช่วยเป็นหูเป็นตาแจ้งผู้ปกครอง สถานศึกษา ตำรวจ ฯลฯ เมื่อพบความเสี่ยง

2.สังคมต้องมีส่วนรับผิดชอบ เช่น ลดการยั่วยุทางกามารมณ์ ไม่ปากว่าตาขยิบกับวัยรุ่น ไม่ว่าในสถานบันเทิง การขายสุรา การมั่วสุมในที่ต่างๆ ฯลฯ

3.ครอบครัวต้องถือว่าเป็นหน้าที่หลักที่จะดูแลลูกหลานวัยรุ่นของตนเองอย่างใกล้ชิด ความรักและความใกล้ชิดทำให้ตรวจพบสิ่งผิดปกติตั้งแต่เริ่มแรก

4.พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเข้าใจจิตวิทยาของวัยรุ่น ต้องพัฒนาตนเองให้ทันยุคสมัยและสังคมที่เปลี่ยนแปลง ทั้งเรื่องข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยี การใช้ชีวิต ฯลฯ

5.หากมีลูกหลานเป็นชาย ควรสอนเขาตั้งแต่เด็ก ถึงความเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ล่วงเกินเพศตรงข้าม หากยังไม่พร้อมและไม่สามารถรับผิดชอบเลี้ยงดู สร้างครอบครัวได้

6.สร้างค่านิยมไม่มีเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น คนเก่งต้องรู้จักเซย์โน สนับสนุนการสร้างปณิธานให้รักษาพรหมจรรย์จนถึงวัยอันควร โดยใช้ความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว, หลักการทางศาสนา, จัดตั้งกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน ฯลฯ

7.สถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องสนับสนุนองค์ความรู้ทางเพศศึกษา (รวมถึงการคุมกำเนิด) ที่ถูกต้อง ตั้งแต่ก่อนที่นักเรียนจะเข้าสู่วัยรุ่น

8.รัฐบาลต้องถือว่าการลดการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเป็นนโยบายสำคัญ มีงบประมาณ กลยุทธ์ สนับสนุนองค์กรที่เกี่ยวข้อง และมีการลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

9.สื่อต่างๆ ควรสนับสนุนบทเรียนและการเรียนรู้ทางเพศศึกษาที่ถูกต้อง โดยมีดารานักร้อง ฯลฯ เป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่วัยรุ่น

10.นักเขียน นักแสดง ผู้จัดละคร ภาพยนตร์ ควรเสนอบทเรียนของการตั้งท้องวัยทีนให้แพร่หลาย ในหลากรูปแบบงานวรรณกรรม บันเทิงคดี ฯลฯ

11.สถานพยาบาลควรมีคลีนิคให้คำปรึกษาวัยรุ่น ที่สามารถติดต่อปรึกษาได้ทุกเมื่อ

12.แพทย์พยาบาลผู้ให้บริการต้องไม่มีอคติต่อวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร

13.มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ช่วยปรึกษาหาทางออกให้ เมื่อวัยรุ่นพลาดพลั้งตั้งครรภ์

14.ล้อมรั้วด้วยรัก อภัย เข้าใจ และเห็นใจ ทั้งจากคนในครอบครัว และคนรอบข้าง สิ่งเหล่านี้จะสร้างความมั่นใจและให้กำลังใจ ทำให้วัยรุ่นที่เสียตัวไปแล้วไม่ตั้งครรภ์ ที่ตั้งครรภ์ไปแล้วก็จะไม่ท้องในวัยทีนซ้ำอีกเป็นครั้งที่สอง

โดย พญ.ชัญวลี ศรีสุโข chanwaleesrisukho@hotmail.com

ที่มา :  มติชน  6 กุมภาพันธ์ 2556

มีเซ็กซ์หลังคลอด ผ่าตัด

dailynews130106_001มีหลายคนสงสัยว่าภายหลังการคลอดบุตร ผ่าท้องคลอด ผ่าตัดเนื้องอกมดลูก รังไข่ ช็อกโกแลตซีสต์ หรือตัดมดลูก ผู้หญิงจะมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติช่วงไหน อย่างไร?  เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.นพ.ประเสริฐ ตรีวิจิตรศิลป์ รอง ผอ.รพ.จุฬาลงกรณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย  มีคำตอบ

รศ.นพ.ประเสริฐ อธิบายว่า  ภายหลังคลอดบุตร  ผ่าท้องคลอด ถ้าต้องการมีเพศสัมพันธ์ควรเว้นช่วงอย่างน้อย 4 สัปดาห์ขึ้นไป แต่ถ้าจะให้ดี ปลอดภัย คือ  6 สัปดาห์ขึ้นไป ทั้งนี้ประมาณ 1 สัปดาห์แผลก็เริ่มหายแล้ว  แต่ปากมดลูกยังปิดไม่สนิท เพราะตอนคลอดปากมดลูกจะเปิด การมีเพศสัมพันธ์อาจทำให้ติดเชื้อได้ เพราะฉะนั้นช่วง 4 สัปดาห์แรกไม่แนะนำให้มีเพศสัมพันธ์

ส่วนใหญ่หลังคลอด หรือผ่าท้องคลอดแนะนำให้มีเพศสัมพันธ์หลัง 6 สัปดาห์ไปแล้ว โดยภายหลังคลอด หรือผ่าท้องคลอด เรามักจะนัดคนไข้มาตรวจภายในประมาณสัปดาห์ที่ 5  เพื่อดูว่าทุกอย่างกลับเข้าสู่ปกติแล้วหรือยัง  รวมทั้งวางแผนการคุมกำเนิดก่อนการมีเพศสัมพันธ์ เพราะหลัง 6 สัปดาห์ไปแล้ว ไข่อาจจะตก และคนไข้อาจท้องได้

ความจริงคนไข้ควรจะปฏิบัติตามคำแนะนำ เพราะการมีเพศสัมพันธ์ก่อนเวลาที่ให้คำแนะนำ อาจเกิดปัญหาได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ฝ่ายชายมีเชื้อหนองในเทียม เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อเข้าไปในอุ้งเชิงกราน หรือมดลูก ทำให้มีปัญหาตามมา อีกทั้งในช่วง 4 สัปดาห์อาจมีน้ำคาวปลา อะไรต่าง ๆ ออกมาจึงไม่เหมาะกับการมีเพศสัมพันธ์  หากห้ามใจไม่ไหวการใช้ถุงยางอนามัยถือว่ามีความปลอดภัยในการป้องกันการติดเชื้อ  แต่ถ้าจะให้ดีควรจะหลีกเลี่ยงไปเลย

ส่วนการผ่าตัดเนื้องอกมดลูก ผ่าตัดปีกมดลูก  รังไข่ ช็อกโกแลตซีสต์  โดยหลักแผลผ่าตัดจะดี 7 วันขึ้นไปแล้ว ถ้าจะมีเพศสัมพันธ์กันก็มี เพียงแต่คนไข้อาจรู้สึกเจ็บแผลอยู่เพราะหลังการผ่าตัดในช่วง 2 สัปดาห์แรกคนไข้ยังมีการเจ็บแผลอยู่ ดังนั้น 4 สัปดาห์แผลค่อนข้างจะหายสนิท การมีเพศสัมพันธ์ก็จะไม่เจ็บ

แต่ถ้ามีการตัดมดลูกทิ้งต้องรอ 4 สัปดาห์ขึ้นไป เพราะอาจทำให้ติดเชื้อได้ เนื่องจากการตัดมดลูกจะคล้ายกับการผ่าท้องคลอด เพียงแต่ปากมดลูกปิดมากกว่าการคลอดบุตรเท่านั้น

สิ่งที่น่ากลัว คือ การติดเชื้อ ต้นเหตุสำคัญอยู่ที่ฝ่ายชาย ถ้าฝ่ายชายไม่เป็นโรค  โอกาสเกิดการอักเสบติดเชื้อก็น้อย แต่ถ้าผู้ชายเป็นนักเที่ยวมีแฟนหลายคนก็มีโอกาสติดเชื้อได้

ท้ายนี้แนะนำว่าหลังคลอด ผ่าท้องคลอด ถ้าจะให้ดีควรมีเพศสัมพันธ์หลัง 6 สัปดาห์ไปแล้ว  ส่วนการผ่าตัดมดลูก ปีกมดลูก รังไข่ ช็อกโกแลตซีสต์  รวมถึงการตัดมดลูก ต้องหลัง 4 สัปดาห์ไปแล้ว เพื่อให้แผลเรียบร้อยดี เวลายุ่งกันจะได้ไม่เจ็บ.

นวพรรษ บุญชาญ

ที่มา :  เดลินิวส์ 6 มกราคม 2556

หลากเรื่องราว “โรคหัวใจ”ที่ใคร ๆไม่พูดถึง (เพศสัมพันธ์)

ฉบับนี้ผมขอหยิบยกเรื่องโรคภัยไข้เจ็บที่ได้รับการกล่าวถึงเป็นอันดับต้น ๆ ในสื่อต่าง ๆ ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร กลับมาพูดคุยกันอีกครั้ง นั่นคือ “โรคหัวใจ” นอกจากทบทวนประเด็นสำคัญจะขอกล่าวถึงประเด็นที่ไม่ค่อยมีผู้กล่าวถึง แต่จะมีผู้สอบถามมากโดยอ้างอิงสอบถามมาจากนักวิชาการโรคหัวใจหลาย ๆ ท่าน

จากผลการสำรวจสาเหตุการเสียชีวิตทั้งในประเทศไทย ประเทศแถบตะวันตก และในสหรัฐอเมริกา พบตรงกันว่า “โรคหัวใจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต อยู่อันดับที่ 1 ใน 3 เสมอ” และเป็นเรื่องน่าตกใจเมื่อมีข้อมูลว่า 62% ของผู้ชาย และ 46% ในผู้หญิง มาโรงพยาบาลครั้งแรกด้วยอาการหลอดเลือดหัวใจตีบฉับพลัน โดยไม่มีอาการเตือนมาก่อน หรือบางครั้งเมื่อตรวจหาภาวะเสี่ยงของโรคหัวใจ แล้วกลับพบว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจน้อยมาก ดังนั้นการซักประวัติเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เพื่อนำไปประกอบการวินิจฉัยให้แม่นยำและเป็นประโยชน์ในการรักษา ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเลือกทำเฉพาะการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยเท่านั้น เช่น การทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย, การใช้คลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ, การตรวจหลอดเลือดหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง และการตรวจสวนหัวใจและฉีดสารทึบรังสีดูหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น การรั้งรอจนกระทั่งมีอาการเหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ใจสั่น อาจสายเกินไปสำหรับโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โดยเฉพาะอาจเกิดขึ้นระหว่างมีเพศสัมพันธ์ การตรวจเหล่านี้เป็นการตรวจเชิงลึกจึงควรใช้ผู้เชี่ยวชาญ (Specialist) จะปลอดภัยและได้ผลดี

สำหรับเรื่องโรคหัวใจนี้ สิ่งที่ผมมองว่าคนพูดถึงและให้ความสำคัญกันน้อย ก็คือ “ความสัมพันธ์ระหว่างโรคหัวใจและโรคเบาหวาน” เนื่องจากเมื่อเป็นโรคเบาหวาน ส่งผลให้หลอดเลือดตีบตัน ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกายได้เป็นปกติ โดยเฉพาะที่ปลายเท้า ผู้ป่วยก็มีโอกาสจะเป็นโรคหัวใจได้สูง เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นเบาหวานต้องไม่ละเลยการดูแลเท้า เพราะถ้าคนที่หัวใจแข็งแรงน้อยและมีเบาหวานอยู่ด้วย พอเท้าขาดเลือดขึ้นมาและเกิดแผลที่เท้าจะเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งวิธีการรักษาก็มี 2 ทางคือ รักษาแผลที่เท้าโดยการใส่สายสวนเข้าไปขยายหลอดเลือดที่เท้า หรืออาจถึงขั้นต้องตัดเท้าทิ้งเพราะเท้าเน่า ซึ่งในผู้ป่วยโรคหัวใจไม่สามารถทำการตัดเท้าทิ้งได้ ก็ต้องทนอยู่กับเท้าเน่า ๆ ไปตลอดชีวิต ในผู้ป่วยกลุ่มนี้หากเลือดไปเลี้ยงส่วนล่างของร่างกายน้อย เช่น ขาและอุ้งเชิงกราน มักจะมีความเกี่ยวพันธ์กับสมรรถภาพทางเพศด้วย หรือหลายท่านก็อาจมีปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศอยู่ด้วยหรือไม่?

เรื่องการดูแลเท้านี้ นักวิชาการขอเน้นในคุณสุภาพสตรี เพราะบางคนเป็นเบาหวาน หลอดเลือดไม่ดี และมีโรคหัวใจร่วมด้วย แต่ยังรักสวยรักงาม ใส่รองเท้าชนิดที่มันทันสมัย ทั้งบีบทั้งกัด (แต่ก็ยังอดทน) จนกลายเป็นแผลที่เท้าซึ่งรักษาไม่หาย และยังลามไปเรื่อย ๆ มักจะถามคำถามเดียวกันว่า “พอเท้าเน่าแบบนี้แล้วมันจะสวยไหมเนี่ย???”

และอีกหนึ่งเรื่องที่อยู่ในความสนใจของผู้ป่วยโรคหัวใจก็คือ “เพศสัมพันธ์ในผู้ป่วยโรคหัวใจ” ซึ่งหลายท่านสงสัยว่า คนเป็นโรคหัวใจสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้หรือไม่ หรือการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยในผู้ป่วยโรคหัวใจ คือแบบใด?

สิ่งแรกที่พึงปฏิบัติก็คือ ควรงดการมีเพศสัมพันธ์หลังได้รับการผ่าตัดหัวใจ 2 สัปดาห์ หลังจากนั้น ถ้าสภาพร่างกายโดยทั่วไปปกติดี หรือผู้ป่วยทำกิจวัตรประจำวันได้ สามารถเดินขึ้นบันได 2 ชั้น หรือเดินได้ 1 กิโลเมตรใน 10 นาที โดยไม่มีอาการผิดปกติ ก็สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างปลอดภัยครับ

แต่เหนือสิ่งอื่นใด การทำให้หัวใจไม่ทำงานหนักจนเกินไป ขณะมีเพศสัมพันธ์ นักวิชาการมีข้อแนะนำควรปฏิบัติมาแนะนำดังนี้ครับ

1. มีเพศสัมพันธ์กับคู่ครองคนเดิม เพราะจากการเก็บสถิติอัตราการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นขณะมีเพศสัมพันธ์ของผู้ป่วยโรคหัวใจ พบว่าส่วนใหญ่เกิดในกรณีที่ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กับคู่เดิม และยังพบอีกว่าการเต้นของหัวใจและค่าความดันโลหิตจะเพิ่มขึ้น สถิติทั่วไปแสดงว่าความตื่นเต้น ตื่นตัว จะเป็นไปในระดับปกติพอรับได้

2. ท่าที่ใช้ในการมีเพศสัมพันธ์ ควรเริ่มต้นแบบค่อยเป็นค่อยไป มีการเล้าโลมก่อนทุกครั้ง ไม่ควรเป็นท่าที่โลดโผน หรือผิดแผกแปลกไปจากที่เคยปฏิบัติ ควรหลีกเลี่ยงท่าที่ทำให้เกิดแรงกดทับต่อกระดูกและแขนขาส่วนบน ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักเพราะจะทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดปกติได้

3. เวลาที่ดีที่สุดของการมีเพศสัมพันธ์ ได้แก่ ช่วงเช้าหลังตื่นนอน หรือช่วงบ่ายหลังจากได้นอนพักสักครู่

สิ่งสำคัญยิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงก็คือ การมีเพศสัมพันธ์ทันทีหลังการรับประทานอาหารมื้อหนัก รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ในขณะที่มีภาวะเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ หรือมีอาการมึนเมาจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในอากาศที่ร้อนหรือหนาวจนเกินไปอีกด้วย

ได้ฟังข้อควรปฏิบัติและข้อควรหลีกเลี่ยงข้างต้นที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว ก็อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะทั้งหมดนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานทางวิชาการอ้างอิงและเป็นหลักทั่วไปที่ใช้กันทั่วโลก

นอกจากนี้ในขณะมีเพศสัมพันธ์ ผู้ป่วยโรคหัวใจอาจมีอาการผิดปกติต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ ซึ่งควรรีบไปปรึกษาแพทย์ เพราะสามารถใช้ยาเพื่อป้องกันหรือรักษาอาการที่เกิดขึ้นได้ โดยอาการผิดปกติที่ควรรีบมาปรึกษาแพทย์ คือ การที่หัวใจเต้นแรงและเร็วผิดปกติ ที่ยังคงอยู่หลังมีเพศสัมพันธ์เสร็จสิ้นแล้ว 10–15 นาที, อาการเวียนศีรษะ มึนงง, เหนื่อยผิดปกติ และจังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติและมีอาการเจ็บหน้าอก เป็นต้น แม้อาการเหล่านี้จะหายไปก็ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อขอคำแนะนำการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง หรือปรับปรุงการรักษาต่อไป

และเช่นเดียวกับโรคทุกโรค ที่การออกกำลังกายเป็นพื้นฐานสำคัญยิ่งของการดูแลรักษาสุขภาพ...ในผู้ป่วยโรคหัวใจ การออกกำลังกายเป้าหมายก็คือเพื่อลดการดำเนินของโรคและยืดอายุผู้ป่วย รวมทั้งเพื่อรักษาสุขภาพให้กลับมาแข็งแรงใกล้เคียงกับก่อนที่จะเป็นโรคหัวใจ ซึ่งการออกกำลังกายควรอยู่ในระดับปานกลาง เช่น เต้นแอโรบิก, ขี่จักรยาน, เดินเร็ว และว่ายน้ำ เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้ว ก็ยังจะช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกายให้ดีขึ้น จะสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ดีขึ้น บ่อยขึ้น รวมทั้งอาการผิดปกติที่เคยเกิดขึ้นระหว่างมีเพศสัมพันธ์ก็จะลดลงด้วย

สำหรับท่านที่รู้ตัวว่าป่วยด้วยโรคหัวใจใด ๆ ก็ตาม เน้นเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดโดยเฉพาะ ทันทีที่ทราบว่าเป็นโรคนี้ ท่านก็อาจใช้แนวปฏิบัติเดียวกันนี้ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด ควรเปิดอก เปิดใจ คุยกับแพทย์หัวใจประจำตัวท่านเสียเลย เพื่อปฏิบัติให้เหมาะสมกับสภาพของหัวใจ และความสุขของชีวิตท่าน ภรรยาของท่านและครอบครัว.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา: เดลินิวส์ 19 สิงหาคม 2555

ปัญหาสุขภาพเพศชายที่ควรพึงระวังในชายสูงอายุ

มีคำถามอยู่เสมอว่า เมื่อไหร่จะเข้าสู่วัยชายสูงอายุ..โดยทั่วไปเข้าใจว่าเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณอายุก็ถือว่าเข้าสู่วัยสูงอายุ แต่ก็ไม่ถูกต้องเสมอไป เพราะในปัจจุบันคนเรามีอายุขัยเพิ่มขึ้น ในทางการแพทย์มีรายงานกำหนดอายุชายสูงวัยแตกต่างกันไปแต่ละรายงาน แต่ส่วนใหญ่จะกล่าวถึงช่วงอายุตั้งแต่ 60 ปี 65 ปี 70 ปี 75 ปี และ 80 ปี ส่วนองค์การอนามัยโลกได้คาดการณ์ว่า ภายในปี ค.ศ. 2025 จะมีผู้สูงอายุทั่วโลกราว 1,200 ล้านคน ดังนั้นปัญหาสุขภาพของชายสูงอายุ จึงกลายมาเป็นหัวข้อสำคัญที่ไม่ควรนิ่งเฉย

โดยส่วนใหญ่แล้ว ชายสูงอายุจะคิดว่าสุขภาพของตัวเองยังดีหรือดีเยี่ยม แต่ในความเป็นจริงได้รับการวินิจฉัยว่ามีการเจ็บป่วยเป็นอย่างน้อยหนึ่งโรคชนิดเรื้อรัง ซึ่งสุขภาพกายของชายสูงอายุได้รับผลกระทบอย่างมากจากพฤติกรรมสุขภาพเมื่อตอนยังหนุ่มหรือช่วงอายุน้อย อีกทั้งการดำเนินชีวิตที่มีสุขภาพดีในชายสูงอายุยังถูกทอดทิ้ง ดังนั้นผู้ชายสูงอายุจะประสบความสำเร็จได้ถ้าได้มีการวางแผนชีวิตเมื่อเข้าสู่วัยดังกล่าว และความสามารถในการปรับตัวให้มีความคาดหวังและเป้าหมายในชีวิต สุขภาพที่ไม่ดีจะทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ เลวร้ายลง การมีอายุไม่ได้หมายความว่าสุขภาพทางเพศจะต้องไม่ดีตามไปด้วย เพียงแต่ต้องเรียนรู้วิธีที่จะทำให้ชีวิตเพศเป็นที่พอใจขณะที่มีอายุ การมีชีวิตทางเพศที่แข็งแรงเป็นส่วนสำคัญของการมีสุขภาพที่ดีโดยรวม และเป็นเหมือนตำนานที่การมีเพศสัมพันธ์จะต้องไม่ดีเมื่ออายุมากขึ้น อย่างไรก็ตามถ้าให้ความสนใจเรื่องเพศ ก็สามารถคงรักษาชีวิตทางเพศที่ดีต่อสุขภาพได้ตลอดชีวิต จึงควรมีการตระหนักปัญหาสุขภาพชายที่ควรพึงระวังในชายสูงอายุ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะประสบความสำเร็จในการมีอายุของผู้ชายให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ตลอดจนมีสุขภาพจิตที่ดีตามมา สามารถมีความยืดหยุ่นและปรับตัวอยู่ในสังคมได้ต่อไป

การเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับอายุในสุขภาพทางเพศ

การมีอายุจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย ซึ่งส่งผลต่อชีวิตเพศของชายสูงอายุ และสามารถนำไปสู่ปัญหา เช่น มีความสุขน้อยลงระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ หรือจะยากลำบากในการกระตุ้นให้เกิดความต้องการทางเพศ ในผู้หญิงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หลังวัยหมดประจำเดือน หรือหลังการผ่าตัดมดลูกออกอาจทำให้ช่องคลอดกลายเป็นสั้น แคบ และหล่อลื่นน้อยลง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สามารถทำให้การมีเพศสัมพันธ์ด้วยความรู้สึกไม่สบายอึดอัด และมีความพึงพอใจน้อยลง นอกจากนี้ผลกระทบทางจิตวิทยาของการมีอายุ อาจทำให้การมีเพศสัมพันธ์มีความสุขน้อยลงสำหรับผู้หญิงบางคน ส่วนในผู้ชาย การมีอายุมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือการไม่สามารถที่จะมีหรือการคงการแข็งตัวขององคชาต ผู้ชายบางคนอาจพบว่าเมื่ออายุมากขึ้น การแข็งตัวขององคชาตจะลดลงหรือขนาดเล็กลงกว่าที่เคย และการหลั่งน้ำอสุจิน้อยลงระหว่างการถึงจุดสุดยอดหรือสูญเสียการแข็งตัวเร็วขึ้น หลังจากการสำเร็จความใคร่แล้ว อาจต้องใช้เวลาเพิ่มมากกว่า 12- 24 ชั่วโมง ปัญหาสุขภาพจะพบบ่อยในผู้สูงอายุ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับอายุยังสามารถส่งผลกระทบต่อความพึงพอใจทางเพศทั้งชายและหญิง รวมถึงโรคต่าง ๆ เช่น โรคไขข้อ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ อาการปวดเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง และปัสสาวะกลั้นไม่อยู่ การลดลงของฮอร์โมนเพศชายจะเริ่มตั้งแต่อายุ 40 ปี และลดลงร้อยละ 1 ต่อปี และอาจเป็นสาเหตุหลักของสุขภาพทางเพศที่กล่าวข้างต้น การให้ฮอร์โมนเพศชายทดแทนควรให้กับชายที่มีระดับฮอร์โมนต่ำกว่าปกติ และอยู่ในความดูแลของแพทย์ อย่างไรก็ตามการออกกำลังกายและการรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ สามารถให้ระดับฮอร์โมนทางเพศอยู่ในระดับปกติได้

การป้องกันปัญหาสุขภาพทั่วไปในชายสูงอายุมีความสำคัญกับสุขภาพทางเพศ

ปัญหาสุขภาพและโรคบางอย่างที่พบโดยทั่วไป ที่มักมีผลกระทบต่อสุขภาพทางเพศของผู้ชายสูงอายุได้แก่ ความดันโลหิต โรคหัวใจ เบาหวาน ปวดข้อ การติดเชื้อ มะเร็ง และอื่น ๆ เมื่อปัญหาสุขภาพเหล่านี้เกิดขึ้นในผู้ชายสูงอายุ อาจใช้เวลานานในการรักษาเนื่องจากอายุมาก อย่างไรก็ตาม ปัญหาสุขภาพดังกล่าวสามารถป้องกันได้ ดังนั้นผู้ชายสูงอายุควรตระหนักปัญหาด้านสุขภาพทั่วไปเพื่อให้ชีวิตมีสุขภาพโดยรวมที่ดีด้วยการลดความเสี่ยงต่าง ๆ และได้รับการตรวจทางการแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

ตัวอย่างเช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด และความดันโลหิตสูงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบไหลเวียนของเลือด เมื่อหลอดเลือดแดงแคบและแข็งขึ้น เลือดจะไม่สามารถไหลได้อย่างอิสระ ซึ่งจะเป็นปัญหาสำหรับการแข็งตัวขององคชาต ในความสามารถในการเติมเลือดในองคชาต ดังนั้นการควบคุมความดันโลหิตและรักษาโรคหัวใจ จากการเปลี่ยนการดำเนินชีวิตและยาที่เหมาะสม จะช่วยให้เพศสัมพันธ์ดีขึ้น ส่วนผู้ชายที่มีโรคเบาหวานส่วนใหญ่จะมีเพศสัมพันธ์ได้ปกติ อย่างไรก็ตามโรคเบาหวานทำให้เกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศมากเป็นสามเท่าเมื่อเปรียบเทียบกับชายที่ไม่มีโรคเบาหวาน และเร็วกว่าปกติ 15 ปี ทำให้คาดคะเนได้ว่าชายสูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน จะมีโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ สำหรับโรคข้ออักเสบ การปวดหลัง และข้อเสื่อมอาจมีผลรบกวนการมีเพศสัมพันธ์ เพราะการเจ็บปวดอาจทำให้การมีเพศสัมพันธ์ไม่มีความสุข และทำให้อารมณ์ และทัศนคติเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนท่าและเทคนิคการร่วมเพศอาจช่วยลดความปวด รวมทั้งการปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาอาการปวด ด้านการปัสสาวะกลั้นไม่อยู่หรือเล็ดราดพบบ่อยในชายสูงอายุ และระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ จะมีแรงดันไปที่กระเพาะปัสสาวะ อาจทำให้ชายสูงอายุที่มีปัญหาเรื่องปัสสาวะกลัวการมีเพศสัมพันธ์ การรักษาปัสสาวะกลั้นไม่อยู่จึงมีความจำเป็นต้องรักษา เช่นเดียวกันกับยาบางชนิดเช่น ยาลดความดัน ยารักษาโรคซึมเศร้าและโรคเบาหวานบางชนิด อาจทำให้มีความยากลำบากของการแข็งตัวขององคชาต การเปลี่ยนแปลงยาอาจช่วยลดผลข้างเคียงของยาได้ สุดท้าย การผ่าตัดช่องเชิงกรานในผู้ชายสูงอายุ เช่น การผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก อาจมีผลตามมาให้เกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้ ดังนั้นก่อนการผ่าตัดควรได้รับการปรึกษาและหารือเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศ

การดูแลรักษาให้มีความพึงพอใจในชีวิตเพศ

ในขณะที่เราไม่สามารถหยุดกระบวนการชราได้ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป และการจัดการความเครียดในชีวิต จะสามารถช่วยชีวิตเพศของชายสูงอายุให้ใช้งานได้และมีความพึงพอใจ การติดต่อสื่อสารกับคู่นอน ความสัมพันธ์ของชายสูงวัยกับคู่นอนจะเป็นส่วนสำคัญของสุขภาพทางเพศ การได้พูดคุยกับคู่นอนเกี่ยวกับความต้องการทางเพศซึ่งกันและกัน ตลอดจนการหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางเพศเป็นสิ่งสำคัญ และการเป็นผู้ฟังที่ดีจะเป็นการแก้ปัญหาได้ด้วยถ้าคู่นอนยังมีความกังวลอยู่ การลองสิ่งใหม่ ๆ การสำรวจการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่พยายามการมีการร่วมเพศ การเปลี่ยนสถานที่ใหม่ การมีเพศสัมพันธ์ในเวลาที่แตกต่างกัน มุ่งเน้นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเล้าโลมสามารถทำให้ชีวิตเพศน่าตื่นเต้นและมีความพึงพอใจมากขึ้น และเปิดโอกาสในการพบปะคนใหม่ หากเป็นคนโสด หม้ายหรือหย่าร้างกัน ควรเปิดโอกาสให้ตัวเองได้พบคนใหม่ โดยการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมใหม่

การแก้ปัญหาสุขภาพทางเพศ

ถ้าชายสูงอายุมีปัญหาทางเพศที่ทำให้มีความกังวล ควรได้พูดคุยปรึกษากับแพทย์ ในบางกรณีการรักษาปัญหาสุขภาพทั่วไปหรือปรับเปลี่ยนยารักษาโรคประจำตัวเช่น ยาควบคุมความดันโลหิต ยาเบาหวาน ยารักษาภูมิแพ้หรือยารักษาโรคซึมเศร้า สามารถช่วยแก้ปัญหาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เมื่อปัญหาสุขภาพหรือยาที่ไม่ได้เป็นปัญหา ยังมีวิธีง่าย ๆ ในการรักษาหลายหนทางที่ใช้กันทั่วไป จากการประสบปัญหาทางเพศที่พบบ่อยจากการมีอายุที่มากขึ้น เช่น ผู้หญิงที่มีการหล่อลื่นในช่องคลอดไม่ดีอาจจะหาหนทางสร้างความพึงพอใจด้วยการใช้สารหล่อลื่นหรือการให้เอสโตเจนในช่องคลอด ส่วนปัญหาของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศของชายสูงวัย จะมีวิธีจัดการหรือรักษาด้วยการรับประทานยา การใช้กระบอกสุญญากาศ การให้ฮอร์โมนเพศชายทดแทน การผ่าตัดหรือการให้คำปรึกษาทางเพศ

สุดท้าย อย่าสรุปว่าการมีเพศสัมพันธ์ของชายสูงอายุได้หายไปตามอายุ ยังมีวิธีที่คงการมีเพศสัมพันธ์ให้ดีได้อยู่ เพียงเข้าใจ และควรปรึกษาแพทย์.

รศ.ดร.นท.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล
ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์ 14 มกราคม 2555

ความสำคัญของการมี “เซ็กซ์” ที่สาวๆ มองข้าม

ขอเรียนก่อนว่า ทีมงานฯ ไม่ได้จะเปิดคอลัมน์วาบหวิวให้ท่านผู้อ่านกลุ่มเป้าหมายเข้าใจผิด แต่เป็นอีกหนึ่งการสอบถามความเห็นของสาวๆ ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 1,031 คนของ HealthyWomen เกี่ยวกับมุมมองของการมีเพศสัมพันธ์ของพวกเธอ โดยสาวๆ เริ่มมองว่า การมีเพศสัมพันธ์นั้น เป็นแค่ “หน้าที่ที่ต้องทำ” มากกว่าจะทำไปเพื่อให้ได้รับความสุขความพึงพอใจกลับมา

ในวันที่หลายประเทศมีปัญหาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร รวมถึงประเทศไทย แต่การสำรวจความคิดเห็นสาวๆ บางส่วนกลับพบว่า พวกเธอไม่ค่อยมองเห็นความสำคัญของการมีเพศสัมพันธ์นัก บ้างก็มองว่ามันเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ โดยเมื่อสอบถามถึงความถี่ของการมีกิจกรรมทางเพศที่ควรจะเป็นจากสาวๆ เหล่านี้พบว่า 66 เปอร์เซ็นต์ระบุว่ามีเพศสัมพันธ์อาทิตย์ละครั้ง หรือบางทีก็ไม่มีเลยก็ได้ ขณะที่ 51 เปอร์เซ็นต์บอกว่า การมีเพศสัมพันธ์สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งก็ถือว่าดีต่อสุขภาพแล้ว และมีเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ที่บอกว่าควรจะมีความถี่มากกว่านั้นจึงจะดีต่อสุขภาพ

นอกจากนี้ ผู้หญิง 42 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เชื่อว่า การมีความสุขในเพศรสมีความสำคัญต่อสุขภาพของเธอ

ทั้งนี้ สาวๆ ให้ความสำคัญกับการมีเพศสัมพันธ์เพื่อช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเธอและคนรักเป็นประเด็นใหญ่ มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่มีเพศสัมพันธ์เพื่อความพึงพอใจของตนเอง

อย่างไรก็ดี ก็มีผู้เชี่ยวชาญบางท่านออกมาเผยถึงข้อดีของการมีความสุขกับกิจกรรมทางเพศที่ผู้หญิงจะได้รับนั่นก็คือ การชะลอความแก่ให้ดูอ่อนกว่าวัย

“การที่ผู้หญิงมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 4 ครั้งต่อสัปดาห์จะช่วยให้ดูอ่อนกว่าอายุที่แท้จริงได้ถึง 10 ปี แถมยังช่วยลดความเครียด เผาผลาญแคลอรี ช่วยให้กล้ามเนื้อบางส่วนแข็งแรงขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยให้พวกเธอเกิดความใกล้ชิดกับคนรัก หรือสามีได้มากขึ้นด้วย” Naomi Greenblatt ประธานกรรมการ และผู้เชี่ยวชาญพิเศษของ women’s health กล่าว

สุดท้ายแล้ว จะมีกิจกรรมทางเพศให้มีความสุขอย่างไรนั้น รบกวนแต่ละครอบครัวพิจารณาตามความเหมาะสมนะคะ

 

ที่มา: ผู้จัดการ  10 พฤศจิกายน 2554