คุณเป็นแม่ที่ทำร้ายลูกด้วยความรักหรือเปล่า

            ไม่มีแม่คนไหนที่ไม่รักลูก แต่..ก็ไม่สามารถวัดได้ว่าแม่คนไหนรักลูกมากน้อยกว่ากัน เพราะความรักไม่สามารถใช้มาตรวัดใด ๆ ได้ว่ารักแค่ไหนมาก แค่ไหนน้อย แล้วแค่ไหนจะพอดี

               จะมีก็เพียงรักลูกถูกวิธีหรือไม่ถูกวิธีเท่านั้น ที่พอจะมองเห็นผลลัพธ์จากตัวลูก เพราะถ้าใช้ความรักไม่ถูกวิธี สุดท้ายก็อาจนำไปสู่การเลี้ยงดูที่ผิดพลาดได้

ฉะนั้น เรื่องความรัก นอกจากต้องใช้สัญชาตญาณของความเป็นแม่ในการเลี้ยงดู ที่สำคัญต้องมีความรู้ควบคู่ด้วย เพราะต้องเป็นความรักที่ถูกวิธี มิเช่นนั้นแล้วจะกลายเป็นว่าแม่ทำร้ายลูก

แม่แบบไหนบ้างที่ทำร้ายลูก

แม่ประเภทแรก ทำทุกอย่างให้ลูก แม่ประเภทนี้กลัวว่าลูกจะลำบาก กลัวลูกอด กลัวลูกเจ็บ กลัวไปซะทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นก็จะไม่ค่อยปล่อยให้ลูกไปเผชิญสิ่งต่างๆ โดยลำพัง ถ้าเป็นลูกเล็กแม่ก็จะคอยอุ้มอยู่ตลอดเวลา ไม่ค่อยยอมปล่อยให้ไปคลุกดินคลุกทราย หรือเดินโดยลำพัง จะมีคนคอยเดินตาม และเมื่อเด็กพลาดล้มก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปทันที ถ้าเป็นเด็กโตก็จะคอยห้ามโน่นนี่นั่นไปซะทุกอย่าง เพราะกลัวลูกไม่ปลอดภัย

แม่ประเภทที่สอง ต้องการให้ลูกทดแทนบางสิ่งบางอย่างที่ขาดหายไปของพ่อแม่เมื่อวัยเด็ก อะไรที่ไม่เคยมี ก็อยากให้ลูกได้มี อะไรที่ไม่เคยทำ ก็อยากให้ลูกได้ทำ หรือเมื่อวัยเด็กแม่อาจมีฐานะไม่ดี มีปมด้อย หรือลำบากมาก่อน ฉะนั้นเมื่อตัวเองประสบความสำเร็จก็พยายามชดเชยอะไรบางอย่างให้กับลูกตลอดเวลา

แม่ประเภทที่สาม ขีดเส้นทางขีวิตให้ลูกเดิน เพราะเชื่อว่าเส้นทางที่เลือกไว้ให้ลูกคือเส้นทางที่ดีที่สุด เช่น อยากให้ลูกเป็นหมอ ก็วางเส้นทางเพื่อให้ลูกเป็นหมอ โดยไม่ได้ดูความถนัดหรือความชอบของลูก แต่เชื่อว่าตัวเองได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก โดยที่จะพูดย้ำกับลูกอยู่เสมอว่าเพราะแม่รักลูกถึงเลือกเส้นทางชีวิตเช่นนี้ให้ลูก โดยไม่ฟังเสียงของลูก

แม่ประเภทที่สี่ แม่ประเภทนี้จะไม่ค่อยทันลูก พร้อมจะเชื่อลูกทุกอย่าง ลูกบอกอะไรก็เชื่อ โดยไม่ได้สนใจหรือตรวจสอบเลยว่าลูกทำอะไร หรือเหมาะสมหรือเปล่า แม่ประเภทนี้มักขาดความรู้ เช่น ลูกขอซื้อคอมพิวเตอร์เพื่อนำมาใช้หาความรู้ แต่ในความเป็นจริงลูกอาจนำมาเล่นเกมหรือใช้อย่างไม่เหมาะสม โดยที่แม่ไม่รู้หรือไม่ตรวจสอบ หรือไม่ได้สนใจด้วยซ้ำไป

แม่ประเภทที่ห้า ลูกไม่เคยผิด เป็นแม่ที่ปกป้องลูกตลอด ไม่ว่าลูกจะมีปัญหาอะไรกับใคร หรือกับพ่อแม่เอง ลูกฉันก็ไม่เคยผิด แม้ลูกจะทำผิดก็โทษผู้อื่นเสมอ เวลาลูกมีปัญหากับใครแม่ก็มักออกโรงปกป้องเต็มที่ ซึ่งหารู้ไม่ว่าลูกประเภทนี้มักจะมีปัญหาเมื่อเขาเติบโตขึ้นเสมอ

แม่ทั้งห้าประเภทนี้ ล้วนแล้วต่างก็รักลูกทั้งสิ้น และก็ไม่ใช่เพราะรักลูกมากเกินไปด้วย แต่เป็นเพราะรักลูกไม่ถูกวิธี

ในความเป็นจริงแล้ว นอกจากความรักที่ต้องคู่กับความรู้แล้ว การเลี้ยงดู การสร้างสภาพแวดล้อม สภาพสังคม ล้วนแล้วมีผลต่อลูกของเราทั้งสิ้น

ในอดีตรุ่นปู่ย่าตายายต่างก็มีสภาพสังคมโดยรวม ที่ทำให้เมื่อสมัยวัยเด็กต้องช่วยเหลือตัวเองซะส่วนใหญ่ เมื่อเผชิญปัญหาแต่ละครั้ง ก็ย่อมทำให้ต้องเผชิญปัญหาโดยปริยาย และจากการประสบพบปัญหาบ่อยครั้ง ก็ทำให้สามารถรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ได้ดี และนั่นจึงเป็นที่มาและทำให้เด็กในยุคก่อนมีวัคซีนใจ หรือภูมิต้านทานชีวิตสูงกว่าเด็กยุคนี้

ในขณะที่เด็กรุ่นใหม่ มักได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี โดยเฉพาะครอบครัวที่มีฐานะดี ที่ไม่อยากให้ลูกลำบากตรากตรำ ก็คอยพัดวีให้ทุกอย่าง เมื่อมีปัญหาใด ๆ ก็มักจะยื่นมือไปช่วยเหลือในทันที แทบจะไม่ปล่อยให้ลูกเผชิญกับปัญหาหรือความลำบากเลย หรือมีปัญหาถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวแบบทั้งห้าประเภทที่กล่าวมา ก็ย่อมทำให้ลูกขาดภูมิต้านทานชีวิต หรือมีภูมิต้านทานชีวิตต่ำไปโดยปริยายเช่นกัน

ฉะนั้น ถ้าไม่อยากให้ความรักของแม่ทำร้ายลูก ต้องเริ่มจากการปรับทัศนคติของตัวเองกันก่อนว่า ชีวิตของลูกเป็นของเขาเอง วันหนึ่งเมื่อเขาหรือเธอเติบโตขึ้นไปก็ต้องมีชีวิตเป็นของตัวเอง พ่อแม่ไม่สามารถอยู่กับลูกไปได้ตลอดชีวิต แล้วเราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้เขาสามารถอยู่บนโลกใบนี้ได้ แม้ไม่มีพ่อแม่

คำตอบก็คือการสร้างภูมิต้านทานชีวิตที่ดีให้กับลูก

ความรักของแม่แบบผิดๆ ที่ทำร้ายลูกก็มีให้เห็นมากมาย แล้วไยเราจะเดินซ้ำรอยอุทาหรณ์เหล่านั้นทำไมล่ะ

สิ่งที่ต้องเริ่มต้นคือการใช้ความรักของแม่ที่ถูกวิธี

เพราะเราคงไม่อยากเป็นแม่ที่ใช้ความรักทำร้ายลูกมิใช่หรือ…!!

ข้อมูลจาก : ผู้จัดการ วันพุธ ที่ 17 สิงหาคม 2554