การแพทย์ร่วมด้วยช่วยกันและการแพทย์ทางเลือกในโรคข้อและรูมาติสซั่ม Complementary and Alternative Medicine (CAM) in Rheumatic Diseases

การแพทย์ร่วมด้วยช่วยกันและการแพทย์ทางเลือกในโรคข้อและรูมาติสซั่ม  (Complementary and Alternative Medicine (CAM) in Rheumatic Diseases)

โดย นายแพทย์สุรวุฒิ ปรีชานนท์

บทนำ

เกิดมาเป็นมนุษย์ไม่ว่าจะในสมัยไหนก็ต้องมีเกิด แก่ เจ็บ ตายดังนั้นตั้งแต่สมัยโบราณก็มีการรักษาโรคคู่กัน มากับการมีสังคมมนุษย์ คนจีนโบราณมีการรักษาแบบจีน (Traditional Chinese Medicine) เช่น การรับ ประทานยาสมุนไพร ยาจีนอย่างอื่น การฝังเข็ม การใช้พลังจิตรักษา การฝึกจิต การนวด การออกกำลังกายแบบจีน คนอินเดียโบราณก็มีการรักษาเป็นแบบแผนเฉพาะ (Ayurvedic Medicine) คนอียิปต์โบราณก็มีหลักฐานการ ใช้พวกน้ำมันต่าง ๆ ในการรักษา (Aromatherapy) คนยุโรป เช่น อังกฤษและเยอรมัน ก็มีการใช้สมุนไพร (Herbal Medicine) ต่อมาในศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา มนุษย์ได้พัฒนาแพทย์แผนใหม่ (Modern- Scientific Medicine) ตั้งแต่การเรียนรู้ทางพยาธิวิทยา เริ่มโดย Rudolph Virchow สรีระวิทยา
เริ่มโดย Claude Bernard จุลชีวะวิทยาเริ่มโดย Louis Plasteur การใช้ยารักษา (chemotherapy) เริ่มโดย Paul Ehrlich โรคระบบประสาทเริ่มโดย Jean Martin Charcot โรคระบบจิตใจเริ่มโดย Sigmund Freud การผ่าตัดสำเร็จโดยการใช้ยาฆ่าเชื้อโรค (antiseptic) โดย Joseph Lister การดมยา สลบโดย Clawford Lory จนมาถึงระบบข้อและรูมาติสซั่มเริ่มในสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นระบบโดย Joseph Lee Hollander และวงการแพทย์ได้พัฒนามาเรื่อย ๆ ได้ช่วยชีวิต ช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นได้ ทำให้ผู้คนมีอายุยาวขึ้น โดยการที่สามารถรักษาโรคติดเชื้อบางชนิดได้ผ่าตัดบางชนิดได้การป้องกัน โรคมีวัคซีน และมีการสุขอนามัยส่วนบุคคลดีขึ้นแต่มนุษย์ก็ไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ โดยเหตุที่มีการพัฒนาทางโลกมาก
ขึ้นทำให้เกิดมลพิษมากขึ้น ทั้งทางอากาศ ทางน้ำ ทางอาหาร และทางจิตใจ ทำให้เกิดสิ่งแวดล้อมใหม่ทำให้ เกิดโรคใหม่ ๆ เกิดขึ้นมามาก เช่น โรคมะเร็ง โรคทางหลอดเลือด โรคทางจิตใจ โรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด เช่น โรคข้ออักเสบและรูมาติสซั่ม การแพทย์แผนใหม่ที่มาจากหลักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันก็ได้แต่ให้การบรรเทา และพยุง อาการ ประกอบกับยาที่ใช้ในการรักษาก็มีพิษ มีอาการข้างเคียงมากด้วย ผู้คนก็หันไปใช้หรือไปหาที่พึ่งที่เราเรียกว่า “การแพทย์ร่วมด้วยช่วยกันและการแพทย์ทางเลือก (Complementary and Alternative Medicine, CAM)” ในปัจจุบันมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคข้ออักเสบและรูมาติสซั่ม โรคทางระบบประสาท โรคเครียด โรคปวดหลัง โรคปวดศีรษะ โรคซึมเศร้า เป็นต้น ประมาณการกันว่าผู้ป่วยโรคข้อ (rheumatology patient) 8 ใน 10 คนที่รักษาอยู่กับแพทย์แผนปัจจุบันในสหรัฐอเมริกาใช้การรักษาแบบ CAM ร่วมด้วยไม่วิธีการใดก็วิธีหนึ่ง สำหรับบุคคลทั่วไปที่เป็นผู้ใหญ่ใช้ CAM ประมาณ 3-4 ใน10 คน เงินจำนวนมหาศาลได้จ่ายไปกับ CAM ทำให้แพทย์แผนใหม่ที่เรียกตัวเองว่า modern western medicine (scientific medicine) ต้องหันกลับ มาทบทวนและเริ่มให้ความสนใจกับการแพทย์ทางเลือกมากขึ้นผู้บริหารของรัฐเองก็หันมาให้ความสนใจมากขึ้น ทางรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเองได้จัดงบประมาณพิเศษผ่านทาง NIH และแต่งตั้งกลุ่มศึกษาพิเศษสำหรับค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการแพทย์ทางเลือกมากขึ้นเรื่อย ๆ

สาเหตุของการได้รับความนิยมของการแพทย์ทางเลือก (CAM)

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าแพทย์แผนปัจจุบันนั้นยังไม่สามารถรักษาโรคหลายโรคให้หายได้ เช่น โรคในกลุ่ม โรคข้ออักเสบและรูมาติสซั่ม ผู้ป่วยยังคงต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ต่อไป ตลอดจนอาการข้างเคียงของยาต่าง ๆ ก็มากมาย แพทย์แผนปัจจุบันบางครั้งทำตัวเป็นเทพเจ้า ไม่ให้กำลังใจผู้ป่วย รักษาแต่โรค ไม่ได้รักษาคน (treat only the disease not the patient) ไม่ได้ให้เวลาอธิบายและประคับประคองจิตใจผู้ป่วย ผู้คนก็หันไปพึ่ง การรักษาแบบอื่น ๆ คือการแพทย์ทางเลือก บางครั้งได้หยุดรับการรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบันไปบางครั้งก็ใช้การรักษาร่วมกันไป โดยที่ผู้ป่วยส่วนมากในสหรัฐอเมริกาคือร้อยละ 60 ไม่ได้บอกแพทย์ของตนว่า ได้รับการรักษาการแพทย์ทางเลือกร่วมไปด้วย ผู้ที่ให้การรักษาการแพทย์ทางเลือกมักจะให้ความสำคัญของผู้ป่วย เข้าถึงจิตใจผู้ป่วย และมีจิตวิทยาสูง ให้กำลังใจผู้ป่วยอย่างมาก การรักษาบางครั้งก็ทำเป็นกลุ่มทำให้ผู้ป่วยช่วยให้กำลังใจกันเอง การเจ็บปวดเรื้อรังเป็นปฏิกิริยาที่สลับซับซ้อนระหว่างร่างกายและจิตใจ หากจิตใจยอมรับและจิตใจดีขึ้นผู้ป่วยก็จะมีอาการดีขึ้นโดยที่การวัดทางสถิติที่วัดจากภายนอกนั้นวัดอะไรไม่ได้ อาจจะเป็นจากที่เรียกว่า placebo effect โดยทั่วไป placebo effect จะมากที่สุดในผู้ป่วยที่ anxious, dependent และ noncritical ก่อนอื่นก็ต้องทำความเข้าใจคำว่า Professionalism, Consumerism และ Commercialism แพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถโฆษณาเป็น commercial ได้ เพราะมีกฎหมายป้องกันไว้ แต่พวกการแพทย์ทางเลือกขณะนี้หนักไปทาง Commercialism มากกว่า Professionalism และการแพทย์ทางเลือกเมื่อสามารถทำให้ consumer พอใจก็ใช้ได้ไม่ต้องพิสูจน์ว่า ได้ผลอย่างแท้จริง (patient satisfaction versus proven effectiveness) ทำให้เป็นข้อได้เปรียบให้ผู้ป่วยไปใช้บริการการแพทย์ทางเลือกได้ง่าย

ตารางที่ 1. การรักษาไม่หายขาดและการรักษาต้องใช้ทั้งวิทยาศาสตร์และศิลปะประกอบกัน

จากตารางที่ 1 แสดงว่าผู้ป่วยทั่วไปทั้งหมดที่ได้รับการรักษา มีโรคน้อยมากที่แพทย์สามารถจะรักษาให้หายขาดได้ แต่แพทย์จะบรรเทา (relief) ได้บ่อย (often) แพทย์สามารถจะทำให้สบายขึ้น (comfort) ได้ทุกครั้ง (always) และแพทย์สามารถจะทำให้สบายขึ้นทั้งทางกายและจิตใจ (care) ได้ทุกคน (for all) การรักษาให้หายขาดและการทำให้ผู้ป่วยสบายขึ้นทั้งกายและใจนั้นได้มาจากทางวิทยาศาสตร์และทางศิลปะไม่เท่ากัน แล้วแต่กรณี การรักษาให้หายขาดมักจะมาจากการใช้วิทยาศาสตร์ (Science) ส่วนการทำให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นและพึงพอใจส่วนใหญ่ได้มาจากทางศิลปะ (Art) การรักษาแบบสมัยใหม่โดยมากขาดการ care ซึ่งมาจาก art โดยมุ่งเน้นไปแต่การที่จะ cure ซึ่งมาจาก science แพทย์แผนใหม่อาจจะขาดความเข้าใจคนว่าเป็นคน ซึ่งประกอบด้วยชีวิตจิตใจที่ละเอียดอ่อน และขณะที่ป่วยนั้นผู้ป่วยขาดกำลังใจ ต้องการได้กำลังใจ ต้องการให้ทะนุถนอมใจ จึงเป็นจุดอ่อนของแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งตรงกันข้าม ผู้ให้บริการการแพทย์ทางเลือกจะสามารถชนะใจผู้ป่วยได้มากกว่า เพราะมีศิลปะมากกว่า แต่ศิลปะกับการจริงใจนั้นอาจไม่ไปด้วยก้น แต่ศิลปะกับการค้าขาย (commercial) อาจไปด้วยกัน

การเรียกชื่อ (terminology or nomenclature)

การแพทย์ที่เรียกว่าการแพทย์ทางเลือกนั้น เมื่อปี ค.ศ. 1960 แพทย์แผนปัจจุบันไม่ให้การยอมรับ จะเรียกว่าเป็น Quack ต่อมามีทีท่าที่อ่อนลง เรียกว่าเป็น unproven remedies, questionable remedies และต่อมาเรียกว่า complementary and alternative medicine (CAM) เพราะมีสถิติพบว่าผู้คนหันเข้าหาการรักษาแบบ CAM มากขึ้น (ตารางที่ 2)

ตารางที่ 2. แสดงถึงการยอมรับถึงสถานภาพของการแพทย์ร่วมด้วยช่วยกันและการแพทย์ทางเลือก (CAM)

Years                                         Name
1960                                       Quackery
1970                                       Unproven remedies
1980                                       Questionable remedies
1990                                       Complementary & Alternative Medicine

ชื่อที่ใช้กันในวงการมีมากมาย ต้องทำความเข้าใจกันก่อน เช่น conventional, mainstream, orthodox และ traditional medicine หมายถึงการรักษาที่เป็นที่ยอมรับว่าถูกต้องทางหลักวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ขณะนี้ได้มีการยอมรับการรักษาในกลุ่ม CAM มากขึ้น จึงได้มีการพยายามศึกษาค้นคว้า วิจัย เพื่อจะได้นำการรักษามาผสมผสาน ใช้การรักษาร่วมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เรียกว่าเป็น Integrative Medicine (ตารางที่ 3)

ตารางที่ 3. แสดงถึงชื่อต่าง ๆ ที่ใช้เรียกการรักษา

แต่ terminology เหล่านี้ แล้วแต่ว่าจะเรียกที่ไหน เมื่อไร และใครเป็นผู้เรียก นั่นหมายความว่าแล้วแต่ TIME PLACE & PERSON เช่น ถ้าอยู่เมืองจีน traditional Chinese Medicine คือ conventional treatment หรือ mainstream treatment และการรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบันเป็นการรักษาเสริม (complementary) และเมื่อเวลาเปลี่ยนไป การผสมผสานเหล่านี้ก็คงจะเปลี่ยนไป จะเห็นว่าในปัจจุบัน Western medicine ก็ใช้ Eastern medicine เข้าไปมากขึ้น และก็เป็นจริงในทางกลับกัน

ตารางที่ 4. แสดงถึงการผสมผสานการรักษาการแพทย์แผนใหม่กับ CAM บางชนิดซึ่งคงจะเป็นการรักษาในอนาคตแบบมาตรฐาน

ตัวอย่างการแพทย์ทางเลือก (CAM)

ตารางที่ 5. แสดงถึงตัวอย่างการแพทย์ทางเลือก (CAM)

ตารางที่ 6. แสดงการแพทย์ทางเลือกที่พบในประเทศไทย

การใช้สมุนไพรรักษาโรค (herbal medicine)

มนุษย์เราใช้ยาสมุนไพรมานานแล้วตั้งแต่ก่อนมียาที่ทำจากห้องปฏิบัติการในประเทศจีนและอินเดียประชากร ร้อยละ 85 ยังคงใช้ยาพวกนี้เป็นหลักขณะนี้ก็ได้มีการวิจัยหาตัวยาหลัก ๆ ที่มีอยู่ในพืช เช่น Tripterygium Welfordii
ใช้ในประเทศจีน ใช้รักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ว่ามีประสิทธิภาพดีได้มีการสกัดพบสาร ที่มีฤทธิ์ต่อต้านการ อักเสบและกดอิมมูน ในสัตว์ทดลองก็ใช้ได้ผลในโรคไตอักเสบของลูปัส ส่วนยา Zinaxin (HMP-33) สกัดมาจากรากขิง พบว่ามีคุณสมบัติกดการสร้าง prostaglandins และ leukotrienes แต่ยังไม่มีรายงานว่าออกฤทธิ์ในคน กล่าวกันว่ามีประสิทธิภาพพอ ๆ กับยา ibuprofen สำหรับยาอื่น ๆ ก็คงต้องรอการศึกษาอย่างมีระบบก่อน จึงจะบอกอะไรได้ ผู้ป่วยท่านใดหากใช้ยาสมุนไพรร่วมด้วยกับยาที่แพทย์สั่งการรักษาอยู่ด้วย กรุณาบอกให้แพทย์ทราบด้วย เพราะอาจมีปฏิกิริยาระหว่างยาต่อยาได้และพบว่ามีพืชสมุนไพรหลายชนิดที่ก่อให้เกิดตับอักเสบ

การใช้กรดไขมันไม่อิ่มตัว (polyunsaturated fatty acid)

มีการใช้ Gammalinolenic acid ซึ่งมีอยู่ใน evening primrose oil และการใช้ Omega-3 polyunsaturated fatty acid ได้แก่ EPA (eicosapentaenoic acid) และ DHA (Decosa hexaenoic acid) ซึ่งมีอยู่ในปลาน้ำเย็น ในสัตว์ทดลองได้แสดงให้เห็นว่ามีการต้านการอักเสบ ในหลายการทดลอง แต่การทดลองในมนุษย์ได้ผลไม่ชัดเจนและยังสรุปไม่ได้ ยังต้องถือว่าอยู่ในขบวนการศึกษา

การใช้กลูโคซามีนและคอนดรอยติน (glucosamine and chondroitin)

มีการใช้ glucosamine sulfate และ chondroitin sulfate ในการรักษาโรคข้อเสื่อม เพราะ glucosamine เป็น aminosugar ซึ่งเป็นสารเริ่มต้นของ glycosaminoglycan ในกระดูกอ่อน ส่วน chondroitin เป็นglycosaminoglycan ที่มีมากในกระดูกอ่อน ในหลอดทดลองพบว่า glucosamine จะเพิ่มการสร้าง proteoglycan aggregration ถ้าหากเอามา culture กับ chondrocyte ส่วน chondroitin ก็สามารถยับยั้งเอ็นซัยม์ที่ทำให้เกิดการแตกสลายของกระดูกอ่อน ส่วนการศึกษาทางคลินิกไม่เคยถูกตีพิมพ์ลงในวารสารมาตรฐานของรูมาโตโลยี่และออร์โธปิดิกส์ และการทดลองที่มีการตีพิมพ์ออกมาก็ไม่เคยถูก peer review โดยผู้เชี่ยวชาญโรคข้อเลย NIH ได้ให้ทุนการศึกษา ค้นคว้าวิจัย เรื่องประสิทธิภาพของยา glucosamine และ chondroitin เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1999 ให้ศึกษาในโรคข้อเข่าเสื่อม ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาและขณะนี้แพทย์ยังไม่สามารถจะ แนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานยาแก้โรคข้อเสื่อมได้เพราะยังไม่แน่ใจในประสิทธิภาพ และอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นใน ระยะยาวได้ในปัจจุบันได้มีการทำธุรกิจด้านนี้กันมาก โดยที่สหรัฐอเมริกาได้ฉวยโอกาสจากกฎหมาย “The dietary supplemental Health and Education Acts of 1996” ซึ่งเปิดทางให้ทำธุรกิจเกี่ยวกับ “Health Products” เพราะสิ่งที่เอามาขายเป็นอาหารเสริม ไม่จำเป็นต้องบอกถึงประสิทธิภาพ ไม่ต้องบอกถึงอาการข้างเคียง ไม่ต้องบอกถึงความบริสุทธิ์ และจำนวนของส่วนผสมต่าง ๆ เพียงแต่บริษัทไม่สามารถใช้คำว่าป้องกัน และรักษาโรคได้ แต่สามารถบอกว่าจะมีผลต่อ structure และ function ได้ และสามารถบอกว่า maintain joint function and health โดยไม่ต้องพิสูจน์ ทำให้บริษัทยาย้ายไปทำธุรกิจแบบนี้กันมาก

การฝังเข็ม (acupuncture)

เป็นศาสตร์และศิลป์ที่ใช้กันมานานในประเทศจีน ซึ่งเชื่อกันว่าจะช่วยปรับสมดุลของการไหลของพลังงาน “Qi” โดยทางสิบสองช่องทางที่เรียกว่า Meridians และช่องทางพิเศษอีกแปดช่องทาง เรียก Extraordinary Meridians ผู้รักษาพยายามปรับสมดุล จุดฝังเข็มมีอยู่ประมาณ 360 จุดบน Meridians การฝังเข็มอาจใช้ความร้อน แรงดัน (pressure) แรงเสียดทาน (friction) แรงดูด (suction) หรือกระแสไฟฟ้า ส่วนการฝังเข็มสมัยใหม่ในประเทศตะวันตกเชื่อว่าเป็นการกระตุ้นเส้นประสาทเล็ก ๆ ในกล้ามเนื้อ ซึ่งจะส่งต่อไปยังประสาทสันหลังและประสาทส่วนอื่นทำให้คาย neurochemical substances ออกมา เพื่อกันการเจ็บปวดที่ส่งผ่านขึ้นมาทางประสาทสันหลัง จะมีผลต่อฮอร์โมนและระบบอิมมูน ไม่เชื่อว่าออกฤทธิ์ผ่านทาง Meridians

มีการศึกษาของการใช้การฝังเข็มรักษาโรคข้อเสื่อม โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคไฟโบรมัยอัลเจีย ซึ่งผลได้ไม่แน่นอน จากการทบทวนของ NIH, the arthritis task force on complementary remedies จากข้อมูลปัจจุบันไม่สามารถแนะนำให้ใช้การฝังเข็มรักษาโรคข้ออักเสบและรูมาติสซั่มได้ แต่การฝังเข็มอาจจะได้ผลกับโรคปวดศีรษะ ปวดหลัง วิตกจริต และโรคซึมเศร้า เป็นต้น

การรักษาด้วยวิธี chiropractic

ใช้วิธีจัดกระดูกสันหลัง (manipulate spine) โดยพยายามหาว่ากระดูกสันหลังมี subluxation และ malalignment ส่วนมากพวก chiropractic จะใช้เอ็กซเรย์ช่วยไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรก็ตาม ก็มักจะเชื่อว่าเกิดจากการ subluxation of spine การรักษาโดยวิธีนี้ไม่มีฐานทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุน อาจจะได้ผลบ้างในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการปวดหลัง chiropractic manipulation นั้นบางครั้งอันตรายมาก อาจทำให้เกิดการแตกของกระดูกสันหลังในผู้ป่วยกระดูกบางหรือในผู้ป่วยที่มะเร็งกระจายเข้าไปอยู่ในกระดูกสันหลัง อาจทำให้ประสาทแกนสมองและประสาทไขสันหลังส่วนกลางได้รับอันตรายได้ แต่ก็แปลกที่มีผู้ใช้บริการมากพอควรในสหรัฐอเมริกา อาจจะอาศัยช่องทางรักษาโรคที่ส่วนมากจะหายไปเอง เมื่อเวลาผ่านไป เช่น โรคปวดหลัง (mechanical back pain) และผู้ให้การรักษาส่วนมากมีจิตวิทยาสูง ผมคิดว่าการรักษาวิธีนี้เป็น Commercialism มากกว่า Professionalism

โยคะ (Yoga)

โยคะใช้กันมานานมากกว่า 2,000 ปีในประเทศอินเดีย โยคะมาจากภาษาสันสฤต แปลว่า union (with God) การฝึกโยคะเพื่อต้องการให้ร่างกายแข็งแรง มี flexibility และ relaxation โดยผ่านทางท่าทางที่เรียกว่า Asana ซึ่งจะคงไว้อยู่ระยะหนึ่งจาก 2-3 วินาทีจนถึงเป็นนาที ๆ ยังมีเทคนิคสำหรับการหายใจและฝึกสมาธิ เรียก Pranayama มีผู้พยายามที่จะเอาโยคะมาใช้กับผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ข้อเสื่อม ปวดหลัง ฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ และ Carpal tunnel syndrome จากการศึกษาในปัจจุบันยังสรุปอะไรไม่ได้

Tai-Chi

เป็นลักษณะของท่าทางและการเคลื่อนไหว เริ่มมาจากประเทศจีนเมื่อศตวรรษที่ 17เป็นการเคลื่อนไหวอย่างมีจังหวะช้า ๆ โดยมีการลงน้ำหนักตัวเชื่อว่าช่วยความสมดุลของร่างกาย ช่วย coordination สมาธิ และคลายความเครียด เชื่อว่าช่วยการทำงานของหัวใจและปอด ลดอัตราการล้มในผู้สูงอายุ

สมาธิ (meditation)

การฝึกสมาธิทำให้จิตสงบ ต่อสู้กับความเครียดและความวิตกกังวลได้ การทำสมาธิบ่อย ทำให้จิตดีขึ้น มีพลัง มีผลต่อสุขภาพทางใจและทางกาย ทำให้ดีขึ้น ทำให้ระบบฮอร์โมนเป็นปกติ ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น และลดการเกร็งของกล้ามเนื้อ เพราะในคนธรรมดาทั่วไป การ relax และ alert ไม่ไปด้วยกัน

การรักษาด้วยพลังจิต (energy healing techniques)

เช่น Qigong (Qi = vital breath, life force) (gong = discipline, work, skill) การฝึก Qigong เพื่อให้เกิดการสมดุลของ Qi (vital energy ในร่างกาย) ซึ่งมีทั้ง internal Qigong และ external Qigong

ส่วน Reike (Ray-Key) เป็นการให้พลังงานคือ engery healing จากผู้ให้การรักษา (Reike practitioner hands) ศาสตร์นี้เริ่มที่ประเทศญี่ปุ่นประมาณปี ค.ศ. 1800 และได้แพร่หลายเข้าไปในประเทศสหรัฐอเมริกา

การนวดฝ่าเท้า (reflexology)

เหมือนกับการฝังเข็มและการกดจุด (acupressure) แต่เป็นการกดกระตุ้นบริเวณฝ่าเท้า มีหลักอยู่ว่า life force เป็นพลังงานไหลผ่านร่างกายผ่านช่องพลังงาน (energy channels) และไปสิ้นสุดเป็น terminal points หรือ reflex areas ที่เท้าและมือ จะมี corresponding areas ของอวัยวะต่าง ๆ ที่เท้าและมือ เมื่ออยู่ในสภาพของความเครียด ป่วยเป็นโรค ร่างกายไม่สมดุล การไหลของพลังงานถูกปิดกั้น (เป็นทฤษฎี) ผู้รักษาจะกดจุดบนฝ่าเท้า เพื่อจะเปิดการไหลของพลังงานให้กลับไปสู่สภาพปกติ วิชาการนี้มีมานานกว่า 1,000 ปี ในปี ค.ศ. 1913 Dr. William Fitzgerald พบว่าบางจุดที่เท้า ถ้ากดจะมีการชาบางส่วนของร่างกาย

Aromatherapy

ในประเทศอียิปต์โบราณใช้ aromatic oils ในการนวด การรักษา การดม และการเก็บถนอมมัมมี่ Essential oils นี้ได้มาจากการสกัดจากใบ ดอก เมล็ด ราก และเปลือกของต้นไม้ โดยวิธีการ cold compression และการกลั่น ในปี ค.ศ. 1920 นักเคมีชาวฝรั่งเศส พบว่า oils บางชนิดมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคอย่างแรง (powerful antiseptic) ใช้รักษาแผลและแผลไฟไหม้ได้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 นอกจากนั้นยังพบว่า oils เหล่านี้มีคุณสมบัติantiinflammation, antiviral ได้ จึงนำมาใช้ดมใช้ทาได้ โดยใช้ผสมกับ carrier oilการดมทำให้ออกฤทธิ์กระตุ้นสมอง ทำให้มี body own healing ซึ่งเป็นความเชื่อซึ่งยังพิสูจน์ไม่ได้

ธรรมชาติบำบัด (naturopathy)

ใช้ทฤษฎีของธรรมชาติเพราะมนุษย์ที่ถูกต้องควรปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติแต่ในปัจจุบันมนุษย์พัฒนาวิถีชีวิตห่างออกไปจากธรรมชาติ มีการปรุงแต่งมากมาย ทั้งการรับประทาน ที่อยู่อาศัย วิถีชีวิต ถ้าหากเราปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ พยายามอยู่กับอากาศบริสุทธิ์ อาหารดี แสงแดด การสุขอนามัยส่วนบุคคลดี น้ำบริสุทธิ์ ออกกำลังกายพอเหมาะ และพักผ่อนพอเพียง ลดความตึงเครียด จากสิ่งแวดล้อมภายนอก และฝึกจิตให้นิ่ง จะเปิดโอกาสให้เกิดความสมดุลทางธรรมชาติ ทำให้ระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบฮอร์โมนต่าง ๆ เป็นปกติวิธีการนี้มุ่งไปทางการป้องกันโรคมากกว่าการรักษา
ประสิทธิภาพของ CAM

ประสิทธิภาพของ CAM ในการใช้การรักษาไม่ได้มีการตีพิมพ์ลงในวารสารที่ได้มาตรฐานและมีมาตรฐานการตรวจสอบสูง สิ่งที่ตีพิมพ์ออกมาจะอยู่ในวารสารที่ด้อยมาตรฐาน ตลอดจนการศึกษาวิจัยก็ไม่ได้มาตรฐาน จึงไม่สามารถชี้แจงแสดงออกมาทางสถิติว่ากากรรักษาโดยใช้ CAM นั้นได้ผล บางคนก็ให้ความเห็นว่าสิ่ง
บางอย่างก็เป็นการยากที่จะวัดออกมาได้ การรักษาบางอย่างก็เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้น ดีขึ้นแต่บางคนก็ว่าสิ่งที่ผู้ป่วยว่าดีขึ้นนั้นน่าจะมาจาก placebo effect มากกว่า เพราะในโรคข้ออักเสบและรูมาติสซั่มนั้น placebo effect อาจมีผลถึงร้อยละ 50 บางคนก็ว่าเป็นลักษณะของการรักษาให้จิตใจของผู้ป่วยดีขึ้น มีกำลังใจดีขึ้น ทำให้มีความรู้สึกทั่วไปดีขึ้น ซึ่งก็อาจจะเป็นไปได้ เพราะจิตของมนุษย์ควบคุมสมองและส่งมายังกาย ดังนั้นเมื่อจิตใจดี มีพลัง การส่งผ่านสัญญาณต่าง ๆ จากสมองก็จะเป็นระเบียบและมีความสมดุล คือ neuroendocrine, neuroimmunology, neurovascular และ neuromuscular controls จะดี เป็นต้นการรักษาของ CAM มีส่วนมากในการเข้าถึงจิตใจผู้ป่วย  ดูจากตารางที่ 5 จะเห็นว่า CAM ชนิดที่มี manipulation ก็เป็นการสัมผัสเป็นการทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ใช้เวลากับผู้ป่วย มีการพูดคุยร่วมด้วย เหมือนกับจะมีการให้การ care ต่อผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้น ดีขึ้น กำลังใจก็มากขึ้นด้วย CAM ชนิดที่มี movement เช่น โยคะ และ Tai-Chi ก็เป็นการเคลื่อนไหวช้า ๆ และยืดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ในขณะเดียวกันก็ให้ได้สมาธิ มีสติอยู่ที่กายที่เคลื่อนไหวเป็นอุบายในการฝึกจิตไม่ให้สติไปอยู่ที่อื่น ทำให้มีสมาธิต่อเนื่องเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกสมาธิในเบื้องต้น จิตไม่ฟุ้งซ่าน จิตจะดีขึ้น มีพลังมากขึ้น CAM ชนิด energy healing เช่น Qigong และ Reike รวมทั้งพลังจักรวาล แล้วแต่จะเรียกกัน อาจจะมีพลังจริง ๆ สำหรับผู้มีพลังจิต ซึ่งอาจถ่ายทอดให้กันได้ หากผู้ให้การรักษามีพลังจิตที่แท้จริงและฝึกมาดีแล้ว แต่โดยทั่วไปที่พบกันอยู่คงเป็นอุบายในการหากินมากกว่า (Commercialism มากกว่า Professionalism) แต่อย่างน้อยผู้ป่วยก็จะได้กำลังใจเพราะได้รับการ care จากผู้อื่น ส่วน CAM ชนิด Mind-Body Technique ก็เป็นอุบายในการฝึกจิตเช่นเดียวกัน ซึ่งเราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในโรคทุกชนิดถ้าหากผู้ป่วยมีจิตที่แข็งแรง จิตเป็นหนึ่ง จิตไม่ฟุ้งซ่าน จิตไม่อ่อนแอ โรคก็จะหายเร็วดังนั้นก็น่าจะเป็นการรักษาที่ลงลึกไปถึงรากเหง้ามากที่สุดอยู่แล้ว ซึ่งการแพทย์ปัจจุบันได้ละเลยเรื่องของจิตใจ แม้แต่ทางจิตเวชเองก็ไม่มีความรู้เรื่องจิตอย่างแท้จริง มัวหลงทางและยุ่งอยู่กับ neurotransmitter และ psychopharmacology อยู่ เป็นต้น

การเลือกใช้ CAM

แพทย์ต้องพิจารณาว่าผู้ป่วยจะได้รับอันตรายจากการรักษาหรือไม่ เช่น การใช้ Chiropractic อาจจะทำให้เกิดกระดูกสันหลังแตกได้ในผู้ป่วยกระดูกบางหรือมีมะเร็งกระจายไปที่กระดูกสันหลัง การใช้ยาสมุนไพรก็อาจมีอันตรายได้ อาจจะเกิดตับอักเสบได้บ่อย อาจจะเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา ระหว่างสมุนไพรกับยาที่ผู้ป่วยรับประทานอยู่ประจำ การรักษาที่ยังไม่ได้ผลชัดเจน เช่น การฝังเข็ม การใช้อาหารเสริม รวมทั้ง evening primrose oil, Omega-3 และ Glucosamine แพทย์ต้องอธิบายให้เข้าใจว่ายังไม่มีหลักฐานพอเพียงว่าการรักษาเหล่านี้ได้ผล อาจจะสิ้นเปลืองไปโดยไม่ได้ผลประโยชน์ แล้วแต่ผู้ป่วยจะตัดสินใจ ส่วนการรักษาโดยวิธีอื่น เช่น การเคลื่อนไหวร่วมไปกับการใช้สมาธิ เช่น โยคะ Tai-Chi ถ้าหากไม่มีข้อห้ามในทางร่างกายของผู้ป่วย ก็อนุญาตให้ทำได้อาจจะเกิดประโยชน์ เพราะช่วยเพิ่มกำลังใจและเป็นอุบายในการฝึกสมาธิให้ดีขึ้น สำหรับการรักษาโดยการนวด รวมทั้งการนวดเท้า (reflexology) ก็ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้น ถ้าไม่มีข้อห้ามทางร่างกายก็อนุญาตให้ทำได้ การรักษาที่ได้รับการส่งถ่ายพลัง (energy healing) เช่น Reike, พลังจักรวาล โดยผู้รักษาเป็นผู้ให้ ก็เหมาะสำหรับผู้ที่จิตอ่อน และ dependent personality ซึ่งดูไปแล้วในปัจจุบันจะเป็น Commercialism มากกว่า

เอกสารอ้างอิง

  1. Panush RS. Complementary and alternative therapies for rheumatic disease I. Rheum Dis Clin of North Amnerica 1999;789-994.
  2. Panush RS. Complementary and alternative therapies for rheumatic disease II. Rheum Dis Clin of North Amnerica 2000;1-197.
  3. Conn LC, Hollister JR, Arnold WJ. Alternative care for arthritis and related musculoskeletal diseases. In : Ruddy S, Harris ED, Sledge CB, eds. Textbook of rheuamtology. 6th edn. Philadelphia : WBSaunders, 2001;739-51.
  4. Shiflett SC. Overview of complementary therapies in physical medicine and rehabilitation. PM&R Clin of North America, 1999;521-9.
  5. Shiflett SC, Schoenberger NE, Diamond BJ, et al. Complementary and alternative medicine, In : Delisa JA, Gams BM, eds. Rehabilitation medicine : principles and practice. 3rd edn. Philadelphia : Lippincott-Raven Publishers, 1998;873-85.

 ที่มา:  สมาคมเวชศาสตร์ฟื้นฟูแห่งประเทศไทย