รักษาโรคไข้เลือดออกอีโบลาได้ โดย ศ.เกียรติคุณ ดร.วันเพ็ญ ชัยคำภา

manager141008_01 โรคไข้เลือดออกอีโบลายังคุกคามผู้คนอยู่ตลอด เมื่อไม่นานมานี้ศิริราชแถลง แอนติบอดีสายเดี่ยวรักษาอีโบลาได้

แอนติบอดีคือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่สร้างจากระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของมนุษย์ ซึ่งจะผลิตจากเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ลิมโฟซัยท์บี ซึ่งแอนติบอดีจะถูกสร้างขึ้นประมาณ 7-10 วัน หลังจากที่ร่างกายได้รับเชื้อหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไป แต่หากเชื้อหรือพิษบางอย่างที่ร่างกายได้รับก่ออาการรุนแรงและเร็วมาก ร่างกายจะสร้างแอนติบอดีออกมาได้ไม่ทัน ก็มักจะเสียชีวิตเสียก่อน เช่น การติดเชื้อไวรัสอีโบลา กรณีนี้เราสามารถให้แอนติบอดีจำเพาะต่อเชื้ออีโบลาแก่ผู้ป่วยทันที เรียกว่า ให้ภูมิคุ้มกันพร้อมใช้ หรือแอนติบอดีรักษา (Therapeutic antibody) เข้าไปสู้กับเชื้อโรคหรือสารพิษโดยตรง

แอนติบอดีจำเพาะต่อไวรัสอีโบลาที่ทีมวิจัยศิริราชผลิตขึ้นนั้น มีคุณสมบัติพิเศษที่มีขนาดเล็กกว่าแอนติ บอดีปกติ 5 เท่า ~25-35 kDa เรียกว่า แอนติบอดีสายเดี่ยว (human single chain antibodies) ผลิตจากยีนของคน จึงไม่เป็นสิ่งแปลกปลอมเมื่อเข้าสู่ร่างกายคน ซึ่งต่างจากแอนติบอดีอื่นๆ ที่ผลิตจากหนูทดลอง หรือสัตว์ใหญ่ เช่น ม้า เป็นต้น และผู้ที่ได้รับแอนติบอดีจะมีภูมิต้านทานทันทีโดยไม่ต้องรอ 7-10 วัน เหมือนการฉีดวัคซีนทั่วไป

โดยที่แอนติบอดีนี้มีความจำเพาะต่อโปรตีนของไวรัสอีโบลา ชนิด จีพีหนึ่ง-จีพีสอง นิวคลีโอโปรตีน (NP) ไวรัสโปรตีน-๔๐ (VP40) ไวรัสโปรตีน-๓๕ (VP35) ซึ่งจะเข้าไปยับยั้งการทำงานของโปรตีนสำคัญของไวรัสอีโบลา ทำให้ไวรัสไม่สามารถเพิ่มจำนวนในร่างกายของผู้ติดเชื้อและก่ออาการรุนแรงได้ เช่น ถ้ายับยั้งจีพีหนึ่ง ไวรัสก็จะเข้าเซลล์ไม่ได้ ยับยั้งจีพีสอง ไวรัสก็ไม่สามารถออกจากกระเปาะที่หุ้มเพื่อออกไปเพิ่มจำนวนในไซโทพลาซึมได้ ยับยั้งไวรัสโปรตีน-๓๕ จะทำให้ไวรัสกดภูมิคุ้มกันของโฮสท์ไม่ได้และเพิ่มจำนวนไม่ได้ และถ้ายับยั้งไวรัสโปรตีน-๔๐ ก็จะทำให้ไวรัสที่เพิ่มจำนวนแล้ว ประกอบร่างเป็นไวรัสรุ่นลูกตัวใหม่ไม่ได้และออกจากเซลล์เพื่อแพร่ไปยังเซลล์อื่นต่อไปไม่ได้

หลักการใช้แอนติบอดียับยั้งไวรัสอีโบลา โดยผลิตโปรตีนของไวรัสฯ จากยีนสังเคราะห์ ซึ่งใช้ลำดับเบสอ้างอิงของยีนของเชื้อไวรัสอีโบลาที่ระบาดอยู่ขณะนี้เป็นต้นแบบจากธนาคารพันธุกรรม จากนั้นนำโปรตีนสังเคราะห์แต่ละชนิดนั้นไปตรึงบนพื้นผิวพลาสติก คัดเลือกด้วยไวรัสของแบคทีเรีย (ฟาจ) จากคลัง (Library) ที่มีอยู่ โดยนำยีนของคนที่ทำหน้าที่สร้างแอนติบอดีไปใส่ไว้ในยีนของฟาจ ดังนั้นฟาจแต่ละอนุภาคจะมีแอนติบอดีของคนหนึ่งชนิดปรากฏอยู่บนผิว เหมือนลิมโฟซัยท์บีหนึ่งเซลล์ เมื่อเติมคลังฟาจลงบนโปรตีนของไวรัสอีโบลาที่ตรึงไว้ ฟาจที่มีแอนติบอดีจำเพาะต่อโปรตีนนั้นๆ ก็จะจับกับโปรตีน จากนั้นนำฟาจที่จับกับโปรตีนของไวรัสอีโบลาไปใส่ในแบคทีเรียชนิดพิเศษ แล้วนำแบคทีเรียไปเพาะเลี้ยงพร้อมเหนี่ยวนำให้ผลิตแอนติบอดีจากยีนที่ฝากไว้ในฟาจ แล้วทำการแยกแอนติบอดีออกมาจากแบคทีเรีย โดยไม่ให้มีโปรตีนของแบคทีเรียปนเปื้อน ก็จะได้แอนติบอดีจำเพาะต่อโปรตีนของไวรัสอีโบลาที่เป็นแอนติบอดีของมนุษย์

อย่างไรก็ดี แอนติบอดีต้นแบบเหล่านี้ ศิริราชยังผลิตได้น้อยในห้องปฏิบัติการวิจัย คาดว่าในกรณีจำเป็นและผลิตเพื่อใช้รักษา จะขอความร่วมมือจากสยามไบโอไซเอ็นซ์ ให้ผลิตในปริมาณมากขึ้นด้วยมาตรฐาน GMP เพื่อการทดลองในสัตว์และจดทะเบียนเป็นยาใหม่ต่อไป

   ทั้งนี้ ต้นแบบแอนติบอดีเหล่านี้ได้ยื่นจดสิทธิบัตรแล้ว ซึ่งสิทธิทั้งหมดเป็นของ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 ตุลาคม 2557

5 โรคศัลยกรรม ‘ศิริราช’ รักษาฟรี

ศิริราชจัดมหกรรมรักษาสุขภาพเพื่อผู้ป่วยทางศัลยกรรม เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาราชินี เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ทางศัลยกรรม

ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้จัดทำโครงการ “ศิริราชจัดมหกรรมรักษาสุขภาพเพื่อผู้ป่วยทางศัลยกรรม เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาราชินี” เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ทางศัลยกรรมที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

ส่วนโรคที่จะบริการให้กับประชาชนผู้ยากไร้โดยไม่คิดใช้จ่ายใดๆ ในครั้งนี้ เป็นโรคที่เป็นปัญหาพอสมควรสำหรับคนไทยแต่มีค่าใช้จ่ายสูง ไม่สามารถเข้าถึงบริการการรักษาได้สำหรับผู้ป่วยด้อยโอกาสที่มีค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอ และบางโรคเป็นโรคที่รัฐบาลยังไม่ได้ให้เบิกค่ารักษาพยาบาล

ศ.คลินิก นพ.อภิรักษ์ ช่วงสุวนิช รองหัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ กล่าวว่า ภาควิชามีความตั้งใจจะช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ทุกกลุ่มวัยตั้งแต่วัยเด็กจนถึงผู้สูงอายุ โดยคำนึงถึงโรคที่เกิดขึ้นในแต่ละวัย จึงประกอบด้วยโครงการย่อย 5 โครงการ คือ

1. วัยทารกแรกเกิดกับปัญหาภาวะลิ้นติด ทำให้เด็กไม่สามารถดูดนมและพูดได้ชัดเจน รับจำกัดจำนวน 800 คน สนใจร่วมโครงการติดต่อได้ที่โทร. 0-2419-8070 และ 0-2419-8319

2. ปัญหาโรคอ้วนของช่วงวัย 18-70 ปี ล่าสุดพบคนไทยน้ำหนักเกินเข้าข่ายโรคอ้วนเกือบ 10 ล้านคน เสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนและการเสียชีวิตตามมา โดยแนวโน้มในอนาคตจะมีจำนวนผู้ป่วยสูงขึ้น สอบถามโทร. 0-2419-8005-6 รับจำนวน 52 คน

3. มะเร็งเต้านมที่ผู้ป่วยยากไร้ไม่ได้รับการเสริมสร้างเต้านมใหม่ภายหลังถูกตัดเต้านมทิ้ง รับจำนวน 80 คน ผู้สนใจร่วมโครงการติดต่อได้ที่โทร. 0-2419-4974-5

4 .ผู้ป่วยที่มีภาวะแขนขาบวมจากทางเดินน้ำเหลืองอุดตัน มีผู้ป่วยจำนวนมากทุกข์ทรมานจากภาวะหลอดน้ำเหลืองอุดตัน ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น จากเนื้องอกกดทับหลอดน้ำเหลือง ภาวะอุดตันหลอดน้ำเหลืองตั้งแต่แรกเกิด และภายหลังการผ่าตัดต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น สอบถามโทร. 0-2419-8002 รับจำนวน 20 คน

และ 5 .ศัลยกรรมต่อหลอดเลือดแดงและดำเพื่อการฟอกเลือดระยะยาว ซึ่งการฟอกเลือดจะได้ผลดีต้องมีหลอดเลือดที่ดี โดยจะต้องสร้างให้ใหญ่ขึ้นด้วยการเอาหลอดเลือดแดงต่อเข้ากับหลอดเลือดดำ สอบถามเพิ่มเติมโทร. 0-2419-8013-4 รับจำนวน 80 คน

ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องผ่านการคัดกรอง วินิจฉัยจากแพทย์ศิริราช และได้รับการประเมินจากนักสังคมสงเคราะห์ว่า เป็นบุคคลที่มีรายได้น้อยและเหมาะสมที่จะเข้าร่วมโครงการ โดยที่ผู้ป่วยจะต้องพักรักษาในหอผู้ป่วยสามัญ สำหรับผู้สนใจไม่ว่าอยู่สิทธิการรักษาพยาบาลใดสามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ศ.นพ.พรชัย โอเจริญรัตน์ หัวหน้าสาขาวิชาศัลยศาสตร์ศีรษะ คอ เต้านม กล่าวเสริมว่า โรงพยาบาลศิริราชมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมากกว่า 800 คนต่อปี และการผ่าตัดก็เป็นวิธีหนึ่งในการรักษามีทั้งการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมดและการผ่าตัดแบบสงวนเต้านมไว้ แต่วิธีหลังมีข้อจำกัดคือ ต้องเป็นมะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้น และผู้ป่วยต้องได้รับการฉายรังสีรักษาภายหลังการผ่าตัด จึงมีผู้ป่วยไม่ถึงร้อยละ 40 ที่ได้รับการรักษาวิธีนี้

อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยจำนวนมากที่ต้องผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด อาจได้รับความทุกข์ทรมานใจจากการสูญเสียรูปลักษณ์ของความเป็นสตรีไป แต่ด้วยเทคนิคในการผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมในปัจจุบัน สามารถทำให้ผู้ป่วยมีเต้านมใหม่โดยไม่มีผลกระทบกับการรักษามะเร็งเต้านมแต่อย่างใด ซึ่งศัลยแพทย์ศีรษะ คอ และเต้านม และศัลยแพทย์ตกแต่ง จะเป็นผู้ประเมินผู้ป่วยเข้าโครงการตามเกณฑ์การคัดเลือกคือ เป็นผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ที่ได้รับการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมดมาแล้วอย่างน้อย 1 ปี และไม่มีภาวะมะเร็งลุกลาม รวมถึงต้องได้รับการรักษาด้านเคมีบำบัดและการฉายรังสีรักษาครบถ้วนแล้ว

ทางโรงพยาบาลจึงเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนได้ที่ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล สั่งจ่ายเช็คในนาม “เงินรายได้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล” และสอบถามรายละเอียดโครงการ โทร. 0-2419-7132, 0-2419-8013-4, 0-2419-7646-9

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 7 กันยายน 2555

ศิริราชเปิดเฟสแรก “SiPH” รักษาฐานะ “ผู้ให้และผู้รับ”

เปิดให้บริการในส่วนแรกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ รพ.ศิริราช ปิยมหา ราชการุณย์ หรือ “SiPH” โรงพยาบาลมิติใหม่ ในสังกัดคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล “เสาหลักแห่งการแพทย์ของแผ่นดิน” พร้อมรองรับผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคซ้ำซ้อน สามารถให้บริการอย่างสะดวก รวดเร็ว และคล่องตัวมากกว่าในราคาสมเหตุสมผล เน้นจุดต่างคือ ผู้ป่วยเป็นทั้ง “ผู้รับและผู้ให้” นอกจากมารับบริการแล้ว เงินค่ารักษาพยาบาล ยังนำส่งเงินรายได้คืนกลับสู่ รพ.ศิริราชต่ออีกทอดหนึ่ง เพื่อสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยยากไร้ สนับสนุนการเรียนการสอนนักศึกษาแพทย์ รวมทั้งการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศทางการแพทย์ระดับสากล

ในโอกาสนี้ยังได้ประกาศความพร้อมเป็นศูนย์ กลางการรักษาโรคซับซ้อนรักษายาก โดยจัดเสวนาเรื่อง “คนไทยกับโรคซับซ้อน” โดย รศ.นพ.ประดิษฐ์ ปัญจวีณิน ผอ.รพ. SiPH กล่าวว่า โรคซับซ้อนคือ โรคที่เกิดจากปัจจัยหลายประการร่วมกัน เช่น พันธุกรรม อาชีพ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ และต้องอาศัยการรักษาที่ซับซ้อน เช่น ต้องอาศัยแพทย์หลายแผนก เครื่องมือทันสมัย ยาที่มีคุณภาพ และวิธีการรักษาหลายอย่าง บางโรคต้องอาศัยทั้งการผ่าตัด รักษาด้วยยา รังสี เช่น โรคมะเร็ง ในอนาคตโรคซับซ้อนจะพบมากขึ้นเพราะวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป มี ปัจจัยกระตุ้นหลายประการ ยิ่งประชากรอายุมากขึ้นจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยง ทั้งนี้ทางโรงพยาบาลมีความพร้อมด้านการวินิจฉัยและรักษา เนื่องจากมีคนมีองค์ความรู้และมีเครื่องมือทันสมัย จึงพร้อมเป็นศูนย์กลางการรักษาโรคซับซ้อน และยินดีให้คำแนะนำหรือรองรับผู้ป่วยที่ส่งต่อมาจากโรงพยาบาลอื่น ๆ เพื่อรักษาโรคซับซ้อนด้วย

ด้าน นางลาวัลย์ กันชาติ ประธานบริษัท เจเอสแอล โกล บอล มีเดีย จำกัด เผยว่า ถ้าต้องมาหาหมอมั่นใจในมาตรฐานศิริราช ซึ่ง รพ. SiPH ใช้มาตรฐานเดียวกับ รพ.ศิริราช จึงไม่ต้องห่วงเรื่องความแม่นยำในการวินิจฉัยรักษา โดยเฉพาะแนวคิดผู้รับผู้ให้ยิ่งทำให้ผู้มาทำการรักษาเกิดความภูมิใจ ส่วนพระเอกหนุ่ม ณัฐวุฒิ สกิดใจ ผู้มีประสบการณ์ดูแลคุณพ่อซึ่งป่วยโรคซับซ้อน เผยว่า ในฐานะผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วยเชื่อว่าทุกคนคาดหวังการรักษาดีที่สุด รพ.SiPH ให้บริการมาตรฐานโรงเรียนแพทย์ จึงวางใจได้ในเรื่องจรรยาบรรณและจริยธรรม ตลอดจนอาคารทันสมัย สะอาด โล่ง บรรยากาศดี ค่าใช้จ่ายไม่สูงเกินจริง.

 

ที่มา: เดลินิวส์  11 พฤษภาคม 2555

.

Related link:

.

http://www.siphhospital.com/

SiPH เปิดให้บริการส่วนแรก ชูมาตรฐานศิริราช พร้อมเป็นศูนย์กลางการรักษาโรคซับซ้อนที่รักษายาก

โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ หรือ SiPH ถือฤกษ์ดี วันก่อตั้งโรงพยาบาลศิริราช เปิดให้บริการในส่วนแรก เน้นจุดต่าง “คุณคือผู้รับและผู้ให้” คืนรายได้กลับสู่ศิริราชเพื่อสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยยากไร้ และการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศทางการแพทย์ระดับสากล

SiPH จะให้บริการทางการแพทย์ครบวงจรตามมาตรฐานศิริราช และเป็นการเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ป่วยที่ต้องการเข้าถึงการรักษาพยาบาลมาตรฐานศิริราชได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคซับซ้อนซึ่งจำเป็นต้องพบแพทย์มากกว่าหนึ่งสาขา แต่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาและไม่สามารถรอคิวรักษาจากโรงพยาบาลศิริราชได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านสุขภาพ SiPH จึงเป็นทางเลือกใหม่ของการรักษาพยาบาล

ศาสตราจารย์คลินิก นพ.ประดิษฐ์ ปัญจวีณิน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เปิดเผยในงานเสวนา “คนไทยกับโรคซับซ้อน” ซึ่งจัดขึ้นที่ SiPH ว่า “ในฐานะที่โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เป็นโรงพยาบาลในสังกัดคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งเป็นโรงเรียนแพทย์ชั้นนำของประเทศที่มีแพทย์เฉพาะทางครบทุกสาขา SiPH จึงสามารถให้บริการระดับตติยภูมิ (Tertiary care) ที่ให้การรักษาทางการแพทย์ขั้นสูงโดยแพทย์เฉพาะทาง (Sub specialty) ในด้านต่างๆ เช่น โรคไต โรคหัวใจ หลอดเลือด ทางเดินหายใจ ต่อมไร้ท่อ ผิวหนัง ทางเดินอาหาร ทรวงอก ศัลยกรรมระบบประสาท และระบบปัสสาวะ ศัลยกรรมเด็ก เป็นต้น และสาขาอื่นๆ เช่น พยาธิวิทยา รังสีรักษา รังสีวินิจฉัย เวชศาสตร์นิวเคลียร์ เป็นต้น นอกจากนี้ SiPH ยังมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางการรักษาโรคซับซ้อนที่ต้องอาศัยแพทย์เฉพาะทางหลายสาขาร่วมให้การดูแลในเวลาเดียวกันด้วย”

โรคซับซ้อนเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน อาทิ พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมการดำรงชีวิต ซึ่งทำให้วินิจฉัยและรักษาได้ยาก บางครั้งการวินิจฉัยไม่สามารถดูจากอาการที่แสดงออกเป็นหลักได้ เพราะมีความซ้อนของรอยโรคมากกว่าหนึ่งโรค เช่น โรคหัวใจ มักมีโรคอื่นร่วมด้วยทั้งเบาหวาน ความดันโลหิต ความเสื่อมของไต และโรคทางสมองไม่ว่าจะเป็นหลอดเลือดในสมอง โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ เป็นต้น โรคมะเร็งเป็นโรคซับซ้อนที่หาสาเหตุของโรคได้ไม่ชัดเจน และส่งผลต่อระบบการทำงานของอวัยวะส่วนต่างๆ การวินิจฉัยโรคและการรักษาจึงต้องอาศัยองค์ความรู้และความสามารถของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่หลากหลายร่วมกัน ควบคู่กับการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย

“ปัจจุบันภาวะการเกิดโรคซับซ้อนที่รักษายากมีเพิ่มขึ้น ด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นตัวกระตุ้น การดำรงชีวิตที่มีความเสี่ยงมากขึ้น และอายุเฉลี่ยของประชากรสูงขึ้น สถิติของกระทรวงสาธารณสุขในปี 2552 ระบุว่าอัตราการเสียชีวิตของคนไทยส่วนใหญ่มาจากโรคมะเร็งและเนื้องอก โรคหัวใจ โรคความดันและหลอดเลือดในสมอง โรคปอด โรคไต และโรคตับ ฯลฯ โรคเหล่านี้ถ้าเกิดในผู้ป่วยสูงอายุจะยิ่งมีความซับซ้อนในรักษายากขึ้นไปอีก แต่ SiPH มีความพร้อมที่จะให้การรักษาเพื่อช่วยให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” นายแพทย์ประดิษฐ์กล่าว


นางลาวัลย์ กันชาติ
ประธานบริษัท เจเอสแอล โกลบอล มีเดีย จำกัด ผู้เข้าร่วมเสวนากล่าวเสริมว่า “ขึ้นชื่อว่าหมอศิริราชนี่ มั่นใจค่ะ SiPH ใช้มาตรฐานเดียวกันกับศิริราช จึงไม่ต้องห่วงเลยเรื่องความแม่นยำในการวินิจฉัย และรักษา ต่อให้เป็นโรคซับซ้อนก็ไม่ห่วง การเปิด SiPH เป็นช่องทางใหม่ที่ให้โอกาสคนอีกหลายคนได้เข้าถึงการรักษาระดับนี้ ด้วยบริการที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น แต่ที่ประทับใจมากที่สุดคือ แนวคิดของ “ผู้รับผู้ให้” คือ คนที่มารับการรักษาที่ SiPH เป็นทั้งผู้รับการบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐาน และเป็นทั้งผู้ให้ เพราะรายได้ส่วนหนึ่งของ SiPH จะส่งกลับไปยังคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และพัฒนามาตรฐานการแพทย์ของไทยต่อไป เรียกได้ว่ามารักษาที่นี สุขทั้งกายสุขทั้งใจค่ะ”

นายฤทธิ์ ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ จำกัด หนึ่งในแขกรับเชิญในงาน กล่าวว่า “ครอบครัวของผมเป็นคนไข้ของศิริราชมาโดยตลอด เพราะเชื่อมั่นคุณภาพของแพทย์ ซึ่งมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญสูง ผมศรัทธาในการวินิจฉัยและรักษาอย่างสมเหตุสมผลตามหลักจริยธรรมทางการแพทย์ของศิริราช จึงยินดีที่ SiPH เปิดให้บริการเป็นทางเลือกใหม่ ในฐานะผู้บริหารองค์กร และประชาชนคนหนึ่ง ผมมองว่า นี่คือก้าวสำคัญที่จะนำความเปลี่ยนแปลงที่ดีมาสู่โรงพยาบาลรัฐของไทยครับ เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่สะสมมานานหลายประการ เช่น ปัญหาบุคลากรด้านการแพทย์ย้ายไปเอกชน ปัญหาการพัฒนาคุณภาพการรักษาและการให้บริการครับ”

ภายในงานมีนักแสดงที่มีชื่อเสียง นายณัฐวุฒิ สกิดใจ ว่าที่เจ้าบ่าว ให้เกียรติมาร่วมงาน หลังสร้างความฮือฮากับการ์ดแต่งงานสไตล์เก๋ไก๋เรียกรอยยิ้มไปแล้ว ถือโอกาสไปวิ่งสายพาน ตรวจเช็คสุขภาพเตรียมพร้อมเข้าประตูวิวาห์ ได้กล่าวว่า “พอทราบว่าโรงพยาบาล SiPH เปิดวันนี้ ผมก็รีบมาครับ คือมั่นใจในมาตรฐานของศิริราชอยู่แล้ว ทั้งในเรื่องการรักษาพยาบาลที่แม่นยำ รักษาโรคซับซ้อนโรคยากๆ ก็เก่ง หมอ พยาบาลมีจรรยาบรรณในการวินิจฉัยและรักษาอย่างสมเหตุสม พอเปิดโรงพยาบาลใหม่ที่ให้บริการรวดเร็วสไตล์เอกชน ผมก็เลยรีบมาฝากเนื้อฝากตัวเอาไว้ก่อน

“อีกอย่างที่ผมทึ่งมากกับโรงพยาบาล SiPH คือ คอนเซ็ปต์ของที่นี่ไม่เหมือนใคร “ผู้รับและผู้ให้” หมายความว่า เมื่อเราเข้ามาเป็นผู้รับบริการทางการแพทย์ที่นี่ แล้วเงินที่เราจ่ายไป ทางโรงพยาบาลจะส่งคืนกลับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เพื่อเอาไปช่วยดูแลรักษาผู้ป่วยยากไร้ และพัฒนาความเป็นเลิศด้านการแพทย์ต่อไป”

“วันนี้ก็เลยตรวจสุขภาพทั่วไปก่อน คุณหมอตรวจอาการทั่วๆ ไป แล้วก็มีวิ่งสายพานดูเรื่องสุขภาพหัวใจด้วย คือ สุขภาพหัวใจผมดีมากนะครับ หัวใจแข็งแรงความรักก็แข็งแรง ฟิตปั๋งครับ”

การบริการในส่วนแรกของ SiPH ประกอบด้วย ศูนย์อายุรกรรมเพื่อตรวจรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบประสาทและสมอง โรคระบบทางเดินหายใจ โรคระบบทางเดินปัสสาวะ โรคเบาหวาน และโรคระบบทางเดินอาหาร ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป ศูนย์กระดูกและข้อ ศูนย์มะเร็ง ศูนย์รังสีวินิจฉัยและรักษาที่มีเครื่องมือทางการแพทย์พร้อมเทคโนโลยีทันสมัย

โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ มีห้องบริการผู้ป่วยนอก 177 ห้อง ห้องผ่าตัด 17 ห้อง ห้องพักผู้ป่วย 284 ห้อง หอผู้ป่วยวิกฤต 61 ห้อง พร้อมเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง เช่น เครื่องตรวจวินิจฉัยโรคด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI), เครื่องเร่งอนุภาค (LINAC) เป็นเครื่องฉายรังสีรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากที่สุดในปัจจุบันโดยมีความแม่นยำสูง จึงใช้ปริมาณรังสีน้อย ทำให้ลดภาวะแทรกซ้อนได้เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถรักษาได้ทุกส่วนของร่างกายแม้ในอวัยวะที่มีการเคลื่อนไหวตลอด รวมทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันรวมถึงพื้นที่จอดรถมากกว่า 1,000 คัน

ข้อมูลเกี่ยวกับ SiPH
SiPH เป็นโรงพยาบาลใหม่ในสังกัดคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลและเป็นหนึ่งใน 5 โครงการหลักภายใต้สถาบันการแพทย์สยามินทราธิราช ที่ประกอบด้วยศูนย์วิจัย สถานการแพทย์แผนไทย สวนสมุนไพรไทย และพิพิธภัณฑ์ โดยที่ SiPH จะเน้นการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อให้สามารถให้บริการที่สะดวกรวดเร็ว มีการดูแลใกล้ชิดในบรรยากาศอบอุ่นเหมือนครอบครัวเดียวกัน และมั่นใจในความเป็นเลิศทางการแพทย์ที่เป็นมาตรฐานเดียวกับโรงพยาบาลศิริราช ในอัตราค่าบริการที่สมเหตุสมผลและนำรายได้คืนกลับสู่ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เพื่อสนับสนุนศิริราชโดยรวมในการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศทางการแพทย์ระดับสากล

โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ 
เลขที่ 2 ถนนพรานนก แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700

Contact Center 1474 (อัตโนมัติ)
Email : info@siphhospital.net

แผนที่ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ 

“ศิริราช”เจ๋งผ่าตัดส่องกล้องรักษามะเร็งปากมดลูกระยะที่ 1 สำเร็จเป็นครั้งแรกในเอเซีย ช่วยสตรีมีโอกาสตั้งครรภ์ได้

ที่ รพ.ศิริราช วันนี้ ( 12 ม.ค.)  เวลา 09.30 น. ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร  คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานแถลงข่าว “สำเร็จเป็นครั้งแรกในเอเซียอาคเนย์ ศิริราชรักษามะเร็งปากมดลูกโดยวิธีผ่าตัดส่องกล้อง ช่วยสตรีมีโอกาสตั้งครรภ์ได้” โดยศ.คลินิก นพ.ชาญชัย  วันทนาศิริ หัวหน้าภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา เป็นผู้เปิดเผยถึงสถานการณ์มะเร็งปากมดลูกว่า เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในสตรีไทย ในแต่ละปีจะพบผู้ป่วยใหม่ประมาณ 6,000  ราย  และครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยจะเสียชีวิต เฉลี่ยวันละ  8 ราย  สำหรับ รพ.ศิริราช พบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ปีละประมาณ 500 ราย  นับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ ที่น่ากังวลคือ ขณะนี้พบผู้ป่วยในช่วงอายุที่น้อยลงและผู้ป่วยยังคงต้องการมีบุตรอยู่

ศ.คลินิก นพ.ชาญชัย กล่าวว่า ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า มะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อฮิวแมนแพปพิลโลมาไวรัส หรือเรียกย่อว่า “เอชพีวี” เชื้อนี้ส่วนใหญ่สามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มแรก มักไม่มีอาการ อาจพบจากการตรวจภายใน ในรายที่มีเลือดออกหรือตกขาวผิดปกติ มักพบว่ามะเร็งลุกลามไปมากแล้ว  อย่างไรก็ตามการรักษาแบบมาตรฐานสำหรับผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มแรก จะใช้การผ่าตัดมดลูกทิ้ง ร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน ซึ่งอัตราการหายหลังผ่าตัดมีถึง 90 %  แม้จะให้ผลเป็นที่น่าพอใจ  แต่ผู้ป่วยจะสูญเสียความเป็นเพศหญิงนั่นคือ การมีประจำเดือน และยิ่งกว่านั้นไม่สามารถตั้งครรภ์มีบุตรได้อีกต่อไป
ด้าน รศ.นพ.พีรพงศ์  อินทศร แพทย์ผู้ทำการผ่าตัด  ประจำสาขาวิชามะเร็งนรีเวช  ภาควิชาสูติศาสตร์ – นรีเวชวิทยา  กล่าวว่า  ในระยะหลายปีที่ผ่านมา วิทยาการทางการแพทย์ทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาที่ดีขึ้น  โดยเฉพาะมะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรก   สำหรับการรักษาแบบใหม่นี้  จะผ่าตัดผ่านกล้องพร้อมเครื่องมือพิเศษที่มีขนาดเล็กกว่า 0.5 มิลลิเมตร โดยแพทย์จะเปิดแผลเล็กๆ 5 แผล ขนาด 5 มิลลิเมตร แล้วสอดกล้องผ่านผนังหน้าท้องเข้าไปในช่องท้อง ทำการผ่าตัดเฉพาะปากมดลูกและช่องคลอดส่วนบนทิ้ง ร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานทั้งหมด ซึ่งขั้นตอนนี้จะมีพยาธิแพทย์ตรวจชิ้นเนื้อที่ตัดทิ้งทันทีขณะที่ผู้ป่วยยังอยู่ใน ห้องผ่าตัดว่ายังมีเซลล์มะเร็งหลงเหลืออยู่หรือไม่ โดยขบวนการในการผ่าตัดจะเก็บรักษาตัวมดลูก เก็บรักษาเส้นเลือดที่มาเลี้ยงมดลูก รวมถึงเก็บรักษารังไข่และเส้นเลือดที่มาเลี้ยงรังไข่ จากนั้นจะเย็บปากมดลูกติดกับช่องคลอดที่เหลือ   ซึ่งทีมแพทย์จะใช้เวลาประมาณ  5 ชั่วโมง  โดยที่การผ่าตัดแบบใหม่นี้  มีบาดแผลเล็ก  เจ็บตัวน้อย   ฟื้นตัวเร็ว  เสียเลือดน้อยกว่า ทั้งมีความแม่นยำสูง สามารถกลับไปทำงานหรือกิจวัตรประจำวันได้ภายใน 7-10 วัน  ที่สำคัญสามารถเก็บมดลูกไว้สำหรับการมีบุตรในโอกาสต่อไป และยังคงมีประจำเดือนแสดงถึงความเป็นเพศหญิงอย่างสมบูรณ์ด้วย

แพทย์ผู้นี้ ยังระบุว่าจากการศึกษาในต่างประเทศ  พบว่า อัตราการหายจากมะเร็งปากมดลูกมีสูงถึง 90% เช่นเดียวกับการรักษาแบบมาตรฐาน  โดยการรักษาแบบใหม่นี้เป็นที่นิยมและยอมรับในต่างประเทศทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกา สำหรับราคาในการผ่าตัดประมาณ 5 หมื่นบาท โดยครอบคลุมระบบการรักษาพยาบาลทุกระบบ โดยใช้ทีมแพทย์ประมาณ 7 คน ประกอบด้วย ศัลยแพทย์ 4 คน วิสัญญีแพทย์ 1 คน วิสัญญีพยาบาล 2 คน  ทั้งนี้ระหว่างผ่าตัดจะส่งชิ้นเนื้อให้พยาธิแพทย์ไปตรวจทันทีว่าชิ้นเนื้อที่ตัดนั้นครอบคลุมพื้นที่ที่เป็นมะเร็งหรือไม่  ใช้เวลาประมาณ 30 นาที หากมะเร็งมีการกระจายมากกว่านั้น่จะได้ตัดสินใจตัดมดลูกทิ้งไปเลย  สำหรับข้อจำกัดในการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ คือ เวลาคนไข้เป็นมะเร็งปากมดลูกส่วน่ใหญ่ไม่อยากเก็บมดลูกเอาไว้ เพราะกลัวแพร่กระจาย ดังนั้นก่อนที่จะรักษาคนไข้ทาง รพ.ก็จะเสนอทางเลือกให้กับคนไข้ จึงขอเรียนว่าการผ่าตัดมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีนี้โอกาสหายประมาณ 90-95% ส่วนโอกาสกลับมาเป็นซ้ำน้อยพอ ๆ กับการตัดมดลูกทิ้ง

“จากการสืบค้นข้อมูลพบว่า การผ่าตัดด้วยวิธีนี้ทั่วโลกมีการทำในคนไข้ประมาณ 50 รายเท่านั้น โดยที่ รพ.ศิริราชถือเป็นแห่งแรกในประเทศไทยและในเอเชียอาคเนย์ โดยคนไข้อายุ 30 กว่าปีได้รับการผ่าตัดเมื่อประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้คนไข้แข็งแรงกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ แต่ยังไม่พร้อมมีบุตรเนื่องจากตั้งการคุมกำเนิดอยู่ ทั้งนี้หลังการผ่าตัด ควรทิ้งช่วงประมาณ 1 ปีขึ้นไปคนไข้จึงสามารถมีบุตรได้ โดยโอกาสมีบุตรจะต่ำกว่า 70 %  สำหรับวิธีการผ่าตัดด้วยวิธีนี้จะทำในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะที่ 1 ซึ่งยังไม่แพร่กระจาย โดยใช้เวลาในการผ่าตัดประมาณ 5 ชม.” รศ.นพ.พีรพงศ์ กล่าว

ขณะที่ ผศ.นพ.ชัยรัตน์ ลีลาพัฒนดิษฐ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา กล่าวว่า ในปัจจุบันเรายังคงพบมะเร็งปากมดลูกในสตรีวัยเจริญพันธุ์อยู่เสมอ เนื่องจากความละเลยและความเข้าใจผิดว่าตัวเองมิใช่กลุ่มเสี่ยง  ซึ่งโดยธรรมชาติของมะเร็งปากมดลูก  ถ้าเป็นระยะเริ่มต้นจะไม่มีอาการอะไร  จึงทำให้ผู้ป่วยมากกว่า 80%   มาพบแพทย์เมื่อมะเร็งลุกลามไปแล้ว โดยที่การเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุปากมดลูกจนกลายเป็นมะเร็งใช้เวลาเป็น 10 ปี  ดังนั้นการป้องกันมะเร็งปากมดลูก ยังเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณๆ ผู้หญิงควรใส่ใจอยู่เสมอ ด้วยวิธีง่ายๆ และประหยัด นั่นคือ การตรวจภายในเป็นประจำทุกปี  เพื่อคัดกรองมะเร็งปากมดลูก  หากพบความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกหรือมะเร็งระยะเริ่มแรก  จะสามารถรักษาหายขาดได้  และแม้ภายหลังจากที่ตรวจแล้ว  ไม่พบความผิดปกติ  ก็ควรรับการตรวจเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ  โดยสตรีที่เคยมีเพศสัมพันธ์ ควรรับการตรวจปีละ 1 ครั้ง  ส่วนผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ควรรับการตรวจเมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป.

ที่มา: เดลินิวส์ 12 มกราคม 2555