“สครับไทฟัส” โรคหน้าหนาวถูกไรอ่อนกัด…อาจช็อกถึงตาย

dailynews130106_004aช่วงนี้ในหลายพื้นที่ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอากาศเริ่มเย็นลงแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามป่าเขาลำเนาไพรต่าง ๆ  ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปสัมผัสอากาศหนาวเย็นเพื่อพักผ่อนในช่วงวันหยุดกันเป็นจำนวนมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึงคือ โรคภัยในหน้าหนาวอย่าง โรคสครับไทฟัส ที่ติดเชื้อจากการถูกไรอ่อนกัด หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นช็อกและเสียชีวิตได้…!!

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในช่วงที่อากาศหนาวเย็นผู้คนจำนวนมากมักนิยมไปท่องเที่ยวเดินป่าและกางเต็นท์นอนกลางป่า ทำให้มีความเสี่ยงที่จะถูกตัวไรอ่อนที่อาศัยอยู่ในป่ากัดจนอาจติดเชื้อและป่วยเป็น “โรคสครับไทฟัส” (Scrub typhus) หรือ “โรคไข้รากสาดใหญ่” ได้ จากรายงานสำนักระบาดวิทยากรมควบคุมโรค ตั้งแต่เดือนมกราคม 2555 จนถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2555 พบว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคสครับไทฟัส จำนวน 7,412 ราย เสียชีวิตจำนวน 4 ราย พื้นที่ที่พบผู้ป่วยโรคสครับไทฟัสมากที่สุด ได้แก่ ภาคเหนือรองลงมาคือภาคอีสาน

โรคนี้เกิดจากการถูกตัวไรอ่อน (Chigger) กัดหรือดูดเลือด ซึ่งในตัวไรอ่อนจะมีเชื้อริกแกตเซีย (Rickettsia) ซึ่งเชื้อนี้อาศัยอยู่ในสัตว์ตระกูลฟันแทะ เช่น กระแต กระรอก หนู ซึ่งตัวไรอ่อนจะเข้าไปกัดตามตัวคนโดยเฉพาะที่พบบ่อยคือ บริเวณร่มผ้า เช่น ขาหนีบ เอว ลำตัวบริเวณใต้ราวนม รักแร้ และคอ โดยมีระยะฟักตัวของโรคนานประมาณ 6-21 วัน หรือโดยเฉลี่ยประ มาณ 1 สัปดาห์ ลักษณะเฉพาะของโรคอย่างหนึ่งที่พบได้คือรอยแผลเหมือนโดนบุหรี่จี้ ตรงบริเวณที่ถูกไรอ่อนกัด แต่อาการของโรคจะค่อนข้างหลากหลาย ได้แก่ มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระบอกตา ตาอักเสบ ต่อมน้ำเหลืองโต ไอแห้ง และอาจมีอาการอักเสบที่สมอง ปอด บวม ดีซ่าน ในรายที่อาการรุนแรงหัวใจจะเต้นเร็วมาก ความดันโลหิตต่ำ อาจถึงขั้นช็อกเสียชีวิตได้

dailynews130106_004bแต่อย่างไรก็ตามอาการของโรคสครับไทฟัสไม่ได้รุนแรงเหมือนไข้มาลาเรีย แต่หากรักษาไม่ทันหรือไม่ทราบว่าเป็นอาการป่วยจากตัวไรอ่อนกัดก็อาจทำให้เกิดภาวะแทรก ซ้อนได้ เช่น ไตเป็นพิษ ไตวาย ซึ่งการรักษาไม่สามารถรับประทานยาจำพวกแก้ไข้และแก้ปวดได้ เนื่องจากโรคนี้ต้องใช้ยาปฏิชีวนะโดยแพทย์เท่านั้น ดังนั้นหลังจากเดินทางกลับออกจากเที่ยวป่าภายใน 2 สัปดาห์แล้วเกิดป่วยมีไข้ขึ้นสูง มีอาการปวดศีรษะ ควรรีบไปพบแพทย์และแจ้งประวัติ การเข้าไปในป่าให้แพทย์ทราบเพื่อรับการรักษาโดยเร็ว

การรักษาของแพทย์เมื่อพบการติดเชื้อจะให้ยาปฏิชีวนะที่สามารถฆ่าเชื้อO.tsutsugamushi ซึ่งสามารถลดอาการของโรค ลดอัตราการเจ็บป่วย และที่สำคัญลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยด้วย โดยทั่วไปแพทย์จะให้ยาหลัก ๆ 4 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มแรก Doxycycline ขนาด 100 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน สำหรับผู้ป่วยที่เป็นเด็กจะให้ยาขนาด 4.4 มิลลิกรัม ในวันแรก และวันที่ 2 ขนาด 2.2 แบ่งเป็น 2 ครั้ง
กลุ่มที่ 2 Chlormphenicol ขนาด 50-70 มิลลิกรัม ซึ่งให้ผลการรักษาดีพอกับกลุ่มแรก หรือแพทย์อาจจะใช้ยาแบบฉีดถ้าผู้ป่วยคลื่นไส้อาเจียนมาก หรือในรายที่รุนแรง ส่วนใหญ่อาการจะลดลง ในเวลา 24-36 ชั่วโมง หลังได้รับการรักษา
กลุ่มที่ 3 Tetracycline ขนาด 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้งเป็นเวลา 7 วัน และ
ในกลุ่มที่ 4 สำหรับในหญิงตั้งครรภ์ หรือในเด็กที่ไม่สามารถใช้ยาในกลุ่มที่ 2 และ 3 ได้ อาจให้ยา Azithromycin ขนาด 500 มิลลิกรัม แทนวันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 3 วัน

dailynews130106_004cสำหรับการควบคุมและป้องกันโรคสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือการควบคุมกำจัดสัตว์และแมลงนำโรค และการป้องกันโรคในคน ซึ่งการกำจัดและควบคุมตัวไรอ่อนและตัวไรเป็นไปได้ยาก เพราะไม่ทราบแหล่งที่อยู่ของพาหะชัดเจน แต่ถ้าทราบจะใช้วิธีพ่นยาในกลุ่ม Chlorinated hydrocarbon เช่น Lindane, Dieldrin หรือ Chlordane ไปบนพื้นดินและพุ่มไม้รอบ ๆ แหล่งที่มีไรอ่อน ที่พักและบริเวณที่มีคนอาศัยซึ่งมีการระบาดของโรค ที่สำคัญควรควบคุมและกำจัดหนูให้เหลือน้อยที่สุด แต่ควรกำจัดตัวไรอ่อนก่อนที่จะกำจัดหนู เพราะเมื่อหนูถูกกำจัด ไรอ่อนก็จะไม่มีเหยื่อทำให้มากัดคน

การป้องกันโรคในคนที่ควรรู้ คือระวังอย่าให้ไรอ่อนกัด ควรเก็บกวาดบริเวณตั้งแคมป์หรือกางเต็นท์ให้โล่งเตียน หลีกเลี่ยงการนั่งและนอนบนพื้นหญ้า บริเวณพุ่มไม้ ป่าละเมาะ หรือหญ้าที่ขึ้นรก ควรสวมเสื้อผ้าให้มิดชิด เช่น เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว และทาโลชั่นกันยุงที่มีส่วนผสมของสาร DEET หรือใช้สมุนไพรทากันยุงซึ่งสามารถป้องกันตัวไรอ่อนกัดได้ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในบริเวณที่มีตัวไรชุกชุม ไม่ว่าจะเป็นป่าโปร่ง ป่าละเมาะ บริเวณที่มีการปลูกป่าใหม่หรือตั้งรกรากใหม่ ทุ่งหญ้า ชายป่าหรือบริเวณมีต้นไม้ใหญ่ที่แสงแดดส่องไม่ถึง หลังออกจากป่าให้อาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย และนำเสื้อผ้าที่สวมใส่มาซักให้สะอาด ด้วยผงซักฟอกเข้มข้น เพราะอาจมีตัวไรติดมากับร่างกายหรือเสื้อผ้าได้

อย่างไรก็ตามการปรับ ปรุงสภาพแวดล้อมภายในบ้านและบริเวณรอบ ๆ บ้านก็สำคัญ เช่น การถางหญ้าให้โล่งเตียนเพื่อไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของไรอ่อน และการจัดเก็บหรือขุดหลุมฝังขยะให้เรียบร้อยเพื่อไม่ให้หนูมาอาศัยอยู่ในบริเวณบ้าน สำหรับตัวไรอ่อนใช้ยาฉีดพ่นบริเวณรอบ ๆ ก็จะสามารถกำจัดได้ แต่การใช้ยาฉีดพ่นบริเวณรอบ ๆ บ้านเพื่อกำจัดไรอ่อนเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า เพราะการหาแหล่งที่อยู่ของตัวไรที่แน่นอนทำได้ยากมาก และตัวไรอ่อนไม่ได้กระจายอยู่เต็มพื้นที่เหมือนแมลงชนิดอื่น ส่วนใหญ่จะอยู่กันเป็นกลุ่ม

ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ การป้องกันตนเองไม่ให้ถูกไรอ่อนกัดหรือไม่เข้าไปในพื้นที่เสี่ยงที่สงสัยว่าเป็นที่อยู่อาศัยของไรอ่อน…!!  

 

ที่มา :  เดลินิวส์ 6 มกราคม 2556

 

 

Related Article :

.

เตือนนอนในป่า ระวัง’ไรอ่อน’กัด ติดไข้รากสาดใหญ่