ความปลอดภัยในการใช้ยา รักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

dailynews121222_002ภาวะบกพร่องของการแข็งตัวขององคชาต หรืออาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศนั้น มีการรักษาได้หลากหลายวิธี แต่วิธีที่ได้รับความนิยมคือ การรักษาโดยการใช้ยาขยายหลอดเลือดขององคชาตยิ่งในปัจจุบันราคายาต่อเม็ดมีราคาที่ถูกลง ทำให้มีการใช้ยาอย่างแพร่หลายมากขึ้น แต่ผู้ที่มีอาการหลาย ๆ คนก็ยังมีความรู้สึกกล้า ๆ กลัว ๆ ในการใช้ยาว่าจะมีความปลอดภัยหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนไข้ที่มีโรคประจำตัวมาก ๆ ก็ยิ่งอาจทำให้มีความกังวลถึงความปลอดภัยในการใช้ยากลุ่มนี้

สาเหตุของอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือการที่อวัยวะเพศไม่แข็งตัวในชายสูงวัยนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมของหลอดเลือดและเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงบริเวณอวัยวะเพศ ทำให้เส้นเลือดไม่สามารถขยายตัวได้เต็มที่และนานพอเมื่อมีความต้องการทางเพศ ผลที่ตามมาคือ อวัยวะเพศไม่แข็งตัว หรือแข็งตัวได้ไม่เต็มที่ หรือแข็งตัวได้ไม่นานพอที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้สำเร็จ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ อีก เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ การดื่มเหล้า เป็นต้น ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านี้ส่งผลกระทบถึงการทำงานของระบบประสาทและหลอดเลือด ทำให้อาการเป็นมากขึ้น รุนแรงขึ้น และส่งผลให้การรักษายากขึ้น ดังนั้นในคนที่อายุน้อยและยังไม่มีอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศสามารถป้องกันตนเองได้โดยการหมั่นดูแลสุขภาพ ทานอาหารและออกกำลังกายให้เหมาะสม งดการสูบบุหรี่ และการดื่มเหล้า หรือในคนที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูงแล้ว ก็ต้องพยายามควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด หรือระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเพื่อชะลอการเกิดความบกพร่องของการแข็งตัวขององคชาตในอนาคต

สำหรับการรักษาโดยการใช้ยาขยายหลอดเลือดขององคชาตเป็นการรักษาที่แพร่หลาย เพราะสะดวก รับประทานง่าย ยาออกฤทธิ์ค่อนข้างเร็ว และได้ผลค่อนข้างดีในคนไข้ส่วนใหญ่ ยากลุ่มนี้ปัจจุบันมีหลายชนิด แต่คนส่วนใหญ่มักจะรู้จักในชื่อไวอากร้า (Viagra) เพราะเป็นยาตัวแรกสุดในกลุ่มนี้ ชื่อสามัญทางยาคือ ซิลเดนาฟิล (Sildenafil) ยาตัวอื่น ๆ ในกลุ่มนี้คือ วาเดนาฟิล (Vardenafil, Levitra) และทาดาลาฟิล (Tadalafil, Cialis) ปัจจุบันในประเทศไทยสามารถผลิตยา ซิลเดนาฟิล (Sildenafil) ได้เอง ทำให้ราคายาถูกลงค่อนข้างมาก ชื่อทางการค้าคือซิเดกร้า (Sidegra) ขนาดยาเริ่มต้นที่แนะนำให้ทานสำหรับยาซิลเดนาฟิลคือ 50 มิลลิกรัม หลังจากรับประทานยา ยาจะไปออกฤทธิ์ช่วยให้หลอดเลือดบริเวณองคชาตขยายตัวได้ดีขึ้น เลือดแดงไปเลี้ยงองคชาตได้มากขึ้น เกิดการคั่งของเลือดแดงในองคชาตมากขึ้น ทำให้การแข็งตัวดีขึ้น ดังนั้นด้วยกลไกการออกฤทธิ์ของยา ยากลุ่มนี้จึงไม่ใช่ยากระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศอย่างที่หลายคนเข้าใจกัน แต่ยาจะช่วยให้การแข็งตัวขององคชาตดีขึ้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่ใช้ยากลุ่มนี้แล้วได้ผลเป็นที่น่าพอใจ การใช้ยาให้ได้ผลดีต้องมีการรับประทานยาให้ถูกวิธี กล่าวคือ ควรรับประทานยาก่อนมีเพศสัมพันธ์ประมาณครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง ควรรับประทานยาช่วงท้องว่างเพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึมของยา ไม่ควรทานยาพร้อมเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์

สำหรับความวิตกกังวลว่าใช้ยาแล้วจะมีความปลอดภัยหรือไม่ ใช้ยาแล้วจะเป็นอันตรายต่อโรคหัวใจ หรือทำให้หัวใจวายหรือไม่นั้น จากการศึกษาพบว่า ยากลุ่มนี้ไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยที่ใช้ยาเป็นโรคหัวใจเพิ่มมากขึ้น แต่เนื่องจากกลไกการออกฤทธิ์ของยาที่มีผลต่อการขยายหลอดเลือดบริเวณองคชาตอาจมีผลทำให้หลอดเลือดบริเวณอื่นในร่างกายมีการขยายตัวได้บ้าง จึงเป็นข้อห้ามในการใช้ยากลุ่มนี้ในผู้ป่วยโรคหัวใจที่ทานยาขยายหลอดเลือดหัวใจกลุ่มไนเตรท (Nitrate) ทุกตัว เพราะยาสองกลุ่มนี้จะเสริมฤทธิ์กัน ทำให้หลอดเลือดมีการขยายขนาดมากกว่าปกติ เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำเข้าสู่ภาวะช็อกและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นผู้ป่วยรายใดที่รับประทานยาขยายหลอดเลือดหัวใจกลุ่มไนเตรทอยู่ห้ามทานยาขยายหลอดเลือดองคชาตครับ แต่ถ้ารักษาโรคหัวใจจนมีอาการดีขึ้นจนสามารถหยุดยากลุ่มไนเตรทได้แล้ว ควรหยุดยาเป็นเวลาอย่างน้อยสองสัปดาห์ขึ้นไป ถึงจะเริ่มรับประทานยาขยายหลอดเลือดขององคชาตได้ ในกรณีที่ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดที่มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกหลังจากรับประทานยาขยายหลอดเลือดองคชาต ให้รีบหยุดกิจกรรมที่ทำอยู่ ถ้าอาการเจ็บหน้าอกไม่ดีขึ้นให้รีบไปพบแพทย์ทันที และแจ้งแพทย์ที่ให้การรักษาทราบด้วยว่ารับประทานยาขยายหลอดเลือดขององคชาตเพื่อหลีกเลี่ยงการให้ยาในกลุ่มขยายหลอดเลือดหัวใจเป็นการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับตัวผู้ป่วยเอง

สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจที่ไม่ได้ทานยาขยายหลอดเลือดหัวใจ แต่ยังมีอาการของโรคหัวใจที่ไม่คงที่ เช่น เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่ยังมีอาการเจ็บหน้าอกอยู่เป็นระยะ ๆ ความดันโลหิตสูงที่ยังควบคุมไม่ได้ หรือเพิ่งเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมาไม่ถึงสองสัปดาห์ เป็นต้น ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ที่อาการยังไม่คงที่ก็ยังไม่ควรใช้ยาขยายหลอดเลือดองคชาต ควรรักษาโรคหัวใจให้อาการดีขึ้นและคงที่ก่อนค่อยเริ่มใช้ยา สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจที่ไม่แน่ใจว่าโรคหัวใจที่ตนเองเป็นอยู่หรือยาโรคหัวใจที่ตนเองรับประทานอยู่เป็นประจำนั้น มีความปลอดภัยเพียงพอหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนและควรนำประวัติการรักษา รวมถึงยาที่รับประทานอยู่ทั้งหมดไปด้วย เพื่อที่แพทย์จะได้ประเมินความปลอดภัยในการใช้ยา รวมถึงให้การรักษาโรคประจำตัวอื่น ๆ ของผู้ป่วยควบคู่กันไป ซึ่งจะเป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้ป่วยโดยรวมด้วย.

นพ.เปรมสันติ์ สังฆ์คุ้ม
คลินิกสุขภาพเพศชาย หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล    

 

ที่มา : เดลินิวส์ 22 ธันวาคม 2555