ปวดหัว ไม่ใช่เรื่องเล็กอย่างคิด

dailynews130402_001ถ้าลองคิดทบทวนถึงอาการปวดศีรษะ หลายคนอาจรู้สึกว่า อาการนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆ แต่รู้หรือไม่ว่า อาการปวดศีรษะที่ตนเองเผชิญนั้น ตามคำอธิบายทางการแพทย์เป็นอย่างไร?

นพ.บัญชา เสียมหาญ อายุรแพทย์ระบบประสาท โรงพยาบาลพญาไท 2 เผยว่าปวดศีรษะ เป็นโรคสำคัญ พบได้บ่อย ก่อความทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วยได้มาก ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากภาวะร้ายแรง แต่อาการปวดศีรษะจำเป็นต้องวินิจฉัยและรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญ เพราะบางกรณีอาจเป็นอาการนำของโรคอันตรายร้ายแรงได้เช่นกัน

โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้ป่วยมักปวดศีรษะแบบตึงตัว ปวดศีรษะไมเกรน ปวดศีรษะแบบกลุ่ม และปวดศีรษะแบบเรื้อรังทุกวัน

ปวดศีรษะแบบตึงตัว แบบนี้พบได้บ่อยที่สุด มักเกิดจากความเครียด เหนื่อย ทำงานหนัก ลักษณะการปวดมักเป็นแบบแน่นๆ หรือรัดๆ ทั้งสองข้างของศีรษะและต้นคอ ระดับความรุนแรงน้อยถึงปานกลาง อาจมีการปวดของกล้ามเนื้อบริเวณศีรษะ คอ ไหล่ ร่วมด้วย แต่อาการปวดชนิดนี้ไม่แย่ลงจากกิจวัตรประจำวัน และไม่ทำให้คลื่นไส้อาเจียน

ส่วนการปวดศีรษะไมเกรน ก็ยังพบได้บ่อยโดยเฉพาะในผู้หญิงวัยทำงาน และมักได้รับการวินิจฉัยผิดพลาด ลักษณะการปวด คือ ปวดศีรษะรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก ซึ่งอาการจะแย่ลงอีกหากเจอสิ่งกระตุ้นภายนอก ทั้งแสง เสียง หรือกลิ่น ผู้ป่วยบางรายมักมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ไมเกรนส่วนใหญ่มักจะปวดนานตั้งแต่ 4 ชั่วโมงขึ้นไป บางรายอาจปวดนานถึง 3 วัน

ปวดศีรษะแบบกลุ่ม พบได้ไม่บ่อย แต่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง  การปวดศีรษะชนิดนี้มักเกิดในชายมากกว่าหญิง โดยอาการปวดจะรุนแรงจนทำให้ผู้ป่วยกระสับกระส่าย มักเกิดขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วน จะปวดอยู่นาน 15 นาที ถึง 3 ชั่วโมง ตำแหน่งที่ปวดมักปวดรอบดวงตาหรือบริเวณขมับซึ่งมักเป็นข้างเดียว ผู้ป่วยจะมีอาการของระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (parasympathetic) ร่วมด้วย เช่น มีตาแดง มีน้ำตาไหล มีน้ำมูก มีเหงื่อออกบริเวณใบหน้าด้านที่มีอาการปวดศีรษะ

สุดท้าย การปวดศีรษะแบบเรื้อรังทุกวัน มักมีอาการปวดนานกว่า 15 วันต่อเดือน อย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งผู้ป่วยอาจมีอาการปวดศีรษะแบบตึงตัวหรือแบบไมเกรนก็ได้ แต่ผู้ป่วยจะมีอาการเรื้อรังมากกว่า ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการใช้ยาเกิน เพราะถูกวินิจฉัยผิดพลาด การซื้อยากินเอง การใช้ยาแก้ปวดบ่อยเกินไป ส่งผลให้ปวดศีรษะเรื้อรังมากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุอื่นที่ทำให้ปวดศีรษะได้อีก เช่น ภาวะไซนัสอักเสบ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง โรคมะเร็ง ทั้งนี้การวินิจฉัยต้องอาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกายอย่างละเอียด รวมถึงการตรวจเพิ่มเติม เช่น การทำ MRI เพื่อช่วยวินิจฉัยแยกโรคที่ก่อให้เกิดอันตรายออกไป

แม้อาการปวดศีรษะส่วนใหญ่ไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ นพ.บัญชา เตือนว่า จะมีการปวดศีรษะบางลักษณะที่เป็นสัญญาณอันตราย บ่งชี้ว่าผู้นั้นกำลังมีเลือดออกในสมอง หรือติดเชื้อในระบบประสาท หากเกิดขึ้นกับใคร ต้องรีบพบแพทย์ อาการที่ว่านี้คือ ปวดศีรษะรุนแรงทันทีทันใด ปวดศีรษะร่วมกับมีไข้และคอแข็ง ปวดศีรษะร่วมกับอาการทางระบบประสาทผิดปกติ เช่น แขนขาอ่อนแรง สับสน บุคลิกภาพเปลี่ยน ปวดศีรษะในผู้ป่วยโรคมะเร็งหรือผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV และปวดศีรษะที่เป็นมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่ตอบสนองต่อการรักษา.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 2 เมษายน 2556

ไมเกรน…ปวดจริงหรือคิดไปเอง

คุณปวดหัวข้ามวันหรือไม่ ปวดหัวแล้วร้าวไปที่ต้นคอ หัวไหล่ เลยหรือเปล่า มักจะคลื่นไส้ อาเจียนเวลาที่ปวดหัวมากๆ ใช่ไหม กินพาราแล้วไม่หายปวดหัวใช่หรือไม่

ถ้าคำตอบมากกว่า 2 ข้อ ยินดีด้วยว่าคุณ “ไม่ได้” เป็นไมเกรน (คำถามทั้ง 4 ข้อ ไม่มีข้อไหนที่เกี่ยวกับไมเกรนเลย)

นพ.อุเทน บุญอรณะ แพทย์โรคสมอง โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ตั้งข้อสังเกตว่า ทุกวันนี้คนที่เดินเข้ามาพบแพทย์ด้วยอาการปวดหัว จะวินิจฉัยเองเสร็จสรรพว่าตัวเองเป็นไมเกรน ทั้งที่จริงแล้วหารู้ไม่ว่า 100 คนที่ปวดหัวจะมีเพียง 1 คนที่เป็นไมเกรน หรือน้อยกว่านั้น คุณจะ “โชคร้าย” ขนาดนั้นเชียวหรือ

อาการปวดหัวไมเกรน จริงๆ แล้วมีการดำเนินโรคที่สั้นเพียง 4 ชั่วโมง แต่เป็นช่วงเวลาที่แสนทรมาน การอยู่นิ่ง โดยไม่ต้องการให้ใครมารบกวน ไม่ต้องแม้คนช่วยนวดขมับ เพราะเพียงอากาศไหวในห้อง ก็ทำให้อาการปวดเพิ่มขึ้นได้

คุณหมออธิบายว่า อาการปวดหัวเป็นโรคปลายทางที่เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุที่เป็นปัจจัยกระตุ้น ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ปวดหัวได้ เป็นหวัดก็ปวดหัว เครียดมากก็ปวดหัว อากาศร้อนก็ปวดหัว แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ปวดหัวครั้งนี้เหมือนกับครั้งที่ผ่านมา

อาการปวดหัวครึ่งซีกมีความหลากหลาย เช่น อาการปวดศีรษะแบบคอมเพล็กซ์ ที่ไม่ได้ปวดหัวอย่างเดียว แต่มีอาการปวดเนื้อ ปวดตัว ร่วมกับท้องผูก ท้องเสีย ใจสั่น เหงื่อแตก เป็นโรคกลุ่มอื่นไปก็มีเหมือนกัน

คุณหมอ บอกว่า คนไข้บางคนมาพบแพทย์เพราะสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคกระเพาะ จากอาการท้องผูกสลับกับท้องเสีย ไปหาหมอหัวใจด้วยอาการใจสั่น ปิดท้ายด้วยแผนกสูตินรีเวชเพื่อแก้ปัญหาตัวร้อนวูบวาบ แต่แท้จริงแล้วอาการทั้งหมดนี้สามารถหายไปได้เพียงแค่ทานยาแก้ปวดหัว

“ปัญหาของคนไข้เมืองกรุงส่วนใหญ่คือชอบวินิจฉัยตัวเองแบบผิดๆ กินยาผิดๆ หลายคนกินยาไมเกรนทั้งที่ไม่ได้เป็น และหารู้ไม่ว่ายามีส่วนกระตุ้นให้มีโอกาสเป็นไมเกรนได้ในอนาคต รวมทั้งความเสี่ยงที่จะดื้อยา และต้องปรับมาใช้ยาในกลุ่มที่แรงขึ้นเพื่อระงับอาการปวด” คุณหมอกล่าว

ในความเป็นจริงแล้ว อาการปวดหัวสามารถค้นหาสาเหตุได้ จากการซักประวัติอย่างละเอียด คำถามจากผู้เชี่ยวชาญจะช่วยค้นหาคำตอบที่ต้องการได้อย่างตรงจุด ประกอบกับผลตรวจร่างกายคร่าวๆ โรคนี้ไม่มีการเจาะเลือด เอ็กซ์เรย์ ทำ MRI หรือ CT Scan

การรักษาอาการปวดหัวในบางรายสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้ยา บางคนเป็นไมเกรนกินกาแฟแล้วกลับดีขึ้น ต้องอย่าลืมว่า “คาเฟอร์กอต” (Cafergot) ตัวยาที่ใช้รักษาไมเกรนนั้นมาจากกาแฟอีน ซึ่งในอดีตที่ยังไม่มียารักษาอาการปวดหัว ก็มีการนำกลิ่นกาแฟอโรมาเข้ามาใช้รักษาอาการปวด

คุณหมอตั้งข้อสังเกตว่า คนที่ปวดหัวแล้วไม่หาย ส่วนหนึ่งมาจากการขาดข้อมูลที่ถูกต้อง ทำให้การรักษาไม่ถูกทาง หรือชอบเปลี่ยนหมอไปเรื่อยๆ ซึ่งในความเป็นจริงการที่พบแพทย์คนเดิมที่เข้าใจในตัวโรค จะช่วยได้มากในเรื่องของการปรับยา

“สาเหตุของอาการปวดหัวอาจเล็กน้อยเท่ามด หรือใหญ่เท่าตึกเอ็มไพร์ แม้ยาทุกตัวจะประสิทธิภาพดีเท่ากัน แต่ปัญหาคือยาตัวไหนเหมาะหรือไม่เหมาะกับคนไข้ ดังนั้นการวินิจฉัยอย่างถูกต้องจะช่วยให้เลือกกลุ่มยาได้ถูกกับโรค” คุณหมออธิบาย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบคือคนที่เป็นโรคปวดหัวส่วนใหญ่จะปล่อยปละละเลย ไม่สนใจที่จะรักษา โดยไม่รู้ว่าอาการปวดหัวเรื้อรังทำให้สุขภาพชีวิตแย่ลง และเป็นสาเหตุที่ทำให้สมองเสื่อมตอนที่อายุมากขึ้น อีกทั้งมีโอกาสเป็นอัลไซเมอร์ได้เร็วขึ้นด้วย

ดังนั้น ปวดหัวครั้งต่อไปก่อนจะวินิจฉัยตัวเองว่าเป็นไมเกรน อย่าลืมตั้งคำถามว่า คิดไปเองรึเปล่าว่ากินยาแก้ป่วย (พารา) แล้วไม่หาย? การทานยาไม่ครบโด๊สด้วยกลัวว่ายาจะเป็นอันตรายต่อตับและไต เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประสิทธิภาพของยาไม่ได้ผล

ในความเป็นจริงแล้ว พาราเซตามอล 500 มิลลิกรัม 1 เม็ด ใช้ได้สำหรับคนที่น้ำหนักตัว 25-30 กิโลกรัม ปริมาณที่เหมาะสมคือ 2 เม็ด แต่ถ้า 2 เม็ดไม่หาย เพิ่มเป็น 3 เม็ดได้ โดยไม่เป็นอันตราย ขณะเดียวกัน พาราเซตามอลจะเป็นอันตรายก็ต่อเมื่อ คนไข้น้ำหนักมาตรฐาน 50-60 กิโลกรัม ได้รับยาเกิน 14 เม็ด ต่อวัน

อย่าลืมว่า ยา คือสารเคมีที่มีทั้งข้อดีมีข้อเสีย ดังนั้น การทานยาที่ถูกต้องจะช่วยแก้อาการปวดศีรษะได้อย่างยั่งยืน สำหรับคนที่ “คิดไปเอง” ว่าเป็นไมเกรน!

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 13 มิถุนายน 2555

ลดไมเกรนด้วยการเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง

เรืออากาศโท นพ.กีรติกร ว่องไววาณิชย์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ไมเกรนเป็นโรคปวดศีรษะที่มีความรุนแรงมาก พบได้บ่อยในทุกเพศและทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้หญิงวัยทำงาน ทำให้เกิดผลกระทบทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจและสังคม ไมเกรนเป็นโรคที่เกิดจากความไวของสมองมีมากกว่าปกติ สิ่งกระตุ้นชนิดต่างๆ จากทั้งภายในและภายนอกร่างกาย สามารถทำให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนขึ้นมาได้ ดังนั้นการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นเป็นการรักษาวิธีหนึ่งที่ผู้ป่วยไมเกรนสามารถทำได้เอง โดยที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายและไม่มีผลแทรก เช่น การสังเกตประเภทของอาหารและเครื่องดื่มที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะ ก็จะช่วยทำให้อาการปวดศีรษะลดน้อยลง

สำหรับกลุ่มอาหารที่กระตุ้นอาการปวดศีรษะนั้น คุณหมอกล่าวว่ามีดังนี้

1.สารไทรามีน (Tyramine) พบว่าเป็นองค์ประกอบธรรมชาติในอาหาร เช่น เนยแข็งที่บ่ม ปลารมควัน เนื้อสัตว์ที่ผ่านกรรมวิธียืดอายุ ของหมักดอง อาหารที่มีส่วนประกอบของยีสต์ เบียร์ เป็นต้น ผู้ที่มีความไวต่อสารไทรามีน เมื่อรับประทานอาหารเหล่านี้เข้าไป จะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง

2.สารแอสปาร์แตม (Aspartame) เป็นสารให้ความหวานซึ่งหวานกว่าน้ำตาลปกติ 180–200 เท่า ถึงแม้จะไม่มีการรับรองอย่างเป็นทางการว่าเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรน แต่ก็พบว่าในผู้ป่วยบางรายมีอาการปวดศีรษะหลังรับประทานสารตัวนี้

3.ผงชูรส (Monosodium glutamate; MSG) เป็นสารปรุงแต่งรสชาติอาหารที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง มักถูกใช้สำหรับปรุงรสชาติอาหารให้อร่อย ใช้ในอาหารกระป๋อง และอาหารพร้อมรับประทาน กลไกการกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะอาจมาจากการกระตุ้นให้มีการหลั่งสารสื่อประสาทบางชนิด หรือไปกระตุ้นให้เซลล์ของผนังหลอดเลือดหลั่งสารไนตริกออกไซด์ ซึ่งเป็นสารที่ทำให้หลอดเลือดเกิดการขยายตัว นำไปสู่อาการปวดศีรษะในที่สุด

4.ไนเตรตและไนไตรท์ (Nitrates and Nitrites) เป็นสารกันบูดที่ใช้ในการถนอมอาหาร อาหารหมักดอง หรืออาหารรมควัน เช่น ไส้กรอก เนื้อรมควัน หรือปลารมควัน หลังจากรับประทานอาหารที่มีสารดังกล่าวอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะในทันที หรืออาจจะใช้เวลานานกว่านั้น เป็นนาทีหรือเป็นชั่วโมงก็ได้ กลไกการกระตุ้นให้ปวดศีรษะอาจเกิดจากสารดังกล่าวไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารไนตริกออกไซด์ หรือสารที่ทำให้หลอดเลือดขยายตัวชนิดอื่นๆ ส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัว ผู้ป่วยที่มีความไวต่อสารนี้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของทั้งโซเดียม ไนไตรท์ และโซเดียม ไนเตรต โพแทสเซียม ไนไตรท์ และโพแทสเซียม ไนเตรต

5.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Alcohol) โดยเฉพาะในไวน์แดง พบเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนได้บ่อย อาจจะทำให้มีอาการปวดศีรษะภายใน 3 ชั่วโมงหลังจากดื่ม หรือเกิดตามมาในช่วงท้ายก็ได้ สาเหตุเกิดจากไวน์มีส่วนประกอบของไทรามีน ซัลไฟท์ ฮีสตามีน และสารฟลาโวนอย ซึ่งสารเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้

6.กาเฟอีน เป็นสารที่พบในกาแฟ ชา โซดา และช็อกโกแลต ซึ่งรวมถึงยาแก้ปวดศีรษะที่มีส่วนผสมของสารนี้ กาเฟอีนจะมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ขึ้นกับขนาดที่รับประทานเข้าไป โดยปกติจะพบในน้ำอัดลม 115 มิลลิกรัม กาเฟอีนในขนาด 50–300 มิลลิกรัมมีผลทำให้ร่างกายตื่นตัว หากมากว่า 300 มิลลิกรัม จะทำให้เกิดอาการวิตกกังวล กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ หงุดหงิด กาเฟอีนสามารถกระตุ้นให้ปวดศีรษะ และยังสามารถช่วยลดอาการปวดศีรษะได้ ขึ้นอยู่กับขนาดและความถี่ของการใช้ ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะ แนะนำให้หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอาหารหรือยาที่มีส่วนประกอบของกาเฟอีน

นอกจากนี้ การนอนพักผ่อนให้เพียงพอและตรงตามเวลาทุกวัน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่หักโหมจนเกินไป งดสูบบุหรี่ เนื่องจากการสูบบุหรี่จะเพิ่มความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดสมองตีบ (Ischemic stroke) งดเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง และถ้าอาการปวดศีรษะรุนแรงมากขึ้น หรือมีลักษณะเปลี่ยนแปลงไป ควรปรึกษาแพทย์ทันที ก็สามารถลดอัตรากการเกิดไมเกรนได้.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 19 เมษายน 2555

ไมเกรน เลี่ยงได้ไม่ยาก

อายุรแพทย์แนะนำวิธีหยุด/หลีกเลี่ยงอาการปวดศีรษะไมเกรน โดยไม่ต้องพึ่งยา หนึ่งในเรื่องทรมานที่พบมากในหญิงวัยทำงาน

ก่อนที่จะพึ่งยาแก้ปวดไมเกรนครั้งต่อไป ลองมาดูว่ามีวิธีไหนที่ช่วยบรรเทา หรือหยุดอาการปวดหัวให้หมดไปได้ จากคำแนะนำของ เรืออากาศโท นพ.กีรติกร ว่องไววาณิชย์ อายุรแพทย์จากคลินิกโรคปวดศีรษะ ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ

เพราะการกินยาไม่ใช่คำตอบสุดท้าย บางคนกินยาเข้าไปแล้วอาการปวดก็ยังไม่หาย แถมยังสะสม ส่งผลกระทบต่อตับและไตตามมาในภายหลัง หรือในคนไข้บางคนที่ไม่สามารถกินยาแก้ปวดไมเกรน เนื่องจากมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ยาไมเกรนจึงไม่ใช่ทางออกเสมอไป

แล้วถ้าไมเกรนมาเยือนครั้งต่อไป จะต้องทำอย่างไร คุณหมอ บอกว่า อันดับแรกจะต้องหาสาเหตุของอาการปวด โดยสังเกตดูว่าทุกครั้งที่มีอาการปวดหัว เริ่มต้นจากอะไร เพราะแต่ละคนมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นรอบตัวแตกต่างกัน

“บางคนอาการป่วยมาพร้อมกับความเครียด และพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ บางคนเริ่มปวดหัวหลังการเผชิญกับแสงแดดจ้าในเวลากลางวัน หรืออากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บางคนรู้สึกปวดหัวทุกครั้งที่เข้าไปอยู่ในสถานที่ที่มีเสียงดัง หรือได้กลิ่นฉุนจากน้ำหอม กลิ่นควันธูป เหล่านี้คือปัจจัยยอดฮิตที่ทำให้อาการปวดกำเริบ และเป็นปัญหาใหญ่ของคนไข้ไมเกรนในปัจจุบัน”คุณหมอกล่าว

นอกจากปัจจัยที่ว่ามาแล้ว อาหารบางประเภทยังมีส่วนเสริมทำให้ไมเกรนกำเริบ เช่น อาหารแปรรูปอย่างไส้กรอกรมควัน ที่มีส่วนผสมของสารกันบูด อาหารประเภทหมักดอง ผงชูรส น้ำตาลเทียม ผลไม้บางชนิด เช่น กล้วย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไวน์แดง เบียร์ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาเฟอีน กาแฟ ชา โกโก้ น้ำอัดลม ตลอดจนชีสและผงชูรส

หรือผู้หญิงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงมีรอบเดือน ทำให้สมองมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น และการอดอาหารก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นไมเกรนได้เช่นกัน เมื่อค้นหาสาเหตุเจอแล้ว สิ่งที่ควรทำคือหลีกเลี่ยง หรือหยุดปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้นให้ได้

คุณหมอย้ำว่า การที่คนไข้เดินทางมาพบแพทย์ จะช่วยให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เหมาะสมกับอาการที่เป็น แม้กระทั่งข้อปฏิบัติในการทานยาไมเกรนที่หลายคนอาจยังไม่รู้ เช่น เมื่อรู้สึกปวดแล้วให้รีบกินทันทีเพื่อระงับอาการ แทนที่จะทนให้อาการปวดรุนแรงก่อนถึงจะกินยา ซึ่งเป็นผลเสีย เพราะเมื่อร่างกายเข้าใจว่ายอมรับกับอาการปวดได้ ก็จะเริ่มปรับระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้น

“การค้นหาสาเหตุให้พบจะนำมาสู่การรักษาอย่างถูกวิธี เพราะหลายครั้งที่แพทย์ตรวจพบว่า สาเหตุของไมเกรนไม่ได้มากจากปัจจัยกระตุ้นจากภายนอก แต่เป็นอาการปวดที่มาจากปัจจัยภายใน เช่น ปวดไมเกรนจากโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ซึ่งต่อให้ทานยาเป็นประจำก็ใช่ว่าจะหาย”คุณหมอกล่าว

นอกจากการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของไมเกรนด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ ปัจจุบันมีการนำเทคนิคใหม่ในการวินิจฉัยและรักษาอาการปวดศีรษะอย่างได้ผล เช่น ไบโอฟีดแบ็ค (Biofeedback) เพื่อวัดการทำงานของร่างกายขณะปวดหัว เปรียบเทียบกับในยามที่ร่างกายปกติ ไม่ว่าจะเป็น อัตราการเต้นของหัวใจ กล้ามเนื้อ ความดัน อุณหภูมิ ใช้เป็นเกณฑ์ในการฝึกร่างกายให้ผ่อนคลาย กำหนดลมหายใจ ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ เพื่อให้อาการปวดค่อยๆ ทุเลา และทานวิตามินเสริม เช่น วิตามินบี 2 เกลือแร่ และโคเอนไซม์คิว10

ส่วนกรณีอาการปวดจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท จากความผิดปกติของโครงสร้างร่างกาย ท่านั่ง ยืน เดิน หรือนอนที่ไม่ถูกต้อง ทำให้กล้ามเนื้อทำงานไม่สมดุล และเกิดการฉีกขาดได้นั้น การทำกายภาพบำบัดที่มีส่วนช่วยแก้อาการปวดหัวได้เช่นกัน

เทคนิคสุดท้ายที่จะหลีกเลี่ยงไมเกรนคือ การแพทย์ทางเลือกอย่าง การฝังเข็มบริเวณหน้าผาก ขมับ ท้ายทอย กลางกระหม่อม และกระบอกตา จะช่วยให้เส้นลมปราณที่ติดขัด ไหลเวียนได้สะดวก ช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อบริเวณที่มีปัญหาให้กลับมาทำงานได้ดีขึ้น ผลจากฝังเข็ม 10 ครั้ง ใน 1 เดือน สามารถบรรเทาอาการปวดในช่วง 6 เดือนถึง 1 ปี

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 24 เมษายน 2555

เผย “นวดกดจุด” ช่วยคนป่วยไมเกรนอาการดีขึ้น 97%

เผย “นวดกดจุด” ช่วยคนป่วยไมเกรนอาการดีขึ้น 97%  

สธ.เปิดอบรมนวดกดจุด 90 คน เพื่อขยายบริการผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดไมเกรน ปวดคอ ปวดไหล่ ไม่ต้องใช้ยา เผยหลังติดตามผลการนวดกดจุดทางคลินิกในปี 2552 ในกลุ่มผู้ป่วย 1,086 คน เผยผู้ป่วยไมเกรน อาการดีขึ้นร้อยละ 97

ดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)เปิดเผยว่า ในปี 2554 นี้ สธ.จะเพิ่มบริการประชาชนด้วยการแพทย์ทางเลือกให้หลากหลายยิ่งขึ้น โดยจะขยายการให้บริการนวดกดจุด (Acupressure) ซึ่งเป็นองค์ความรู้การแพทย์แผนจีน มีหลักการเช่นเดียวกับการฝังเข็มที่มีมานานกว่า 4,000 ปี เพื่อใช้ในการดูแลผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดศีรษะ ปวดไมเกรน ปวดคอ ปวดไหล่ ปวดบ่า ปวดแขน ปวดเข่า ปวดหลัง เป็นต้น ซึ่งวิธีนี้ไม่ต้องใช้ยา แต่มีประสิทธิภาพสูง จะทำให้สามารถลดการใช้ยาในกลุ่มแก้ปวดลงได้ โดยได้มอบหมายให้สำนักการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดหลักสูตรอบรมให้กับบุคลากรทางการแพทย์ทั้งรัฐและเอกชนที่สนใจ โควตาปีนี้จำนวน 90 คน อบรมทั้งหมด 3 รุ่น จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2554 เป็นต้นไป ใช้เวลาอบรมเพียง 5 วันต่อรุ่น

ทางด้าน นพ.เทวัญ ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯกล่าวว่า ตั้งแต่ พ.ศ.2545-2553 สำนักการแพทย์ทางเลือกได้จัดอบรมการนวดกดจุดแก่บุคลากรทางการแพทย์ อาทิ แพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด เภสัชกร แพทย์แผนไทย นักวิชาการสาธารณสุขมาแล้ว 6 รุ่น รวม 239 คน ใช้เวลาเรียน 40 ชั่วโมง ประกอบด้วย ภาคทฤษฎี 15 ชั่วโมง และฝึกปฏิบัติ 25 ชั่วโมง และได้ติดตามหลังอบรม พบว่า ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำความรู้ไปให้บริการประชาชนในสถานพยาบาลต่างๆ ได้อย่างดี

นพ.เทวัญ กล่าวต่อว่า ผลการศึกษาทางคลินิกของบริการการนวดกดจุดในโรงพยาบาล 13 แห่ง ใน 7 กลุ่มอาการ ได้แก่ กลุ่มปวดศีรษะไมเกรน กลุ่มปวดคอ ปวดบ่า กลุ่มปวดแขน ปวดไหล่ กลุ่มอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก กลุ่มปวดหลัง กลุ่มปวดเข่า ปวดตึงเส้นขา และกลุ่มเส้นท้องตึง ระหว่างเดือนมกราคม- กรกฎาคม 2552 มีประชาชนใช้บริการรวม 1,086 คน โดยได้รับการนวดบำบัดรวม 1,982 ครั้ง เฉลี่ยคนละ 1.78 ครั้ง ปรากฏว่า อาการดีขึ้น 983 คน คิดเป็นร้อยละ 91 กลุ่มอาการที่เห็นผลดีขึ้นมากที่สุดได้แก่ อาการปวดศีรษะไมเกรน ดีขึ้นร้อยละ 97 โดยมีผู้ป่วยเข้ารับการนวดทั้งหมด 130 ราย อาการดีขึ้น 126 ราย รองลงมา คือ ผู้ป่วยอาการปวดคอ ปวดบ่า รับบริการจำนวน 254 ราย อาการดีขึ้น 235 ราย คิดเป็นร้อยละ 93 ผู้ที่มีอาการปวดไหล่จำนวน 224 ราย หลังนวดอาการดีขึ้น 192 ราย คิดเป็นร้อยละ 86 ผู้ที่มีอาการปวดหลังจำนวน 262 ราย หลังนวดมีอาการดีขึ้น 240 ราย คิดเป็นร้อยละ 92

นพ.เทวัญ กล่าวต่ออีกว่า การนวดกดจุดเป็นการบำบัดรักษาที่เกี่ยวข้องกับจุดต่างๆ ในร่างกาย เป็นวิธีการที่ใช้ง่าย ไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก สามารถทำได้ทุกวัน โดยใช้นิ้วหัวแม่มือของผู้บำบัดกดลงไปตรงจุดสำคัญที่เป็นจุดเดียวกับจุดฝังเข็ม วงการแพทย์ตะวันตกเริ่มให้การยอมรับว่า เป็นการเยียวยารักษาร่างกายที่มีความสำคัญแขนงหนึ่ง และเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ซึ่งวิธีการนี้สามารถนำไปใช้บริการผสมผสานแก่ประชาชนอย่างปลอดภัย สามารถลดการใช้ยาแก้ปวด ซึ่งมูลค่าการใช้ยากลุ่มนี้สูงปีละหลายพันล้านบาทได้

ข้อมูลจาก : ผู้จัดการ วันจันทร์ที่ 3 มกราคม 2553

นวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก แบบไทย

นวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก แบบไทย  

ในระหว่างวันที่ 6-7 ก.ค.ที่ผ่านมามีการประชุมวิชาการไทย- เซี่ยงไฮ้ (ประเทศไทย) ครั้งที่ 5 และการประชุมวิชาการการแพทย์แผนจีน ครั้งที่ 2 เรื่องการแพทย์ไทย-จีน บังเอิญมีโอกาสพูดคุยกับ อ.ประสพสุข อิงคะวะระ ผู้เชี่ยวชาญแพทย์ทางเลือก  ซึ่งมาร่วมงานดังกล่าวเกี่ยวกับการนวดสัมผัสปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายแบบสืบสานภูมิปัญญาไทย หรือ “ปรับ จัด กระดูก แบบไทย” จึงนำมาถ่ายทอดให้ทุกท่านได้รับทราบกัน

อ.ประสพสุข บอกว่า การนวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก แบบไทย เป็นศาสตร์และศิลป์ที่สืบทอดกันมานาน ศาสตร์นี้ ไม่ใช่การรักษาให้หายจากอาการที่เป็นอยู่ แต่เป็นการปรับสมดุลร่างกายให้อยู่ในสภาพปกติ หลังจากนั้นอวัยวะต่างๆ จะรักษาตัวเองตามธรรมชาติ  ซึ่งภูมิปัญญาไทยจะมีหลัก 3 อย่าง คือ “ตาดู หูฟัง มือสัมผัส”

เมื่อมีคนเดินเข้ามารับบริการจะเริ่มตรวจด้วยสายตาก่อน  ตั้งแต่ปลายเท้ายันศีรษะ ดูการไหว้ทักทาย การเดิน ปลายเท้าแบะหรือไม่ แบะซ้ายหรือขวา หัวเข่าโก่งหรือไม่ ตัวบิดหรือไม่ ตะโพกโย้ซ้ายหรือโย้ขวา สูงหรือต่ำ ดูบริเวณหลังไปจนถึงสะบัก สูงต่ำเท่ากันหรือไม่ คอคดเอียงซ้ายเอียงขวาหรือไม่  เมื่อดูโครงสร้างเรียบร้อยแล้วจากนั้นจะตรวจวัดความดันโลหิตด้วยการสัมผัสหน้ามือ ถ้ามือมีลักษณะเย็นชื้นแสดงว่าความดันโลหิตต่ำก่อนการนวดจะต้องให้ดื่มน้ำอุ่นก่อน ถ้าความดันโลหิตสูงมือจะร้อน ส่วนคนเป็นความดันโลหิตสูงแล้วกินยาคุมความดันเอาไว้มือจะเย็นแห้ง แต่ถ้าความดันโลหิตปกติมือจะอุ่นแห้ง

ก่อนเข้าสู่กระบวนการ ปรับ จัด กระดูก จะมีการนวดคลายกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นก่อน เพราะกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นจะเป็นตัวยึดกระดูก ถ้าไม่คลาย แล้วมันเกร็ง รัด อยู่ การไปปรับ จัด กระดูก อาจทำให้เกิดอันตรายตามมาได้จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการปรับ จัด กระดูก บริเวณที่ปวด หรือผิดปกติ  โดยโครงกระดูกทั่วไปของร่างกายมีทั้งหมด 206 ท่อน  ภายหลังการนวดสัมผัส ปรับ จัด กระดูก ขา แขน หลัง คอ บ่า ศีรษะ แล้ว จะต้องให้ผู้มารับบริการเดินให้ดูอีกครั้ง ส่วนไหนยังไม่สมดุลก็มาปรับ จัด ให้สมดุล

การนวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก จะช่วยบรรเทาอาการปวดที่เกี่ยวกับกระดูกเคลื่อนทั้งหมด 206 ท่อน หลักการ คือ ทำให้ร่างกายไม่เกิดการบีบ เบียด กด ทับ โดยใช้นิ้ว มือ เท้า เข่า ศอก ร่างกายก็จะไม่ปวด โดยอาการเบื้องต้นที่เปิดสอนให้ลูกศิษย์เรียนรู้ คือ เจ็บหน้าแข้งร้อนหลังเท้า ข้อเท้าแพลง เจ็บตาตุ่มส้นเท้าด้านนอก ปวดหัวเข่า ขาไม่มีแรง แขนไม่มีแรง เจ็บขาด้านหลังร้าวขึ้นตะโพก  เจ็บน่องมัดนอก-มัดใน อาการเจ็บส้นเท้าหรือรอยช้ำ งอขาไม่ได้ พับขาไม่ได้ เจ็บหน้าเท้า เจ็บขาด้านใน ตะคริวน่องมัดใน เอี้ยวตัวไม่ได้ เสียดเสียวซี่โครงหายใจไม่ออก ยกแขนไม่ขึ้น ปวดศีรษะไมเกรน ก้มเงยไม่ได้ เส้นเลือดหัวใจตีบโตหายใจไม่เข้า เจ็บขาชามือ เจ็บแขนท่อนบน-ด้านหน้า-หลัง-กลาง เจ็บคอ-ไอ  เจ็บแขนด้านในชาลงนิ้วมือ เจ็บสันมือเจ็บไปถึงนิ้วก้อยด้านนอก และอัมพฤกษ์ใบหน้า

สำหรับอาการปวดที่เป็นกันเยอะ คือ ปวดหลัง ปวดบ่า ปวดเข่า โดยเฉพาะอาการปวดหลัง มีทั้งที่เกิดจากกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น หมอนรองกระดูกอักเสบ กระดูกทับเส้นประสาทหรือกระดูกผิดรูป ข้อตะโพกเคลื่อน โดยต้นเหตุของอาการปวดเกิดจากอิริยาบถการลุกนั่งลุกนอนไม่เหมาะสม เช่น ลุกนั่งจากเก้าอี้ปลายเท้าไม่ตรง ปลายเท้าแบะ ทำให้ปวดเข่าด้านใน ถ้าปวดข้อเท้าจะปวดใต้ตาตุ่มด้านนอกลามมาถึงข้อตะโพก เพราะกระดูก 30 ท่อนส่วนนี้จะสัมพันธ์กัน ลองขยับปลายเท้าดูจะมาถึงข้อตะโพก

ภายหลังการนวดสัมผัสปรับ จัด กระดูกแล้ว สิ่งสำคัญ คือ จะต้องปรับอิริยาบถ พฤติกรรมต่างๆ ที่ทำให้เกิดอาการปวดด้วย โดยเวลาลุกนั่งลุกนอนจะต้องไม่ตะแคง เพราะถ้าตะแคง ด้านใดด้านหนึ่งด้านที่อยู่ข้างล่างกล้ามเนื้อส่วนนั้นจะนูน ด้านไหนอยู่ด้านบนจะเล็ก ร่างกายจะไม่เท่ากัน ทั้งนี้ในการนวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก บางคนอาจนวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก แค่ครั้งเดียว แต่บางคนอาจนวดประมาณ 3-5 ครั้ง

ท้ายนี้แนะนำว่าท่านั่งที่ดี คือ นั่งขัดสมาธิท่าเทพบุตร ท่าเทพธิดา ไม่ควรนั่งพับเพียบ เพราะการนั่งพับเพียบจะทำให้ข้อตะโพกมีปัญหา ถ้านั่งบนเก้าอี้ปลายเท้าต้องตรงก่อนลุก สำหรับพนักงานออฟฟิศที่อยู่หน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ ควรจะมีการลุกจากเก้าอี้เพื่อปรับเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ส่วนการนอนนั้น ก่อนจะลุกต้องหันให้ตัวตรงก่อน ถ้านอนหงายควรลุกแบบกุ้งดีดหรือตุ๊กตาล้มลุก ไม่ควรลุกท่าตะแคง.

ข้อมูลจาก : เดลินิวส์ วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม 2554

 

Related Link: