โรคข้ออักเสบพาลินโดรมิค (Palindromic Rheumatism)

ramachannel140714_01พอเห็นชื่อ หลายคนคงจะนึกว่ามีโรคแปลกใหม่อะไรเกิดขึ้นอีกหรือ จริงๆ แล้วมีโรคจำนวนไม่น้อยที่คนทั่วไปอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน เพราะไม่ได้มีการกล่าวถึง จะรู้เฉพาะแพทย์ ผู้รักษากับผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้

ยกตัวอย่าง เช่น โรคเอสแอลอี ถ้าไม่ใช่เพราะมีนักร้องลูกทุ่งชื่อดังอย่างคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ มาป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคแพ้ภูมิตนเองชนิดหนึ่งที่เรียกโรค เอสแอลอี (SLE) ที่ย่อมาจากคำว่า Systemic Lupus Erythematosus คนไทยส่วนมากก็ยังไม่รู้จักโรคนี้ ทั้งๆ ที่มีผู้ป่วยเป็นโรคนี้อยู่จำนวนไม่น้อย โรคที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง หรือที่เรียกว่ากลุ่มโรค autoimmune disease เป็นกลุ่มโรคที่มีสมาชิกเป็นโรคหลายๆ โรคที่มีสาเหตุการเกิดมาจากการทำงานผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่เกิดผิดปกติจนจำอวัยวะหรือร่างกายของตัวเองไม่ได้จึงเกิดเป็นโรคขึ้น

อาการหนึ่งที่มักจะพบได้เสมอในกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเองเหล่านี้คือ อาการปวดข้อ หรือมีข้ออักเสบ โรคบางโรคก็จะมีอาการอักเสบของข้อต่างๆ เด่นชัดมาก เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ บางโรคอาการทางข้อจะเกิดร่วมด้วยเป็นส่วนหนึ่งของการอักเสบของอวัยวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นเท่านั้น เช่น โรคเอสแอลอี

แต่โรคข้ออักเสบพาลินโดรมิค (Palindromic Rheumatism) ที่จะกล่าวถึงนี้ เป็นโรคหนึ่งที่มีอาการปวดข้อ ข้ออักเสบเด่น แต่ไม่ได้เป็นตลอดเวลา แต่จะมีข้ออักเสบ หรือปวดข้อ เป็นๆ หายๆ ไม่แน่นอน ซึ่งเป็นลักษณะที่แปลกและน่าสนใจ

มีผู้ป่วยคนหนึ่งเป็นผู้หญิงอายุประมาณ 35 ปี มีอาการปวดข้อนิ้วมือ ข้อมือ มีข้อนิ้วมือบวม อาการปวดบวมข้อนี้จะเป็นอยู่ประมาณ 3-4 วัน แล้วอาการปวดบวมจะหายไป ตอนที่ไม่มีอาการจะปกติดีทุกอย่างเหมือนคนธรรมดา อาการ ดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นประมาณ 1 ครั้ง ในช่วงเวลา 1-2 เดือน แต่บางเดือนก็เป็นเดือนละ 2 ครั้ง สังเกตว่าช่วงไหนที่มีงานมากต้องอดนอน ทำงานหนัก หรือมีเรื่องเครียดไม่สบายใจ อาการนี้จะเกิดบ่อยครั้งขึ้น ผู้ป่วยมีอาการแบบนี้มาประมาณ 3-4 ปีแล้ว

ที่เล่ามานี้เป็นตัวอย่างของผู้ป่วยโรคข้ออักเสบพาลินโดรมิค ซึ่งโรคข้ออักเสบพาลินโดรมิคนี้เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยในคนประมาณ 100-1,000 คนที่เป็นโรคข้อจะมีคนเป็นโรคนี้ประมาณ 1 คน คนไทยป่วยเป็นโรคข้ออักเสบพาลินโดรมิคมากกว่าฝรั่งในยุโรปหรือประเทศสหรัฐอเมริกา

แต่ปัญหาคือโรคข้ออักเสบพาลินโดรมิคเป็นโรคที่แพทย์ทั่วไปส่วนมากไม่รู้จักและให้การวินิจฉัยไม่ถูกต้อง ดังนั้นผู้ป่วยจำนวนมากจึงไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และไม่ได้รับการรักษาหรือคำแนะนำในการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม

ขอบคุณข้อมูลจาก ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา : https://www.facebook.com/Ramachannel

 

ภัยเงียบจากการใช้คอมพิวเตอร์

thairath140131_001โรคที่มากับคอมพิวเตอร์ในที่นี้ไม่ใช่ “ไวรัสคอมพิวเตอร์” หรือ “โปรแกรมตัวหนอน” ซึ่งเป็นบ่อนทำลายข้อมูลในคอมพิวเตอร์ แต่หมายถึงความเจ็บป่วยที่อาจเกิดจากการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบันคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ทำงานเกือบทุกอย่าง รวมทั้งใช้เพื่อความเพลิดเพลิน การศึกษาและการติดต่อสื่อสารต่างๆ ในอนาคตคอมพิวเตอร์จะยิ่งมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวันจนแทบขาดไม่ได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งใดที่มีประโยชน์มากก็อาจมีโทษมหันต์ ในแง่สุขภาพของเราการใช้คอมพิวเตอร์อาจมีพิษภัยต่อสุขภาพได้ถ้าใช้ไม่ถูกวิธี ซึ่งความเจ็บป่วยที่ว่าอาจเกิดจากการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์นานเกินไป โดยเกิดขึ้นได้กับอวัยวะต่างๆ และทำให้เกิดโรคได้

ตา ในขณะที่จ้องดูจอคอมพิวเตอร์จะมีส่วนของนัยน์ตาอย่างน้อย 2 ส่วนที่ต้องทำงานส่วนแรกคือ กล้ามเนื้อตาที่จะต้องคอยหดเกร็งตัวเพื่อปรับเลนส์ตาให้มีความหนาเหมาะสมให้แสงจากจอไปตกบนฉากรับภาพด้านหลังตาหรือที่เรียกว่า เรตินา (retina) เพื่อให้ได้ภาพคมชัด ดังนั้น ถ้าดูจอคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องกันนานๆ กล้ามเนื้อตาจะต้องทำงานหนักจนกล้ามเนื้ออาจเกิดอาการล้าได้นานวันก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของสายตา เช่น สายตาสั้นหรือสายตายาว อีกส่วนที่ต้องทำงานหนักคือ จอรับภาพด้านหลังตาหรือเรตินา ซึ่งประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2 ชนิด ชนิดหนึ่งเป็นแท่ง ทำหน้าที่รับแสงไม่สว่างมากเช่น ภาพดำขาว อีกชนิดหนึ่งเป็นรูปโคนรับแสงที่สว่าง เช่น ภาพสีต่างๆ แล้วส่งสัญญาณไปยังสมอง สองส่วนนี้ หากใช้งานหนักหรือจ้องจอนานเกิน 2 ชั่วโมงบ่อยๆ อาจทำให้การทำงานของเรตินาเสื่อมก่อนเวลาอันควร ดังนั้น การใช้คอมพิวเตอร์ที่ถูกต้องจึงไม่ควรใช้สายตาดูหน้าจอนานเกินไป และควรมีการพักสายตา โดยการเปลี่ยนไปมองระยะไกลๆ บ้างสัก 10-15 นาที จึงค่อยกลับมาใช้คอมพิวเตอร์ใหม่

สมอง ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์นานๆ อาจเกิดอาการมึนหรือปวดศีรษะได้ แต่บางครั้งอาจไม่รู้ตัวเนื่องจากทำงานเพลิน ทำให้อาการเตือนของสมองไม่ว่าจะเป็นอาการมึนหรือปวดศีรษะไม่ได้รับการรับรู้และอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสมองในภายหลัง ในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้น จึงไม่ควรใช้สมองทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานเกินไป

คอ การใช้งานคอมพิวเตอร์โดยการนั่งมองจอต่อเนื่องกันนานๆ ศีรษะจะอยู่ในตำแหน่งและมุมเดิมเป็นเวลานาน คอซึ่งเป็นอวัยวะที่ตั้งของศีรษะก็จะอยู่นิ่งๆ กล้ามเนื้อของคอต้องเกร็งตัวเพื่อรักษาท่าและตำแหน่งของศีรษะเป็นเวลานานโดยที่เราไม่รู้ตัว และจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อมีอาการปวดเมื่อยคอ คอตึงจากอาการเกร็งของกล้ามเนื้อคอ หากมีการใช้งานลักษณะนี้หลายปีโดยไม่มีการบริหารคอที่เหมาะสม อาจทำให้กระดูกคอเสื่อมก่อนเวลาอันควร ดังนั้น จึงควรขยับศีรษะและคอไปมา ขยับกล้ามเนื้อคอหรือหมุนศีรษะไปมาขณะทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์จะช่วยให้อาการปวดเมื่อยคอหรือโอกาสเกิดกระดูกคอเสื่อมน้อยลง

ปวดไหล่ สำหรับท่านที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หรือคอมพิวเตอร์ชนิดพกพา โดยส่วนมากจะใส่เครื่องคอมพิวเตอร์ในกระเป๋าที่สามารถถือหรือสะพายไหล่ได้ ซึ่งแต่ละเครื่องก็มีขนาดและน้ำหนักต่างกัน ตั้งแต่เครื่องเล็กน้ำหนักเบาประมาณ 1 กิโลกรัม จนถึงเครื่องค่อนข้างใหญ่น้ำหนักมากถึง 4 กิโลกรัม ซึ่งถ้าพกพาโดยการสะพายไหล่เป็นเวลานานอาจทำให้ปวดไหล่เพราะกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นบริเวณไหล่อักเสบ รวมถึงกล้ามเนื้อหลังที่ต้องเกร็งตัวตลอดเวลาด้วย วิธีที่ช่วยได้คือการเปลี่ยนมาเป็นใส่ในกระเป๋าที่มีล้อลากหรือพยายามลดให้น้ำหนักเบาลงด้วยใช้เครื่องที่มีน้ำหนักเบาหรือนำของไปด้วยเท่าที่จำเป็นก็อาจช่วยหลีกเลี่ยงการอักเสบของไหล่ได้ระดับหนึ่ง

ปวดหลัง หลายท่านที่นั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์นานๆ จะรู้สึกปวดหลัง ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ทั้งนี้ เนื่องจากการนั่งในท่าเดิมเป็นเวลานานโดยไม่ได้ขยับเปลี่ยนท่า กล้ามเนื้อหลังตั้งแต่บ่า สะบักและกล้ามเนื้อ 2 ข้างของกระดูกสันหลังจะมีการหดเกร็งตัวเพื่อรักษาร่างกายให้อยู่ท่าเดิมตลอดเวลา โดยปกติเวลาเรานั่งท่าเดิมระยะหนึ่งจะรู้สึกปวดเมื่อย แล้วเราก็มักจะขยับเปลี่ยนท่าเอง แต่ระหว่างการใช้คอมพิวเตอร์ เรามักจะให้ความสนใจหรือมีสมาธิกับสิ่งที่อยู่ในจอจนละเลยความรู้สึกปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อหลังจนลืมเปลี่ยนอิริยาบถของร่างกาย กว่าจะรู้ตัว กล้ามเนื้อหลังซึ่งมีการเกร็งตัวเป็นเวลานานจะรู้สึกปวดมาก การแก้ไขคือพยายามเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ในระหว่างการทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์

อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าแม้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สมัยใหม่ที่ประกอบไปด้วยหน้าจอจะมีประโยชน์มากและกำลังกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน แต่โทษของการใช้งานมากเกินไปโดยไม่ระมัดระวังก็อาจก่อให้เกิดโทษมหันต์ในสัปดาห์หน้าเราจะกลับมาว่ากันต่อว่ามีอวัยวะส่วนใดอีกที่จะได้รับผลกระทบจากการใช้อุปกรณ์สารพัดประโยชน์นี้นานๆ

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มชัยการ
อาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา: ไทยรัฐ 31 มกราคม 2557

thairath140207_001a

ภัยเงียบจากการใช้คอมพิวเตอร์ (2) 

สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้พูดถึงโรคที่มากับการใช้งานคอมพิวเตอร์กันไปแล้ว สัปดาห์นี้ เราจะมาว่ากันต่อเรื่องโทษของการใช้คอมพิวเตอร์นานๆ ว่าจะส่งผลกระทบต่ออวัยวะส่วนไหนบ้าง โดยในวันนี้ จะลงลึกไปที่โรคต่างๆ ซึ่งเป็นผลจากการใช้งานหน้าจอหนักๆ

แต่ก่อนอื่นเรามาดูผลกระทบที่อาจเกิดกับมือของเราบ้าง หากใช้งานคอมพิวเตอร์นานๆ อย่างแรกคืออาการเมื่อยนิ้วเมื่อยมือจากการใช้พิมพ์งานมากเกินไป อีกลักษณะคือ การใช้ mouse มาก หรือใช้ติดต่อกันหลายชั่วโมง ซึ่งต้องขยับข้อมือมากจนอาจเกิดการอักเสบของพังผืดบริเวณข้อมือ ทําให้มีการบวมไปกดเส้นประสาทที่วิ่งผ่านใต้พังผืดบริเวณข้อจนเกิดอาการชานิ้วหรือฝ่ามือ (Carpal Tunnel Syndrome) การรักษาภาวะนี้ เริ่มต้นด้วยการลดการใช้งานข้อมือลงเพื่อลดการอักเสบและยุบบวม หากไม่ดีขึ้นอาจต้องรักษาด้วยการฉีดยาหรือผ่าตัด นอกจากนี้ อาจมีอาการอีกอย่างจากการใช้งาน mouse มากเกินไป ได้แก่ การอักเสบของเส้นเอ็นนิ้วชี้ที่ใช้คลิก mouse การรักษาคือต้องพักหรือลดการใช้งาน ซึ่งอาการนี้อาจเกิดได้กับคนที่ใช้ Joystick สําหรับเล่นเกมด้วย

thairath140207_001b

โรคกระเพาะอาหาร ในปัจจุบันมีการใช้อินเทอร์เน็ตกันอย่างแพร่หลาย เพื่อรับข้อมูลข่าวสารและติดต่อสื่อสารกันอย่างรวดเร็วเสมือนกับการย่อโลกลงมาและประโยชน์ข้อนี้ก็อาจทําให้ผู้ใช้งานเพลิดเพลินกับหน้าจอจนเลยเวลารับประทานอาหารหรือรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ซึ่งอาจทําให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร หรือมีอาการปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหารได้

โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดกับผู้นั่งทํางานกับเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานหลายชั่วโมงจนไม่ได้ไปปัสสาวะหรือกลั้นปัสสาวะไว้นานเกินไป โดยเฉพาะผู้หญิง การกลั้นปัสสาวะไว้นานอาจทําให้มีโอกาสที่เชื้อโรคบริเวณปากช่องคลอดจะเข้าไปในท่อปัสสาวะทําให้เกิดการอักเสบติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะทําให้ปัสสาวะบ่อย หรือเวลาปัสสาวะจะมีอาการแสบขัด บางรายถึงกับลุกลามเป็นกรวยไตอักเสบ มีอาการมีไข้หรือปวดหลังได้ ดังนั้น ในระหว่างที่ใช้คอมพิวเตอร์ ถ้ารู้สึกปวดปัสสาวะควรไปห้องน้ําทันที ไม่ควรรอ

thairath140207_001c

โรคขาดอาหาร การเล่นเครื่องคอมพิวเตอร์นานๆ โดยเฉพาะในเด็กอาจถึงกับทําให้เกิดภาวะขาดอาหารได้ เนื่องจากไม่สนใจรับประทานอาหาร หรือทานอาหารที่หาง่ายทําง่าย เช่น บะหมี่กึ่งสําเร็จรูปที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และทําให้ร่างกายขาดสารอาหารจําเป็น ซึ่งจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกายได้

การอดนอน การเพลิดเพลินกับคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตหรือการเล่นเกมทําให้นอนดึก อดนอน ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ทําให้สมองไม่แจ่มใส หากทําติดต่อกันหลายวันอาจส่งผลให้การเรียนหรือการทํางานขาดประสิทธิภาพ เสียการเรียนหรือเสียการเสียงานได้

การขาดการออกกําลังกาย การติดการใช้คอมพิวเตอร์ หรือใช้เวลาแต่ละวันนั่งหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมงจนบางครั้งไม่มีเวลา หรือไม่มีความคิดจะออกกําลังกาย ทําให้ร่างกายไม่แข็งแรงกล้ามเนื้อในร่างกายขาดการฝึกฝนใช้งาน ทําให้กล้ามเนื้อหดลีบขาดความคล่องตัว ภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะอ่อนแอลงทําให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย เป็นหวัด เจ็บคอบ่อยๆ จากการติดเชื้อทางเดินหายใจ เพราะนั่งใช้คอมพิวเตอร์อยู่แต่ในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศเกือบตลอดเวลาไม่ค่อยออกไปสัมผัสกับแสงแดดและอากาศบริสุทธิ์

ที่กล่าวมาแล้วเป็นเพียงตัวอย่างของโรคหรืออันตรายที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์นานๆ ซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นตามกระแสหรือความเจริญทางเทคโนโลยีที่ทําให้เราใช้เวลากับธุรกรรมต่างๆ หน้าจอมากขึ้น แต่เราทุกคนสามารถป้องกัน หลีกเลี่ยง หรือบรรเทาให้เบาลงได้เมื่อทราบวิธีและปฏิบัติตามอย่างสม่ําเสมอ

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มชัยการ
อาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

 

ที่มา: ไทยรัฐ 7 กุมภาพันธ์ 2557

ครบเครื่องเรื่องสุขภาพ” ตอน ภูมิแพ้(อากาศ) โดย ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

คลิปวิดีโอ โพสต์โดย PReMAOnline 1 สิงหาคม 2555

สุขภาพดีกับพรีม่า ช่วง “ครบเครื่องเรื่องสุขภาพ” ตอน ภูมิแพ้ (อากาศ)
โดย ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ
หน่วยโรคภูมิแพ้อิมมูโนวิทยาและโรคข้อ
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

เป็นโรคสะเก็ดเงินทำไมปวดข้อ โดย นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

Psoriasis of the back.

Image via Wikipedia

ไร้โรคาพาร่ำรวย

นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

เป็นโรคสะเก็ดเงินทำไมปวดข้อ

คำถามนี้ เป็นคำถามที่ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน มักจะถามบ่อย ก่อนอื่นคงต้องขอกล่าวถึงโรคสะเก็ดเงิน (psoriasis) ก่อนว่า เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังชนิดหนึ่งที่มีคนเป็นกันไม่น้อย 

เป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันผิดปกติโรคหนึ่ง คือมีการอักเสบของผิวหนังที่เกิดจากแพ้ภูมิตนเอง การอักเสบนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อักเสบมากบ้าง น้อยบ้าง บริเวณของผิวหนังที่เป็นก็มักจะเป็นบริเวณแขน ขา ลำตัว แต่ถ้าเป็นมากๆ หรือบางครั้งก็อาจจะเป็นในที่ซ่อนเร้น เช่น สะดือ ร่องก้น นอกจากนี้ ยังอาจเป็นที่หนังศีรษะ บริเวณไรผม หรือทั้งหนังศีรษะ

ผิวหนังบริเวณที่อักเสบจะเป็นผื่นแดง คันไม่มาก แต่ที่สำคัญผิวหนังจะเป็นขุยสีขาวๆ คล้ายสะเก็ดเงิน ขุยสีขาวนี้เป็นลักษณะเฉพาะของโรคสะเก็ดเงิน ซึ่งในสมัยก่อนโรคสะเก็ดเงินนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่าโรคเรื้อนกวาง เพราะลักษณะรอยโรคที่ผิวหนังคล้ายโรคเรื้อน แต่ไม่ทราบทำไมถึงเป็นเรื้อนกวาง อาจจะเหมือนโรคเรื้อนในสัตว์จำพวกกวางก็เป็นได้

An arm covered with plaque psoriasis

Image via Wikipedia

โรคสะเก็ดเงินในผู้ป่วยบางรายเป็นไม่มาก หรืออยู่ในร่มผ้าก็ไม่เป็นที่สังเกตเห็น ในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรงก็อาจจะเป็นทั้งตัว เป็นผื่นแดงเป็นปื้นใหญ่ ทำความลำบากใจหรือเป็นทุกข์ให้ผู้ป่วยไม่น้อย แต่โรคนี้ส่วนมากมีแต่รอยโรคที่ผิวหนัง ไม่ถึงกับเป็นอันตรายหรือเกิดโรคแทรกซ้อนที่รุนแรง และไม่ถึงกับเสียชีวิต

การรักษาก็แล้วแต่ว่ามีรอยโรคมากน้อย มีความรุนแรงขนาดไหน ซึ่งจะแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย บางรายก็รักษาง่าย บางรายก็รักษายาก บางรายแค่ยาทาก็ดีขึ้น บางรายต้องทั้งรับประทานยา หรือต้องได้รับการฉายแสงร่วมด้วยก็มี บางรายตัวโรคดื้อต่อการรักษามาก ก็อาจจะต้องได้รับการรักษาด้วยยาชีวภาพซึ่งมีราคาแพงมาก จึงจะควบคุมรอยโรคที่ผิวหนังได้

ส่วนมากแล้วผู้ป่วยที่เป็นโรคสะเก็ดเงินจะต้องได้รับการรักษาต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายปีจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคผิวหนัง เคยมีการจัดอันดับโรคที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย โรคไหนมีผลกระทบเพียงใด ปรากฏว่าโรคสะเก็ดเงินมีผลกระทบต่อผู้ป่วยมากเป็นอันดับ 2 รองจากโรคหัวใจล้มเหลว แต่มากกว่าโรคเบาหวาน โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือมากกว่าโรคมะเร็งมาก

ปัญหาที่ถามว่า โรคสะเก็ดเงินมีข้ออักเสบได้หรือไม่ คำตอบคือมีได้ เนื่องจากโรคสะเก็ดเงินเป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติโรคหนึ่ง เป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเอง มีการต่อต้านเซลล์ผิวหนังของผู้ป่วยทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง เซลล์ผิวหนังมีการตายไป หลุดลอกออกมาเป็นขุยๆ ทำให้ต้องมีการแบ่งตัวของเซลล์เพื่อสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนเกือบตลอดเวลา ในอัตราที่เร็วกว่าปกติมาก ความที่ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเกิดต่อต้านเซลล์ของตัวเองก็ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดการต่อต้านอวัยวะอื่นนอกจากผิวหนังได้

ข้อ ก็เป็นอวัยวะหนึ่งที่มักจะถูกต่อต้านเมื่อเกิดภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ ดังที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือผู้ป่วยโรคเอสแอลอี หรือโรคพุ่มพวง ที่คนไทยเราเริ่มรู้จักกัน นอกจากนี้ ลักษณะของอาการข้ออักเสบในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินยังมีตำแหน่งของข้อที่อักเสบ และลักษณะทางคลินิกที่คล้ายกับอาการข้ออักเสบในผู้ป่วยกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ (spondyloarthropathy) ดังนั้น โรคข้ออักเสบที่เกิดในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่เราเรียกว่าโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน (psoriatic arthritis) จึงจัดเป็นโรคหนึ่งในกลุ่มของโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ โดยผู้ป่วยที่เป็นโรคในกลุ่มนี้ จะมีอาการปวดข้อ ข้อบวมบริเวณข้อ เข่าหรือข้อเท้า เป็นๆ หายๆ มีการอักเสบของเส้นเอ็นบริเวณเอ็นร้อยหวาย หรือเอ็นฝ่าเท้า มีอาการปวดหลังโดยเฉพาะหลังส่วนล่าง มีนิ้วมือหรือนิ้วเท้าอักเสบบวมทั้งนิ้ว เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยในกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบส่วนมากจะตรวจเลือดไม่พบรูมาตอยด์แฟคเตอร์ (rheumatoid factor) จึงไม่ใช่โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินนี้ ผู้ชายและผู้หญิงมีโอกาสเป็นพอๆ กัน อายุที่เป็นจะอยู่ในช่วง 30-55 ปี ในคนทั่วไป 100 คน จะมีคนที่มีโอกาสเป็นประมาณ 1-2 คน แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคสะเก็ดเงินอยู่แล้ว 100 คน จะมีประมาณ 25 คนที่จะเป็นโรคข้ออักเสบด้วย โดยในจำนวนคนที่เป็นโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน 100 คน 75 คนจะเป็นโรคสะเก็ดเงินที่ผิวหนังมาก่อนที่จะมีอาการทางข้อ จะมีประมาณ 15 คนที่มีอาการข้ออักเสบก่อนแล้วค่อยพบว่ามีรอยโรคสะเก็ดเงินที่ผิวหนังตามมา ที่เหลือร้อยละ 10 อาการทางผิวหนังและข้ออักเสบเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ผู้ป่วยที่มีอาการทางข้อรุนแรงจนมีข้อพิการจะมีอาการทางผิวหนังรุนแรง แต่ผู้ป่วยที่มีอาการผิวหนังรุนแรงอาการทางข้ออาจไม่รุนแรงก็ได้

ลักษณะอาการทางข้อส่วนมากจะมีการอักเสบอย่างช้าๆ มีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการรุนแรงอย่างรวดเร็ว ส่วนมากจะมีอาการปวดข้อ มีข้อฝืด แต่ข้อบวมไม่มาก คล้ายกับที่เกิดในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ แต่รุนแรงน้อยกว่า ข้อที่มักจะมีการอักเสบจะเป็นบริเวณข้อปลายนิ้ว ทั้งนิ้วมือและนิ้วเท้า ซึ่งแตกต่างกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ที่มักเป็นบริเวณข้อโคนนิ้ว หรือข้อกลางนิ้วมากกว่า ที่สำคัญคือ บริเวณเล็บของผู้ป่วยโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน มักจะมีการเปลี่ยนแปลงของเล็บแบบที่เกิดในโรคสะเก็ดเงินเกิดขึ้นที่เล็บของนิ้วที่จะมีข้อปลายนิ้วอักเสบ การเปลี่ยนแปลงของเล็บในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินมักเป็นรุนแรง การอักเสบของข้อปลายนิ้วนี้สามารถทำให้เกิดการกัดกร่อนกระดูกและข้อบริเวณปลายนิ้ว จนทำให้เกิดความพิการของข้อนิ้วได้ ทำให้เกิดความพิการผิดรูปผิดร่างได้ ผู้ป่วยร้อยละ 40-50 จะมีอาการปวดหลังและตรวจพบความผิดปกติบริเวณกระดูกสันหลัง ซึ่งส่วนมากจะมีการอักเสบของข้อต่อของกระดูกก้นกบกับกระดูกเชิงกราน ซึ่งอาจจะเป็นข้างเดียวหรือ 2 ข้างก็ได้

นอกจากนี้ อาจมีอาการเยื่อบุตาอักเสบ ม่านตาอักเสบได้ พบได้ประมาณร้อยละ 7-33 สำหรับผู้ป่วยที่มีเชื้อโรคเอดส์ในตัว หรือเป็นโรคเอดส์จะมีอาการของโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินเกิดขึ้นได้ หรือผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินหรือโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน เกิดไปได้รับเชื้อโรคเอดส์มา จะมีอาการของโรคสะเก็ดเงินหรือโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินที่รุนแรง และมีการดำเนินโรคอย่างรวดเร็วได้

การรักษาโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน ทำได้โดยพยายามควบคุมการอักเสบทั้งผื่นผิวหนังและข้อให้ได้ ถึงแม้จะไม่มีความสัมพันธ์อย่างแน่นอนระหว่างอาการทางข้อและผื่นผิวหนังก็ตาม การรักษาเบื้องต้นจึงมีการใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เพื่อบรรเทาอาการปวดและอาการอักเสบของข้อ ร่วมกับการใช้ยาทาบริเวณผิวหนังเพื่อลดการอักเสบของผิวหนัง

สำหรับผู้ป่วยบางรายที่มีอาการข้ออักเสบรุนแรงและมีแนวโน้มว่าจะมีการทำลายข้อสูง เช่น ตรวจพบว่ามีข้ออักเสบเกิน 5 ข้อ มีสารน้ำในข้อทำให้ข้อบวมเสมอๆ มีประวัติการใช้ยาหลายชนิดในการควบคุมโรคแล้วไม่ได้ผล มีการตรวจเลือดพบว่ามีการอักเสบในร่างกายมาก มีประวัติทางพันธุกรรมว่ามีญาติที่เป็นโรคชนิดนี้ที่มีอาการรุนแรง อาจจะต้องพิจารณาใช้ยาในกลุ่มยาปรับเปลี่ยนการดำเนินโรค (disease-modifying drug) เพื่อควบคุมการอักเสบและป้องกันการทำลายข้อ ป้องกันการเกิดความพิการหรือผิดรูปร่างของข้อที่จะเกิดตามมาตั้งแต่ระยะแรกๆ เช่น ยาเมโธเทร็กเซท (methotexate) ยาต้านมาลาเรีย ยาซัลฟาซาลาซีน (sulfasalazine) ยาอะซาไธโอพรีน (azathioprine) ยาเลฟลูโนไมด์ (leflunomide) เป็นต้น ซึ่งในระหว่างที่ผู้ป่วยได้รับยาเหล่านี้ต้องมีการติดตามผลของยาและผลข้างเคียงของยาแต่ละชนิดที่อาจเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด

สำหรับผู้ป่วยโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินที่มีอาการรุนแรงมาก ทั้งอาการทางข้อหรืออาการทางผิวหนัง และไม่ตอบสนองต่อยาปรับการดำเนินโรคที่ให้มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ในปัจจุบันยังมียาอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจจะพิจารณานำมารักษาโรคสะเก็ดเงินหรือโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินที่รุนแรงได้ คือยาในกลุ่มยาชีวภาพ (biologic agent) ซึ่งได้แก่ ยาที่ต่อต้านสาร tumor necrosis factor (TNF) ซึ่งเป็นสารตัวกลางสำคัญที่ทำให้เกิดการอักเสบและการทำลายข้อหรือผิวหนัง เช่น ยาเอ็นเบล (Enbrel) หรือยาเรมีเคต (Remicade) ที่มีการนำมาใช้รักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์หรือโรคในกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบอื่นๆ เช่น โรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด (ankylosing spondylitis) หรือแม้กระทั่งโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Crohn”s disease) มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยมีรายงานประสิทธิภาพของยาในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน พบว่าได้ผลดีทั้งอาการทางข้อและผิวหนัง ทำให้สามารถลดการใช้ยาปรับเปลี่ยนตัวโรคอื่นๆ เช่น ลดขนาดการใช้ยาเมโธเทร็กเซตที่ใช้ร่วมด้วยลงได้ ทำให้ผู้ป่วยได้รับผลข้างเคียงจากยาปรับเปลี่ยนตัวโรคน้อยลง แต่ยาชีวภาพเองก็มีผลข้างเคียง ซึ่งส่วนมากจะเป็นปฏิกิริยาบริเวณที่ฉีดยา เนื่องจากยาชีวภาพเป็นยาที่ให้โดยการฉีดใต้ผิวหนังหรือทางเส้นเลือด แต่ที่สำคัญคือ มีโอกาสเกิดการติดเชื้อสูงขึ้นหรือพบการกำเริบของเชื้อวัณโรคเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยาชีวภาพเป็นยาที่มีราคาแพงมาก การใช้จึงจำเป็นต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม

โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน เป็นโรคที่มีอาการของผื่นสะเก็ดเงินที่ผิวหนังร่วมกับอาการทางข้อ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดูแลโดยแพทย์ผิวหนัง ร่วมกับแพทย์ทางด้านโรคข้อ การรักษาในปัจจุบันมีวิธีการที่ได้ผลดี ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่ระยะแรกจะสามารถป้องกันความพิการที่จะเกิดขึ้นได้ และทำให้ผู้ที่เป็นโรคสะเก็ดเงินหรือข้ออักเสบสะเก็ดเงิน มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

สะเก็ดเงิน เกินเลย ไม่เฉยนิ่ง

ข้อปวดจริง อิงปวดหลัง พังทั้งสอง

รีบรักษา พากันไว้ ให้สมปอง

มีเงินทอง ก็ไม่ไซร้ ไร้โรคา

ข้อมูลจาก มติชน 01 พฤษภาคม 2551

โรคเก๊าต์ -รายการ Health Me Please

คลิป โรคเก๊าต์ -รายการ Health Me Please คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

รศ.นพ. กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

โรคเก๊าต์เป็นโรคข้ออักเสบที่เกิดจากการมีกรดยูริกในเลือดสูงกว่าปกติจนไปสะสมในข้อทำให้เกิดการอักเสบ
ซึ่งกรดยูริกมาจากสารพิวรีนที่มาจากอาหาร เมื่อเข้าสู่ร่างกายก็จะถูกย่อยสลายกลายเป็นกรดยูริก และในร่างกายก็มีกรดยูริกอยู่แล้ว  ปกติกรดยูริกจะถูกกำจัดโดยการขับถ่าย แต่ถ้าการขับถ่ายไม่ปกติจะทำให้มีกรดยูริกไปคั่งในร่้างกาย ตกตะกอนอยู่ตามข้อต่าง ๆ ตะกอนจะมีลักษณะเป็นผลึกคล้ายเกลือ แหลมคม เมื่อไปจับตามข้อต่าง ๆ เวลาเราขยับข้อจะรู้สึกเหมือนมีอะไรทิ่มแทงเจ็บปวดทรมาณมาก

ระดับกรดยูริกในเลือดของคนปกติต้องต่ำกว่า 6 ม.ก./ดล.

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเป็นโรคเก๊าต์

  1. พันธุกรรม คือ มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเก๊าต์
  2. โรคนี้จะเกิดในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงที่มีอสยุ 40 ปีขึ้นไป และเป็นช่วยงวัยหลังหมดประจำเดือน
  3. มีน้ำหนักตัวมาก
  4. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
  5. รับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูง

การรักษาโรคเก๊าต์

ตรวจหากรดยูริก และรับประทานยาลดปริมาณกรดยูริกในร่างกายลง

การการดูแลตัวเองอย่างดี มีโอกาสหายขาดได้
การปล่อยให้เป็นเก๊าต์เรื้อรังไม่ทำการรักษาทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้มาก เช่น ไตเสื่อม ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองแตก เป็นเหตุให้พิการและเสียชีวิตได้

ผู้ป่วยโรคเก๊าต์ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารพิวรีนมาก เช่น เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก ปลาดุก ปลาซาร์ดีน ปลาไส้ตัน น้ำปลา กะปิ ซุปก้อน น้ำต้มกระดูก เบียร์ ผักบุ้ง กระถิน

และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารพิวรีนปานกลาง เช่น ข้าวโอ๊ต เนื้อหมู เนื้อวัว ปลากระพงแดง ปู  ถั่วลิสง ถั่วลันเตา ใบขี้เหล็ก สะตอ ผักโขม เห็ด ดอกกระหล่ำ 

อาหารที่รับประทานได้ (อาหารที่มีสารพิวรีนน้อย) เช่น แป้งไข่ นม ไอศครีม กะทิ เนย เกาลัด  ผัก ผลไม้

ข้อปฏิบัติผู้ป่วยโรคเก๊าต์

  1. กินยาตามแพทย์สั่ง หมั่นมาพบ คุณหมอ ตรวจเลือดทุก ๆ 3 – 6 เดือน
  2. ผู้ป่วยโรคเ๊ก๊าต์อย่าเดินมาก ควรพักข้อบ้าง
  3. ดื่มน้ำวันละมาก ๆ อย่างน้อยวันละ 3 ลิตร ป้องกันการเกิดนิ่วในไต
  4. ถ้าอ้วน ควรลดน้ำหนัก อย่าหักโหม
  5. งดเหล้า/เบียร์ ควรรับประทานอาหารแต่อิ่มพอดี
  6. ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ ไม่หักโหม

ขิงแก่ทุบแช่น้ำอุ่น หรือประคบร้อนบริเวณที่ปวดบวมช่วยบรรเทาปวดได้

ที่มา: http://www.ra.mahidol.ac.th/hospital/healthmeplease/Gout

จะทำอย่างไรเมื่อท่านเป็นโรคข้อเสื่อม โดย นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

จะทำอย่างไรเมื่อท่านเป็นโรคข้อเสื่อม

                                                                    นายแพทย์กิตติ  โตเต็มโชคชัยการ
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

            เมื่อท่านมีอาการปวดข้อเข่าและได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคข้อเสื่อม  มี 3 สิ่งที่ต้องห้าม, 3 สิ่งที่ต้องทำและ 3 สิ่งที่ควรปฏิบัติ

 

3 สิ่งที่ต้องห้าม คือ

1.       ห้ามอ้วน
2.       ห้ามยืนมาก เดินมาก นั่งยอง ๆ  นั่งพับเพียบ  นั่งขัดสมาธิ  นั่งกับพื้น  เดินขึ้นเดินลงบันไดมาก ๆ   หรือยกของหนัก
3.       ห้ามซื้อยาแก้ปวดทานเอง  ควรไปพบแพทย์เมื่อท่านมีอาการปวดข้อ

 
3 สิ่งที่ต้องทำ คือ

1.       ต้องลดน้ำหนัก  ถ้าท่านมีน้ำหนักตัวมากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
2.       ต้องบริหารกล้ามเนื้อต้นขาเหนือเข่าที่ทำหน้าที่เหยียดเข่าโดยทำการบริหารบ่อย ๆ โดยไม่เลือกเวลาหรือสถานที่
3.       ต้องใช้ส้วมแบบชักโครกหรือแบบนั่งแทนส้วมซึมหรือแบบนั่งยอง ๆ 

 

3 สิ่งที่ควรปฏิบัติ คือ

1.       เมื่อท่านมีอาการปวดข้อเข่า ควรใช้กระเป๋าน้ำร้อนห่อด้วยผ้าขนหนูบาง ๆ  วางประคบรอบหัวเข่า  นานครั้งละ 15-30 นาที  ควรประคบวันละ 2 ครั้งเช้าและเย็น 
2.       เวลาเดินควรใช้ไม้เท้าหรือร่มช่วยพยุงตัวเวลาเดินเพื่อลดน้ำหนักตัวที่กดข้อเข่าข้างที่ปวด  โดยถือไม้เท้าข้างที่เข้าไม่ปวด
3.       เวลานั่งทำงานควรนั่งบนเก้าอี้ห้อยขา  หรือนั่งเหยียดขาตรงและอย่านั่งนาน ๆ ควรเปลี่ยนอิริยาบทบ่อย ๆ

ข้อมูลจาก : ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี  มหาวิทยาลัยมหิดล

http://www.ra.mahidol.ac.th/th/dpt/MD/know11-air-09

รวมความรู้เกี่ยวกับโรคเอสแอลอี (SLE) Systemic Lupus Erythematosus

รวมความรู้เกี่ยวกับโรคเอสแอลอี (SLE) Systemic Lupus Erythematosus

โรคเอสแอลอี (SLE) มาจากชื่อเต็มในภาษาอังกฤษว่า Systemic Lupus Erythematosus
หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า โรคลูปัส ขณะนี้ยังไม่มีชื่อโรคเป็นภาษาไทยที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นโรคที่ผู้ป่วยมีอาการจากการเกิดการอักเสบของอวัยวะต่างๆ หรือระบบต่างๆ ของร่างกายได้หลายระบบ ไม่แน่นอนและแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย

     การอักเสบของอวัยวะต่างๆ เหล่านี้ เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงไปโดยแทนที่จะทำหน้าที่ต่อต้านกับสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคจากภายนอกร่างกาย ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยกลับมาต่อต้านหรือทำลายเซลล์ของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของผู้ป่วยเอง จึงจัดอยู่ในกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง (autoimmune diseases) อวัยวะที่เกิดการอักเสบบ่อยๆ ได้แก่ผิวหนัง ข้อ ไต ระบบเลือด ระบบประสาท เป็นต้น การอักเสบนี้จะเป็นต่อเนื่องจนเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง

 

จนกระทั่งปัจจุบันนี้ยังไม่มีใครทราบอย่างแท้จริงว่า โรคเอสแอลอี เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่มีหลักฐานที่สนับสนุนว่ามีปัจจัยทางกรรมพันธุ์บางอย่างที่ทำให้ผู้ป่วยมีแนวโน้มหรือโอกาสที่จะเป็นโรคเอส แอลอี มากกว่าคนทั่วไป และสามารถถ่ายทอดไปยังบุตรหลานได้ แต่ไม่เสมอไป ยกตัวอย่างเช่น ถึงแม้แม่เป็นโรคเอสแอลอี แต่ลูกอาจไม่เป็นก็ได้ ถึงแม้จะมีพันธุกรรมที่มีแนวโน้มที่จะเป็น นั่นหมายความว่า คงจะมีปัจจัยอะไรบางอย่างนอกเหนือจากกรรมพันธุ์ที่มากระตุ้นให้เกิดโรคเอสแอลอี ขึ้น เช่น อาจเป็นภาวะติดเชื้อโรคบางชนิด โดยเฉพาะเชื้อไวรัสบางอย่าง นอกจากนี้ การที่ผู้ป่วยโรคเอส แอลอี ส่วนมากเป็นผู้หญิง ฮอร์โมนเพศหญิงก็อาจมีส่วนส่งเสริมให้เกิดโรคเอสแอลอี ขึ้น

 

ปัจจัยเสริมอื่นๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดโรคเอสแอลอี หรือกระตุ้นให้โรคเอสแอสอ
กำเริบขึ้นที่สำคัญคือ

1. แสงแดด หรือแสงอัลตราไวโอเลต
2. การตั้งครรภ์
3. ยาหรือสารเคมีบางชนิด
4. ภาวะเครียดทางร่างกายและทางจิตใจ
5. การตรากตรำทำงานหนักหรือการออกกำลังกายหักโหม

อาการ

เนื่องจากโรคเอสแอสอี เป็นโรคที่ภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติต่อต้านเนื้อเยื่อของผู้ป่วยเอง ทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อหรืออวัยวะต่างๆ อาการที่เกิดขึ้นจึงเป็นอาการของการอักเสบของอวัยวะต่างๆ ขึ้นกับว่าในขณะนั้นจะเกิดการอักเสบขึ้นที่อวัยวะส่วนไหนอาจเป็นทีละอวัยวะทีละระบบ เช่น มีปวดบวมตามข้อ มีผื่นขึ้นที่ใบหน้า มีขาบวม หน้าบวมจากไตอักเสบ หรือมีอาการทางระบบประสาท เป็นต้น หรืออาจเกิดการอักเสบของหลายๆ อวัยวะพร้อมๆ กันก็ได้ ความรุนแรงของการอักเสบก็ไม่เท่ากัน บางครั้งอักเสบรุนแรงเฉียบพลัน บางทีก็อักเสบแบบค่อยเป็นค่อยไปในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้นกับอวัยวะต่างๆ ที่สำคัญคือ

      อาการทางผิวหนัง ผิวหนังเป็นอวัยวะที่มีอาการได้บ่อยที่สุด ผู้ป่วยมักจะมีผื่นแดงขึ้นบริเวณใบหน้า บริเวณสันจมูก และโหนกแก้ม 2 ข้างเป็นรูปคล้ายผีเสื้อกางปีกอยู่บนใบหน้า บางรายอาจจะมีผื่นแดงคันบริเวณนอกร่มผ้าที่ถูกแสงแดด หรือมีผื่นขึ้นเป็นวงเป็นแผลเป็นตามใบหน้า หนังศีรษะหรือบริเวณใบหู มีแผลในปาก โดยเฉพาะบริเวณเพดานปาก แต่แผลนี้มักจะไม่เจ็บ ผู้ป่วยบางราย
ยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่ามีแผลเกิดขึ้น บางรายอาจมีผมร่วงมากขึ้น ผมบางลงทั้งศีรษะหรือร่วงเป็นหย่อมๆ ก็ได้

      อาการทางข้อและกล้ามเนื้อ อาการปวดบวมตามข้อ เป็นอาการที่พบได้บ่อยรองลงมาจากผิวหนัง ข้อที่ปวดบวมหรืออักเสบจะเป็นข้อนิ้วมือ ข้อมือ ข้อไหล่ ข้อเข่าหรือข้อเท้า อาการปวดบวมข้อมักจะเป็นอาการที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์เพื่อรับการรักษา

      อาการทางไต ผู้ป่วยโรคเอสแอลอี ในบ้านเรามักจะมีไตอักเสบรวมด้วยมากกว่าฝรั่งทางยุโรป หรืออเมริกา ผู้ป่วยที่มีไตอักเสบจะมีอาการบวมบริเวณเท้าและขา 2 ข้าง โดยเฉพาะเวลายืนมากเดินมาก หรือนั่งห้อยเท้านานๆ มีอาการบวมบริเวณหน้า หนังตา หรือบวมบริเวณแผ่นหลัง เวลาตื่นนอนตอนเช้า สาเหตุที่ผู้ป่วยมีอาการบวมเนื่องจากการอักเสบที่ไตทำให้โปรตีนไข่ขาวที่มีอยู่
ในเลือดรั่วออกมาในปัสสาวะจำนวนมาก ทำให้ระดับโปรตีนไข่ขาวในเลือดลดลงจนไม่สามารถอุ้มสารน้ำเอาไว้ในเส้นเลือดได้ สารน้ำจึงรั่วออกมาจากเส้นเลือดมาอยู่ในเนื้อเยื่อต่างๆ ผู้ป่วยที่มีอาการไตอักเสบรุนแรงจะมีความดันโลหิตสูงขึ้น มีปัสสาวะออกน้อยลง ถ้าอาการรุนแรงมากอาจเกิดไตวายเฉียบพลันได้ อาการทางไตเป็นอาการสำคัญอันหนึ่งที่บอกว่าโรคเอสแอลอี เป็นรุนแรง

     อาการทางระบบเลือด ผู้ป่วยอาจมีอาการอ่อนเพลียเพราะมีโลหิตจาง เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันไปทำลายเม็ดเลือดแดง มีภาวะติดเชื้อโรคง่ายจากการที่มีเม็ดเลือดขาวลดลงหรือมีจุดเลือดออกตามตัว เลือดออกง่ายหรือเลือดออกแล้วหยุดยาก จากการมีเกล็ดเลือดลดลงเพราะถูกทำลายโดยภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ

      อาการทางระบบประสาท อาการทางระบบประสาทเป็นอาการที่น่ากลัว ถ้าเกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคเอส แอลอี เพราะผู้ป่วยอาจมีอาการชัก หรือพูดจาเพ้อเจ้อ ไม่รู้เรื่อง คล้ายคนโรคจิต จำญาติพี่น้องไม่ได้ เพราะมีการอักเสบรุนแรงในเนื้อสมองหรือเส้นเลือดในสมอง บางรายก็มีอาการปวดศีรษะ แขนขาไม่มีแรง หรือชาตามตัวหรือแขนขาได้

      นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคเอสแอลอี อาจมีอาการทางระบบอื่นๆ ในร่างกายด้วย เช่น ระบบทางเดินอาหาร – มีอาการปวดท้อง มี ตับ หรือตับอ่อนอักเสบได้ ระบบหัวใจ และหลอดเลือด – มีเยื่อหุ้มหัวใจหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ระบบทางเดินหายใจและปอด มีปอดอักเสบได้ เป็นต้น รวมไปถึงอาการจากการเจ็บป่วยทั่วไป เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดเมื่อยตามตัว จิตใจหดหู่

      ผู้ป่วยโรคเอสแอลอี แต่ละรายไม่จำเป็นต้องมีอาการครบทุกระบบ หรือมีอาการรุนแรงเสมอไป บางรายมีอาการน้อย เช่น มีไข้ต่ำๆ ปวดข้อ หรือมีผื่นขึ้นเล็กน้อย ถือว่าโรคไม่รุนแรง แต่บางทีก็มีอาการรุนแรง เช่น มีไตอักเสบ อาจเป็นมากจนไตวาย มีอาการชัก หรือมีปอดอักเสบรุนแรงจนมีเลือดออกในปอด หรือไอเป็นเลือด เป็นต้น ผู้ป่วยโรคเอสแอลอี จะมีอาการรุนแรง จะมากจะน้อยก็ในระยะเวลา 2 ปีแรก จากที่เริ่มมีอาการ หลังจากนั้นโรคมักจะเริ่มสงบลง แต่ก็อาจมีการกำเริบรุนแรงได้เป็นครั้งๆ

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thai-sle.com/

 

 ความรู้เรื่องโรค เอส แอล อี

 

ลำดับที่

ชื่อเรื่อง

เขียนโดย

1

 

 

 

 

 

 

 

มารู้จักโรค “เอส แอล อี” กันเถอะ 

โรค เอส แอล อี คืออะไร
 คำว่า ลูปุส มาจากไหน
 ใครจะมีโอกาสป่วยเป็นโรค เอส แอล อี บ้าง
 อะไรเป็นสาเหตุของโรค เอส แอล อี
 อาการของโรค เอส แอล อี มีอะไรบ้าง
 เมื่อไรควรสงสัยว่าเป็นโรค เอส แอล อี
 จะวินิจฉัยโรค เอส แอล อี ได้อย่างไร
 การรักษาผู้ป่วย เอส แอล อี  ทำได้อย่างไร
 อะไรเป็นสาเหตุชักนำที่ทำให้โรค เอส แอล อี มีอาการรุนแรงขึ้นหรือกลับเป็นขึ้นใหม่
 จะปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเป็นโรคเอส แอล อี
 การป้องกัน
 ลักษณะทางอาการตามระบบที่สำคัญ

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2

 

 

 

 

โรค “เอส แอล อี” รู้ไว้ไม่ต้องกลัว

 

 บทนำ

 เอส แอล อีเกิดได้อย่างไร

 กรรมพันธุ์ก็มีส่วน

 อาการเช่นนี้แหละ เอส แอล อี

 รักษา เอส แอล อี ไม่มีแบบแผนตายตัว

 ดูแลตัวเองอย่างไร

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

3

 

 

 

 

 

 

 

สาเหตุและการรักษาโรค เอส แอล อี 

 

  บทนำ โรคลูปัสคืออะไร

 ใครคือผู้มีโอกาสเกิดโรคลูปัส

 สาเหตุของโรคลูปัสคืออะไร

 ประวัติของโรคลูปัส

 โรคลูปัสมีอยู่ทั่วโลกหรือไม่

 โรคลูปัสกำลังจะกลายเป็นโรคสามัญมากขึ้นหรือไม่

 ลักษณะอาการของโรคลูปัสเป็นอย่างไร

 

 บทที่ 2  ลักษณะอาการสำคัญ

 อาการทั่วไป

 ผิวหนัง

 ดิสคอยด์ลูปัส

 ผม

 ข้ออักเสบ

 เส้นเอ็น

 เส้นเลือดดำและเส้นเลือดแดง

 หัวใจและปอด

 สมอง

 ไต

 

 บทที่ 3 การตั้งครรภ์

 

 บทที่ 4 โรคลูปัสในเด็ก ผู้ชาย และผู้สูงอายุ

 โรคลูปัสในเด็ก

 โรคลูปัสในผู้ชาย

 โรคลูปัสในผู้สูงอายุ

 

 บทที่ 5  การตรวจทางห้องปฏิบัติการสำหรับโรคลูปัส

 บทนำ

 การตรวจ เอ เอ็น เอ

 การตรวจนับเม็ดเลือดแดง  เม็ดเลือดขาว และเกร็ดเลือด

 การตรวจ อี เอส อาร์

 การตรวจปัสสาวะ

 การตรวจอื่น ๆ

 

 บทที่ 6  การรักษาโรคลูปัส

 หลักการทั่วไป

 การรับประทานยา

 การรับประทานยาคุมกำเนิด

 แสงแดด

 การใช้ชีวิต

 อาหาร

 

 บทที่ 7 ยารักษาโรค SLE

 ยารักษาโรคลูปัส

 ยาแอสไพริน และยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์

 ยาต้านมาลาเรีย

 ยาสเตียรอยด์

 ยากดภูมิคุ้มกัน

 

 บทที่ 8 การพยากรณ์โรค

 บทนำ

 ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยโรคลูปัสหรือ เอส แอล อี

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

4

 

 

การรักษาผู้ป่วยโรค เอส แอล อี 

 

 

ศ.พญ.สุชีลา จันทรวิทยานุชิต

5

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความก้าวหน้าในการวินิจฉัยและรักษาโรค เอส แอล อี 

 

 บทนำ

 ความก้าวหน้าในการวินิจฉัยโรค เอส แอล อี

 การดำเนินโรค

 การพยากรณ์โรคและปัจจัยที่มีผลต่อการพยากรณ์โรค

 ความก้าวหน้าในการรักษาโรคลูปัส

 การรักษาเพื่อควบคุมการกำเริบของโรค

 การรักษาในภาวะสงบเพื่อมิให้โรคกลับกำเริบขึ้นอีก

 ยาและวิธีการใหม่ ๆ ในการรักษาโรคลูปัส

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

6

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรค เอส แอล อี 

 

 บทนำ

 โรค เอส แอล อี คืออะไร

 อะไรเป็นสาเหตุของโรค เอส แอล อี

 ใครมีโอกาสป่วยเป็นโรค เอส แอล อี บ้าง

 ผู้ป่วยที่เป็นโรค เอส แอล อี จะมีอาการอย่างไร

 เมื่อไรควรสงสัยว่าเป็นโรค เอส แอล อี

 การรักษาโรค เอส แอล อี ทำอย่างไร

 ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี ควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร

 การพยากรณ์โรคของผู้ป่วยโรค เอส แอล อี เป็นอย่างไร

 ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี จะเสียชีวิตได้อย่างไร

 สรุป

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

7

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การเปลี่ยนแปลงทางเลือดในผู้ป่วยโรค เอส แอล อี

 

  บทนำ

 การเปลี่ยนแปลงทางเลือดในผู้ป่วย SLE

 พยาธิกำเนิด

 อาการทางเลือดในผู้ป่วย SLE เกิดจากการทำลายเม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ

 การรักษา  ต้องกระทำพร้อม ๆ กัน

 การพยากรณ์โรค  ในผู้ป่วย SLE

  สรุป

 

ศ.พญ.ถนอมศรี ศรีชัยกุล

8

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ถาม-ตอบเกี่ยวกับโรคไตในผู้ป่วย เอสแอลอี 

 

บทนำ

 คำถาม – คำตอบ

 

 คำถามที่ 1 สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคไตคืออะไร?

 

 คำถามที่ 2 ผู้ป่วยเอส แอล อี รายใดบ้างที่มีโอกาสเป็นโรคไต?

 

 คำถามที่ 3 ผู้ป่วยเอส แอล อี จะสังเกตได้อย่างไรว่าตนเองเริ่มมีอาการทางไต ?

 

 คำถามที่ 4 ผู้ป่วยโรคไตอักเสบจากเอส แอล อี ต่างจากผู้ป่วยโรคไตชนิดอื่นอย่างไร ?

 

   คำถามที่ 5 วิธีการรักษาผู้ป่วยเอส แอล อี ที่มีโรคไตด้วย  จะมุ่งเน้นการรักษาเฉพาะโรคไตหรือจะต้องรักษาโรคเอส แอล อีควบคู่กันไป ?

 

   คำถามที่ 6 ภาวะไตวายเฉียบพลันในผู้ป่วยเอส แอล อี จะมีโอกาสรักษาให้หายขาดหรือไม่ ?

 

 คำถามที่ 7การตรวจทางการแพทย์ เช่น ค่า บียูเอ็น (BUN), ครีอะตินิน (Creatinine),โปแตสเซียม (Potassium) เกี่ยวข้องกับโรคไตในผู้ป่วยเอส แอล อี อย่างไร ?

 

 คำถามที่ 8 การล้างไตคืออะไร มีกี่ประเภท ?

 

 คำถามที่ 9 ผู้ป่วยระดับใดจึงจำเป็นต้องล้างไต ข้อดีและข้อเสียเป็นอย่างไร ?

 

 คำถามที่ 10 การเปลี่ยนถ่ายน้ำเหลือง (Plasma Exchange) คืออะไร และเหตุใดจึงต้องทำควบคู่ไปกับการล้างไตในผู้ป่วยที่เป็นโรคไตบางราย ข้อดีและข้อเสียคืออะไร ?

 

 คำถามที่ 11 คุณภาพของการล้างไตมีผลต่อการรักษาผู้ป่วยหรือไม่ ?

 

 คำถามที่ 12 นอกจากการใช้ยาจำพวกสเตรียรอยด์ และการล้างไตแล้ว จะมีวิธีอื่นใดหรือไม่ที่จะรักษาหรือควบคุมอาการของผู้ป่วยเอส แอล อีที่เป็นโรคไต ?

 

 คำถามที่ 13 ผู้ป่วยด้วยโรคเอส แอล อี ที่มีไตวายระยะสุดท้ายสามารถรับการผ่าตัดปลูกถ่ายไตได้หรือไม่ ?

 

 คำถามที่ 14 ข้อควรระวังในด้านการรับประทานอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไตจากเอส แอล อี ?

 

 คำถามที่ 15 อาหารประเภทใดเหมาะกับผู้ป่วยโรคไตมากที่สุด เช่น ปลา ไข่ชาว ข้าวนมและเหตุใดผู้ป่วยจึงต้องรับประทานไข่ขาวจำนวนหลายฟองต่อวัน  ในไข่ขาวมีสารอาหารอะไรที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและจะสามารถช่วยการรั่วของไข่ขาวได้มากน้อยเท่าใด ?

 

 คำถามที่ 16 อาหารรสเปรี้ยว หวาน เผ็ด รับประทานได้หรือไม่ ?

 

 คำถามที่ 17 จะพบได้อย่างไรว่าอาหารประเภทใดมีโซเดียมเจือปน  ทำไมผู้ป่วยต้องงดอาหารประเภทนี้ ?

 

 คำถามที่ 18 จะทราบได้อย่างไรว่าอาหารประเภทใดมีโซเดียม ?

 

 คำถามที่ 19 ข้อปฏิบัติทั่วไปสำหรับผู้ป่วยที่ต้องจำกัดเกลือเป็นอย่างไร ?

 

 คำถามที่ 20 ผู้ป่วยบางรายถูกห้ามรับประทานผักและผลไม้เพราะเหตุใด ?

 

 คำถามที่ 21 ควรดื่มน้ำในปริมาณเท่าไรต่อวัน ?

 

  คำถามที่ 22 สามารถออกกำลังกายได้หรือไม่ ถ้าได้ควรออกกำลังในช่วงเวลาใดของวัน  จริงหรือไม่ที่มีผู้กล่าวว่าการออกกำลังกายตอนเย็นจะมีโอกาสไตวายมากขึ้น ?

 

 คำถามที่ 23 สามารถประกอบอาชีพ ใช้ชีวิตในการทำงานหรือเรียนหนังสือตามปกติได้หรือไม่ ?

 

 คำถามที่ 24 การมีเพศสัมพันธ์ หรือการตั้งครรภ์ จะมีผลต่อผู้ป่วยหรือไม่ ?

 

 คำถามที่ 25 ควันพิษ ฝุ่นละออง แสงแดด ความเครียด มีผลต่อการกำเริบของโรคหรือไม่ ?

 

 คำถามที่ 26 วิตามินอาหารเสริมที่โฆษณาจะช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นหรือไม่ ?

 

 คำถามที่ 27 ขณะผู้ป่วยได้รับการรักษา ควรสังเกตอาการอะไรบ้าง เช่น ปัสสาวะที่มีสีเปลี่ยนไปเป็นสีคล้ำแบบสีน้ำชาแก่มากๆ นั้นหมายถึงอาการของโรคกำเริบใช่หรือไม่ หรือเมื่อมีน้ำสีขาวออกมาจากทางช่องปัสสวะนั่นหมายถึงอาการเป็นอย่างไร น้ำนั้นคืออะไร ?

 

 คำถามที่ 28 ยาที่รักษาโรคไตอักเสบจากเอส แอล อี จะทำให้เกิดอาการข้างเคียงหรือไม่  ถ้ามี จะมีวิธีใดบ้างที่ช่วยบรรเทาไม่ให้ผลข้างเคียงจนเป็นอันตรายต่อร่างกาย ?

 

 คำถามที่ 29 สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคไตต้องเสียชีวิต คืออะไร ?

 

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการและคณะ

9

 

 

 

 

 

 

 

 

อาการทางข้อและกล้ามเนื้อในผู้ป่วย เอสแอล อ

 

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรค เอส แอล อี ที่มีอาการทางข้อ

 มีอาหารอะไรบ้างที่เป็นของแสลงหรือควรงดในขณะมีอาการปวดข้อหรือข้ออักเสบจากโรค เอส แอล อี

 ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี ที่ไม่มีอาการปวดข้อมาก่อน แต่เริ่มมีอาการปวดข้อขึ้นมา จะเป็นจากสาเหตุอะไรได้บ้าง

 

 

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

10

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จะใช้ชีวิตอย่างไรเมื่อเป็น โรคเอสแอลอี  

 

บทที่ 1

 บทนำ

 โรค เอส แอล อี คืออะไร

  อะไรเป็นสาเหตุของโรค เอส แอล อี

 

 ใครมีโอกาสป่วยเป็นโรค เอส แอล อี บ้าง

 ผู้ป่วยที่เป็นโรค เอส แอล อี จะมีอาการอย่างไร

 เมื่อไรควรสงสัยว่าเป็นโรค เอส แอล อี

 

 บทที่ 2  เมื่อคุณรู้ว่าเป็นโรค เอส แอล อี

 

 บทที่ 3  ควรไปรักษาโรค เอส แอล อี ที่ไหน

 

 บทที่ 4  การรักษาโรค เอส แอล อี

 ยารักษาโรค เอส แอล อี

 

 บทที่ 5  การรับประทานยา

 ข้อแนะนำในการใช้ยา

 

 บทที่ 6  แสงแดด-ศัตรูตัวร้ายของโรค เอส แอล อี

 

 บทที่ 7  การพักผ่อนและการนอนหลับ

 การนอนหลับ

 ข้อควรปฏิบัติเรื่องการนอนหลับสำหรับ ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี

 

 บทที่ 8 การปรับตัวเพื่อการดำรงชีวิต

 

 บทที่ 9  อาหาร

 

 บทที่ 10  ภาวะหัวกระดูกยุบ

 

 บทที่ 11  ภาวะกระดูกพรุนในโรค เอส แอล อี

 ทำอย่างไรจึงจะป้องกันโรคกระดูกพรุนใน ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี ได้

  ตัวอย่างการทำกายบริหารเพื่อป้องกันไม่ให้หลังโกงหรือทรุดจากภาวะกระดูกพรุน

 

 บทที่ 12  ไขมันในเลือดสูงในผู้ป่วยโรค เอส แอล อี

 การตรวจไขมันในเลือด

 ข้อแนะนำในการปฏิบัติตน

 

 บทที่ 13  การออกกำลังกาย

 ประโยชน์ของการออกกำลังกาย

 การออกกำลังกายที่ถูกต้องสำหรับผู้ป่วยโรค เอส แอล อี ทำอย่างไร

 บริหารข้อเข่า

 บริหารโดยการเหยียดข้อสะโพก

 บริหารโดยการหมุนข้อสะโพก

 บริหารโดยการยืดข้อมือ

 บริหารโดยการหมุนไหล่

 การเดินออกกำลังกาย

 ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยโรคลูปัสหรือ เอส แอล อี

 

 

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

11

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โรคเอสแอลอีที่ควรรู้จัก

 

 บทนำ

 โรคเอสแอลอี เกิดขึ้นได้อย่างไร

 ปัจจัยเสริมอื่นๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดโรคเอสแอลอี หรือกระตุ้นให้โรคเอสแอสอี

ใครมีโอกาสป่วยเป็นโรคเอสแอลอี บ้าง

 ถ้าเป็นโรคเอสแอลอี แล้วจะมีอาการอะไรบ้าง

 ลักษณะอาการที่เกิดขึ้นกับอวัยวะต่างๆ

 เมื่อไรที่เราควรสงสัยว่า เป็นโรคเอสแอลอี

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

12

 

 

เป็นโรคเอสแอลอีจะมีวิธีรักษาอย่างไร

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

13

 

 

 

 

 

 

 

จะใช้ชีวิตอย่างไรเมื่อเป็นโรคเอสแอลอี


 แสงแดด-ศัตรูตัวร้าย

 การออกกำลังกายเป็นยาวิเศษ

 ความสะอาด ปราศจากการติดเชื้อ-กุญแจสู่โรคสงบ

 ยานอกระบบ-คบไม่ได้

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

14

คำถาม-ถามบ่อยจากหัวข้อคุยกับคุณหมอ

โรคไตในผู้ป่วยเอส แอลอี

 คำถาม – คำตอบ

 คำถามที่ 1 สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคไตคืออะไร?

 คำถามที่ 2 ผู้ป่วยเอส แอล อี รายใดบ้างที่มีโอกาสเป็นโรคไต?

 คำถามที่ 3 ผู้ป่วยเอส แอล อี จะสังเกตได้อย่างไรว่าตนเองเริ่มมีอาการทางไต ?

 คำถามที่ 4 ผู้ป่วยโรคไตอักเสบจากเอส แอล อี ต่างจากผู้ป่วยโรคไตชนิดอื่นอย่างไร ?

   คำถามที่ 5 วิธีการรักษาผู้ป่วยเอส แอล อี ที่มีโรคไตด้วย  จะมุ่งเน้นการรักษาเฉพาะโรคไตหรือจะต้องรักษาโรคเอส แอล อีควบคู่กันไป ?

   คำถามที่ 6 ภาวะไตวายเฉียบพลันในผู้ป่วยเอส แอล อี จะมีโอกาสรักษาให้หายขาดหรือไม่ ?

 คำถามที่ 7 การตรวจทางการแพทย์ เช่น ค่า บียูเอ็น (BUN), ครีอะตินิน (Creatinine),โปแตสเซียม (Potassium) เกี่ยวข้องกับโรคไตในผู้ป่วยเอส แอล อี อย่างไร ?

 คำถามที่ 8 การล้างไตคืออะไร มีกี่ประเภท ?

 คำถามที่ 9 ผู้ป่วยระดับใดจึงจำเป็นต้องล้างไต ข้อดีและข้อเสียเป็นอย่างไร ?

 คำถามที่ 10 การเปลี่ยนถ่ายน้ำเหลือง (Plasma Exchange) คืออะไร และเหตุใดจึงต้องทำควบคู่ไปกับการล้างไตในผู้ป่วยที่เป็นโรคไตบางราย ข้อดีและข้อเสียคืออะไร ?

 คำถามที่ 11 คุณภาพของการล้างไตมีผลต่อการรักษาผู้ป่วยหรือไม่ ?

 คำถามที่ 12 นอกจากการใช้ยาจำพวกสเตรียรอยด์ และการล้างไตแล้ว จะมีวิธีอื่นใดหรือไม่ที่จะรักษาหรือควบคุมอาการของผู้ป่วยเอส แอล อีที่เป็นโรคไต ?

 คำถามที่ 13 ผู้ป่วยด้วยโรคเอส แอล อี ที่มีไตวายระยะสุดท้ายสามารถรับการผ่าตัดปลูกถ่ายไตได้หรือไม่ ?

 คำถามที่ 14 ข้อควรระวังในด้านการรับประทานอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไตจากเอส แอล อี ?

 คำถามที่ 15 อาหารประเภทใดเหมาะกับผู้ป่วยโรคไตมากที่สุด เช่น ปลา ไข่ชาว ข้าวนมและเหตุใดผู้ป่วยจึงต้องรับประทานไข่ขาวจำนวนหลายฟองต่อวัน  ในไข่ขาวมีสารอาหารอะไรที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและจะสามารถช่วยการรั่วของไข่ขาวได้มากน้อยเท่าใด ?

 คำถามที่ 16 อาหารรสเปรี้ยว หวาน เผ็ด รับประทานได้หรือไม่ ?

 คำถามที่ 17 จะพบได้อย่างไรว่าอาหารประเภทใดมีโซเดียมเจือปน  ทำไมผู้ป่วยต้องงดอาหารประเภทนี้ ?

 

 คำถามที่ 18 จะทราบได้อย่างไรว่าอาหารประเภทใดมีโซเดียม ?

 คำถามที่ 19 ข้อปฏิบัติทั่วไปสำหรับผู้ป่วยที่ต้องจำกัดเกลือเป็นอย่างไร ?

 คำถามที่ 20 ผู้ป่วยบางรายถูกห้ามรับประทานผักและผลไม้เพราะเหตุใด ?

 คำถามที่ 21 ควรดื่มน้ำในปริมาณเท่าไรต่อวัน ?

  คำถามที่ 22 สามารถออกกำลังกายได้หรือไม่ ถ้าได้ควรออกกำลังในช่วงเวลาใดของวัน  จริงหรือไม่ที่มีผู้กล่าวว่าการออกกำลังกายตอนเย็นจะมีโอกาสไตวายมากขึ้น ?

 คำถามที่ 23 สามารถประกอบอาชีพ ใช้ชีวิตในการทำงานหรือเรียนหนังสือตามปกติได้หรือไม่ ?

 คำถามที่ 24 การมีเพศสัมพันธ์ หรือการตั้งครรภ์ จะมีผลต่อผู้ป่วยหรือไม่ ?

 คำถามที่ 25 ควันพิษ ฝุ่นละออง แสงแดด ความเครียด มีผลต่อการกำเริบของโรคหรือไม่ ?

 คำถามที่ 26 วิตามินอาหารเสริมที่โฆษณาจะช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นหรือไม่ ?

 คำถามที่ 27 ขณะผู้ป่วยได้รับการรักษา ควรสังเกตอาการอะไรบ้าง เช่น ปัสสาวะที่มีสีเปลี่ยนไปเป็นสีคล้ำแบบสีน้ำชาแก่มากๆ นั้นหมายถึงอาการของโรคกำเริบใช่หรือไม่ หรือเมื่อมีน้ำสีขาวออกมาจากทางช่องปัสสวะนั่นหมายถึงอาการเป็นอย่างไร น้ำนั้นคืออะไร ?

 คำถามที่ 28 ยาที่รักษาโรคไตอักเสบจากเอส แอล อี จะทำให้เกิดอาการข้างเคียงหรือไม่  ถ้ามี จะมีวิธีใดบ้างที่ช่วยบรรเทาไม่ให้ผลข้างเคียงจนเป็นอันตรายต่อร่างกาย ?

 คำถามที่ 29 สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคไตต้องเสียชีวิต คืออะไร ?

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ 
พญ.พิณทิพย์ งามจรรยาพรณ์

 

 

 

ข้อมูลจาก http://www.thai-sle.com/menu-ebook.htm

ความน่ากลัวของโรคเกาต์ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

ความน่ากลัวของโรคเกาต์

 
          โรคเกาต์ถือเป็นโรคข้ออักเสบที่มีคนรู้จักมากที่สุด รู้จักมากจนบางคนถึงกับเหมาเอาว่าถ้าใครป่วยเป็นโรคข้อ หรือมีอาการปวดข้อก็เป็นโรคเกาต์ แล้วมักจะมีคำแนะนำให้ผู้ที่มีอาการปวดข้อหรือเป็นโรคข้ออักเสบว่า ห้ามรับประทานเป็ด รับประทานไก่ หรือรับประทานเครื่องในสัตว์ จริง ๆ แล้วโรคเกาต์ไม่ใช่โรคข้อที่พบมากที่สุด เพราะมีคนเป็นน้อยกว่าโรคข้อเสื่อม และผู้ที่ป่วยเป็นโรคข้ออักเสบต่าง ๆ ซึ่งมีโรคข้ออักเสบอยู่หลายสิบโรค เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรับประทานเป็ด ไก่ หรือเครื่องในสัตว์ อย่างไรก็ตามถึงแม้โรคเกาต์เป็นโรคเก่าแก่ที่เป็นที่รู้จักกันมานาน มีการรักษากันมานาน แต่คนเราเพิ่งตระหนักถึงความน่ากลัวจริง ๆ ของโรคเกาต์ เมื่อไม่นานมานี้
 
         โรคเกาต์เป็นโรคที่มีการกล่าวถึงมาตั้งแต่สมัยกรีก โรมัน หรือในประวัติศาสตร์จีนตั้งแต่เมื่อ 5 พันปีก่อน ทั้งนี้เนื่องมาจากโรคเกาต์ได้ชื่อว่าเป็นโรคของพระจักรพรรดิ (disease of the Emperor) เนื่องจากในสมัยอดีตมีแต่พระจักรพรรดิหรือเศรษฐีผู้มีอันจะกินเท่านั้นที่จะได้กินเป็ด กินไก่ กินเหล้า ได้บ่อย ๆ จนเป็นโรคเกาต์ ประกอบกับจะมีแต่เรื่องราวของพระจักรพรรดิที่จะได้รับการบันทึกลงในประวัติศาสตร์ โรคเกาต์จึงเป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณ นอกจากนี้ความที่เวลาเป็นข้ออักเสบจากโรคเกาต์อาการจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันทันทีขนาดที่ตอนกลางวันยังไปทำงานปกติ ตอนเย็นไปทานเลี้ยง ทานเป็ด ทานไก่ หรือทานอาหารมากหน่อย หรืออาจทานเหล้าเบียร์ด้วย พอกลับถึงบ้าน ข้อเท้าก็บวมแดงปวดมากขึ้นมาทันที อาการข้ออักเสบจะทำให้ข้อบวมแดงและปวดมากขนาดแตะไม่ได้ ขยับไม่ได้เลยทีเดียว คนจึงมักจะรู้จักโรคเกาต์ดี ข้อที่อักเสบมักจะเป็นข้อโคนนิ้วหัวแม่โป้งเท้า หรือข้อเท้า จะเป็นข้อเดียวเท่านั้น นี่เป็นตัวอย่างเหตุการณ์ของการเกิดโรคเกาต์ครั้งแรก ๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคเกาต์
 
         ข้อที่อักเสบนี้ถึงแม้มีการอักเสบรุนแรง ปวดมากแต่จะดีขึ้นและหายไปเองภายใน 1-3   วัน จะโดยการรักษา รับประทานยาคอลไชซิน (colchicine) หรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์หรือไม่ได้กินยาอะไร (ถ้าทนไหว) ก็ตาม แล้วอาการจะหายไปเป็นปลิดทิ้ง กลับมาเหมือนคนปกติ นานจนบางคนลืมว่าเคยเป็นข้ออักเสบจากโรคเกาต์  บางคนอาจจะหายไป 1-2 ปี บางคน 6 เดือน เมื่อไม่ได้ระวังตัว ไม่ได้คุมอาหารก็เกิดข้ออักเสบแบบเฉียบพลันอีก ข้อนิ้วเท้าหรือข้อเท้าปวดบวมอักเสบมากเป็นอยู่ 2-3 วันแล้วหายเป็นปกติ อาการปวดข้อและข้ออักเสบที่รุนแรงทำให้โรคเกาต์เป็นโรคที่น่ากลัว แต่ความน่ากลัวจริง ๆ ของโรคเกาต์เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ความน่ากลัวของโรคเกาต์อยู่ที่ถ้าปล่อยให้เกิดข้ออักเสบจากเกาต์เกิดขึ้นซ้ำ ๆ โดยไม่ได้ป้องกันหรือรักษาไม่ให้เกิดข้ออักเสบขึ้นอีก  อาการข้ออักเสบที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและรุนแรงนี้จะเกิดถี่ขึ้น เช่น ก่อนหน้านี้กว่าจะเป็นอีกก็ 1-2 ปี ต่อมากลายเป็น 6 เดือน ก็เกิดขึ้นซ้ำ ต่อมาเกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีกห่างกันแค่ 3 เดือน ต่อมาเกิดขึ้นเกือบทุกเดือน ที่สำคัญทีแรกมีอาการอยู่ 1-2 วัน ครั้งต่อ ๆ มามีข้ออักเสบ 3-4 วันต่อมากลายเป็น 5-7 วัน หมายความว่าถ้าปล่อยให้เป็นโรคเกาต์โดยไม่ได้ป้องกันหรือรักษาให้ถูกต้อง จะมีข้ออักเสบ รุนแรงถี่ขึ้นเรื่อย ๆ และอาการจะเป็นอยู่นานขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดบางรายมีข้ออักเสบปวดบวมทรมานเป็นเดือนไม่ลดลง และอาการปวดก็รุนแรงขึ้น ปวดมากขึ้น จะรักษากินยา ฉีดยาก็ไม่ค่อยหาย เพราะดูเหมือนโรคจะดื้อต่อการรักษามากขึ้นด้วย เนื่องจากโรคเกาต์เฉียบพลันหรือที่ภาษาแพทย์ เรียกว่า acute gout กลายเป็นโรคเกาต์เรื้อรัง (chronic gout) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลา 3-5 ปี ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง นอกจากจะกลายเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่รักษายากแล้ว การเป็นโรคเกาต์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการมีสารที่เรียกว่ากรดยูริกในร่างกายมากเกินระดับปกติเป็นเวลานาน แล้วทำให้เกิดข้ออักเสบซ้ำ ๆ สารกรดยูริก ที่มีเกินระดับปกตินาน ๆ นี้จะไปสะสมอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อไปสะสมอยู่ใต้ผิวหนังจะเกิดเป็นก้อนที่โตขึ้นเรื่อย ๆ เรียกว่าก้อนโทฟัส (tophus) ก้อนนี้มักจะเกิดขึ้นบริเวณข้อเท้า ข้อนิ้วเท้า ข้อนิ้วมือ ข้อศอก ก้อนโทฟัสที่เกิดขึ้นบริเวณข้อนี้บางครั้งก็ทำให้เกิดการทำลายข้อจนข้อพิการผิดรูปผิดร่างได้
 
        กรดยูริกที่มีในร่างกายนี้ไม่ใช่สารแปลกปลอมอะไร เป็นสารที่เกิดขึ้นจากขบวนการทำงานต่าง ๆ ในร่างกายที่รวมเรียกว่า ขบวนการเมตาโบลิซั่ม (metabolism) ที่สำคัญคือการแบ่งตัวของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายเพื่อซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่สึกหรอ ผลพลอยได้จากการแบ่งเซลล์จะได้กรดยูริกออกมา ถ้าร่างกายมีภาวะที่ ต้องมีการแบ่งเซลล์มากขึ้น เช่น เป็นโรคมะเร็ง  ที่มีเซลล์แบ่งตัวมาก ๆ จนควบคุมไม่ได้ ก็มักจะมีกรดยูริกในร่างกายมากขึ้นมากจนเกินระดับปกติ ซึ่ง ระดับปกติของกรดยูริกในผู้ชายคือ 7 มิลลิกรัม/ เดซิลิตร ส่วนในผู้หญิงจะเท่ากับ 6 มิลลิกรัม/ เดซิลิตร ส่วนมากแล้วระดับกรดยูริกที่สูงเกิดจากการสร้างขึ้นมาในร่างกายมากกว่าระดับปกติ ส่วนที่มาจากอาหารไม่ได้มากนัก แต่ส่วนที่มาจากอาหารประเภทเนื้อสัตว์ปีกหรือเครื่องในสัตว์ หรือยอดผักต่าง ๆ มักจะเป็นส่วนที่เติมเข้าไปแล้วทำให้เกิดข้ออักเสบขึ้น
 
 
          ความน่ากลัวของโรคเกาต์นอกจากจะกลายเป็นโรคข้ออักเสบรุนแรงที่เรื้อรัง เป็นต่อเนื่อง และรักษาหายยากถ้าไม่ได้ป้องกันแล้ว การเป็นโรคเกาต์ยังนำไปสู่โรคความดันโลหิตสูง โรคไตวาย โรคหัวใจ และโรคอัมพาตได้อีกด้วย 

          ผู้ที่เป็นโรคเกาต์ไม่มีสักรายเดียวที่เสียชีวิต จากโรคเกาต์ ไม่มีใครปวดข้อหรือมีข้ออักเสบจนเสียชีวิต ผู้ที่เป็นโรคเกาต์ส่วนมากเสียชีวิตจากโรคไตวาย ผู้ที่มีกรดยูริกในเลือดอยู่ในระดับสูง นอกจากจะทำให้เป็นโรคเกาต์แล้ว กรดยูริกที่มีมากในเลือดจะไปสะสมอยู่ในไตทำให้ไตเสื่อม การทำงานของไตในการขับของเสียออกจากร่างกายลดลง มีของเสียคั่งในร่างกาย หรือกรดยูริกที่มีมากในร่างกายถูกขับออกมาทางปัสสาวะมาก แล้วมาค้างอยู่ในทางเดินปัสสาวะทำให้เป็นนิ่วในไตหรือในท่อปัสสาวะได้ ดังนั้นในการรักษาโรคเกาต์จึงต้องติดตามดูการทำงานของไตด้วยว่ายังทำงานได้ปกติหรือไม่ ถ้าตรวจพบว่ามีไตเสื่อมลงก็ต้องรีบแก้ไขโดยการพยายามดื่มน้ำเปล่าให้มากพอในแต่ละวันจนมีปัสสาวะออกมาอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร นั่นหมายความว่าควรจะดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 3 ลิตร ซึ่งถ้าคิดเป็นแก้วน้ำก็ต้องดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 10-12 แก้ว เพื่อให้มีปัสสาวะออกมามากพอที่จะล้างหรือพากรดยูริกออกไปจากร่างกาย ถ้ารับประทานน้ำน้อยโอกาสมีไตเสื่อมหรือไตวายก็ยิ่งมากขึ้น

         ผู้ที่เป็นโรคเกาต์จำนวนไม่น้อยพบว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ซึ่งอาจจะเป็นภาวะที่พบร่วมกัน หรือเป็นจากการที่มีไตเสื่อมทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น อย่างไรก็ตามพบว่าถ้ารักษาโรคเกาต์โดยสามารถลดระดับกรดยูริกในเลือดหรือควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำลงกว่า 5-6 มิลลิกรัม/เดซิลิตร จะสามารถลดระดับความดันโลหิตที่สูงลงได้ระดับหนึ่ง ดังนั้นการรักษาโรคเกาต์จึงเป็นการรักษาหรือป้องกันโรคความดันโลหิตสูงด้วย การที่เป็นโรคเกาต์และอาจจะมีความดันโลหิตสูงหรือไตเสื่อมไตวายร่วมด้วยเป็นระยะเวลานานพบว่า มีโอกาสเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงเกิดเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายและหัวใจวายหรือหัวใจล้มเหลวตามมาได้ นอกจากเส้นเลือดหัวใจแล้ว เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองก็มีโอกาสอุดตันได้ ทำให้เป็นอัมพาตเนื่องจากสมองบางส่วนขาดเลือดไปเลี้ยง ดังนี้จะเห็นว่าโรคเกาต์ไม่ได้มีแต่ข้ออักเสบ เจ็บปวดและทรมาน แต่ความน่ากลัวของโรคเกาต์อยู่ที่การเป็นโรคเกาต์เรื้อรังที่มีข้ออักเสบไม่หายและเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น ไตวาย ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคอัมพาต ตามมานั่นเอง

       ความน่ากลัวของโรคเกาต์ที่กล่าวถึงนี้จะไม่น่ากลัวถ้าผู้ที่เป็นโรคเกาต์ได้รับการรักษาและมีการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง การรักษาโรคเกาต์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เริ่มเป็นในระยะ 1-2 ปีแรกไม่ค่อยเป็นปัญหายุ่งยาก ในขณะที่มีข้ออักเสบเฉียบพลันเกิดขึ้นก็ให้การรักษาอาการอักเสบของข้อด้วยยาคอลไชซิน (colchicine) หรือยาต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ พอข้อหายอักเสบแล้วก็ตรวจเลือดดูว่าระดับกรดยูริกในเลือดสูงมากน้อยเพียงใด ถ้าพบว่ามีกรดยูริกในเลือดสูงเกิน 7 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก็ควรรับประทานยาลดกรดยูริกซึ่งมีทั้งยาที่ช่วยลดระดับกรดยูริกในเลือดโดยเพิ่มการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะ เช่น ยาซัลฟินไพราโซน (sulfinpyra zone) ยาเบนซ์โบรมาโรน (benzbromarone) หรือยาโปรเบนนาซิด (probenecid) และยาลดการสร้างกรดยูริกในร่างกาย เช่น ยาอัลโลพูรินอล (allopurinol) ทั้งนี้เพื่อลดระดับกรดยูริกในเลือดให้ลดลงต่ำกว่าระดับ 5-6 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถ้าสามารถควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดให้ได้ต่ำกว่า 5 มิลลิกรัม/เดซิลิตรตลอด โอกาสที่จะมีข้ออักเสบจากโรคเกาต์อีกมีน้อยมาก หมายความว่าจะไม่เป็นโรคเกาต์อีกเลยตลอดชีวิต ซึ่งการที่ จะควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 5 มิลลิกรัม/เดซิลิตร นอกจากการรับประทานยาแล้วยังต้องอาศัยการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ที่สำคัญคือการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณกรดยูริกสูง เช่น เป็ด ไก่ เครื่องในสัตว์ มีการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนขึ้นและดื่มน้ำเปล่าวันละ 10-12 แก้ว

       ในกรณีที่เป็นโรคเกาต์มานานจนกลายเป็นโรคเกาต์เรื้อรังหรือมีก้อนโทฟัสขึ้นตามตัว การรักษาจะยากยิ่งขึ้น เพราะนอกจากจะต้องพยายามควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดต่ำกว่า 5 มิลลิกรัม/เดซิลิตรแล้ว ยังต้องคอยตรวจการทำงานของไตว่ายังทำงานได้ดีอยู่ ถ้าเริ่มมีผลการตรวจเลือดที่ส่อไปในทางที่เริ่มมีความเสื่อมของ ไตเกิดขึ้นต้องรีบให้การรักษาหรือป้องกันไม่ให้ ไตเสียการทำงานไปเรื่อย ๆ จนไตวาย การที่สามารถรักษาระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 5 มิลลิกรัม/เดซิลิตรตลอด นอกจากจะไม่เกิดข้ออักเสบจากโรคเกาต์แล้ว ก้อนโทฟัสที่มีขนาดเล็กหรือใหญ่จะยุบลงได้จนหายไปหมด ในกรณีผู้ป่วยมีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วยก็ต้องพยายามรักษาและควบคุมระดับความดันโลหิตให้เป็นปกติ เพราะความดันโลหิตสูงก็ทำให้ไตเสื่อมหรือไตวายได้ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดโรคหัวใจหรือโรคอัมพาตตามมาได้

       โรคเกาต์ถึงแม้เป็นโรคที่มีความน่ากลัว แต่รักษาไม่ยาก ในปัจจุบันนี้มีการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์ลงในวารสารการแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกาว่า ควรให้การรักษาโรคเกาต์เหมือนโรคเบาหวานหรือโรคความดันโลหิตสูงที่ให้มีการรักษาต่อเนื่อง มีการติดตามผู้ป่วยเป็นระยะโดยติดตามดูระดับกรดยูริกในเลือดและการทำงานของไต และให้พยายามควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 5 มิลลิกรัม/ เดซิลิตรไว้ตลอดก็จะสามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ของโรคเกาต์ที่จะเกิดตามมาอีกมากมายได้

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี. 

ข้อมูลจาก :  เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2552 ปีที่ 21 ฉบับที่ 698  
                     เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2552 ปีที่ 21 ฉบับที่ 703

โรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ โดย น.พ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

โรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ

 น.พ.กิตติ  โตเต็มโชคชัยการ
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ในทางการแพทย์  สิ่งที่น่าสงสารหรือน่าเสียดายประการหนึ่งคือ การเห็นคนหนุ่มสาวที่กำลังเติบโตมีอนาคตที่ก้าวหน้าสดใสเจริญรุ่งเรืองรออยู่  ต้องมาเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังหรือต้องพิการจากการเจ็บป่วย  ถ้าไม่นับความพิการที่เกิดจากการได้รับอุบัติเหตุต่าง ๆ  โรคข้ออักเสบเรื้อรังก็เป็นกลุ่มโรคหนึ่งที่ทำให้เกิดความพิการได้ในคนหนุ่มคนสาว  และในบรรดาโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่มีอยู่หลาย ๆ โรค  มีอยู่กลุ่มโรคหนึ่งที่มีคนหนุ่มคนสาวจำนวนไม่น้อยที่โชคร้ายต้องมาป่วยเป็นโรคกลุ่มนี้  นั่นคือ กลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ   ที่ภาษาทางการแพทย์เรียกว่ากลุ่มโรค “Spondyloarthropathy”   เหตุที่ผมอยากจะเขียนถึงกลุ่มโรคนี้ 

ประการแรกเนื่องจากตามสถิติแล้วมีคนที่ป่วยเป็นโรคข้ออักเสบในกลุ่มโรคนี้รวม ๆ กันประมาณร้อยละ 1-2 ของประชากร     นั่นหมายความว่าในประเทศไทยจะมีคนที่ป่วยเป็นโรคกลุ่มนี้ประมาณร่วมล้านคนได้   ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลย

ประการที่สองดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า  โรคนี้มักเกิดขึ้นกับคนหนุ่มคนสาวในช่วงวัยรุ่น  วัยเรียน  ถึงช่วงเริ่มทำงาน  ซึ่งคนเหล่านี้กำลังจะเป็นกำลังสำคัญของชาติบ้านเมืองในอนาคต   ทำให้ประเทศชาติต้องเสียกำลังคนที่สำคัญไปกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง 

ประการที่สาม  โรคกลุ่มนี้เป็นกลุ่มโรคที่มีอาการแสดงไม่เด่นชัดนักทำให้แพทย์ส่วนมากไม่ได้นึกถึงหรือไม่คุ้นเคย  ผู้ป่วยที่เป็นโรคกลุ่มนี้จึงมักจะไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ   ทำให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้องล่าช้าไปจนบางรายได้รับความเจ็บป่วยทนทุกข์ทรมานเป็นระยะเวลานานหรือจนถึงขึ้นเกิดความพิการขึ้น 

ประการที่สี่   เนื่องจากความที่ความรุนแรงของโรคกลุ่มนี้แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย  บางรายเป็นไม่รุนแรง  บางรายเป็นรุนแรง  แพทย์ที่ทำการรักษาจึงต้องมีประสบการณ์ในการรักษาพอสมควร  จึงจะปรับการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย  และติดตามการรักษาได้อย่างถูกต้อง    ประกอบกับการที่เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังจึงต้องมีการติดตามและปรับเปลี่ยนการรักษาให้เหมาะสมกับโรคต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน  ดังนั้นแพทย์ที่ให้การรักษาจึงควรเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรคข้อ เช่น แพทย์ในสาขารูมาโตโลจิส  เป็นต้น

 

กลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบคืออะไร

การที่เรียกโรคกลุ่มนี้ซึ่งประกอบด้วยโรคหลายโรคที่มีข้ออักเสบเรื้อรังว่าโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ  เนื่องจากเกือบทุกโรคในกลุ่มนี้จะมีลักษณะที่คล้ายกัน  คือมีข้ออักเสบของข้อบริเวณแขนขา  ซึ่งส่วนมากจะเป็นข้อบริเวณขา  เช่น  ข้อเข่า  ข้อเท้า  มีอาการปวดบวมของข้อ  ร่วมกับการอักเสบของข้อบริเวณกระดูกสันหลัง   ทำให้มีอาการปวดหลัง   แต่บางรายก็ไม่ปวด  โรคในกลุ่มนี้มีหลายโรค เช่น โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบ (Ankylosing spondylitis)  ซึ่งจะมีข้อกระดูกสันหลังอักเสบเป็นหลักแต่ก็มีข้อของขาหรือแขนอักเสบร่วมด้วยได้,  โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน (Psoriatic arthritis)   ที่จะเกิดในผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังสะเก็ดเงิน (psoriasis) อยู่,  โรคข้ออักเสบรีแอคตีฟ (Reactive arthritis)  ที่เกิดมีการอักเสบของข้อต่าง ๆ หลังจากที่มีการติดเชื้อ, โรคข้ออักเสบที่เกิดร่วมกับลำไส้อักเสบ (Inflammatory bowel disease)  ซึ่งพบไม่บ่อยนักในบ้านเรา,  ถ้าลักษณะของโรคไม่เข้ากับโรคต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วก็จัดเป็นโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบที่ยังแยกไม่ออก (undifferentiate spondyloarthropathy)  ซึ่งเป็นชนิดของโรคที่พบได้มากที่สุดในกลุ่มโรคนี้

 

ผู้ป่วยโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ จะมีอาการอย่างไร

ผู้ป่วยที่เข้าข่ายเป็นโรคในกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบจะมีอาการดังนี้

  1. มีอาการปวดบวมข้อ  มักจะเป็นข้อเข่า หรือข้อเท้า  เป็น ๆ หาย ๆ  เป็นเวลานาน  มักจะเป็นข้อที่ไม่เกิดพร้อมกัน 2 ข้าง  เช่น บวมข้อเข่าซ้าย  แล้วมาปวดบวมข้อเท้าขวา  บางรายมีข้อบวมมาก มีน้ำในข้อปริมาณมากได้เนื่องจากการอักเสบ
  2. มีอาการปวดหลัง  มักจะปวดบริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่าง ๆ แต่ถ้าเป็นมากอาจจะลุกลามขึ้นมาถึงกระดูกสันหลังส่วนบนหรือคอ  เมื่อเป็นนาน ๆ จะทำให้หลังแข็งหรือคอแข็ง  จะก้มตัวหรือขยับหันศีรษะได้ลำบาก
  3. มีเส้นเอ็นอักเสบ  มีอาการปวดบริเวณเส้นเอ็นของขาหรือเท้า เช่น เจ็บเอ็นร้อยหวายบริเวณส้นเท้าข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง  จะเจ็บมากขึ้นเวลาเดินหรือเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ  เวลาเดินจะเจ็บบริเวณส้นเท้า  เวลาตื่นนอนตอนเช้าลุกจากที่นอนลงมายืนจะเจ็บฝ่าเท้าบริเวณส้นเท้ามาก   แต่พอก้าวเดินไปเดินมากลับปวดน้อยลง
  4. ปวดหลังหรือปวดตามข้อเวลาอยู่นิ่ง ๆ หรือนั่งนิ่ง ๆ นาน ๆ  พอจะเริ่มขยับจะปวดแต่พอขยับตัวไปแล้วจะปวดน้อยลง   เวลาตื่นนอนตอนเช้ามีปวดข้อ  ข้อฝืดแข็ง  ขยับลำบาก  แต่ถ้าขยับตัวไปมาเรื่อย ๆ จะไม่ค่อยปวด
  5. อาจมีตาแดงตาอักเสบ  หรือทางเดินปัสสาวะอักเสบบ่อย ๆ ร่วมด้วยได้
  6. มีนิ้วมือหรือนิ้วเท้าปวดบวมอักเสบทั้งนิ้ว 1-2 นิ้ว  ทำให้นิ้วบวมโตคล้ายไส้กรอก

อาการที่กล่าวมานี้อาจเกิดขึ้นทีละอาการ หรือเกิดร่วมกันพร้อม ๆ กันได้  ถ้ามีอาการเหล่านี้ร่วมกับรอยโรคที่ผิวหนังเป็นโรคสะเก็ดเงิน ก็จัดเป็นโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน  ถ้ามีอาการดังกล่าวนี้เกิดขึ้นภายหลังการติดเชื้อ  เช่น  ท้องเดิน  ท้องเสีย หรือเจ็บคอ  ก็จัดเป็นโรคข้ออักเสบรีแอคติฟ เป็นต้น

 

จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ

ถ้าท่านมีอายุตั้งแต่เด็ก  วัยรุ่น  จนถึงวัยทำงานจนอายุประมาณ 40 ปี  ทั้งชายและหญิงแล้วมีอาการดังที่กล่าวมาแล้ว  มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง เช่น 1-2 เดือน แล้วไปรับการรักษา กินยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น  ให้สงสัยว่าอาจจะเป็นโรคกลุ่มนี้  ควรรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อ  แพทย์จะทำการซักถามประวัติ และตรวจร่างกาย  โดยเฉพาะตรวจข้อและข้อกระดูกสันหลังดู  ถ้าสงสัยก็จะทำการถ่ายภาพรังสี (x-ray)   บริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่างดู  บางครั้งท่านอาจไม่มีอาการปวดหลัง  แต่การวินิจฉัยโรคกลุ่มนี้อาศัยการดูภาพถ่ายรังสีว่ามีความผิดปกติที่เข้าได้กับโรคกลุ่มนี้หรือไม่  นอกจากนี้อาจมีการตรวจเลือด  เพื่อแยกโรคข้ออื่นที่อาจมีอาการคล้ายคลึงกัน เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์  โรค เอส แอล อี  นอกจากนี้ยังอาจตรวจดูลักษณะทางพันธุกรรมที่ทำให้มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นโรคนี้ที่เรียกการตรวจ HLA-B27  ซึ่งถ้าให้ผลบวก ก็หมายความว่าท่านมีโอกาสเป็นโรคกลุ่มนี้สูง       ในขณะเดียวกันถ้าท่านมีบุตร  บุตรของท่านก็อาจได้รับถ่ายทอดพันธุกรรมอันนี้ทำให้มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้เช่นเดียวกัน

เนื่องจากโรคกลุ่มนี้ไม่มีการตรวจเลือดอะไรที่ระบุได้แน่ชัดว่าเป็นโรคกลุ่มนี้แน่   ดังนั้นจึงมีแพทย์จำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้คิดถึง  และไม่ได้ให้การวินิจฉัยโรคกลุ่มนี้  ทำให้ผู้ป่วยมักจะไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่ระยะแรก ๆ  มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่เสียเวลาและเสียเงินทองในการรักษาอาการปวดข้อ  ข้ออักเสบไปมาก     กว่าจะมาได้รับการรักษาที่ถูกต้อง  ดังนั้นขอให้คิดถึงโรคกลุ่มนี้ซึ่งเป็นโรคกลุ่มที่พบได้บ่อย  และรีบไปรับการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อ

 

โรคกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ   เกิดขึ้นได้อย่างไร

ในปัจจุบันนี้  ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า โรคกลุ่มนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร  แต่จากการศึกษาพอจะทราบคร่าว ๆ ว่า โรคกลุ่มนี้เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย  ประการที่สำคัญคือ ผู้ป่วยที่จะเป็นโรคนี้มักจะมีพันธุกรรมที่ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดเป็นโรคได้  เช่น มีพันธุกรรมชนิดที่เรียก HLA-B27 ซึ่งได้รับถ่ายทอดมาแต่พ่อ แม่ หรือปู่ ย่า ตา ยายของผู้ป่วย  แต่พ่อแม่ของผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเป็นโรคนี้  และการมีพันธุกรรมชนิดนี้ไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคนี้เสมอ   ต้องมีปัจจัยภายนอกมากระตุ้นให้เกิดโรคซึ่งปัจจัยที่มากระตุ้นนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด  แต่มักจะเกี่ยวข้องกับการมีการติดเชื้อโรคบางอย่าง เช่น การติดเชื้อลำไส้อักเสบจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิด  ทำให้มีอาการท้องเดินท้องเสีย  หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ  หรือแม้กระทั่งหลอดลมอักเสบ  การติดเชื้อนี้ไม่เรื้อรังเมื่อได้รับการรักษาก็หาย  แต่การติดเชื้อครั้งนั้นดูเหมือนจะไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ป่วย  ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเปลี่ยนไป  คล้ายกับจะมองว่าข้อหรือเส้นเอ็นของผู้ป่วยเองเป็นสิ่งแปลกปลอม  ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังกับข้อและเส้นเอ็นของผู้ป่วยจนเกิดเป็นโรคขึ้น  และมีอาการต่าง ๆ ดังที่กล่าวไปแล้ว  เหตุที่เกิดโรคนี้ในช่วงวัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาว  เพราะช่วงเวลานี้ของคนเราเป็นช่วงที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายคนเราแข็งแรงที่สุด  ดังนั้นการเกิดการอักเสบจากภูมิคุ้มกันก็รุนแรงที่สุดเช่นเดียวกัน

การรักษาโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ  ทำได้อย่างไร

เนื่องจากผู้ป่วยโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ  มีอาการปวดบวมข้อและเส้นเอ็นต่าง ๆ  อาการปวดนี้บางรายไม่รุนแรง  แต่บางรายก็ปวดรุนแรงมาก  และปวดเรื้อรังเป็นเวลานานจนได้รับความทุกข์ทรมาน  ดังนั้นการรักษาที่สำคัญประการแรกคือต้องได้รับยาต้านการอักเสบ  ซึ่งส่วนมากเป็นยาในกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์  ที่มีประสิทธิภาพสูง  เช่นยา indomethacin  และอาจต้องใช้ต่อเนื่องกันไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง  เนื่องจากผู้ป่วยส่วนมากเป็นคนอายุน้อย  ดังน้นผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้ต่อผู้ป่วยอาจไม่มากนัก  แต่ก็ต้องใช้อย่างระมัดระวัง  ต่อมาเนื่องจากโรคกลุ่มนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิคุ้มกัน  ดังนั้นจึงต้องมียาที่จะปรับเปลี่ยนภูมิคุ้มกัน หรือปรับเปลี่ยนตัวโรค เช่น ยาซัลฟาซาลาซีน (sulfasalazine)  หรือยาเมโธรเทรกเซต (methotrexate)  ซึ่งต้องให้ต่อเนื่องกันไปเป็นระยะเวลานานเช่นเดียวกัน  ในปัจจุบันเนื่องจากมีผู้ป่วยที่มีการตอบสนองต่อยาปรับเปลี่ยนตัวโรคไม่ดีนัก  โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีข้อกระดูกสันหลังอักเสบ   จึงมีการนำยาในกลุ่มยาชีวภาพ (biologic agent) มาใช้รักษาโรคกลุ่มนี้โดยเฉพาะโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบ (Ankylosing spondylitis)  และโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินอย่างได้ผล  เช่นยา กลุ่มยาต้านสาร tumor necrotic factor-TNF (anti-TNF)  ซึ่งออกฤทธิ์ต่อต้านสารจากระบบภูมิคุ้มกันที่ทำให้เกิดการอักเสบโดยตรง  ยากลุ่มนี้ถึงแม้จะมีประสิทธิภาพสูงมาก  และออกฤทธิ์เร็ว แต่เนื่องจากมีราคาแพงมาก  จึงมีการนำมาใช้ในบ้านเรา แต่ยังไม่แพร่หลายนัก

วิธีการรักษาโรคกลุ่มนี้ อีกประการหนึ่งที่สำคัญมากคือ  การทำกายภาพบำบัด  โดยเฉพาะการออกกำลังกาย เช่น การว่ายน้ำ  และการบริหารกล้ามเนื้อ  เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหลังและข้อกระดูกสันหลัง  ป้องกันไม่ให้ข้อติดยึดและพิการ  การทำกายภาพบำบัดนี้ควรทำอย่างสม่ำเสมอ  และทำควบคู่กับการรักษาด้วยยาไปตลอดการรักษา  จะช่วยให้อาการของโรคดีขึ้น และอาจใช้ยาน้อยลงหรือสามารถหยุดยาได้เร็ว  นอกจากนี้สำหรับผู้ป่วยที่มีความพิการเกิดขึ้น  อาจมีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด เช่น ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก หรือผ่าตัดแก้ไขความพิการของกระดูกสันหลังที่จำเป็น

ข้อมูลจาก : ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

http://www.ra.mahidol.ac.th/dpt/MD/know11-air-04

โรคหลังแข็ง ตอนที่ 2 สันหลังอักเสบติดยึด รักษาได้จริงหรือ

โรคหลังแข็ง ตอนที่ 2 รักษาได้จริงหรือ

ปัญหาของผู้ป่วยโรคหลังแข็งส่วนมากจะ เป็นโรคนี้แล้วไม่รู้ตัว บางครั้งมีอาการปวดข้อ ปวดหลังก็มักจะซื้อยารับประทานเอง พอบรรเทาอาการปวด แต่ไม่หายและไม่ได้รักษาโรคบางครั้งมีอาการปวดข้อ ไปพบแพทย์ แพทย์ก็อาจไม่ได้นึก ถึงโรคนี้ ก็ให้แต่ยาแก้ปวดลดอาการอักเสบ เช่น ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ทานยาแล้วอาการปวดลดลงบ้างแต่ไม่หาย ทำให้การรักษาล่าช้าไป เกิดความพิการ หลังแข็งไปแล้ว แก้ไขลำบาก ดังนั้นถ้าท่านสงสัยว่าจะเป็นโรคหลังแข็งหรือโรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคข้อ ที่เรียกแพทย์รูมาโตโลจิส หรือถ้าหาไม่ได้ก็ไปพบแพทย์ทางศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ ก็ได้ แพทย์จะให้การวินิจฉัยโรคโดยอาศัยประวัติการเจ็บป่วยและการตรวจร่างกายว่าอาการและอาการแสดงเข้าได้กับโรคนี้หรือไม่ เช่น ตรวจดูว่ามีอาการปวดบริเวณก้นกบโดยการตรวจวิธีต่าง ๆ ตรวจดูบริเวณกระดูกสันหลังว่ามีการเคลื่อนไหวเป็นปกติหรือไม่ หรือหลังแข็งไปแล้วก้มไม่ลง ก้มเอามือแตะปลายเท้าไม่ถึง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการประเมินกระดูกสันหลังช่วงอก โดยวัดรอบอกในขณะหายใจเข้าเต็มที่หรือประเมินกระดูกสันหลังช่วงคอโดยการให้ยืนหันหลังชิดกำแพง แล้ววัดระยะจากบริเวณท้ายทอยไปที่กำแพงดูว่าสามารถเอาท้ายทอยไปแตะกำแพงได้หรือไม่ รวมไปถึงการตรวจการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลังในท่าต่าง ๆ เช่น การเอียงตัวไปด้านข้างหรือการแอ่นตัว การตรวจตำแหน่งอื่น ๆ ของกระดูกก็อาจตรวจบริเวณข้อต่าง ๆ ที่มีอาการปวดหรือข้ออักเสบ รวมไปถึงการอักเสบของเส้นเอ็นและจุดเกาะของเอ็น เช่น บริเวณส้นเท้า เป็นต้น

ในกรณีที่แพทย์สงสัยว่าจะเป็นโรคหลังแข็งจริง ก็จะขอตรวจทางภาพถ่ายรังสี ที่มักพบความผิดปกติและเป็นความผิดปกติที่ใช้ยืนยันการวินิจฉัยโรคได้คือ ความผิดปกติบริเวณข้อต่อของกระดูกก้นกบกับกระดูกเชิงกราน ซึ่งส่วนมากมักพบความผิดปกติทั้ง 2 ข้างสมมาตรกัน ถ้าผลไม่ชัดเจนเนื่องจากเพิ่งเป็นในระยะ แรกอาจต้องอาศัยการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ในกรณีที่ต้องการยืนยันการวินิจฉัยและประเมินความรุนแรงของโรค แพทย์อาจจะขอตรวจเลือดดูพันธุกรรมว่าเป็นลักษณะ HLA-B27 หรือไม่ จากการศึกษาในทางระบาดวิทยาพบว่า ผู้ป่วยโรคหลังแข็งมากกว่าร้อยละ 90 จะมีการตรวจ HLA-B27 ให้ผลบวก แต่การตรวจ HLA-B27 นี้ไม่ได้ทำในผู้ป่วยทุกราย เพราะผลที่ได้ไม่คุ้มค่า

โรคหลังแข็งหรือข้อสันหลังอักเสบติดยึด เป็นโรคเรื้อรังที่ในผู้ป่วยแต่ละรายมีความรุนแรงของโรคและการดำเนินโรคแตกต่างกัน บางรายอาการไม่รุนแรง ค่อย ๆ เป็น เป็น 10 ปี กลุ่มนี้จะมีอาการทางกระดูกสันหลังไม่มาก แต่บางรายมีอาการรุนแรง ปวดหลังมาก กระดูกสันหลังจะมีการอักเสบรุนแรง และมีการติดยึดของกระดูกสันหลังอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่ปี ปัจจัยที่บ่งถึงความรุนแรงและมีการพยากรณ์โรคก็ไม่ดี ได้แก่ การมีข้อตะโพก อักเสบร่วมด้วย การมีการเคลื่อนไหวของข้อกระดูกสันหลังช่วงเอวลดลง การมีนิ้วมือนิ้วเท้าอักเสบเหมือนไส้กรอก การที่โรคเริ่มเกิดตั้งแต่อายุน้อยกว่า 16 ปี รวมถึงการไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยากลุ่มต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ สำหรับผู้หญิงถ้าเริ่มโรคนี้ตอนอายุมากหน่อย มักมีอาการของโรครุนแรงน้อยกว่า

ผู้ป่วยโรคหลังแข็งบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนจากโรคเกิดขึ้นได้ ที่สำคัญคือ กระดูกสันหลัง หัก เพราะถึงแม้กระดูกสันหลังจะแข็งขึ้นเพราะมีแคลเซียมมาเกาะพังผืดหุ้มกระดูกสันหลังจนแข็ง แต่กระดูกสันหลังจะเปราะขึ้น ถ้ามีการกระทบกระแทกหรืออุบัติเหตุ โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลังช่วงคอ จะทำให้มีกระดูกสันหลังหักได้ บางรายถึงกับเป็นอัมพาตจากกระดูกสันหลังหักกดไขประสาทหรือเส้นประสาทไขสันหลัง ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่พบได้ก็มีต่อมลูกหมากอักเสบ ลิ้นหัวใจรั่ว มีปอดอักเสบเป็นพังผืด โดยเฉพาะบริเวณปอดส่วนบน แต่ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญที่สุดคงเป็นปัญหาทางด้านจิตใจ เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลต่อการทำงานและการทำกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยที่ยังอยู่ใน วัยทำงาน

การรักษาโรคหลังแข็งหรือโรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด เป็นการรักษาที่ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจและการพินิจพิจารณาอย่างละเอียด เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องใช้เวลาในการรักษานาน และเป็นโรคที่สามารถทำให้เกิดความพิการได้ (อดีตนายกสมาคมคนพิการของไทยบางคนก็เป็นโรคหลังแข็ง) การรักษาโรคหลังแข็งจะประกอบไปด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ป่วยว่าโรคนี้เป็นอย่างไร มีการดำเนินโรคอย่างไร แนวทางการรักษาเป็นอย่างไร เนื่องจากการรักษาที่ได้ผลจะต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ป่วยในการดูแลรักษาตัวเอง ในการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง ซึ่งรวมถึงการออกกำลังกายที่เหมาะสม ตลอดจนการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนจากโรคและจากการรักษาต่าง ๆ ยาที่ใช้รักษาโรคหลังแข็งจะประกอบไปด้วยยาแก้ปวดลดการอักเสบในกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่ สเตียรอยด์ ยาปรับเปลี่ยนการดำเนินโรค เช่น ยาซัลฟาซาลาซีน (sulfasalazine) หรือยาเมโธรเทรกเสต (methotrexate) ยาชีวภาพ (biologic agents) ซึ่งเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรคหลังแข็ง แต่เป็นยาที่มีราคาแพง

ที่สำคัญในการรักษาโรคหลังแข็งต้องมีการรักษาด้วยการใช้วิธีการทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูหรือการทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย เพื่อลดอาการปวด ทำให้สามารถใช้ข้อและหลังได้อย่างถูกต้อง และป้องกันการเกิดความพิการ การรักษาด้วยการใช้วิธีการทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู ยังรวมไปถึงการออกกำลังกายที่ถูกต้องและสม่ำเสมอ การออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคหลังแข็งคือ การว่ายน้ำ นอกจากนี้ยังมีการบริหารท่าต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของหลัง ในกรณีที่มีความจำเป็นหรือแก้ไขภาวะแทรกซ้อนก็ต้องอาศัยการรักษาด้วยการผ่าตัดร่วมด้วย

โรคหลังแข็งหรือโรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่เกิดขึ้นในคนหนุ่มสาว ในวัยเรียนและวัยทำงาน เป็นโรคที่พบได้บ่อย และสามารถทำให้เกิดความพิการได้ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ดังนั้นถ้าท่านมีอาการปวดหลังหรือสงสัยว่าอาจจะเป็นโรคหลังแข็ง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจ รักษาต่อไป

โรคหลังแข็ง แข็งจริง ใช่อิงแอบ
หลังไม่แนบ กำแพงได้ ให้ฉงน
แสนจะปวด หลังและข้อ ไม่รอทน
ต้องรีบสน ใจไขว่คว้า รักษาเอย

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์
ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี.


ที่มาจากหนังสือพิมพ์ : เดลินิวส์
วันที่ 26 กรกฎาคม 2552

 

 

การศึกษาต่อเนื่อง คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

http://ramaclinic.ra.mahidol.ac.th/healthnews/hnews0100.html