
Image via Wikipedia
ไร้โรคาพาร่ำรวย
นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ
เป็นโรคสะเก็ดเงินทำไมปวดข้อ
คำถามนี้ เป็นคำถามที่ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน มักจะถามบ่อย ก่อนอื่นคงต้องขอกล่าวถึงโรคสะเก็ดเงิน (psoriasis) ก่อนว่า เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังชนิดหนึ่งที่มีคนเป็นกันไม่น้อย
เป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันผิดปกติโรคหนึ่ง คือมีการอักเสบของผิวหนังที่เกิดจากแพ้ภูมิตนเอง การอักเสบนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อักเสบมากบ้าง น้อยบ้าง บริเวณของผิวหนังที่เป็นก็มักจะเป็นบริเวณแขน ขา ลำตัว แต่ถ้าเป็นมากๆ หรือบางครั้งก็อาจจะเป็นในที่ซ่อนเร้น เช่น สะดือ ร่องก้น นอกจากนี้ ยังอาจเป็นที่หนังศีรษะ บริเวณไรผม หรือทั้งหนังศีรษะ
ผิวหนังบริเวณที่อักเสบจะเป็นผื่นแดง คันไม่มาก แต่ที่สำคัญผิวหนังจะเป็นขุยสีขาวๆ คล้ายสะเก็ดเงิน ขุยสีขาวนี้เป็นลักษณะเฉพาะของโรคสะเก็ดเงิน ซึ่งในสมัยก่อนโรคสะเก็ดเงินนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่าโรคเรื้อนกวาง เพราะลักษณะรอยโรคที่ผิวหนังคล้ายโรคเรื้อน แต่ไม่ทราบทำไมถึงเป็นเรื้อนกวาง อาจจะเหมือนโรคเรื้อนในสัตว์จำพวกกวางก็เป็นได้

Image via Wikipedia
โรคสะเก็ดเงินในผู้ป่วยบางรายเป็นไม่มาก หรืออยู่ในร่มผ้าก็ไม่เป็นที่สังเกตเห็น ในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรงก็อาจจะเป็นทั้งตัว เป็นผื่นแดงเป็นปื้นใหญ่ ทำความลำบากใจหรือเป็นทุกข์ให้ผู้ป่วยไม่น้อย แต่โรคนี้ส่วนมากมีแต่รอยโรคที่ผิวหนัง ไม่ถึงกับเป็นอันตรายหรือเกิดโรคแทรกซ้อนที่รุนแรง และไม่ถึงกับเสียชีวิต
การรักษาก็แล้วแต่ว่ามีรอยโรคมากน้อย มีความรุนแรงขนาดไหน ซึ่งจะแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย บางรายก็รักษาง่าย บางรายก็รักษายาก บางรายแค่ยาทาก็ดีขึ้น บางรายต้องทั้งรับประทานยา หรือต้องได้รับการฉายแสงร่วมด้วยก็มี บางรายตัวโรคดื้อต่อการรักษามาก ก็อาจจะต้องได้รับการรักษาด้วยยาชีวภาพซึ่งมีราคาแพงมาก จึงจะควบคุมรอยโรคที่ผิวหนังได้
ส่วนมากแล้วผู้ป่วยที่เป็นโรคสะเก็ดเงินจะต้องได้รับการรักษาต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายปีจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคผิวหนัง เคยมีการจัดอันดับโรคที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย โรคไหนมีผลกระทบเพียงใด ปรากฏว่าโรคสะเก็ดเงินมีผลกระทบต่อผู้ป่วยมากเป็นอันดับ 2 รองจากโรคหัวใจล้มเหลว แต่มากกว่าโรคเบาหวาน โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือมากกว่าโรคมะเร็งมาก
ปัญหาที่ถามว่า โรคสะเก็ดเงินมีข้ออักเสบได้หรือไม่ คำตอบคือมีได้ เนื่องจากโรคสะเก็ดเงินเป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติโรคหนึ่ง เป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเอง มีการต่อต้านเซลล์ผิวหนังของผู้ป่วยทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง เซลล์ผิวหนังมีการตายไป หลุดลอกออกมาเป็นขุยๆ ทำให้ต้องมีการแบ่งตัวของเซลล์เพื่อสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนเกือบตลอดเวลา ในอัตราที่เร็วกว่าปกติมาก ความที่ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเกิดต่อต้านเซลล์ของตัวเองก็ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดการต่อต้านอวัยวะอื่นนอกจากผิวหนังได้
ข้อ ก็เป็นอวัยวะหนึ่งที่มักจะถูกต่อต้านเมื่อเกิดภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ ดังที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือผู้ป่วยโรคเอสแอลอี หรือโรคพุ่มพวง ที่คนไทยเราเริ่มรู้จักกัน นอกจากนี้ ลักษณะของอาการข้ออักเสบในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินยังมีตำแหน่งของข้อที่อักเสบ และลักษณะทางคลินิกที่คล้ายกับอาการข้ออักเสบในผู้ป่วยกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ (spondyloarthropathy) ดังนั้น โรคข้ออักเสบที่เกิดในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่เราเรียกว่าโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน (psoriatic arthritis) จึงจัดเป็นโรคหนึ่งในกลุ่มของโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ โดยผู้ป่วยที่เป็นโรคในกลุ่มนี้ จะมีอาการปวดข้อ ข้อบวมบริเวณข้อ เข่าหรือข้อเท้า เป็นๆ หายๆ มีการอักเสบของเส้นเอ็นบริเวณเอ็นร้อยหวาย หรือเอ็นฝ่าเท้า มีอาการปวดหลังโดยเฉพาะหลังส่วนล่าง มีนิ้วมือหรือนิ้วเท้าอักเสบบวมทั้งนิ้ว เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยในกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบส่วนมากจะตรวจเลือดไม่พบรูมาตอยด์แฟคเตอร์ (rheumatoid factor) จึงไม่ใช่โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินนี้ ผู้ชายและผู้หญิงมีโอกาสเป็นพอๆ กัน อายุที่เป็นจะอยู่ในช่วง 30-55 ปี ในคนทั่วไป 100 คน จะมีคนที่มีโอกาสเป็นประมาณ 1-2 คน แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคสะเก็ดเงินอยู่แล้ว 100 คน จะมีประมาณ 25 คนที่จะเป็นโรคข้ออักเสบด้วย โดยในจำนวนคนที่เป็นโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน 100 คน 75 คนจะเป็นโรคสะเก็ดเงินที่ผิวหนังมาก่อนที่จะมีอาการทางข้อ จะมีประมาณ 15 คนที่มีอาการข้ออักเสบก่อนแล้วค่อยพบว่ามีรอยโรคสะเก็ดเงินที่ผิวหนังตามมา ที่เหลือร้อยละ 10 อาการทางผิวหนังและข้ออักเสบเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ผู้ป่วยที่มีอาการทางข้อรุนแรงจนมีข้อพิการจะมีอาการทางผิวหนังรุนแรง แต่ผู้ป่วยที่มีอาการผิวหนังรุนแรงอาการทางข้ออาจไม่รุนแรงก็ได้
ลักษณะอาการทางข้อส่วนมากจะมีการอักเสบอย่างช้าๆ มีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการรุนแรงอย่างรวดเร็ว ส่วนมากจะมีอาการปวดข้อ มีข้อฝืด แต่ข้อบวมไม่มาก คล้ายกับที่เกิดในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ แต่รุนแรงน้อยกว่า ข้อที่มักจะมีการอักเสบจะเป็นบริเวณข้อปลายนิ้ว ทั้งนิ้วมือและนิ้วเท้า ซึ่งแตกต่างกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ที่มักเป็นบริเวณข้อโคนนิ้ว หรือข้อกลางนิ้วมากกว่า ที่สำคัญคือ บริเวณเล็บของผู้ป่วยโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน มักจะมีการเปลี่ยนแปลงของเล็บแบบที่เกิดในโรคสะเก็ดเงินเกิดขึ้นที่เล็บของนิ้วที่จะมีข้อปลายนิ้วอักเสบ การเปลี่ยนแปลงของเล็บในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินมักเป็นรุนแรง การอักเสบของข้อปลายนิ้วนี้สามารถทำให้เกิดการกัดกร่อนกระดูกและข้อบริเวณปลายนิ้ว จนทำให้เกิดความพิการของข้อนิ้วได้ ทำให้เกิดความพิการผิดรูปผิดร่างได้ ผู้ป่วยร้อยละ 40-50 จะมีอาการปวดหลังและตรวจพบความผิดปกติบริเวณกระดูกสันหลัง ซึ่งส่วนมากจะมีการอักเสบของข้อต่อของกระดูกก้นกบกับกระดูกเชิงกราน ซึ่งอาจจะเป็นข้างเดียวหรือ 2 ข้างก็ได้
นอกจากนี้ อาจมีอาการเยื่อบุตาอักเสบ ม่านตาอักเสบได้ พบได้ประมาณร้อยละ 7-33 สำหรับผู้ป่วยที่มีเชื้อโรคเอดส์ในตัว หรือเป็นโรคเอดส์จะมีอาการของโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินเกิดขึ้นได้ หรือผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินหรือโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน เกิดไปได้รับเชื้อโรคเอดส์มา จะมีอาการของโรคสะเก็ดเงินหรือโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินที่รุนแรง และมีการดำเนินโรคอย่างรวดเร็วได้
การรักษาโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน ทำได้โดยพยายามควบคุมการอักเสบทั้งผื่นผิวหนังและข้อให้ได้ ถึงแม้จะไม่มีความสัมพันธ์อย่างแน่นอนระหว่างอาการทางข้อและผื่นผิวหนังก็ตาม การรักษาเบื้องต้นจึงมีการใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เพื่อบรรเทาอาการปวดและอาการอักเสบของข้อ ร่วมกับการใช้ยาทาบริเวณผิวหนังเพื่อลดการอักเสบของผิวหนัง
สำหรับผู้ป่วยบางรายที่มีอาการข้ออักเสบรุนแรงและมีแนวโน้มว่าจะมีการทำลายข้อสูง เช่น ตรวจพบว่ามีข้ออักเสบเกิน 5 ข้อ มีสารน้ำในข้อทำให้ข้อบวมเสมอๆ มีประวัติการใช้ยาหลายชนิดในการควบคุมโรคแล้วไม่ได้ผล มีการตรวจเลือดพบว่ามีการอักเสบในร่างกายมาก มีประวัติทางพันธุกรรมว่ามีญาติที่เป็นโรคชนิดนี้ที่มีอาการรุนแรง อาจจะต้องพิจารณาใช้ยาในกลุ่มยาปรับเปลี่ยนการดำเนินโรค (disease-modifying drug) เพื่อควบคุมการอักเสบและป้องกันการทำลายข้อ ป้องกันการเกิดความพิการหรือผิดรูปร่างของข้อที่จะเกิดตามมาตั้งแต่ระยะแรกๆ เช่น ยาเมโธเทร็กเซท (methotexate) ยาต้านมาลาเรีย ยาซัลฟาซาลาซีน (sulfasalazine) ยาอะซาไธโอพรีน (azathioprine) ยาเลฟลูโนไมด์ (leflunomide) เป็นต้น ซึ่งในระหว่างที่ผู้ป่วยได้รับยาเหล่านี้ต้องมีการติดตามผลของยาและผลข้างเคียงของยาแต่ละชนิดที่อาจเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด
สำหรับผู้ป่วยโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินที่มีอาการรุนแรงมาก ทั้งอาการทางข้อหรืออาการทางผิวหนัง และไม่ตอบสนองต่อยาปรับการดำเนินโรคที่ให้มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ในปัจจุบันยังมียาอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจจะพิจารณานำมารักษาโรคสะเก็ดเงินหรือโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินที่รุนแรงได้ คือยาในกลุ่มยาชีวภาพ (biologic agent) ซึ่งได้แก่ ยาที่ต่อต้านสาร tumor necrosis factor (TNF) ซึ่งเป็นสารตัวกลางสำคัญที่ทำให้เกิดการอักเสบและการทำลายข้อหรือผิวหนัง เช่น ยาเอ็นเบล (Enbrel) หรือยาเรมีเคต (Remicade) ที่มีการนำมาใช้รักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์หรือโรคในกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบอื่นๆ เช่น โรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด (ankylosing spondylitis) หรือแม้กระทั่งโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Crohn”s disease) มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยมีรายงานประสิทธิภาพของยาในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน พบว่าได้ผลดีทั้งอาการทางข้อและผิวหนัง ทำให้สามารถลดการใช้ยาปรับเปลี่ยนตัวโรคอื่นๆ เช่น ลดขนาดการใช้ยาเมโธเทร็กเซตที่ใช้ร่วมด้วยลงได้ ทำให้ผู้ป่วยได้รับผลข้างเคียงจากยาปรับเปลี่ยนตัวโรคน้อยลง แต่ยาชีวภาพเองก็มีผลข้างเคียง ซึ่งส่วนมากจะเป็นปฏิกิริยาบริเวณที่ฉีดยา เนื่องจากยาชีวภาพเป็นยาที่ให้โดยการฉีดใต้ผิวหนังหรือทางเส้นเลือด แต่ที่สำคัญคือ มีโอกาสเกิดการติดเชื้อสูงขึ้นหรือพบการกำเริบของเชื้อวัณโรคเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยาชีวภาพเป็นยาที่มีราคาแพงมาก การใช้จึงจำเป็นต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม
โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน เป็นโรคที่มีอาการของผื่นสะเก็ดเงินที่ผิวหนังร่วมกับอาการทางข้อ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดูแลโดยแพทย์ผิวหนัง ร่วมกับแพทย์ทางด้านโรคข้อ การรักษาในปัจจุบันมีวิธีการที่ได้ผลดี ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่ระยะแรกจะสามารถป้องกันความพิการที่จะเกิดขึ้นได้ และทำให้ผู้ที่เป็นโรคสะเก็ดเงินหรือข้ออักเสบสะเก็ดเงิน มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป
สะเก็ดเงิน เกินเลย ไม่เฉยนิ่ง
ข้อปวดจริง อิงปวดหลัง พังทั้งสอง
รีบรักษา พากันไว้ ให้สมปอง
มีเงินทอง ก็ไม่ไซร้ ไร้โรคา
ข้อมูลจาก มติชน 01 พฤษภาคม 2551