ฟิตปั๋งแบบไทย ไม่ต้องพึ่ง ‘ถั่งเช่า’

dailynews130714_002อาทิตย์นี้ขออิงกระแส “คลิปถั่งเช่า” ของฝ่ายการเมือง เอาใจคุณลุง คุณน้า คุณตา คุณปู่ หรือป๋า ๆ ทั้งหลาย ที่เตะปี๊บไม่ดัง ความฟิตปั๋งลดลง ครั้นจะไปหา “ถั่งเช่า” มาโด๊ปกระเป๋าคงฉีกเป็นแน่แท้ เพราะราคาแพงหูฉี่ งั้นลองมาดูสมุนไพรไทยหรืออาหารง่าย ๆ ราคาถูก ที่มีอยู่ในบ้านเราดีกว่าว่าตัวไหนพอจะช่วยได้บ้าง

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า ถั่งเช่ามีสารเคมีตัวหนึ่งชื่อ “คอร์ไดซิปีน” ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน เสริมหลอดเลือดให้แข็งแรง พอหลอดเลือดแข็งแรงไม่ตีบ สมรรถภาพทางเพศน่าจะดีขึ้น เพราะคนมีปัญหานกเขาไม่ขันเนื่องจากหลอดเลือดตีบ ทั้งนี้การศึกษาถั่งเช่าที่มีผลต่อการสร้างอสุจิ หรือสมรรถภาพ ของผู้ชาย ส่วนใหญ่มีการศึกษาในประเทศจีน ไต้หวัน ได้ผลในสัตว์ทดลอง เช่น ทำให้อสุจิเพิ่มขึ้น แต่การวิจัยในคนยังค่อนข้างน้อยอยู่ ในแง่การรักษามะเร็งไปไกลกว่าเรื่องนี้และมีงานวิจัยค่อนข้างเยอะ

ถ้าอยากให้นกเขากลับมาขันจะต้องรู้หลักก่อนว่า จะต้องทำให้หลอดเลือดขยายตัวได้ดี ซึ่งมีสารเคมีตัวหนึ่งช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวได้ดี นั่นก็คือ “แอล-อาร์จินีน” เป็นอณูอาหารที่ช่วยเสริมสมรรถภาพ มีอยู่ในธัญพืชต่าง ๆ ที่มีในบ้านเรา เช่น เม็ดมะม่วงหิมพานต์ งาดำ ถั่วลิสง ปลาทู และอาหารทะเล เป็นต้น

มะระขี้นก” ช่วยลดน้ำตาล ต้านนกเขาไม่ขัน เป็นตัวช่วยคุมน้ำตาลในเลือด ที่ไหนมีน้ำตาลไปจับเยอะ หลอดเลือดจะเสื่อมเร็ว มะระขี้นกมีฤทธิ์เหมือนยาช่วยเสริมสมรรถภาพ ช่วยขยายเส้นเลือด กินแบบต้มหรือลวกก็ได้ ในคนไข้เบาหวานที่มีปัญหานกเขาไม่ขันมะระขี้นกคือคำตอบ

กระชายดำ” มี “สารฟลาวโวนอยด์” เป็นสารกลุ่มพฤษฮอร์โมน ในบ้านเรามีการทดลองในหนูทดลองได้ผล

ขิง” เป็นโสมแบบไทย ๆ ช่วยทำให้เส้นเลือดขยาย เพราะมีน้ำมันสำคัญ คือ “จินเจอรอล” ลองสังเกตดูว่าเวลากินเข้าไปมันจะรู้สึกร้อนซู่ซ่าขึ้นมาทันที

จมูกข้าว”หรือ “ข้าวกล้อง” มีทั้ง แอล-อาร์จินีน เบต้ากลูแคน และสังกะสี ช่วยเสริมสร้างอสุจิ และช่วยต่อมลูกหมากได้ดี

เมล็ดฟักทอง” มีสังกะสี และวิตามินบีเยอะมาก ช่วยทำให้เส้นประสาทส่วนปลายไวขึ้นโดยเฉพาะบริเวณแถวจุดสำคัญ จุดยุทธศาสตร์ แต่มีเคล็ดในการกิน คือ อย่ากินแบบอบเกลือเพราะเกลือจะยิ่งทำให้ง่อยลง นกเขาไม่ขัน

นอกจากนี้อาหารที่มี “ไนอะซีน” หรือ “วิตามินบี 3” มีมากใน พริก เนื้อไก่ โดยเฉพาะส่วนอก หรือน่อง

ข้าวหมาก” เป็นแหล่งของ “ไนอะซีน”และ “วิตามินบี 12” ซึ่งหาได้ยาก ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ช่วยในเรื่องเส้นประสาทส่วนปลาย และช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศได้

กระเทียม” หรือ “หัวหอม” ก็ช่วยเรื่องสมรรถภาพทางเพศได้ดีมาก มีพระเอกคือ “สารอัลลิซิน” เป็นตัวช่วยกวาดตะกรันไขมันในเส้นเลือด สรรพคุณเหมือนตัวทะลวงท่อ

หญ้าฝรั่น” เป็นสมุนไพรโบราณ มีใช้มานานแล้ว แต่ราคาแพงมาก โลละเป็นแสนบาท เป็นเหมือนหญ้าทองคำ หญ้าฝรั่นเอามาปรุงอาหาร เช่น ข้าวอบ ข้าวหุงใส่หญ้าฝรั่น มีการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในแคนาดาระบุว่า หญ้าฝรั่นกับโสมเกาหลีมีสรรพคุณในการบำรุงสมรรถภาพทางเพศเหมือนกัน

ท้ายนี้ก่อนจะสรรหาอะไรมารับประทาน ต้องดูว่าตัวท่านมีโรคประจำตัว 4 โรคนี้หรือไม่ คือ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วนลงพุง และโรคเครียด ถ้ามีควรรักษาด้วย  มิฉะนั้นต่อให้สมุนไพรราคาแพงแค่ไหนก็ช่วยไม่ได้ เพราะ 4 โรคนี้เป็นตัวการทำให้นกเขาโศกเศร้า เหงาหงอย  ขณะเดียวกันควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ร่วมกับการออกกำลังกาย เช่น การออกกำลังกายแบบ คาดิโอ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเร็ว วิ่งอยู่กับที่ เต้นแอโรบิก หรือออกกำลังกายแบบสลับช่วง วิ่งเร็ว สลับกับการวิ่งช้า.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

 

ที่มา : เดลินิวส์ 14 กรกฎาคม 2556

มะระขี้นก

มะระขี้นก

รองศาสตราจารย์ ดร.วีณา จิรัจฉริยากูล
ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  

          มะระขี้นก (Momordica charantia L.) เป็นสมุนไพรที่ใช้กันมานานนับพันปี ในเอเซีย อาฟริกา และละตินอเมริกา อายุรเวทใช้ผลมะระรักษาเบาหวาน โรคตับ บรรเทาอาการโรคเก๊าต์และข้ออักเสบ ตำรายาไทยใช้ใบมะระในตำรับยาเขียวลดไข้ รากในตำรับยาแก้โลหิตเป็นพิษ และโรคตับ

งานวิจัยสมุนไพรมะระได้ดำเนินอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ ค.ศ. 1962 ซึ่ง Lotlika และ Rao ได้ค้นพบชาแรนตินในผลมะระ ที่แสดงฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลอง ในปี 1965 Sucrow ได้พิสูจน์โครงสร้างเคมีของชาแรนติน พบว่าเป็นสารผสมของ sitosteryl- และ 5,25-stigmastadien-3-beta-ol-D-glucosides ในอัตราส่วน 1:1 ปี 1977 Baldwa และคณะ ได้แยกสารคล้ายอินซูลินจากผลมะระและมีฤทธิ์ลดน้ำตาล ในปี 1981 Khana และคณะได้พิสูจน์โครงสร้างของสารคล้ายอินซูลิน พบว่าเป็นโพลีเปปไทด์ที่มีน้ำหนักโมเลกุล 11,000 ดาลตัน และมีกรดอะมิโน 166 residues เรียกสารนี้ว่า โพลีเปปไทด์ พี สารขมกลุ่มคิวเคอร์บิตาซินซึ่งเป็น chemotaxonomic character ของพืชวงศ์ Cucurbitaceae คิวเคอร์บิตาซินในมะระ คือ momordicosides, momordicins, karaviloside K1 และ charantoside มีรายงานว่าสารขมดังกล่าวมีฤทธิ์ลดน้ำตาล

ในมะระขี้นกมีสารหลายชนิดที่ต้านเบาหวาน และมีหลายกลไกที่ออกฤทธิ์ต้านเบาหวาน ได้แก่ เสริมการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน ลดการสร้างน้ำตาลจากตับ เสริมการเผาผลาญน้ำตาล เพิ่มความไวต่ออินซูลิน เพิ่มความทนต่อกลูโคส (glucose tolerance) นอกจากนี้ยังยับยั้งการหลั่งกลูโคสในลำไส้เล็ก และยับยั้งเอนไซม์กลูโคไซเดส

น้ำคั้นจากผลมะระขี้นกแสดงฤทธิ์ต้านเบาหวานในกระต่ายและหนูขาว นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ามะระสามารถชะลอความผิดปกติของไต การเกิดต้อกระจก การเสื่อมของเส้นประสาทซึ่งเป็นผลมาจากการที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน หรือไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลเลือดให้ปกติ

การศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน (8 คน) พบว่าผู้ป่วยทนต่อกลูโคสได้ดีขึ้น ลดระดับน้ำตาลขณะอิ่ม และลดความถี่ของการถ่ายปัสสาวะ จึงขอแนะนำผู้ป่วยเบาหวานบริโภคมะระขี้นกเป็นอาหาร หรือในรูปน้ำคั้นเป็นอาหารเสริม เพื่อช่วยรักษาระดับความดันเลือดให้ปกติ และชะลออาการต่างๆที่เป็นผลเสียจากโรคเบาหวานที่เป็นมานาน

มะระขี้นก (สีเขียว) มีคุณค่าทางอาหารเพราะมีวิตามินเอ (2,924 IU) ไนอะซิน (190 มก./100 ก) และมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ

การเตรียมน้ำคั้นจากผลมะระขี้นก ขนาดที่ใช้ต่อวัน ผลสด 100 ก. นำมาผ่าครึ่ง ใช้ช้อนกาแฟขูดไส้ในและเมล็ดออก หั่นเนื้อผลเป็นชิ้นเล็กขนาดกว้าง 1 ซม. ใส่ในเครื่องปั่นแยกกาก จะได้น้ำมะระประมาณ 40 มล. ดื่มหลังอาหารเช้าหรือเย็น 

 

ที่มา: http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/thai/knowledgeinfo.php?id=90

หนุนใช้มะระขี้นก-กระเจี๊ยบแดง พิชิตเบาหวาน-ความดัน

กระทรวงสาธารณสุข สนับสนุนให้บริโภคยาสมุนไพร เช่น มะระขี้นก กระเจี๊ยบแดง เพื่อควบคุมป้องกันโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ส่งเสริมประชาชนใช้สมุนไพรใกล้ตัวดูแลสุขภาพ โดยไม่ต้องพึ่งพายารักษาโรค…

นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึง ทิศทางการดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุขในปีนี้ ว่า จะเน้นการพัฒนาศักยภาพของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือรพ.สต.ทั้ง 9,810 แห่งทั่วประเทศ ให้เป็นสถานพยาบาลใกล้บ้านใกล้ใจประชาชน เพิ่มความสะดวกแก่ประชาชน มีแพทย์ประจำครอบครัว ให้การรักษากรณีเจ็บป่วยทั่วๆ ไป มีระบบปรึกษาแพทย์ผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ได้ด้วย รวมทั้งดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรคเบาหวาน  และความดันโลหิตสูง ซึ่งขณะนี้คนไทยทั้งเขตเมืองและชนบทป่วยกันมากประมาณ 3 ล้านคน และพบผู้ที่มีอาการผิดปกติ เสี่ยงจะป่วยเพิ่มอีกประมาณ 6 ล้านคน ให้สามารถตรวจรักษาได้ใกล้บ้าน ไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลในตัวอำเภอหรือจังหวัด ขณะนี้ได้เร่งจัดบุคลากร เครื่องมือแพทย์จำเป็นให้

ขณะเดียวกัน จะให้ รพ.สต.เร่งป้องกันควบคุมโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูงในชุมชนที่รับผิดชอบ ร่วมกับ อสม. โดยในปีนี้กระทรวงสาธารณสุข ได้เตรียมจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ในการตรวจคัดกรองหาผู้ป่วยเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ให้ อสม.ที่ผ่านการอบรมเป็น อสม.เชี่ยวชาญในการควบคุมป้องกัน 2 โรคที่กล่าวมา มีชุดปฏิบัติการตรวจคัดกรองจำนวน 170,000 ชุด ให้ อสม. เฉลี่ยหมู่บ้านละ 2 ชุด เช่น เครื่องตรวจวัดความดันโลหิต แถบสีตรวจหาน้ำตาลในปัสสาวะเพื่อตรวจหาโรคเบาหวาน  เครื่องชั่งน้ำหนัก สายวัดรอบเอว  ซึ่งที่ผ่านมา อสม. มีเครื่องมือในการทำงานน้อยมาก

ประการสำคัญจะส่งเสริมให้เพิ่มยาสมุนไพร เช่น มะระขี้นก ซึ่งมีสรรพคุณช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ หรือกระเจี๊ยบแดง ซึ่งมีสรรพคุณในการลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิตได้ หรือสมุนไพรตัวอื่นๆ ที่ให้ผลในการป้องกันโรคด้วย เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้สมุนไพรใกล้ตัวมาดูแลสุขภาพ โดยได้มอบหมายให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ประชุมพิจารณาคัดเลือกกำหนดรายละเอียดเครื่องมือและยาสมุนไพร ในวันที่ 3 เมษายน 2555 เมื่อ อสม.มีเครื่องมือในการทำงาน มั่นใจว่าจะสามารถสนองนโยบายในการลดโรค ป้องกันโรคของกระทรวงสาธารณสุขได้สำเร็จ.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 2 เมษายน 2555

‘สมุนไพรไทย’ มหัศจรรย์ รักษาโรคร้าย

‘สมุนไพรไทย’ มหัศจรรย์ รักษาโรคร้าย  

โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด  โรคเบาหวาน ถือเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกไปแล้วปีละหลายล้านคน ทั้งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น ทางการแพทย์พยายามแสวงหาวิธีลดอัตราการเกิดโรคและเสียชีวิต แต่ก็ไม่เป็นผลเท่าที่ควร เพราะวิถีการดำเนินชีวิตและสภาพสังคมในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ผู้คนต่างเร่งรีบที่จะดำเนินกิจกรรมของตนในแต่ละวันให้แล้วเสร็จ จนลืมหันมาดูแลเรื่องสุขภาพ อันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรค

สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคดังกล่าวนอก จากจะต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการของโรคแล้ว ยังต้องเร่งหาเงินเพื่อใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลอีกด้วย ก็อย่างที่ทราบๆ กันดีว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของทั้ง 3โรคนี้สูงมาก ยาที่ใช้ในการรักษาส่วนใหญ่เป็นยานอกราคาแพง ทำให้คนเบี้ยน้อยหอยน้อย จำต้องยอมทนทุกข์ทรมานเพราะไม่มีเงินซื้อยา

หากคนไทยไม่ยึดติดกับค่านิยมว่าจะต้องกินยานอกถึงจะหาย ก็ลองหันมามองสมุนไพรไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่นของเราดูบ้าง เพราะสมุนไพรไทยก็มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับยานอกหรือจะดีกว่าเสียด้วยซ้ำไป ที่สำคัญได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ว่ามีสรรพคุณในการรักษาโรคร้ายแรงทั้ง 3

                  น้ำตรีผลา ยับยั้งต้านเซลล์มะเร็ง

คนไทยป่วยด้วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น เพราะพฤติกรรมเสี่ยงทั้งกินอาหารไม่เหมาะสม ไม่ออกกำลังกาย การดื่มเหล้า จะเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งถึง 9 เท่า การสูบบุหรี่ก็มีโอกาสสูงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ผู้ที่หยุดสูบบุหรี่จะลดโอกาสเกิดมะเร็งปอดได้ 60-70% ในผู้หญิงหากมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย และมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายหลายคนจะยิ่งเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปากมดลูก

จากการสำรวจสมุนไพรที่มีการจดแจ้งทะเบียนตำรับยาทั่วประเทศ พบว่ามีสมุนไพร 1,927 ตำรับที่มีสรรพคุณใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง ทั้งมะเร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด ฯลฯ ซึ่งในปัจจุบันการนำสมุนไพรมารักษาโรคมะเร็ง เริ่มได้รับการยอมรับจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติมากขึ้น โดยกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้ส่งเสริมสมุนไพรที่ผ่านการวิจัยรับรองแล้วว่ามีสรรพคุณที่จะรักษามะเร็งได้จริง

โดยสมุนไพรที่กล่าวถึงนั่นก็คือ น้ำตรีผลา ซึ่งมีส่วนผสมจากมะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก มีสรรพคุณช่วยในการเสริมภูมิต้านทาน เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นหวัดบ่อยๆ และช่วยชะลอความแก่ด้วย นอกจากนี้ยังพบด้วยว่าในน้ำตรีผลายังมีสรรพคุณในการยับยั้งและต้านเซลล์มะเร็ง หรือหากเกิดเซลล์มะเร็งขึ้นมาแล้วก็จะมีผลทำให้เซลล์มะเร็งโตช้า โดยมีผลวิจัยรองรับจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

  พริกขี้หนูสดลดเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุของการตาย อันเนื่องมาจากโรคภัยไข้เจ็บเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย และหลายประเทศทั่วโลก สาเหตุส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม เช่น มีการกินอาหารที่มีไขมันสูง และกินอาหารประเภทเส้นใยน้อย อาหารที่มีไขมันสูง ได้แก่ อาหารประเภทเนื้อสัตว์ติดมัน อาหารประเภททอด อาหารประเภทผัดที่ใช้น้ำมันมากๆ เป็นต้น ส่วนอาหารที่มีเส้นใยสูง ได้แก่ อาหารประเภทพืชผัก และผลไม้ต่างๆ อาหารประเภทธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี

จากผลการทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “ผลของพริกขี้หนูต่อปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด” ภายใต้การดูแลของ ศ.น.พ.สุรัตน์ โคมินทร์ หัวหน้าฝ่ายโภชนวิทยาและชีวเคมีทางการแพทย์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการบริโภคพริกขี้หนูสด ต่อปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในหญิงไทยที่มีไขมันในเลือดสูง

โดยได้ทำการศึกษาหญิงไทยจำนวน 50 คน ซึ่งมีระดับไขมันในเลือดสูง แต่มีสุขภาพโดยทั่วไปดี อายุอยู่ในช่วง 45-64 ปี และหมดประจำเดือนแล้ว แต่ไม่มีอาการแสดงของโรคเรื้อรังใดๆ เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต โรคกระเพาะอาหาร ไม่ได้รับประทานยาเป็นประจำ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า ไม่ดื่มกาแฟมากกว่า 2 แก้วต่อวัน และไม่รับประทานพริกมากกว่า 10 กรัมต่อวัน จากการศึกษาพบว่าระยะการบริโภคพริกขี้หนูมีผลดีต่อปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ การลดระดับน้ำตาลกลูโคส เพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกาย มีแนวโน้มชะลอการจับกลุ่มของเกล็ดเลือด และเพิ่มการละลายลิ่มเลือด โดยมีผลภายใน 30 นาทีหลังจากการบริโภคพริกขี้หนูสด

ทั้งนี้คนไทยบริโภคพริกเพื่อเป็นการเพิ่มรสชาติของอาหาร ส่วนประกอบที่สำคัญที่ทำให้เกิดความเผ็ดของพริกคือ “แคปไซซิน” ซึ่งนอกจากจะให้ความเผ็ดร้อนแล้วยังมีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยา คือ ช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อและข้อ เพิ่มการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร และที่น่าสนใจคือ ผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด นอก จากนี้พบว่าคนไทยซึ่งมีการบริโภคพริกเป็นประจำมีอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดน้อยกว่าประชากรในประเทศทางตะวันตกที่บริโภคพริกน้อย

  พืช ผักหลังบ้าน ยาต้านเบาหวาน

โรคเบาหวาน เป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุและวัยกลางคน มักมีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมและพฤติกรรมการบริโภค แป้งและน้ำตาลมากเกินไป รวมทั้งยังเกิดจากการใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ ยาเม็ดคุมกำเนิด หรืออาจพบร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง มะเร็งของตับอ่อน ตับแข็งระยะสุดท้าย คอพอกเป็นพิษ เป็นต้น

โดยร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลที่รับประทานเข้าไปได้หมด จึงทำให้น้ำตาลคั่งอยู่ในเลือด ถ้ามีน้ำตาลในเลือดมากจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ วิธีรักษาที่ดีที่สุดคือการรักษาระดับน้ำตาลในร่างกายไม่ให้สูงขึ้น รวมทั้งการเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้อง งดอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ตรวจร่างกายเป็นประจำเพื่อป้อง กันภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดจากโรคเบาหวาน

                  สมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ต้านเบาหวาน

มะระขี้นก, มะระจีนช่วยเจริญอาหาร น้ำคั้นจากผลช่วยแก้ไข้ และใช้อมแก้ปากเปื่อย ผลของมะระจีนที่โตเต็มที่แล้วนำมาหั่นตากแห้งชงกับน้ำร้อน ใช้ดื่มแทนน้ำชา แก้โรคเบาหวาน ใบสดของมะระขี้นกหั่นชงกับน้ำร้อนใช้ถ่ายพยาธิเข็มหมุดและนอกจากนั้นในผลและใบของมะระยังมีสารที่มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ได้แก่ พี-อินซูลิน (p-insulin) ซึ่งเป็นสารโปรตีน และคาแรนติน(charantin) ซึ่งเป็นสารผสมของสเตียรอยด์ กลัยโคไซด์ 2 ชนิด

ตำลึงใบและเถาตำลึงมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้ โดยมีการทดลองใช้น้ำคั้นจากใบและเถาตำลึง น้ำคั้นจากผลดิบ และสารสกัดจากเถาตำลึงด้วยแอลกอฮอล์ พบว่ามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของกระต่ายที่เป็นเบาหวานได้ เตยหอม ใช้ใบเตยสดเป็นยาบำรุงหัวใจ ให้ชุ่มชื่นช่วยลดอาการกระหายน้ำ รากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ใช้รักษาเบาหวาน น้ำต้มรากเตยสามารถลดน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลองได้

ดังนั้นผู้ที่เป็นอยู่แล้วนอกจากลองสมุน ไพรไทยแล้ว ควรตรวจร่างกายเป็นประจำ และรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ป้องกันภาวะแทรกซ้อน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดูแลรักษาร่างกาย ระมัด ระวังไม่ให้เกิดแผล เพราะจะทำให้แผลหายช้า สำ หรับท่านที่ยังไม่เป็นโรคเบาหวานควรปฏิบัติตัวตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น จะเป็นการป้องโรคได้ดีที่สุด

สมุนไพรไทยที่ยกตัวอย่างมาเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ยังมีสมุนไพรไทยอีกจำนวนมากที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคได้ดีไม่แพ้ยาฝรั่ง แต่กลับไม่ค่อยมีคนสนใจ ด้วยเพราะขาดแรงสนับสนุนจากคนไทยด้วยกันเอง ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะลุกขึ้นมาใช้ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษให้เกิดประโยชน์ และส่งต่อให้ชนรุ่นหลัง

สูตรน้ำตรีผลา

ส่วนประกอบ : สมอพิเภก 100 กรัม, สมอไทย 200 กรัม, มะขามป้อม 400 กรัม

วิธีการปรุง : นำสมุนไพรทั้ง 3 ชนิดใส่หม้อผสมน้ำ 6 ลิตร ตั้งไฟต้มเดือด 30 นาที เติมน้ำตาลทราย 600 กรัม เกลือ 1 ช้อนชา หากเข้มข้นเกินไปให้เติมน้ำสุกเพิ่มได้ ปรุงรสชาติที่ชอบ กรองผ่านผ้ากรองหรือกระชอน ใส่ภาชนะสำหรับเตรียมดื่ม ดื่มได้ทั้งร้อนและเย็นแทนเครื่องดื่มทั่วไป เช้า กลางวัน เย็น

ข้อมูลจาก : ฐานเศรษฐกิจ วันอังคาร ที่ 30 สิงหาคม 2554