ป่วยมะเร็งกระดูก ไม่ต้องถูกตัดแขน-ขา

มะเร็งกระดูก อาจพบได้ไม่มากเท่ามะเร็งชนิดอื่นๆ เพราะจากประชากร 1 ล้านคน พบป่วยเป็นมะเร็งกระดูกราว 5-10 ราย ทว่าโรคนี้ในความเข้าใจของคนทั่วไปมักคิดว่า ถ้าเป็นแล้วจะต้องตัดส่วนของร่างกายที่ถูกมะเร็งกัดกินนั้นออกไป เช่นเป็นที่ขาก็ต้องถูกตัดขาทิ้งไปหมด เพื่อไม่ให้มะเร็งลุกลามไปที่อื่นและรักษาชีวิตไว้

ด้วยความเชี่ยวชาญในการรักษาโรคกระดูกของหน่วยเนื้องอกทางออร์โธปิดิกส์ แห่งศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านออร์โธปิดิกส์ ประจำโรงพยาบาลเลิดสิน ทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขจึงจัดกิจกรรมโอเพ่นเฮ้าส์หน่วยดังกล่าว เพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องให้กับประชาชน โดยมีนายแพทย์ปิยะ เกียรติเสวี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเล่าถึงโรคมะเร็งกระดูกว่า มะเร็งกระดูก หมายถึงเนื้องอกชนิดร้ายที่สามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย และทำให้เสียชีวิตได้

โดยมะเร็งกระดูก แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ มะเร็งกระดูกที่เกิดจากกระดูกบริเวณนั้นเอง พบได้ไม่มาก มักเกิดในเด็กช่วงอายุ 15-19 ปี และคนสูงวัยอายุ 65 ปีขึ้นไป ชายจะเป็นมากกว่าหญิงเล็กน้อย มีโอกาสรักษาให้หายได้ถ้ามารักษาก่อนโรคลุกลาม และอีกประเภท มะเร็งกระดูกที่กระจายมาจากอวัยวะส่วนอื่น เช่น ปอด ไต ต่อมลูกหมาก เต้านม กลุ่มนี้รักษาไม่หาย ทำได้เพียงให้การรักษาแบบประคับประคอง

นพ.ปิยะ กล่าวเน้นถึงการรักษามะเร็งกระดูกที่เกิดจากกระดูกบริเวณนั้นเองว่า มีการพัฒนาไปมาก จากในอดีตจะรักษาโดยตัดรยางค์เหนือส่วนที่เป็นออก (รยางค์ หมายถึง โครงสร้างกระดูกส่วนที่ยื่นออกจากโครงสร้างหลักของร่างกายมนุษย์ เช่น รยางค์บนหรือท่อนแขน รยางค์ล่างหรือท่อนขา) บางรายจึงต้องเสียแขนหรือขาไปทั้งท่อน แต่แม้จะตัดมะเร็งออกหมด ผู้ป่วยก็ยังมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง และมีอัตรารอดชีวิตเพียงร้อยละ 20 เนื่องจากมะเร็งกระจายไปที่ปอด

อย่างไรก็ตาม หลังจาก ค.ศ.1980 มีการใช้ยาเคมีบำบัดร่วมกับการผ่าตัด ซึ่งให้ผลการรักษาดีขึ้น มีอัตราการรอดชีวิตเพิ่มเป็นร้อยละ 60-65 จากนั้นจึงมีการผ่าตัดแบบเก็บรยางค์ คือ การผ่าตัดเอาเฉพาะส่วนที่เป็นมะเร็งและส่วนรอบๆ ที่แพทย์วินิจฉัยว่ามะเร็งอาจลุกลามออกไป โดยไม่ต้องเสียแขนหรือขาไปทั้งหมด

เมื่อตัดส่วนที่เป็นมะเร็งออกไปแล้ว จะทดแทนส่วนที่เป็นช่องว่างนั้นด้วยวิธีต่างๆ เช่น การใส่กระดูกบริจาค หรือใช้กระดูกและข้อโลหะมาใส่แทนที่ ทั้งนี้การผ่าตัดแบบเก็บรยางค์ สามารถทำได้ในกรณีที่มะเร็งก้อนไม่ใหญ่ และอยู่ในตำแหน่งเหมาะสม ไม่กดเบียดหลอดเลือดหรือเส้นประสาทสำคัญ

แม้จะมีการใช้เทคนิคผ่าตัดแบบเก็บรยางค์ แต่ชิ้นโลหะที่นำมาใส่นั้นมีราคาสูงเกือบเท่าราคารถยนต์หนึ่งคัน ประกอบกับเบิกค่ารักษาได้เพียงบางส่วน ทางรพ.เลิดสิน จึงจัดตั้งกองทุนมะเร็งกระดูก เพื่อให้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคให้ผู้ป่วยที่ยากไร้มีโอกาสกลับไปใช้ชีวิตและประกอบอาชีพในสังคมได้ต่อไป สอบถามเพิ่มเติมที่ 0-2235-7337

มะเร็งกระดูกประเภทที่เกิดจากกระดูกบริเวณนั้น ยังไม่พบสาเหตุการเกิดโรค แต่เชื่อว่าน่าจะเกิดมาจากยีนที่ผิดปกติ หรือการได้รับรังสีรักษาจากการรักษามะเร็งชนิดอื่นในปริมาณมาก นพ.ปิยะ จึงเตือนให้ผู้ใดก็ตามที่รู้สึกปวดกล้ามเนื้อ เจ็บลึกไปถึงกระดูก มีก้อนปูดขึ้นผิดปกติในบริเวณที่มีอาการปวด แม้รับประทานยาแก้ปวดแล้ว 2-3 สัปดาห์ไม่หาย กลับยังปวดและปวดมากขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่ชัดเจน เพราะอาการที่กล่าวมานี้มีโอกาสเข้าข่ายมะเร็งกระดูก.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 30 สิงหาคม 2555

เนื้องอกกระดูก

เนื้องอกกระดูก มีทั้งชนิดไม่ร้ายแรง กับชนิดที่ร้ายแรง หรือมะเร็งกระดูก หากมีอาการปวดเรื้อรังบริเวณแขนขาขอให้ระวังให้ดี

เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล รองหัวหน้าภาคฯ ฝ่ายบริหาร ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์ฯ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เนื้องอกกระดูกแบ่งได้ 2 ชนิด คือ เนื้องอกปฐมภูมิ เกิดขึ้นจากความผิดปกติของเซลล์กระดูกเอง และเนื้องอกทุติยภูมิ ซึ่งเป็นการแพร่กระจายมาจากมะเร็งที่อื่น ยกตัวอย่างเช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งไต เป็นต้น

เนื้องอกกระดูกมีความแตกต่างกันในกลุ่มอายุของผู้ป่วย ถ้าเป็นอายุน้อย ๆ มักจะเป็นปฐมภูมิ แต่ถ้าเป็นในคนอายุมาก ๆโดยเฉพาะมีประวัติเป็นมะเร็งที่อื่นมักจะเป็นการแพร่กระจายมาจากมะเร็งที่อื่น

ตัวเนื้องอกเองก็มีความแตกต่างกันในเรื่องของอาการ ตั้งแต่ไม่มีอาการอะไรเลย จนกระทั่งมีอาการปวด ส่วนใหญ่คนไข้มักมาด้วยอาการปวด โดยอาการปวดนั้นจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเป็นมะเร็ง ทำให้คนไข้ไม่สามารถนอนได้ กลางคืนต้องตื่นมากินยาแก้ปวด นอกจากนี้อาจมีอาการบวม คลำได้ก้อนแล้วแต่บริเวณกระดูกที่เป็น เช่น บริเวณหัวเข่า เด็กมีประวัติไปเล่นฟุตบอล หรือ เล่นวอลเลย์บอล เกิดอุบัติเหตุไม่รุนแรงแล้วมีอาการบวมขึ้นมา ไปตรวจก็พบว่าเป็นเนื้องอกกระดูก

สาเหตุของเนื้องอกกระดูก ปัจจุบันมีความพยายามที่จะหาว่าสาเหตุคืออะไรซึ่งยังไม่พบสาเหตุที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ที่พบแล้วคือความผิดปกติของยีนซึ่งถ่ายทอดทางพันธุกรรมของคนไข้รายนั้น ๆ

อุบัติการณ์มะเร็งกระดูก เมื่อเทียบกับมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก ถือว่าน้อยมาก ปีหนึ่งในประเทศไทยอาจมีมะเร็งกระดูกปฐมภูมิแค่ประมาณ 250 ราย แต่เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้ มักพบในเด็กหรือวัยรุ่น ถ้ารักษาให้หาย รักษาอวัยวะได้ดี เด็กก็จะโตเป็นผู้ใหญ่และมีคุณภาพชีวิตที่ดีเหมือนคนทั่วไปได้

ในการวินิจฉัยคนไข้ จะเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกายอย่างละเอียด ตั้งแต่เอกซเรย์ธรรมดา จนกระทั่งเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือตรวจภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เอ็มอาร์ไอ) เพื่อดูว่าก้อนนั้นอยู่ที่ไหน มีความสัมพันธ์กับหลอดเลือด และเส้นประสาทอย่างไร ทั้งนี้การจะยืนยันว่าเป็นมะเร็งกระดูกหรือไม่ ต้องผ่าตัดนำชิ้นเนื้อมาตรวจพิสูจน์ หากเป็นชนิดปฐมภูมิ ถ้าคิดว่าสามารถเก็บอวัยวะนั้นได้ โดยที่ก้อนเนื้องอกไม่ได้ใหญ่มาก ไม่ได้ไปกดหลอดเลือด เส้นประสาท ก็พยายามจะเก็บไว้ เมื่อตัดเนื้องอกออกมาแล้ว ก็ต้องหาอะไรมาแทนที่บริเวณกระดูกที่เราตัดไป ยกตัวอย่างหัวเข่าเราตัดไปท่อนหนึ่ง ก็ต้องหาอะไรมาแทนที่ตรงกระดูกที่เราตัด มิฉะนั้นคนไข้จะเดินไม่ได้

ในอดีตการรักษาจะใช้วิธีการตัดขา ตัดแขน ที่เป็นเนื้องอกออกหมด แต่คนไข้ก็ยังมีอัตราการรอดชีวิตน้อย เนื่องจากไม่มียาเคมีบำบัด แต่ปัจจุบันมียาเคมีบำบัดที่ดีขึ้น มีภาพจากเอ็มอาร์ไอที่แสดงรายละเอียดเนื้องอกได้ชัดเจน มีเทคโนโลยีในการผ่าตัดดีขึ้น เราก็สามารถเก็บขาคนไข้เอาไว้ได้ บางครั้งตัดเนื้องอกออกไปแล้วก็เอากระดูกที่บริจาคจากธนาคารกระดูกมาใส่แทน ดังนั้นการบริจาคร่างกายนอกจากบริจาคแก้วตา และอวัยวะภายในแล้ว เราเอากระดูกมาด้วย ถ้าไม่มีกระดูกก็ต้องเอาอะไรมาทดแทน เช่น ข้อเทียมชนิดพิเศษ ซึ่งต้องสั่งพิเศษจากต่างประเทศ ซึ่งมีทั้งข้อเข่า หัวเข่า หัวไหล่ ข้อศอก

โดยหลักการถ้าสามารถวินิจฉัยได้เร็ว และให้การรักษาที่เหมาะสมในเวลาอันรวดเร็ว คนไข้ก็มีโอกาสรอดชีวิต ในปัจจุบันมะเร็งกระดูกที่เจอบ่อยที่สุด คือ มะเร็งกระดูกชนิดปฐมภูมิ ชื่อว่า “ออสติโอซาโคม่า” มักพบในเด็กและวัยรุ่น โดยตัวมันเองสามารถแพร่กระจายไปที่อวัยวะอื่นได้ เช่น ปอด ประเทศไทยถ้ารักษาเต็มที่แล้วอัตรารอดชีวิตประมาณ 50-60%

เมื่อเร็ว ๆ นี้ตัวหมอเจอมะเร็ง “ออสติโอซาโคม่า” ในเด็ก 6 ขวบ ที่บริเวณหน้าแข้ง โดยเด็กคนนี้ไปเล่นแล้วหกล้ม มีอาการบวม พ่อแม่จึงพามาพบหมอ การรักษาคนไข้รายนี้ คือ ให้ยาเคมีบำบัด และอาจจะลงเอยด้วยการตัดขาออก

ถ้าเป็นเด็กเราไม่อยากเก็บขาเอาไว้ เนื่องจากมันมีการเจริญเติบโตของขาอีกข้าง ซึ่งจะทำให้ขาอีกข้างที่เราผ่าตัดไปสั้น อีกข้างยาว ดังนั้นเด็กจะมีปัญหาต้องมาผ่าตัดหลายครั้ง ทำให้มีโอกาสเสี่ยงจากการผ่าตัดดังกล่าว

ท้ายนี้อยากฝากว่า ถ้าเมื่อใดก็ตามคุณพ่อคุณแม่ หรือตัวคนไข้ สังเกตว่า กระดูก ข้อ ที่เราเคยใช้งานได้ตามปกติ มีอาการปวด และทวีความรุนแรงมากขึ้น รวมทั้งรู้สึกว่ามีอาการบวม คลำได้ก้อน เป็นตอนกลางคืนด้วยให้รีบมาพบแพทย์ทันที จะประสบอุบัติเหตุหรือไม่ไม่เป็นไร ให้มาพบแพทย์ก่อน ซึ่งแพทย์จะตรวจร่างกายอย่างละเอียด ส่งเอกซเรย์ปกติก่อน หากเห็นว่ามีความจำเป็นจึงจะส่งทำเอ็มอาร์ไอต่อไป ไม่ใช่ว่าจะส่งตรวจภาพเอ็มอาร์ไอทันที เพราะมันอาจจะไม่ใช่ก็ได้ อาจเป็นแค่เอ็นอักเสบ หมอนรองกระดูกฉีก หรือเป็นเรื่องของความเสื่อมก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเนื้องอกกระดูกเสมอไป.

นวพรรษ บุญชาญ

ที่มา: เดลินิวส์ 8 กรกฎาคม 2555

ภัยเงียบจากมะเร็งกระดูก

ภัยเงียบจากมะเร็งกระดูก
รศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล
ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการตรวจหามะเร็งกระดูกได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ต้องสังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด จึงจะตรวจพบได้ในระยะเริ่มแรก อาการผิดปกติมีอะไรบ้าง ติดตามรายละเอียดในบรรทัดต่อไป

มะเร็งกระดูก นับได้ว่าเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง เกิดขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว โดยทั่วไปแล้ว มะเร็งกระดูกแบ่งได้ 2 ชนิด คือ ชนิดปฐมภูมิ เกิดจากความผิดปกติภายในเซลล์ของกระดูกที่เป็นเนื้องอก ซึ่งถ้าเป็นเนื้อร้ายก็จะก่อให้เกิดมะเร็งกระดูก และชนิดทุติยภูมิ เกิดจากการแพร่กระจายของมะเร็งชนิดอื่นมาที่กระดูก ซึ่งมักเกิดกับผู้ป่วยที่มีประวัติการเป็นโรคมะเร็งของอวัยวะอื่นมาก่อน เช่น มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น

โดยปกติมะเร็งกระดูกในระยะแรก จะมีอาการปวดบริเวณกระดูกที่มีพยาธิสภาพและปวดมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมะเร็งทำลายกระดูกมากขึ้น จะทำให้เกิดภาวะกระดูกแขนขาหักได้แม้เกิดอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง หากมะเร็งเกิดที่กระดูกสันหลัง อาจทำให้กระดูกสันหลังยุบ หรือกร่อนจากการถูกมะเร็งทำลายไปกดทับไขสันหลัง หรือเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการชามือ เท้า หรือแขนขาอ่อนแรงได้ และสำหรับมะเร็งชนิดทุติยภูมิ ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูง เนื่องจากมีการทำลายกระดูกจำนวนมาก ผู้ป่วยจะมีอาการซึม มือเท้าชาผิดปกติ ท้องอืด ท้องผูก คลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นผิดจังหวะ หมดสติ และอาจเสียชีวิตได้

สำหรับการรักษาผู้ป่วย ขึ้นกับชนิดและระยะของโรค มีตั้งแต่การให้ยาบรรเทาอาการปวด ยาเคมีบำบัด ยาต้านฮอร์โมน ยาลดแคลเซียมในเลือด ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดและช่วยให้กระดูกแข็งแรงขึ้น ส่วนการให้รังสีรักษาเป็นไปเพื่อหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเฉพาะตำแหน่ง ลดอาการปวด ช่วยให้ผู้ป่วยหายจากอาการอัมพาตในรายที่มะเร็งแพร่กระจายไปที่กระดูกสันหลัง ส่วนผู้ป่วยที่เป็นมาก และเป็นหลายตำแหน่งอาจฉีดสารกัมมันตรังสี เพื่อลดอาการปวด และหากพิจารณาพบว่าเกิดภาวะมะเร็งกระดูก ตำแหน่งที่รับน้ำหนักมาก เช่น กระดูกต้นขา แพทย์จะใช้วิธีผ่าตัด เพื่อเสริมความแข็งแรงของกระดูกที่ขา ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเดินได้ตามปกติ

มะเร็งกระดูกแม้พบได้น้อย แต่เมื่อเป็นแล้วผู้ป่วยจะมีอาการทรุดอย่างรวดเร็ว หากพบความผิดปกติ เช่น มีก้อนบริเวณแขน ขา กระดูก ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว เพราะการวินิจฉัยโรคได้เร็ว และให้การรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของโรค และยังไม่มีการแพร่กระจายของมะเร็งไปที่อวัยวะอื่น จะทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตสูง มีคุณภาพชีวิตภายหลังการรักษาที่ดีครับ

 

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 มิถุนายน 2555

ภัยเงียบจากมะเร็งกระดูก

ภัยเงียบจากมะเร็งกระดูก
รศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล
ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์
และกายภาพบำบัด

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการตรวจหามะเร็งกระดูกได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ต้องสังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด จึงจะตรวจพบได้ในระยะเริ่มแรก อาการผิดปกติมีอะไรบ้าง ติดตามรายละเอียดในบรรทัดต่อไป

มะเร็งกระดูก นับได้ว่าเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง เกิดขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว โดยทั่วไปแล้ว มะเร็งกระดูกแบ่งได้ 2 ชนิด คือ ชนิดปฐมภูมิ เกิดจากความผิดปกติภายในเซลล์ของกระดูกที่เป็นเนื้องอก ซึ่งถ้าเป็นเนื้อร้ายก็จะก่อให้เกิดมะเร็งกระดูก และชนิดทุติยภูมิ เกิดจากการแพร่กระจายของมะเร็งชนิดอื่นมาที่กระดูก ซึ่งมักเกิดกับผู้ป่วยที่มีประวัติการเป็นโรคมะเร็งของอวัยวะอื่นมาก่อน เช่น มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น

โดยปกติมะเร็งกระดูกในระยะแรก จะมีอาการปวดบริเวณกระดูกที่มีพยาธิสภาพและปวดมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมะเร็งทำลายกระดูกมากขึ้น จะทำให้เกิดภาวะกระดูกแขนขาหักได้แม้เกิดอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง หากมะเร็งเกิดที่กระดูกสันหลัง อาจทำให้กระดูกสันหลังยุบ หรือกร่อนจากการถูกมะเร็งทำลายไปกดทับไขสันหลัง หรือเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการชามือ เท้า หรือแขนขาอ่อนแรงได้ และสำหรับมะเร็งชนิดทุติยภูมิ ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูง เนื่องจากมีการทำลายกระดูกจำนวนมาก ผู้ป่วยจะมีอาการซึม มือเท้าชาผิดปกติ ท้องอืด ท้องผูก คลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นผิดจังหวะ หมดสติ และอาจเสียชีวิตได้

สำหรับการรักษาผู้ป่วย ขึ้นกับชนิดและระยะของโรค มีตั้งแต่การให้ยาบรรเทาอาการปวด ยาเคมีบำบัด ยาต้านฮอร์โมน ยาลดแคลเซียมในเลือด ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดและช่วยให้กระดูกแข็งแรงขึ้น ส่วนการให้รังสีรักษาเป็นไปเพื่อหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเฉพาะตำแหน่ง ลดอาการปวด ช่วยให้ผู้ป่วยหายจากอาการอัมพาตในรายที่มะเร็งแพร่กระจายไปที่กระดูกสันหลัง ส่วนผู้ป่วยที่เป็นมาก และเป็นหลายตำแหน่งอาจฉีดสารกัมมันตรังสี เพื่อลดอาการปวด และหากพิจารณาพบว่าเกิดภาวะมะเร็งกระดูก ตำแหน่งที่รับน้ำหนักมาก เช่น กระดูกต้นขา แพทย์จะใช้วิธีผ่าตัด เพื่อเสริมความแข็งแรงของกระดูกที่ขา ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเดินได้ตามปกติ

มะเร็งกระดูกแม้พบได้น้อย แต่เมื่อเป็นแล้วผู้ป่วยจะมีอาการทรุดอย่างรวดเร็ว หากพบความผิดปกติ เช่น มีก้อนบริเวณแขน ขา กระดูก ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว เพราะการวินิจฉัยโรคได้เร็ว และให้การรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของโรค และยังไม่มีการแพร่กระจายของมะเร็งไปที่อวัยวะอื่น จะทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตสูง มีคุณภาพชีวิตภายหลังการรักษาที่ดีครับ

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 มิถุนายน 2555

เมื่อ​มะเร็ง​ลาม​ไป​ที่​กระดูก​

ในปัจจุบัน “โรคมะเร็ง” นับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญทางสาธารณสุขของประเทศไทย ที่นับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยในแต่ละปีพบว่า มีจำนวนผู้ป่วยมะเร็งเพิ่มขึ้นในประเทศไทยมากกว่า 190,000 ราย และยังพบว่าเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยที่สำคัญในลำดับต้น ๆ อีกด้วย

มะเร็งกระดูก” นับว่าเป็นมะเร็งที่มีความสำคัญชนิดหนึ่งในประเทศไทย ซึ่งเราสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ มะเร็งกระดูกชนิดปฐมภูมิ และมะเร็งกระดูกชนิดทุติยภูมิ โดยมะเร็งกระดูกชนิดปฐมภูมิเกิดจากความผิดปกติภายในเซลล์ของกระดูกเอง ในขณะที่มะเร็งกระดูกชนิดทุติยภูมินั้น เกิดจากการแพร่กระจายของมะเร็งชนิดอื่นมาที่กระดูก

มะเร็งกระดูกชนิดปฐมภูมิ จัดได้ว่าเป็นมะเร็งที่พบได้น้อย สำหรับประเทศไทยจะมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 1,000 รายหรือประมาณ 1% ของผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ในประเทศ โดยมีชนิดแตกต่างกันมากกว่า 20 ชนิด เราสามารถพบมะเร็งกระดูกได้ในผู้ป่วยทุกช่วงอายุ ซึ่งในแต่ละช่วงอายุจะพบชนิดของมะเร็งที่แตกต่างกันออกไป เช่น มะเร็งกระดูกชนิดออสทีโอซาโคม่า (osteosarcoma) พบได้บ่อยในช่วงอายุ 10–20 ปี ส่วนเนื้องอกไขกระดูก (myeloma) พบได้ในช่วงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคที่ชัดเจน แต่จากข้อมูลของการวิจัยเชื่อว่า เกิดจากความผิดปกติในยีนของผู้ป่วยเอง โดยมีปัจจัยเสี่ยง เช่น การได้รับรังสีหรือสารเคมี เป็นต้น สำหรับความผิดปกติทางพันธุกรรมนั้น เกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยบางรายเท่านั้น

ผู้ป่วยโรคมะเร็งกระดูกชนิดปฐมภูมิส่วนใหญ่มักมีอาการปวด โดยจะมีอาการปวดอยู่ตลอดเวลา ปวดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อระยะเวลาผ่านไป และมักมีอาการที่รุนแรงมากขึ้นโดยเฉพาะในเวลากลางคืน อาจพบร่วมกันกับการมีก้อนโตขึ้นผิดสังเกตตามร่างกายหรือมีกระดูกหักง่ายกว่าปกติ โดยไม่มีสาเหตุที่เหมาะสม นอกจากนี้อาจมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วได้

สำหรับการวินิจฉัยโรคมะเร็งกระดูกนั้น จะใช้วิธีดูภาพรังสีร่วมกับการตัดเนื้อออกตรวจ โดยในขณะนี้ยังไม่มีการวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการใดที่สามารถใช้ตรวจหามะเร็งตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นได้ นอกจากนี้มะเร็งกระดูกชนิดปฐมภูมิยังสามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ ได้อีกด้วย เช่น ปอด เป็นต้น ฉะนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการตรวจภาพรังสีของปอดและกระดูกในบริเวณอื่นร่วมด้วยเพื่อให้ทราบถึงระยะของโรคเพิ่มเติม

การรักษามะเร็งกระดูกชนิดปฐมภูมิมีเป้าหมายหลัก คือ การรักษาชีวิตผู้ป่วยไว้ โดยพยายามทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตภายหลังการรักษาที่ดี สำหรับวิธีการรักษาที่ดีที่สุดคือ การรักษาชนิดสหสาขา หมายถึงการรักษาโดยใช้วิธีการรักษาหลายอย่างร่วมกัน โดยต้องอาศัยแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ด้านโรคมะเร็งในหลายสาขา เช่น การผ่าตัด เคมีบำบัด รังสีรักษา เป็นต้น ในปัจจุบันมีการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ไปมาก ทำให้แพทย์สามารถผ่าตัดเฉพาะกระดูกส่วนที่เป็นมะเร็งออกได้ ในกรณีที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นและยังไม่มีการลุกลามไปสู่อวัยวะที่สำคัญ ทั้งนี้ จะทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีคุณภาพชีวิตภายหลังการรักษาที่ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก

ส่วน มะเร็งกระดูกชนิดทุติยภูมิ เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยกว่ามะเร็งกระดูกชนิดปฐมภูมิมาก โดยประมาณการในประเทศไทยพบจำนวนผู้ป่วยรายใหม่มากกว่า 20,000 รายต่อปี โดยมะเร็งที่มักแพร่กระจายมาที่กระดูกได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งไต และมะเร็งต่อมไทรอยด์ โดยส่วนใหญ่มักพบในระยะท้ายของโรค

อาการแรกเริ่มส่วนใหญ่ มักมีอาการปวดนำมาก่อนในบริเวณที่มะเร็งแพร่กระจายมา โดยจะมีลักษณะเช่นเดียวกันกับอาการปวดของมะเร็งกระดูกชนิดปฐมภูมิ และอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วยได้ เช่น กระดูกหัก อาการชาและอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ รวมถึงมีก้อนผิดปกติ โดยผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการของโรคมะเร็งนำมาก่อน สำหรับการวินิจฉัยโรคจะใช้ภาพรังสี การสแกนกระดูก รวมทั้งการตัดเนื้อออกเพื่อทำการตรวจ

การรักษามะเร็งกระดูกชนิดทุติยภูมินั้น มีเป้าหมายของการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ในระหว่างการรักษาโรค เช่น ลดอาการปวดที่เกิดจากมะเร็ง การผ่าตัดเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาเดินหรือช่วยเหลือตนเองได้ ซึ่งต้องอาศัยการรักษาหลายวิธีการร่วมกัน เช่นเดียวกันกับมะเร็งกระดูกชนิดปฐมภูมิ

มะเร็งกระดูกนับได้ว่าเป็นโรคที่มีความรุนแรงของโรคสูงกว่ามะเร็งชนิดอื่นอีกหลายชนิด นอกจากจะเกิดขึ้นในเวลาอันรวดเร็วแล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเสียชีวิตลงในเวลาอันสั้น หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที แต่ในทางตรงกันข้ามหากผู้ป่วยได้รับดูแลรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นของโรคและยังไม่มีการแพร่กระจายของมะเร็งไปที่อวัยวะอื่น จะทำผู้ป่วยมีโอกาสที่จะรอดชีวิตสูงขึ้นรวมทั้งมีคุณภาพชีวิตภายหลังการรักษาที่ดีมาก

เนื่องด้วยปัจจุบันยังไม่มีวิธีการตรวจหามะเร็งกระดูกตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น จึงต้องอาศัยความสงสัยของแพทย์และการติดตามสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด จึงจะสามารถตรวจพบโรคมะเร็งชนิดระยะเริ่ม  ต้นได้.

นายแพทย์อดิศักดิ์ นารถธนะรุ่ง
หัวหน้าหน่วยเนื้องอกกระดูก ภาควิชาออร์โรปิดิคส์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์ 10 ตุลาคม 2552