ปลูกถ่ายไขกระดูกรักษา ‘มะเร็งโลหิต’ ก้าวหน้าอีกขั้น…ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาด

dailynews131013_001aปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นโรคที่พบได้มากขึ้น โดยเฉพาะ “มะเร็งโลหิตวิทยาหรือมะเร็งในระบบเลือด” ถือเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งร้าย ที่ประกอบด้วย 3 โรคใหญ่ ๆ ได้แก่ มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งไขกระดูก จากสถิติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในร่างกาย แม้ร่างกายจะมีกระบวนการจัดการความผิดปกติที่เกิดขึ้นแต่ถ้าวันใดเกิดความไม่สมดุลในร่างกาย เช่น วิตกกังวล การติดเชื้อ การได้รับสารเคมีบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน ถือเป็นปัจจัยทำให้เสียสมดุลของกลไกทางภูมิคุ้มกัน เซลล์ที่ผิดปกติก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นและควบคุมไม่อยู่จนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด

พลตรี นพ.นิวัฒน์ บุญยืน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวัฒโนสถ กล่าวว่า จากสถิติของผู้ป่วยโรคมะเร็งโลหิตวิทยาที่เข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลวัฒโนสถ ในช่วงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549– 2555 พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง รวม 463 ราย ซึ่งมีอัตราตัวเลขคนไข้ที่เพิ่มขึ้นทุกปี ประมาณ 15-20% ผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งไขกระดูก รวม 53 ราย ส่วนผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว รวม 138 ราย ถือเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี

dailynews131013_001b
การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดหรือที่เรียกว่า “การปลูกถ่ายไขกระดูก”นับเป็นความก้าวหน้าทางการแพทย์ ที่จะสามารถรักษาผู้ป่วยโรคทางมะเร็งโลหิตวิทยาให้มีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพ หรือมีโอกาสหายขาดได้ ซึ่งวิทยาการใหม่นี้จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้และประสบการณ์ในการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยได้ประโยชน์มากที่สุดจึงเกิดเป็นความร่วมมือของโรงพยาบาลภาครัฐ โรงพยาบาลเอกชนและสถาบันมะเร็งที่มีชื่อเสียงและความชำนาญในระดับโลกขึ้น อันได้แก่ ความร่วมมือของโรงพยาบาลวัฒโนสถ โรงพยาบาลศิริราช และ The University of Texas MD Anderson Cancer Center ได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) ในระดับภาควิชาและผู้ปฏิบัติงานในหัวข้อวิธีการรักษาโดยวิธีการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด “Hematopoietic Transplantation” ที่จะสามารถทำให้แพทย์และพยาบาล รวมถึงบุคลากรวิชาชีพอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องของทั้งสามองค์กรทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

dailynews131013_001c
ศ.นพ.สุรพล อิสรไกรศีล ผู้อำนวยการ ศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลศิริราช, อาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์โลหิตวิทยากรุงเทพ โรงพยาบาลวัฒโนสถ อธิบายถึงมะเร็งโลหิตวิทยาทั้ง 3 โรค ว่า “มะเร็งต่อมน้ำเหลือง” หรือ Lymphoma จัดเป็นมะเร็งทางโลหิตวิทยาที่พบได้บ่อยที่สุดในประเทศ ไทยและในโลก ติดอันดับ 1 ใน 5 ของมะเร็งที่พบบ่อยในผู้ชายไทย สาเหตุเกิดจากความผิดปกติในต่อมน้ำเหลืองและเนื้อเยื่อลิมฟอยด์ต่าง ๆ แบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Non-Hodgkin lymphoma (NHL) และชนิด Hodgkin disease (HD) ซึ่งสองชนิดจะมีอาการคล้ายกัน คือมีต่อมน้ำเหลืองโตเป็นหลัก แต่ชนิด NHL อาจเกิดก้อนโตที่อวัยวะอื่น ๆ ได้บ่อยกว่า เช่น ลำไส้ ปอด สมอง โดยคนไทยส่วนใหญ่จะเป็นชนิด NHL ยังสามารถแบ่งได้มากกว่า 30 ชนิดย่อย และแต่ละชนิดใช้วิธีการรักษาที่แตกต่างกันออกไป จึงจำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อทราบถึงชนิดที่แท้จริงของมะเร็ง เพื่อนำไปสู่การวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป หากไม่ได้รับการรักษาแต่ต้น มะเร็งจะแพร่กระจายไปสู่ระบบต่าง ๆ ของร่างกายและมีผลทำให้การทำงานของร่างกายล้มเหลวเสียชีวิตได้

“มะเร็งไขกระดูกมัลติเพิล มัยอิโลมา” (Multiple Myeloma-MM) เป็นโรคมะเร็งทางระบบโลหิตวิทยาอีกชนิดหนึ่งที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ แต่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก มีสาเหตุเกิดจากความผิดปกติของพลาสมาเซลล์ในไขกระดูก ซึ่งเป็นแหล่งผลิตของเซลล์เม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ พบบ่อยในคนอายุระหว่าง 40-70 ปี หรืออายุเฉลี่ย 60 ปี จากอดีตจนถึงปัจจุบันองค์ความรู้ทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุของโรคมะเร็งไข กระดูกมัลติเพิล มัยอิโลมาอย่างแน่ชัด ทำให้การป้องกันและรักษาโรคเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่ผลจากการศึกษาพฤติกรรมของโรคอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีสมมุติฐานบางอย่างที่บ่งบอกว่าอาจเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม การติดเชื้อไวรัสบางชนิด รวมถึงสิ่งแวดล้อมบางอย่าง เช่น การทำอาชีพเกษตรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาฆ่าแมลงหรือสารเคมี สำหรับวิธีการรักษาต้องพิจารณาถึงหลายปัจจัย เนื่องจากผู้ป่วยมักเป็นผู้สูงอายุ และอาจมีโรคประจำตัวอื่นร่วมด้วย เช่น การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด หรือยากลุ่มใหม่ต่าง ๆ การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด การฉายรังสี และการรักษาแบบประคับประคองตามความเหมาะสม เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติที่สุด

“โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว” หรือ Leukemia เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของตัวอ่อนเม็ดเลือดขาว โดยมีการเพิ่มจำนวนอย่างไม่มีขีดจำกัด ทำให้มีการสร้างเม็ดเลือดขาวจำนวนมากเกินจนเป็นอันตราย หลายคนรู้จักและเชื่อว่าเป็นโรคมะเร็งร้ายแรง รวมทั้งอยู่ค่อนข้างไกลตัว แต่ความจริงแล้วโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวนี้เป็น 1 ใน 10 อันดับแรกของมะเร็งที่พบบ่อย และปัจจุบันมีจำนวนผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มากขึ้น

มะเร็งเม็ดเลือดขาว แบ่งเป็น 2 ชนิด คือชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรัง ซึ่งชนิดเฉียบพลัน คือเม็ดเลือดขาวตัวอ่อนไม่สามารถเจริญเป็นตัวแก่ได้ จนไปรบกวนการสร้างเม็ดเลือดปกติในไขกระดูก ทำให้จำนวนเม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด และเม็ดเลือดขาวปกติน้อยลง เมื่อเม็ดเลือดแดงน้อยลงก็ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง ส่วนเม็ดเลือดขาวเมื่อน้อยลงก็เกิดการติดเชื้อ และเกล็ดเลือดมีน้อยก็ทำให้เลือดออกง่าย สำหรับชนิดเรื้อรัง ผู้ป่วยจะมีจำนวนเม็ดเลือดขาวในเลือดสูงและเพิ่มจำนวนขึ้นมากทำให้ไปอยู่ที่ต่อมน้ำเหลือง ทำให้มีต่อมน้ำเหลืองโตหรือมีม้ามโต

อย่างไรก็ตามโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวสามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะด้วยความก้าวหน้าของวิทยา การแพทย์ในปัจจุบันมีแนวทางในการรักษา 3 วิธี คือการให้ยาเคมีบำบัด การให้ยาในกลุ่ม Tyrosine Kinase Inhibitor และการปลูกถ่ายไขกระดูก

ซึ่งการปลูกถ่ายไขกระดูกถือเป็นวิธีรักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยการนำไขกระดูกของพี่น้องพ่อแม่เดียวกันที่มีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนกันมาช่วยทำให้มะเร็งหายขาดได้ สิ่งสำคัญของการปลูกถ่ายไขกระดูกในปัจจุบันคือสามารถช่วยให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งโลหิตวิทยาหายขาดหรือมีชีวิตที่ยืนยาวแบบปลอดโรค

ดังนั้นการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้จึงเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในเรื่องของการรักษาผู้ป่วย เทคโนโลยี การแลกเปลี่ยนข้อมูลของโรค การส่งทีมบุคลากรทางการแพทย์ไปศึกษางาน ข้อมูลเรื่องยา วิธีการรักษาใหม่ ๆ และการวิจัยร่วมกัน เป็นต้น.

ที่มา: เดลินิวส์ 13 ตุลาคม 2556

เซลล์ตกแต่งพันธุกรรมอาจกลายเป็นแนวทางบำบัดโรคแบบใหม่ในอนาคต

voathai130428_001ทีมนักวิจัยในสหรัฐเปิดเผยว่าในอนาคต แพทย์จะสามารถรักษาโรคร้ายแรงต่าง ๆ ได้ด้วยเซลล์ที่ผ่านการทำพันธุวิศวกรรม สร้างความหวังว่าการรักษาโรคด้วยเซลล์ตกแต่งพันธุกรรมอาจจะกลายเป็นการรักษาโรคทั่วไปแทนการรักษาด้วยยา

ทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัย University of California ในซานฟรานซิสโกชี้ว่าการบำบัดโรคด้วยเซลล์เป็นแนวทางการรักษาโรคแบบใหม่ที่มีศักยภาพในการบำบัดโรคร้ายแรงหลายๆโรค รวมทั้งเบาหวาน มะเร็ง และโรคที่เกี่ยวข้องกับกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

ศาสตราจารย์เวนเดล ลิม หัวหน้าทีมวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์ Systems and Synthetic Biology ที่มหาวิยาลัยกล่าาว่าเราสามารถกระตุ้นให้ระบบการต่อต้านเชื้อโรคตามธรรมชาติในร่างกายคนเราทำงานได้มากกว่าที่ทำอยู่

ศาสตราจารย์ลิมกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าร่างกายคนเราสร้างขึ้นจากเซลล์และภายในร่างกายคนเรา มีเซลล์หลายประเภท  อาทิ เซลล์ภูมิต้านทานที่ปกป้องร่างกายจากเชื้อโรค ร่างกายคนเรามีระบบบำบัดที่ซับซ้อนหลายอย่างอยู่ในตัว เพียงแต่เรายังไม่รู้ว่าจะใช้เซลล์เหล่านี้ให้ทำหน้าที่เหมือนยาที่สามารถบำบัดโรคได้ในตัวได้อย่างไร

ศาสตราจารย์ลิมกล่าวว่าทีมนักวิจัยได้เริ่มต้นพัฒนายุทธวิธีบำบัดโรคด้วยเซลล์ที่ซับซ้อนโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานการทำงานของพันธุกรรมในการกำหนดพัฒนาการและการทำงานของเซลล์ต่างๆในร่างกาย

เขายกตัวอย่างว่าเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายตามธรรมชาติที่ต่อสู่กับการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งมักจะอ่อนแอ ทีมนักวิทยาศาสตร์กำลังทำการตกแต่งพันธุกรรมเซลล์ภูมิต้านทานให้เพิ่มจำนวนขึ้นและยังกำหนดให้ทำหน้าที่กำจัดโมเลกุลที่พบในเซลล์มะเร็งเป็นการเฉพาะ เขากล่าวว่าจาการทดลองบำบัดด้วยเซลล์ตกแต่งพันธุกรรม ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นอย่างน่าพอใจ

ศาสตราจารย์ลิมกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทีมงานพบข้อมูลที่น่าตื่นเต้นที่ทำให้พวกเขาเชื่อว่าการบำบัดโรคด้วยเซลล์ตกแต่งพันธุกรรมนี้สามารถทำได้และมีศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จ ในการทดลอง ทีมงานได้นำเซลล์จากร่างกายผู้ป่วยมะเร็ง และนำเซลล์ไปทำพันธุวิศวกรรมเพื่อให้ทำหน้าที่ทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง ปรากฏว่าการบำบัดได้ผลดีในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia) และมะเร็งในระบบเซลล์ภูมิคุ้มกัน (lymphoma) หลายคน

อย่างไรก็ดี ก่อนจะสามารถนำไปใช้บำบัดผู้ป่วยได้ทั่วไป การบำบัดโรคด้วยเซลล์ภูมิต้านทานตกแต่งพันธุกรรมนี้จะต้องผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยอีกมากมายหลายครั้งโดยทีมนักวิจัยเอกเทศและโดยหน่วยงานควบคุมของรัฐบาลเสียก่อน

แต่ศาสตราจารย์ลิมกล่าวว่าการทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการบำบัดโรคด้วยเซลล์ตกแต่งพันธุกรรมมีเป้าหมายเพื่อปกป้องผู้ที่จะนำวิธีบำบัดโรคแบบนี้ไปใช้และยังจะมีบทบาทช่วยในการพัฒนาให้การบำบัดแนวใหม่นี้ดีขึ้น

หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่ายารักษาโรคมากมายที่เราใช้บำบัดอาการเจ็บป่วยล้วนเริ่มต้นมาจากสารธรรมชาติในพืชหรือในต้นไม้ ที่เรานำมากลั่นกรองจนมีความบริสุทธิ์และเพิ่มประสิทธิิผลในการรักษา ตลอดจนลดความเป็นพิษ การบำบัดด้วยเซลล์ตกแต่งพันธุกรรมก็จะต้องผ่านขั้นตอนเดียวกันนี้เพื่อให้แน่ใจว่ามีประสิทธิภาพและปลอดภัย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศาสตราจารย์ลิมและทีมงานได้จัดการประชุมเป็นเวลาหนึ่งวันกับบรรดานักวิจัยทางวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านชีวการแพทย์ระดับชั้นนำของสหรัฐเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันว่าเป็นไปได้แค่ไหนที่การบำบัดด้วยเซลล์ตัดแต่งพันธุกรรมจะกลายเป็นวิธีหลักในการรักษาโรคในอนาคต

24.04.2013

ที่มา : www.voathai.com

.

Related Article :

.

Director of the UCSF Center for Systems and Synthetic Biology Wendell Lim (UCSF).

Director of the UCSF Center for Systems and Synthetic Biology Wendell Lim (UCSF).

Engineered Immune Cells May Yield Novel Disease Therapies

Rick Pantaleo

April 10, 2013

Researchers in California say that someday, doctors will be able to treat serious illnesses with modified cells, adding that the technique could become as common as it is now to treat the sick with drugs.

Researchers at the University of California, San Francisco say novel cell therapies have the potential to address critical needs in the treatment of some of the deadliest illnesses, including diabetes, cancer and inflammatory bowel diseases.

These possibilities are described in an article published in the online journal Science Translational Medicine, co-authored by Professor Wendell Lim, who is also director of the UCSF Center for Systems and Synthetic Biology. Lim says our body’s natural disease-fighting systems could be harnessed to do much more.

“Our bodies are made of cells and we have in our bodies cells, like immune cells, that go around and protect us,” said Lim. “So, they actually carry out complex therapeutic functions.  What we just haven’t really found a lot about is the idea that we can actually use these cells, these living sort of entities, as the actual medicine.”

Lim says researchers have been developing complex new cell therapy strategies that build on our growing knowledge of how genes program the development and inner workings of cells.

For example, because the body’s natural immune response to spreading cancer cells is often weak, scientists are engineering and growing populations of immune cells that target specific molecules found on cancer cells.   Lim said that there have already been some remarkable cancer recoveries that can be credited to these experimental cell therapy treatments.

“In the last year or two, there have been some other really exciting findings that have shown that the idea of using cells as therapies maybe have some real legs [can exist and be successful],” he said. “One of them is that people have started taking out immune cells from patients who have cancer and actually engineering them to now attack and kill that cancer.  And, that’s turned out to be remarkably effective for a handful of patients with leukemia and lymphoma that have been treated with this kind of engineered immune cell.”

As with any proposed new medical treatment, the cell therapies that are currently being developed will face lengthy and rigorous testing by independent laboratories and regulatory agencies before they can be put to regular use.

But Lim says the testing will not only protect any of those who may use the therapies, but may also play an important role in further developing and refining the therapies themselves.

“You know a lot of drugs that we use as therapeutics started out as some natural product within the bark of some tree,” he said. “And really that’s not a very controlled way of treating a disease. You have to know how to purify that compound, how to make variants of it that optimize the efficiency, but also minimize toxicity.  These are the type of things that we need to be able to do to cells to make this viable.”

Lim and his colleagues are conducting a daylong symposium on April 12 to discuss the future of cell therapy.  The meeting will feature talks by some of the nation’s leading researchers and biomedical scientists to see if cell-based therapies can someday become a viable pillar of medicine.

SOURCE : www.voanews.com

พลิกวิธีรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว ถูกไปหาแพง

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือลิวคีเมีย อาจเป็นที่รู้กันเพียงว่า โรคนี้เป็นแล้วมีโอกาสเสียชีวิตสูง เนื่องจากวิธีการรักษาหลักนั้นคือการปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งมีราคาสูงราว 1 ล้านบาท แถมยังการันตีเต็มร้อยไม่ได้ว่าปลูกถ่ายไขกระดูกแล้วจะรอดชีวิตหรือหายป่วยได้หรือไม่

ศาสตราจารย์แพทย์หญิงแสงสุรีย์ จูฑา ประธานชมรมโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์แห่งประเทศไทย เผยว่า หลักการข้างต้นเป็นเรื่องเก่าแล้ว โดยปัจจุบันวิวัฒนาการทางการแพทย์สามารถพัฒนายาที่มีประสิทธิภาพช่วยควบคุมโรคได้ดีและยืดอายุของผู้ป่วยให้ยืนยาวขึ้น ดังนั้นจึงต้องให้ข้อมูลกันใหม่ หากเข้าใจได้ถูกต้องแล้ว ผู้ป่วยคงไม่ต้องท้อแท้สิ้นหวัง

ก่อนรู้เรื่องมาตรฐานการรักษาที่ปรับใหม่ ศ.พญ.แสงสุรีย์ อยากให้ทำความรู้จักโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวก่อน โรคนี้แบ่งได้ 2 แบบ โดยแบบแรกแบ่งตามชนิด คือ เฉียบพลัน และเรื้อรัง ส่วนอีกแบบแบ่งตามเซลล์ คือ ลิมฟอยด์ และมัยอีลอยด์ ซึ่งโอกาสนี้ ศ.พญ.แสงสุรีย์ เล่าถึงมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์ว่า

โรคนี้มีชื่อเรียกสั้นๆ ว่า “ซีเอ็มแอล” (CML) ย่อมาจาก Chronic myeloid leukemia ทั่วโลกมีประมาณ 1-2 รายต่อประชากร 1 แสนคน มักพบในวัยรุ่น-ผู้ใหญ่ แต่ที่ชุกมากอยู่ในช่วงวัย 35-36 และ 40 ปี จำนวนผู้ป่วยเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิงเล็กน้อย บนสัดส่วน 1.5 ต่อ 1

สาเหตุป่วยโรคซีเอ็มแอล ทางการแพทย์ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ก็ไม่ได้ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เพียงแต่พบว่า ผู้ป่วยที่เป็นจะมีความผิดปกติในการสลับที่ของโครโมโซมคู่ที่ 22 และคู่ที่ 9 ส่งผลให้การสร้างเม็ดเลือดขาวสูงผิดปกติ และทราบได้จากการตรวจสุขภาพทั่วไปโดยการตรวจเลือด ส่วนอาการของโรคนี้ไม่เฉพาะเจาะจง พบได้ทั้งอ่อนเพลีย หมดแรง กินข้าวแล้วแน่นท้อง คลำเจอก้อนในท้องเพราะม้ามโต และปวดกระดูก

หากแพทย์ตรวจพบว่าเป็นโรคซีเอ็มแอล ปัจจุบันจะให้ผู้ป่วยกินยาเพื่อรักษาเป็นขั้นตอนแรก เนื่องจากยาที่มีอยู่ 2 กลุ่ม รวม 3 ชนิดนั้น ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพในการฆ่าเฉพาะเซลล์มะเร็ง และให้ยาไปแย่งที่อยู่เซลล์มะเร็ง โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะตอบสนองผลจากการใช้ยาได้ดี สามารถควบคุมโรคได้ เพียงกินยาอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับผู้ป่วยเรื้อรังโรคเช่นเบาหวาน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาบ้าง เช่น ตา ใบหน้า ขาบวม มีผื่นคัน ท้องเสีย ปวดกระดูก แต่แพทย์ก็จะใช้เทคนิคปรับยาให้เหมาะสม เพื่อลดผลข้างเคียง

ทั้งนี้ แม้ค่ายาต่อปีจะเป็นราคาเฉลี่ยหลักแสนถึงล้านบาท แต่ผู้ป่วยสามารถเบิกจ่ายค่ายาได้ ตามสิทธิข้าราชการ ประกันสังคม ส่วนผู้ป่วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็ยังได้รับการสนับสนุนยาฟรีจากโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยนานาชาติ เช่น GIPAP และ TIPAP

กรณีผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการใช้ยา หลังจากแพทย์ให้ครบทุกชนิดแล้ว ขั้นต่อมาแพทย์จะรักษาด้วยเคมีบำบัดก่อนปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งอาจมีข้อจำกัดเพิ่มเข้ามา คือ ผู้ป่วยที่จะปลูกถ่ายไขกระดูกต้องอายุไม่เกิน 55 ปี และต้องได้ไขกระดูกจากผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อเข้ากันได้ เช่นจากพี่-น้อง ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ร้อยละ 25 แต่รับประกันผลการรักษาไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

เมื่อทราบวิธีการรักษาที่ปรับใหม่แล้ว ศ.พญ.แสงสุรีย์ แนะผู้ป่วยโรคซีเอ็มแอล เข้ารับการรักษาต่อเนื่อง เพราะหากปล่อยไปไม่รักษาจะส่งเกิดอาการตัวซีด อ่อนเพลียมาก เหนื่อยง่าย เกล็ดเลือดต่ำ เลือดออกง่าย ม้ามโตเต็มท้อง เกิดการติดเชื้อ และอาจเสียชีวิตได้ภายใน 3-5 ปี แต่เพื่อเฝ้าระวังโรคก่อนจะรุนแรง ควรใส่ใจตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 28 สิงหาคม 2555

“มะเร็งเม็ดเลือดขาว” รักษาหายขาด…หากตรวจพบเร็ว

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือลูคีเมีย เป็นโรคที่หลายคนรู้จักและเชื่อว่าเป็นโรคมะเร็งร้ายแรง รวมทั้งอยู่ค่อนข้างไกลตัว แต่ความจริงแล้วโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวนี้เป็น 1 ใน 10 อันดับแรกของมะเร็งที่พบบ่อย และปัจจุบันมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้มากขึ้น โดยสามารถเกิดได้ทุกเพศ ทุกวัยตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยชรา ดังนั้นหากใครที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรพบแพทย์เพื่อตรวจพบได้เร็วและรักษาให้หายขาด…

ศ.นพ.สุรพล อิสรไกรศีล ผู้อำนวยการศูนย์โลหิตวิทยากรุงเทพ โรงพยาบาลวัฒโนสถ ให้ความรู้ว่า ในระบบเลือดของเรานั้นมีเม็ดเลือด 3 ชนิด คือ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ซึ่งเม็ดเลือดแดงจะทำหน้าที่นำออกซิเจนจากอากาศที่เราหายใจที่ปอดไปเลี้ยงเซลล์ เนื้อเหยื่อ และอวัยวะต่างๆ ส่วนเม็ดเลือดขาวทำหน้าที่เหมือนทหารที่คอยต่อสู้ป้องกันและทำลายเชื้อโรค และเกล็ดเลือดมีหน้าที่ทำให้เลือดหยุดเวลามีเลือดออก เม็ดเลือดมีคุณสมบัติ 2 อย่าง ได้แก่ มีจำนวนที่พอดีไม่มากหรือน้อยไปและต้องโตเป็นหนุ่มเป็นสาวที่จะทำงานได้

หากพูดถึงมะเร็งระบบเลือดมี 3 โรคใหญ่ๆ ได้แก่ 1.มะเร็งเม็ดเลือดขาว 2.มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และ 3.มะเร็งไขกระดูกหรือเอ็มเอ็ม ถ้ารวมมะเร็ง 3 ตัวนี้จะพบคนไข้มาเป็นอันดับ 1 มากกว่ามะเร็งเต้านมและมะเร็งปอด ซึ่งมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) เกิดจากความผิดปกติของตัวอ่อนเม็ดเลือดขาว โดยมีการเพิ่มจำนวนอย่างไม่มีขีดจำกัด ทำให้มีการสร้างเม็ดเลือดขาวจำนวนมาก มะเร็งเม็ดเลือดขาว แบ่งเป็น 2 ชนิด คือชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรัง ซึ่งชนิดเฉียบพลัน คือเม็ดเลือดขาวตัวอ่อนไม่สามารถเจริญเป็นตัวแก่ได้ จนไปรบกวนการสร้างเม็ดเลือดปกติในไขกระดูก ทำให้จำนวนเม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด และเม็ดเลือดขาวปกติน้อยลง เมื่อเม็ดเลือดแดงน้อยลงก็ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง ส่วนเม็ดเลือดขาวเมื่อน้อยลงก็เกิดการติดเชื้อ และเกล็ดเลือดมีน้อยก็ทำให้เลือดออกง่าย สำหรับชนิดเรื้อรัง ผู้ป่วยจะมีจำนวนเม็ดเลือดขาวในเลือดสูง และเพิ่มจำนวนขึ้นมากทำให้ไปอยู่ที่ต่อมน้ำเหลือง ทำให้มีต่อมน้ำเหลืองโตหรือมีม้ามโต

สาเหตุของการเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวไม่มีใครทราบ แต่ชนิดเฉียบพลันมีการศึกษาว่าเกิดจากการได้รับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ด้วยการเปรียบเทียบคนไข้กับคนปกติพบว่ามีความต่างกัน เช่น ในกลุ่มที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวจะอยู่ใกล้เสาไฟฟ้าแรงสูง ใช้โทรศัพท์มือถือนานๆ บ่อยๆ ซึ่งไม่สามารถอธิบายว่าเป็นสาเหตุโดยตรง แต่ว่ามีความเกี่ยวพันธ์กัน สำหรับชนิดเรื้อรัง โดยเฉพาะชนิดที่เรียกว่า ซีเอ็มแอล (CML) เป็นที่ทราบกันดีว่าเกิดจากกัมตรังสี เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นขณะมีสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการทิ้งระเบิดปรมาณู หลังจากนั้นผู้ที่อยู่ในเมืองฮิโรชิมา นางาซากิ เป็นโรค มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังซีเอ็มแอลกันมาก

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวจัดเป็นโรคร้ายแรงหากรักษาไม่ทันท่วงทีหรือรักษาไม่ถูกต้องอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้นหากมีอาการผิดปกติซึ่งอาการชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรังจะแตกต่าง เช่น ถ้าเป็นชนิดเฉียบพลันจะเกิดเร็ว ได้แก่ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซีด อ่อนเพลียง่าย มีเลือดออกง่าย เพราะมีจำนวนเกล็ดเลือดต่ำ เช่น มีเลือดออกตามไรฟัน มีจ้ำเขียวขึ้นตามตัวหรือมีประจำเดือนมากผิดปกติในผู้หญิง  ติดเชื้อง่าย มีไข้ เพราะมีจำนวนเม็ดเลือดขาวน้อยลงไม่สามารถทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรคได้ ส่วนชนิดเรื้อรังจะเกิดช้าและไม่ค่อยมีอาการ แต่หากไปตรวจเลือดจะพบว่าเม็ดเลือดขาวมีจำนวนมาก หรือบางคนอาจจะมาพบแพทย์ด้วยการคลำเจอก้อนที่ท้องด้านซ้ายหรือบางคนกินข้าวอิ่มเร็วเพราะม้ามโตไปเบียดกระเพาะ หรือบางคนมีต่อมน้ำเหลืองที่คอ รักแร้ หรือขาหนีบ หรือตับ ม้าม โต เพราะเม็ดเลือดขาวปกติไปสะสมอยู่

อย่างไรก็ตามโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวสามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะด้วยความก้าวหน้าของวิทยาการแพทย์ในปัจจุบัน โดยมีแนวทางในการรักษา 3 วิธีคือ การให้ยาเคมีบำบัด ใช้รักษาสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน โดยให้ยาเคมีบำบัดเป็นชุด ประมาณ 1-2 ชุด จนโรคสงบแล้ว จึงให้ยาอีกชุดเพื่อป้องกันไม่ให้โรคกลับมาใหม่ ซึ่งการให้ยาเข้าเคมีบำบัดเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งได้เกือบหมด แต่จะให้หายไปหมดนั้นคงไม่ได้ เพราะอาจจะไปทำลายสเต็มเซลล์ในไขกระดูกของเราด้วย ฉะนั้นโดยทั่วไปถ้ามีเซลล์มะเร็งเหลือซักประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ถือว่าเกือบหมดแล้ว ต่อไปวิธีที่ 2 การปลูกถ่ายไขกระดูก ถือเป็นวิธีรักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยการนำไขกระดูกของพี่น้องพ่อแม่เดียวกันที่มีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนกันมาให้จะทำให้มะเร็งหายขาด และการให้ยาในกลุ่ม Tyrosine Kinase Inhibitor ซึ่งวิธีที่ 3 นี้ใช้สำหรับรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง

โดยเฉพาะชนิดซีเอ็มแอล ปัจจุบันมียาผลิตขึ้นมาใหม่ เป็นยารับประทานที่ได้ผลดีมาก โดยในโรคที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง พบว่าการที่มีการสร้างเม็ดเลือดขาวที่เพิ่มจำนวนขึ้น เป็นผลจากการที่มีความผิดปกติของโคโมโซมหนึ่งทำให้มีการสร้างโปรตีนที่ผิดปกติตัวหนึ่งทำให้มีการสร้างเม็ดเลือดที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว จึงมีการผลิตยาที่ไปยับยั้งการสร้างโปรตีนตัวนี้ ทำให้การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวแตกต่างจากในอดีตโดยสิ้นเชิง เพราะปกติผู้ที่เป็นโรคนี้หลังจากวินิจฉัยแล้วพบว่าภายใน 3-5 ปีก็จะเสียชีวิต แต่ปัจจุบันแทบจะไม่เสียชีวิตเลยและสามารถมีชีวิตอยู่ได้เป็นปกติ

การรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวให้ได้ผลดีนั้นจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยโรคที่แน่นอนเพื่อให้การรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมอย่างทันท่วงที รวมทั้งทักษะและความชำนาญของทีมแพทย์ ความพร้อมของสถานที่และเครื่องมือที่ทันสมัย ซึ่งที่ศูนย์โลหิตวิทยากรุงเทพ โรงพยาบาลวัฒโนสถ ตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน ที่สำคัญมีศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกที่สามารถรักษาผู้ป่วยด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกโดยไม่ต้องส่งต่อไปที่อื่น มีการเตรียมเลือดและส่วนประกอบของเลือดที่ปลอดภัยสูงสุด

ดังนั้นหากใครที่สงสัยว่าตัวเองจะเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือไม่ ลองสังเกตอาการดูว่ามีอาการอย่างที่ระบุไว้ข้างต้นหรือไม่อย่างไร เพื่อนำไปสู่การตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่รวดเร็ว เพราะหากเราตรวจพบเร็วก็จะได้รับการรักษาที่ถูกต้องและหายขาดจากโรคร้ายนี้.

ทีมวาไรตี้

……………………………………………………………….


สรรหามาบอก

-คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับมูลนิธิฮีโมฟิเลียแห่งประเทศไทย จัดงานสัมมนาพบปะสังสรรค์ผู้ป่วยฮีโมฟิเลียและโรคเลือดออกง่ายพันธุกรรมแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 14 ในหัวข้อ “ลดช่องว่าง การรักษา เพิ่มคุณค่าให้ชีวิต” “Close the Gap” ในวันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน 2555 เวลา 08.30-14.30 น. ณ ห้องประชุมตรีเพ็ชร ชั้น 15 อาคาร 100 ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ โรงพยาบาลศิริราช จึงขอเชิญญาติและผู้ป่วยที่สนใจเข้าร่วมงาน สอบถามโทร.0-2419-4419

-โรงพยาบาลเทพธารินทร์ ร่วมกับ บริษัท เรกคิทท์ เบนคีเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานสัมมนา เรื่อง “กรดไหลย้อน (GERD) ในชีวิตประจำวัน ตอน ความเครียด กับอาการแสบร้อนกลางอก” ในวันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม 2555 เวลา 13.30 –15.30 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 17 อาคาร Lifestyle Building โรงพยาบาลเทพธารินทร์  ท่านที่สนใจเข้าร่วมงานติดต่อได้ที่โทร.0-2322-3222 (ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น)

-โรงพยาบาลนครธน ขอเชิญร่วมฟังบรรยายให้ความรู้ ในหัวข้อ “การดูแลผู้ป่วยเบาหวานโดยแพทย์ทางเลือก เรียนรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวาน” โดย นพ.ศิต เธียรฐิต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ทางเลือก ในวันจันทร์ที่ 30 เมษายน 2555 เวลา 14.30-16.00 น. ณ ไทยเมดิคอลสปา ชั้น 12 โรงพยาบาลนครธน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่โทร.0-2450-9999

-โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ร่วมกับ วัดบวรนิเวศวิหาร จัดผ้าป่าสามัคคี เพื่อนำรายได้สมทบทุนดูแลพระภิกษุสงฆ์ สามเณรอาพาธ และผู้ป่วยสามัญของโรงพยาบาล พร้อมทั้งจัดหาอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ทางการแพทย์ โดยมีกำหนดทอดผ้าป่าในวันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม 2555 เวลา 13.30 น. ณ ตึกภปร.ชั้นล่าง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จึงขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคีได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2555 บริเวณโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0-2256-4505, 0-2256-4382

 

ที่มา: เดลินิวส์ 29 เมษายน 2555

มะเร็งระบบเลือดหายได้ด้วยสเต็มเซลล์

ขึ้นชื่อว่า “โรคมะเร็ง” ทุกคนคงหวาดกลัว และภาวนาว่าอย่าให้ตัวเอง คนในครอบครัว หรือ คนรอบข้างต้องเป็นโรคนี้เลย เพราะรู้ดีว่ามันร้ายแรงเพียงใด

โรคมะเร็งมีหลายชนิดในทางการแพทย์จะแบ่งมะเร็งออกไปตามแหล่งต้นกำเนิด  มะเร็งเม็ดเลือดขาว และ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ที่พบมากที่สุดในกลุ่มมะเร็งระบบเลือด โดยมีสาเหตุจากความผิดปกติของไขกระดูกหรือจากต่อมน้ำเหลืองทั่วร่างกาย พบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ ซึ่งจะมีความรุนแรงกว่าผู้ป่วยกลุ่มอื่น

แม้จะเป็นอัตราส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่น แต่มีความรุนแรงของอาการมากและทำให้ผู้ป่วยทรุดและเสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว

นพ.วิเชียร มงคลศรีตระกูล แพทย์อายุรศาสตร์ โลหิตวิทยา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์กล่าวว่า มะเร็งเม็ดเลือดขาวแบ่งออกเป็นสองชนิด คือ มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน อาการจะปรากฏในระยะเวลาสั้น ๆ 1-3 เดือน โดยผู้ป่วยอาจเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว และ มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง ซึ่งไม่แสดงอาการในช่วงแรก แต่จะค่อย ๆลุกลามโดยใช้เวลานานนับปี ผู้ป่วยหลายรายจึงไม่ทราบว่าตนเองเป็นและไปพบแพทย์เมื่อสายเกินไป 90 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ป่วยมะเร็งชนิดเฉียบพลันมักเสียชีวิตในเวลาประมาณหนึ่งปี แต่ปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาด หรือในรายที่ไม่อาจรักษาจนหายขาดก็สามารถมีชีวิตอยู่โดยได้รับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

ส่วนมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นมะเร็งที่มีสาเหตุจากความผิดปกติของต่อมน้ำเหลืองซึ่งมีอยู่ทั่วร่างกาย ส่วนใหญ่พบที่บริเวณลำคอเนื่องจากการติดเชื้อ เป็นไข้ เจ็บคอ ไอ หรือมีน้ำมูกเรื้อรัง ที่ล้วนเป็นจุดเริ่มต้นของอาการต่อมน้ำเหลืองโต และลุกลามเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้ในที่สุด

นพ.วิเชียร มงคลศรีตระกูล แพทย์อายุร ศาสตร์ โลหิตวิทยา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า แนวทางการรักษาโรคในกลุ่มมะเร็งระบบเลือดทุกวันนี้ สามารถทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับชนิดของโรค สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้ชำนาญอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้มีภาวะแทรกซ้อนมาก และรุนแรงกว่ามะเร็งชนิดอื่น ๆ

มะเร็งเม็ดเลือดขาวเกิดจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เติบโตผิดปกติเป็นจำนวนมากโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยไปทำลายการสร้างเม็ดเลือดปกติของไขกระดูก ทำให้เม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดลดจำนวนลงส่งผลให้เกิดโลหิตจาง มีเลือดออกผิดปกติ มีจ้ำเลือดตามร่างกาย ติดเชื้อง่าย ฉะนั้นการรักษาในลำดับแรกจึงต้องให้ยาเคมีบำบัดเพื่อลดเซลล์มะเร็งลงให้เหลือน้อยที่สุด จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด หรือเรียกอีกอย่างว่าการปลูกถ่ายไขกระดูก

หลักการของการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด คือ แพทย์จะให้ยาเคมีบำบัดในปริมาณสูง เพื่อไม่ให้เซลล์มะเร็งสร้างตัวต่อไปได้ จากนั้นจึงนำเซลล์ต้นกำเนิดที่ปราศจากเซลล์มะเร็งใส่เข้าไปในตัวผู้ป่วยแทนเพื่อให้เจริญเติบโตขึ้น ช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิตจากมะเร็งและรอดพ้นจากการเสียชีวิตด้วยการให้ยาเคมีบำบัดได้

นพ.วิเชียร กล่าวว่า เดิมทีการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจะใช้เซลล์จากไขกระดูกมาเปลี่ยนถ่าย แต่ทุกวันนี้สามารถนำมาได้จากหลายแหล่ง ตั้งแต่การแยกเซลล์ต้นกำเนิดออกจากกระแสเลือดซึ่งสะดวกสำหรับผู้บริจาค เพราะไม่ต้องเข้าห้องผ่าตัด ดมยาสลบ หรือเจาะไขกระดูกแล้วดูดออกมาเช่นวิธีเดิม ๆ อีกแหล่งหนึ่ง คือ รก โดยแพทย์จะนำรกของเด็กแรกเกิดที่มีเลือดขังตัวอยู่มานวด ซึ่งในนั้นมีสเต็มเซลล์หรือเซลล์ต้นกำเนิดค่อนข้างมาก เมื่อรีดออกมาแล้วนำไปเก็บไว้รอปลูกถ่ายสู่ผู้ป่วยในลำดับถัดไป

“ทั้งนี้ การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดก็ยังคงมีข้อจำกัดอยู่ในบางเรื่อง เช่น อายุของผู้เข้ารับการปลูกถ่ายต้องไม่มากเกินไป สภาพร่างกายดี ซึ่งเหล่านี้ต้องผ่านการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้ชำนาญว่าผู้ป่วยสมควรได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้หรือไม่”

สำหรับมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง อาการจะปรากฏเมื่อโรคลุกลามไปมากแล้ว โดยปกติปริมาณเม็ดเลือดขาวในร่างกายจะมีประมาณ 5,000-10,000 ตัวต่อลูกบาศก์ มม. ซึ่งเซลล์มะเร็งอาจทำให้ปริมาณเม็ดเลือดขาวเพิ่มสูงขึ้นถึง 100,000-200,000 ตัว หมายถึงโรคได้ดำเนินสู่ระยะอันตรายแล้ว ทั้งนี้หากตรวจพบในขณะที่ปริมาณเม็ดเลือดขาวยังอยู่ที่ราว 20,000 ตัว การกำหนดวิธีการรักษาจะทำได้ง่ายกว่า

ในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง แพทย์จะใช้วิธีการปลูกถ่ายไขกระดูกเช่นเดียวกัน แต่ปัจจุบันมีการค้นพบตัวยาชนิดใหม่ ๆ ที่สามารถช่วยควบคุมโรคให้สงบได้ ทั้งยังมีผลข้างเคียงน้อย ยกเว้นบางกรณีที่ผู้ป่วยดื้อยา หรืออาการของโรครุนแรงมาก จึงจะพิจารณาให้เข้ารับการปลูกถ่ายไขกระดูกเป็นทางเลือกถัดไป

“ในส่วนของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง การรักษาก็ต้องขึ้นกับตำแหน่งและระยะของโรค หากพบในระยะแรก ๆ ก็สามารถหายขาดได้ด้วยการผ่าตัด หรือหากโรคลุกลามก็ต้องใช้วิธีฉายรังสีและให้ยาเคมีบำบัด มีอีกวิธีหนึ่งซึ่งเพิ่งนำมาใช้ไม่นาน คือการนำรังสีไปติดไว้บนยาภูมิต้านทานแล้วฉีดเข้าร่างกาย โดยยาภูมิต้านทานจะไปจับที่พื้นผิวของต่อมน้ำเหลือง และรังสีที่ติดไปด้วยจะฉายแสงตรงส่วนที่เป็นเซลล์มะเร็งโดยตรง รวมไปถึงวิธีการปลูกถ่ายไขกระดูกด้วย

การตรวจร่างกายเป็นประจำมีความสำคัญมาก หากตรวจพบโรคเสียแต่เนิ่น ๆ โอกาสในการรักษาให้หายเป็นปกติก็จะมีมากเช่นกัน.

y_38@dailynews.co.th

 

ที่มา: เดลินิวส์ 26 มกราคม 2555