หุ่นยนต์ตรวจมะเร็ง -ทำลายเนื้อร้าย

มะเร็ง โรคร้ายที่ไม่มีใครอยากเป็น ส่วนคนที่ป่วยอยู่ก็ยิ่งอยากจะหาย ล่าสุด มีข่าวดีเกี่ยวกับการตรวจและทำลายมะเร็ง โดย เพอร์ฟินท์ เฮลท์แคร์ ซึ่งเป็นบริษัทเกี่ยวกับนวัตกรรมและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เปิดตัว ‘แมกซิโอ’ หุ่นยนต์ตรวจหาและทำลายเนื้อเยื่อมะเร็งในร่างกายผ่านกระบวนการแอบเลชั่น ใช้เข็มส่งความร้อนเผาทำลายเนื้อเยื่อมะเร็ง 

หุ่นยนต์แมกซิโอ แบ่งการทำงานเป็น 2 ส่วน ในส่วนของหน้าจอคอมพิวเตอร์ ใช้เพื่อการวางแผนและแสดงภาพจากผลการสแกน โดยจะเชื่อมต่อกับซีทีสแกนหรือเครื่องเอ็กซเรย์ เพื่อโชว์ภาพ 2 มิติ และ 3 มิติ ให้แพทย์ใช้วางแผนรักษาว่าจะ วางเข็มลงตำแหน่งใด

อีกส่วนเป็นระบบหุ่นยนต์ชี้จุด จะทำการชี้จุดวางเข็มให้สอดคล้องกับภาพผลตรวจมะเร็ง และแพทย์จะเป็นผู้ตัดสินใจวางเข็มเข้าไป จากนั้นจะปรากฏภาพให้เห็นทางจอคอมพิวเตอร์ เพื่อให้แพทย์เปรียบเทียบภาพก่อนและหลังวางเข็มว่าตรงกันหรือไม่ เมื่อได้ตำแหน่งตรงกัน แพทย์จะสั่งเผาทำลายเนื้อเยื่อมะเร็ง

หลังผ่านการทำลายแล้ว แมกซิโอ จะทำการซีทีสแกนซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้แพทย์เห็นภาพผลการรักษา เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ

ปัจจุบัน หุ่นยนต์แมกซิโอ มีความสามารถตรวจและทำลายเนื้อเยื่อมะเร็งตับ ปอด และไต ในระยะที่ยังไม่แพร่กระจาย หรือก้อนเนื้อใหญ่ไม่เกิน 4 เซนติเมตร ตัวเครื่องยังสามารถวางเข็มได้พร้อมกันหลายเล่ม ช่วยให้การทำลายเนื้อเยื่อในบริเวณที่ต้องการทำได้ภายในคราวเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ก่อนใช้แมกซิโอ แพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่กับผู้ป่วย และในขั้นตอนการแอบเลชั่นด้วยหุ่นยนต์ตัวดังกล่าว แพทย์ก็ไม่ต้องผ่าตัดเปิดแผลผู้ป่วยด้วย.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 27 กุมภาพันธ์ 2555

 

‘มะเร็งไต’ นวัตกรรมใหม่การรักษา

มะเร็งไต เป็นมะเร็งที่พบได้ไม่บ่อยนัก เมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่นๆ สำหรับประเทศไทย มะเร็งไตพบได้ประมาณ 1,000 คนต่อปี (ข้อมูลจาก globocan 2008) เทียบกับมะเร็งปอดหรือตับ ที่พบประมาณ 1-2 หมื่นคนต่อปี เกือบทั้งหมดของมะเร็งไต เป็นชนิดที่เรียกว่า clear cell carcinoma เพราะมีลักษณะเซลล์ที่ไม่ค่อยติดสี เนื่องจากมีไกลโคเจน และไขมันในเซลล์มาก

ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอนของมะเร็งไต แต่พบว่า ปัจจัยเสี่ยงมักเกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ และความอ้วน ผู้ป่วยโรคไตที่ฟอกไต และเกิดถุงน้ำในไต จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น นอกจากนั้น กรรมพันธุ์ก็มีส่วน ในครอบครัวที่มีการกลายพันธุ์ของยีน VHL จะพบมะเร็งไตร่วมกับมะเร็งอื่นๆ ได้ เช่น มะเร็งสมอง ชนิด hemangioblastoma และมะเร็ง neuroendocrine ของตับอ่อน เป็นต้น

อาการของมะเร็งไต
ปัสสาวะเป็นเลือด ปวดหลัง และมีก้อนโตในช่องท้อง บางครั้งมีเฉพาะไข้สูงเรื้อรัง เบื่ออาหาร และน้ำหนักลด อาการเหล่านี้มักบ่งถึงโรคที่เป็นมากแล้ว ในปัจจุบันมะเร็งอาจถูกตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจอัลตราซาวนด์ของช่องท้อง หรือตรวจพบเลือดในปัสสาวะ โดยที่ผู้ป่วยยังไม่มีอาการ ในกรณีนี้ มักจะเป็นโรคระยะแรกมากกว่า

การวินิจฉัยโรคเบื้องต้น
จากการตรวจอัลตราซาวนด์ของช่องท้อง ซึ่งจะเห็นก้อนที่ไต นอกจากนั้นอาจทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ซึ่งจะให้รายละเอียดเพิ่มเติมได้ดีกว่าอัลตราซาวนด์ เพื่อดูว่า ก้อนมีการกดเบียด หรือลุกลามแพร่กระจายไปที่ตำแหน่งใดบ้าง ซึ่งจะช่วยในการวางแผนการรักษาโดยเฉพาะการผ่าตัด มะเร็งไตมักจะมีการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง ปอด และกระดูก บางครั้งอาจจะกระจายไปที่ตับ หรือสมองได้ แต่ไม่บ่อยนัก

การรักษาโรค
ขึ้นกับระยะของโรคที่เป็น หากพบโรคในระยะต้นๆ ที่ก้อนยังไม่มีการลุกลามออกนอกไต การรักษาที่ได้ผลดีที่สุดคือ การผ่าตัดไตที่มีก้อนมะเร็งทิ้ง ซึ่งมีโอกาสหายขาดจากโรคได้สูงถึงร้อยละ 50-90 แต่หากโรคมีการลุกลามเข้าในต่อมน้ำเหลืองข้างไต และ/หรือแพร่กระจายไปในอวัยวะต่างๆ โอกาสที่จะหายขาดจากโรคนั้น มีน้อยมาก ในอดีต การรักษามะเร็งไตระยะแพร่กระจาย (ระยะที่ 4) นั้นได้ผลไม่ดีนัก เนื่องจากเป็นมะเร็งที่ดื้อต่อยาเคมีบำบัดเกือบทุกชนิด ยาที่ใช้กันในช่วงนั้น ได้แก่ ยาอินเตอร์เฟอรอน (interferon) ซึ่งเป็นสารที่สร้างได้จากเซลล์เม็ดเลือดขาว ลิมโฟไซท์ และมีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันให้กำจัดมะเร็ง แต่ได้ผลไม่ดีนัก ทั้งยังมีผลข้างเคียงที่ไม่สุขสบายนัก เช่น ไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และน้ำหนักลดได้ ผู้ป่วยมีอัตราการรอดชีวิตเฉลี่ย 15-20 เดือน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคแต่ละราย

เป็นที่น่ายินดีที่ในช่วง 4-5 ปี ที่ผ่านมา มีการค้นพบยาใหม่ๆ หลายตัวที่ทำให้ผลการรักษาโรคในระยะแพร่กระจายดีขึ้นกว่าการใช้ยาอินเตอร์เฟอรอน ยาเหล่านี้เป็นยาในกลุ่มที่เรียกว่า targeted therapy ซึ่งมุ่งยับยั้งกระบวนการที่จำเพาะกับมะเร็งแต่ละชนิด สำหรับมะเร็งไต พบว่า มีกระบวนการสร้างเส้นเลือดใหม่ (angiogenesis) สูงกว่าปกติ ยาหลายตัวจึงผลิตมาเพื่อยับยั้งกระบวนการนี้ ตัวอย่างเช่น ยาซูนิทินิบ (sunitinib) โซราฟีนิบ (sorafenib) หรือเบวาซิซูแมบ (bevacizumab)

นอกจากนี้ ยังมียาที่ยับยั้งการเติบโตของเซลล์ที่ผ่านกระบวนการอื่นอีกด้วย ได้แก่ ยาเอเวอโรลิมัส (everolimus) ยาเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยมีทางเลือกในการรักษามากขึ้น นอกจากยาที่กล่าวมาแล้ว ยังคงมีการพัฒนายาใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ดียิ่งขึ้นต่อไป

———-
ผศ.พญ.ธิติยา สิริสิงห เดชเทวพร
หน่วยมะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา: คมชัดลึก 17 มกราคม 2555