ท้องอืดเรื้อรัง…รบกวนชีวิต ใช้เทคนิคพ่นลมหายใจตรวจรู้สาเหตุ

dailynews130226_002ชีวิตกินด่วนในปัจจุบันเป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้หลายโรคก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ โดยไม่รู้ตัว โรคที่พบบ่อยและเด่นชัดคือโรคระบบทางเดินอาหาร และภาวะหนึ่งที่พบบ่อยคือท้องอืด ดูเหมือนเป็นอาการธรรมดาที่อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้เมื่อกินอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ หากเป็นบ่อยเป็นนานจนเข้าข่ายโรคท้องอืดเรื้อรังนั่นหมายถึงการกินยาก็ไม่มีผลทำให้หายได้

นพ.บุญเลิศ อิมราพร อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ รพ.เวชธานี กล่าวว่า อาการท้องอืดพบได้บ่อยของโรคระบบทางเดินอาหาร สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากมีก๊าซในกระเพาะอาหารและลำไส้มากเกินไปส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติ เช่น เรอบ่อย อึดอัดแน่นท้อง โดยเฉพาะหลังกินอาหารท้องโตเป็นพักๆ หรือผายลมบ่อย เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นกับคนทั่วไปได้ ถ้ากินอาหารปริมาณมากและเร็วเกินไปหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีก๊าซ แต่ถ้าอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งเป็นเรื้อรังไม่สัมพันธ์กับชนิดอาหารหรือมีความรุนแรง เช่น มีอาการมากจนทำให้กินอาหารน้อยลงควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษา ผู้ป่วยบางรายไปพบแพทย์ได้รับยามากิน อาทิ ยาลดกรด ยาช่วยย่อยขับลม ก็ยังไม่หายขาด แม้ได้รับการตรวจส่องกล้องกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่แล้ว ผลการตรวจปกติดีและไม่สามารถอธิบายอาการของโรคได้ ในความเป็นจริงสาเหตุส่วนใหญ่ของภาวะท้องอืดเรื้อรังเกิดจาก 3 ภาวะ ได้แก่ ปริมาณแบคทีเรียในลำไส้มากเกิน, ภาวะขาดเอนไซม์ย่อยนม และโรคลำไส้แปรปรวน ซึ่งภาวะดังกล่าวควรได้รับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงว่ามาจากปัจจัยใด ปัจจุบันการตรวจไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนและให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน

การตรวจหาสาเหตุของโรคท้องอืดเรื้อรัง นพ.บุญเลิศ เผยว่า ใช้วิธีการตรวจด้วยเครื่องตรวจลมหายใจ (Breath test) อาศัยหลักการตรวจหาก๊าซที่ผลิตจากแบคทีเรียในทางเดินอาหารซึ่งจะซึมผ่านเข้ากระแสเลือดและปล่อยออกทางลมหายใจ โดยก๊าซที่ตรวจนั้น ได้แก่ ก๊าซไฮโดรเจนและก๊าซมีเทน ขั้นตอนการตรวจเริ่มด้วยงดอาหารและน้ำก่อน 12 ชั่วโมง จากนั้นให้กินสารที่ใช้ในการตรวจแยกโรค ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่แพทย์สงสัย เช่น สงสัยภาวะขาดเอนไซม์ย่อยนมจะให้กินน้ำตาลแล็กโทส ถ้าสงสัยภาวะแบคทีเรียในลำไส้มากเกินจะให้กินน้ำตาลกลูโคสหรือสารแลคตูโลส เป็นต้น จากนั้นให้ผู้ป่วยเป่าลมหายใจใส่ในถุงตรวจทุก 15 นาที จนครบ 120 นาที แล้วนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ต่อไป

เมื่อได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องแล้ว ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาที่ถูกต้องตามมา เช่น ภาวะขาดเอนไซม์ย่อยนมให้งดอาหารจำพวกนมและผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิด ได้แก่ เนย โยเกิร์ต ไอศกรีม ฯลฯ หรือภาวะแบคทีเรียในลำไส้มากเกินควรได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อลดปริมาณเชื้อในลำไส้ ร่วมกับการให้ยาปรับการเคลื่อนไหวลำไส้และการหลีกเลี่ยงอาหารที่เสริมให้แบคทีเรียในลำไส้เติบโต ได้แก่ อาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่ดูดซึมได้น้อยในลำไส้เล็กและผ่านเข้าสู่ลำไส้ใหญ่จนกลายเป็นอาหารของแบคทีเรีย เช่น กระเทียม หอม ถั่ว กะหล่ำ น้ำเชื่อมเข้มข้น แอปเปิ้ล มะม่วง พรุน  รวมถึงน้ำตาลเทียม เป็นต้น.

ที่มา : เดลินิวส์ 26 กุมภาพันธ์ 2556