ความสุขของมนุษย์อยู่ที่ใด

dailynews121202_001ธรรมชาติของมนุษย์นั้นรักสุขเกลียดทุกข์ ความสุขจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนแสวงหา ต่างไขว่คว้าหาหนทางพยายามให้บรรลุเป้าหมายให้ได้ด้วยวิธีต่าง ๆ กัน สิ่งตรงข้ามคือความทุกข์ไม่มีใครต้องการ จะหลีกเลี่ยงหนี อยากมีแต่ความสุข สุขทั้งกายและใจ ต่างดิ้นรนหากันไป อาจมีอุปสรรคมากน้อยก็แก้ไขกันไป

ผมมาคุยเรื่องธรรมะวันนี้ด้วยเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ไปฟัง ดร.บุญธรรม ปวีณ์วรรณ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรฯ ได้ไปพูดเรื่องความสุขของมนุษย์อยู่ที่ใด ที่สโมสรโรตารีกรุงเทพบางลำพูฯ เห็นว่าเป็นเรื่องน่าสนใจดี ตรงกับความต้องการของผู้คนที่แสวงหากันมาก จึงขอถ่ายทอดมาเล่าสู่กันฟัง

ดร.บุญธรรม เคยบวชระยะสั้นมาครั้งหนึ่ง สนใจและซาบซึ้งในธรรมะมากได้เล่าให้ฟังถึงชีวิตตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ ว่าชีวิตเขานั้นอยากทำอะไรให้สำเร็จทุกขั้นตอน เพื่อจะได้มีความสุข เริ่มตั้งแต่การเรียน เรียนจนเก่ง เรียนจนถึงระดับสูงด้วยได้ทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ ได้ปริญญาเอกที่ ม.เคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ต่อมาก็มีครอบครัวและได้ทำงานในบริษัทน้ำมัน เลื่อนระดับสูงขึ้นมาเรื่อย ๆ ก้าวหน้าดีมาก จนถึงกรรมการบริหารถือเป็นระดับสูงและหยุดกับเงินตราที่คนชอบสะสมกันมาก ถือว่าเพียงพอแล้ว

ดร.บุญธรรม เคยพูดไว้กับผู้ที่สอบสัมภาษณ์ก่อนได้ทุนไปเรียนว่า หากเขาได้รับการช่วยเหลือจนไปศึกษาต่อต่างประเทศได้ เหมือนกับเป็นผู้ได้รับ มีโอกาสเมื่อใดจะขอปวารณาตัวมาเป็นผู้ให้บ้าง จนเมื่อได้มีโอกาสทำงานเป็นผู้บริหารระยะหนึ่งที่คิดว่าได้ผลประโยชน์พอสมควรแล้ว อายุเพียง 40 ปียังไปอีกไกล ได้ขอลาออกมาเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรฯ ตามสัญญาทางใจที่ได้รับปากไว้

ผู้บรรยายได้สรุปให้ฟังว่า ทุกอย่างที่หวังไว้ว่าจะมีความสุข มันก็มีจริง ๆ แต่จะเป็นอยู่ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น แล้วมันก็จางไป ด้วยกิเลสที่มีอยู่อยากได้สุขมากกว่าเก่า ต้องการมีสุขเพิ่มขึ้นอีกเหมือนเป็นเงาตามตัว ทำให้ต้องดิ้นรนไขว่คว้าไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด กลายเป็นความทุกข์เข้ามาแทนอยู่ตลอด

พระวิวัฒน์ ธัมมวัฒโฒ แห่งวัดโสมนัสราชวรวิหาร ได้มาบรรยายธรรมที่บ้านอารีย์ ซอยอารีย์ ถนนพหลโยธินบ่อย ดร.บุญธรรมเป็นศิษย์ ผมก็ไปฟังท่านบรรยายบ่อย มีอะไรที่ยังไม่กระจ่างก็ไปถามท่าน  ท่านได้สรุปเรื่องนี้ให้ฟังว่า เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า สุขที่ยั่งยืนอยู่ที่นี่ เดี๋ยวนี้ คือการมีสติอยู่กับปัจจุบัน การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย เคร่งครัดในศีลไว้ จะช่วยให้อยู่กับปัจจุบันได้มั่นคงและยาวนานขึ้น

หลวงพี่วิวัฒน์ได้ให้หลักไว้ว่า จิตมีสติรู้กาย จิตต้องอยู่กับกาย จะสังเกตได้จากอิริยาบถ กายไหว กายกระทบ จิตอยู่ในกายตลอด จิตไม่มีสติ ได้แก่ ง่วง หลับ คิด ไปรู้เรื่องข้างนอก เช่น ดูโทรทัศน์ รู้ข้างนอกแต่ไม่รู้ที่กาย ฟังดูก็ง่าย แต่พอมาฝึกปฏิบัติยากมาก ต้องค่อย ๆ ลองฝึกไปผิด ๆ ถูก ๆ สักวันหนึ่งคงเข้าที่เอง

ความรู้สึกตัวเปลี่ยนชีวิต บังเอิญได้มีโอกาสไปคุยกับ อ.กำพล ทองบุญนุ่ม อาจารย์พลศึกษา ได้ประสบอุบัติเหตุเมื่อปี 2522 ร่างกายเคลื่อนไหวไม่ได้หมด ได้ต่อสู้ชีวิตด้วยการปฏิบัติธรรมจนเป็นวิทยากรที่มีลูกศิษย์มากมาย ได้คุยกับอาจารย์แล้วสบายใจว่าถ้าปฏิบัติได้เหมือนที่บรรยายไว้ ชีวิตจะเปลี่ยนทันที หลัก ๆ ของท่านก็คล้าย ๆ กัน จะต้องมีสติและรู้สึกตัวไว้อยู่เสมอ ให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน

ความรู้สึกตัว ลงไปที่สติปัฏฐาน 4 คอยดู กาย ว่าเป็นอย่างไร อยู่นิ่งหรือเคลื่อนไหว หายใจเข้า-ออกให้รู้ว่ากายมิใช่ตัวเราต่อไปลงที่ เวทนา ความเจ็บปวดทั้งหลายเราเป็นผู้เห็น มิใช่เป็นผู้ทุกข์เสียเอง ใครทำได้คงมาใช้กับเรื่องเจ็บป่วยและเจ็บปวดได้อย่างดี เราเป็นผู้เห็นมิใช่เป็นผู้ปวด ลงที่ จิต ดูเรื่องความคิด ปรุงแต่งต่าง ๆ เป็นอาการของจิต เราเพียงเฝ้าดูไม่ยุ่งด้วย ข้อสุดท้ายเห็นใน ธรรม เห็นอกุศลในจิตเรา แต่ก่อนเราทำบุญทำบาป เรานึกว่าเราเป็นผู้ทำ จิตพอชินเข้าจะตื่น แยกออกมาเป็นผู้เห็น ไม่มีตัวเรา กายเป็นผู้ทำ เราเพียงดู ทั้งหมดที่กล่าวมาคือผลของการรู้สึกตัว ถ้าทำได้ คิดได้ แยกได้ ชีวิตจะสุข

ความสุขเป็นสิ่งที่มนุษย์แสวงหากันมาก ได้มาแล้วมักอยู่เพียงชั่วคราวแล้วก็จางไป ต้องวิ่งหากันใหม่ที่ดีกว่าเดิม เหมือนเงาตามตัวอยู่ตลอด ความสุขที่ยั่งยืนที่พบแล้วคือ การฝึกให้มีสติอยู่กับปัจจุบันจะอยู่ได้มั่นคงและยาวนานตลอดไป.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi.gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 2 ธันวาคม 2555