หมอชี้กินยา”มาก-ซ้ำซ้อน”สุดอันตราย ตับวาย ไตพัง ถึงชีวิตได้ แนะ 5 เทคนิคง่ายๆ กินยาไม่สับสน

 

เมื่อวันที่ 9 กันยายน นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ภายใต้ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (ทีเซลส์) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวแสดงความห่วงใยการบริโภคยาที่มากเกินความจำเป็น ว่า ปัจจุบันมียาจำนวนมาก และยาหลายชนิดมีฤทธิ์ซ้ำและก้ำกึ่งกัน เช่น ยาลดไข้ก็สามารถแก้ปวดได้ หรือยาละลายลิ่มเลือดก็แก้ปวดได้ด้วย ทำให้เกิดปัญหายาเป็นพิษ ปัญหานี้มักพบได้กับคนที่ใช้ยาเยอะอยู่แล้ว หรือมียาประจำตัวอยู่แล้ว ต่อไปก็จะเจอปัญหาสับสนกับการใช้ยาเพราะประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมอุดมยา

“กฎข้อห้ามข้อหนึ่งคือการกินยายิ่งมาก ยิ่งเสี่ยงมาก ทั้งพิษจากยาและยาออกฤทธิ์ตีกัน อีกข้อหนึ่งคือ กินยามากไม่ได้ช่วยให้หายมากขึ้น ตรงข้ามอาจทำให้ตับวายมากกว่า” น.พ.กฤษดากล่าว

น.พ.กฤษดากล่าวว่า เพื่อระงับปัญหาจากการกินยามาก เวชศาสตร์อายุรวัฒน์มี 5 เทคนิคจัดโปรแกรมกินยาไม่สับสน แบบง่ายๆ สำหรับคนกินยาเยอะ คือ 
1.แยกยาเป็นชนิดเขียนชื่อกำกับไว้ให้ชัดเจน
2.เขียนฉลากโดยเขียนฤทธิ์ยาสั้นๆ ติดไว้ พร้อมวิธีรับประทาน
3.ใช้ตลับแบ่งยา ข้อนี้ช่วยคนกินยาเยอะไม่ให้กินยาซ้ำ เช่น ยาละลายลิ่มเลือดหากกินซ้ำเข้าไปก็อาจทำให้ตกเลือดจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
4.พกยาติดตัวไปหาหมอเพื่อไม่ให้เกิดการจ่ายยาซ้ำ
สุดท้ายคือ ขอให้ถามหากสงสัย โดยเฉพาะเรื่องของยาซ้ำ ให้ถามแพทย์หรือเภสัชกร
ผู้อำนวยการศูนย์ เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ กล่าวว่า จากประสบการณ์การรักษาคนไข้ ได้รับคำถามมากมายเกี่ยวกับภาษาทางเคมีและปฏิกิริยาในทางเภสัชวิทยา ทำให้เกิดความสับสนในเรื่องของการใช้ยา คือ ยาลดความดันกับยาโรคหัวใจ ยากลุ่มนี้มีอยู่มาก บางตัวลดความดันและทำให้หัวใจเต้นช้าลง แต่ถ้ารับประทานผิดคือซ้ำซ้อนจนทำให้มากเกินไปอาจทำให้ หัวใจเต้นช้า มึนศีรษะ หน้ามืด เหนื่อยไม่รู้สาเหตุ ยิ่งกว่านั้นถ้าเป็นภูมิแพ้หอบหืดอยู่จะถึงขั้นหลอดลมตีบเสียชีวิตได้

ยาลดไขมันคอเลสเตอรอลกับยาลดไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ ถูกเรียกให้สับสนว่า “ยาลดไขมัน” เหมือนๆ กัน
การรับประทานที่มากเกินไปและต่อเนื่อง อาจจะส่งผลให้มึนศรีษะ ไม่สบายตัว ปวดตามร่างกายและทำให้ตับทำงานหนักถึงขั้นเสื่อมเร็วได้

ยาแก้ปวดกับ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาประเภทนี้มักถูกจ่ายคู่กันซึ่งในหลายครั้งไม่จำเป็นต้องกินควบเลย เพราะการได้รับมากไปใช่ว่าจะทำให้ดีขึ้น หลักง่ายคือห้ามคิดว่า ปวดมากต้องกินยามาก อันนี้จะอันตรายหนักขึ้น

ยาแก้แพ้กับยาแก้หวัด เป็นยาที่ถูกจ่ายบ่อยมากทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มีหลักง่ายคือ ยาแก้แพ้บางชนิดไม่ใช่ยาแก้หวัด และยาแก้หวัดบางชนิดก็ไม่อาจแก้แพ้ได้ ข้อสำคัญคืออย่าใช้ซ้ำซ้อนกันมาก หากเป็นหวัดไปหาคุณหมอขอให้บอกว่าท่านใช้ยาเหล่านี้อยู่ครับจะได้ไม่ถูกจ่าย

ยาซ้ำ ยาแก้อักเสบกับยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ) ยา 2 ชนิดนี้ไม่ใช่ยาตัวเดียวกันเลย แต่ถูกจับมาเรียกจนคุ้นปากคุ้นหู ขอให้ทราบว่ายาแก้อักเสบมีอยู่กว้างมากและฆ่าเชื้อไม่ได้
ส่วนยาฆ่าเชื้อนั้นก็ใช่ว่าจะแก้อักเสบได้เสมอไป ถ้าใช้ยาฆ่าเชื้อนานไปจะเสี่ยงเชื้อดื้อยา มากขึ้นด้วย

ยาคลายเครียดกับยานอนหลับ ยากลุ่มคลายเครียดอาจมีฤทธิ์ง่วงก็จริงแต่ไม่ใช่ยาช่วยให้หลับเพราะยาคลาย เครียดหรือต้านซึมเศร้ามีฤทธิ์ไปกวนสารเคมีในสมองทำให้เกิดอาการง่วงซึมได้ การรับประทานคู่กันจะยิ่งอันตรายต่อเคมีในสมองมากขึ้น

ยาลดไข้กับยาแก้ปวด ท่านที่ทานยาแก้ปวดเป็นประจำอยู่ เมื่อมีไข้ขอให้ระวังการทานยาลดไข้เพิ่ม และให้หยุดยาแก้ปวดก่อน เพราะยาทั้งสองชนิดมีฤทธิ์ซ้ำซ้อนกันมาก และพิษก็ซ้ำซ้อนกันมากด้วย

ยาโรคกระเพาะกับยาแก้ปวดบิดไส้ เวลาปวดท้องหมออาจจะให้ยาร่วมกันมาทั้ง 2 ชนิด ขอให้ดูให้ดีก่อนรับประทาน หากเป็นโรคกระเพาะไม่มากอาจไม่ต้องกินยาแก้ปวด หรือท่านที่ปวดท้องแต่ไม่แน่ใจว่าจากลำไส้ขอให้เลี่ยงยาแก้ปวดบิดไส้ไว้ก่อน

ยาช่วยระบายกับยาถ่าย ยกตัวอย่างยาช่วยระบายเช่น ใยอาหาร มะขามแขก ส่วนยาถ่ายคือแบบที่ทำให้ปวดลำไส้ถ่ายเหลวคล้ายท้องเสีย หากรับประทานร่วมกันจะทำให้เกิดอันตรายถ่ายจนถึงขั้นช็อกได้

ยาละลายลิ่มเลือดกับยาช่วยเลือดไหลคล่อง ยาละลายลิ่มเลือดอย่าง “แอสไพริน” ถ้ากินกับยาที่ทำให้เลือดไหลคล่องอย่าง “วาร์ฟาริน” จะทำให้เกิดเลือดออกได้มากหากไม่ระวัง ดังนั้น เทคนิคคือไม่ควรรับประทานร่วมกันและหมั่นเจาะเลือดดูการแข็งตัวของเลือดอยู่เสมอ

ยาสร้างเม็ดเลือดกับยาธาตุเหล็ก ยา 2 ชนิดนี้บางทีถูกจ่ายคู่กัน แม้จะทานร่วมกันได้แต่มันมีพิษโดยเฉพาะกับ “ธาตุเหล็ก” ในกรณีที่โลหิตจางอย่างไม่แน่ใจขอให้เลี่ยงธาตุเหล็กไว้ก่อนเพราะมันเป็นพิษ กับโลหิตจางชนิด “ธาลัสซีเมีย” ส่วนยาสร้างเม็ดเลือดที่เป็น “โฟลิก” นั้นปลอดภัยรับประทานได้ในเลือดจางทุกประเภท

 

ที่มา : มติชน 9 กันยายน 2556

“คนไทยพึ่งพายาฆ่าเชื้อมากเกินไป..จริงหรือ?”

dailynews121216_002

“คนไทยพึ่งพายาฆ่าเชื้อมากเกินไป..จริงหรือ?” ตอนที่ 1 

ด้วยความเป็นแพทย์ ทำให้หลายต่อหลายครั้งมีคนไข้มาถามผมว่า ’เป็นไข้หวัด จะกินยาฆ่าเชื้อได้ไหม? หรือมีบาดแผลติดเชื้อ อักเสบ จะกินยาฆ่าเชื้อชนิดใด?“ บางท่านยังไม่ทันได้คำตอบ ก็ไปซื้อยาฆ่าเชื้อหรือยาแก้อักเสบตามร้านขายยามากินเองเสียแล้ว

เหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ สำหรับคนบางกลุ่ม แต่กำลังเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของไทยเราครับ เพราะปัจจุบันพบว่าคนไทยมีการใช้ยากันอย่างไม่สมเหตุสมผล หรือใช้ยากันอย่างพร่ำเพรื่อ ซึ่งนอกจากจะทำให้ตนเองเสียค่าใช้จ่ายโดยใช่เหตุแล้ว ยังส่งผลเสียถึงเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยเราด้วยครับ

วันนี้ผมจึงหยิบยกเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้ยามาบอกเล่าให้ฟัง เพื่อให้ทุกคนได้ทราบข้อเท็จจริงและเข้าใจอย่างชัดเจนว่าเราควรจะใช้ยากันอย่างไรจึงจะเรียกว่า สมเหตุสมผล และขอเน้นหนักไปที่เรื่องของยาฆ่าเชื้อครับ เพราะดูจะเป็นปัญหาอันดับต้น ๆ ของสังคมไทยในขณะนี้

ไม่ว่าจะเป็นคนในกรุงเทพฯ หรือในต่างจังหวัด เมื่อมีการเจ็บไข้ไม่สบาย ประชาชนมักไปซื้อหายาใช้เอง ตามร้านขายยาใกล้บ้าน ซึ่งเรื่องนี้ “นพ.กำธร มาลาธรรม” จากโรงพยาบาลรามาธิบดี ตัวแทนจากโครงการพัฒนาระบบการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล ให้ข้อมูลว่า “จริง ๆ แล้วยามีหลายประเภท แต่ยาที่ประชาชนสามารถจะใช้เองได้อย่างปลอดภัยนั้น สังเกตง่าย ๆ คือเป็นยาที่อยู่ในชุดยาสามัญประจำบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่คือยาที่ใช้รักษาตามอาการ เช่น ยาแก้ไข้ ยาแก้ปวด รวมถึงยาใช้ภายนอกทั้งหลาย เหล่านี้เป็นยาที่เรา ๆ ท่าน ๆ สามารถซื้อหามาใช้เองได้อย่างปลอดภัยครับ ส่วนยาประเภทอื่น เช่น ยาฆ่าเชื้อ, ยาแก้อักเสบ ฯลฯ ส่วนใหญ่แล้วยาเหล่านี้มักจะมีข้อบ่งใช้และรายละเอียดระบุไว้ข้างขวดหรือข้างซองยา เช่น ถ้าระบุไว้ว่าเป็นยาอันตราย อันนี้ก็จำเป็นต้องได้รับคำแนะนำจากผู้ที่มีความรู้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ความเจ็บป่วยของคนเราที่พบบ่อย ๆ ก็จะมีไข้หวัด หรือเป็นแผล ฝี หนอง รวมถึงท้องเสีย ซึ่งอาการเหล่านี้ สามารถใช้ยารักษาตามอาการในเบื้องต้นได้ก่อน เช่น ยาพาราเซตามอล แต่ก็ไม่ควรใช้มากเกินวันละ 8 เม็ด”

แต่ปัญหาในปัจจุบันดังที่เกริ่นไว้ในตอนต้นคือ คนมักจะสับสนกันว่า อะไรคือยาแก้อักเสบ อะไรคือยาฆ่าเชื้อ และยาประเภทไหนคือยาปฏิชีวนะ และยาเหล่านี้มีข้อบ่งใช้อย่างไร?

ก่อนอื่นต้องอธิบายว่า จริง ๆ คำพวกนี้เป็นคำที่ใช้กันมานานแล้ว บ้างก็สับสนเรียกสลับกันไปมา ซึ่งโดยส่วนใหญ่คำที่คนใช้มากที่สุดเวลาพูดถึงยาฆ่าเชื้อก็มักจะเรียกว่า “ยาแก้อักเสบ” แต่ในความหมายจริง ๆ แล้ว การอักเสบไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อเพียงอย่างเดียว มันสามารถเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ได้อีกหลายอย่าง…ยาแก้อักเสบมีฤทธิ์แก้อักเสบเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ไปฆ่าเชื้ออะไรเลย เพราะฉะนั้นการเรียกยาฆ่าเชื้อว่ายาแก้อักเสบฟังดูง่าย แต่จริง ๆ แล้วคือผิดความหมาย

อธิบายง่าย ๆคือ ถ้ามีการติดเชื้อที่อวัยวะหรือบริเวณใดของร่างกายก็มีจะมีการอักเสบ ปวด บวม แดง ร้อน แต่ถ้าไม่ได้ติดเชื้อก็สามารถเกิดการอักเสบ ปวด บวม แดง ร้อน ได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้ามีการอักเสบโดยไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแล้วไปกินยาฆ่าเชื้อ ก็ไม่เกิดประโยชน์

การจะใช้ยาฆ่าเชื้อได้อย่างมีประสิทธิ ภาพและคุ้มค่าที่สุดนั้น ก่อนอื่นเลย เราต้องมีความเข้าใจก่อนว่ามันคือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไม่ได้มีไว้สำหรับรักษาอาการอักเสบทั่วไป และที่เราเข้าใจว่ายาฆ่าเชื้อมีไว้สำหรับรักษาอาการอักเสบก็เพราะว่า เมื่อติดเชื้อแล้วมันมีอาการบวมแดงอักเสบ พอกินยาฆ่าเชื้อเข้าไป ยาก็เข้าไปฆ่าเชื้อแบคทีเรียทำให้อาการอักเสบบวมแดงหายไป เราก็เลยเข้าใจว่ามันคือยาแก้อักเสบ จึงเป็นที่มาของการเรียกสลับสับสนระหว่างยาแก้อักเสบและยาฆ่าเชื้อ และบางครั้งคนไข้เข้าใจว่าเมื่อมีอาการปวดกล้ามเนื้อหรือกล้ามเนื้ออักเสบต้องกินยาฆ่าเชื้อ ซึ่งเรื่องนี้เป็นความเข้าใจที่ผิดครับ

ส่วนคำว่า “ยาปฏิชีวนะ” กับ “ยาฆ่าเชื้อ” อันนี้คือยาชนิดเดียวกันครับ ซึ่งผมว่าเราน่าจะใช้คำว่ายาฆ่าเชื้อ ดูจะตรงและเข้าใจได้ง่ายกว่า

อีกกรณีหนึ่งคือ เวลาคนไข้ไปหาหมอและอธิบายอาการให้ฟังว่า มีไข้ น้ำมูกข้นเขียว และมีอาการเจ็บคอด้วย แต่เมื่อแพทย์วินิจฉัยแล้วไม่จ่ายยาฆ่าเชื้อให้ คนไข้มักไม่สบายใจ และเข้าใจว่าตนเองไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม กรณีเช่นนี้เราพบได้บ่อย ซึ่งเป็นงานหนักที่แพทย์ต้องอธิบายและทำความเข้าใจกับคนไข้ให้ชัดเจน

ผลข้างเคียงจากการใช้ยาข้อสำคัญก็คือ “เชื้อดื้อยา” ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อเชื้อโรคเจอยา มันก็จะปรับตัวเพื่อให้ตัวมันเองอยู่รอด ซึ่งการที่เชื้อปรับตัวให้อยู่รอดในสถานการณ์ที่มียาอยู่นั้นเราเรียกว่า  เชื้อดื้อยา ดังนั้นถ้าเชื้อโรคเกิดการดื้อยาแล้ว ไม่ว่าเราจะรับประทานยาไปมากแค่ไหน เชื้อก็ยังคงสามารถเจริญเติบโตได้อยู่ โรคที่เราเป็นจึงไม่หาย หนัก ๆ เข้าถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นการซื้อหายารับประทานเอง สามารถเกิดเชื้อดื้อยาได้ ซึ่งในวงการแพทย์กำลังเป็นห่วงถึงผลข้างเคียงข้อนี้มาก

ข้อมูลจาก รายการ “สุขภาพดี 4 วัย” ออกอากาศเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2555 เรื่อง “การพึ่งพายาฆ่าเชื้อ” ทางสถานีเดลินิวส์ทีวี ทุกวันจันทร์ ถึง วันศุกร์ เวลา 15.00-16.00 น.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 16 ธันวาคม 2555

.

dailynews121223_003

“คนไทยพึ่งพายาฆ่าเชื้อมากเกินไป..จริงหรือ?” ตอนที่ 2

 

ดร.ภญ.นิธิมา   สุ่มประดิษฐ์” ผู้จัดการโครงการ Antibiotics Smart Use (ASU) ให้ข้อมูลว่า จริง ๆ เชื้อโรคมีหลายชนิด หลัก ๆ คือเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ซึ่งการติดเชื้อไวรัสอย่างโรคหวัดนั้นไม่จำเป็นต้องกินยาฆ่าเชื้อ เพียงแต่กินยาตามอาการ หรือแม้แต่ไม่กินยา ภูมิต้านทานในร่างกายของเราก็สามารถจะกำจัดเชื้อโรคเหล่านั้นและหายเองได้ภายใน 7 – 10 วันอยู่แล้ว…แต่ในส่วนของเชื้อแบคทีเรียนั้น เราก็จะมียาฆ่าเชื้อหรือที่เรียกกันว่ายาปฏิชีวนะ มาใช้ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ และในส่วนของเชื้อรา ก็จะมียาฆ่าเชื้อราซึ่งเป็นยาเฉพาะอีกกลุ่มหนึ่ง

การที่จะไปซื้อยากินเอง อันดับแรกเลยเราต้องรู้ก่อนว่าเราป่วยเป็นโรคอะไร, ป่วยจากการติดเชื้อหรือไม่, การอักเสบที่เกิดขึ้นเกิดจากการติดเชื้อหรือไม่ ถ้าการอักเสบไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เราก็ไม่ต้องไปกินยาฆ่าเชื้อ ขณะเดียวกัน ถ้าการอักเสบเกิดจากการติดเชื้อจริง เราก็ต้องปรึกษาเภสัชกรที่ประจำร้านยา ว่าเชื้อโรคดังกล่าวเป็นเชื้ออะไร เพื่อเราจะได้ซื้อและทานยาได้ถูกต้อง

อีกทั้งการไปซื้อหายาฆ่าเชื้อหรือยาแก้อักเสบตามร้านขายยานั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องทราบชื่อยา เพราะการจำแค่ว่าเม็ดยาหรือแคปซูลยาสีอะไร คงไม่ใช่เรื่องดีและถูกต้องนัก เนื่องจากปัจจุบันมียาหลากหลายชนิดที่บรรจุในแคปซูลสีเดียวกัน ซึ่งอาจเกิดความคลาดเคลื่อนและผลเสียตามมาได้

ถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยว่า แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าเมื่อไหร่ที่ควรหรือไม่ควรไปซื้อยามารับประทานเอง เรื่องนี้คุณหมอกำธร แนะนำว่า สังเกตง่าย ๆ ก็คือ ถ้าท่านมีไข้หวัดแล้วไปส่องดูในคอ พบว่า ถ้าคอแดงทั่วกันทั้งหมด แสดงว่าเกิดจากเชื้อไวรัส ไม่จำเป็นต้องกินยาฆ่าเชื้อ บางคนถามว่า แล้วกินยาฆ่าเชื้อไวรัสไม่ได้หรือ? คำตอบคือไม่ได้ และไม่มียาฆ่าเชื้อชนิดใดที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ ส่วนใหญ่ไข้หวัดแบบนี้จะหายเอง แต่ถ้าพบว่ามีตุ่มหนองในคอ ลักษณะนี้จำเป็นต้องรับประทานยาฆ่าเชื้อ เพราะเกิดจากเชื้อแบคทีเรียครับ

การใช้ยาฆ่าเชื้อไม่ให้พร่ำเพรื่อและให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
อันดับแรกคือ ให้มั่นใจก่อนว่าตนเองติดเชื้อแบคทีเรีย
2. เนื่องจากยาฆ่าเชื้อนั้นมีมากมายหลายสิบชนิด อีกทั้งแบคทีเรียก็มีมากมายหลายสิบตัวเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราจะใช้ยาฆ่าเชื้อ เราก็จำเป็นต้องเลือกใช้ชนิดยาให้ถูกกับชนิดเชื้อแบคทีเรียด้วย ซึ่งคนที่จะบอกเราได้ว่ายาชนิดใดถูกกับเชื้อแบคทีเรียที่เราเป็น ก็คือแพทย์และเภสัชกรครับ
3. เมื่อได้รับยาฆ่าเชื้อจากแพทย์มาแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรับประทานยาดังกล่าวติดต่อกันจนหมดตามข้อบ่งใช้ที่ระบุข้างซองยา แม้อาการจะดีขึ้นก็ไม่ควรหยุดยากลางคัน เพราะเชื้อโรคยังถูกกำจัดไม่หมด และอาจส่งผลให้เชื้อโรคเกิดการดื้อยาได้ครับ

ในการรับประทานยา ไม่ว่าจะเป็นยาฆ่าเชื้อหรือยาอื่น ๆ อาจเกิดผลข้างเคียงต่าง ๆ ได้เช่นกัน ทั้งผลข้างเคียงที่รุนแรงและไม่รุนแรง เช่น เกิดการแพ้ยาที่รุนแรงมาก มีลักษณะผิวหนังลอก ทางการแพทย์เรียกว่า สตีเวนส์จอห์นสันซินโดรม ซึ่งทำให้ร่างกายเราไม่มีผิวหนังที่เป็นปราการหรือเกราะป้องกันเชื้อโรค ก็จะเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนได้ง่าย ก่อให้เกิดการรักษาที่ยุ่งยากมากขึ้น ซึ่งอาการแพ้ยานี้ เราไม่สามารถพยากรณ์ได้ล่วงหน้าว่าใครจะแพ้หรือไม่ หรือใครจะแพ้มากแพ้น้อย แต่ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น คนไข้มักจะโทษว่าเป็นความผิดของแพทย์ที่จ่ายยาแบบนี้ ซึ่งจริง ๆ แพทย์ก็ไม่ทราบหรอกครับว่าท่านจะมีอาการแพ้รุนแรงเช่นนี้เกิดขึ้น เพราะการแพ้ยานั้นเป็นเรื่องของภูมิต้านทานร่างกายของแต่ละคน คาดการณ์ไม่ได้ว่าใครจะแพ้ยาอะไร แม้แพทย์จะจ่ายยาที่ดีที่สุดแพงที่สุด เคยใช้กับคนไข้มาแล้วหลายราย แต่ถ้าภูมิคุ้มกันของคนไข้เองต้านทานยาชนิดนี้ ก็อาจเกิดการแพ้ดังกล่าวขึ้นได้

เพราะฉะนั้นวิธีการเดียวที่จะป้องกันได้ก็คือ เวลาที่ท่านรับประทานยาชนิดใดก็ตาม (ไม่ใช่เฉพาะยาฆ่าเชื้อ) ถ้ามีอาการผิดสังเกต ต้องนำยานั้นไปพบแพทย์ เพื่อที่จะตรวจสอบว่าเป็นผลข้างเคียงจากยาหรือไม่ ซึ่งอาการเริ่มต้นที่สังเกตได้คือ มีผื่นเกิดขึ้นทั้งตัว ยิ่งถ้าเป็นผื่นแดงร่วมกับมีอาการไข้ แบบนี้ควรหยุดรับประทานยาทันที แล้วรีบไปพบแพทย์เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลาม สำหรับใครที่เคยมีอาการแพ้ยามาก่อน ก็ต้องจำชื่อยาที่ตนเองแพ้ให้แม่น หรือจดชื่อยาติดตัวไว้ จะช่วยได้มากครับ

ผลข้างเคียงของการใช้ยาข้อต่อมาก็คือ โรคลำไส้ใหญ่อักเสบ เนื่องจากคนไข้ได้รับยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะมากเกิน และทำให้เชื้อบางอย่างในลำไส้ใหญ่ซึ่งดื้อยา มีการเจริญเติบโตมากขึ้น ก่อให้เกิดการอักเสบที่มากขึ้นด้วย โรคนี้เป็นโรคที่เกิดขึ้นไม่บ่อยแต่ค่อนข้างอันตราย ยิ่งได้รับยาเหล่านี้มาก ยิ่งมีโอกาสเกิดมาก ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยไม่ใช้ยาพร่ำเพรื่อเกินความจำเป็น

ปัญหาของการใช้ยาฆ่าเชื้อที่สำคัญมี 2 เรื่องครับ คือ
1. แพทย์จ่ายยาฆ่าเชื้อโดยไม่จำเป็น
2. คนไข้ขอให้แพทย์จ่ายยาฆ่าเชื้อ
ซึ่งทั้งสองปัญหานี้ต้องอาศัยการพูดคุยซักถาม ทำความเข้าใจกันระหว่างบุคลากรทางการแพทย์และคนไข้ครับ เมื่อไปพบแพทย์แล้ว ถ้าไม่เข้าใจว่าตนเองเป็นอะไรก็ต้องถามให้เข้าใจ นอกจากจะสร้างความเข้าใจแล้วยังนำมาซึ่งความสบายใจของทั้งสองฝ่ายด้วย

’ยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะ“ คือคำเรียกกว้าง ๆ แต่ไม่ใช่ว่ายาฆ่าเชื้อชนิดเดียวกัน จะสามารถใช้รักษาโรคติดเชื้อได้ทุกโรค ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ เพื่อให้ได้รับยาที่ถูกและตรงกับเชื้อที่เป็น และยังช่วยลดผลข้างเคียงที่สำคัญอย่างการดื้อยาไปได้…ยาฆ่าเชื้อเปรียบเสมือนดาบสองคมครับ  ใช้ถูกต้องก็มีประโยชน์ ขณะเดียวกันใช้ผิดหรือใช้เมื่อไม่จำเป็นก็จะเกิดโทษ เพราะฉะนั้นเราคนไทยต้องช่วยกันปลูกจิตสำนึกให้ใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลนะครับ

ข้อมูลจาก รายการ “สุขภาพดี 4 วัย” ออกอากาศเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2555 เรื่อง “การพึ่งพายาฆ่าเชื้อ” ทางสถานีเดลินิวส์ทีวี ทุกวันจันทร์ ถึง วันศุกร์ เวลา 15.00-16.00 น.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 23 ธันวาคม 2555