หมอชี้กินยา”มาก-ซ้ำซ้อน”สุดอันตราย ตับวาย ไตพัง ถึงชีวิตได้ แนะ 5 เทคนิคง่ายๆ กินยาไม่สับสน

 

เมื่อวันที่ 9 กันยายน นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ภายใต้ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (ทีเซลส์) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวแสดงความห่วงใยการบริโภคยาที่มากเกินความจำเป็น ว่า ปัจจุบันมียาจำนวนมาก และยาหลายชนิดมีฤทธิ์ซ้ำและก้ำกึ่งกัน เช่น ยาลดไข้ก็สามารถแก้ปวดได้ หรือยาละลายลิ่มเลือดก็แก้ปวดได้ด้วย ทำให้เกิดปัญหายาเป็นพิษ ปัญหานี้มักพบได้กับคนที่ใช้ยาเยอะอยู่แล้ว หรือมียาประจำตัวอยู่แล้ว ต่อไปก็จะเจอปัญหาสับสนกับการใช้ยาเพราะประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมอุดมยา

“กฎข้อห้ามข้อหนึ่งคือการกินยายิ่งมาก ยิ่งเสี่ยงมาก ทั้งพิษจากยาและยาออกฤทธิ์ตีกัน อีกข้อหนึ่งคือ กินยามากไม่ได้ช่วยให้หายมากขึ้น ตรงข้ามอาจทำให้ตับวายมากกว่า” น.พ.กฤษดากล่าว

น.พ.กฤษดากล่าวว่า เพื่อระงับปัญหาจากการกินยามาก เวชศาสตร์อายุรวัฒน์มี 5 เทคนิคจัดโปรแกรมกินยาไม่สับสน แบบง่ายๆ สำหรับคนกินยาเยอะ คือ 
1.แยกยาเป็นชนิดเขียนชื่อกำกับไว้ให้ชัดเจน
2.เขียนฉลากโดยเขียนฤทธิ์ยาสั้นๆ ติดไว้ พร้อมวิธีรับประทาน
3.ใช้ตลับแบ่งยา ข้อนี้ช่วยคนกินยาเยอะไม่ให้กินยาซ้ำ เช่น ยาละลายลิ่มเลือดหากกินซ้ำเข้าไปก็อาจทำให้ตกเลือดจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
4.พกยาติดตัวไปหาหมอเพื่อไม่ให้เกิดการจ่ายยาซ้ำ
สุดท้ายคือ ขอให้ถามหากสงสัย โดยเฉพาะเรื่องของยาซ้ำ ให้ถามแพทย์หรือเภสัชกร
ผู้อำนวยการศูนย์ เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ กล่าวว่า จากประสบการณ์การรักษาคนไข้ ได้รับคำถามมากมายเกี่ยวกับภาษาทางเคมีและปฏิกิริยาในทางเภสัชวิทยา ทำให้เกิดความสับสนในเรื่องของการใช้ยา คือ ยาลดความดันกับยาโรคหัวใจ ยากลุ่มนี้มีอยู่มาก บางตัวลดความดันและทำให้หัวใจเต้นช้าลง แต่ถ้ารับประทานผิดคือซ้ำซ้อนจนทำให้มากเกินไปอาจทำให้ หัวใจเต้นช้า มึนศีรษะ หน้ามืด เหนื่อยไม่รู้สาเหตุ ยิ่งกว่านั้นถ้าเป็นภูมิแพ้หอบหืดอยู่จะถึงขั้นหลอดลมตีบเสียชีวิตได้

ยาลดไขมันคอเลสเตอรอลกับยาลดไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ ถูกเรียกให้สับสนว่า “ยาลดไขมัน” เหมือนๆ กัน
การรับประทานที่มากเกินไปและต่อเนื่อง อาจจะส่งผลให้มึนศรีษะ ไม่สบายตัว ปวดตามร่างกายและทำให้ตับทำงานหนักถึงขั้นเสื่อมเร็วได้

ยาแก้ปวดกับ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาประเภทนี้มักถูกจ่ายคู่กันซึ่งในหลายครั้งไม่จำเป็นต้องกินควบเลย เพราะการได้รับมากไปใช่ว่าจะทำให้ดีขึ้น หลักง่ายคือห้ามคิดว่า ปวดมากต้องกินยามาก อันนี้จะอันตรายหนักขึ้น

ยาแก้แพ้กับยาแก้หวัด เป็นยาที่ถูกจ่ายบ่อยมากทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มีหลักง่ายคือ ยาแก้แพ้บางชนิดไม่ใช่ยาแก้หวัด และยาแก้หวัดบางชนิดก็ไม่อาจแก้แพ้ได้ ข้อสำคัญคืออย่าใช้ซ้ำซ้อนกันมาก หากเป็นหวัดไปหาคุณหมอขอให้บอกว่าท่านใช้ยาเหล่านี้อยู่ครับจะได้ไม่ถูกจ่าย

ยาซ้ำ ยาแก้อักเสบกับยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ) ยา 2 ชนิดนี้ไม่ใช่ยาตัวเดียวกันเลย แต่ถูกจับมาเรียกจนคุ้นปากคุ้นหู ขอให้ทราบว่ายาแก้อักเสบมีอยู่กว้างมากและฆ่าเชื้อไม่ได้
ส่วนยาฆ่าเชื้อนั้นก็ใช่ว่าจะแก้อักเสบได้เสมอไป ถ้าใช้ยาฆ่าเชื้อนานไปจะเสี่ยงเชื้อดื้อยา มากขึ้นด้วย

ยาคลายเครียดกับยานอนหลับ ยากลุ่มคลายเครียดอาจมีฤทธิ์ง่วงก็จริงแต่ไม่ใช่ยาช่วยให้หลับเพราะยาคลาย เครียดหรือต้านซึมเศร้ามีฤทธิ์ไปกวนสารเคมีในสมองทำให้เกิดอาการง่วงซึมได้ การรับประทานคู่กันจะยิ่งอันตรายต่อเคมีในสมองมากขึ้น

ยาลดไข้กับยาแก้ปวด ท่านที่ทานยาแก้ปวดเป็นประจำอยู่ เมื่อมีไข้ขอให้ระวังการทานยาลดไข้เพิ่ม และให้หยุดยาแก้ปวดก่อน เพราะยาทั้งสองชนิดมีฤทธิ์ซ้ำซ้อนกันมาก และพิษก็ซ้ำซ้อนกันมากด้วย

ยาโรคกระเพาะกับยาแก้ปวดบิดไส้ เวลาปวดท้องหมออาจจะให้ยาร่วมกันมาทั้ง 2 ชนิด ขอให้ดูให้ดีก่อนรับประทาน หากเป็นโรคกระเพาะไม่มากอาจไม่ต้องกินยาแก้ปวด หรือท่านที่ปวดท้องแต่ไม่แน่ใจว่าจากลำไส้ขอให้เลี่ยงยาแก้ปวดบิดไส้ไว้ก่อน

ยาช่วยระบายกับยาถ่าย ยกตัวอย่างยาช่วยระบายเช่น ใยอาหาร มะขามแขก ส่วนยาถ่ายคือแบบที่ทำให้ปวดลำไส้ถ่ายเหลวคล้ายท้องเสีย หากรับประทานร่วมกันจะทำให้เกิดอันตรายถ่ายจนถึงขั้นช็อกได้

ยาละลายลิ่มเลือดกับยาช่วยเลือดไหลคล่อง ยาละลายลิ่มเลือดอย่าง “แอสไพริน” ถ้ากินกับยาที่ทำให้เลือดไหลคล่องอย่าง “วาร์ฟาริน” จะทำให้เกิดเลือดออกได้มากหากไม่ระวัง ดังนั้น เทคนิคคือไม่ควรรับประทานร่วมกันและหมั่นเจาะเลือดดูการแข็งตัวของเลือดอยู่เสมอ

ยาสร้างเม็ดเลือดกับยาธาตุเหล็ก ยา 2 ชนิดนี้บางทีถูกจ่ายคู่กัน แม้จะทานร่วมกันได้แต่มันมีพิษโดยเฉพาะกับ “ธาตุเหล็ก” ในกรณีที่โลหิตจางอย่างไม่แน่ใจขอให้เลี่ยงธาตุเหล็กไว้ก่อนเพราะมันเป็นพิษ กับโลหิตจางชนิด “ธาลัสซีเมีย” ส่วนยาสร้างเม็ดเลือดที่เป็น “โฟลิก” นั้นปลอดภัยรับประทานได้ในเลือดจางทุกประเภท

 

ที่มา : มติชน 9 กันยายน 2556

เจาะลึก ‘ยาเสียสาว’ มีหลายชนิด..สาวเอยโปรดระวัง

dailynews130213_001เทศกาลแห่งความรักทีไร เป็นต้องได้เห็นความห่วงใยจากผู้หลักผู้ใหญ่ในประเด็นวัยรุ่นเสียตัว มีเซ็กซ์ทั้งที่ไม่พร้อมและไม่ปลอดภัย เสี่ยงเกิดปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจ และตัวการร้ายที่อาจทำให้ต้องเสียตัวนั่นก็คือ สารบางอย่างที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้มีการยกเรื่อง ‘ยาเสียสาว’ มากล่าวถึง

อย่าง ‘จีเอชบี’ (Gamma-hydroxybutyrate) ในอดีตยาดังกล่าวถูกใช้เป็นยาสลบทางการแพทย์ ใช้เป็นยานอนหลับ รักษาภาวะง่วงหลับ ใช้ช่วยในการคลอด รักษาโรคพิษสุราเรื้อรัง เพราะมีฤทธิ์กดประสาทให้หลับ แต่จากการใช้งานกลับพบว่า มีผลข้างเคียงอันตราย กรณีที่ใช้ในปริมาณมาก อาจทำให้ผู้ป่วยบางรายเสี่ยงเกิดอาการชักและเสียชีวิตได้ จึงได้ยกเลิกการใช้ยาดังกล่าวแล้ว และจัดให้เป็นยาในกลุ่มควบคุมพิเศษที่ห้ามใช้ทุกกรณี ไม่เว้นแม้แต่ทางการแพทย์ หรือจัดอยู่ในกลุ่มวัตถุออกฤทธิ์ประเภทที่ 1

ทว่ายังมีรายงานว่า มีการลักลอบใช้ยาจีเอชบีทั้งที่เป็นสิ่งผิดกฎหมาย เพราะเล็งเห็นผลหลังใช้ยานี้ ผู้ใช้จะรู้สึกสบาย เคลิบเคลิ้มเป็นสุข และช่วยกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ

นอกจากนี้ยังมี ‘อัลปราโซแลม’ (Alprazolam) ซึ่งแท้จริงแล้วทางการแพทย์ใช้เป็นยาคลายความกังวล ทำให้รู้สึกสงบ และช่วยให้หลับ แต่ถ้าใช้ไปนานๆ อย่างไม่ถูกต้องอาจทำให้เสพติดได้ จึงส่งผลให้กลุ่มคนที่ไม่หวังดีลอบใช้ยานี้ในทางที่ผิด ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงสั่งยกระดับจากเดิมที่เป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภทที่ 4 ให้เป็นประเภทที่ 2 โดยลงนามในประกาศไปเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2555 ก่อนจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 17 มิถุนายนนี้

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ยาอัลปราโซแลม ยังไม่มีผลเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภทที่ 2 ทางอย.ได้ มีการแจ้งไปตามร้านยาและคลินิก เพื่อให้ส่งคืนยาชนิดนี้คืนผู้ผลิตให้หมดก่อนวันที่ 16 มิถุนายน เพราะแต่เดิมยานี้อนุญาตให้จำหน่ายในร้านที่มีใบอนุญาตถูกต้อง แต่การจะซื้อขายต้องมีใบสั่งแพทย์กำกับ ซึ่งหลังประกาศมีผลแล้ว ยานี้จะใช้ได้เฉพาะในโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนที่มีใบอนุญาตเท่านั้น กล่าวคือ ยาดังกล่าวจะถูกควบคุมเหมือนกับยาแก้หวัดสูตรผสมตัวยาซูโดอีเฟดรีน

สำหรับเหตุผลสำคัญที่มีการหยิบยกอันตรายของยาจีเอชบี และอัลปราโซแลม เนื่องจากไม่มีสี ไม่มีกลิ่น จึงไม่อาจสังเกตเห็นหรือดมกลิ่นได้เลย ดังนั้นผู้หญิงจึงอาจตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดี แอบผสมยาดังกล่าวลงในเครื่องดื่มให้ดื่ม และเมื่อดื่มแล้วก็มักมีผลต่อสติสัมปชัญญะ

เรื่องราวในตอนต้น อาจทำให้หลายคนสงสัยถึงวัตถุออกฤทธิ์ และการแบ่งประเภท ดังนั้นเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน จึงอธิบายเพิ่มเติมว่า พ.ร.บ.วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 เรียกวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท สั้นๆ ว่า ‘วัตถุออกฤทธิ์’ โดยความหมายถึง วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทที่เป็นสิ่งธรรมชาติ หรือที่ได้จากสิ่งธรรมชาติหรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทที่เป็นวัตถุสังเคราะห์

ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว ยังแบ่งวัตถุออกฤทธิ์ไว้ 4 ประเภท ประกอบด้วย
ประเภท 1 เป็นสารที่มีศักยภาพก่อให้เกิดการใช้ยาในทางที่ผิด เสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพสูงและไม่มีการใช้ในทางการแพทย์ ส่วนใหญ่มีฤทธิ์หลอนประสาท,

ประเภท 2 เป็นยาที่มีศักยภาพก่อให้เกิดการใช้ในทางที่ผิดสูง อันตรายต่อสุขภาพมาก มีการใช้ในทางการแพทย์อยู่ในวงจำกัด

ประเภท 3 เป็นยาที่มีศักยภาพก่อให้เกิดการใช้ในทางที่ผิดปานกลาง อันตรายต่อสุขภาพปานกลาง มีใช้ในทางการแพทย์มาก,

และประเภท 4 เป็นยาที่มีศักยภาพในการก่อให้เกิดการใช้ในทางที่ผิดต่ำ เสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพน้อย มีใช้ในทางการแพทย์มาก

ดังนั้นในทางปฏิบัติ สารหรือยาที่เข้าข่ายวัตถุออกฤทธิ์ ประเภท 1 จึงถูกห้ามโดยเด็ดขาด แม้แต่ในทางการแพทย์ด้วย ส่วนประเภทที่ 2 จะมีใช้วงจำกัดเฉพาะในโรงพยาบาลรัฐและเอกชนที่มีใบอนุญาต และแพทย์ต้องสั่ง ขณะที่ประเภทที่ 3 และ 4 ร้านขายยาที่มีใบอนุญาตถูกต้องเท่านั้นจึงจะขายได้ จำหน่ายเฉพาะมีใบแพทย์สั่ง

เพื่อลดปัญหาสังคม หากพบเห็นการจำหน่ายยาเสียสาว หรือยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทอย่างผิดๆ แนะแจ้งเบาะแสให้อย.ทราบ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา : เดลินิวส์  13 กุมภาพันธ์ 2556

คุมเข้ม ‘ยาเสียสาว’

Credit : nurseslabs.com

Credit : nurseslabs.com

จากกรณีที่ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข ลงนามในประกาศกระทรวงสาธารณสุข ยกระดับ “อัลปราโซแลม” จากวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 เป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ทำให้หลายคนสงสัยว่าเพราะเหตุใดจึงต้องมีการคุมเข้มยาดังกล่าวมากกว่าเดิม

นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) บอกว่า ที่ผ่านมามีการเฝ้าระวังมานานแล้วพบว่ามีการนำยาอัลปราโซแลมไปใช้ในทางที่ผิดวัตถุประสงค์ ปรากฏเป็นข่าวอยู่เรื่อย ๆ เนื่องจากอัลปราโซแลมไม่มีสี ไม่มีกลิ่น จึงมีผู้ไม่หวังดีนำไปบดผสมกับเครื่องดื่มมอมเหยื่ออยู่บ่อย ๆ ที่หลายคนเรียกกันว่า ยาเสียสาว ก็ยาตัวนี้ที่มีการนำไปใส่เครื่องดื่มมอมเมากัน ดังนั้นการยกระดับให้เป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 น่าจะช่วยให้การเข้าถึงอัลปราโซแลมยากขึ้น เพราะมีการกลั่นกรองโดยแพทย์ มีการนำไปใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์มากขึ้น

เดิมเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ร้านขายยาที่มีใบอนุญาตขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 3 และ 4 สามารถจำหน่ายได้ แต่พอยกระดับขึ้นมาต่อไปร้านขายยาไม่สามารถจำหน่ายได้ จะมีเฉพาะในคลินิก หรือสถานพยาบาลที่มีแพทย์สั่ง การนำไปใช้ในทางที่ผิดก็น้อยลง

ส่วนใหญ่แพทย์จะสั่งยาเหล่านี้ให้คนไข้ ตัวคนไข้ก็ต้องผ่านวิธีการรักษาอื่น ๆ มาพอสมควร เพราะการรักษาด้วยยามีขึ้นอยู่แล้ว การสั่งจ่ายยากลุ่มนี้แสดงว่า คนไข้เคยใช้ยาตัวอื่นมาแล้ว บางคนมีปัญหาเยอะมันจำเป็นจริง ๆ เพราะถ้าไม่ได้รับยาคนไข้จะทรมานมากนอนไม่หลับ และมีปัญหาอื่นตามมาอีกเยอะแยะ ดังนั้นความจำเป็นในการใช้ยาตัวนี้ก็ยังคงมีอยู่

อัลปราโซแลมมี 3 ขนาด คือ 0.25 มก. 0.50 มก. และ 1มก. ต่อเม็ด โดยเฉลี่ยปีหนึ่งมีการใช้ประมาณ 70-80 ล้านเม็ด ไม่ถึง 100 ล้านเม็ด การใช้โดยแพทย์สั่งคงไม่มีปัญหาอะไร เพราะว่าแพทย์ต้องประเมินคนไข้ก่อน แต่ที่เรากังวลคือการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ดังนั้นการยกระดับเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 คงลดปัญหาลงได้พอสมควรแต่คงยังไม่หมดไป เพราะยังมีการหลุดรอดออกไปได้อยู่

ด้าน ภก. ประพนธ์ อางตระกูล ผอ.กองควบคุมวัตถุเสพติด กล่าวว่า ยาอัลปราโซแลมใช้สำหรับรักษาอาการวิตกกังวล ช่วยให้นอนหลับ แต่มีคนไม่หวังดีเอาไปใช้ในการมอมเมาผิดวัตถุประสงค์ ประกาศกระทรวงสาธารณสุขยกระดับอัลปราโซแลมเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว มีผลบังคับใช้ในวันที่ 17 มิ.ย.นี้ ดังนั้นต่อไปร้านขายยาจะไม่สามารถจำหน่ายได้ ที่ผ่านมายาตัวนี้ส่วนใหญ่อยู่ที่คลินิกและโรงพยาบาล ในร้านขายยามีไม่ถึง 10%

โรงพยาบาลรัฐจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอใบอนุญาตครอบครอง ส่วนโรงพยาบาลเอกชน คลินิก ต้องขอใบอนุญาตครอบครอง ในส่วนภูมิภาคยื่นขออนุญาตต่อสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด ส่วนกรุงเทพฯ ยื่นขออนุญาตที่ อย. ทั้งนี้ให้ทุกโรงพยาบาลทั้งรัฐ เอกชน คลินิก จัดทำบัญชีรับ-จ่าย ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ปัจจุบันยานอนหลับซื้อในร้านขายยาได้หรือไม่? ภก.ประพนธ์ กล่าวว่า ยานอนหลับส่วนใหญ่เป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2  ประเภท 3 และ 4 ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ห้ามร้านขายยาจำหน่าย ส่วนประเภท 3 และ 4 ร้านขายยาที่ได้รับใบอนุญาตขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 3 หรือประเภท 4 ขายได้ โดยต้องมีใบสั่งแพทย์ และมีเภสัชกรเป็นผู้ส่งมอบ อย่างไรก็ตามวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 3 หรือประเภท 4 ปกติก็ไม่ค่อยมีอยู่ในร้านขายยาอยู่แล้ว กรณีอัลปราโซแลมเดิมร้านขายยามีไว้ก็ไม่ได้เอาไว้ขายให้กับประชาชนทั่วไป แต่เอาไว้ขายให้กับคลินิก เพราะต่างจังหวัดเข้ามาซื้อยาหรือสั่งยาในกรุงเทพฯ หรือร้านขายส่งค่อนข้างลำบาก.

นวพรรษ บุญชาญ รายงาน

ที่มา :  เดลินิวส์ 19 มกราคม 2556

.

Related Article :

.

 

alprazolam หรือ ยาเสียตัว

กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข

ยาอัลปราโซแลม (alprazolam)  เป็นยากลุ่ม benzodiazepine ที่ออกฤทธิ์สั้นหรือนานปานกลาง เช่นเดียวกับ lorazepam มีชื่อทางการค้า เช่น zolam® , xanax® เป็นต้น ใช้สำหรับรักษาอาการวิตกกังวล สงบระงับ และช่วยให้นอนหลับ มีการดูดซึมยา ( t max) ภายใน 1-2 ชั่วโมง จับกับโปรตีนในพลาสมาได้ 67-72 % และมีค่าครึ่งชีวิต 11.1 – 19 ชั่วโมง

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่นๆ ที่พบ เช่น คลายกล้ามเนื้อลาย (muscle relaxants) ต้านอาการชัก (antiepileptics) ทำให้สูญเสียความทรงจำชั่วขณะ (anterograde amnesia) ความสามารถในการเรียนรู้ และความจำลดลง สมรรถภาพในการทำงานที่ต้องใช้ความชำนาญ หรือการตัดสินใจฉับพลันเสื่อมลง

เนื่องจากยานี้มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลางจึงมีผู้ที่นำยานี้มาใช้ประโยชน์ในทางที่ผิด เช่นที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ เป็นต้น

ขนาดและวิธีใช้ : ผู้ใหญ่รับประทานครั้งละ1/2 – 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง หรือตามแพทย์สั่ง ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยหนัก ควรลดขนาดยาลง

การติดยา  การใช้ยากลุ่ม benzodiazepines ในขนาดสูงติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดการ ติดยาทั้งทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งถ้าหยุดยาทันทีจะเกิดอาการขาดยาหรือถอนยา เช่น คลื่นไส้ นอนไม่หลับ มือสั่น หัวใจเต้นเร็ว ซึมเศร้า เป็นโรคจิต หรืออาจถึงกับชักได้
คำเตือนหรือข้อควรระวัง :
1. อาจทำให้ง่วงซึมไม่ควรขับขี่ยานพาหนะ หรือทำงานที่เกี่ยวกับเครื่องจักรกล หรือ ในที่สูง
2. ห้ามดื่มสุรา หรือสิ่งที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่
3. อาจเกิดผลตรงข้ามกับฤทธิ์ของยาที่ให้ (paradoxical reaction)
4. อาจทำให้เกิดความผิดปกติของเม็ดเลือด ตับ หรือไตได้
5. สตรีมีครรภ์ สตรีระยะให้นมบุตร โรคต้อหิน โรคไมแอส ตีเนียแกรวีส (myasthenia gravis) โรคพอร์ไฟเรีย (porphyria) หรือโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ควรใช้ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ
6. ไม่ควรใช้ยานี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน นอกจากแพทย์สั่ง
7. หากใช้ร่วมกับยาอื่น เช่นยากดหรือกระตุ้นประสาท ยาคุมกำเนิด ยาต้านฮิสตามีน รวมทั้ง cimetidine ควรปรึกษาแพทย์
8. หากมีอาการนอนไม่หลับ ประสาทหลอน พฤติกรรมผิดปกติ กล้ามเนื้อเปลี้ย หรือมีไข้ ควรหยุดใช้ยาทันทีและรีบปรึกษาแพทย์
การกำกับดูแลตามกฎหมาย :
ยานี้จัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภทที่4 ตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 การขายต้องมีใบสั่งแพทย์ โดยมีเภสัชกรควบคุมการจำหน่าย
การจัดทำรายงาน ผู้รับอนุญาต ต้องจัดให้มีการทำบัญชีรับ-จ่ายวัตถุออกฤทธิ์ และเสนอรายงานให้เลขาธิการทราบเป็นรายเดือนและรายปี บัญชีดังกล่าวต้องเก็บรักษาไว้และพร้อมที่จะแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทุกเวลาขณะเปิดดำเนินการ

การกระทำฝ่าฝืนกฎหมาย
– ผู้ผลิต ขาย นำเข้า หรือส่งออกโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท
– ขายโดยไม่มีใบสั่งแพทย์ มีโทษปรับตั้งแต่ 10,000 – 50,000 บาท
– เภสัชกรไม่อยู่ควบคุมการขาย มีโทษปรับตั้งแต่ 10,000 – 50,000 บาท

กุมภาพันธ์ 2547

ประโยชน์แท้จริงของยาทำให้นอนหลับ ที่แท้เกิดขึ้นเองในจิตใจของคนไข้ทั้งสิ้น

Placebo: Much of the effects of sleeping pills are in the mind , according to a new report

Placebo: Much of the effects of sleeping pills are in the mind , according to a new report

นักวิจัยซึ่งได้ศึกษาคุณประโยชน์ของยานอนหลับขนานต่าง ๆ กล่าวว่า คุณประโยชน์ของยาเหล่านี้ ครึ่งหนึ่งเกิดขึ้นในจิตใจของผู้ใช้เอง

นักวิจัยทั้งของมหาวิทยาลัยลินคอล์นและโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ดของสหรัฐฯ กล่าวว่า “ความสำคัญทางด้านการแพทย์ของยาเหล่านี้เป็นที่น่าสงสัย” และเปิดเผยผลการศึกษาว่า ยาพวกนี้จะออกฤทธิ์ก็ต่อเมื่อคนไข้เกิดความรู้สึกในใจขึ้นแล้วเท่านั้น ยังไม่พบหลักฐานในการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า ยาเป็นคุณประโยชน์ในการแก้ปัญหาการนอน แบบเดียวกับคุณประโยชน์ของการนอน อย่างพอเพียงเลย.

 

ที่มา: ไทยรัฐ  25 ธันวาคม 2555

.

Related Article :

.

Epidemic: One in three Britons are believed to suffer from insomnia, with older people more likely to suffer

Epidemic: One in three Britons are believed to suffer from insomnia, with older people more likely to suffer

Half the impact of sleeping pills ‘is due to placebo effect': Findings cast doubt over effectiveness of medication

  • Study finds ‘placebo affect’ is behind much of the drug’s benefit
  • Sleeping pills have wide range of side effects, such as memory loss and imbalance
  • Scientists urge insomnia sufferers to seek out psychological treatment

 

PUBLISHED: 01:08 GMT, 21 December 2012

Around half the benefit of taking sleeping pills comes from the placebo effect – where people get better even when they are taking a ‘dummy’ drug, according to a study.

Researchers in the UK and the U.S. say the findings cast doubt over the effectiveness of medication for insomniacs, who may get more help from psychological treatments with no side-effects.

The placebo effect produced around 50 per cent of the benefits, with the active ingredient in the sleeping pills – known as Z-drugs – making up the rest.

Widely prescribed since the 1990s, the drugs have been criticised for having too many side-effects – such as memory loss, extreme tiredness and balance problems – compared with their benefits.

One in three Britons are believed to suffer insomnia, with older people at greater risk.

Around 10million NHS prescriptions for sleeping pills are issued each year – but guidelines say the drugs should only be for short-term use, usually for two weeks and for a maximum of four weeks at a time.

Previous research suggests sleeping pills do not combat long-term sleep problems and cognitive behavioural therapy has been proven to work better.

A research team from the University of Lincoln, Harvard Medical School and the University of Connecticut looked at trials in which the effects of sleeping pills were compared with placebos, non-active substances which supposedly have little effect on the condition.

Altogether they analysed 13 clinical trials containing 65 different comparisons and more than 4,300 participants, according to a report in the British Medical Journal.

They looked at the difference between the drug response and placebo response, as well as the change which occurs after administration of a placebo – which includes factors such as improvement over the natural course of the condition.

Previous studies have shown significant improvements among volunteers on placebos, with one theory that participants respond to the extra help and attention they get from researchers.

Lead author Professor Niroshan Siriwardena, from the University of Lincoln, said: ‘Psychological treatments for insomnia can work as effectively as sleeping tablets in the short term and better in the long term, so we should pay more attention to increasing access to these treatments for patients who might benefit.’

SOURCE: dailymail.co.uk

เผย “ยารักษาเซ็กซ์เสื่อม-ยานอนหลับ” พบมีปลอมแปลงมากเหตุราคาสูง

อย.แจง ยาปลอมไทยส่วนใหญ่ เป็นยากลุ่มรักษาเซ็กซ์เสื่อม และยานอนหลับ เหตุมีราคาแพง และต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น ส่วนยาเบาหวาน ยามะเร็ง ผู้ป่วยได้รับสิทธิจากรัฐอยู่แล้ว ไม่ค่อยซื้อเอง ชี้ ปัญหายาปลอมเกิดจากยาแพงเข้าถึงยาก

จากกรณีที่มีการจับกุมยาปลอมที่ใช้ในการรักษาโรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง ที่ประเทศเพื่อนบ้านนั้น นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า มาตรการปราบปรามยาปลอม เป็นสิ่งที่ อย.ได้ทำอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2554 สามารถจับกุมได้ 20 ราย กลุ่มยาส่วนใหญ่ที่มีการปลอมแปลง จะเป็นยาราคาแพง เข้าถึงได้ยาก ที่พบส่วนใหญ่จะเป็นยารักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และยานอนหลับ เนื่องจากราคาแพงและต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ ทำให้มีความต้องการซื้อจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ยาเบาหวาน และยามะเร็ง ที่มีข่าวว่า มีการปลอมและจับได้นั้น พบว่า ที่ผ่านมา ยากลุ่มดังกล่าวเป็นยาที่ประชาชนไม่ซื้อเอง เพราะอยู่ในสิทธิการรักษาพยาบาลทั้ง 3 กองทุนอยู่แล้ว ส่วนยามะเร็งถือเป็นยาควบคุมพิเศษ ที่ใช้เฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น โอกาสที่จะหายากลุ่มนี้จึงเป็นไปได้ยาก แต่ก็เป็นไปได้บ้าง เช่น การจัดซื้อโดยสถานพยาบาลเอกชน แต่ อย.ได้เตือนไปก่อนหน้านี้แล้ว ว่า สถานพยาบาลควรจัดหายากับผู้จัดจำหน่ายที่ไว้ใจได้ และต้องไม่เลือกยาที่มีราคาถูกจนผิดสังเกต เพราะอาจเป็นยาปลอมได้ ซึ่ง อย.ได้มีมาตรการในการตรวจสอบจับกุมอย่างสม่ำเสมอ

นพ.พิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับยาปลอมมีความหมายกว้าง ทั้งยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ยาเลียนแบบทั้งบรรจุภัณฑ์ เม็ดยา หรือยาที่ไม่ผลิตในสถานที่ตามที่จดแจ้ง ก็ถือว่าเป็นยาปลอมทั้งสิ้น ซึ่งกระบวนการขึ้นทะเบียนยา ถือเป็นมาตรฐานในการพิสูจน์ว่าเป็นยาที่ได้คุณภาพจริง ทำให้เมื่อตรวจสอบยาปลอม จะพบว่า มีคุณภาพที่ไม่ได้มาตรฐาน มีทั้งตัวยามากเกินไป น้อยเกินไป หรือไม่สามารถวัดประสิทธิภาพของตัวยาได้เลย ทั้งนี้ การแก้ปัญหายาปลอมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งการทำให้ยาราคาถูกลง การทำให้ประชาชนเข้าถึงยาได้ แต่ยาที่ต้องได้รับการเข้มงวดในการใช้ ก็ยังจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อรับการประเมินก่อนใช้ยาเช่นเดิม

“กลุ่มยารักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ถือเป็นยาที่พบว่ามีการปลอมมากที่สุด เพราะมีราคาแพง เช่น ยาไวอะกร้า 1 กล่อง มี 4 เม็ด ราคา 2 พันบาท และข้อบ่งขี้ยังต้องได้รับการตรวจจากแพทย์ เนื่องจากยามีผลข้างเคียง โดยในอนาคตองค์การเภสัชกรรม จะมีการผลิตกลุ่มยาซิลดีนาฟิล ซึ่งจะมีราคาถูกลงเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ ความเข้าใจของสังคม ว่า โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศเป็นเรื่องปกติ ที่ปรึกษาแพทย์ได้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นต้น ก็จะทำให้สามารถแก้ปัญหาของยาปลอมลงได้” นพ.พิพัฒน์ กล่าว

นพ.พิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับวิธีสังเกตยาปลอม คือ
1.ดูทะเบียนและเอกสารกำกับยา
2.สังเกตฉลากตัวกล่อง ว่ามีความลบเลือนของตัวหนังสือหรือไม่
3.ซื้อยาในสถานที่ที่ได้มาตรฐาน เช่น คลินิก ร้านขายยา ส่วนร้านค้าประเภทแผงลอย หาบเร่ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นยาปลอม ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนทั้งหมด

 

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 สิงหาคม 2555