ความ​ก้าว​หน้า​ของ​วัคซีน​ใน​เด็ก​เพื่อ​สุข​ภาพ​เด็ก​ไทย​

พ่อแม่ทุกคนย่อมคาดหวังให้ลูกน้อยของตนมีสุขภาพแข็งแรงไม่เจ็บป่วยและมีพัฒนาการดี ซึ่งเด็กที่เกิดมาในยุคนี้ ช่างโชคดีกว่าเด็กยุคก่อนตรงที่ไม่ต้องเสี่ยงกับโรคต่าง ๆ มากเหมือนเมื่อก่อน เพราะปัจจุบันมีการพัฒนา วิทยาการป้องกันโรคร้ายมากมายที่อาจจะทำให้ลูกน้อยเจ็บป่วย พิการ หรือรุนแรงจนกระทั่งเสียชีวิตได้ นั่นก็คือ “วัคซีน” นั่นเอง

ในประเทศไทยเด็กทุกคนที่เกิดมาจะต้องได้รับวัคซีนพื้นฐาน หรือวัคซีนบังคับ 10 เข็ม ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในแผนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ ประกอบด้วย วัคซีนบีซีจี (BCG) ป้องกันวัณโรค วัคซีนตับอักเสบบี (HBV) วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน (DTP) วัคซีนโปลิโอชนิดกิน (OPV) วัคซีนหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR) และวัคซีนไข้สมองเจอี (JE)

นอกเหนือจากวัคซีนดังกล่าวข้างต้นแล้ว ในปัจจุบันได้มีการคิดค้นวัคซีนใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอีกมากซึ่งพ่อแม่ควรจะหาความรู้เพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีการก่อตั้งองค์กรวัคซีนระดับนานาชาติ และระดับภูมิภาคขึ้น ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อผลักดันให้เด็กทุกคนได้รับวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ อย่างเท่าเทียม ล่าสุดในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมามีงานประชุมวัคซีนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นการระดมกุมารแพทย์โรคติดเชื้อชั้นนำ   รวมทั้งตัวแทนหน่วยงานภาครัฐในระดับนโยบาย และองค์กรสุขภาพต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ร่วมหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีน ตลอดจนหาแนวทางร่วมกันในการผลักดันในเด็กเล็กทุกคนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีสิทธิในการเข้าถึงวัคซีนได้อย่างเท่าเทียม โดยวัคซีนทางเลือกที่การประชุมดังกล่าวให้ความสำคัญมากในยุคนี้ ได้แก่ วัคซีนไอพีดีหรือวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส วัคซีนฮิป และวัคซีนโรต้า 

ในการประชุมดังกล่าว มีความเป็นมาจากอุบัติการณ์โรคปอดบวมที่คร่าชีวิตเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบถึงปีละ 2 ล้านคน ส่งผลให้ตลอดระยะเวลาหลาย ปีที่ผ่านมาองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกแถลงการณ์ประกาศ จุดยืน เพื่อเรียกร้องขอความร่วมมือไปยังนานาประเทศให้เฝ้าระวังและเร่งลดอุบัติการณ์โรคปอดบวม รวมทั้งโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียหลักที่ก่อให้เกิดโรคปอดบวมในเด็กเล็กอย่างเป็นรูปธรรม และได้ขอความร่วมมือให้แต่ละประเทศพิจารณาอนุมัติบรรจุวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส (วัคซีนไอพีดี) ให้เป็นวัคซีนพื้นฐานสำหรับเด็กเล็ก ซึ่งแม้ว่าจะได้รับความร่วมมือจากองค์กรสุขภาพของประเทศต่าง ๆ หลายแห่ง แต่ดูเหมือนว่าตัวเลขอุบัติการณ์ของโรคติดเชื้อดังกล่าวยังไม่ลดลงเป็นที่น่าพอใจ

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สมศักดิ์  โล่ห์เลขา นายกสมาคมแพทยสภาแห่งประเทศไทย หนึ่งในแพทย์ไทยที่เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว เปิดเผยว่า แม้ว่าอุบัติการณ์โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสจะพบไม่มากนักในประเทศไทย แต่เป็นโรคที่มีความรุนแรงมาก ทำให้เด็กพิการหรือเสียชีวิตได้ แต่ที่สำคัญคือเชื้อแบคทีเรีย นิวโมคอคคัสถูกพบว่าเป็นเชื้อหลักที่ทำให้เกิดโรคปอดบวมในเด็กเล็ก ซึ่งเด็กเล็กสุขภาพดีทุกคนเป็นกลุ่มเสี่ยง และความเสี่ยงสูงขึ้นถ้าเป็นเด็กที่ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น เด็กที่เป็นธาลัสซีเมีย เด็กที่เป็น เอชไอวี เด็กที่เป็นโรคหัวใจ เด็กที่ไม่มีม้ามแต่กำเนิด เด็กที่มีน้ำหนักตัวแรกคลอดไม่ถึง 1,500 กรัม เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบอีกว่าเชื้อแบคที เรียนิวโมคอคคัสมีอัตราการดื้อยาสูง ทำให้เป็นอุปสรรคที่สำคัญในการรักษา ดังนั้นการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการฉีดวัคซีนจึงเป็นวิธี ที่มีประสิทธิภาพมากในปัจจุบัน

การหลีกเลี่ยงจากเชื้อนิวโมคอคคัสทำได้ยาก เนื่องจากเป็นเชื้อที่อาศัยอยู่ในเยื่อบุคอของคนเรา และจะมีมากในเด็กเล็ก โดยคิดเป็นอัตราความชุกถึง 1 ใน 4 คน ดังนั้นโอกาสการแพร่กระจายเชื้อดังกล่าวจะมีมากในสถานที่ที่เด็กรวมตัวกันมาก ๆ เช่น โรงเรียน เนอร์สเซอรี่ ห้างสรรพสินค้า และแหล่งชุมชนต่าง ๆ ดังนั้นการฉีดวัคซีนไอพีดีจึงเป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูง นอกจากนี้ยังพบว่าการฉีดวัคซีนไอพีดีในเด็ก ยังมีรายงานวิจัยว่าช่วยลดอัตราการเกิดโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสในผู้ใหญ่ได้อีกด้วย

วัคซีนไอพีดีสำหรับเด็กเล็ก เป็นวัคซีนชนิดใหม่ผลิตขึ้น เพื่อป้องกันโรคปอดบวมที่เกิดจากเชื้อนิวโมคอคคัส และกลุ่มโรคไอพีดี ประกอบด้วย โรคติดเชื้อในกระแสเลือด โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อนิวโมคอคคัส โรคไซนัสอักเสบ และหูน้ำหนวก  ซึ่งสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ ดังกล่าวได้ถึง 70-80 เปอร์เซ็นต์ โดยฉีดให้เด็กเมื่ออายุ 2, 4 และ 6 เดือน และฉีดกระตุ้นซ้ำอีกครั้งเมื่ออายุ 12-15 เดือน

วัคซีนฮิป สามารถป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียฮีโมฟีลุสอินฟลูเอนเซชนิดบี ในประเทศไทยเชื่อว่าพบโรค  ฮิปได้ไม่บ่อยเท่ากับในประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยทั่วไปแนะนำให้ฉีด 3 เข็ม เมื่ออายุ 2, 4 และ 6 เดือน และไม่ควรใช้วัคซีนนี้ในหญิงตั้งครรภ์ หรือมารดาที่กำลังให้นมบุตร

วัคซีนโรต้า สามารถป้องกันเชื้อไวรัสโรต้าซึ่งเป็นสาเหตุของโรคท้องเสียในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังพัฒนา โดยใช้หยอดทางปากจำนวน 2-3 ครั้ง เมื่อ 2, 4 และ 6 เดือน

สำหรับอาการข้างเคียงของการฉีดวัคซีนจะมีความแตกต่างกันไปตามประเภทของวัคซีน ซึ่งวัคซีนที่มีใช้ในปัจจุบันส่วนใหญ่มีความปลอดภัยสูง แต่ยังคงพบอาการหลังจากได้รับวัคซีนอยู่บ้าง ส่วนใหญ่เป็นอาการข้างเคียงที่ไม่รุนแรงและเป็นที่ยอมรับได้ ประกอบด้วยอาการเฉพาะที่ ได้แก่ อาการที่เกิดขึ้นบริเวณที่ฉีดวัคซีน เช่น อาการบวมแดงและคัน ส่วนอาการทั่วไป คืออาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นในร่างกาย เช่น อาการไข้ อ่อนเพลีย ผื่นแดง เป็นต้น ซึ่งวัคซีนชนิดฉีดเกือบทุกชนิดสามารถทำให้เกิดไข้ได้ ซึ่งหลังจากฉีดวัคซีนแล้ว พ่อแม่ควรเฝ้าดูอาการลูกน้อยอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาการเฉพาะที่ส่วนมากจะดีขึ้นเองภายใน 2-3 วัน หรืออาจใช้น้ำอุ่นประคบร่วมด้วยเพื่อบรรเทาอาการ หรืออาจให้ยาแก้ปวดลดไข้ร่วมด้วยเพื่อลดอาการไข้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นวัคซีนที่กล่าวมาข้างต้นยังเป็นเพียงวัคซีนทางเลือก สำหรับให้พ่อแม่ผู้ปกครองพิจารณาถึงความเหมาะสมและความคุ้มค่าในการฉีดให้ลูกหลานด้วยตนเอง ซึ่งสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมในการฉีดให้ลูกหลานต่อไป ดังนั้นพ่อแม่ยุคใหม่จึงต้องพาลูกน้อยไปรับวัคซีนให้ครบตามที่แพทย์แนะนำ ดูแลเรื่องโภชนาการให้ครบหมวดหมู่ รวมทั้งพยายามหาความรู้ใหม่ในการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจของลูกน้อย แล้วไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ แบบว่า “กันไว้ดีกว่าแก้จะดีกว่า” ขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่คุณภาพทุกคน

ข้อมูลจาก ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 25 ตุลาคม 2552