ดับไฟโลกด้วย สติ

พระรุ่นใหม่ยึดหลักธรรมคำสอน ที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ คืออนิจจัง เปลี่ยนแปลงอย่างไม่จบไม่สิ้น สรรพสิ่งจึงเป็นสิ่งใหม่อยู่เสมอ

พระพุทธา ฐิตโพธิ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร มอบคาถาประจำใจให้กับเราทุกคนในวันที่วงปี พ.ศ.2554 กำลังจะเต็มรอบ และ วงปี พ.ศ.2555 กำลังจะมาเยือน

“ใกล้ปีใหม่แล้ว ถ้าจะให้พร อาตมาขอให้พรวิเศษข้อหนึ่ง ขอให้วันปีใหม่มีทุกวัน เพราะการเปลี่ยนแปลงของจิตใจมนุษย์ไม่ต้องรอถึงปีใหม่ ปีใหม่เป็นเพียงปฏิทิน ขอให้ความคิดใหม่ๆ ดีๆ งอกงามเกิดขึ้นทุกวัน ที่สำคัญ ขอให้เรามีสติ รู้อยู่กับปัจจุบัน ทุกๆ ขณะ”

พระพุทธา ฐิตโพธิ พระรุ่นใหม่ยึดหลักธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สอนว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ คืออนิจจัง มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่จบไม่สิ้น ทำให้สรรพสิ่งเป็นสิ่งใหม่อยู่เสมอ ตัวอย่างใกล้ตัวที่สุดคือ เซลล์ในร่างกายที่เกิดดับตลอดเวลา

“จริงๆ เราเกิดใหม่ตลอดเวลา เหมือนวันเกิด ไม่ต้องไปแฮปปี้เบิร์ดเดย์ เพราะเราเกิดทุกวัน วันปีใหม่ก็เช่นกัน มีทุกวัน จึงขอให้เรามีสติทุกวันที่พระอาทิตย์ขึ้น ขอให้มีสิ่งที่ดีๆ เกิดขึ้น แล้วมันดีที่เรามีลมหายใจอยู่ เพื่อที่จะทำหน้าที่ที่เรารับผิดชอบให้ลุล่วง เพื่อให้เราทำบุญ ทำทาน ถือศีล เจริญภาวนา ให้สมบูรณ์แบบที่สุด “

วาระสำคัญในปี 2554 ที่พุทธศาสนิกชนหลายคนอาจลืมไปคือ เป็นปีที่เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้ธรรมครบ 2600 ปี ทรงสามารถจับตัว “ตัณหา” อันเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ และค้นพบทางออกจากตัณหาด้วยพระองค์เองจนบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้รู้ (ตามความเป็นจริง) ผู้ตื่น (จากอวิชชา) ผู้เบิกบาน (จากกิเลสตัณหาทุกชนิด) หลังข้ามคืนที่พระพุทธองค์อธิษฐานจิตนั่งสมาธิจนพบอริยสัจสี่ กุญแจดอกสำคัญที่นำตัวพุทธองค์และมวลมนุษยชาติไปสู่ทางพ้นทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง

รุ่งวันเพ็ญวิสาขบูชา 15 ค่ำ เดือน 6 เมื่อ 2600 ปีก่อน ท่านประกาศกับมารที่อยู่ภายในใจของท่าน ดังปรากฏอยู่ในปฐมพุทธภาสิตคาถาว่า

“นี่แน่ะ นายช่างผู้ปลูกเรือน เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว เจ้าจะทำเรือนให้เราไม่ได้อีกต่อไป โครงเรือนของเจ้า เราหักเสียแล้ว ยอดเรือนเราก็รื้อเสียแล้ว จิตของเราถึงแล้ว ซึ่งสภาพที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป มันได้ถึงแล้ว ซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหา คือถึงนิพพาน”

เลยผ่านกึ่งพุทธกาลมา 100 ปี จนถึงวันนี้มีหน่อเนื้อแห่งพุทธะได้เดินตามรอยพระพุทธองค์อย่างไม่ขาดสาย

เช่นเดียวกับ พระพุทธา ฐิตโพธิ อดีตผู้จัดการหนุ่มคนหนึ่งวัย 29 ปี หลังจากไปบวชที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เมื่อสองปีก่อน แล้วปฏิบัติเจริญสติ สมาธิภาวนาจนพบกับสภาวธรรมบางอย่าง ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายจางในเหยื่อล่อทางโลก พร้อมๆ กับการได้อุปัฏฐากพระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย -เนปาล ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่าน ในช่วงที่ท่านเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองอยู่หกเดือนก่อนละสังขาร เมื่อสัจธรรมความตายอันยิ่งใหญ่ที่ปรากฏต่อหน้าของสมณะหนุ่มจนทำให้พระพุทธา ฐิตโพธิ ไม่ครองสมณเพศจนถึงวันนี้

“อาตมาเรียนจบจากคณะวิทยาศาสตร์สถิติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ไปบวช ไม่ได้สนใจทางธรรมเท่าไหร่ ก็นั่งเล่น ทำงานเป็นผู้จัดการทั่วไป โยมพ่อก็บอกว่า ไปบวชกันไหมที่อินเดีย ก็ไปสิ ตอนบวช ไม่ได้ศรัทธาอะไรมาก รู้ว่าเป็นศาสนาตามพจนานุกรม และรู้สึกว่าพระพุทธเจ้ามีเหตุมีผล อริยสัจสี่ถูกต้องเป็นวิทยาศาสตร์ก็เลยชอบ แต่ไม่ได้คลั่งไคล้จนเว่อร์ เมื่อเดินทางไปอินเดีย บวชใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เสร็จก็ไม่มีอะไร อาตมาเป็นพระตัวแสบอยู่ที่วัดไทยพุทธคยา แล้วก็ท่องเที่ยวไปสังเวชนียสถานทั้งสี่คือสถานที่ ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน

“กระทั่งหลวงพ่อทองยอดอาพาธ อาตมาจึงได้กลับมาเมืองไทยมาอุปัฏฐากท่านที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์จนท่านละสังขารไปอย่างสงบ ก่อนท่านสิ้น ท่านเอามือมาจับที่มืออาตมาเหมือนจะบอกอะไรบางอย่าง นี่เอง ทำให้อาตมายังไม่สึก”

ท่านเล่าย้อนไปตอนบวชว่า ช่วงนั้นเหมือนเด็กได้เล่นของใหม่ เที่ยวไปถามบรรดาอาจารย์ว่าเทวดามีจริงไหม ผีมีจริงไหม จัดว่าเป็นพระที่ซนมาก พอพระอาจารย์ยืนยันว่าเทวดา ภูตผีมีจริง ยังถูกย้อนถามกลับว่า ถ้าผีมีจริงทำไมถึงมองไม่เห็น

“ท่านบอกว่า ปฏิบัติแล้วจะรู้เอง ปฏิบัติอะไรล่ะ นั่งสมาธิหรือ หลวงพ่อทองยอด ตอนนั้นท่านยังมีชีวิตอยู่ ก็จัดให้มีการเรียนวิปัสสนาด้วย มีพระวิปัสสนามาสอน เรียนพุทธประวัติ อาตมาเป็นคนที่อยากเรียนรู้ อยากบินได้ ก็ถามอาจารย์ที่สอนว่า นั่งสมาธิแล้วบินได้จริงไหม อาจารย์บอกว่า ถ้าอยากบินได้ มันจะบินไม่ได้ ต้องไม่อยากบินจะบินได้ อาตมาก็ปฏิบัติไป ตามหลักสติปัฏฐานสี่ ปฏิบัติไปก็เกิดสภาวะบางอย่าง เห็นรูปนาม เห็นไตรลักษณ์มันปรากฏชัดขึ้นมา มันเข้าโครงสร้างไปเอง มันเลยถอดถอนความอยาก เรื่องนี้ไม่สามารถเล่าให้ฟังได้ ต้องปฏิบัติเองจนเห็นเอง

สิ่งที่พระพุทธาเห็น นอกจากอภินิหารที่ได้พบแล้ว สิ่งที่มหัศจรรย์มากไปกว่านั้นก็คือ เรื่องของกายและใจนี่เอง

“อยู่ดีๆ ก็เห็นหัวใจเต้น เห็นเส้นเลือดในร่างกายวิ่งไปวิ่งมา มันเกิดขึ้นจากกำลังของสมาธิ เพราะเราไม่เคยฝึกไง พอฝึกไปถึงระดับหนึ่งก็ไปถึงญาณบางตัว ที่ทำให้เราเห็นไตรลักษณ์อย่างชัดแจ้ง มันถอดถอนหมดเลย เราจะเห็นกายเราไม่ใช่เรา ปฏิบัติไปแล้วจะเห็นว่า แท้ที่จริง ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้มันไร้สาระ ได้ทบทวนว่าตั้งแต่เราเกิดมาเที่ยววิ่งหาแต่ความอยาก เติมไม่เคยเต็ม “

แล้วการเป็นพระเติมเต็มอย่างไร ?

ท่านแจงความสงสัยว่า การครองเพศสมณะช่วยจำกัดความอยาก เมื่อไม่มีความอยากแทนที่จะกลายเป็นความว่างเปล่ากลับปรากฏความเติมเต็ม

“อาตมามีคำถามที่ถามตัวเองว่า ใครกันที่รวยที่สุด ต้องบอกเลยว่าพระ ทำไมพระจึงรวยที่สุด เพราะภาชนะของพระมันเล็ก มันจึงเต็มตลอดเวลา มันเต็มด้วยปัจจัยสี่พื้นฐาน มันจึงรวยและเต็มตลอด ขณะที่ฆราวาส ใส่ไม่เคยพอ พอใส่ไม่เคยพอ มันจึงไม่เคยเต็ม คุณจะรวยพันล้าน แสนล้าน คุณก็มีแค่สิบเปอร์เซ็นต์เอง แต่ของเขามันเต็มตลอด พระจึงเป็นโครงสร้างที่มหัศจรรย์มากในพระพุทธศาสนา”

จากเด็กที่เที่ยวเล่น ทำงานแบบเล่นๆ ไม่เคยสนใจพระพุทธศาสนา จนหันมาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ทำให้พระพุทธาเริ่มเห็นความจริงที่ปรากฏต่อหน้าที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ การปฏิบัติวิปัสสนาอย่างถูกต้องยังทำให้ผู้ปฏิบัติถอดถอนสิ่งที่ไร้สาระออกจนหมด จนพบว่าโลกมันไม่มีอะไร โลกมีแต่ซากปรักหักพัง เป็นโลกแห่งความอยาก ที่ไม่เคยพอ แต่ความเป็นพระ คือความเต็มบริบูรณ์

“จริงๆ แล้วทุกคนบนโลก อยากจะหาสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต มีความสุขที่สุด อยากได้ของนี้ พอได้มาไม่เกินสามวัน ก็โยนทิ้ง นั่นเป็นความสุขจากอามิส คือ ต้องมีเหยื่อล่อ แต่ความสุขเมื่อมีสติ คือความไม่มี ไม่เป็น เป็นสุขที่ไม่มีทุกข์เจอปน ไม่มีเหตุล่อให้เกิดทุกข์เจือปน มันจึงเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มาก”

“ปีนี้เราเจอความทุกข์จากน้ำท่วมกัน คนที่ไม่ถูกท่วมก็เจอผลกระทบ มันเป็นลูกโซ่ไปหมด ก่อนน้ำท่วม เรายึดมั่นถือมั่นว่า บ้านเราน้ำจะไม่ท่วม เราจึงสร้างบ้านติดพื้น เรามั่นใจในน้ำประปา จึงคิดว่า น้ำจะมีตลอด เรามั่นใจในเขื่อน แต่เขื่อนก็แตกได้ จริงๆ แล้ว เราเคยเจอสึนามิที่ญี่ปุ่น ขนาดญี่ปุ่นมีการเตรียมการอย่างดี เวลาสึนามิมาทีหนึ่งสิบกว่าเมตรเอาไม่อยู่ โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ยังเละเลย น้ำท่วมประเทศไทยยังน้อย ถ้าเราเห็นภัยพิบัติที่อื่น บางแห่งไฟไหม้ทั้งหมู่บ้าน บางที่ ที่ดินถูกสูบหายไปเลย นี่เรายังเหลือบ้านไว้ให้ล้าง เรายังสบายกว่าเขาเยอะ”

ท่านบอกว่า น้ำท่วมที่ผ่านมาจึงเป็นโอกาสหลายๆ อย่างให้เราเรียนรู้เรื่องชีวิต

“ตอนน้ำไม่ท่วมเราไม่รู้เลยว่า เรารักบ้าน รักรถ หรือรักเมีย รักลูกมากกว่ากัน คุณยึดความสุขกับโลกใบนี้ คุณยึดความเป็นตัวเป็นตนไปหมด ท้ายที่สุด พอน้ำท่วมเขา คุณก็เริ่มขยับรถ เวลาน้ำท่วมบ้านเรือนล้าน รถเรือนแสน ไม่มีอะไรมีความหมายเท่ากันชีวิต และที่สำคัญกว่านั้นคือ ชีวิตของคนในครอบครัว มีผู้หญิงคนหนึ่งเขาบอกว่า อยากให้น้ำท่วมทั้งปีเลย เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาตอนน้ำไม่ท่วม ลูกไปทำงานที่กรุงเทพฯตลอด ไม่เคยกลับบ้าน แต่พอน้ำท่วมลูกกลับมาดูแลแม่ แม่เขารู้สึกทุกข์นะที่น้ำท่วม แต่มีความสุขที่ได้อยู่กับลูกชายตลอด ลูกไม่เคยบอกว่ารัก แต่ลูกมาดูแลแม่อย่างดี ทุกวิกฤติมีโอกาสให้เราได้เห็นความจริง ทำให้เห็นความสวยงามของความเป็นจริง”

ท่านแนะว่า อย่าไปวิตกกังวลกับสิ่งใด พยายามวางจิตวางใจ มองสิ่งไม่ดี ให้เจอข้อดี

“น้ำลด มันเห็นสัจธรรมมากว่า นี่คือบ้านเราหรือ มันเห็นไตรลักษณ์อย่างชัดเจน เห็นความสืบเนื่อง (สันตติ) ว่า บ้านที่คิดว่าจะต้องอยู่ชั่วลูกชั่วหลาน พอน้ำท่วมปุ๊บ มันเห็นความสืบเนื่องขาดสะบั้น เกิดสันติในใจ คือความปล่อยวาง บ้านกลายเป็นซากดินซากโคลน ทำให้เห็นว่า บ้านเป็นเพียงที่หลับที่นอน เราไม่ต้องยึดมั่นถือมั่นอะไรมาก พอเห็นแล้วปล่อยเราก็ไม่ทุกข์”

สำหรับปีใหม่ที่กำลังใกล้เข้ามา พระพุทธาปรารถนาให้มนุษย์ย้อนดูอดีต และมองเห็นข้อเท็จจริงว่ามนุษย์แสวงหาความอยากมาตลอด อยากเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ อยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ ใช้ชีวิตอยู่กับ โลภะ โทสะ โมหะตลอดเวลา ปีใหม่ที่จะถึงนี้จึงเป็นวาระที่มนุษย์ควรมองเห็นในสิ่งที่เป็นธรรมะ ที่จริงก็อยู่ใกล้ปลายเพียงจมูก นั่นคือการมองเห็นตามความเป็นจริง คือการพิจารณาว่า น้ำท่วมก็เป็นเรื่องปกติ การแก่ก็เป็นเรื่องปกติ การอยู่ การเป็นก็เป็นเรื่องปกติ ไม่นำไฟมาใส่ตัว

“ความทุกข์เปรียบเหมือนกองไฟ แต่ใครจุดไฟ ใครเอาเข้า ใครเอาออก หมายความว่า กองไฟเกิดขึ้นจากจิต จิตเป็นผู้ก่อกองไฟ แล้วเราก็ตะโกนบอกว่าเราไม่อยากทุกข์ แท้จริงแล้วเรานั่นแหละ เป็นคนจุดไฟเอง พรปีใหม่ ขอให้ 365 วัน ขอให้ถอดถอนกองไฟนั้นซะ เหตุแห่งไฟ อันได้แก่ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ไม่รู้จักพอ เอาไฟกองนั้นออกก่อน กองที่หนึ่ง ไฟแห่งความโกรธ ไฟกองที่สอง โลภะ และไฟกองที่สาม ความหลงผิด ความเขลา อันเป็นโมหะ เมื่อถอดไฟทั้งสามกองนี้ออกทุกวัน ก็จะเกิดความสงบสันติทุกวัน ไม่ว่าน้ำจะท่วมสูงสักกี่เมตร ไม่ว่าโลกจะแตกเป็นกี่เสี่ยง หากเราสงบจิตสงบใจได้ ก็จะไม่มีไฟเลย เพราะการมีสติ ทำให้ไฟทั้งโลกดับ”

สำหรับวิธีการฝึกสติ ให้มีกำลังต่อเนื่องเพื่อไปดับไฟในใจได้ ในการถอดถอนไฟทั้งสามกองนั้น พระพุทธาแนะว่า จริงๆ กุญแจของมัน ง่ายมาก

“เพียงแค่เรา ‘รู้สึกตัว’ อยู่บ่อยๆ เท่านั้นเอง ถ้าเรารู้สึกตัวได้บ่อยขึ้น เราจะเห็นว่า ไฟทั้งสามกองเป็นเพียงการอุปโลกน์ของจิตเท่านั้นเอง เมื่อเราจับตัวมันถูก เราก็ไม่ตกเป็นทาสมัน ดังนั้น ปีใหม่นี้ขอให้ทุกท่านมีสติ”

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 25 ธันวาคม 2554