“ข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก” รู้เท่าทันก่อนโรคลุกลาม

dailynews140202_001สุขภาพดีสิ่งที่ทุกคนต่างปรารถนา การดูแลรักษาสุขภาพ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ไม่ละเลยมองข้ามความผิดปรกติที่เกิดขึ้นนับแต่เบื้องต้น ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ร่างกายห่างไกลจากความเจ็บป่วย

โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก หรือ Juvenile Iidiopathic arthritis (JIA) ภัยสุขภาพสร้างความทรมานให้กับเด็กเมื่อมีอาการปวดข้อ ข้อบวม ข้ออักเสบ ฯลฯ และในบางรายที่มีอาการข้ออักเสบมากขึ้นอาจพิการและเสียชีวิตได้ โรคดังกล่าวเป็นหนึ่งใน กลุ่มโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง หรือที่เรียกว่า ภูมิแพ้ตัวเอง หรือ แพ้ภูมิตัวเอง ซึ่ง ภาวะภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง หมายถึงภาวะที่ภูมิคุ้มกันทำงานเกินหน้าที่เพราะหลังจากที่กำจัดเชื้อโรคไปแล้ว แต่ภูมิคุ้มกันยังคงทำงานอยู่จนทำร้ายร่างกายแทนที่จะปกป้อง

โรคข้ออักเสบโดยไม่ทราบสาเหตุในเด็กก็เกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันหันกลับมาทำร้ายข้อตัวเอง ทางการแพทย์ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า ภาวะภูมิคุ้มกันทำร้ายข้อตัวเองนี้เกิดจากอะไรจึงเรียกโรคนี้ว่า โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กซึ่งเกิดได้กับข้อทุกส่วนของร่างกายไม่เพียงแต่ ข้อมือ ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อสะโพก แต่ยังเกิดได้กับกระดูกต้นคอ บริเวณขากรรไกร ฯลฯ

แพทย์หญิงโสมรัชช์ วิไลยุค แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคข้อและรูมาติสซั่มในเด็ก หน่วยโรคภูมิแพ้ ภูมิคุ้มกันและโรคข้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลให้ความรู้แนะนำวิธีสังเกตอาการโรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กว่า ส่วนมากอาการของข้ออักเสบหรือข้อติดมักจะเกิดตอนเช้าหรือที่เรียกว่า ภาวะ Morning Stiffness หรือในช่วงที่อากาศเย็นซึ่งจะทำให้ขยับข้อลำบากและปวดข้อมาก สังเกตได้จากเด็กเดินกะเผลกหลังจากตื่นนอนเนื่องจากเวลาหลับไม่ได้ขยับตัว ทำให้สารอักเสบหลั่งออกมา

แต่พอตื่นนอนแล้วขยับข้อหรือในช่วงที่อากาศอุ่นขึ้น อาการข้อติดก็จะดีขึ้นซึ่งอาการลักษณะนี้อาจทำให้เด็กบางคนไม่สามารถนอนกลางวันหรือนั่งเรียนทั้งวันได้ แต่ในบางรายก็อาจมีอาการปวดทั้งวัน สังเกตได้จากเด็กที่เป็นข้ออักเสบที่ข้อเข่าจะไม่ยอมเดินจะร้องให้อุ้มตลอดเวลา หากเป็นที่สะโพกจะเจ็บเวลาอุ้ม ฯลฯ ผู้ปกครองคุณพ่อ คุณแม่จึงควรสังเกตอาการลูกว่ามีอาการข้อตึงแข็งทำให้ขยับหรือลุกลำบากหรือไม่หรือเดินกะเผลกในช่วงเช้า สังเกตอาการเจ็บปวดต่างๆจากสีหน้าท่าทางของลูก เช่น เจ็บมือหากโดนจับหรือจูงมือ เจ็บขาหรือข้อเท้าเวลาเดิน เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีอาการแสดง คือ เป็นไข้สูงวันละครั้งอาจจะเป็นช่วงเช้าหรือช่วงเย็นก็ได้ หากเป็นช่วงเย็นมักจะเป็นช่วงเย็นของเวลาเดียวกัน และในช่วงไข้สูงเด็กจะมีอาการซึม แต่พอไข้ลดลงเด็กจะรู้สึกสบายดี ซึ่งต่างจากการติดเชื้อทั่วๆ ไปที่เด็กมักจะไข้สูงตลอดทั้งวัน นอกจากข้ออักเสบแล้วยังอาจจะมีอาการของผื่นเม็ดแดงๆ เล็กๆ ขึ้นเวลาที่มีไข้ขึ้นและเมื่อไข้ลงผื่นก็จะหายไป

dailynews140202_001b

“ข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก โรคนี้อาจจะยากในการวินิจฉัย แต่หากคุณพ่อ คุณแม่ช่วยสังเกตและอธิบายอาการของลูกได้ก็จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้ตรงจุดยิ่งขึ้น ในการสังเกตอาการข้ออักเสบอาจเปรียบเทียบระหว่างข้อข้างซ้ายและข้อข้างขวาหรือเปรียบเทียบกับพี่น้องหรือเพื่อนๆ หากมีอาการข้ออักเสบจะสังเกตได้ถึงข้อที่บวม นูน แดงหรือจับบริเวณข้อที่อักเสบจะรู้สึกร้อนๆ

dailynews140202_001c

อีกวิธีสังเกตจากบริเวณที่เป็น อาทิ หากเป็นข้ออักเสบบริเวณข้อเข่าให้สังเกตว่าข้อเข่าจะมีรอยบุ๋มเหมือนลักยิ้ม หากรอยบุ๋มหายไปแสดงว่าข้ออาจจะเริ่มบวมหรือมีน้ำในข้อได้ หากเป็นที่ข้อเท้าให้สังเกตขณะเด็กนอนคว่ำเท้า ข้อจะอูมขึ้นมาและหากเป็นที่นิ้วมือให้สังเกตว่าเด็กไม่สามารถจับดินสอเขียนหนังสือได้ หรือจะหยิบจับอะไรได้ลำบาก เป็นต้น”

dailynews140202_001a

โรคข้ออักเสบแบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม ได้แก่

Systemic onset juvenile idiopathic arthritis (SoJIA) เป็นชนิดที่รุนแรงและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ เพราะมีอาการอยู่ในหลายระบบของร่างกาย โดยเด็กจะเป็นไข้สูงกว่า 2 อาทิตย์ และมีผื่นแดงๆ ที่เรียกว่า ผื่นแซลมอน ขึ้นตามร่างกาย

Oligoarticular JIA หรือ pauciarticular JIA ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะมีอาการข้ออักเสบน้อยกว่า 5 ข้อ แต่อาจมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดตาอักเสบได้มากกว่าชนิดอื่นๆ

Polyarticular JIA ที่มีรูมาตอยด์แฟกเตอร์ ผู้ป่วยในกลุ่มนี้ จะมีอาการข้ออักเสบมากกว่า 5 ข้อ ขึ้นไปและมีอาการปวดข้อเล็กๆ เช่น ข้อนิ้วมือ หรือข้อนิ้วเท้า และเด็กที่อยู่ในกลุ่มนี้ พอโตขึ้นจะมีอาการเหมือนผู้ใหญ่ที่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

 Polyarticular JIA ที่ไม่มีรูมาตอยด์แฟกเตอร์ การดำเนินของโรคในกลุ่มนี้ จะรุนแรงน้อยกว่ากลุ่มที่มีรูมาตอยด์แฟกเตอร์ แต่ก็เสี่ยงต่อการเกิดภาวะตาอักเสบได้

Enthesitis related arthritis หรือ ERA จะพบอาการข้ออักเสบในตำแหน่งที่มีเส้นเอ็นไปเกาะกับกระดูก เช่น บริเวณส้นเท้า ฝ่าเท้า กระดูกสะบ้า ข้อต่อของกระดูกสันหลังบริเวณเอว เป็นต้น ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดมาก โดยมากจะเป็นในเด็กผู้ชายอายุตั้งแต่ 6 ปี ขึ้นไป ที่คุณพ่อ – คุณแม่ หรือ พี่น้องท้องเดียวกัน มีประวัติป่วยเป็นโรคนี้

Psoriatic arthritis หรือ โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน จะพบผื่นสะเก็ดเงินร่วมกับอาการข้ออักเสบ ชนิดนี้จะยากต่อการวินิจฉัยพบน้อยในเด็กไทย และ

Undifferentiated JIA ข้ออักเสบที่ไม่เข้าพวกกับ 6 กลุ่มข้างต้นซึ่งจัดอยู่ในประเภทนี้

การตรวจวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจเลือด เพื่อหาค่า CBC, ESR และ CRP และสำหรับวิธีการรักษาใช้ยาหลากหลายประเภทที่เหมาะสมกับกลุ่มโรคทั้ง 7 กลุ่ม นอกจากนี้ ผศ.มลรัชฐา ภาณุวรรณากร ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลแนะนำวิธีปฏิบัติตัวเพื่อช่วยฟื้นฟูเพิ่มอีกว่า นอกจากการใช้ยาในการรักษาโรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กแล้ว คุณพ่อ คุณแม่จำเป็นต้องช่วยเหลือฟื้นฟูเด็กทางกายภาพอีกด้วย

สำหรับวิธีปฏิบัตินั้นสามารถให้ออกกำลังกายเบาๆ ที่เหมาะสมและเน้นที่การบริหารข้อต่างๆ ของร่างกาย เช่น การวิ่งช้าๆ การเดิน ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ฯลฯ หรือการบริหารข้อเพื่อไม่ให้เกิดอาการข้อติด เช่น หากจะบริหารข้อเข่าอาจทำท่าหมุนหัวเข่า หากบริหารนิ้วมือ บริหารด้วยการกำมือแบบหลวมๆหรือฝึกบีบลูกบอล บริหารข้อเท้า อาจบริหารด้วยการยืนเขย่งหรือการกระดกข้อเท้าขึ้น-ลง ควรหลีกเลี่ยงกีฬาประเภทที่มีการกระแทกหรือการต่อสู้ เช่น บาสเกตบอล ฟุตบอล หรือ เทควันโด จะทำให้ข้อเกิดการอักเสบมากขึ้นได้

นอกจากการรักษาด้วยยา และการฟื้นฟูทางกายภาพแล้วจำเป็นต้องดูแลในด้านต่างๆ อาทิ การรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ เลือกทานอาหารที่สุก สะอาด ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและอาหารดิบ เพราะเด็กที่ป่วยด้วยโรคนี้มักได้รับยากดภูมิคุ้มกันจึงติดเชื้อได้ง่ายซึ่งผู้ป่วยควรพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง อย่างไรก็ตามการรักษาโรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กเป็นเรื่องที่ท้าทาย และละเอียดอ่อน ต้องคำนึงถึงการเจริญเติบโตของเด็ก การหมั่นสังเกตอาการและพบแพทย์ทันทีที่พบความผิดปกติจะช่วยให้อาการข้ออักเสบไม่ลุกลาม ผู้ป่วยไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคและเติบโตได้เหมือนเด็กปกติทั่วไป.

ที่มา: เดลินิวส์ 2 กุมภาพันธ์ 2557

โรคเกาต์ หลายคนยังเข้าใจผิดอยู่

dailynews131103_001aโรคเกาต์เป็นโรคเกิดจากการตกตะกอนของกรดยูริคส่วนเกินในร่างกาย ที่พบมากคือ ในข้อต่าง ๆ หรือบริเวณรอบ ๆ ข้อ ทำให้เกิดอาการปวดตามข้อ ถ้าตกตะกอนในไตทำให้เกิดนิ่วในไตได้และถ้าเป็นเรื้อรัง จะมีการตกตะกอนตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ เห็นเป็นปุ่มก้อนตามแขนขาได้

ร่างกายสร้างกรดยูริคมาจากสองแหล่งคือ กว่าร้อยละเก้าสิบเกิดจากร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเองจากการสลายเซลล์ ถ้ากรดยูริคถูกสร้างขึ้นมากกว่าไตที่ทำหน้าที่ขับถ่ายออกมาก็ทำให้เกิดการสะสมของกรดยูริคมากขึ้นในร่างกาย และเกิดเป็นโรคเกาต์ขึ้น

ส่วนที่เหลือ 10% เกิดจากการกินอาหารบางชนิดที่มีสารที่เรียกว่าพิวรีนสูง ซึ่งสารพิวรีนนี้เมื่อกินเข้าไปแล้วจะย่อยสลายกลายเป็นกรดยูริค เช่น สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ ข้าวสาลี ถั่วต่าง ๆ

ในคนปกติกรดยูริคจะถูกสร้างขึ้นในอัตราช้าพอที่ไตจะขับออกได้หมดทันกับการสร้างขึ้นพอดี ในคนที่เป็นโรคเกาต์ พบว่าเกิดความผิดปกติของกระบวนการใช้และขับถ่ายสารพิวรีน คนทั่วไปจึงมักเข้าใจว่าทานอาหารที่มีพิวรีนมาก ๆ จะทำให้เป็นโรคเกาต์

นอกจากนี้การดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเกาต์ เนื่องจากไปขัดขวางกระบวนการขับกรดยูริคออกจากร่างกาย อีกทั้งแอลกอฮอล์ช่วยเร่งปฏิกิริยาการสร้างกรดยูริคอีกด้วย

คนส่วนใหญ่จะรู้จักโรคนี้ดี มักจะเดาได้ว่าเป็นโรคเกาต์เพราะผู้ป่วยจะมีอาการชัดเจนคือ “ปวด บวม แดง ร้อน” ตามข้อและข้อที่เป็นบ่อยได้แก่ ข้อนิ้วหัวแม่เท้า, ข้อเท้า, ข้อเข่า มักเป็นข้อ ๆ เดียว ในบางครั้งที่เป็นเรื้อรังอาจมีปวดหลายข้อและพบมีปุ่มก้อนที่รอบ ๆ ข้อจากตะกอนกรดยูริค

dailynews131103_001c

คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าเมื่อปวดข้อโรคเกาต์แล้วควรตรวจระดับกรดยูริคในเลือดทันที แต่ความจริงคือในช่วงที่มีข้ออักเสบอาจพบว่ากรดยูริคไม่สูงหรือเป็นปกติได้ครับ

ระดับกรดยูริคจึงไม่ช่วยในการวินิจฉัยโรค ไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดในขณะที่ปวดข้อครับ เช่น ถ้าข้อเท้าปวด บวม แดง ร้อนที่ชัดเจน แม้ว่าจะเจาะยูริคแล้วไม่สูง ก็น่าจะเป็นเกาต์ได้เช่นกัน

ผู้ป่วยโรคอ้วน, โรคเบาหวาน, ไขมันในเลือดสูง, ความดันโลหิตสูง, โรคหลอดเลือดแข็ง, โรคไตวายเรื้อรัง และโรคเลือดบางชนิด มีโอกาสเป็นโรคเกาต์ได้มากกว่าคนทั่วไป

เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นโรคเกาต์การรักษาในระยะเฉียบพลันคือการให้ยาลดการอักเสบ ยาแก้ปวด พักการใช้ข้อ ในการรักษาระยะยาวจะให้ยาลดกรดยูริคในเลือด การใช้ยาต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะผลข้างเคียงของยารักษาโรคเกาต์พบได้ค่อนข้างบ่อย

และเมื่อมีข้ออักเสบ อย่านวดข้อนั้นเพราะการนวดจะทำให้อาการอักเสบเป็นนานขึ้นและหายช้า

ส่วนการหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีพิวรีนสูงไม่มีความจำเป็นมากนัก ยกเว้นในรายที่มีประวัติเป็นข้ออักเสบชัดเจนเวลาทานอาหารประเภทนั้น หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์

เห็นได้ว่าโรคเกาต์ยังเป็นโรคที่หลายคนเข้าใจผิด ทำให้เกิดความลำบากในการรักษาและสร้างความทุกข์กับผู้ป่วยด้วย.

นายแพทย์ถนัด ไพศาขมาศ (อายุรแพทย์)

ที่มา : เดลินิวส์ 3 พฤศจิกายน 2556

ป่วยเล็กๆ กลายเป็นป่วยเรื้อรัง ป่วยหนักได้ โดย ดร. สาทิส อินทรกำแหง

ต้องขอประทานโทษต่อท่านผู้อ่านคอลัมน์ “ปั้นชีวิตใหม่ด้วยชีวจิต” นี้อีกครั้งครับ เพราะตอน 2 ซึ่งท่านกำลังอ่านอยู่เดี๋ยวนี้นั้น ควรจะได้ลงพิมพ์ฉบับวันอาทิตย์ที่แล้ว แต่ฉบับวัน อาทิตย์ก่อนตรงกับวันขึ้นปีใหม่ “ไทยรัฐ” ของเราทำเป็นฉบับพิเศษ ตอน 2 ของคอลัมน์ “ปั้นชีวิต” จึงต้องเลื่อนมาเป็นอาทิตย์นี้

ขอทบทวนตอนท้ายของตอนที่ 1 ไว้นิดหนึ่งว่า เกี่ยวข้องอย่างมากกับเรื่องน้ำท่วมกรุงเทพฯ

ตอนนั้นผมอยู่คนเดียวเฝ้าบ้าน อาหารไม่มีกิน เรื่องส่วนตัวทุกอย่างไม่มีใครช่วย ทำให้ต้องทำเองทั้งสิ้น

โดยเฉพาะอาหารการกิน ค่อนข้างจะลำบาก ตอนต้นๆก็อาศัยไปซื้ออาหารสดๆจากซุปเปอร์มาร์เกตมาทำ แต่ตอนหลังๆ ปรากฏว่าไปซื้ออะไรก็ไม่ได้ เพราะถูกพ่อค้าแม่ค้ารับช่วงมาเหมาไปหมด

โดยเฉพาะอาหารพวกผักสดนั้นสำคัญสำหรับผมมาก เพราะตามสูตรอาหารชีวจิต ขาดผักสดไม่ได้ ผมอายุ 86 แล้วยังแข็งแรง ทำงานทำการได้ก็เพราะกินอาหารตามสูตรชีวจิตมาตลอดเวลา ปฏิบัติตัวอย่างชีวจิตมากว่า 50 ปีแล้ว

แต่ตลอดเวลาที่น้ำท่วมหนัก 1 เดือนนั้น หาผักสดกินไม่ได้เลย อุตส่าห์ไปซุปเปอร์มาร์เกตแต่เช้าเพื่อซื้อผักก็ไม่ทัน เพราะจะมีกลุ่มแม่ค้าบางคนมาเหมาไปหมดเสียก่อน ที่พอจะเหลือติดชั้นอาหารอยู่บ้างก็จะเป็นผักชนิดเป็นผล เช่น มะเขือ แตงกวา ถั่วฝักยาว มะเขือยาว เป็นต้น ผักสดอย่างชนิดเป็นใบๆ ไม่มีเหลือ ถูกแย่งเหมาไปหมด

ผลสุดท้าย ผมก็ต้องยอม ผักเป็นผล ผักเป็นหัวเป็นฝัก ได้กินก็ยังดีกว่าไม่กินผักเลย

ตกลงผักที่ผมกินเป็นประจำทุกวันกว่าหนึ่งเดือนก็คือ มะเขือเปราะ แตงกวา บวบ (บางครั้ง) มะเขือยาว ถั่วฝักยาว (บางครั้งอีกเหมือนกัน ถ้าแย่งเขาทัน) พริกหยวก (ทำหลน-ทำแกง) และบางครั้งโชคดีก็เจอมะเขือเทศและมันฝรั่ง

คงไม่ต้องรำพันนะครับว่า ชีวิตตอนนั้นค่อนข้างจะลำบาก แต่ผมทำใจไว้แล้วว่า มันถึงคราวจะต้องเกิดมันก็ต้องเกิด ถ้ายอมรับแล้วก็ทำใจได้

แต่ร่างกายนี่สิครับ เขาไม่ยอมรับ ตอนแรก ผมคงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่อยู่ๆมันก็เกิดบวมขึ้นมา โดยเฉพาะข้อต่อต่างๆ นิ้ว เท้า ข้อเท้า ข้อศอก ข้อมือ และไหล่หลังปวดด้วย บวมด้วย โดยเฉพาะที่ส้นเท้าใกล้ๆกับจุดร้อยหวาย  หรือเรียกตามภาษากายภาพว่า ACHILLES บวมแดง เท้าทั้งเท้ากระดิกเกือบไม่ได้เลย

และต่อมาอีกไม่กี่วัน ก็มีอาการไข้อ่อนๆร้อนๆ หนาวๆ มาผสมด้วย แถมยังมีอาการตามัว ซึ่งตอนแรกผมก็คิดว่าคงจะถึงเวลาที่เราต้องไปเปลี่ยนแว่นหรือปรับเลนส์แว่นเสียแล้ว

แต่ก็ปรากฏว่าไม่เกี่ยวกับแว่น เพราะตาจะมัวเป็นพัก ๆ โดยเฉพาะตอนเช้า มัวสักครู่ ตอนสาย ๆ ก็หายมัว

แต่อาการที่มันร้อน ๆ หนาว ๆ แถมบางครั้งก็ยังมีคันตามตัวนี่ซิ มันเพราะอะไรแน่

ปกติแล้วผมจะคอยดูแลตัวเองค่อนข้างเข้มงวด มีอะไรนิดอะไรหน่อยก็รีบแก้ และโดยเหตุที่คิดว่าเรารู้จักตัวเองดีที่สุด เป็นอะไรตรงไหนก็แก้ตรงนั้น ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก

แต่คราวนี้จะเป็นเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันรวดเร็วและกะทันหันเกินไปกระมัง เราจึงแก้ไขสิ่งเล็กๆ น้อยๆอย่างเช่น อาการปวดหรือเจ็บขัดกล้ามเนื้อไม่ได้

เมื่อเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมเกิดอย่างกะทันหันเช่นนี้ ผมชอบใช้วิธีอยู่เงียบๆ นอนพัก แล้วใช้สมาธิพิจารณาดูเหตุการณ์ย้อนหลัง ว่ามีอะไรที่ผิดแปลกเกิดขึ้น

นึกออกขึ้นมาทันที เมื่อวันก่อนที่จะนอนสมาธิ ไปตลาดเจอมะเขือม่วงลูกกลมน่ารัก แถมมีมะเขือยาววางอยู่ใกล้ๆ มีพริกและใบโหระพาเหลืออยู่ด้วย

ผมมีวิธีผัดมะเขือซึ่งเป็นของชอบมาก จะเอามะเขือลวกน้ำร้อนเสียก่อน แล้วเอาออกแช่น้ำเย็น ต่อจากนั้นเอาสามเกลอ (รากผักชี-กระเทียม-พริกไทย) แถมด้วยพริกขี้หนูตำละเอียดลงผัดน้ำมัน ใส่เต้าเจี้ยวอย่างเม็ด 1 ช้อนโต๊ะผัดจนหอมและร้อน แล้วก็เอามะเขือลงผัดต่อ สุกดีแล้วก็ใส่ใบโหระพาลงไป

เท่านั้นแหละครับ กินกับข้าวสวยร้อนๆได้จานโตๆ

แต่รุ่งขึ้น ผมลุกจากเตียงนอนไม่ได้  นอกจากจะปวดทั้งตัวแล้ว หลังยังแข็งไปหมด ตาก็มัวมากกว่าเก่า ในคอและปากแห้งเหมือนทราย แถมยังมีอาการไอโขลก ๆ ตามมาด้วย

ตอนนั้นนอนสมาธิร่างกายกำลังผ่อนคลายดี มาก ผมนึกถึงเคสคนไข้คนหนึ่งซึ่งมีอาการประหลาดๆ อย่างนี้

ตามอาการ คือ ไขข้ออักเสบ และมีอาการพ่วงหลายอาการเกิดขึ้นพร้อมๆกัน เป็นอาการรวมซึ่งเรียกว่า SJOGREN’s SYNDROME (อ่านว่า โซเกร็นส์ ซินโดรม)

แต่เอ! นึกให้ดีๆ และละเอียดหน่อยนะ คนที่มีอาการรวมแบบซินโดรมชนิดนี้ มักจะมีอาการไขข้ออักเสบแบบลูมัสรวมอยู่ด้วย แต่เราไม่เคยเป็นลูมัสหรือ SLE เพราะคนที่เป็นแบบนี้ มักจะเป็นผู้ที่ I.S. หรือ IMMUNE SYSTEM ต่ำมานาน

ลองพิจารณาดูใหม่ ระยะเกือบปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดกับตัวผมเอง ทำให้ I.S. ต่ำ และในขณะเดียวกัน เหตุการณ์ตอนน้ำท่วมเป็นเหตุการณ์เสริม ทำให้ I.S. ยิ่งตกต่ำเลวมากขึ้น

และก็นึกถึงเหตุการณ์เสริมหรือจะเรียกว่าเป็นแฟ็กเตอร์เสริมเล็ก ๆ น้อย ๆ อีก นั่นก็คือ ผัดมะเขือยาว-มะเขือม่วงจานใหญ่ที่คลุกข้าวกินจนพุงกางนั่นปะไร

จากมะเขือยาว-มะเขือม่วงก็มองย้อนไปถึงผักประเภทเป็นลูกเป็นผลที่กินประจำและกินมากตลอดเวลาเดือนกว่าที่ผ่านมานั่นไงล่ะ

ผักพวกเป็นผลเป็นลูกเหล่านั้น รวมทั้งพริกชนิดต่าง ๆ เป็นพืชอยู่ในตระกูลถั่ว ที่เราเรียกว่า ตระกูล NIGHT SHADE พืชตระกูลนี้มีสารที่ทำให้บางคนเกิดอาการแพ้ และอาการแพ้นั้น อาการโดยตรงก็คือ จะเกิดอาการปวดข้อ ปวดเข่า ปวดเท้าเหมือนกับที่ผมเป็นตอนน้ำท่วมไม่มีผิด

และถ้าช่วงเวลาที่เป็นมาตรงกับเวลาที่จิตใจค่อนข้างเครียด I.S. ก็จะตก อาการต่างๆก็จะรวม ทำให้รู้สึกว่าอาการป่วยเล็กน้อยนั้น กลายเป็นอาการป่วยหนักขึ้นมาได้

สารที่เกิดจากพืชตระกูล NIGHT SHADE นี้ มีสารเป็นพิษที่เรียกว่า SOLANINE ซึ่งอยู่ในตระกูลสารเป็นพิษใหญ่หรือกลุ่มใหญ่ SOLANACEAE (อ่านว่าโซลานาแซ)

สารกลุ่มนี้ บางตัวกลิ่นเหม็นมาก เขาเอาไปทำยาฆ่าปลวก ฆ่ามอด เวลามาทาบ้านจะเหม็นไปหมดทั้งบ้านเลย นึกออกไหมครับ เวลาเขาเอายาฆ่าปลวกมาทาหรือมาพ่น เราจะทนกลิ่นไม่ค่อยได้

แต่อย่าเพิ่งตกใจ บางท่านอาจจะนึกว่า ต่อไปนี้ ฉันก็คงจะกินผักพวกไนต์เชดนี่ไม่ได้แล้วกระมัง (น่าเสียดายเพราะกินจิ้มน้ำพริกแกล้มปลาทูอร่อยจะตาย)

ไม่ต้องตกใจนะครับ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะแพ้สารจากพืชผักเหล่านี้ เป็นบางคนเท่านั้นที่จะแพ้

แต่ผมอดเป็นห่วงพวกชาวบ้านของเราไม่ได้ บางท่านแถวอีสาน ชอบกินกันเหลือเกิน

ไม่เป็นไรครับ ฉบับหน้าบอกวิธีแก้และป้องกันได้.

***********

คราวนี้ขอคุยกันละเอียดเรื่องพืชประเภท NIGHTSHADES นะครับ

มีพืชประเภทเป็นหัวและเป็นฝักอีกมากมาย ซึ่งมีสาร SOLANINE อยู่ในตัว และถ้าศึกษากันจริง ๆ จะพบเรื่องน่าตกใจหลายอย่าง เพราะพืชประเภท NIGHTSHADES ที่เรากล่าวถึงขณะนี้ คนไทยเรากินกันเป็นประจำ โดยเฉพาะกลุ่มชาวอีสาน หรือกลุ่มชาวไร่ชาวนาที่ชอบปลูกผักกินกันเอง

แม้แต่ตัวผมเองซึ่งไม่ใช่ชาวไร่ชาวนา แต่ เพราะความจำเป็นตอนน้ำท่วม ไม่มีผักชนิดเป็นใบกิน ก็เลยต้องกินผักประเภท NIGHTSHADES ซึ่งเป็นลูกเป็นผล และเป็นฝักกันอย่างขนานใหญ่นี่แหละครับ

ผลก็คือเจ็บปวดไปหมดทั้งตัว ขณะเขียนต้นฉบับอยู่นี้ (ผมใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น) ยังมือแข็ง เขียนไปๆก็ต้องหยุดพักนวดมือตั้งหลายหน

ปวดกันจริง ๆ ขนาดนั้นเลยแหละครับ

มาดูตัวอย่างพวกมะเขือ-แตงกวา-ผักอย่างเป็นฝักดูก่อน

มะเขือเปราะลูกอ่อน ๆ ใช้นิ้วบีบแตกดังเป๊าะ อย่างนี้จิ้มน้ำพริก จิ้มหลน หรือปลาเจ่า อร่อยจริงๆครับ ยิ่งตอนน้ำท่วม ลงทุนซื้อจ่ายสตางค์แพงกว่าเดิมหลายเท่า เก็บตุนไว้ในตู้เย็น นอกจากจะจิ้มน้ำพริกต่างชนิดแล้ว วันไหนขยันขันแข็งขึ้นมา ทำแกงเผ็ด (น้ำเต้าหู้นะครับ อย่าใช้กะทิ) พอแกงเดือดก็เอามะเขือเปราะผ่าสี่ใส่ลงไป

แกงเผ็ดใส่ลูกชิ้นปลาและมะเขือ คลุกข้าวกินได้หลายวันครับ อร่อยแหงนดูฟ้า ขอบคุณเทวดาเป็นการใหญ่ที่บันดาลให้คิดทำของอร่อยๆกินได้

แต่สามวันเท่านั้น มันปวดน่องเป็นตะคริว ปวดส้นเท้าตรงเอ็นร้อยหวาย เดินไม่ได้ไป หลายวันเลยครับ

เพราะเจ้าโซลานินในมะเขือนี่แหละครับ มันสะสมกันหลายวัน ผสมกับอาหารประเภทคอเลสเทอรอลเลว ๆ  LDL เกาะกันเป็นก้อน ตรงไหนเป็นข้อต่อ มันก็รวมกลุ่มเกาะกันตรงนั้น ยิ่งตรงร้อยหวายแล้ว เจ็บปวดไปทั้งขา น้ำตาไหลก็ไม่ได้ ต้องทนไว้ มิฉะนั้นเสียฟอร์มพระเอกแก่ๆพุงพลุ้ยหมด

แล้วมะเขือเปราะอย่างเดียวหรือที่มีแต่สารโซลานินจากกลุ่มพืชไนท์เชดส์

ไม่ใช่มะเขือเปราะอย่างเดียวครับ มะเขือทุกชนิดแหละครับใช่ทั้งนั้นเลย

เวลาทำน้ำพริกกะปิ มันอร่อยตรงไหนรู้ไหมครับ อร่อยตรงใส่มะอึก ลูกเป็นขนๆนั่นแหละ ใส่มะอึกลงไปในน้ำพริก เอาสากตำเบาๆพอแหลก น้ำพริกจะหอมขึ้น เปลือกมะอึกก็กรอบ ๆ ออกหวานนิด ๆ อร่อยครับ

นั่นแหละ อาการของข้อต่ออักเสบถามหา จนตอบอะไรไม่ทัน ได้แต่ร้องโอย ๆ เพราะความปวดเนื่องมาจากความตะกละเท่านั้นเอง

แล้วมะเขืออื่น ๆ ที่มีเจ้าสารแบบน้ำยาทากันปลวกนี่มีอีกไหมครับ

มีอีกมากมายหลายตัว

มะเขือเทศก็ใช่ มะเขือยาวก็ใช่ มะเขือม่วงก็ใช่ แม้แต่แตงกวาหวานกรอบ เอามาจิ้มน้ำพริกก็อร่อย ยำกับกุ้งแห้งป่น ใส่พริกขี้หนู บีบมะนาวหน่อย อร่อยเหาะก็เถอะ เป็นกลุ่มไนท์เชดส์นี่เหมือนกัน

พูดถึงยำแตงกวาใส่พริกขี้หนู ก็ต้องรำพึงรำพันด้วยความเสียดาย (ไม่ต้องถึงกับตีอกชกตัวหรอกครับ เดี๋ยวจะระบมนมเกิดเจ็บปวดอีกแบบหนึ่งขึ้นมาอีก) แตงกวาก็อยู่ในกลุ่มไนท์เชดส์ พูดถึงพริกขี้หนู ซึ่งจริงๆแล้ว พริกทุกชนิดแหละครับ  พริกชี้ฟ้า  พริกหยวก  พริกตุ้ม  พริกหวาน (ไม่เห็นหวานสักหน่อย เหม็นเขียวจะตาย) นี่อยู่ในตระกูลไนท์เชดส์ทั้งนั้นเลย

นี่แหละครับ ผมถึงสงสารพี่น้องชาวอีสานของเราเหลือเกิน บางบ้านข้าวเหนียวปั้นเปล่าๆ จิ้มปลาร้า ใส่พริกป่นเต็มถ้วย กินได้กินดี

กินจนตาแฉะฝ้าฟาง กลายเป็นตามืดตามัว เป็นโรคประจำตัว มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย

มีพริก มีมะเขือเท่านั้นหรือครับ?

ยังครับ ยังมีอีกมากมาย บวบก็ใช่ บวบ เหลี่ยม บวบกลม บวบยาว บวบหัวงูเหล่านี้ใช่ทั้งนั้น

แถมอะไรอีกดี ก็นั่นไง พูดถึงแตงกวาหยกๆ พี่น้องกับแตงกวา ก็มีแตงไทย แตงร้าน แม้แต่แตงโมเหลือง แตงโมแดงก็ใช่ทั้งนั้น

แต่แตงโม แตงโมเหลืองเหล่านี้พิษสงค่อยยังชั่วกว่าพืชไนท์เชดส์อื่นๆ เพราะในเนื้อแตงโมมีน้ำมาก เจ้าสารโซลานินนี้ก็เลยเจือจางไป

เหนื่อยไหมครับ ที่ผมบรรยายมานี่ มีแต่อาหารหรือพืชที่คุณชอบแทบทั้งนั้น คำถาม ก็คือว่า แล้วจริง ๆ สารตัวที่ว่านี้คืออะไรแน่ และอะไรเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงว่ามันคือพืชจำพวกไนท์เชดส์

ตอบคำถามข้อหลังก่อน พืชจำพวกไนท์เชดส์นี่ให้ดูที่เปลือก ที่ก้าน และที่หัวจุกติดกับก้านของมัน

ที่ก้านตรงหัวจะมีขน ที่จุกก็จะมีขนเหมือนกัน ต่อจากก้านมาที่จุก จะมีหัวจุกแผ่นบาง ๆ เป็นแฉกเกาะอยู่ ตรงนี้ก็มีขนบาง ๆ เกาะอยู่เช่นกัน

ว่ากันว่าตรงขั้วแฉกที่เป็นของเหล่านี้แหละที่เป็นต้นตอขับสารโซลานิน ออกมา เมื่อขับออกมา แล้วมันก็จะหมุนเวียนไปทั่วลูกและผล หรือตามความยาว ความกว้างของตัวพืช

พี่น้องชาวบ้านของเราชอบกินดิบ ๆ เพราะมันทั้งกรอบและมีรสมัน บางทีก็มีหวานนิดๆ เข้าใจว่าถ้าเราไม่กินดิบ แต่ต้มหรือทำให้สุกเสียก่อน สารโซลานินจะลดลงบ้าง

แต่เรามีนิสัยติดความอร่อยครับ กินอะไรก็ได้ ขอให้อร่อยไว้ก่อน โทษของมันไม่ค่อยนึกถึงกันเลย เราจึงมักจะเจอสารโซลานินเข้าเต็มที่

เอาละครับ น่าจะมาถึงคำถามสุดท้ายว่า แล้วเจ้าพวกพืชที่ยกตัวอย่างมาเยอะแยะนี้หมดหรือยัง มีพืชอย่างอื่นอีกไหมที่จะต้องระวัง

ก็ต้องใช้วิธีอ้างตำราแล้วแหละครับ ตามตำราพฤกษศาสตร์กล่าวไว้ว่า พืชต่างๆที่จัดว่าเป็นพวกไนท์เชดส์นั้น มีอยู่ด้วยกันกว่า 1,700 ชนิด

กลุ่มกว่า 1,700 ชนิดนี้ มีทั้งพวกพืชสมุนไพร แถมยังต้นไม้อีกหลายชนิดที่มีขนที่ใบ ขนที่ก้าน และไม่ใช่แต่เป็นพืชบนดินอย่างเดียว ผลที่อยู่ใต้ดินก็ยังอุตส่าห์ไปเข้าพวกไนท์เชดส์กับเขาด้วย

อะไรเสียอีกเล่า ก็มันฝรั่งของโปรดของผมนั่นอย่างไรเล่า เข้าสูตรเกี่ยวกับน้ำท่วมที่ผมบ่นไว้แต่แรกนั่นไงละครับ

เพราะฉะนั้นก็เกี่ยวกับพืชชนิดหัว-ผล-ลูก และฝัก ทั้งบนดินและใต้ดินนี่แหละครับ ที่เขาเหลือไว้บนชั้นผักให้ผมกิน ชนิดใบ ๆ กรอบ ๆ หอม ๆ คุณพ่อค้า แม่ค้ามือไวท่านเหมาไปหมด เหลือแต่พวกไนท์เชดส์ไว้ให้ผมกินคนเดียว

ทีนี้มาพูดถึงโทษของมันเสียหน่อย กลุ่มแพทย์ของอเมริกา ซึ่งมีนายแพทย์เจย์สัน เทโอดอร์ช– เกิส แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์อริโซนา และกลุ่มนักโภชนาการได้ทำการทดลองกินอาหารพวกพืชจำพวกไนท์เชดส์นี้ และยืนยันกันอย่างหนักแน่นว่า การกินพืชประเภทไนท์เชดส์ไม่มีอันตรายตามคำร่ำลือ

ก็คงถูกต้องตามคำบอกเล่าของท่านเหล่านี้ แต่จากการติดตามศึกษาดูสภาพการกินแบบของไทยเรา ได้พบความจริงอย่างหนึ่งว่า การกินพืชพวกไนท์เชดส์ของคนไทยนั้นกินมากกว่าฝรั่งมากมาย และเราชอบกินกันดิบๆ เพราะรสชาติอร่อยกว่ากินสุก

ฉะนั้น ฉบับหน้าจะอธิบายให้ทราบว่า การกินพืชผักประเภทนี้ กินอย่างไรจึงจะไม่มีอันตราย และถ้ากินมากจนเกิดอาการข้อต่ออักเสบแล้ว จะแก้ไขหรือป้องกันอย่างไร

***********

ตอนนี้เป็นตอนสำคัญเกี่ยวกับอาหารพวกผักและพืชประเภทไนท์เชดส์ (NIGHT-SHADES) ที่ได้ทิ้งท้ายไว้เมื่ออาทิตย์ก่อนแล้วละครับ

การทิ้งท้ายไว้แบบอาทิตย์ก่อนทำให้เกิดปัญหาซึ่งจะต้องตอบและต้องแก้ว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้เรากินพวกผักประเภทมะเขือ– แตงกวา ฯลฯ แล้วจะเป็นโทษแก่ตัวเราจริงหรือเปล่า?”

ถ้าใช้สำนวนแบบเจ้าฉ่อยที่ถามตอบกับนายสาทิสเมื่อ 4-5 ฉบับที่แล้วมา ก็คงต้องถามกันแบบนักเลงว่า

“แล้วเอ็งจะให้ข้าเชื่อใคร (วะ)?”

ใจเย็น ๆ คุณพี่ ผมมีคำตอบอย่างสวย งามให้คุณพี่เลือกใช้ครับ

1.ถ้าจะตอบตามแบบการทดสอบของกลุ่มนายแพทย์ทีโอดอร์ซาดิส แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์อริโซนา ก็ต้องบอกว่า “อย่าไปเชื่อมันกิน เข้าไปเถอะ ผักพวกไนท์เชดส์นี้ไม่มีอันตรายอะไรเลย”

2.ถ้าเอาตามแบบอาจารย์นายแพทย์เจมส์ บัลช์ แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์อินเดียนา (อาจารย์ท่านนี้ผมรักและนับถือท่านมาก) ท่านก็จะบอกว่า “ระวังให้ดี ถ้าคุณเป็นคนที่แพ้สารโซลานินในพืชกลุ่มไนท์เชดส์ ต้องระวังว่าคุณจะป่วย มีอาการของข้อต่ออักเสบอย่างแรง (ACUTE ARTHRITIS)”

3.ถ้าตอบตามแบบฉบับของนายสาทิส ก็ ต้องตอบว่า “ต้องดูที่สภาพของร่างกายและวิธีที่คุณกินผักพวกนี้ด้วย ถ้าระวังตัวให้ดี กินเข้าไปเถอะครับ ไม่เป็นไร ถ้ากินผิดกาลเทศะ รับรองข้อต่อ อักเสบเล่นงานแน่ อย่างที่ผมกำลังเป็นจนเดินเกือบไม่ได้อยู่นี่แหละ”

เอาละครับ ทีนี้เรามาดูรายละเอียดและพื้นฐานของการทดสอบของแต่ละคนว่า ลักษณะของการตรวจสอบนั้นเป็นอย่างไร

การทดสอบของอาจารย์ทีโอดอร์ซาดิสนั้น เป็นการสอบถามจากคนไข้หลาย ๆ ท่านว่า กิน พวกพืชไนท์เชดส์เหล่านี้เข้าไปแล้ว มีอาการอย่างไร หรือเปล่า

การทดสอบแบบนี้ไม่ได้ทำกันอย่างจริงจัง และคนไข้หลายคนของท่านอาจจะเป็นคนไข้ประเภทที่ไม่ชอบกินผักหรือพืชประเภทไนท์เชดส์ พิษสงของเจ้าสารโซลานินยังไม่สะสมในร่างกายมากนัก โทษของมันจึงยังไม่ปรากฏให้เห็น

แต่จากการทดสอบของอาจารย์บัลช์นั้นทำกันอย่างจริงจังมากกว่านักโภชนาการตามแนวทางวิทยาศาสตร์ทางอาหาร ซึ่งอยู่ในกลุ่มของท่านไปศึกษาการบริโภคอาหารทางภาคใต้ของอเมริกา และเลยไปถึงอเมริกาใต้อย่างเม็กซิโกและเปรู ซึ่งบริโภคอาหารประเภทไนท์เชดส์กันมาก เช่น อาหารพวกมันฝรั่ง, มันเทศ, มันสำปะหลัง เป็นต้น

ได้พบว่าพวกที่ชอบบริโภคพืชกลุ่มไนท์เชดส์เหล่านี้ มีอาการข้อต่ออักเสบ เป็นปริมาณมากกว่า 50%

ข้อสังเกตที่น่าสนใจอีกข้อหนึ่งก็คือ กลุ่มผู้บริโภคพืชประเภทไนท์เชดส์มากนี้ เป็นผู้ที่มีฐานะยากจน

(อาหารอะไรที่เสาะหาได้ง่ายและมีมวลหรือเนื้อมากๆ ผักจะมีราคาถูกกว่าอาหารประเภทเนื้อสัตว์)

ทีนี้ก็มาถึงข้อสังเกตของนายสาทิสแล้วแหละครับว่า จะว่ากันอย่างไร?

ผมคิดว่าถ้าเรารู้จักวิธีกินผักพวกไนท์-เชดส์จะไม่มีอันตรายอะไรเลย แต่ถ้ากินอย่างลวก ๆ หรือกินผิดกาลเทศะ จะเกิดโทษอย่างมากมาย ลองดูตามลักษณะและวิธีกินของผมตอนนั้นดูนะครับ

ผมเป็นคนชอบกินผัก แต่ตอนที่เกิดอาการข้อต่ออักเสบขึ้นมา เป็นช่วงเวลาที่ผมเพิ่งฟื้นไข้จากการผ่าตัดใหม่ๆ

นั่นคือแฟคเตอร์ข้อหนึ่งล่ะ แปลว่าตอนนั้นร่างกายผมอ่อนแอมาก ๆ  I.S. หรือ IMMUNE SYSTEM อยู่ในระดับต่ำเกือบถึงศูนย์

อีกข้อหนึ่งพอร่างกายเริ่มฟื้นกินอาหารได้ก็ถึงช่วงเวลาน้ำท่วมใหญ่พอดี ผมอยู่คนเดียวต้องทำอาหารกินเองอย่างที่เล่าให้ฟังแล้ว ไปตลาดหรือซุปเปอร์มาร์เกตหาซื้อผักใบ ๆ จะมาทำอาหารไม่มีเหลือเลย มีแต่พืชประเภทเป็นลูก ๆ เช่น มะเขือ แตงกวา บวบ พวกนี้เท่านั้น หมายความว่าต้องกินผักประเภทไนท์เชดส์เป็นหลักและเป็นเวลานานอยู่ทุกวันเลยแหละครับ

จากเหตุผลสองประการ รวมทั้งการที่ขาดการปฏิบัติตัวที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่ง คือ การออกกำลังกาย ผมชอบเล่นเทนนิสมากและต้องออกกำลังกายแบบหนัก ๆ แทบทุกวัน

เมื่อไม่ได้ออกกำลังกายเป็นเดือนๆ การหมุน เวียนของระบบต่างๆในร่างกาย (METABOLISM) ก็เลวลง เหมือนรถยนต์จอดทิ้งไว้นานๆ สนิมขึ้น สตาร์ตเครื่องเท่าไหร่ก็ไม่ติดนั่นแหละครับ

ข้อแนะนำของผมเกี่ยวกับพืชไนท์เชดส์จึงมีดังต่อไปนี้

1.พืชผักประเภทไนท์เชดส์ เป็นพืชผักที่ดีในด้านโภชนาการ มีทั้งวิตามิน-แร่ธาตุ และบางประเภทก็ยังมีโปรตีน แถมอยู่ในนั้นด้วย อย่างเช่น มันฝรั่ง มันไข่ มันเทศ เป็นต้น

ฉะนั้นเลือกกินพวกผักหลาย ๆ อย่างคละกันไป อย่ากินแต่ผักประเภทไนท์เชดส์อย่างเดียว (เพราะมันอร่อย)

2.อย่ากินชนิดสด ๆ แต่ให้สลับกันสด ๆ บ้าง สุก ๆ บ้าง (ต้ม-ผัด) บ้าง

3.ให้ดูสภาพของร่างกาย  ถ้ากำลังป่วย  หรือเพิ่งฟื้นไข้ หรือแน่ใจว่า IMMUNE SYSTEM กำลังตกต่ำ งดพวกอาหารไนท์เชดส์เสียเลยจะดีกว่า

4.ถ้าคิดว่าเริ่มมีอาการของข้อต่ออักเสบ นอกจากจะหยุดกินอาหารประเภทไนท์เชดส์แล้ว ให้ใช้วิธีกำจัดท็อกซินออกจากร่างกาย เช่น ทำดีทอกซ์ คุมอาหาร (ใช้สูตรอาหารชีวจิตนั่นแหละ) และออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ

เราแนะนำให้กินวิตามินกลุ่มแอนตี้ออกซิแดนต์ (วิตามิน A, C, D, E อย่างละ 1 เม็ด ต่อวัน 2 อาทิตย์ แถมด้วย NIACIN (500 mg.) และ ZINC อย่างละ 1 เม็ดด้วย

เรื่องการรักษาและดูแลอาการข้อต่ออักเสบนี้อย่าทำเล่น ๆ นะครับ ต้องทำกันจริง ๆ เพราะเคยปรากฏรายงานจากกลุ่มของอาจารย์บัลช์ว่า บางคนมีอาการข้อต่ออักเสบอ่อนๆ แต่ปล่อยไว้นานไม่ดูแลตัวเองให้ดี  เลยกลายเป็นโรคลูปัส (SLE) ขึ้นมาก็ยังมีเลยครับ

ฉะนั้นอย่าทำเล่นๆ  ขอเตือนว่า โรคข้อต่ออักเสบไม่ใช่โรคร้ายแรง  แต่ปล่อยให้มันลุกลาม ในไม่ช้าชีวิตต่อไป โดย เฉพาะเมื่ออายุมากแล้ว จะทรมานมากเลยครับ

แก่อย่างยากจนแต่มีสง่าราศี ดีกว่าแก่อย่างเศรษฐีแต่เดินไม่ได้นะครับ

***********

ข้อสรุปเกี่ยวกับผักและพืชประเภทไนท์เชดส์ขณะนี้ก็คือ ถ้าคุณกินผักประเภทนี้แต่อย่างเดียวโดยไม่กินผักหรือพืชอย่างอื่นด้วย คุณก็มีโอกาสที่สารโซลานินจะสะสมอยู่ในร่างกายมากๆ และเมื่อถึงระยะหนึ่งที่ร่างกายของคุณอ่อนแอ (I.S. ในร่างกายต่ำ) อาการข้อต่ออักเสบหรือ ARTHRITIS ก็จะลุกลามกำเริบทันที

ที่ผมเป็นห่วงมากๆอย่างที่ได้พูดไว้ในไทยรัฐของเราฉบับก่อนๆ ก็คือ ชาวไร่หรือชาวบ้านทั่วๆไปที่ท่านชอบปลูกสวนครัวในบ้าน หรือปลูกผักริมรั้ว เช่น บวบ มะเขือต่างๆ เหล่านี้ ท่านมักจะไม่มีโอกาสได้กินผักแพง ๆ เช่น บรอกโคลี ดอกกะหล่ำ ผักกาดแก้ว ฯลฯ เหล่านี้ ท่านก็จะกินแต่ผักปลูกง่าย ๆ ในสวนครัว หรือผักริมรั้วเป็นประจำเท่านั้น

นอกจากจะปลูกง่าย เก็บง่ายแล้ว ผักพวกไนท์เชดส์เหล่านี้ กินสด ๆ รสหวานกรอบ อร่อยมาก มีน้ำพริกถ้วยเดียว ท่านก็กินข้าวทุกมื้อได้เต็มอิ่ม

และก็คงจะเห็นนะครับ คุณน้า คุณป้า คุณยายเหล่านี้ ท่านจะบ่นปวดข้อ ปวดเข่า ปวดหลัง ปวดเอวเป็นประจำ ถ้าท่านเกิดมีอาการข้อต่ออักเสบชนิดอื่น ๆ เช่น กรดยูริกสูง คอเลสเทอรอลสูง แคลเซียมเกาะตามข้อต่อเป็นก้อน เป็นแผ่น อย่างที่ชาวบ้านชอบเรียกกันว่า กระดูกงอก อาการปวดทั้งตัวก็จะเพิ่มมากขึ้น

ถ้าไปถามท่านว่า ท่านทราบไหมว่า เป็นอย่างนี้เพราะอะไร ท่านก็จะตอบว่า อายุมากแล้ว แก่แล้ว มันก็ต้องเป็นไปตามอายุอย่างนี้แหละ

ฉะนั้น ถ้าใครมีญาติหรือคนรู้จักที่ทำท่าว่าจะมีอาการอย่างนี้ ช่วยบอกท่านให้ท่านป้องกันและแก้ไขไว้ก่อน โดยแนะนำเรื่องอาหารให้กินให้ถูกส่วน และให้รู้จักผักประเภทไนท์เชดส์ว่า มีประโยชน์และมีโทษอย่างไร

อย่างนี้จะเป็นการป้องกันและแก้ไขง่าย ๆ ช่วยให้คนปวดหลัง ปวดเอวลดลงได้ไม่น้อยเลย

ข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งซึ่งอยากจะเตือนก็คือ คุณน้า คุณป้าเหล่านี้ เมื่อมีอาการปวดขึ้นมา ท่านมักจะชอบไปซื้อยาแก้ปวดมากินเอง

ยาแก้ปวดรักษาโรคข้อต่ออักเสบ หรือ ARTHRITIS ไม่ได้หรอกครับ เมื่อกินยาแก้ปวด อาการปวดจะทุเลาไปได้สัก 2-3 วัน แล้วก็ปวดอีก ปวดแล้วปวดอีกอย่างนี้จะทำอย่างไรดี

ท่านก็มักจะไปซื้อยาแก้ปวดมากินเป็นประจำ ไม่ช้าก็เกิด “โรคตาม” คือ ปวดท้อง ปวดกระเพาะ ลำไส้ เป็นโรคกระเพาะเพิ่มขึ้นมาอีก

ถ้าเป็นอย่างนี้ชีวิตบั้นปลายจะไม่กลายเป็นชีวิตที่ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างน่าสังเวชเหลือเกิน หรือครับ?

ถึงตอนนี้ผมก็อยากจะคุยถึงเรื่องโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ สักนิด เคยไปบรรยายตามที่ต่างๆหลายสิบครั้งแล้ว แต่ยังไม่เคยเอามาเขียนให้แฟนๆ ชีวจิตท่านอ่านเป็นเรื่องเป็นราวสักทีเลย

จากการที่ได้ก่อตั้ง “ชีวจิต” ในเมืองไทยมาถึง 27 ปี ได้แนะนำและช่วยดูแลคนป่วยประเภทต่างๆมามากมายพอสมควร ผมพอจะสรุปความรู้สึกของคนไทยเกี่ยวกับการเจ็บป่วยได้ดังนี้

ผมคิดว่าคนไทยแทบทั้งหมดเชื่อว่า เมื่อเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา จะหายจากการเจ็บป่วยได้ ก็ต้องใช้ยารักษาเท่านั้น เมื่อป่วยก็ต้องมียา คนไทยเชื่อกันอย่างนั้น

ตอนนี้ผมอยากจะสร้างคติใหม่ขึ้นมา “โรคทุกโรค ไม่ได้รักษาได้ด้วยยา เพราะโรคบางโรคไม่มียารักษา”

ผมเคยให้ความรู้แก่พวกเพื่อนๆ ชีวจิต โดยแบ่งโรคภัยไข้เจ็บออกเป็นสองกลุ่ม ใช้ภาษาง่ายๆว่า “โรคซึ่งเป็นโรค” กับ “โรคซึ่งไม่ใช่โรค”

โรคซึ่งเป็นโรค” หมายความว่า เป็นโรคซึ่งมีเชื้อโรคเข้ามาอยู่ในตัวเรา เราจึงป่วย

โรคซึ่งไม่ใช่โรค” หมายถึง โรคซึ่งไม่มีเชื้อโรคเข้ามาในตัวเรา แต่ทั้งๆ ที่ไม่มีเชื้อโรคนี่แหละ เราก็ป่วยได้

ขอสรุปสั้นๆตรงนี้ก่อนว่า “โรคซึ่งเป็นโรคนี้ มียารักษา”

แต่ “โรคซึ่งไม่ใช่โรค ไม่มียารักษา”

หลังจากสรุปสั้นๆแล้ว เราก็จะพูดถึงรายละเอียดของโรคสองกลุ่มนี้ต่อไป

ต้องพูดกันยาวเลยทีเดียวแหละครับ

ผมจึงขอให้แฟนๆชีวจิต (แฟนแท้) กรุณาย้อนไปอ่านคติใหม่ที่ผมเสนอไว้ข้างต้นนี้อีกที เพราะคติใหม่ที่ว่านี้ฟังดูง่ายเกินไป หลายท่านอ่านเพียงพอผ่านสายตาแล้วก็ไม่ได้คิดตาม จึงขอให้กลับไปอ่านย้อนต้นอีกครั้ง

ต่อไปนี้ผมขออนุญาตอธิบายถึง “โรคซึ่งเป็นโรค” เสียก่อน ขอโทษล่วงหน้าว่า ต้องเอาภาษาวิชาการมาใช้อธิบายด้วย

โรคซึ่งเป็นโรค” นี้ หมายความว่า เป็นโรคซึ่งมีเชื้อโรคชนิดต่าง ๆ เข้ามาอยู่ในตัวเรา เราจึงป่วย

เชื้อโรคมีหลายพันหลายหมื่นตัว ต่อไปอาจจะมีเป็นแสนๆล้านๆก็ได้ เพราะเชื้อเหล่านี้ เกิดใหม่ได้ ผสมพันธุ์ใหม่ขึ้นมาอีกมากมาย

ในด้านการแพทย์เราศึกษาค้นพบเชื้อโรคเหล่านี้ แล้วเราก็เอาเชื้อไปเพาะในห้องทดลอง ทดสอบดูชีวิตของมัน เกิดอย่างไร โตและขยายต่อไปอย่างไร

แล้วเราก็คิดค้นคว้าหายามาฆ่าเชื้อแต่ละชนิดนั้น เราก็จัดยาฆ่าเชื้อแต่ละชนิดไว้เป็นหมวดหมู่ เมื่อพบว่าเราป่วยเพราะเชื้อชนิดใด เราก็เอายามาฆ่าเชื้อโรคชนิดนั้น

โรคซึ่งเป็นโรคนี้” จึงรักษาได้ด้วยยา

เพื่อความเข้าใจง่ายๆ ผมจะขอลองยกตัวอย่างกลุ่มของ “โรคซึ่งเป็นโรค” นี้ มาสัก 6 กลุ่ม เป็นตัวอย่างซึ่งจะทำให้คุณรู้จัก “โรคซึ่งเป็นโรค” นี้ได้ดีขึ้น

1. กลุ่มเชื้อโรคแบคทีเรีย (BACTERIA) กลุ่มนี้มีเชื้อโรคมากมายหลายร้อยหลายพันตัวทีเดียวครับ

2. กลุ่มเชื้อโรคไวรัส (VIRUS)

3. กลุ่มเชื้อโรคโปรโตซัว (PROTOZOA) กลุ่มนี้ เราไม่ค่อยจะได้ยินและไม่รู้จักดีนัก แต่มันคือ เชื้อโรคประเภทเซลส์เดี่ยว อย่างเชื้อมาลาเรียหรือไข้จับสั่น เป็นต้น

4. กลุ่มพวกพยาธิ (PARASITE) พวกพยาธินี้ มีตัวมีตนเห็นชัด เข้ามาอาศัยอยู่ในตัวเรา เช่น พยาธิตัวกลม พยาธิเส้นด้าย พยาธิตัวตืด พยาธิใบไม้ เหล่านี้ เป็นต้น

5. กลุ่มพวกเชื้อรา (FUNGUS) กลุ่มนี้พวกเรารู้จักกันดี เช่น กลาก เกลื้อน หรือเชื้อราในร่มผ้า ที่เรียกกันว่า เม็นส์ขาว เป็นต้น

6. กลุ่มพวกเชื้อผสมพันธุ์ (CHLAMYDIA) พวกนี้เป็นเชื้อพันธุ์ใหม่ซึ่งทำให้พวกแพทย์ปวดหัวกันมาก เพราะมันเป็นพวกเชื้อโรคต่างพันธุ์มาผสมกันเอง อย่างเชื้อแบคทีเรียผสมกับไวรัส เกิดเป็นเชื้อพันธุ์ใหม่ เช่น หวัดนก หวัดหมู เป็นต้น

เอาละครับ เพิ่งเริ่มต้นเพียงเท่านี้ ปรากฏว่าเพื่อนๆชีวจิตหลายท่านเริ่มมึนหัว ตาหูลายกันขึ้นมาแล้ว ฉะนั้นเอาเบาๆไว้แค่นี้ก่อน

เรื่อง “โรคซึ่งเป็นโรค” กับ “โรคซึ่งไม่ใช่โรค” นี้สำคัญมากสำหรับท่านที่อยากจะเข้าใจว่า “เอ! ก็กินยาตั้งมากมายแล้ว แล้วทำไมมันจึงไม่หายสักที”

ขอให้ใจเย็นๆ อ่านเรื่องใหม่ที่ผมเขียนถึงวันนี้ช้าๆ แล้วค่อยๆติดตามที่ผมแนะนำไว้ ตอนต่อไปจะสำคัญมากครับ สำหรับเพื่อนๆที่อยาก

จะดูแลตัวเองให้สุขภาพดีขึ้น เป็นหนุ่มเป็นสาวมากขึ้น และอายุยืนมีความสุขทั้งกายและใจมากขึ้น

อย่าลืม เรื่องคอร์สสปาร์ตันนะครับ เราจัดคอร์สมาทุกปีจนเป็นประเพณีไปแล้ว ปีที่แล้ว

จัดไม่ได้เพราะน้ำท่วม แต่เดือนหน้านี้เราจัดใหม่แน่นอนแล้ว และมีสูตรใหม่ BMU

เกี่ยวกับการสร้างชีวิตใหม่  ท่านอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก ได้กรุณาให้คติทางธรรมะแก่พวกเราด้วย ได้ครบทั้งเรื่องกายและใจครับ

“เริ่มชีวิตใหม่ด้วย BMU” 16–19 กุมภาพันธ์ 2555 โทร. 0 –2422–9111 ต่อ 2108 หรือ 08–1376–8657.

*************

สาทิส อินทรกำแหง

ที่มา: ที่มา: ไทยรัฐ 15, 22, 29 มกราคม 2555

.

Related link:

.

LIST OF NIGHTSHADE VEGETABLES & FRUITS

Nightshade Vegetables: Should People With Arthritis Avoid Nightshade Foods?

‘นวด’ แก้ ‘ปวดข้อ-กล้ามเนื้อ’

‘นวด’ แก้ ‘ปวดข้อ-กล้ามเนื้อ’  

เวลามีอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือ ปวดข้อ คนส่วนใหญ่พากันไปใช้บริการแพทย์แผนปัจจุบัน บ้างก็ไปหาซื้อหยูกยาตามร้านขายยามา  รับประทาน แต่ก็มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่หันไป    ใช้บริการนวดแผนโบราณ ซึ่งนอกจากจะให้บริการนวดเพื่อผ่อนคลายแล้วยังมีการนวดเพื่อบำบัดรักษาอาการปวดอีกด้วย
เกี่ยวกับเรื่องนี้ “หมอโห้” นิเวศน์ บวรกุลวัฒน์ สำนักคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า อาการปวดที่ต้องนวดบำบัดรักษามี 2 ระบบด้วยกัน คือ

1.กล้ามเนื้อ บริเวณที่พบบ่อย คือ คอ บ่า ไหล่ หลัง

2.ข้อ บริเวณที่พบบ่อย คือ ต้นคอ ข้อไหล่ ข้อตะโพก ข้อเข่า และข้อเท้า

สาเหตุที่ทำให้คนเราปวด เจ็บ ขัด บริเวณ     ต่าง ๆ เป็นเพราะระบบการไหลเวียนโลหิตไม่ดี การนวดจะช่วยทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว สามารถรักษาอาการปวดให้หายขาดได้ แต่ก็สามารถกลับมาเป็นใหม่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีการดูสุขภาพ ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ไม่ยกของหนัก ไม่บิด หรือเอี้ยวตัว ไม่เปลี่ยนอิริยาบถแบบทันทีทันใด ไม่   นั่งทำงานท่าเดียวนาน ๆ ไม่นั่งเก้าอี้ที่ไม่สมดุล เบาะที่นั่งขับรถควรได้ระดับ ควรกินอาหารที่เป็นประโยชน์ หลีกเลี่ยงของหมักดอง เครื่องในสัตว์ หลีกเลี่ยง การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ที่สำคัญ คือ เวลามีอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดข้อ ไม่ควรบิด ดึง ดัด สลัด เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงตามมา

คนที่มาใช้บริการนวดแผนโบราณ   ส่วนใหญ่ ถ้าเป็นกรณีที่เพิ่งเริ่มเป็น คือ เพิ่งจะมีอาการปวด และเป็นไม่มาก จะใช้เวลาในการนวดเพียง 1-2 ครั้ง หรือบางคน 3-4 ครั้งอาการก็จะดีขึ้น แต่ถ้ามีอาการปวดเรื้อรังมา  นานเป็นเดือนหรือเป็นปี การนวดบำบัดรักษาก็   ต้องทำหลายครั้ง อย่างคนไข้บางคนมิใช่ว่าเพิ่ง     จะมีอาการปวด เขาอาจจะปวดมานานแล้ว แต่   มีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป พอปวดมากแล้ว  มานวด การนวดบำบัดรักษาก็ต้องใช้เวลา

ในการวินิจฉัยอาการปวด หมอนวดที่มีประสบการณ์จะ ทำการตรวจร่างกายคนไข้ก่อนการนวดบำบัดรักษา เช่น ให้   ก้ม เงยคอ ดูว่ามีความผิดปกติของกระดูกต้นคอหรือไม่ หรือ ถ้าปวดหลังก็จะดูความสั้นยาวของส้นเท้าด้วยว่าเท่ากันหรือ  ไม่ รวมทั้งดูกล้ามเนื้อหลังว่ามีความเย็น ความร้อน ความอ่อน ความตึงตัวของกล้ามเนื้อหลังหรือไม่ โดย หมอนวดที่มีประสบการณ์กดตามตัวก็จะรู้เลย  ว่ามีความผิดปกติตรงจุดไหน ซึ่งการกดลงไปตามร่างกายจะทำให้ทราบความตึงของกล้ามเนื้อ ถ้าปวดมากกล้ามเนื้อก็ตึงมาก เพราะมีการ     หดเกร็งกล้ามเนื้อ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี แต่ถ้ากล้ามเนื้ออักเสบอาการที่ปรากฏคือ บวม แดง ร้อน  สำหรับเวลาที่ใช้ในการนวดบำบัดรักษาแต่ละครั้ง จะใช้เวลาประมาณ 15-45 นาที เพราะถ้าใช้เวลามากกว่านั้นอาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือระบมอักเสบได้

ข้อแนะนำก่อนไปใช้บริการนวดแผนโบราณ คือ ห้ามรับประทานอาหารเป็นเวลา 1 ชม. ก่อนการนวด ไม่ควรอดนอน ไม่เป็นโรคหัวใจเพราะการนวดอาจไปกระตุ้นให้อาการกำเริบได้ ไม่เป็นโรคเรื้อรังเพราะอาจแพร่เชื้อได้ ไม่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ในขณะนวดความดันควรปกติ หากการนวดในขณะที่ความดันสูงอาจทำให้เกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตกได้ ขณะเดียวกันก็ไม่ควรมีไข้ เพราะในคนที่มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส อาจทำให้อาการไข้เป็นมากขึ้น.

ข้อมูลจาก :เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2552 ปีที่ 21 ฉบับที่ 786

Related Link: