โรคกระดูกพรุนและอาการปวดหลัง

dailynews131110_001ปัญหาโรคกระดูกพรุนคือ ภาวะที่ผู้ป่วยมีปริมาณความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง โครงสร้างภายในของกระดูกมีการเสื่อมสลายทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด กระดูกหักได้ง่ายมากขึ้นกว่าคนปกติโดยทั่วไปอาการแสดงของผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนมักจะมี 2 ระยะคือ

1. ในระยะเริ่มต้นที่มวลกระดูกเริ่มลดลงเรื่อยๆ ผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการอะไรเลย ส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นในผู้หญิงที่เริ่มหมดประจำเดือน และมีปัจจัยเสี่ยง ช่วงนี้สามารถตรวจสอบได้จากการวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกเท่านั้น

2. ในระยะที่กระดูกพรุนชนิดรุนแรง คือ มีกระดูกโปร่งบางมาก ร่วมกับมีกระดูกสันหลังหักยุบ หรือการเกิดกระดูกตะโพกหัก ซึ่งผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดหลัง หลังโก่งค่อม และสังเกตได้ว่าส่วนสูงของผู้ป่วยลดลง ในบางครั้งอาการปวดหลังอาจจะร้าวมาที่บริเวณหน้าอก หลังโก่ง ทานข้าวได้น้อยลง อืดท้องแน่นท้อง มักจะพบได้ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป บางครั้งอาจเกิดกระดูกหักที่ตำแหน่งบริเวณข้อมือ กระดูกหักง่าย ปวดเมื่อยตามร่างกาย เช่นในผู้ป่วยรายที่ผมจะยกตัวอย่างต่อไปนี้ครับ

 

ภาพของผู้ป่วยที่มีหลังโก่งเนื่องจากมีการยุบตัวของกระดูกสันหลัง นอกจากหลังโก่ง ผู้ป่วยยังมีอาการปวดหลัง ร่วมกับอาการปวดร้าวลงขา ลงน่องและชาบริเวณหลังเท้าร่วมด้วย

 

ภาพรังสี แสดงการยุบของกระดูกสันหลังหลายระดับ วิธีการดูคือจะสังเกตจากความสูงของกระดูกสันหลังเทียบกันในแต่ละระดับจะพบว่าส่วนของกระดูกสันหลังที่ยุบลงนั้นจะมีความสูงของกระดูกสันหลังลดลงเมื่อเทียบกับกระดูกสันหลังที่อยู่ติดกัน

 

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการเกิดโรคกระดูกพรุนได้แก่

- ประจำเดือนหมดไวกว่าปกติโดยเฉพาะก่อนอายุ 45 ปี

- มีโรคประจำตัวเช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคไทรอยด์เป็นพิษ

- ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นประจำในปริมาณมาก และต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ทั้งในการรักษาโรค หรือรับประทานเอง

- มีประวัติครอบครัวทางแม่เคยเป็นโรคกระดูกพรุน หรือเคยมีกระดูกตะโพกหักในครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวฝั่งของมารดา

- สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

- กระดูกหักง่ายหลังจากอายุ 40 ปี

 

สำหรับการป้องกันโรคกระดูกพรุนได้แก่

- ในวัยเด็ก วัยรุ่น ให้ดื่มนม ออกกำลังกายให้เหมาะสม

- หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเช่น การดื่มสุรา และการสูบบุหรี่

- ในวัยที่อายุมากกว่า 40 ปี ให้ได้รับปริมาณของแคลเซียมให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ซึ่งอาจรับประทานแคลเซียมชนิดเม็ดเช่น caltrate 600 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 1 เม็ด ก็จะเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย เนื่องจากมีการวิจัยพบว่าโดยเฉลี่ย คนไทยได้ปริมาณแคลเซียมจากอาหารประมาณ 300 – 400 มิลลิกรัม ซึ่งถ้าได้รับแคลเซียมเสริมเข้าไปก็จะทำให้เท่ากับปริมาณพอเพียงที่ร่างกายต้องการ

- ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 65 ปีแนะนำให้ไปตรวจวัดมวลกระดูกจากเครื่องใหญ่ที่เรียกว่า DEXA (Dual Energy absorptiometry) ซึ่งจะตรวจวัดมวลกระดูก 2 ตำแหน่งคือ ที่บริิเวณกระดูกสันหลังส่วนเอว และกระดูกตะโพก

- ในผู้หญิงที่หมดประจำเดือนร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงแนะนำให้ตรวจวัดมวลกระดูกได้เลย เพื่อประเมินสภาพของมวลกระดูกในขณะนั้นว่าเป็นอย่างไร

 

หลังจากที่เราตรวจวัดมวลกระดูกมาแล้ว ไม่ใช่ว่าเมื่อมวลกระดูกติดลบน้อยกว่า -2.5 จะมีความจำเป็นต้องทานยาป้องกันกระดูกพรุนทุกครั้ง ซึ่งมักจะทำให้เกิดการรักษาโรคกระดูกพรุนมากเกินความจำเป็น วัตถุประสงค์ของการให้ยารักษาโรคกระดูกพรุนคือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกระดูกหักในอนาคต หรือลดความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักในอนาคต ซึ่งเราจำเป็นต้องมีการคำนวณความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักในอนาคตของผู้ป่วยในแต่ละราย ซึ่งเราสามารถเข้าไปประเมินความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักในแต่ละบุคคลได้ใน http://www.shef.ac.uk/FRAX/tool.aspx?country=57 ซึ่งเป็นเครื่องมือประเมินความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักจากองค์การอนามัยโลก ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานของคนไทย ซึ่งจะช่วยทำให้ท่านสามารถประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักในแต่ละบุคคลได้ ดังนั้นการตัดสินใจพิจารณาในการให้ยารักษาโรคกระดูกพรุน เราจะพิจารณาจากความเสี่ยงในการที่จะเกิดกระดูกหักภายใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งถ้าคำนวณออกมาแล้วพบว่า

1. กระดูกตำแหน่งที่สำคัญหัก มีโอกาสหักมากกว่าร้อยละ 20 หรือ

2. กระดูกตะโพก มีโอกาสหักมากกว่าร้อยละ 3

จึงจะพิจารณาในการให้ยาในการรักษาโรคกระดูกพรุน ซึ่งถ้ามีค่าน้อยกว่านี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรับประทานยารักษาโรคกระดูกพรุน

ในกรณีที่ผู้ป่วยเกิดกระดูกตะโพกหัก หรือกระดูกสันหลังยุบแล้ว ผู้ป่วยเหล่านี้มีความจำเป็นต้องรับการรักษาโรคกระดูกพรุน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกระดูกหักเพิ่มขึ้นอีก เช่น ในผู้ป่วยที่มีกระดูกสันหลังยุบจากโรคกระดูกพรุน พบว่าถ้าไม่ได้ให้การรักษาที่เหมาะสมจะพบว่าผู้ป่วยมีโอกาสเกิดกระดูกหักเพิ่มขึ้นอีกประมาณร้อยละ 20

 

สำหรับปัจจุบัน ยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนจะมีอยู่ 2 ประเภทคือ

1. ยาที่ยับยั้งการทำลายกระดูก เช่น ยาในกลุ่ม Bisphosphonates ที่มีหลากหลายชนิด เช่น ชนิดที่รับประทานอาทิตย์ละ 1 เม็ดเช่น Alendronate (Fosamax plus), Risedronate(Actonel), หรือชนิดที่ฉีดปีละ 1 ครั้งเช่น Zoledronic acid (Aclasta) ยา Strontium (Protaxos) มีฤทธิ์ในการยับยั้งการทำลายกระดูก ยาในกลุ่มที่เป็นแอนติบอดี้ มีผลยับยั้งการทำลายกระดูกที่ระดับเซลล์ และไม่มีผลต่อไต ได้แก่ Denosumab (Prolia) ซึ่งใช้ฉีดใต้ผิวหนังทุก ๆ 6 เดือน

สำหรับระยะเวลาในการรักษาโรคกระดูกพรุน แพทย์มักจะแนะนำให้ยาแก่ผู้ป่วยนานประมาณ 3 – 5 ปี

2. ยาที่กระตุ้นการสร้างกระดูก ซึ่งมีผลในการสร้างกระดูกโดยตรง ได้แก่ teriparatide (Forteo) มีข้อบ่งชี้ในผู้ป่วยที่มีกระดูกหักหลายตำแหน่ง เช่น กระดูกสันหลังยุบมากกว่า 2 ตำแหน่ง กระดูกตะโพกหัก หรือเช่นในผู้ป่วยรายที่ยกตัวอย่างข้างต้น ที่มีกระดูกสันหลังยุบมากกว่า 2 ตำแหน่ง ยานี้ใช้ฉีดใต้ผิวหนังทุกวัน นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ในการลดปวดหลังได้ด้วย

การพิจารณาให้ยาแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมแต่ละราย และดุลพินิจของแพทย์ ซึ่งต้องมีการพูดคุยและอธิบายประโยชน์ ข้อดี ข้อเสียของยาแต่ละประเภทให้ผู้ป่วยฟังอีกครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันคือการป้องกันการเกิดกระดูกหักในอนาคต รวมทั้งช่วยลดอุบัติการณ์ของอัตราการเจ็บป่วย และอัตราการตายของผู้ป่วย ดังนั้นเมื่อพบผู้ป่วยที่มาด้วยอาการปวดหลัง มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ร่วมกับมีหลังโก่ง ส่วนสูงลดลง ต้องคำนึงถึงเรื่องโรคกระดูกพรุนร่วมด้วย เพื่อให้การรักษาแก่ผู้ป่วยได้ดีที่สุด.

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ ภาควิชาออร์โทปิดิกส์

คณะแพทยศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

tleerapun@gmail.com, http://www.taninnit.com

Facebook : Dr.Keng หมอเก่ง

ที่มา : เดลินิวส์ 10 พฤศจิกายน 2556

การรักษาด้วยสเตียรอยด์ คุณประโยชน์ VS ผลข้างเคียง

dailynews131020_001aจากการเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันอาทิตย์ที่  29 กันยายน 2556 เรื่อง ปวดหลัง : ทางเลือก รักษาได้ไม่ผ่าตัด พบว่ามีท่านผู้อ่านได้ติดต่อสอบถามเข้ามาเป็นจำนวนมาก จึงได้รวบรวมคำถามที่มากมายที่น่าสนใจ และเป็นคำถามที่คนส่วนใหญ่มักจะเกิดข้อสงสัยในการใช้ยาสเตียรอยด์ในการรักษาอาการปวดหลัง จึงนำประเด็นต่าง ๆ มาตอบข้อสงสัยเหล่านี้ครับ

dailynews131020_001b

ฉีดยาสเตียรอยด์แล้ว มีผลนานเท่าไหร่ ฉีดได้บ่อยเท่าไร  ฉีดยาสเตียรอยด์มีปัญหา หรือภาวะแทรกซ้อนอย่างไรบ้าง อันตรายหรือไม่

การใช้ยาสเตียรอยด์ในการรักษาอาการปวดหลัง หรืออาการปวดหลังร้าวลงขานั้น สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาพยาบาลนั้นคือการวินิจฉัยโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่อย่างถูกต้องแม่นยำก่อน จึงนำมาสู่การรักษาพยาบาลที่ถูกต้อง  การรักษาด้วยการฉีดยาสเตียรอยด์นั้นได้ผลดีมากในการลดอาการปวดในระยะประมาณ 1-3 เดือนในผู้ป่วยที่เป็นหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมและมีการกดทับเส้นประสาท  นอกจากนี้  การตอบสนองต่อการรักษาด้วยการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทนั้นขึ้นอยู่กับ

1. ระดับความรุนแรงของการกดทับเส้นประสาทจากภาวะเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง

2. ลักษณะการทำงานของผู้ป่วย และพฤติกรรมของผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยยังคงกลับไปทำงาน ยกของหนัก และนั่งกับพื้น ซักผ้า ปลูกต้นไม้ หรือยกของไม่ถูกวิธี ก็จะทำให้อาการปวดหลังไม่สามารถหายได้ อาการอาจจะดีขึ้นเฉพาะในช่วงที่ฉีดยา หรือรับประทานยาเท่านั้น

3. ในกรณีที่ผู้ป่วยมีน้ำหนักมาก ๆ มีความจำเป็นที่ต้องลดน้ำหนักด้วย

มีผู้ป่วยจำนวนมากก็จะบอกว่า ห้ามทำไปหมดทุกอย่างเลยเหรอ  อันที่จริงแล้วร่างกายของเราเมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้น ก็เกิดการเสื่อมไปตามกาลเวลา บางครั้งเราเคยก้มยกของหนัก ทำงานหนัก นั่งกับพื้นได้ในวัยเด็ก และวัยรุ่นก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย แต่เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น เรายังทำพฤติกรรมแบบเดิมมักจะมีอาการปวดหลังก็เนื่องมากจากกระบวนการเสื่อมของร่างกาย การยืดหยุ่น รองรับน้ำหนักของหมอนรองกระดูกลดลง กระดูกอ่อนที่บริเวณกระดูกข้อต่อมีการสึกหรอทำให้เกิดการเสียดสีของกระดูกเพิ่มมากขึ้น เกิดการอักเสบของกระดูกข้อต่อได้ง่ายขึ้น ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเส้นประสาท จึงส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังร่วมกับอาการชาร้าวลงขาด้วย และชาบริเวณหลังเท้าและส้นเท้า เปรียบเสมือนกับอายุ 60 ปี เราก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปที่อายุ 30 ปีได้ เฉกเช่นเดียวกับร่างกายของคนเรา เมื่อเกิดการเสื่อมของกระดูกและข้อ ก็ไม่สามารถที่จะย้อนกลับไปให้แข็งแรงเหมือนกับวัยหนุ่มสาวได้ แต่เราสามารถชะลอป้องกันได้ไม่ให้เกิดการเสื่อมไปมากกว่าเดิม ซึ่งก็คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และปรับการทำงานของผู้ป่วยนั่นเอง

คนส่วนใหญ่มักจะกังวลถึงผลเสียของการใช้ยาสเตียรอยด์ในการรักษาพยาบาล หรือฉีดเฉพาะที่ เพราะได้ยินมานานเกี่ยวกับผลเสียของการใช้ยาสเตียรอยด์ อันที่จริงแล้วการใช้ยาทุกชนิดเปรียบเสมือนกับเหรียญที่มี 2 ด้าน ยาทุกชนิดก็เหมือนกันที่มีทั้งคุณประโยชน์ และผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยา ขึ้นอยู่กับความรู้และความชำนาญของผู้ใช้ โดยปกติแล้ว ในทางการแพทย์ ยาสเตียรอยด์นั้นมีประโยชน์เป็นอย่างมากที่นำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยในโรคต่าง ๆ มากมาย ยาสเตียรอยด์เป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการลดอาการปวด ลดอาการอักเสบได้เป็นอย่างดี ถ้าใช้อย่างถูกต้องและไม่เกินปริมาณที่ร่างกายสามารถรับได้ก็ไม่ได้เกิดผลข้างเคียงตามมาอย่างที่คนกลัว

dailynews131020_001c

ในการใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดฉีดเฉพาะที่ โดยปกติมักจะฉีดไม่เกิน 3-5 ครั้ง อันเนื่องมาจากว่าถ้าฉีดรักษามากกว่านี้แสดงว่า การฉีดยาอาจจะไม่ได้ผล และโรคที่เป็นนั้นมีระดับรุนแรงมาก อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด และอีกประการหนึ่งคือการฉีดยาเฉพาะที่ ในบางครั้งทำการฉีดเข้าไปโดยตรงที่ตำแหน่งที่ปวด โดยไม่ทราบว่าตำแหน่งที่ฉีดนั้นถูกต้องหรือไม่ เช่น บางครั้งอาจมีการฉีดยาเข้าไปในเส้นเอ็นหรือเส้นประสาทของผู้ป่วย จึงมีผลทำให้เส้นเอ็นฉีกขาดได้ง่าย  ดังนั้นในปัจจุบันที่มีการนำเครื่องเสียงความถี่สูงมาช่วยในการระบุตำแหน่งของการฉีดยาจะช่วยทำให้แพทย์ผู้รักษาสามารถระบุถึงตำแหน่งที่จะฉีดยาได้แม่นยำมากขึ้น จึงลดผลข้างเคียงของการฉีดยาลงได้ และใช้ปริมาณยาชาในปริมาณที่ลดลง

โดยส่วนใหญ่ผลเสียของการใช้ยาสเตียรอยด์มักเกิดจากผู้ป่วยไปซื้อยามารับประทานเอง ซึ่งยาสเตียรอยด์นี้ มักจะผสมอยู่ในรูปของยาสมุนไพรพื้นบ้าน ยาจีน ซึ่งมักจะระบุว่าเป็นยารักษาสารพัดโรค ส่วนใหญ่เวลารับประทานยากลุ่มนี้แล้ว อาการปวดมักจะหายไปทันที ผู้ป่วยจึงมักไปซื้อยามารับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจึงเกิดผลเสียต่าง ๆ มากมายตามมา เช่น การเกิดโรคกระดูกพรุน ต่อมหมวกไตทำงานผิดปกติ เกิดอาการบวมตามร่างกาย บางครั้งอาจเกิดกระดูกหัวตะโพกตายอันเนื่องมาจากการใช้ยาสเตียรอยด์มาเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคพุ่มพวง (SLE) ซึ่งบางครั้งแพทย์จำเป็นต้องใช้ยาสเตียรอยด์ในการรักษาเป็นระยะเวลานาน เพื่อควบคุมอาการโรค

การใช้ยาสเตียรอยด์อาจจะมีผลต่อผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานอาจจะทำให้ระดับน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้นได้ และอาจมีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ซึ่งมักจะเป็นชั่วคราวประมาณ  2 สัปดาห์ นอกจากนี้การฉีดยาสเตียรอยด์อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการสะอึกได้แต่พบไม่มาก และมักจะเป็นประมาณ 3 วันหลังฉีดยา

dailynews131020_001d

สิ่งสำคัญในการรักษาและป้องกันอาการปวดหลัง คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะทำให้เกิดอาการปวดหลังเพิ่มมากขึ้น ซึ่งได้แก่ การนั่งกับพื้น การก้มยกของที่ไม่ถูกวิธี การนอนคว่ำ การนั่งเก้าอี้ต่ำ ๆ เช่น การนั่งซักผ้า การนั่งทำอาหาร หรือการนั่งเก้าอี้ที่ไม่มีพนักพิง จะทำให้น้ำหนักของร่างกายส่วนใหญ่กระทำต่อกระดูกสันหลังบริเวณเอว ทำให้เกิดการอักเสบของกระดูกข้อต่อ มีผลทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเพิ่มมากขึ้น.

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com, http://www.taninnit.com,
เฟซบุ๊ก : Dr.Keng หมอเก่ง

ที่มา : เดลินิวส์ 20 ตุลาคม 2556

ปวดหลัง : ทางเลือก รักษาได้ไม่ผ่าตัด

dailynews130929_002_1อาการปวดหลัง นับว่าเป็นปัญหาสำคัญพบได้บ่อยที่สุดของโรคกระดูกและข้อ สามารถเกิดขึ้นกับคนทุกวัย ตั้งแต่วัยหนุ่มสาว วัยทำงานจนถึงวัยผู้สูงอายุ สาเหตุของอาการปวดหลังในวัยหนุ่มสาวและวัยทำงานส่วนใหญ่มักเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาท และพฤติกรรมการจัดท่าในการทำงานที่ไม่ถูกต้อง การยกของไม่ถูกวิธี ส่วนในวัยผู้สูงอายุสาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม กระดูกข้อต่อระหว่างกระดูกสันหลังมีการอักเสบ เกิดกระดูกงอกเนื่องจากการเสื่อมมากดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดหลังร้าวลงไปที่บริเวณสะโพก บริเวณด้านหลังของต้นขา และบางครั้งอาจมีการปวดร้าวลงบริเวณน่อง ร่วมกับมีอาการชาบริเวณหลังเท้า และส้นเท้าร่วมด้วย ทำให้ผู้ป่วยทนทุกข์ทรมานจากอาการปวด มีผลต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย เมื่อท่านมีอาการและอาการแสดงเกี่ยวกับอาการปวดหลัง มีสัญญาณเตือนบางอย่างที่ทำให้ท่านต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย หรืออาจจำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยพิเศษเพิ่มเติม ได้แก่ มีอาการไข้ เมื่อรักษาด้วยการรับประทานยาแก้ปวดแล้วอาการไม่ดีขึ้น ผู้ที่มีประวัติเคยเป็นโรคมะเร็งมาก่อน มีอาการปวดหลังร่วมกับมีปัสสาวะเล็ดหรือไม่สามารถกลั้นอุจจาระและปัสสาวะได้ มีอาการอ่อนแรงของขา หรือเสียสมดุลของร่างกาย มีอาการปวดหลังมากตอนกลางคืนหรือมีอาการปวดมากแม้ไม่ได้ทำงาน หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นต้น

การรักษาอาการปวดหลัง ทำได้โดย

1. การปฏิบัติตัว ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะทำให้มีอาการปวดหลังเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ การนั่งกับพื้น การก้มยกของหนัก เพราะน้ำหนักของร่างการส่วนใหญ่จะลงตรงบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอว ทำให้เกิดการอักเสบของกระดูกข้อต่อบริเวณกระดูกสันหลัง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเพิ่มมากขึ้น การใช้เก้าอี้นั่งควรใช้ชนิดที่มีพนักพิงหลัง เพราะจะช่วยลดแรงที่กระทำต่อกระดูกข้อต่อบริเวณสันหลังส่วนเอว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนับเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นการแก้ที่สาเหตุของอาการปวด เพราะถ้าผู้ป่วยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมทั้งการลดน้ำหนักตัว อาการปวดของผู้ป่วยก็มักจะไม่ทุเลาลง และถึงแม้ว่าจะรับการรักษาด้วยการผ่าตัด ในที่สุดผู้ป่วยก็จะกลับมามีอาการปวดอีกครั้งหนึ่ง

2. การใช้ยาลดอาการปวด และยาต้านการอักเสบ ชนิดรับประทาน เพื่อบรรเทาอาการปวด

3. การใช้ยาสเตียรอยด์ร่วมกับยาชาเฉพาะที่ฉีดเข้าไปยังช่องว่างโพรงประสาทบริเวณกระดูกก้นกบ จากการศึกษาวิจัยของ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า มากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยที่ได้รับการฉีดยาสเตียรอยด์ร่วมกับยาชาเฉพาะที่เข้าไปยังช่องว่างของโพรงประสาท โดยการใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยในการระบุตำแหน่งที่ฉีดสามารถลดอาการปวดหลังภายหลังการติดตามผลการรักษาเป็นระยะเวลา 3 เดือนในผู้ป่วยที่มีหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมกดทับเส้นประสาทได้ นอกจากนี้ยังทำให้การทำงานกิจวัตรประจำวัน และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น ช่วยบรรเทาอาการปวดทำให้ผู้ป่วยทำกายภาพบำบัดได้สะดวกมากขึ้น สามารถลดอุบัติการณ์การผ่าตัดกระดูกสันหลังให้ผู้ป่วยได้ กลไกในการลดอาการปวดจากการฉีดยาสเตียรอยด์จะช่วยลดการบวม การอักเสบของเส้นประสาทที่ถูกกดทับ ทำให้การไหลเวียนของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงที่บริเวณเส้นประสาทบริเวณกระดูกสันหลังดีขึ้น เส้นประสาทยุบบวมจากการอักเสบ จึงทำให้อาการปวดหลังของผู้ป่วยดีขึ้น

วิธีการนี้เหมาะสมเป็นอย่างมากสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ต้องการรักษาด้วยการ ผ่าตัดกระดูกสันหลังหรือมีความเสี่ยงสูงจากการผ่าตัด นอกจากนี้ยังใช้ได้ผลดีในกรณีที่ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดแล้ว ยังมีอาการปวดหลังและอาการปวดชาร้าวลงขา ซึ่งพยาธิสภาพที่เกิดหลังผ่าตัดคือ การมีพังผืดไปกดรัดเส้นประสาทหลังจากการผ่าตัด ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังร่วมกับอาการปวดร้าวลงขาอยู่ การฉีดยานี้จะช่วยแยกสลายพังผืดที่กดรัดรอบ ๆ เส้นประสาท และลดการอักเสบของเส้นประสาท และเนื้อเยื่ออ่อน ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ทำให้ลดอาการปวดให้ผู้ป่วย อีกทางหนึ่งด้วย ยิ่งในปัจจุบันด้วยวิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า จึงมีการนำคลื่นเสียงความถี่สูงหรือเครื่องอัลตราซาวด์มาช่วยเป็นเครื่องชี้นำ บ่งบอกถึงตำแหน่งของบริเวณที่จะฉีดยา ทำให้การฉีดยาเข้าโพรงประสาทมีความแม่นยำมากขึ้น และสามารถทำได้โดยไม่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล

4.การทำกายบริหารและการยืดกล้ามเนื้อ จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้นอาการปวดหลังเป็นปัญหาที่สำคัญดังนั้นการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทั้งในเรื่องของการนั่งทำงานที่ไม่ถูกต้อง การยกของที่ไม่ถูกวิธี การรักษาด้วยการใช้ยารับประทานในผู้สูงอายุควรระวังการใช้ยาในกลุ่มต้านการอักเสบเพื่อลดอาการปวด เพราะจะทำให้มีผลต่อกระเพาะอาหาร ทำให้ปวดท้องและบางครั้งอาจทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหารได้ การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทโดยการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงบอกตำแหน่ง นับว่าเป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาแบบประคับประคอง เพื่อหลีกเลี่ยงการผ่าตัดที่ไม่จำเป็น

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com , http://www.taninnit.com ,Facebook: Dr.Keng หมอเก่ง

ที่มา: เดลินิวส์ 29 กันยายน 2556

dailynews130929_002_2

ปรับท่าทางร่างกาย ก่อนปวดคอ-ปวดหลังเรื้อรัง

dailynews130514_001aถ้าถามว่า ใครบ้างไม่เคยปวดคอ ปวดหลัง คงเป็นการยากหากจะหาผู้ที่ไม่เคยประสบปัญหาดังกล่าวเลย เมื่อเป็นเรื่องใกล้ตัวเช่นนี้ ‘นพ.เตมีย์ เสถียรราษฎร์’ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลัง ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เล่าถึงปัญหาปวดคอ ปวดหลังว่า ในความเป็นจริงแล้ว คนทุกเพศทุกวัยสามารถมีอาการปวดต้นคอและปวดหลังได้จากกล้ามเนื้ออักเสบเกร็ง ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้งานกล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำๆ ในท่าเดิมๆ ร่วมกับปัจจัยร่วมอื่นๆ เช่น ความเครียด อายุ น้ำหนัก และกรรมพันธุ์ สำหรับผู้ที่มีอาการข้างต้นเป็นประจำ อาจถือเป็นสัญญาณเตือนว่าให้ปรับพฤติกรรมการใช้ร่างกาย ไม่ควรนั่งหลังงอ หรือนั่งทำงานติดต่อกันนานเกินไป และไม่ควรยกของหนัก

ปัญหาที่ว่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร คุณหมอเตมีย์ จึงอธิบายถึง “กระดูกคอ” จุดเกิดเหตุ ว่า มีหน้าที่ในการเคลื่อนไหวคอในทิศทางต่างๆ เช่น ก้ม เงย หันซ้ายหันขวา หรือเอียงคอไปมา แต่เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีการใช้งานซ้ำๆ ของกระดูกคอ จะทำให้น้ำในหมอนรองที่อยู่ระหว่างกระดูกค่อยๆ ลดลง ส่งผลให้หมอนรองกระดูกเหี่ยวแฟบและยุบตัว รับการกระแทกได้น้อยลง จากนั้นร่างกายก็จะค่อยๆ สร้างหินปูนขึ้นมาบริเวณใกล้ๆ กับหมอนรองกระดูก เพื่อช่วยในการกระจายน้ำหนักในบริเวณกระดูกคอ

สำหรับหินปูนที่เกิดขึ้นนี้พบได้ในผู้สูงอายุเกือบทุกคน เพราะเป็นกลไกของการเสื่อมที่เกิดขึ้นตามอายุ ซึ่งอาจจะไม่มีอาการใดๆ เลย ทว่ากรณีที่ปวดมาก หินปูนอาจไปกดเบียดเส้นประสาทและไขสันหลังบริเวณคอ และยังจะทำให้เกิดอาการผิดปกติทางระบบประสาทได้

และเพื่อรู้ให้ชัดๆ คุณหมอเตมีย์ แจกแจงอาการกระดูกคอเสื่อม แบ่งได้สองกลุ่ม โดยกลุ่มแรก คือ มีอาการปวดคอจากหมอนรองกระดูกเสื่อมหรือข้อต่อหลวม ส่วนกลุ่มสอง คือ มีอาการจากการกดไขสันหลังหรือเส้นประสาทซึ่งจะมีอาการปวดร้าวจากบริเวณคอลงไปที่แขน มือ อาจพบอาการชาและอ่อนแรงของกล้ามเนื้อในบริเวณแขนด้วย

อย่างไรก็ตาม อาการปวดที่เกิดขึ้นมักจะเป็นมากเวลามีการเคลื่อนไหว หันคอ เอี้ยวคอ ในรายที่มีการกดทับไขสันหลังจะมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อแขนและขาส่งผลให้การเดินผิดปกติ และอาจมีมือเกร็งหยิบจับสิ่งของลำบากหรือเขียนหนังสือไม่ได้ ผู้ที่มีอาการเหล่านี้ควรไปพบแพทย์เพื่อซักประวัติและตรวจร่างกาย รวมถึงตรวจเอ็กซเรย์ และการตรวจพิเศษ เช่น การตรวจภาพถ่ายรังสีคลื่นแม่เหล็ก(MRI) และการตรวจคลื่นไฟฟ้าของกล้ามเนื้อ (EMG)

dailynews130514_001b

แม้ว่าภาวะกระดูกคอเสื่อมจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปวดคอ แต่ในความเป็นจริง คุณหมอเตมีย์ ชี้ว่าคนส่วนใหญ่มักปวดคอเพราะปัญหากล้ามเนื้อมากกว่า ดังนั้นการดูแลตัวเองในเบื้องต้นเพื่อบรรเทาอาการปวดจึงทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวัน เช่น ปรับท่าทางในการนั่งทำงาน ไม่นอนหมอนสูงเกินไป หลีกเลี่ยงการยกของหนัก ไม่นั่งก้มคอ หลังงอทำงาน หรือแหงนคอบ่อยๆ ไม่นั่งหลับสัปปะหงก

ท่านั่งที่ถูกต้องต้องนั่งตัวตรงโดยมองจากทางด้านข้างแนวหูจะตรงกับกระดูกสะโพก ไม่ควรนั่งทำงานติดต่อกันนานเกินไป (ควรลุกยืนหรือเดิน 5-10 นาที ทุกๆ 1 ชั่วโมง) ปรับสิ่งแวดล้อมในที่ทำงานหรืองานให้เหมาะสม เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ควรปรับระดับให้ได้ความสูงที่พอดีและไม่เอนพนักมากเกินไป เก้าอี้ที่นั่งทำงานควรจะมีพนักพิงสูงถึงท้ายทอยเพื่อที่เวลานั่งทำงานจะสามารถพิงได้ถึงศีรษะ จะช่วยลดการเกร็งของกล้ามเนื้อหลังและคอ นอกจากนั้นควรหาเวลาไปออกกำลังกาย เช่น เต้นแอโรบิค เดิน ขี่จักรยาน  รำมวยจีน ลีลาศ(ยกเว้นท่าที่สะบัดคอ) ว่ายน้ำ(หลีกเลี่ยงท่ากบ)

นอกจากปรับท่าทางแล้ว อย่าลืมหากิจกรรมเพื่อลดความเครียดของจิตใจ เพราะความเครียดก็ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งได้บ่อย และควรจัดสรรเวลากายภาพบำบัดร่วมด้วย เช่น การประคบร้อน อัลตราซาวด์  การบีบนวดก็ช่วยได้ แต่ถ้ารักษาในเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สุดท้าย คุณหมอเตมีย์ แนะท่าบริหารที่ควรทำเป็นประจำคือ การยืดกล้ามเนื้อเพื่อลดอาการปวดเกร็ง ถ้าต้องการยืดกล้ามเนื้อคอด้านขวา ให้นั่งทับมือขวาแล้วใช้มือซ้ายวางที่บริเวณหูขวา จากนั้นใช้มือซ้ายกดศีรษะให้เข้ามาชิดไหล่ซ้ายให้มากที่สุดค้างไว้ 20 วินาทีแล้วทำซ้ำข้างละ 10-20 ครั้ง โดยควรทำวันละ 2 รอบเช้าเย็นหรือก่อนนอน

ส่วนการยืดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างให้นอนหงายแล้วทำท่ากอดเข่าให้เข่าชิดอกให้มากที่สุดค้างไว้ 20 วินาทีโดยทำทีละข้างสลับกันวันละ 20 รอบก่อนนอน ท่าทางเหล่านี้ ถ้าฝึกเป็นประจำจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อบริเวณคอและหลังให้ยืดหยุ่น แข็งแรง

ไม่อยากปวดคอ ปวดหลัง อย่าลืมปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมอเตมีย์กันล่ะ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์  14 พฤษภาคม 2556

กระบวนท่าแก้ปวดหลัง

dailynews130430_001การนั่งจุ้มปุ๊กอยู่กับที่นานๆ เช่น นั่งทำงานที่โต๊ะ หรือขับรถแล้วต้องจอดติดอยู่บนถนน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ทางศูนย์กระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี เผยท่ากายบริหารง่ายๆ ที่ช่วยบริหารกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง สร้างความยืดหยุ่น แข็งแรง ป้องกันการปวดเรื้อรังหรือลุกลามไปเป็นโรคอื่น

การบริหารกล้ามเนื้อดังกล่าวมีอยู่ด้วยกัน 9 กระบวนท่า
เริ่มจากท่าแรก นอนหงายชันเข่า 2 ข้าง แขนแนบข้างลำตัว ทำจังหวะที่ 1 เกร็งกล้ามเนื้อท้อง เพื่อกดหลังให้แนบกับพื้น นับ 1-3 ช้าๆ ต่อด้วยจังหวะที่ 2 คลายกล้ามเนื้อปล่อยพักตามสบาย ทำ 5-6 ครั้งในวันแรก แล้วเพิ่มขึ้นในวันต่อไป

ท่าที่สอง นอนหงายชัยเข่า 2 ข้าง ผงกศีรษะค้างไว้นับ 1-2 แล้ววางลง เริ่มทำครั้งแรก 10 ครั้ง แล้วค่อยเพิ่มจนถึง 25 ครั้ง ในวันต่อไป

ท่าที่สาม นอนหงายเหยียดขาทั้ง 2 ข้าง ยกขาข้างหนึ่งให้ตั้งฉากกับลำตัว โดยเข่าไม่งอ แล้วค่อยๆ วางลง จากนั้นยกอีกข้างหนึ่งสลับกัน เมื่อวางลงแล้วจึงยกพร้อมกันทั้ง 2 ข้างอีกครั้ง ตอนแรกให้เริ่มทำที่ 3 ครั้ง แล้วค่อยเพิ่มให้ถึง 10 ครั้ง

ท่าที่สี่ นอนคว่ำขาเหยียดตรงแล้วยกขาข้างหนึ่งขึ้นค้างไว้ นับ 1-3 จังวางลงสลับกับยกขาอีกข้าง ทำเหมือนกันโดยที่เข่าไม่งอขณะยกขาประมาณ 5 ครั้ง ต่อไปค่อยเพิ่มขึ้น

ท่าที่ห้า ยืนตั้งหลังตรง จากนั้นย่อตัว โดยงอเข่า งอสะโพกลง นั่งให้ชิดพื้นมากที่สุดโดยหลังไม่งอ เริ่มทำ 3 ครั้ง และเพิ่มขึ้นเป็น 10 ครั้งในวันต่อๆไป

ท่าที่หก นั่งหลังตรง ขาข้างหนึ่งเหยียดยาวเข่าตรง ขาอีกข้างงอขึ้นมาตั้งไว้ เริ่มทำโดยเหยียดแขนทั้งคู่ แล้วโน้มตัวไปข้างหน้าให้ไกลที่สุด จนรู้สึกตึงที่หลังขาข้างที่เหยียด นับ 1-3 แล้วค่อยเอนหลังกลับตามเดิม ทำ 5-6 ครั้ง ต่อไปเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ท่าที่เจ็ด นอนหงายงอเข่าขึ้นตั้งไว้ 2 ข้าง มือประสานไว้ตรงเข่า จากนั้นดึงขาเข้ามาชิดอก พร้อมกับยกศีรษะขึ้นด้วย นับ 1-3 แล้วกลับไปอยู่ที่เดิม

ท่าที่แปด นอนหงายงอเข่าขึ้นตั้งไว้ ทำจังหวะที่ 1 โดยเกร็งกล้ามเนื้อท้องไว้หลังติดพื้น จังหวะที่ 2 ยกก้นขึ้นพ้นพื้นในเวลาเดียวกัน นับ 1-3 แล้วกลับสู่ท่าเดิม

และท่าสุดท้าย ยืนตรง มือทั้งสองข้างยันกำแพงไว้ ให้ปลายเท้าห่างจากกำแพงครึ่งเมตร จากนั้นโน้มตัวไปข้างหน้าเข้าหากำแพง โดยลำตัวยังตรงอยู่ ส้นเท้าก็ยังคงแตะอยู่ที่พื้นเช่นเดิม นับ 1-3 แล้วดันตัวกลับมายืนเช่นเดิม

หากมีกิจวัตรที่ต้องนั่งนานๆ อย่าลืมจัดสรรเวลาบริหารกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง แต่ถ้าทำแล้วไม่ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง แถมยังปวดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แนะปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจความผิดปกติโดยด่วน.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา :  เดลินิวส์ 30 เมษายน 2556

ทางเลือกรักษาปวดหลังเรื้อรัง

Sciatica causes shooting pains in the lower back or more commonly down one leg

Sciatica causes shooting pains in the lower back or more commonly down one leg

“ปวดหลัง” เป็นอาการของโรคที่ไม่ถึงกับอันตรายถึงชีวิต เพราะส่วนมากเป็นแล้วหาย ขอบเขตของโรคแค่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน อาจทำให้คุณภาพชีวิตลดลงบ้างอันเนื่องมาจากความเจ็บปวดทรมาน

สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้โรคปวดหลังเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันนั้น โดยมากมักมีปัจจัยมาจากลักษณะท่าทางการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การนอน นั่ง ยืน ยกของ หรือแม้แต่การออกกำลังกาย อย่างไรก็ดี ภายในงานมหกรรมดูแลสุขภาพ “แฟมมิลี่ เฮลท์ แฟร์ 2013″ ที่จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 6 กับธีมเก๋ ๆ “Secret to live by Samitivej Srinakarin” ที่โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ เครือโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำของไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเชียงใต้

จัดขึ้นเพื่อสร้างกระแสให้คนรักสุขภาพตื่นตัวเรื่องการดูแลสุขภาพของตนเอง โดยมุ่งหวังให้คนไทยมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ เปี่ยมไปด้วยความสุข ณ ศูนย์การค้าพาราไดส์ ปาร์ค เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีเคล็ดลับการดูแลอิริยาบทในชีวิตประจำวันให้ห่างไกลจากโรคปวดหลังมาฝากกัน

หากเป็นการนอน ควรนอนในท่าที่ทำให้กระดูกสันหลังอยู่ในลักษณะที่ถูกต้อง ผ่อนคลาย ที่นอนก็ควรเลือกของดีคือเมื่อนอนแล้วการยุบตัวของที่นอนต้องรับกับส่วนโค้งของกระดูกสันหลังอย่างพอเหมาะ เมื่อตื่นนอนในตอนเช้า ควรยืดเส้นยืดสายก่อนลุก และพลิกตัวไปด้านที่จะยืนพร้อมใช้ข้อมือยันพยุงตัวก่อนลุกขึ้น
การทำกิจวัตรประจำวันในห้องน้ำก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะช่วงเวลาเช้าหลังยังไม่ยืดหยุ่นพอที่จะรับการทำงานหนัก ๆ ดังนั้น อ่างล้างหน้าไม่ควรอยู่ต่ำเกินไป

ส่วนการแปรงฟันล้างหน้าก็ต้องระวังเรื่องการก้มหลัง ซึ่งอาจให้มือข้างหนึ่งยันระหว่างการล้างหน้าเพื่อลดการทำงานของหลัง ขณะที่การลุกจากชักโครกควรใช้มือยันหน้าขา หรือใช้มือพยุงหลังไว้ หากที่พักอาศัยมีผู้สูงอายุควรพิจารณาจัดหาเก้าอี้นั่งถ่าย อีกเรื่องที่ต้องตระหนักก็คือ ที่แขวนกระดาษชำระหรือแม้แต่หนังสือสำหรับอ่านไม่ควรอยู่ทางด้านหลังของชักโครก

มาถึงการป้องกันโรคปวดหลังที่เกิดขึ้นจากการขับรถ อย่างแรกที่ควรทำก็คือ ตำแหน่งของที่นั่งไม่ควรห่างหรือชิดเกินไป กรณีต้องขับรถเป็นเวลานานควรมีการพักและยืดหลังเป็นระยะ และจอดรถพักให้ปรับเบาะเอนเล็กน้อยเพื่อลดความเครียดให้แผ่นหลัง ถ้าจะให้ดีควรมีแผ่นเสริมเบาะให้เนินรับกับแผ่นหลังช่วงเอว นอกจากนี้ การขึ้นลงรถควรหลีกเลี่ยงการเอี้ยวตัวหมุนและใช้มือช่วยพยุงเวลาลุกนั่ง

ในที่ทำงานหรือแม้แต่ช่วงขณะทำงานก็ต้องระวังเช่นกัน โดยการการนั่งทำงานต้องอยู่ในท่าที่ไม่บิดลำตัวและเก้าอี้นั่งควรเป็นเก้าอี้ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับกับส่วนโค้งของหลัง ถ้าไม่มีอาจใช้หมอนใบเล็กหนุน เวลานั่งเอนให้ส่วนก้นเข้าไปชิดกับด้านใน เพื่อให้ส่วนหลังสัมผัสกับพนักพิง และระดับของเท้าควรวางให้เข่าสูงระดับเดียวกับสะโพก และจัดวางโต๊ะทำงานให้เหมาะสมไม่ทำร้ายสุขภาพ

ส่วนอิริยาบทยามพักก็ไม่ควรยืนนิ่ง ๆ เป็นเวลานาน ควรเปลี่ยนอิริยาบทเป็นพัก ๆ หากพักผ่อนด้วยการนั่งก็ไม่ควรนั่งหลังงอหรือหลังค่อม จะผ่อนคลายด้วยท่านอนคว่ำศอกยันพื้นบ้างก็ได้ ตบท้ายที่การออกกำลังกาย ควรหาวิธีออกกำลังกายช่วยให้กล้ามเนื้อหลังมีความยืดหยุ่น แข็งแรง และชะลอการเสื่อมตามธรรมชาติ แต่หากไม่เคยออกกำลังกายหรืองดเว้นไปนาน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเสียก่อน

พร้อมกันนั้น ยังมีท่าออกกำลังกาย 8 ท่า ป้องกันโรคปวดหลังให้ลองปฏิบัติเพื่อสุขภาพหลังที่ดี

เริ่มจากท่าที่ 1 ยืดกล้ามเนื้อโคนขาด้านหลัง ให้นอนหงายงอเข่า 1 ข้างยกขาข้างที่เหยียดให้สูงเท่ากับเข่าข้างที่งอโดยให้เข่าตึงตลอดเวลายกขึ้นลงช้าๆ 10 ครั้งทำสลับขาอีกข้างหนึ่ง

ท่าที่ 2 ยืดกล้ามเนื้อสะโพก นอนหงาย เอามือสอดใต้เข่าอีกข้างหนึ่งดึงมาให้ชิดหน้าอกให้มากที่สุดนับ 1-10 ทำสลับข้างไป-มา

ท่าที่ 3 ยืดกล้ามเนื้อหลังนอนหงายชันเข่า 2 ข้างเอามือสอดใต้เข่าทั้ง 2 ข้างดึงเข้ามาจนชิดหน้าอกนับ 1-10 พัก

ท่าที่ 4 เพิ่มกำลังกล้ามเนื้อหน้าท้อง นอนหงายชันเข่า 2 ข้างอามือกอดอกยกศีรษะและสะบักขึ้นเล็กน้อยให้พ้นพื้นให้รู้สึกว่ากล้ามเนื้อท้องกำลังเกร็งตัวนับ 1-5 พัก

ท่าที่ 5 เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องด้านข้างและกล้ามเนื้อหลังส่วนลึก นอนหงายชันเข่ากดหลังแนบกับพื้นใช้มือหนุนศีรษะแล้วยกตัวเอียงซ้ายนับ 1-5 พักแล้วทำซ้ำอีกด้านหนึ่ง

ท่าที่ 6 ลดความแอ่นของบั้นเอว นอนหงายชันเข่าเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องให้หลังแบนติดพื้นพร้อมกับเกร็งกล้ามเนื้อก้นย้อย โดยการทำท่าขมิบก้นให้ก้นลอยพ้นพื้นนับ 1-10 พัก

ท่าที่ 7 ยืดกล้ามเนื้อเนื้อสีข้าง นอนหงายงอเข่าข้างหนึ่งใช้ส้นเท้าอีกข้างหนึ่งทับเข่าข้างที่งออยู่กดลงด้านตรงข้ามลงจรดพื้นนับ 1-10 หัวไหล่ 2 ข้างต้องแนบพื้นตลอดเวลาทำสลับข้าง และ

ท่าที่ 8 เพิ่มกำลังกล้ามเนื้อหลัง นอนคว่ำหมุนหมอนบริเวณท้องแขนแนบลำตัวแอ่นตัวยกไหล่และลำตัวขึ้นนับ 1-5 พักระวังอย่าให้ศีรษะแหงนมากเกินไปจะทำให้ปวดคอ

แต่ถ้าทำอย่างป้องกันทุกทางอาการปวดหลังจากเกิดขึ้นและไม่บรรเทา จนต้องเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดโรคกระดูกสันหลัง ทว่า อาการกลับไม่หายขาดยังคงมีอาการเจ็บปวดหรืออาการทางระบบประสาทที่ย่ำแย่ ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า Failed Back Surgery หรือ Failed Back Syndromeเกี่ยวกับเรื่องนี้ ศ.นพ.ประกิต เทียนบุญ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลัง ข้อ และข้อสะโพกเทียม รพ.สมิติเวช ศรีนครินทร์ ระบุว่า การผ่าตัดกระดูกสันหลังจะคาดหวังผลสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์เสมอไปคงเป็นไปได้ยาก ตัวต้นเหตุของการผ่าตัดกระดูกสันหลังแล้วไม่หายขาดมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย

“ปัจจัยที่ว่าได้แก่ การวินิจฉัยโรคต้องถูกต้องและแม่นยำ ความรอบรู้ ความชำนาญ และการทำงานเป็นทีมของทีมแพทย์ และเครื่องมือ และอุปกรณ์ต้องมีความพร้อมและสมบูรณ์ต่อการใช้งานที่เหมาะสม หากทำได้อย่างที่กล่าวมานี้ความสำเร็จของการผ่าตัดจะสามารถหวังผลได้มากยิ่งขึ้น” ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลัง ข้อ และข้อสะโพกเทียม รพ.สมิติเวช ศรีนครินทร์ กล่าว ศ.นพ.ประกิต บอกต่อด้วยว่า ปัจจัยสำคัญอีกอย่างคือ ตัวผู้ป่วยเองต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ในบางครั้งต้องมีการใส่โลหะช่วยยึดกระดูกสันหลัง ร่างกายจำเป็นต้องใช้เวลาในเชื่อมติดให้แข็งแรง เพราะฉะนั้นการดูแลตัวเองหลังการผ่าตัดเป็นอีกประเด็นที่สำคัญมาก ก็จนกว่าบาดแผลหรือกระดูกเชื่อมติดแข็งแรงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถึงจะถือว่าปลอดภัยจากการผ่าตัด

นอกจากนี้ ศ.เกียรติคุณนายแพทย์เจริญ โชติกวณิชย์ ผู้อำนวยการศูนย์กระดูกสันหลังและข้อ ประธานที่ปรึกษาศูนย์ Revision Spine Center รพ. สมิติเวช ศรีนครินทร์ และประธานสมาคมโรคกระดูกและข้อของประเทศในภาคพื้นเอเซียแปซิฟิก ยังได้กล่าวเสริมว่า ทั้งนี้ รพ.สมิติเวช ศรีนครินทร์ และทีมแพทย์ทางด้านการผ่าตัดโรคกระดูกสันหลัง เล็งเห็นความสำคัญในการรักษา เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาของ Failed Back Surgery จึงได้ทำการจัดตั้งศูนย์ที่เรียกว่า “Revision Spine Center”

เพื่อทำหน้าที่ในการรักษาผู้ป่วยที่เป็น Failed Back Surgery ขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศไทยและในเอเชียแปซิฟิก เพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านกระดูกและข้อ โดยได้รับการรับรองมาตรฐานการรักษาโรคเฉพาะทาง CCPC สำหรับโรคปวดหลัง (LowBack Pain) จากสถาบัน JCI (Joint CommissionInternational) ด้วยความชำนาญของทีมแพทย์ที่มากด้วยประสบการณ์ การวินิจฉัยที่แม่นยำพร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัย ทำให้มั่นใจในผลการรักษาได้มากขึ้น ว่าสามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้อีกครั้ง

“วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งศูนย์แห่งนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อการรักษา Failed Back Surgery เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการจัดตั้งให้เป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้ เป็นแหล่งการเรียนการสอนเพื่อสร้างความชำนาญให้กับแพทย์ ตลอดจนเป็นแหล่งรวมข้อมูล และผลผลิตทางงานวิจัย เผยแพร่ออกสู่สังคมในอนาคตอันใกล้นี้อีกด้วย ถือว่าเป็นศูนย์และเป็นห้องผ่าตัดที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้ครับ” ศ.เกียรติคุณ นพ.เจริญ กล่าว

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 19 เมษายน 2556

ปวดคอ ปวดหลัง ทำไมต้อง RF

This slideshow requires JavaScript.

ปัญหาที่รบกวนการทำงานและชีวิตประจำวันของคนวัยทำงานและวัยสูงอายุอันหนึ่งก็คือ  อาการปวดคอ  ปวดหลัง อันมีสาเหตุมาจากข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อมอันเนื่องมาจากกระดูกอ่อนบริเวณผิวข้อกระดูกสันหลังสึกกร่อนลงไป ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการแสดงอันได้แก่ ปวดคอ ปวดสะบัก ปวดไหล่ ปวดศีรษะคล้ายกับอาการไมเกรนเมื่อทำการเอกซเรย์แบบปกติรวมถึงการเอกซเรย์แบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  (เอ็มอาร์ไอ : MRI) จะพบว่ามีความเสื่อมสภาพเกิดขึ้น ณ บริเวณกระดูกสันหลังที่เรียกว่า ข้อต่อฟาเซต ซึ่งเป็นส่วนของกระดูก มีหน้าที่เชื่อมกระดูกสันหลังเข้าด้วยกันอยู่ในตำแหน่งด้านหลังหรือก้านคอ และส่วนสันหลังระดับเอว ทำหน้าที่ช่วยในการเคลื่อนไหว เราจึงสามารถก้มคอ เงยคอ ก้มหลัง แอ่นหลังได้  (ตามภาพประกอบที่แสดงตำแหน่งลูกศร)

การใช้คลื่นความถี่พิเศษ  (Radio Frequency หรือ RF) เป็นทางเลือกในการรักษาอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดคอ ปวดหลัง ถือได้ว่าเป็นการรักษาอีกทางหนึ่งสำหรับผู้มีปัญหาอาการปวดที่เกิดจากข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อมซึ่งได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น กายภาพบำบัด รับประทานยามาระยะหนึ่ง เป็นต้น แล้วอาการไม่ดีขึ้น การรักษาด้วยวิธีนี้จะใช้คลื่นความถี่พิเศษก่อให้เกิดความร้อนระดับหนึ่ง ซึ่งไม่ทำอันตรายต่ออวัยวะที่สำคัญ จะมีผลเฉพาะในบริเวณรอบ ๆ ที่ต้องการเท่านั้น นั่นคือเส้นประสาทเส้นเล็ก ๆ ที่ทำหน้าที่รับความรู้สึกเจ็บปวด คลื่นความถี่พิเศษ (อาร์เอฟ : RF) นี้จะไปรบกวนการทำงานของเส้นประสาทที่สื่อสัญญาณนำความเจ็บปวดไปยังสมอง ทำให้คลายความเจ็บปวดบริเวณนั้น ๆ เส้นประสาทเล็ก ๆ เส้นนี้ ไม่ได้ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อแขนขา หรือความรู้สึกใด ๆ ที่แขนขา หรือผิวหนัง แต่จะรับความรู้สึกเจ็บปวดเฉพาะที่ข้อต่อสันหลัง หรือข้อต่อฟาเซต จากนั้นจะส่งสัญญาณความเจ็บปวดต่อไปยังสมองส่วนกลาง ดังนั้นการไปยับยั้งการทำงานของเส้นประสาทเส้นนี้จึงปลอดภัย ไม่มีอันตราย เพราะทำหน้าที่รับรู้ความเจ็บปวดเพียงอย่างเดียว

วิธีการทำงานของ RF นี้ ไม่ใช่วิธีการผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้หลังทำการรักษา โดยวิธีนี้มีรายละเอียดคร่าว ๆ ดังนี้

1.ผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอ ปวดหลังเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดขึ้นจากข้อต่อฟาเซตเสื่อมหรืออักเสบ อาจสังเกตได้จากมีอาการเจ็บปวดเวลาเปลี่ยนท่าทางร่างกายจากนั่งเป็นลุกขึ้นยืน จากท่านอนเป็นนั่ง มีอาการขัด ๆ ที่บริเวณคอหรือหลัง หลังจากขยับคอหรือเอว ซักพักอาการปวดจะทุเลาลงระดับหนึ่ง มักมีอาการปวดขัดมากตอนเช้า

2. ทำการรักษาโดยใช้อุปกรณ์สื่อสัญญาณพิเศษ  (RF) คล้ายเข็มขนาดเล็ก โดยจะส่งสัญญาณไปยังตำแหน่งเส้นประสาทที่แม่นยำได้ โดยต้องอาศัยเครื่องเอกซเรย์แบบต่อเนื่องและประสบการณ์ที่ชำนาญของแพทย์ ใช้เวลาในการรักษาประมาณ 15–20 นาที

3. หลังการทำการรักษา ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บระบมบริเวณรอยเจาะประมาณ 1–2 วันเป็นเรื่องปกติ ให้หลีกเลี่ยงการทำงานหนักในช่วง 1–2 วันแรก อาการปวดคอ ปวดหลังจะทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้ไปแล้ว 1 สัปดาห์ หรือโดยประมาณ 7 วัน เมื่อเส้นประสาทขนาดเล็กที่เป็นปัญหาเริ่มมีการสูญเสียสภาพ หน้าที่ในการส่งสัญญาณประสาท แต่เส้นประสาทนี้จะไม่ถูกทำลาย จะมีการงอกหรือกลับมาทำหน้าที่ตามปกติในอีก 8–12 เดือน

4.ข้อควรระวังหรือข้อแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้น้อย ได้แก่ ปัญหาการติดเชื้อ เลือดออก โดยทั่วไปป้องกันได้ เนื่องจากการรักษาจะทำในห้องผ่าตัดซึ่งเป็นห้องปลอดเชื้อ และสำหรับผู้ป่วยที่ทานยาละลายลิ่มเลือด แนะนำให้หยุดยาก่อนทำการรักษาอย่างน้อย 7 วัน

กล่าวโดยสรุป การรักษาโดยการใช้คลื่นชนิดพิเศษแบบ RF นี้ จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการช่วยรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาอาการปวดคอ และปวดหลังเรื้อรังได้

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันเอก นายแพทย์ จิระเดช  ตุงคะเศรณี ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพญาไท 2 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 7 เมษายน 2556

กินวิตามินไม่ถูกเสี่ยงเป็นนิ่ว

dailynews130211_001บางคนเข้าใจว่า การเติมสารอาหารเสริมคือเรื่องจำเป็น แม้ไม่รู้ว่าร่างกายของตนเองขาดไปหรือไม่ แต่ก็จะกินให้มีมากเข้าไว้ ดีกว่ารอให้ขาด…โดยหารู้ไม่ว่า สารอาหารที่มีประโยชน์บางอย่าง ถ้ามีมากเกินควร อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ!?

อย่างเรื่องการกินวิตามินซีเสริมเป็นประจำทุกวันนั้น ล่าสุดมีผลวิจัยจากสถาบันแคโรลินสกา ในกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ศึกษาพบว่า การกินวิตามินซีเสริมชนิดเม็ดโดยไม่จำเป็นทุกวัน เพิ่มโอกาสเสี่ยงเป็นสองเท่าที่จะก่อให้เกิดก้อนนิ่วในไต

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ วิตามินซีส่วนเกินที่ร่างกายไม่ต้องการจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะในรูปของสารที่ชื่อ อ็อกซาเลต สารนี้ถ้ามีมากๆ แล้วไปจับตัวกับแคลเซียมจะก่อให้เกิดผลึกหรือก้อนนิ่วที่ไต ใครเป็นมักต้องทรมานกับอาการปวดหลัง ปวดท้อง

ทั้งนี้ ทีมวิจัยมีการติดตามกลุ่มตัวอย่างจำนวน 907 ราย คนกลุ่มนี้อยู่ในวัยกลางคน และกินวิตามินซีเสริม 1 เม็ดต่อวัน (ปริมาณวิตามินซี 1,000 มิลลิกรัมต่อเม็ด) โดยผลการติดตามนานนับสิบปีพบว่า กลุ่มตัวอย่างดังกล่าว มีร้อยละ 3.4 เป็นนิ่วในไต ขณะที่อีกกลุ่มตัวอย่างซึ่งไม่ได้กินวิตามินซีเสริมเป็นประจำทุกวัน กลับพบอัตราการป่วยเป็นนิ่วในไตที่ร้อยละ 1.8

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก่อนคิดจะกินวิตามินซีเสริม แต่ละคนควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ทราบความต้องการของสภาพร่างกาย อย่างไรก็ตาม ทางทีมวิจัยย้ำว่า ผลการศึกษานี้ ไม่ได้หมายรวมถึงวิตามินซีตามธรรมชาติที่ร่างกายได้รับจากการกินผักและผลไม้ โดยย้ำว่า วิตามินซีจากธรรมชาติคือสิ่งจำเป็น เพราะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ดีต่อกระดูกและกล้ามเนื้อนั่นเอง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 11 กุมภาพันธ์ 2556

.

Related Article:

.

The condition affects 12 per cent of men and four per cent of women in the UK

The condition affects 12 per cent of men and four per cent of women in the UK

Taking vitamin C every day DOUBLES the risk of painful kidney stones

  • ‘Excruciatingly painful’ condition affects 12 per cent of men and four per cent of women in the UK
  • Some of the vitamin C absorbed by the body is excreted in urine as oxalate
  • This is one of the key components of kidney stones

By ANNA HODGEKISS

PUBLISHED: 12:05 GMT, 5 February 2013

Men who take vitamin C supplements every day double their risk of suffering from kidney stones, new research suggests.

The excruciating condition is on the rise – and Swedish researchers say a bi-product of the vitamin may be to blame.

Men who took vitamin C supplements at least once a day had the highest risk of kidney stones.

The condition affects 12 per cent of men and four per cent of women in the UK.

‘It has long been suspected that high doses of vitamin C may increase the risk of kidney stones, said lead researcher Laura Thomas, from the Karolinska Institutet in Stockholm.

This is because some of the vitamin C absorbed by the body is excreted in urine as oxalate, one of the key components of kidney stones.

Stones are made up of tiny crystals, which can be formed by calcium combining with oxalate.

The study tracked more than 22,000 middle-aged and elderly for 11 years.

The current analysis included 907 men who said they took regular vitamin C tablets and more than 22,000 who didn’t use any nutritional supplements.

Swedish supplements, like those the study participants would have taken, typically contain about 1,000 milligrams (mg) of vitamin C per tablet. Most vitamin C supplements sold in the U.K contain either 500 or 1,000 mg.

A glass of freshly squeezed orange juice contains around 120mg.

Of the vitamin C users, 3.4 per cent developed kidney stones for the first time during the study, compared to 1.8 per cent of non-supplement users.

The findings appear in the journal JAMA Internal medicine.

The researchers said hat because there are no clear benefits tied to taking high-dose vitamin C, people who have had stones in the past might want to think before taking extra supplements.

But the findings do not mean people shouldn’t get plenty of vitamin C through fruits and vegetables, since the antioxidant is important for bone and muscle health – and severe deficiency can cause scurvy.

‘Vitamin C is an important part of a healthy diet,’ Thomas said. ‘Any effect of vitamin C on kidney stone risk is likely to depend both on the dose and on the combination of nutrients with which it is ingested.’

KIDNEY STONES: A PAIN WORSE THAN CHILD BIRTH

Kidney stones are stone-like lumps that can develop in one or both of the kidneys.

The waste products in the blood can occasionally form crystals that collect inside the kidneys. Over time, the crystals may build up to form a hard stone-like lump.

After a kidney stone has formed, the body tries to pass it out in urine. If a stone is small, this may even go undetected.

However, it is fairly common for a stone to block part of the urinary system, such as the ureter (the tube connecting the kidney to the bladder) or the urethra (the tube through which urine passes out of the body).

If this happens, it can cause crippling pain in the back, abdomen or groin, painful urinary infections and in some cases, kidney failure.
Many people who have suffered kidney stones descibe the pain as ‘excruciating’ and worse than child birth.

‘Our modern lifestyles are responsible, particularly because we don’t drink enough water and eat the wrong foods,’ explains Daron Smith, a consultant urologist at University College Hospital, London.

A poor diet and dehydration are major risk factors (Saudi Arabia has one of the highest kidney stone rates in the world).

Certain people have higher than average levels of stone-forming chemicals in their body called oxalate. This means cutting down coffee, spinach and rhubarb – all of which are high-oxalate foods.

SOURCE:  dailymail.co.uk

แสงสีบำบัด

Red light speeds up the healing of burns. Patients given daily treatment recovered two days faster than those not given light therapy

Red light speeds up the healing of burns. Patients given daily treatment recovered two days faster than those not given light therapy

การใช้แสงไฟที่มีสีสัน เป็นอีกทางเลือกในการบำบัดอาการป่วย ปัจจุบันแพทย์ได้ใช้สีของแสงบำบัดอาการป่วย ตั้งแต่อาการหน้าแดง Rosacea ไปจึงถึง อาการปวดหลัง

นักวิจัยค้นพบว่า ความยาวคลื่นของแสงที่ต่างกันมีผลต่อสุขภาพต่างกันด้วย

ยกตัวอย่างเช่น คลื่นแสงสีแดง มีผลเจาะลึกเข้าไปในเนื้อเยื่อและสามารถช่วยสมานแผล

Insomnia? Back pain? Try a blast of coloured light

By ROGER DOBSON

PUBLISHED: 02:40 GMT, 8 January 2013

Using coloured light to treat illness sounds very ‘alternative’ — but doctors are now offering colour therapy for conditions ranging from rosacea to back pain.

Researchers have discovered that different wavelengths of light (i.e. different colours) can provide different health benefits.

Red light, for example, can penetrate deep into tissue and can help with wound healing.

‘In the past, light treatments were not so discriminating, which was a problem, as  some wavelengths are associated with  the development of skin cancer,’ says  Dr Bav Shergill, of the British Association  of Dermatologists.

‘Now we have light that has specific wavelengths, which is making this non-invasive treatment even more attractive.’

There are a number of ways coloured light therapy can be given — via lasers, lamps, and LEDs (light-emitting diodes).

Here, we reveal how a rainbow of light is being harnessed to treat common health problems.

BLUE 

TREATS: Back pain, stomach ulcers,  gum disease, acne

Researchers at Heidelberg University in Germany are using blue light therapy to treat back pain in a trial of a patch-like device containing LEDs.

The theory is that the blue light stimulates the production of nitric oxide, a natural compound with pain killing and anti-inflammatory effects.

Blue light is increasingly used as an antibacterial treatment.

At Massachusetts General Hospital, doctors have found that shining blue light into the stomachs of patients with Helicobacter pylori (a bacterium linked to ulcers) reduces the bacterium by up to 99 per cent.

It is thought blue light kills the bacterium cells without harming healthy tissue.

Meanwhile, a Japanese study found blue light was significantly more effective than other colours at zapping bacteria involved in gum disease.
Blue light therapy is also effective for acne.

Research at the University of Missouri suggests improvement can be seen within a week, and after two months, more than 90 per cent of patients had visible improvements.

‘It can be used to treat patients who are unable to tolerate conventional acne treatments,’ says Dr Shergill.

RED

TREATS: Sun damage, burns, hair loss

Dermatologists in Jerusalem are using red light to treat actinic keratosis (or solar keratosis).

This is a pre-malignant skin condition where thick, scaly or crusty patches develop on the skin — the risk of it increases with age.

In one study at Hadassah-Hebrew University Medical School, all 15 patients treated with light improved after one session.

It is thought red light may tackle inflammation caused by the abnormal tissue, or activates the immune system to attack the abnormal cells.

Red light speeds up the healing of burns, too, according to a study at Shanghai Jiaotong University.

Patients given daily treatment recovered two days faster than those not given light therapy. (Patients were treated for 30 minutes at a time.)

The light appears to increase blood circulation, boosting the supply of oxygen and nutrients needed to heal tissue.

It is also thought to stimulate the production of collagen, a key component of wound healing.

Red light is also being tested for treating hair loss in women.

ORANGE

TREATS: Sleep and balance problems

Exposure to different coloured lights may help older people with balance problems and insomnia.

As part of a study at Stanford University in the U.S., older people will be exposed to orange light for 30 minutes a night.

One theory is that orange light has an effect on the balance mechanism in the inner ear.

YELLOW

TREATS: Spider veins,  birthmarks, rosacea, sunburn

Haemoglobin, which gives blood its red colour, soaks up yellow light, which then destroys spider veins.

With port wine stains and birthmarks, the yellow light is absorbed by haemoglobin within the birthmark.

‘This treatment has improved patients’ lives immeasurably,’ says Dr Shergill. Yellow light also reduces the appearance of redness, swelling and inflammation, and may help rosacea and sunburn.

GREEN

TREATS: Enlarged prostate, wound healing, depression, insomnia

Green laser light is being used as an alternative to the scalpel in surgery for benign prostate disease (or BPH).

It vaporises and removes enlarged prostate tissue. The laser light is administered by a fibre optic inserted into the urethra.

According to a report from the University of California at Los Angeles, it produces results that are equal to those with surgery, but without the severe side-effects and risks.

‘Green laser lights can be very useful in patients on blood thinners, as it is not necessary to stop taking these drugs in order to have the operation,’ says Anthony Koupparis, consultant urological surgeon at Southmead Hospital, Bristol.

Green lasers have also been shown to melt body fat, and are being tested in a trial for body contouring, or reshaping, after weight loss.

Meanwhile, scientists at Osaka University in Japan have discovered LEDs that emit green light can speed up wound healing in tests on animals.

It is thought the light boosts production of compounds involved in wound healing.

Green lasers could help with seasonal depression and insomnia, too.

One theory is malfunctions in the body’s natural clock contribute to both conditions, as it coordinates the release of hormones such as melatonin, crucial for deep sleep, and serotonin, a feel-good chemical.

In a trial at the University of California, a light worn at night bathes the face in green light. Scientists  believe this will reset the body clock.

VIOLET

TREATS: Itching, alopecia,  eczema, vitiligo psoriasis

Ultraviolet light therapy is an effective treatment for many skin conditions, including psoriasis and eczema, possibly by slowing down cell growth and inflammation.

Controlled use of UV light has also been shown to help reduce the size of the white patches of vitiligo, a skin pigment disorder.

In a trial at Nottingham University, doctors are comparing the effects of hand-held UVB and placebo devices on

SOURCE: dailymail.co.uk

′′ปวดหลัง′′ ภัยเงียบของผู้หญิง

อาการ “ปวดหลัง” เป็นปัญหาที่พบในทุกเพศทุกวัยและเป็นปัญหาของคนทั้งโลก บางคนนานเป็นแรมเดือนและปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้เพราะกระดูกสันหลังสึกกร่อนไปตามวัย

เพ็ญพิชชากร แสนคำ ผู้อำนวยการสถาบันปรับโครงสร้างร่างกาย อริยะ อธิบายว่า อาการปวดหลังพบมากในคนวัยทำงานทั้งชายและหญิง อายุระหว่าง 27-50 ปี มีสาเหตุหลักมาจากการนั่งหลังงอ หรือนั่งไขว้ห้าง ซึ่งน้ำหนักจะเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งจนทำให้กระดูกสันหลังคด การทำงานอยู่หน้าจอคอมพ์ หรือพิมพ์งานนานๆ กล้ามเนื้อบริเวณไหล่และคอจะเกร็ง จึงปวดเมื่อยบริเวณบ่าและคอ การเดินบนรองเท้าส้นสูงนานๆ การยืนพักขาโดยทิ้งน้ำหนักไปข้างใดข้างหนึ่ง การกอดอก หรือแม้กระทั่งการนอนขดตัว การนอนทับข้างใดข้างหนึ่งก็ล้วนเป็นสาเหตุของอาการปวดหลัง คอ และบ่า หากสะสมนานๆ อาจกลายเป็นโรคปวดเรื้อรังได้

“ในปัจจุบัน การบำบัดรักษาอาการปวดหลังมีทั้งการทานยา ไปจนถึงการผ่าตัด อย่างไรก็ตาม แพทย์ทางเลือกอย่างแพทย์แผนไทยประยุกต์ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างร่างกาย โดยไม่ใช้ยา แต่ใช้เทคนิคเฉพาะของสถาบันปรับโครงสร้างร่างกายอริยะ เพราะจริงๆ แล้วสาเหตุของการปวดหลัง 90% มาจากความผิดปกติของโครงสร้างร่างกาย นั่นคือเป็นความบกพร่องของระบบกระดูกกล้ามเนื้อ อีกเพียง 10% เท่านั้นที่มาจากการเป็นโรคอื่นๆ เช่น มะเร็ง ความบกพร่องของภูมิในร่างกาย โรคไต”

กระนั้น เราสามารถป้องกันแก้ไขอาการต่างๆ เหล่านั้นได้ หากเข้าใจอิริยาบถในวิถีชีวิต

“ปัจจัยที่มีผลต่อการปวดหลังมากที่สุดก็คือท่าทางการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่ถูกต้อง การอยู่ในท่าเดิมนานๆ ต่อเนื่องกัน ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน ยกของ ขับรถ การทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์นานๆ การใส่รองเท้าส้นสูง ความอ้วน ลงพุง ฯลฯ การเคลื่อนไหวทุกอิริยาบถมีผลต่ออาการปวดหลังและเป็นสาเหตุหลักของอาการปวดหลังด้วย ดังนั้นการรู้จักตนเองจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปกับการรักษาที่ท่านรักษาอยู่ แม้จะรักษาด้วยวิธีการใดก็ตามจนหายขาด แต่ก็ต้องมีสติระลึกรู้ในอิริยาบถที่ถูกต้องในการใช้ชีวิต เพราะหากยังสร้างเหตุที่ผิดท่านอาจมีอาการกลับมาอีกได้”

ผู้หญิงอย่าปล่อยให้สูงวัยแล้วค่อยดูแลตัวเอง เพราะผลจากการดูแลสุขภาพวันนี้ ส่งผลถึงอนาคตข้างหน้า

หน้า 25,มติชนรายวันฉบับวันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม 2555 

ที่มา: มติชน 15 ตุลาคม 2555