โบกมือลาอาการไอเรื้อรัง

bangkokbiznews130119_001อาการไอเรื้อรัง รักษาไม่ยาก หากแก้ตรงสาเหตุ พบแพทย์รับยาที่ตรงอาการไม่นานก็หายเป็นปลิดทิ้ง

ปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่หลาย ๆ คนยึดเป็นวันเริ่มต้นเมื่อปรับเปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยการเปลี่ยนแปลงดูแลตัวเองในทางที่ดีขึ้น แต่สุดท้ายแล้วมักพบว่ามีส่วนน้อยทำได้ตลอดรอดฝั่ง หากพิจารณาดีๆ จะพบว่ามีปัญหาบางอย่างที่ดูเหมือนจะเล็กน้อย เช่นอาการไอที่เป็น ๆ หาย ๆ หรือเรื้อรัง เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อพิชิตจุดหมายที่วางไว้

บริษัท ดีคอลเจน จำกัด จึงได้จับมือกับ ผศ. นพ. มานพชัย ธรรมคันโธ คณะแพทยศาสาตร์ ศิริราชพยาบาลจัดเสวนาให้ความรู้ภายใต้หัวข้อ“กำจัดอาการไอ เริ่มชีวิตใหม่ที่สดใสซาบซ่าตั้งแต่ต้นปี”

ผศ. นพ. มานพชัย กล่าวว่า ทุกวันนี้คนไทยเรามีปัญหาสุขภาพเรื่องอาการไอกันมากเพราะอากาศที่แปรปรวน และมลภาวะทางอากาศที่เลวร้ายลงทุกทีๆ รวมถึงการใช้ชีวิตที่สมบุกสมบันของด้านหน้าที่การงาน

อาการไอนี้นอกจากจะบั่นทอนสุขภาพอนามัยที่ดีแล้ว หากปล่อยให้เป็นๆ หายๆหรือเรื้อรังอยู่ ก็จะเสียบุคลิกภาพ ความมั่นใจ อีกทั้งเสียงไอและการมีเสมะหะเป็นสิ่งรบกวนและเป็นที่รังเกียจของคนรอบข้าง

สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคท้าทายอย่างมากต่อหนุ่มสาววัยทำงานที่มุ่งมั่นที่จะทยานสู่ความเจริญก้าวหน้าตั้งแต่ต้นปีดังนั้นเราควรจะเริ่มต้นกันที่การเรียนรู้เข้าใจสาเหตุและกลไกการไอ และทำการรักษาดูแลตนเองอย่างถูกวิธีกันโดยด่วน เพื่อต้อนรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ซาบซ่าสดใสกว่า

อาการไออาจเกิดได้จากหลายสาเหตุและมีลักษณะที่หลากหลาย จึงมีความจำเป็นต้องฉลาดเลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับอาการ มิฉะนั้นก็จะไม่หายเสียที หรือกลายเป็นอาการเรื้อรัง ลักษณะของการไอบางครั้งก็ช่วยบอกสาเหตุได้เช่น  แบบไอแห้ง ๆ ไม่มีเสมหะ มักเกิดจากสารระคายเคืองมลภาวะต่างๆ ในสิ่งแวดล้อม เช่น ควันบุหรี่ฝุ่นละออง

แบบที่สองคือไอและแน่นหน้าอก หายใจเร็ว หอบเหนื่อย มักพบในผู้ป่วยในโรคหอบหืดมักต้องใช้ยาขยายหลอดลมโดยช่วยให้กล้ามเนื้อหลอดลมคลายตัว

แบบที่พบบ่อยมากคือ ไอมีเสมหะ ลักษณะเสมหะจะช่วยในการวินิจฉัยโรคเบื้องต้นได้เช่นถ้าเสมหะสีเหลืองเขียวข้น มักเกิดจากการติดเชื้อ ถ้าเป็นสีขาวใสมักเป็นอาการไอจากภูมิแพ้หรือหอบหืด

ผศ.นพ.มานพชัย กล่าวเสริมความรู้เรื่องการใช้ยาแก้ไอว่า สำหรับคนที่ไอและมีเสมหะร่วมด้วยควรได้รับยากลุ่มละลายเสมหะ เช่น กลุ่มคาโบซิสเตอีน 500 มิลลิกรัมหรือ กลุ่มบรอมเฮกซีน 8 มิลลิกรัม เพื่อลดความเหนียวข้นของเสมหะ ทำให้เสมหะถูกละลายและขับออกมา และจะบรรเทารักษาอาการไอดีขึ้น

ผู้ป่วยซึ่งมีอาการไอแบบมีเสมหะ ไม่ควรเลือกรับระทานยากลุ่มที่ระงับหรือกดอาการไอ อย่างที่คนมีอาการไอแบบแห้ง ๆใช้ เพราะยาเหล่านี้แม้จะทำให้ไอรู้สึกว่าน้อยลง แต่ไม่ได้ช่วยให้เสมหะลดลงในทางตรงข้ามจะยิ่งสะสมมากขึ้นในหลอดลม อาจทำให้เกิดหลอดลมอุดตันและเกิดการติดเชื้อจนกลายเป็นโรคปอดอักเสบรุนแรงได้

ตามปกติแล้วหากรับประทานยาที่ถูกกับโรคและอาการรวมทั้งหลีกเลี่ยงปัจจัยแวดล้อมที่กระตุ้นการไอ และดูแลสุขภาพ นอนหลับพักผ่อน ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ เสมหะจะลดลงภายใน 3-5 วัน อาการไอจะหายไปภายใน 5-7 วัน ทำให้คุณพร้อมที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างสดใสส่องประกายเป็นดาวเด่น และประสบความสำเร็จอย่างมั่นใจไร้ปัญหาสุขภาพได้ไม่ยาก” ผศ.นพ.มานพชัย กล่าว

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 19 มกราคม 2556

เตือนกินยาปฏิชีวนะรักษาอาการไอ นอกจากไม่ได้ผลยังแถมให้โทษด้วย

thairath121221_001วารสารการแพทย์ “แลนเซต” ของอังกฤษ เปิดเผยว่า การใช้ยาปฏิชีวนะ ไม่อาจจะรักษาอาการไอเรื้อรังเนื่องจากการติดเชื้อในทรวงอกอย่างอ่อนลงได้ เพราะพบจากการศึกษาว่า อาการของคนไข้ไม่ได้กระเตื้องขึ้น หรือดีกว่าพวกที่รักษาด้วยยาหลอกเลย

อย่างไรก็ตาม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญบางคนเตือนว่า ในรายที่สงสัยว่ามีอาการโรคปอดบวมมาเกี่ยวพันด้วยก็ควรจะต้องใช้ยาปฏิชีวนะ สุดแต่ความรุนแรงของโรค

หัวหน้านักวิจัยมหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตันกล่าวแจ้งว่า “จากการใช้ยาปฏิชีวนะรักษาอาการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจที่ไม่เป็นปอดบวม พบว่าไม่เป็นประโยชน์เอาเลย และอาจเป็นภัยด้วยซ้ำ” และเสริมว่า “การให้ยาปฏิชีวนะในช่วงการรักษาขั้นต้น ทั้งที่ไม่ได้ผลมากเกินไป อาจก่อให้เกิดการดื้อยาและอาการข้างเคียงอย่างเช่น ท้องร่วง ผื่นคัน และคลื่นเหียนอาเจียนได้ จากผลการทดลองพบว่า คนไข้ส่วนใหญ่อาการดีขึ้นเอง”.

ที่มา : ไทยรัฐ 21 ธันวาคม 2555

.

Related Article :

.

Overprescribing of antibiotics can lead to bacterial resistance

Overprescribing of antibiotics can lead to bacterial resistance

Antibiotics ‘ineffective for coughs’

19 December 2012

Antibiotics are ineffective in treating patients with persistent coughs caused by mild chest infections, the Lancet journal reports.

About 2,000 patients across 12 European countries filled in an ‘illness’ diary.

The study found that the severity and duration of symptoms in patients treated with antibiotics were no different to those given a placebo.

But experts caution that if pneumonia is suspected, antibiotics should still be used due to the disease’s severity.

Prof Paul Little from the University of Southampton, who led the research, said: “Using the antibiotic amoxicillin to treat respiratory infections in patients not suspected of having pneumonia is not likely to help and could be harmful.


“Most mild chest infections will settle by themselves with no need for antibiotics – as mainly caused by viruses”

Dr Nick HopkinsonBritish Lung Foundatio

“Overuse of antibiotics, dominated by primary care prescribing, particularly when they are ineffective, can lead to the development of resistance and have side effects like diarrhoea, rash and vomiting.

“Our results show that people get better on their own. But given that a small number of patients will benefit from antibiotics the challenge remains to identify these individuals.”

Previous research into whether or not antibiotics are beneficial in the treatment of chest infections, where symptoms include shortness of breath, weakness, high fever, coughing and fatigue, have produced conflicting results- particularly in older people where chest infections can lead to further complications.

This study randomly divided patients into two groups – one received the antibiotic and the other was given a placebo, an inert treatment in the form of a sugar pill, three times a day for seven days.

The study found little difference in the severity and duration of symptoms reported between groups. This was also true for older patients – those aged 60 years or over – who made up nearly a third of the study.

And those taking antibiotics were reported to have more side effects including nausea, rash and diarrhoea than those given the placebo.

Drug resistance

Chest infections are one of the most common problems patients go to their GP about.

Dr Nick Hopkinson, a member of the British Lung Foundation, thought the study was helpful back-up when patients ask them for antibiotics.

He said: “Some patients with mild chest infections will ask for a prescription – this study can help GPs suggest it may not be the best thing for them.

“Most mild chest infections will settle by themselves with no need for antibiotics – as they are mainly caused by viruses. Those with mild infections are told to come back if symptoms don’t get better.

“This study is encouraging and supports what GPs are already doing.”

Overprescribing of antibiotics can lead to bacterial infection resistance.

Dr Michael Moore, from the Royal College of General Practitioners, who also co-authored the study, said: “It is important that GPs are clear when they should and should not prescribe antibiotics to patients to reduce the emergence of bacterial resistance in the community.

“This study backs the approach taken in the National Institute for Health and Clinical Excellence (NICE) guidelines that patients who present with acute lower respiratory tract infection where pneumonia is not suspected can be reassured by their GP that they will recover without antibiotics and that the illness is likely to last about three weeks in total whether or not they have a prescription.”

The European study, which included Belgium, England, France and Germany, took place between November 2007 and April 2010.

It looked at 2,061 patients who had a persistent cough lasting more than 28 days and where a chest infection, like bronchitis, was suspected.

Those thought to have pneumonia were excluded from the study due to the severity of the disease if not treated promptly.

Participants completed a daily diary for the duration of their illness and rated the the severity of their symptoms including cough, shortness of breath, chest pain, and blocked or runny nose.

SOURCE : bbc.co.uk

ตรวจสมรรถภาพปอดนั้น สำคัญไฉน

ตรวจสมรรถภาพปอดนั้น สำคัญไฉน

ผศ.พญ.ดร.เบญจมาศ ช่วยชู 
       ภาควิชาอายุรศาสตร์

ปอดของคนเรามีหน้าที่สำคัญ คือ รับออกซิเจนเข้า และคายคาร์บอนไดออกไซด์ ออกจากร่างกาย หากปอดไม่แข็งแรงจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ ดังนั้น การตรวจสมรรถภาพปอด จึงเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยประเมินความสามารถของปอดในการทำหน้าที่นี้

การตรวจสมรรถภาพปอด มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวินิจฉัย ประเมินผล และติดตามการรักษาผู้ป่วยโรคระบบการหายใจ เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหืด โรคที่ทำให้ปอดขยายตัวได้ไม่เต็มที่ และประเมินความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยก่อนการผ่าตัด และยังสามารถบอกถึงความเสื่อมของการทำงานของปอดด้วย ซึ่งผู้ที่ควรได้รับการตรวจสมรรถภาพปอด ได้แก่ ผู้ที่มีอาการไอเรื้อรัง หอบเหนื่อย ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงแม้ไม่มีอาการ เช่น ผู้สูบบุหรี่โดยเฉพาะอายุ 40 ปีขึ้นไป ผู้สัมผัสฝุ่น ควันที่เป็นอันตรายต่อปอด เช่น ทำงานในเหมืองแร่ มีฝุ่นฝ้าย มีฝุ่นหินทราย ทั้งนี้เพื่อเฝ้าระวังการเกิดโรค

สำหรับวิธีการทดสอบสมรรถภาพปอด ผู้เข้ารับการตรวจให้นั่งตัวและหน้าตรง เท้าทั้ง 2 ข้างแตะกับพื้น อมกระบอกเครื่องเป่า และปิดปากให้แน่น พร้อมที่หนีบจมูก สูดหายใจเข้าเต็มที่ หายใจออกให้เร็วและแรงเต็มที่จนหมด และสูดหายใจเข้าอีกครั้ง ทำซ้ำให้ได้ผลที่เข้าเกณฑ์อย่างน้อย 3 ครั้ง แต่ไม่เกิน 8 ครั้ง โดยเกณฑ์ที่ถือว่าทำได้ถูกต้องเจ้าหน้าที่จะดูจากกราฟปริมาตร-อัตราการไหลของอากาศ และ กราฟปริมาตร-เวลา โดยต้องเป่าออกได้แรงและเร็วและนานพออย่างน้อย 6 วินาที รวมทั้งไม่มีการสะดุดระหว่างการเป่า การพบความผิดปกติของปอดในระยะแรก จะช่วยให้ได้รับการรักษาตั้งแต่โรคยังเป็นไม่มาก ช่วยลดความรุนแรงของโรค และลดพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคได้

อย่างไรก็ดี การตรวจสมรรถภาพปอด เป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคยสำหรับคนทั่วไป และจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับความร่วมมือในการตรวจ เพราะผู้ป่วยต้องออกแรงในการเป่า ทำให้บางคนที่เหนื่อยอยู่แล้วคิดว่าทำไม่ได้ ความจริงแล้วผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถทำได้ ซึ่งแพทย์จะดูตามกำลังของแต่ละคน ทั้งนี้ ยังไม่ปรากฏว่า มีคนไข้ขาดใจจากการเป่าเลย ดังนั้น ควรทำให้เต็มที่ เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง

สำหรับผู้ที่มีอาการไอเรื้อรัง เหนื่อย หรือกลุ่มคนทำงานที่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยง ควรรับการตรวจสมรรถภาพปอดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ซึ่งก่อนมาตรวจ ให้งดยาขยายหลอดลมชนิดพ่นสูดตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำ เช่น ยาขยายหลอดลมชนิดพ่นสูดออกฤทธิ์สั้น (ยาฉุกเฉิน) 4-6 ชั่วโมง และยาขยายหลอดลมชนิดพ่นสูดออกฤทธิ์ยาวอย่างน้อย 12 ชั่วโมง ง่ายๆ คือ งดยาขยายหลอดลมชนิดพ่นสูดหลัง 2 ทุ่ม และเช้าก่อนวันมาตรวจ ยกเว้นถ้าเหนื่อยมากสามารถใช้ยาได้ และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบว่าเริ่มสูดยาเมื่อไหร่ ส่วนยาอื่นๆ ใช้ได้ตามปกติ เช่น ยาลดความดันโลหิตสูง ยาควบคุมเบาหวาน และไม่ต้องงดอาหาร แต่ไม่ควรรับประทานอาหารจนอิ่มเกินไป ก่อนตรวจสมรรถภาพปอด 2 ชั่วโมง และไม่สวมเสื้อผ้าที่รัดทรวงอกและท้อง รวมทั้งงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ ทั้งนี้ เพื่อให้ผลการตรวจมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

————————————————————-

พบกิจกรรมดีๆ ที่ศิริราช

• 9 ก.ย.55 บรรยาย “เรียนดีอย่างไรในศตวรรษที่ 21” โดย ดร.วรนารถ เลิศสกุลไทย เวลา 13.00-16.00 น.ณ ห้องอทิตยาทรกิติคุณ ตึกสยามินทร์ ชั้น 7 รพ.ศิริราช สำรองที่นั่งฟรีได้ที่ ศูนย์รับเลี้ยงและพัฒนาเด็กศิริราช โทร.0 2419 5722, 0 2419 7626

24 ก.ย.วันมหิดล “ช่วยกันสนับสนุนการทำความดีของพวกเราด้วยค่ะ” นี่คือ เสียงหนึ่งของนักศึกษาที่ร่วมกันทำธงวันมหิดลและขอรับบริจาคในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เงินบริจาคนี้จะนำไปช่วยผู้ป่วยยากไร้ รพ.ศิริราช และท่านยังสามารถบริจาคได้ทุกวันที่ ศิริราชมูลนิธิ โทร.0 2419 7658-60

 

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 กันยายน 2555