ทีมนักวิจัยพบว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนเสริมช่วยป้องกันโรคท่อปัสสาวะอักเสบในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน

voathai130708_001ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิงที่อายุน้อยกว่าในการเกิดโรคท่อปัสสาวะอักเสบจากเชื้อเเบคทีเรียที่เรียกว่า UTI’s และพบว่าการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเสริมช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคนี้ได้

บรรดาผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าราว 60 เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงทั้งหมดจะเป็นโรคท่อปัสสาวะอักเสบจากเชื้อเเบคทีเรียในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของชีวิตและอย่างน้อย 20 เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงกลุ่มนี้จะเกิดอาการอักเสบซ้ำหลายครั้ง คุณอานาลลี เบราเน่อร์ นักวิจัยและผู้ให้คำปรึกษาที่สถาบัน Karoliska ในสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดนกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าอาการอักเสบที่เกิดซ้ำหลายครั้งมักเกิดขึ้นในบรรดาผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน

จากการศึกษาเรื่องนี้ ทีมนักวิจัยหลายทีม รวมทั้งคุณโบรเน่อร์พบว่าผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนมีโอกาสเสี่ยงมากขึ้นในการเกิดอาการอักเสบในท่อปัสสาวะซ้ำเนื่องจากเยื่อบุภายในถุงน้ำปัสสาวะอ่อนแอมากขึ้น เกิดช่องโหว่ขึ้นในเนื้อเยื่อทำให้เชื้อเเบคทีเรียเข้าไปในเนื้อเยื่อได้ง่ายทำให้เกิดอาการอักเสบ

คุณเบราเน่อร์ กล่าวว่าการศึกษาพบว่ามีจำนวนเชื้อเเบคทีเรียจำนวนมากภายในเนื้อเยื่อบุผนังถุงน้ำปัสสาวะและเชื้อเเบคทีเรียเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว คุณเบราเน่อร์ชี้ว่าเชื้อเเบคทีเรียเหล่านี้ยังสามารถหลบหลีกจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ป่วยได้ด้วย

คุณเบราเน่อร์ กล่าวว่าโดยธรรมชาติ ร่างกายคนเราจะผลิตสารต่อต้านเชื้อโรคหากมีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายแต่เนื่องจากเชื้อเเบคทีเรียสามารถแอบซ่อนตัวอยู่ลึกในเนื่อเยื่อบุผนังถุงน้ำปัสสาวะ ระบบต่อต้านเชื้อโรคตามธรรมชาติของร่างกายจึงทำงานไม่ได้ผลเท่าที่ควร

คุณเบราเน่อร์ ค้นพบว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนเสริมที่ให้แก่ผู้ป่วยหญิงวัยหมดประจำเดือนผ่านทางช่องคลอดได้ผลดีในการช่วยกระตุ้นเนื้อเยื่อผนังถุงน้ำปัสสาวะซ่อมเเซมตัวเองให้เเข็งเเรงขึ้น ทำให้ติดเชื้อเเบคทีเรียยากขึ้น คุณเบราเน่อร์กล่าวว่าผลการทดลองบำบัดด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนเสริมในหนูทดลองก็ได้ผลดีเช่นกัน

คุณเบราเน่อร์กล่าวปิดท้ายรายงานจากผู้สื่อข่าววีโอเอที่กรุงวอชิงตันว่าผลการทดลองบำบัดนี้ทำให้ทีมนักวิจัยเชื่อว่าการบำบัดผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ป่วยด้วยอาการท่อปัสสาวะอักเสบซ้ำๆด้วยการให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเสริมเป็นวิธีที่ได้ผลในการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อเเบคทีเรียซ้ำแล้วซ้ำอีก

Jessica Berman

08.07.2013

ที่มา : www.voathai.com

.

Related Article :

.

image00004

Hormone Estrogen Reduces Urinary Tract Infections in Older Women

June 25, 2013

by Jessica Berman

Post-menopausal women are at higher risk than younger women of developing bacterial infections of the urinary tract, called UTI’s.  Researchers have found that taking estrogen may help prevent the infections in women who are plagued by them.

Experts say up to 60 percent of all women will develop a urinary tract infection at some point in their lives, with 20 percent experiencing recurrent episodes.  Most repeat infections are in women beyond their childbearing years, according to Annalie Brauner, a researcher and consultant at the Karoliska Institute in Stockholm, Sweden.

Brauner said post-menopausal women are more susceptible to recurrent UTI’s because the mucosal tissue lining the bladder becomes very fragile, developing gaps which invite harmful bacteria to invade the tissue.

That’s something researchers, including Brauner, saw in their studies of women with UTI’s. “There was an extensive [and] massive [amount] of bacteria multiplying, and they could also hide away from the body’s own host defense mechanisms,” she said.

Brauner said the body naturally secretes those defensive antimicrobial peptides when it detects invading microorganisms. “And that is the reason why they cannot fend off the invading bacteria as quick as younger women can,” she explained.

Brauner said the bacteria’s ability to burrow deeply into the mucosal tissue lining the bladder also often renders antibiotics ineffective.

But when women with repeated UTI’s were given supplemental estrogen through the vaginal canal, Brauner said the hormone restored the integrity of the bladder’s cellular lining to that of healthier tissue seen in younger, premenopausal women.

Researchers repeated their experiments in a mouse model of menopause and got the same results.

“So, we believe that by treating post-menopausal women with recurrent infections of UTI with local estrogen we could prevent these recurrences,” Brauner explained.

A study on the effectiveness of the female hormone estrogen in preventing urinary tract infections is published in the journal Science Translational Medicine

SOURCE : sankofaonline.com

วัยทองผ่องอำไพ

dailynews130428_001ขณะนี้ประเทศไทยเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุครับ เพราะมีประชากรสูงอายุเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เหตุผลก็เพราะประชาชนเริ่มหันมาดูแลตัวเองดีขึ้น การแพทย์เจริญก้าวหน้ามากขึ้น ผู้คนก็เข้าสู่โรงพยาบาลเพื่อตรวจเช็กสุขภาพ ดูแลโรคตั้งแต่ระยะเริ่มแรกเพิ่มมากขึ้น ด้วยวิธีต่าง ๆ เหล่านี้จึงทำให้มีอายุยืนยาวมากขึ้นครับ

เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ผู้สูงอายุจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้และเข้าใจตัวเอง เมื่อสู่ช่วงวัยที่เรียกว่า “วัยทอง” เพราะในวัยนี้จะประสบกับการเปลี่ยนแปลงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อารมณ์และจิตใจ ซึ่งสาเหตุสำคัญก็มาจากเรื่องของฮอร์โมนนั่นเอง

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์อรรณพ ใจสำราญ ฝ่ายสูติศาสตร์–นรีเวชวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลว่า เวลาที่พูดถึงวัยทอง ส่วนใหญ่เราจะหมายถึงผู้หญิง แต่ในความหมายจริง ๆ แล้ว หมายรวมถึงผู้ชายด้วย เพียงแต่ปัญหาวัยทองที่เราพบส่วนใหญ่มักเป็นปัญหาที่เกิดกับผู้หญิง…สำหรับคุณผู้หญิง ก่อนอื่นเลยต้องทราบว่า ในเพศหญิงนั้นมีรังไข่ซึ่งเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพศหญิง คือฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งฮอร์โมนนี้จะทำให้เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ เข้าสู่วัยสาว แต่เมื่ออายุมากขึ้นเข้าสู่วัยที่เราเรียกกันว่าวัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือน ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วอายุประมาณ 49–50 ปี รังไข่ของคุณผู้หญิงก็จะเริ่มทำงานน้อยลงเรื่อย ๆ และหยุดทำงานลงในที่สุด ก็ทำให้ผู้หญิงขาดฮอร์โมนเพศหญิง จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในร่างกายตามมา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้กับตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า และมีได้ในทุก ๆ ระบบอวัยวะ

ปัญหาก็คือ เมื่อการแพทย์และการสาธารณสุขเจริญก้าวหน้ามากขึ้น ส่งผลให้อายุเฉลี่ยของผู้หญิงในปัจจุบันอยู่ที่ 72–73 ปี ดังนั้นเราจะเห็นว่าผู้หญิงต้องใช้ชีวิตอยู่ในช่วงหมดประจำเดือนและไม่มีฮอร์โมนเพศนานกว่า 20 ปีเลยทีเดียว ดังนั้น สุภาพสตรีวัยทองควรทราบว่าจะต้องมีการปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อที่จะรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ จะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไปในอนาคต

ส่วนในคุณผู้ชายก็มีฮอร์โมนเพศชายที่ชื่อว่าเอนโดรเจน ซึ่งสร้างมาจากลูกอัณฑะ ฮอร์โมนนี้มีหน้าที่ในการทำให้เป็นชายสมชาย แต่เมื่ออายุมากขึ้นเรื่อย ๆ การทำงานของลูกอัณฑะในการสร้างฮอร์โมนเพศชายก็จะลดน้อยลงครับ ทั้งนี้ จะมีความแตกต่างระหว่างผู้หญิงและผู้ชายตรงที่ว่า ผู้หญิงนั้นเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือน รังไข่จะหยุดทำงานอย่างรวดเร็วและฮอร์โมนที่เคยมีอยู่ในระดับสูงก็จะลดลงอย่างรวดเร็วด้วย ทำให้การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจน ต่างกับผู้ชายที่การทำงานของการสร้างฮอร์โมนเพศชายจะลดลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในผู้ชายจึงไม่รุนแรงและเกิดขึ้นฉับพลันเหมือนกับที่เกิดในผู้หญิง จึงไม่พบคุณผู้ชายมาปรึกษาแพทย์ด้วยปัญหาวัยทองมากนัก

ถ้าถามว่าอาการแสดงซึ่งรบกวนการดำเนินชีวิตของทั้งคุณผู้หญิงและคุณผู้ชายวัยทองมากที่สุด มักเกิดขึ้นกับอวัยวะใด คงต้องอธิบายว่า ในช่วงแรกเมื่อฮอร์โมนลดลงกว่าในระดับต่ำที่เคยเป็นมา อาการที่พบในช่วงแรกเรียกว่าเป็นอาการที่เกิดจากการทำงานของระบบประสาทที่ผิดปกติไป ที่เราพบได้บ่อย ๆ ก็คือ มีอาการร้อนวูบวาบ แม้จะนั่งอยู่ในห้องแอร์ก็มีเหงื่อออกตลอด อาการร้อนวูบวาบนี้มักเป็นมากในช่วงเย็นและช่วงกลางคืน บางคนมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ แต่ในบางคนอาจมีปัญหาเรื่องอารมณ์ เช่น หงุดหงิด โมโหง่าย ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่เราพบในช่วงแรก ๆ ซึ่งเกิดจากการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติที่ผิดปกติไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องเป็นเหมือนกันหมด เป็นมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไปในแต่ละคน

สำหรับอาการทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงวัยทอง แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
1. หงุดหงิด ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ก็อาจจะมีอาการฉุนเฉียวโมโหง่ายจากคนที่ใจดีกับลูกน้องหรือใจดีกับลูกหลานมาตลอดกลับกลายเป็นว่าใครทำอะไรก็ขัดหูขัดตาตลอด
2. มีภาวะซึมเศร้า เฉื่อยชา ไม่อยากทำอะไร ซึ่งอาการทั้งสองกลุ่มนี้สามารถเกิดได้ทั้งในหญิงและชายวัยทอง

อาการที่พบต่อมาก็คือ หลังจากเข้าสู่วัยทองได้ประมาณ 1–2 ปี ก็จะเริ่มมีการเสื่อมของเซลล์, เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่าง ๆ ตามมา ที่พบได้บ่อยในสุภาพสตรีก็คือเรื่องของช่องคลอดที่แห้ง-แสบ รวมถึงทางเดินปัสสาวะที่อาจจะมีปัญหาในเรื่องของหูรูดที่ทำงานได้ไม่ดีเหมือนเดิม ทำให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ มีแสบขัดเวลาปัสสาวะ หรือปัสสาวะบ่อย เป็นต้น

นอกจากนี้ก็เป็นปัญหาเรื่องความสวยความงาม คือ ผิวหนังมีอาการคัน รวมถึงเส้นใยใต้ผิวหนังที่ช่วยให้ผิวหนังมีความเต่งตึงนั้นเริ่มเสื่อมสภาพลง ทำให้เกิดริ้วรอยและความเหี่ยวย่น และท้ายที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปนาน 5–10 ปี หลังจากที่หมดประจำเดือน สิ่งที่เปลี่ยนแปลงตามมาก็จะเป็นเรื่องของการสูญเสียแคลเซียมออกจากเนื้อกระดูก ทำให้มีปัญหากระดูกบาง กระดูกพรุน และกระดูกหักง่าย มีปัญหาปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ และตามข้อต่อต่าง ๆ ในร่างกาย เหล่านี้คือปัญหาที่เกิดตามมาเป็นลำดับจากการที่ขาดฮอร์โมน ซึ่งพบว่าคุณผู้ชายหลายท่านก็อาจมีอาการเช่นเดียวกันกับคุณผู้หญิงได้

ไม่ว่าในผู้ชายหรือในผู้หญิง ปัญหาที่เกิดขึ้นจากวัยทอง ล้วนแตกต่างกันไปในแต่ละคน ทำให้การดูแลรักษาและการป้องกัน ไม่เหมือนกัน ถ้าท่านที่สุขภาพแข็งแรงมาตลอด ดูแลสุขภาพตนเองดีมาตลอด อาจจะมีปัญหาหรือมีการเปลี่ยนแปลงดังที่กล่าวไปข้างต้นน้อย ซึ่งอาจไม่ต้องรักษาหรือทำอะไรเลย…ขณะที่ในบางคนมีปัญหาหรือมีอาการมาก ปัญหาของท่านเหล่านี้ก็จำเป็นต้องได้รับการรักษาหรือดูแลโดยเฉพาะ เช่น แพทย์อาจให้ยาบางอย่างที่ช่วยในการชะลอหรือรักษาอาการดังกล่าว ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับว่าปัญหาของแต่ละท่านมีมากหรือมีน้อย ท่านได้มีการดูแลสุขภาพของตนเองมากน้อยแค่ไหน นอกเหนือจากนั้นคนในครอบครัวก็จำเป็นต้องมีส่วนร่วมด้วย ถ้าในครอบครัวมีคุณพ่อคุณแม่ หรือมีสามี-ภรรยาที่อยู่ในวัยที่ผมกล่าวถึงนี้ และเริ่มมีปัญหา แนะนำว่า ควรได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ และหาความรู้เพื่อที่จะปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมครับ

ถึงตรงนี้ หลายท่านเริ่มมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า ในอาการต่าง ๆ ที่กล่าวไปข้างต้น เช่น ร้อนวูบวาบ หรืออาการใจสั่น ถามว่าจำเป็นหรือไม่ที่ต้องไปพบแพทย์ทันทีที่มีอาการ เรื่องนี้คุณหมออธิบายว่า ขึ้นอยู่กับอาการที่เกิดขึ้นว่ามากน้อยแค่ไหน คือถ้ามีอาการเพียงเล็กน้อย นาน ๆ จึงจะเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง และสามารถปรับตัวได้ ก็อาจไม่จำเป็นต้องมาพบแพทย์ และจะหายเองได้ในที่สุด…แต่ในกรณีที่อาการเป็นมาก เช่น ร้อนมาก ใจสั่น นอนไม่หลับ หรือมีผลกระทบอย่างมากต่อการดำรงชีวิต แบบนี้ควรจะต้องปรึกษาแพทย์ เพราะถ้ามีอาการมากถึงขั้นที่กระทบต่อการดำเนินชีวิต อาจจำเป็นต้องใช้ยา ซึ่งยาในกลุ่มนี้ก็มีหลายตัว แพทย์จะเป็นผู้แนะนำการใช้ได้อย่างปลอดภัย ในการที่จะบรรเทาอาการต่าง ๆ

คำถามที่ตามมาก็คือ อาการวัยทองที่เป็น เช่น ร้อนวูบวาบ ถ้าปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ โดยไม่รับการรักษาจะส่งผลอย่างไร หรือ อาการใจสั่น ซึ่งในผู้สูงอายุอาจจะมีปัญหาหลอดเลือดตีบ หรือมีปัญหากล้ามเนื้อหัวใจร่วมด้วย ถ้าปล่อยรอไว้ให้ใจสั่นมาก ๆ แล้วค่อยไปพบแพทย์ แบบนี้จะผลเสียหรือไม่อย่างไร เรื่องนี้คุณหมออธิบายว่า “ถ้าเป็นอาการที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน และไม่ได้รับการรักษา เป็นมากกระทั่งทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ ย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวม แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเป็นมาก ๆ อาจจะสันนิษฐานได้ว่าท่านมีปัญหาโรคอื่นนอกเหนือจากการขาดฮอร์โมนร่วมด้วย เช่น เป็นโรคของต่อมไทรอยด์ ท่านอาจจะมีปัญหาเรื่องของโรคหัวใจอยู่แล้ว ถ้าปล่อยไว้ให้เป็นร่วมกันก็อาจจะทำให้มีปัญหาต่าง ๆ รุนแรงมากขึ้นได้”

มาถึงเรื่องการวินิจฉัยและรักษา ก่อนอื่นต้อง บอกว่า การไปพบแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่าอายและน่ากลัวแต่อย่างใด ในครั้งแรกที่ไปพบแพทย์ยังคลินิกวัยทอง ก็จะมีการซักประวัติ ตรวจร่างกาย บางครั้งอาจจะมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจเลือด หรือเอกซเรย์ตามความจำเป็น เพื่อจะวินิจฉัยให้ได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากการขาดฮอร์โมนจริงหรือไม่ ถ้าใช่จริงก็จะพิจารณาว่าต้องให้การรักษาอย่างไร ในการไปพบแพทย์ครั้งแรกส่วนใหญ่จะได้รับการตรวจและวินิจฉัยเกือบจะครบถ้วนอาจจะมีการตรวจติดตามเพื่อดูผลทางห้องปฏิบัติการหรือการตรวจพิเศษบ้าง ซัก 1-2 ครั้งแล้วจึงพิจารณาให้การรักษา…หลังการรักษาก็จะมีการตรวจติดตามผล ถ้าอาการไม่มากแพทย์จะนัด 3 เดือน/ครั้ง และถ้าอาการดีขึ้นแล้วอาจจะนัดมาเพียงปีละ 1-2 ครั้ง เท่านั้น

ยาฮอร์โมนที่ใช้ในการรักษาวัยทอง ก็คือฮอร์โมนเพศครับ แต่การจะใช้ จะต้องให้แพทย์เป็นผู้แนะนำ เมื่อแพทย์พิจารณาแล้วว่าไม่มีโรคอะไรที่เป็นข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมน แพทย์จึงจะสั่งให้ใช้…ไม่แนะนำเป็นอย่างยิ่ง และอยากจะห้าม ไม่ให้ไปซื้อยารับประทานเอง เพราะเห็นเพื่อนทานแล้วดีขึ้น จึงไปซื้อยี่ห้อเดียวกันมาทาน ทั้งนี้เพราะในแต่ละคนมีความต้องการยาไม่เหมือนกัน เราไปเอายาที่คนอื่นใช้ดีมาใช้ ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่ามันจะดีเสมอไป บางครั้งนอกจากจะไม่ดีขึ้นแล้วอาจจะทำให้เกิดอาการข้างเคียงและอันตรายได้ เพราะปัจจุบันยาฮอร์โมนในท้องตลาดมีหลายชนิดครับ ทั้งชนิดรับประทาน ชนิดทา ชนิดแผ่นแปะที่ผิวหนัง หรือบางชนิดอาจจะใช้รักษาอาการในช่องคลอดโดยเฉพาะ ดังนั้นการจะเลือกใช้ชนิดไหน แพทย์จะมีข้อแนะนำที่แตกต่างกันไป…และในการที่ใช้ฮอร์โมน แพทย์ก็จะมีการตรวจติดตามผลด้วย เพื่อปรับขนาดยาและชนิดของยาให้เหมาะสม ซึ่งการใช้ยาฮอร์โมนนี้ก็เหมือนกับการใช้ยารักษาโรคอื่น ๆ ทั่วไป คือใช้เมื่อมีปัญหาหรือมีข้อบ่งชี้ และเมื่อมีอาการดีขึ้นหรืออาการลดน้อยลง เราก็สามารถหยุดใช้ยาได้ ไม่จำเป็นต้องทานยาไปตลอดชีวิต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัญหาและความเหมาะสมของแต่ละคน.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 28 เมษายน 2556

.

.

dailynews130505_001

วัยทองผ่องอำไพ ตอน 2

ดังที่ได้กล่าวในตอนที่ 1 แล้ว วัยทองหมายถึงวัยประมาณ 49-50 ปีขึ้นไป ยังแข็งแรง ยังช่วยเหลือตัวเองได้ดีมาก ส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานได้สะสมชื่อเสียง เกียรติยศ และหลักฐานได้ดีพอควร บางคนอาจจะมีทั้งบุตรหลานแล้ว

ปัจจุบันมีสถานพยาบาลและโรงพยาบาลหลายแห่งเปิดบริการ “ชะลอวัย” “เวชศาสตร์ชะลอวัย” ซึ่งล้วนตอบสนองเพื่อยับยั้งหรือชะลออาการต่าง ๆ ของวัยสูงอายุ ให้ข้อแนะนำ รวมถึงดูแลตรวจและรักษาทดแทนในส่วนที่บกพร่อง มุ่งหวังจะให้มีอายุยืนยาวมากขึ้น ชะลอโรคหรือป้องกันโรคต่าง ๆ รวมทั้งเสริมแต่งทั้งภายนอก ภายในให้ดูดี ทั้งผิวหนัง หน้าตา บุคลิก น้ำหนักตัวให้เหมาะสม เป็นต้น

ถ้าทุกท่านมีความรู้พอเพียง และเอาใจใส่ด้านสุขภาพยาวนาน พอถึงวัยนี้ส่วนใหญ่ก็จะดูดีสมวัย หรือดูอ่อนกว่าวัยอยู่แล้ว ถ้าไม่เป็นไปดังคาดจะลองใช้บริการ “ชะลอวัย” ดูบ้างก็คงได้ ขอให้ได้รับการปฏิบัติการตรวจ-รักษาจากแพทย์ก็จะถูกต้องตามหลักวิชาการมากขึ้น

แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนวัยทองหลายคนไม่เพียงแต่ห่วงสุขภาพ แต่ห่วงที่จะดูดี เพราะในวัยทองนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงของผิวพรรณอันเกิดจากการขาดฮอร์โมนด้วย ในกรณีที่เป็นมากจริงๆ การให้ฮอร์โมนก็อาจจะช่วยได้ แต่โดยหลักการแพทย์ในปัจจุบันการรักษาด้วยการใช้ฮอร์โมนเพศ ไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้เพื่อการชะลอวัย หรือทำให้แก่ช้าลง หรือทำให้ผิวหนังเต่งตึงมากขึ้น ถ้าเป็นปัญหาเฉพาะที่ผิวหนังเหี่ยวหรือแห้ง เราก็จะแนะนำว่าให้ใช้วิธีธรรมชาติคือการใช้ครีมบำรุง หรือสารให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้ผิวหนังแย่ลงไป เช่น การใช้สารเคมีต่าง ๆ หรือการโดนแสงแดด รวมถึงอากาศแห้ง ๆ เพราะการที่จะไปใช้ฮอร์โมนเพื่อหวังผลเรื่องความงามอย่างเดียวยังไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้ทางการแพทย์โดยตรง

ดังนั้นเพื่อให้ผู้สูงอายุทุกท่าน เป็นวัยทองที่ผ่องอำไพและงามสง่า คุณหมอมีคำแนะนำในการดำเนินชีวิตว่า

1. ต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของวัยทองนี้

2. เรื่องของการปฏิบัติตัวในวัยทอง แบ่งได้เป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ
- อาหาร
- การออกกำลังกาย
- การทำจิตใจให้สงบ ผ่องใส รวมถึงมองโลกในแง่ดี

ในส่วนของอาหาร ถ้าเราสามารถรับประทานอาหารได้ครบถ้วน วิตามินหรือแร่ธาตุต่างๆ ที่อยู่ในอาหารตามธรรมชาติถือว่าดีต่อสุขภาพที่สุด ไม่จำเป็นต้องไปสรรหาวิตามินหรืออาหารเสริมพิเศษอะไรมารับประทาน แต่อาจจะให้วิตามินหรือแร่ธาตุบางตัวเสริมในกรณีที่รับประทานไม่เพียงพอ ที่ให้กันบ่อยๆ ก็คือแคลเซียม ในคนที่เข้าสู่วัยทองแนะนำว่าต้องมีแคลเซียมในร่างกายอย่างน้อยประมาณ 1,000 มก./วัน ทั้งนี้เนื่องจากอาหารไทยที่เรารับประทานกันจะมีแคลเซียมเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400–500 มก./วัน จึงควรทานอาหารที่มีแคลเซียมมากขึ้น เช่น ดื่มนมวันละ 2 แก้ว แต่ถ้าไม่เพียงพอก็อาจรับประทานแคลเซียมเสริมบ้าง อันนี้ก็ไม่ได้มีข้อห้ามแต่ประการใด ส่วนวิตามินหรืออาหารเสริมตัวอื่น ๆ ถ้ารับประทานอาหารตามธรรมชาติได้เพียงพอแล้วก็ไม่จำเป็นเลยครับ ไม่มีอาหารที่วิเศษอะไรเลย เพราะอาหารที่ดีที่สุดก็คืออาหารตามธรรมชาติครับ พร้อมกันนี้ควรรับประทานอาหารที่มีกากใยหรือไฟเบอร์ให้เพียงพอ เพื่อช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายด้วย

เรื่องของการออกกำลังกายสำหรับคนวัยทองทั้งในผู้หญิงและผู้ชายนั้นมีความสำคัญมาก เพราะปัญหาที่ผมได้กล่าวไปข้างต้นแล้วก็คือเรื่องของกระดูก รวมถึงข้อต่อและกล้ามเนื้อต่าง ๆ ซึ่งจะเกิดมากขึ้นในวัยทองหลังจากที่ขาดฮอร์โมน ดังนั้นการที่จะมีการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอจึงมีความสำคัญ ในวัยทองนั้นเราแนะนำว่าการออกกายควรจะมีสองส่วน คือ

1. การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การวิ่งเหยาะ ว่ายน้ำ เพื่อให้มีการสูบฉีดโลหิตให้หัวใจและปอดทำงานดีขึ้น นี่คือสิ่งที่ต้องทำเพื่อป้องกันปัญหาเรื่องของโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ที่จะเกิดขึ้นตามมาในคนสูงอายุ

2. การออกกำลังกายแบบแบกรับน้ำหนัก เนื่องจากเมื่อเข้าสู่วัยทองวัยหมดประจำเดือนจะมีการสูญเสียเนื้อกระดูกและสูญเสียแคลเซียมออกจากกระดูก ซึ่งการที่เราได้ออกกำลังกายแบบที่มีการแบกรับน้ำหนักก็จะช่วยทำให้ลดการสูญเสียเนื้อกระดูกได้ ในต่างประเทศนิยมใช้การยกน้ำหนัก หรือยกเวต ซึ่งบ้านเราอาจจะไม่เป็นที่นิยมมากนัก จึงแนะนำว่าการออกกำลังกายแบบแบกรับน้ำหนักที่ทำได้ง่ายก็คือการแบกรับน้ำหนักตัวเอง ได้แก่การเดิน ซึ่งจะช่วยให้กระดูกมีความแข็งแรงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีการออกกำลังกายอื่น ๆ อีก เช่น ชี่กง หรือ ไทเก๊ก เหล่านี้เป็นการออกกำลังกายที่มีประโยชน์ต่อกระดูกและกล้ามเนื้อโดยตรงเพราะมีการเกร็ง และมีการแบกรับน้ำหนักของร่างกายด้วย เรียกว่าได้ประโยชน์โดยตรง ที่สำคัญคือเป็นการออกกำลังกายที่ไม่มีการกระแทกกระทั้นมากนัก ดังนั้นโอกาสที่จะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับข้อ หรือเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อต่าง ๆ ก็จะเป็นไปได้น้อย ส่วนการเล่นโยคะ ถ้าเราสามารถที่จะเลือกท่าทางหรือเลือกการปฏิบัติ ซึ่งไม่ทำให้เกิดปัญหาหรืออันตรายต่อกล้ามเนื้อและข้อได้ ก็เป็นสิ่งที่สามารถจะกระทำได้

ท้ายที่สุดและสำคัญที่สุดคือ ถ้าคิดว่าปัญหาวัยทองที่ตนเองประสบไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง และจำเป็นต้องได้รับการดูแล ก็ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ครับ ซึ่งปัจจุบันทางกระทรวงสาธารณสุข ทั้งโรงพยาบาล โรงเรียนแพทย์ และสภากาชาดไทย ทุกแห่งล้วนมีบริการให้คำปรึกษา ดูแลทั้งบุรุษและสตรีที่อยู่ในวัยทองครับ ซึ่งเราเรียกกันง่ายๆ ว่าคลินิกวัยทอง ส่วนในโรงพยาบาลที่เล็กลงมาอาจจะไม่มีคลินิกเฉพาะเรื่องวัยทอง แต่ก็สามารถจะปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางได้ อย่างกรณีของคุณผู้หญิงที่เริ่มเข้าสู่วัยทองก็สามารถปรึกษากับสูตินรีแพทย์ ซึ่งทุกท่านก็จะมีความรู้ความสามารถที่จะดูแลปัญหาเหล่านี้ได้ ส่วนคุณผู้ชายก็สามารถปรึกษาได้กับแพทย์ศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งก็สามารถจะดูแลปัญหานี้ได้เช่นเดียวกันครับ.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา : เดลินิวส์  5 พฤษภาคม 2556

คนไข้โรคมดลูกกลายร่างเป็นนางงาม หมอปวดขมับจับต้นชนปลายไม่ถูก

หมอเมืองมะกะโรนีอดพิศวงไม่ได้ว่า พวกคนไข้หญิงที่ป่วยด้วยโรคเนื้อเยื่อมดลูก ไปเกิดในที่ต่างๆ นอกมดลูก บริเวณช่องเชิงกรานอย่างรุนแรง กลับมีรูปร่างหน้าตาสวยงามผิดปกติ ชักอดสงสัยไม่ได้ การมีหน้าตาดีอาจเป็นอาการของโรคเฉพาะของผู้หญิง ซึ่งมีอาการเจ็บปวดโรคนี้หรือไม่ตามธรรมชาติแล้ว ความสวยงามของผู้หญิง จะเนื่องมาจากการมีปริมาณฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจนสูง

ดร.เปาโล เวอเซลลินิ สูติแพทย์และนรีเแพทย์ มหาวิทยาลัยเดกลี สตูดี มีความเห็นว่า “อาจจะเพราะฮอร์โมนสูงไปส่งเสริมให้เป็นโรคก็ได้” และบอกว่า สตรีที่เป็นโรคเฉพาะนี้ จะมีอยู่มากประมาณร้อยละ 5-10

ผลจากการตรวจร่างกายพบว่า พวกเธอแต่ละคนจะมีรูปร่างดี ไม่อ้วน ทรวงอกขยายใหญ่กว่าตอนก่อนหน้าที่จะเจ็บป่วย.

ที่มา: ไทยรัฐ 28 กันยายน 2555

.

Related Articles:

.

Study suggests women with severe forms of endometriosis are more attractive

September 24, 2012 by Bob Yirka in Obstetrics & gynaecology

(Medical Xpress)—In a truly odd study undertaken by a group of OB/GYN researchers in Italy, volunteer women were judged to determine if a medical condition known as endometriosis causes those afflicted to be viewed as more attractive by other people. The team found, as they describe in their paper published in the journal Fertility and Sterility, that women with a severe form of the disorder were far more likely to be seen as attractive than women in the general population.

Endometriosis is a condition where cells that are normally only found on the lining of the uterus for some reason begin to grow on other body parts in the pelvis, e.g. the ovaries, anus, bladder and also respond to fluctuations in hormone levels the same way as they would in the uterus, i.e. they grow thicker then shrink during the menstrual cycle. This causes bleeding and pain and also, apparently, a heightened state of attractiveness, at least to some doctors. The cause of the disorder is not known, though researchers suspect it has something to do with estrogen levels.

In the study, which some might consider a bit outside of the normal realm of strong science, a team made up of two male and two female doctors met with three groups (100 women each) of female volunteers (all in their early thirties or late twenties); those that suffered from the severe type of endometriosis known as rectovaginal endometriosis, those that suffered from a much less serious form of the disorder, and those that did not have the disorder at all. In tallying up the results, the researchers found that 31% of the women in the rectovaginal group were deemed to be attractive by the judges, while just 8 and 9% of those with the less severe form of the disorder or no disorder, respectively, were deemed as such. This, they say, shows that severe forms of endometriosis either cause women to be more attractive, or that the conditions that cause one to come about, also cause the other to do so as well.

What’s not clear is why the study was conducted or what sort of science was advanced by the results. The researchers also found that women with rectovaginal endometriosis also had larger breasts than average and a lower body mass index, which no doubt contributed to their attractiveness scores, but didn’t lead to any explanations as to why such differences exist in women with the disorder or how future studies focused on it might use what has been learned to either treat it, or help other women expand their bust lines or lower their BMI.

Journal reference: Fertility and Sterility 

SOURCE : medicalxpress.com

สูตินรีแพทย์แนะหญิงวัยทอง เรียนรู้ปรับตัวช่วยเซ็กซ์ราบรื่น

ปัญหาที่พบได้บ่อยๆ สำหรับผู้หญิงที่อยู่ในวัย 50-70 ปี หรือวัยทองนั้น คือปัญหาช่องคลอดแห้ง ซึ่งจะส่งผลต่อการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงวัยดังกล่าว และสาเหตุของอาการดังกล่าวนั้นร้อยละ 72 พบว่า เกิดจากการขาดฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งสร้างความกังวลใจให้สาววัยทองจำนวนมาก เพราะอาจกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว อย่างไรก็ตามมีคำแนะนำดีๆ ในการดูแลสุขภาพจากคุณหมอมาฝากกัน เพราะปัญหาช่องคลอดแห้งสามารถแก้ไขได้ หากเรียนรู้วิธีการดูแลตนเองที่ถูกต้อง เมื่อวัยหมดประจำเดือนมาถึง

นพ.ก้องศาสดิ์ ดีนิรันดร์ สูตินรีแพทย์ประจำคลินิกเครือโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท เปิดเผยว่า “ผู้หญิงไทยจะเริ่มเข้าสู่วัยทองในช่วงอายุประมาณ 45-59 ปี ซึ่งสังเกตได้ง่ายๆ จากประจำเดือน ช่วงแรกมักเกิดขึ้นตอนอายุ 40-45 ปี เป็นช่วงที่ประจำเดือนจะมาเร็วขึ้น จากรอบ 1 เดือน เปลี่ยนเป็น 3 อาทิตย์ ช่วงที่ 2 จะเป็นช่วงที่ประจำเดือนเริ่มห่างขึ้น เช่น อาจเปลี่ยนเป็น 2-3 เดือนมาครั้งหนึ่ง ส่วนช่วงสุดท้ายคือช่วงที่ประจำเดือนหมด มักเกิดในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยประจำเดือนจะหายไป 1 ปีขึ้นไป

สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้ช่องคลอดแห้ง และเพศสัมพันธ์ไม่ค่อยราบรื่นช่วงวัยทองนั้น เกิดจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน (ฮอร์โมนเพศหญิง) หนึ่งในหน้าที่ของฮอร์โมนดังกล่าวคือ ทำให้ภายในช่องคลอดมีความอวบอิ่ม ยืดหยุ่น และทำให้เกิดความชุ่มชื้นภายใน เมื่อระดับฮอร์โมนที่ลดลงช่วงวัยทอง ทำให้ความรู้สึกทางเพศลดลง ช่องคลอดไม่ยืดหยุ่นบาง และรู้สึกแห้งเพราะความชุ่มชื้นภายในลดลง และยังส่งผลให้ปริมาณแบคทีเรียที่ดีต่อช่องคลอดน้อยลงตามไปด้วย อาจทำให้เกิดการระคายเคืองและไม่รู้สึกสบายในบริเวณนั้น

คุณหมอกล่าวต่อว่า ไม่เพียงแต่ฮอร์โมนเอสโตรเจน แต่ประสิทธิภาพในการทำงานของต่อมบาร์โธลินที่ทำหน้าที่ผลิตน้ำหล่อลื่นก็ลดลงไปด้วย ในช่วงก่อนอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการเตรียมพร้อมสำหรับเพศสัมพันธ์ แต่ในช่วงวัยทองอาจใช้เวลาค่อนข้างนาน จากสาเหตุดังกล่าวหญิงวัยทองหลายคนจึงพบว่าความรื่นรมย์ในการร่วมเพศลดลงช่วงวัยทอง จากความเจ็บ แสบ ช่วงการมีเพศสัมพันธ์ และยังอาจติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

แม้พฤติกรรมต่างๆ ที่เราทำอยู่เป็นประจำ การดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ ไม่ออกกำลังกาย พักผ่อนน้อย เครียด ฯลฯ จะส่งผลกระทบต่อการสร้างฮอร์โมนของเรา รวมถึงการตัดรังไข่ก็จะเป็นตัวเร่งให้เข้าสู่ช่วงวัยทองได้เช่นเดียวกัน แต่สาวใหญ่ก็สามารถดูแลตัวเองได้ โดยการรับประทานอาหารที่มีสารไฟโตรเอสโตรเจน, ไอโซฟลาโวนส์ และลิกแนน ซึ่งมีโครงสร้างและคุณสมบัติคล้ายเอสโตรเจน พบมากในผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ถั่วประเภทต่างๆ ธัญพืช และเมล็ดลินิน (เฟล็กซีด), เลือกรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันไลโนเลอิกที่จะทำหน้าที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผนังช่องคลอดและเยื่อบุช่องคลอด พบมากในดอกคำฝอย, เมล็ดทานตะวัน, เมล็ดงาและผักใบเขียว

นอกจากนี้ การดื่มน้ำมะพร้าวที่หาง่ายๆ ในบ้านเรา และกำลังเป็นที่นิยมของนักร้องชื่อดังอย่างมาดอนนา และดาราสาว เจนนิเฟอร์ อนิสตัส ก็ช่วยสาววัยทองได้เช่นกัน เนื่องจากมีเอสโตรเจน อาหารที่ควรต้องระวังก็เป็นประเภทไขมัน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และกาเฟอีน งดสูบบุหรี่ ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด สิ่งสำคัญคือ ทำจิตใจให้แจ่มใส รับกับความเปลี่ยนแปลงให้ได้ ขณะเดียวกันคุณหมอแนะนำว่า “ไม่ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับสามี เพราะเพศสัมพันธ์ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ซึ่งจะช่วยทำให้ผนังช่องคลอดแข็งแรง และช่วยบรรเทาความไม่สบายตัวจากผนังช่องคลอดบางลงได้ดีขึ้น”

ส่วนสาวใหญ่หลายคนที่เริ่มประสบปัญหาดังกล่าว อาจจะรู้สึกอายไม่กล้าเข้าพบสูตินรีแพทย์ แต่การเข้าพบแพทย์เฉพาะทางจะลดปัญหาต่างๆ ในวัยทองลงได้ เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยไม่ส่งผลกระทบต่อตนเอง สามี และคนใกล้ชิด หากมีปัญหาดังกล่าวควรเข้าพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจอาการเบื้องต้น ซึ่งแพทย์จะดูความสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย และรักษาเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ เช่น ร้อนวูบวาบ ช่องคลอดแห้ง หงุดหงิด นอนไม่หลับ ฯลฯ ในบางคนแพทย์อาจแนะนำให้ใช้เจลฮอร์โมนเหน็บ หรือรับฮอร์โมนเอสโตรเจนเสริม และจะหยุดการใช้ยาเมื่ออาการต่างๆ ดีขึ้น

ท้ายนี้ นพ.ก้องศาสดิ์กล่าวว่า “ไม่ควรจะเครียดกังวลกับปัญหานี้มากเกินไป จนเสียสมดุลในชีวิตประจำวันและความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เนื่องจากปัญหาช่องคลอดแห้งในผู้หญิงวัยทองเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ และจะหายไปโดยเฉลี่ยประมาณ 4 ปี ไม่ได้เป็นตลอดชีวิต ดังนั้นการดูแลตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจเป็นสิ่งสำคัญ และทำได้ตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่วัยทองจะยิ่งส่งผลดี”.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 7 มิถุนายน 2555

กินยาคุมแล้วเลือดออก

ยาเม็ดคุมกำเนิดมีประโยชน์ คือ ช่วยป้องกันการตั้งครรภ์  แต่คุณผู้หญิงบางคนกินเข้าไปแล้วอาจจะมีผลข้างเคียงตามมา  โดยเลือดออกกะปริบกะปรอยก็เป็นอาการที่ไม่พึงประสงค์อย่างหนึ่ง ที่อาจเกิดขึ้นได้

รศ.นพ. ธีระพงศ์  เจริญวิทย์  หัวหน้าภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลง กรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นฮอร์โมนสังเคราะห์ เลียนแบบฮอร์โมนผู้หญิงตามธรรมชาติ  มีแบบ 21 เม็ด และ 28 เม็ด มีทั้งชนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสโตเจนอย่างเดียว  หรือ  โปรเจสโตเจนกับเอสโตรเจน

กลไกในการป้องกันการตั้งครรภ์  ของ “ฮอร์โมนเอสโตรเจน” คือ ระงับการตกไข่  ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกมีการเปลี่ยนแปลง ส่วน ฮอร์โมนโปรเจสโตเจน” ก็เช่นเดียว กัน คือ ระงับการตกไข่ ทำให้มูกบริเวณปากมดลูกเหนียวข้น ส่งผลให้ตัวอสุจิผ่านไปสู่รังไข่ได้ยากและเยื่อบุโพรงมดลูกไม่เหมาะกับการฝังตัว

ต้องบอกว่าวิธีป้องกันการตั้งครรภ์ทุกอย่างไม่ได้ผล 100% จากข้อมูลพบว่า              ในปีแรกที่มีการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มี “โปรเจสโตเจนกับเอสโตรเจน” ยังมีโอกาสตั้งครรภ์ 0.1% ถ้าใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีโปรเจสโตเจนอย่างเดียวโอกาสตั้งครรภ์ 0.5% ยาฉีดคุมกำเนิดมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ 0.3%            ยาฝังคุมกำเนิดมีโอกาสตั้งครรภ์ 0.05% ทำหมันมีโอกาสตั้งครรภ์ 0.5 %  ใช้ถุงยางอนามัยมีโอกาสตั้งครรภ์  3%  การนับวันไข่ตกมีโอกาสตั้งครรภ์  1-9 %

ข้อดีของยาเม็ดคุมกำเนิด  คือ มีประสิทธิภาพสูงช่วยป้อง กันการตั้งครรภ์ เพราะมีโอกาสตั้งครรภ์แค่  0.1-0.5 % อีกทั้งใช้ง่าย หลังหยุดยาสามารถตั้งครรภ์ได้ทันที  นอกจากนี้ยังพบว่า ยาเม็ดคุมกำเนิดบางตัวยังช่วยรักษาสิว รักษาโรคทางนรีเวช คนที่หมดระดู  คนที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติจากเยื่อบุโพรงมดลูกผิดที่  ส่วนข้อเสีย คือ ต้องกินทุกวัน และยาเม็ดคุมกำเนิดไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้จากการกินยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นอาการที่ไม่รุนแรง เช่น  คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ เป็นฝ้า น้ำหนักขึ้น ความดันโลหิตสูง เลือดออกกะปริบกะปรอย  เป็นต้น

อาการเลือดออกกะปริบกะปรอย อาจเป็นผลจากฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุล ทำให้เกิดการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูกออกมา หรือ บางคนลืมกินยาคุม กินไม่ตรงเวลา ระยะเวลาที่กินเปลี่ยนแปลง ก็ทำให้เลือดออกได้ ดังนั้นแนะนำว่า กินก่อนนอนง่ายสุดจะไม่คลื่นไส้  ขณะเดียวกันบางคนเคยกินยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีปริมาณฮอร์โมนสูง พอเปลี่ยนมากินยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนต่ำกว่าก็อาจทำให้มีเลือดออกได้เช่นกัน  แต่บางกรณีอาจจะไม่เกี่ยวกับยาคุมก็ได้ เพราะบางคนอาจจะมีโพลิบ หรือติ่งเนื้อในโพรงมดลูกหรือปากมดลูก ซึ่งโพลิบทำให้เลือดออกอยู่แล้ว พอกินยาคุมเข้าไปแล้วเป็นจังหวะที่มีเลือดออกมาพอดี ก็อาจทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเกิดจากยาคุม ทั้งที่ความจริงเกิดจากโพลิบ  อย่างไรก็ตามในกรณีที่มีเลือดออกมากผิดปกติ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูว่า เยื่อบุโพรงมดลูกมีการเปลี่ยนแปลงกำลังจะกลายเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ หรือเกิดจากยาคุมที่รับประทานเข้าไป

ก่อนกินยาเม็ดคุมกำเนิดอยากให้ไปพบแพทย์ก่อน  โดยแพทย์จะดูอายุ ดูร่างกายว่าอ้วนหรือไม่ รวมทั้งซักประวัติว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่  จากนั้นจะดูความเหมาะสมของยาเม็ดคุมกำเนิดสำหรับแต่ละคนว่าควรกินตัวไหน  บางคนกินแล้วเป็นฝ้า มีประวัติตั้งครรภ์แล้วเป็นฝ้า ทำงานกลางแดดแล้วเป็นฝ้า แพทย์อาจจะแนะนำไม่ให้กินยาคุมที่มีเอสโตรเจนสูง หรือบางคนที่หน้ามันเป็นสิว  ขนดก ก็อาจแนะนำให้เลือกยาคุมที่มีฮอร์โมนโปรเจสโตเจนที่มีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนเพศชาย  หลังจากนั้นจะให้ลองกินไปสักระยะ 3-6 เดือน ถ้าเหมาะสมก็อาจไปซื้อยากินเองได้ จากนั้นประมาณ 1 ปี ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อดูว่ายาเม็ด คุมกำเนิดที่กินนั้นเหมาะสมกับตัวเองหรือไม่ ควรจะเปลี่ยนหรือไม่

ขอย้ำว่า ไม่ควรไปซื้อยาเม็ดคุมกำเนิดมากินเอง หรือให้ร้านขายยาเลือกให้ ยกเว้นได้รับคำแนะนำจากเภสัชกรที่มีความชำนาญ เพราะบางคนซื้อยาเม็ดคุมกำเนิดตามเพื่อน        คิดว่ายาคุมที่ราคาแพง ๆ ดูไฮโซน่าจะเหมาะกับตัวเอง ทั้งที่ความจริงไม่ใช่  ยกตัวอย่างคนที่ครรภ์เป็นพิษมาก่อน มีโอกาสเกิดความดันโลหิตสูงได้ กรณีเช่นนี้จะต้องคอยเช็กความดันอยู่เรื่อย ๆ ถ้าความดันโลหิตสูงมากอาจจะต้องหยุดยา      เม็ดคุมกำเนิด เปลี่ยนไปใช้ยาคุมที่ไม่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนอยู่ หรือเปลี่ยนวิธีการคุมกำเนิดไปเลย หรือบางคนเป็นไมเกรนรับประทานยาคุมที่มีเอสโตรเจน ก็อาจทำให้มีการคั่งของน้ำและเกลือ จนทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ ดังนั้นปรึกษาแพทย์ก่อนกินยาเม็ดคุมกำเนิดดีที่สุด

ผู้หญิงที่ไม่ควรกินยาเม็ดคุมกำเนิด เช่น คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคตับ โรคเบาหวาน โรคมะเร็งเต้านม  ไมเกรน มีประวัติการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ โรคหลอดเลือดดำอุดตัน หรือมีความผิดปกติของหัวใจ.

นวพรรษ บุญชาญ

 

ที่มา: เดลินิวส์ 22 เมษายน 2555

มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

เมื่อหลายฉบับก่อน ได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับมะเร็งสืบพันธุ์สตรีไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งปากมดลูก มะเร็งรังไข่

ฉบับนี้ก็ยังมีเรื่องราวของมะเร็งสืบพันธุ์สตรีอีกชนิดหนึ่ง ที่คุณผู้หญิงทุกคนควรระวังไว้ นั่นก็คือ “มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก”

มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เป็นมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ในสตรีที่พบได้เป็นอันดับ 3 เป็นมะเร็งที่มีโอกาสรักษาหายขาดสูงมาก เนื่องจากผู้ป่วยมักมีอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ซึ่งแพทย์ส่วนมากแล้วจะแนะนำให้ผู้ป่วยมาพบเมื่อรู้สึกว่ามีอาการผิดปกติ ทำให้การตรวจพบโรคในระยะแรกเริ่ม นำพาไปสู่การรักษาที่ดีได้มาก

สาเหตุของโรค ในปัจจุบันทางการแพทย์แบ่งกลุ่มของผู้ป่วยโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกเป็น 2 กลุ่ม คือ

1.กลุ่มที่เป็นโรคมะเร็งเนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจน มักพบในสตรีที่มีอายุน้อย ในผู้หญิงที่มีภาวะฮอร์โมนเอสโตรเจนเกินเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติและกลายเป็นมะเร็งในที่สุด

2.กลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน ซึ่งไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่คาดว่ามีความเกี่ยวข้องในเรื่องพันธุกรรมเป็นส่วนใหญ่ ที่มักพบในผู้ป่วยสูงอายุและเป็นชนิดที่มีความรุนแรงของโรคสูง

โดยทั่วไปแล้ว สตรีจะมีรอบเดือนตามฮอร์โมนในร่างกาย คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน และฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกเติบโตขึ้นและหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยผู้ป่วยมีภาวะหรือได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สูงขึ้นผิดปกติต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอกออกมาไม่หมด และค้างอยู่ในโพรงมดลูกจนเกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกที่เรียกว่า ภาวะเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติ ซึ่งหากผู้ป่วยอยู่ในภาวะนี้นาน ๆ โดยไม่ได้รักษาก็จะกลายเป็นโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกในที่สุด

ดังนั้น ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคนี้มีอะไรบ้าง เริ่มที่สตรีที่ไม่มีบุตรหรือมีบุตรยาก, สตรีที่มีประจำเดือนตั้งแต่อายุน้อยและหมดประจำเดือนช้า, สตรีที่มีรูปร่างท้วมหรืออ้วน, มีประวัติญาติพี่น้องสายตรงเป็นโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก, ได้รับฮอร์โมนเอสโตร เจนในขนาดที่สูงเป็นเวลานาน, สตรีสูงอายุ และ สตรีที่มีประวัติเป็นโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง

คุณผู้หญิงที่มีปัจจัยดังกล่าวนี้ ควรหมั่นตรวจตรารอบเดือนของตัวเองว่ามีความผิดปกติใด ๆ หรือไม่ หากมีแล้ว ก็ให้สำรวจอาการว่า ตรงกับข้อมูลดังต่อไปนี้หรือไม่

สำหรับอาการของโรค ผู้ป่วยมักจะมาพบแพทย์ด้วยอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดที่ไม่ใช่ประจำเดือน โดยเลือดออกกะปริดกะปรอยหรือออกมาปริมาณมากติดต่อกันหลายวันจนทำให้ผู้ป่วยมีภาวะซีดและอ่อนเพลียเกิดขึ้นเนื่องจากเสียเลือด อาการปวดท้องน้อย หากมีการดำเนินของโรคต่อไป ก็จะมีการกระจายไปยังอวัยวะต่าง ๆ เช่น รังไข่ ต่อมน้ำเหลือง รวมไปถึงปอด ซึ่งคุณผู้หญิงไม่ควรมองข้าม หากมีอาการเพียงเล็กน้อยก็ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

การวินิจฉัยโรค แพทย์จะทำการตรวจร่างกายและตรวจภายใน ร่วมกับทำการขูดมดลูกผู้ป่วยเพื่อหาเซลล์มะเร็งของเยื่อบุโพรงมดลูกทางพยาธิวิทยา
ในส่วนของการรักษาโรค แพทย์จะทำการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง ตรวจอวัยวะภายในช่องท้อง ตัดมดลูกและรังไข่ ตรวจต่อมน้ำเหลืองบริเวณอุ้งเชิงกราน และต่อมน้ำเหลืองบริเวณเส้นเลือดใหญ่เอออร์ต้า (Aorta) ตรวจน้ำในช่องท้องหาเซลล์มะเร็ง

แล้วประเมินโรคว่าผู้ป่วยอยู่ในระยะใดของโรค หากเป็นมะเร็งระยะแรก ๆ การรักษาโดยการผ่าตัดก็เพียงพอ หากเป็นมะเร็งระยะที่มากขึ้นผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยการฉายแสงหรือให้ยาเคมีบำบัดขึ้นอยู่กับระยะ  ของโรค

ด้านการป้องกันโรค ดังที่กล่าวมาแล้วว่า โรคนี้มีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนเอสโตรเจน เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นการป้องกันโรคจึงสามารถทำได้ดังนี้ 

1.หลีกเลี่ยงการได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนหากไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ หากจำเป็นต้องรับฮอร์โมน เอสโตรเจนควรได้รับฮอร์โมนโปรเจส  เตอโรนควบคู่กันไปด้วย เพื่อป้องกันภาวะเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติ ซึ่งเป็นภาวะแรกเริ่มของการเกิดโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

2.สตรีที่มีลักษณะของประจำเดือนผิดปกติ เช่น มาไม่สม่ำเสมอ มาขาด ๆ หาย ๆ มีประจำเดือนปริมาณมากในแต่ละครั้ง ร่วมกับมีลักษณะของการมีภาวะฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง เช่น หน้ามัน ขนดก เป็นสิวมาก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้การรักษาแต่เนิ่น ๆ

3.สตรีที่มีภาวะปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวมาแล้ว ควรไปรับคำปรึกษาจากแพทย์และตรวจภายใน เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลตนเองในการป้องกันโรค

4.หลีกเลี่ยงการรับประทานยาต่าง ๆ โดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะยากลุ่มสเตียรอยด์ ยาเม็ดลูกกลอน ยาสมุนไพรต่าง ๆ ที่ไม่ได้มาตรฐานจากกระทรวงสาธารณสุข เพราะอาจทำให้เกิดความผิดปกติของเยื่อบุโพรงมดลูกและกลายเป็น  มะเร็งได้.

 

ที่มา: เดลินิวส์      30 มกราคม 2553