ผ่าตัดดัดเข่า ช่วยขาที่โก่งให้ตรงขึ้นได้

คุณอุษณีย์ มีอาการปวดเข่า เข่าโก่ง เดินกะเผลก เวลาขึ้นบันไดจะมีอาการเสียวที่เข่า ถ้าไปเดินตามถนนที่ขรุขระจะมีอาการเจ็บเข่ามาก บางครั้งนั่งประชุมอยู่เวลาลุกมีเสียงดังในเข่าจนรู้สึกเสียบุคลิกมาก น้ำหนักตัวก็ควบคุมอยู่ ยาเสริมกระดูกผิวข้อแบบกลูโคซามีน แบบทั้งมีคนซื้อมาฝาก และคุณหมอให้มาทานก็ทานอยู่จนเพื่อนเห็นมีอาการเดินกะเผลก บางครั้งเสียหลักล้มก็มี บอกให้ลองปรึกษาแพทย์เรื่องการรักษาโดยการผ่าตัดดัดเข่าว่าเป็นอย่างไร

เข่าเสื่อม เกิดจากกระดูกอ่อนผิวข้อสึกกร่อน จากการเสียดสีสัมผัสกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดมาจากความผิดปกติของการ กระจายแรงที่แต่เดิมการกระจายน้ำหนักตัวจะลงไปยังกระดูกผิวข้อด้านในและด้านนอกพอ ๆ กัน โดยการกระจายน้ำหนักจะลงมายังด้านในเข่ามากกว่าเล็กน้อยเมื่ออายุมากขึ้น ร่วมกับการใช้เข่าสมบุกสมบันมากเกินไป การบาดเจ็บข้อเข่าจากการกีฬา อุบัติเหตุการลื่นล้ม อุบัติเหตุจากยวดยานพาหนะ เป็นตัวเร่งการเสื่อมสภาพ ผิวข้อยิ่งสึกเข่าจะมีลักษณะผิดรูปร่าง สังเกตได้ง่าย เวลาเหยียดขาออกไปจนสุดขาจะไม่ตรง จะมีลักษณะโค้งงอ ที่เรียกว่า “เข่าโก่ง หรือ ขาโก่ง”


มีวิธีการรักษาทางศัลยกรรมกระดูกเรียกว่า “การผ่าตัดดัดเข่า” ภาษาแพทย์ใช้คำว่า “HTO ย่อมาจาก High Tibial Osteotomy”  เป็นการผ่าตัดหรือแก้ไขความผิดปกติของกระดูกบริเวณหัวเข่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเข่าเสื่อม โดยทั่วไปเรามักได้ยินว่า ถ้าเข่าเสื่อมต้องทำการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม หรือการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่า เหมาะสำหรับคนสูงอายุ หรือมีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ข้อเข่ามีสภาพเสื่อมในระยะสุดท้าย คือ กระดูกผิวข้อเข่าทั้ง หมดเสื่อมสภาพอย่างสมบูรณ์ การดัดเข่าโดยการตกแต่งบริเวณกระดูกใต้หัวเข่า มีข้อดีหลายประการเมื่อเปรียบเทียบกับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม ดังในตาราง

1) การรักษาสภาพผิวข้อเดิมไว้ได้ แต่ไปแก้ไขบริเวณกระดูกนอกข้อที่อยู่บริเวณใต้ข้อเข่า  เข่าได้รับการแก้ไขยังคงมีผิวข้อเดิมอยู่ เป็นเข่าที่ไม่มีวัสดุแปลกปลอมอยู่ในข้อ

2) ใช้อุปกรณ์ยึดตรึงกระดูกไว้ชั่วคราว จนกระดูกที่ ดัดไว้ติดสมบูรณ์จึงเอาออก ใช้เวลาประมาณ 6-8 สัปดาห์

3) โดยงานวิจัยสามารถมีอายุการใช้งานได้นานอย่างน้อย 10 ปี 90%

4) สามารถกลับไปใช้งาน, ออกกำลังได้ กลับไปวิ่ง,เล่นกีฬาได้ เมื่อกระดูกที่ดัดไว้ติดสมบูรณ์

5) กระดูกผิวข้อมีศักยภาพ สามารถมีการซ่อมแซมตัวเองได้ เพราะเป็นผิวข้อตามธรรมชาติ ผิวข้อที่เกิดการสึกกร่อนด้านใน มีโอกาสฟื้นสภาพได้เนื่องจากแรงกดเสียดสีที่เกิดขึ้นได้ถูกย้ายไปยังด้านที่ยัง ไม่ได้มีการใช้งาน หรือด้านที่ยังมีผิวข้อสมบูรณ์อยู่

6) หากเกิดความเสื่อมสภาพขึ้นในอนาคต สามารถทำการรักษาโดยเปลี่ยนข้อเทียมได้ ทำ PrimaryTKA ได้ โดยมีความยุ่งยากน้อย

1) จำเป็นต้องเอาผิวข้อที่เสื่อมสภาพออกทั้งหมดและทำการใส่โลหะเทียมครอบส่วนที่เอาออกไป เข่าที่เปลี่ยนจะเป็นเข่าใหม่ เป็นข้อเทียมที่มีโลหะอยู่

2) โลหะที่ใส่ต้องใส่ไว้ตลอดชีวิต

3) มีอายุการใช้งานตามอายุของผิวข้อและพลาสติกโพลีเอธิลีนที่ใส่เข้าไป โดยประมาณเฉลี่ย 10-15 ปี

4) ต้องทะนุถนอม ต้องระมัดระวังการใช้ข้อเข่าเพราะข้อเทียมมีอายุการใช้งานเหมือนเครื่องจักร

5) ข้อเทียมไม่มีศักยภาพในการซ่อมแซมตัวเองเพราะเป็นวัสดุทางการแพทย์

6) การทำการผ่าตัดในอนาคตจากการเสื่อมสภาพของข้อเทียม เช่น ข้อเทียมหลวม, การติดเชื้อ, การสึก      กร่อนของพลาสติกของข้อเทียม ทำให้ต้องทำการผ่าตัดแก้ไข จะมีความยุ่งยากกว่าการผ่าตัด แก้ไขเปลี่ยนข้อเทียมแบบปฐมภูมิ หรือ Primary TKA

ข้อจำกัดคือ

1) การสึกกร่อนต้องเกิดขึ้นเพียงด้านใดด้านหนึ่ง ส่วนมากมักเป็นการสึกด้านในข้อเข่า (UnicompartmentOA Knee) โดยผิวข้อด้านตรงข้ามยังมีความสมบูรณ์

2) กระดูกควรมีความแข็งแรงพอที่อุปกรณ์ยึดกระดูกสามารถตรึงกระดูกที่ทำการตกแต่งได้

3) มีความไม่สะดวกสบายในระยะแรก ช่วง 6-8  สัปดาห์จนกว่ากระดูกที่ตกแต่งสมานกันสมบูรณ์

1) การสึกกร่อนเกิดขึ้นทั้งข้อเข่าด้านใน ด้านนอกและกระดูกสะบ้า Total OA หรือ All Compartment OA Knee

2) สามารถกระทำได้ทั้งที่เป็นโรคกระดูกพรุน เพราะใช้ซีเมนต์ในการช่วยยึดโลหะข้อเทียมกับกระดูก

3) สามารถลุกเดินได้ตั้งแต่วันที่ 3 – 5 ของการรักษา

 

ข้อมูลจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันเอก นายแพทย์จิระเดช ตุงคะเศรณี ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพญาไท 2 /http://www.phyathai.com

 

ด้วยทีมงานคุณภาพของคอลัมน์นี้ ร่วมกับทีมงานรายการทีวี “ชีวิตและสุขภาพ” 32 ปีดั้งเดิม ขอนำเสนอ รายการ “สุขภาพดี 4 วัย” ออกอากาศประจำทุกวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 15.00-16.00 น. เริ่ม 4 มิ.ย. 55 เป็นต้นไป ท่านสามารถรับชมได้ทาง PSI ช่อง 26, DYNASAT ช่อง 101, IDEASAT ช่อง 12, INFOSAT ช่อง 12, LEOTECH ช่อง 12, THAISATช่อง 12, GMM Z ช่อง 119

ที่มา: เดลินิวส์  20 พฤษภาคม 2555

รู้เท่าทัน…เข่าเสื่อม

“เข่าเสื่อม” จัดเป็นโรคสำคัญอันดับต้นๆ ในผู้สูงวัยที่ก่อให้เกิดความไม่สะดวกสบาย เจ็บปวดรำคาญ เสียบุคลิกภาพ เป็นอุปสรรคในการเดินทางท่องเที่ยว หาความสุขสำราญในชีวิตบั้นปลายอย่างยิ่ง ความเข้าใจในอวัยวะของเราเอง จะมีส่วนช่วยในการถนอมข้อเข่าด้วยตัวของเราเองได้เป็นอย่างดี

ผศ.นพ.จิระเดช ตุงคะเศรณี แห่งเครือโรงพยาบาลพญาไท แนะนำวิธีการถนอมเข่าให้มีอายุยืนนาน ว่ามีมากมายหลายวิธี ได้แก่ การหมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อกระดูกผิวข้อที่แข็งแรง การบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่าให้มีความแข็งแกร่ง ช่วยแบ่งเบาภาระของกระดูกผิวข้อ, การควบคุมน้ำหนักช่วยลดแรงกระแทกต่อข้อเข่า, หลีกเลี่ยงการนั่งงอเข่าต่อเนื่อง ต้องมีการขยับเปลี่ยนอิริยาบถ เหยียดเข่าบ้าง ลุกเดินเวลาเข้าประชุม หรือนั่งทำงาน เพื่อให้ข้อเข่าได้มีการเคลื่อนไหว

สำหรับการป้องกันภาวะข้อเข่าเสื่อม หรือเริ่มเสื่อมไปบ้างแล้วนั้น คุณหมอกล่าวว่า อีกทางเลือกหนึ่งซึ่งได้รับการยอมรับในปัจจุบัน นั่นคือ การเติมน้ำเลี้ยงข้อเข่า หรือสารไฮยารูโลแนน เข้าไปในข้อเข่าเพื่อทดแทนน้ำเลี้ยงข้อที่มีการลดลง วิธีนี้เป็นการนำน้ำเลี้ยงข้อสังเคราะห์ ซึ่งมีลักษณะและคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำเลี้ยงข้อปกติ มาช่วยในการป้องกันและรักษา เพื่อช่วยลดแรงเสียดทาน และกระตุ้นให้เกิดการสร้างน้ำเลี้ยงข้อขึ้นมาใหม่ การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข้าไปในหัวเข่าจะเว้นระยะห่างกัน 1 สัปดาห์ นาน 3-5 สัปดาห์ หรือสามารถฉีดครั้งเดียวในผู้มีลักษณะข้อเข่าใหญ่ ซึ่งมีผลการรักษาอยู่ได้นานประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับสภาวะข้อเสื่อม จุดประสงค์เพื่อช่วยหล่อลื่นและกระตุ้นเซลล์เยื่อบุข้อ ให้ทำการสร้างน้ำเลี้ยงข้อเข่าที่ปกติขึ้นมาทดแทน เป็นวิธีที่ปลอดภัย โดยการฉีดนั้นกระทำโดยแพทย์ที่มีความชำนาญด้านข้อเข่า แพทย์จะเลือกให้น้ำเลี้ยงข้อเข่านี้กับผู้ที่ได้รับการรักษาโดยการรับประทานยา ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนักมาแล้ว แต่ยังไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตาม การเติมน้ำเลี้ยงข้อเข่าก็มีข้อจำกัด นั่นคือ

1.ไม่ฉีดในผู้มีข้อเข่าปกติ ได้แก่ เด็ก และวัยรุ่น
2.ผู้ป่วยที่มีการแพ้ต่อสารชนิดนี้ ซึ่งพบได้น้อยมาก โดยส่วนใหญ่มักเป็นการแพ้ต่อสารประกอบที่ใช้ในการสังเคราะห์ ได้แก่ การแพ้โปรตีนในสัตว์ปีก เป็นต้น
3.ผู้ที่มีการติดเชื้อในข้อเข่า
4.ข้ออักเสบ จำพวกข้ออักเสบแบบเกาต์, รูมาตอยด์ ที่ยังอยู่ในระยะอักเสบเฉียบพลัน

ฉะนั้นการเรียนรู้เท่าทันข้อเข่าเสื่อม และป้องกันไว้ก่อนเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามอีกต่อไป.

 

ที่มา:  ไทยโพสต์ 23 กุมภาพันธ์ 2555