เด็กพูดช้า

dailynews130615_002คนเป็นพ่อเป็นแม่ย่อมกลุ้มใจเป็นธรรมดาเมื่อลูกน้อยไม่ยอมพูด หรือ พูดช้า ทั้งที่อยู่ในวัยเจื้อยแจ้วเจรจาแล้ว อย่างครอบครัวหนึ่งมีลูกอายุ 2 ขวบกว่า  ผลการตรวจร่างกายเด็กปกติดีทุกอย่าง แต่ไม่ยอมพูด และไม่สามารถพูดเป็นคำที่มีความหมายได้ สันนิษฐานว่าน่าจะขาดการกระตุ้นที่เหมาะสม เนื่องจากคุณพ่อคุณแม่ไม่มีเวลาต้องทำงาน  วันธรรมดานำลูกไปฝากให้คุณยายเลี้ยง วันหยุดเสาร์อาทิตย์จึงไปรับกลับมา โดยคุณยายมักจะเปิดทีวีให้หลานดูและให้เล่นแท็บเล็ตอยู่เป็นประจำ

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า  เด็กที่มีปัญหาพัฒนาการด้านใดด้านหนึ่งมีประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์  ปัญหาหลักคือเรื่องการพูด เด็กพูดช้า คือ เด็กที่มีพัฒนาการด้านภาษาและการพูดไม่เป็นไปตามวัย อาจเป็นเพราะขาดการกระตุ้นที่เหมาะสม  ไม่มีคนพูดด้วย ไม่มีใครคุยด้วย  ถ้าได้รับการกระตุ้นอย่างเหมาะสมใน 2-3 เดือนเด็กจะดีขึ้น  แต่ถ้าไม่ดีขึ้นต้องรีบพาไปหาหมอ เพื่อตรวจประเมินว่ามีภาวะผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น ความผิดปกติของการได้ยิน ความผิดปกติทางสมอง

เด็กพูดช้าย่อมมีผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาการ ไปโรงเรียนสื่อสารกับคนอื่นลำบาก อยู่ในห้องเรียนก็ต้องมีครูพิเศษช่วยเพราะเรียนรู้ได้น้อยกว่าเพื่อน ดังนั้นเด็กจะต้องเรียนรู้อย่างอื่นเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้อยู่ในชั้นเรียนได้

ต้องบอกว่า สื่อทีวี หรือ แท็บเล็ต ไม่สามารถช่วยกระตุ้นให้เด็กพูดได้ เพราะการเรียนภาษาพูดของเด็กนั้น เด็กจะต้องได้ยินชัดเจน หมายความว่าได้ยินเป็นคำ ๆ ส่วนใหญ่มาจากการพูดคุย และเด็กจะใช้วิธีเลียนปากโดยพยายามออกเสียงตามปากของผู้ใหญ่ซึ่งเป็นพัฒนาการปกติทางภาษาพูด เพราะฉะนั้นจำเป็นที่จะต้องมีคนพูดกับเขา โดยเริ่มจากการพูดเป็นคำ ๆ ก่อน

ความสามารถในการพูดเป็นคำ ๆ หรือการพัฒนาภาษาพูดในเด็กไทยค่าเฉลี่ยจะทำได้ตั้งแต่อายุประมาณ 9 เดือนไปจนถึง 1 ขวบครึ่ง เด็กจะพูดเป็นคำ ๆ ได้แล้ว หลังจากนั้นเด็กจะต่อคำ สามารถพูดเป็นประโยคสั้น ๆ 2-3 คำ เริ่มสื่อสารได้ เช่น พูดคำว่า หิวข้าว หรือ มานี่  ซึ่งเด็กอายุประมาณ 2-3 ขวบจะพูดได้แล้ว พออายุประมาณ 3 ขวบ เด็กจะพูดเป็นประโยค สามารถไปโรงเรียนอนุบาลได้ เพราะเริ่มสื่อสารความต้องการ เล่าเรื่องกับคนอื่นได้นอกจากคนภายในครอบครัว

ในกรณีเด็กอายุ 2 ขวบกว่าแล้วยังไม่ยอมพูด สื่อสารไม่ได้ ถือว่าช้า ต้องพาเด็กไปตรวจประเมินหาสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร สาเหตุหลัก คือ ขาดการกระตุ้น เด็กถูกปล่อยปละละเลย ในช่วงที่กำลังหัดพูดไม่ได้รับการกระตุ้น กรณีนี้พบปัญหาอยู่เรื่อย ๆ  พอไปฝึก ได้รับการกระตุ้นเด็กจะสามารถพัฒนาภาษาได้ การกระตุ้นอย่างหนึ่งคือให้เด็กอยู่กับเด็กคนอื่น ๆ ที่พูดแล้ว แต่พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องคุยกับเขาด้วยเช่นกัน ในกรณีที่เกิดจากความผิดปกติทางสมอง เช่น เป็นออทิสติก มีกลุ่มโรคอื่น ต้องเข้าโปรแกรมการรักษา กระตุ้นภาษาพูด  สรุปคือถ้าตรวจแล้วทุกอย่างปกติต้องกระตุ้นให้เด็กพูด ลดสื่อทีวี แท็บเล็ต พ่อแม่และคนรอบข้างต้องพยายามพูดคุยกับเด็ก

ถ้าพ่อแม่ยังไม่มีเวลาให้กับลูก ปล่อยให้ลูกอยู่กับทีวี แท็บเล็ต ไม่มีการกระตุ้นการพูด ปล่อยให้ล่วงเลยไปจนลูกอายุ 3 ขวบ ปัญหาจะมากขึ้นเรื่อย ๆ เด็กจะไม่สามารถเรียนได้ เล่นกับเพื่อน คุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง เพราะสื่อสารไม่ได้ ปัญหาการเรียนรู้ก็จะตามมาภายหลัง

เด็กพูดช้าที่ได้รับการกระตุ้นจนพูดได้แล้วการเรียนรู้จะช้ากว่าคนอื่นหรือไม่? พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า ถ้าไม่ได้มีปัญหาอื่น มีเรื่องการพูดอย่างเดียว ก็ยังเรียนรู้ได้ ไม่ได้มีข้อจำกัด

การไปหาหมอตอนอายุ 2 ขวบกว่าถือว่าช้าไปหรือไม่? พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า  ยังไม่ถือว่าช้า เพราะยังมีช่วงเวลาพัฒนาสมอง 2-3 ขวบ ซึ่งช่วงนี้ต้องกระตุ้นพัฒนาการอย่างเต็มที่ เวลาเด็กไปพบนักแก้ไขการพูด ก็จะมีการฝึกเด็กและนำวิธีให้ผู้ปกครองไปกระตุ้นเด็ก เพราะชั่วโมงที่ฝึกเด็กนั้นจะเป็นระยะเวลาสั้น ๆ  เมื่อได้รับคำแนะนำแล้วจะต้องฝึกเด็กอย่างต่อเนื่องที่บ้าน ดังนั้นคนรอบข้างเด็ก พ่อแม่ ต้องกระตุ้นด้วยการพูดคุยกับเด็กอย่างสม่ำเสมอ ควรแบ่งเวลากันให้ชัดเจนตามคำแนะนำของนักแก้ไขการพูด

เด็กพูดช้าถือเป็นปัญหาใหญ่ จึงอยากให้คัดกรองแต่เนิ่น ๆ โดยเริ่มจากตัวพ่อแม่ ดูตั้งแต่ลูกอายุ 1 ขวบ ว่าเข้าใจภาษาหรือไม่ ก่อนจะพูดเด็กจะเข้าใจภาษาก่อน คือ เวลาเราพูดกับเขา ตัวเขาเข้าใจหมด บอกอะไรเขาจะทำตาม แต่ภาษาพูดไม่มี และต้องดูว่ามีการออกเสียงเป็นคำหรือไม่ เพราะเด็กจะมีภาษาทารก เขาออกเสียงอยู่แล้วแต่ไม่เป็นคำ ถ้าอายุ 1 ขวบเราพูดแล้วเขาไม่เข้าใจภาษาที่เราพูด หรือไม่ฟัง มีท่าทีเหมือนไม่ได้ยินที่เราพูด และไม่มีคำพูด เช่น หม่ำ ๆ แม่ ซึ่งโดยทั่วไปเด็ก 1 ขวบพูดคำเหล่านี้ได้แล้ว ถ้าเห็นอย่างนี้ต้องกระตุ้นภาษาด้วยตัวเองก่อนประมาณ   2-3 เดือน ถ้ายังไม่มีอะไรดีขึ้นต้องไปหาหมอทันที เพื่อตรวจประเมินหาสาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 15 มิถุนายน 2556

อย่าชะล่าใจ…ลูกพูดน้อย

คำว่า “แม่-หม่ำๆ-ม้า” อาจเป็นคำแรกที่เด็กพูดได้ในช่วงอายุ 1-1 ขวบครึ่ง บางคนอาจจะพูดเร็วหรือช้ากว่านี้ แต่อย่างไรก็ไม่ควรเกิน 2 ขวบ

เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษกับพัฒนาการของสมาชิกตัวน้อย ไม่ว่าจะเป็น เรื่องความสูง น้ำหนักตัว การกิน การเล่นไปจนถึงการพูด ซึ่งควรมีพัฒนาการดีขึ้นเป็นลำดับ แต่หากถึงวัยเหมาะสมแล้ว ลูกยังปากแข็งไม่พูด พูดติดอ่าง พูดไม่ชัด พ่อแม่ต้องรีบให้แพทย์ตรวจหาความผิดปกติเพื่อรับการบำบัดรักษาโดยเร็ว

ปรียา หล่อวัฒนพงษา นักบำบัดทางการพูดและภาษา โรงพยาบาลมนารมย์ ขยายความว่า ความผิดปกติทางการพูด แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ การพูดที่ผิดปกติหรือออกเสียงเพี้ยนอย่างเห็นได้ชัด หรือออกเสียงทางจมูกแทนที่จะเปล่งออกมาทางปาก และการพูดที่สื่อความหมายได้ยาก โดยที่ผู้พูดมีความรู้สึกไม่สบายใจในขณะที่พูด และผู้ฟังก็มีความรู้สึกไม่สบายใจในขณะที่ฟัง

มีรายงานการวิจัยจากนักศึกษาปริญญาตรี-โท เกี่ยวกับการพูดของผู้อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ พบว่า เด็กอายุ 3 ขวบสามารถพูดได้ชัดทุกเสียง แต่ก็มีบางรายงานการวิจัยที่เขียนไว้ว่า เสียง ส.เสือ ร.เรือ ยากต่อการออกเสียง เด็กอาจจะใช้เวลานานกว่าจะพูดได้ชัดก็ประมาณ 7 ขวบ และหลังจาก 7 ขวบไปแล้ว การเรียนรู้ในทุกภาษาจะสอนได้ยากมาก

วิธีการสังเกตเด็กว่ามีปัญหาในเรื่องของการพูดหรือไม่ ให้พ่อแม่หมั่นพูดคุยกับลูก และเปรียบเทียบพัฒนาการกับเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน หากมีปัญหาพูดไม่ชัด หรือสื่อความหมายถึงสิ่งที่เขารู้สึกไม่ได้ ทั้งที่เพื่อนในวัยเดียวกันทำได้ ให้รีบพามาปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาที่ถูกวิธี

“พัฒนาการไม่ใช่เรื่องของการพูดอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของพัฒนาการด้านร่างกาย สังคมและทักษะอื่นๆ พ่อแม่คือด่านแรกที่จะตรวจลูกตัวเอง ว่ามีความผิดปกติในเรื่องใดบ้าง พัฒนาการด้านต่างๆ ไปด้วยกันหรือไหม เช่น 1 ขวบควรจะชี้หู ตา จมูกได้, ขวบครึ่ง-สองขวบควรพูดได้, สามขวบควรจะพูดชัด, สี่ขวบน่าจะเล่าเรื่องสั้นๆ ได้ หากผิดเพี้ยนไปจากนี้ ควรปรึกษาแพทย์” นักบำบัดทางการพูดและภาษา กล่าว

ปรียา กล่าวอีกว่า ปัจจุบันผู้ที่มีปัญหาเรื่องการพูดและมารับการรักษาที่โรงพยาบาลมนารมย์ ส่วนใหญ่เป็นเด็กก่อนวัยอนุบาล อนุบาลต้น อย่างอนุบาล 1 อาการที่มาพบมักเป็นการไม่พูด ทั้งๆ ที่เด็กอายุ 1 ขวบควรจะพูดคำคำแรกที่มีความหมายได้ ซึ่งเข้าข่ายอยู่ในกลุ่มพูดช้าและพูดไม่ชัด แต่สำหรับเด็กโตกว่าระดับอนุบาลมาด้วยปัญหาเรื่องการพูดติดอ่าง

การพูดที่ผิดปกติในวัยเด็กมักพบปัญหาหลายเรื่อง ตั้งแต่ไม่พูด กระทั่งพูดได้ เริ่มพูด แต่ว่าพูดแล้วไม่พัฒนาภาษาขึ้นมา คำพูด คำศัพท์มีน้อย ไม่สามารถที่จะนำคำศัพท์มาใช้ได้ ไม่สามารถเรียบเรียงต่อเป็นประโยค ไม่สามารถบอกความต่อเนื่อง หรือเล่าเรื่องไม่ได้ เป็นต้น

ส่วนอาการของการพูดไม่ชัด สังเกตได้จากการนำเสียงใดก็ได้มาทดแทน เช่น ช้อน-จ๊อน สวย-จ๋วย กาน้ำ-กราน้ำ ซึ่งเคสนี้ที่เพิ่ม ร.เรือสะกดด้วยนี้ไม่ค่อยได้เจอบ่อย ขณะที่อาการพูดที่ฟังไม่รู้เรื่องเลย คือ เว้นคำในสระท้าย เช่น คำว่า “บ้าน” จะพูดว่า “บ้า” หรือ “บ้าง” โดยนำ ง.งู มาเติมแทน น.หนู เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีอาการพูดติดอ่าง ที่เป็นปัญหาหนึ่งของการพูดในเด็กประถมต้น สาเหตุพบได้บ่อยเกิดจากการที่ลมหายใจของเด็กไม่สัมพันธ์กับการพูด เด็กพวกนี้มักจะมีร่างกายอ่อนแอ หรือเหนื่อยง่าย มีโรคประจำตัว โรคภูมิแพ้ มีน้อยมากที่เกิดจากพ่อแม่ดุ แต่ก็ยังบอกสาเหตุการเกิดได้ยาก แต่หากรับการรักษาก็จะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเป็นลำดับ

การที่เด็กได้รับการรักษาล่าช้า เมื่อเติบโตขึ้นมาอาจเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตอยู่กับสังคมรอบกาย ไม่ว่าจะในกลุ่มเพื่อนหรือที่ทำงาน จากปมด้อยที่ถูกล้อจากเพื่อน

“ทุกความผิดปกติสามารถแก้ไขได้ หากพ่อแม่สังเกตพบแต่เนิ่นๆ แล้วพามาตรวจเพื่อรับการรักษา ด้วยการฝึกพูดด้วยวิธีที่ถูกต้อง เพราะหากได้รับการรักษาตั้งแต่ที่พบอาการช่วงแรกๆ จะทำให้พัฒนาการของเด็กตามเพื่อนวัยเดียวกันได้ดีกว่าที่จะปล่อยไว้จนโตแล้วมาแก้ไขทีหลัง” คำเตือนจากนักบำบัดทางการพูดและภาษา
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 29 มีนาคม 2555