อย่าชะล่าใจ…ลูกพูดน้อย

คำว่า “แม่-หม่ำๆ-ม้า” อาจเป็นคำแรกที่เด็กพูดได้ในช่วงอายุ 1-1 ขวบครึ่ง บางคนอาจจะพูดเร็วหรือช้ากว่านี้ แต่อย่างไรก็ไม่ควรเกิน 2 ขวบ

เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษกับพัฒนาการของสมาชิกตัวน้อย ไม่ว่าจะเป็น เรื่องความสูง น้ำหนักตัว การกิน การเล่นไปจนถึงการพูด ซึ่งควรมีพัฒนาการดีขึ้นเป็นลำดับ แต่หากถึงวัยเหมาะสมแล้ว ลูกยังปากแข็งไม่พูด พูดติดอ่าง พูดไม่ชัด พ่อแม่ต้องรีบให้แพทย์ตรวจหาความผิดปกติเพื่อรับการบำบัดรักษาโดยเร็ว

ปรียา หล่อวัฒนพงษา นักบำบัดทางการพูดและภาษา โรงพยาบาลมนารมย์ ขยายความว่า ความผิดปกติทางการพูด แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ การพูดที่ผิดปกติหรือออกเสียงเพี้ยนอย่างเห็นได้ชัด หรือออกเสียงทางจมูกแทนที่จะเปล่งออกมาทางปาก และการพูดที่สื่อความหมายได้ยาก โดยที่ผู้พูดมีความรู้สึกไม่สบายใจในขณะที่พูด และผู้ฟังก็มีความรู้สึกไม่สบายใจในขณะที่ฟัง

มีรายงานการวิจัยจากนักศึกษาปริญญาตรี-โท เกี่ยวกับการพูดของผู้อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ พบว่า เด็กอายุ 3 ขวบสามารถพูดได้ชัดทุกเสียง แต่ก็มีบางรายงานการวิจัยที่เขียนไว้ว่า เสียง ส.เสือ ร.เรือ ยากต่อการออกเสียง เด็กอาจจะใช้เวลานานกว่าจะพูดได้ชัดก็ประมาณ 7 ขวบ และหลังจาก 7 ขวบไปแล้ว การเรียนรู้ในทุกภาษาจะสอนได้ยากมาก

วิธีการสังเกตเด็กว่ามีปัญหาในเรื่องของการพูดหรือไม่ ให้พ่อแม่หมั่นพูดคุยกับลูก และเปรียบเทียบพัฒนาการกับเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน หากมีปัญหาพูดไม่ชัด หรือสื่อความหมายถึงสิ่งที่เขารู้สึกไม่ได้ ทั้งที่เพื่อนในวัยเดียวกันทำได้ ให้รีบพามาปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาที่ถูกวิธี

“พัฒนาการไม่ใช่เรื่องของการพูดอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของพัฒนาการด้านร่างกาย สังคมและทักษะอื่นๆ พ่อแม่คือด่านแรกที่จะตรวจลูกตัวเอง ว่ามีความผิดปกติในเรื่องใดบ้าง พัฒนาการด้านต่างๆ ไปด้วยกันหรือไหม เช่น 1 ขวบควรจะชี้หู ตา จมูกได้, ขวบครึ่ง-สองขวบควรพูดได้, สามขวบควรจะพูดชัด, สี่ขวบน่าจะเล่าเรื่องสั้นๆ ได้ หากผิดเพี้ยนไปจากนี้ ควรปรึกษาแพทย์” นักบำบัดทางการพูดและภาษา กล่าว

ปรียา กล่าวอีกว่า ปัจจุบันผู้ที่มีปัญหาเรื่องการพูดและมารับการรักษาที่โรงพยาบาลมนารมย์ ส่วนใหญ่เป็นเด็กก่อนวัยอนุบาล อนุบาลต้น อย่างอนุบาล 1 อาการที่มาพบมักเป็นการไม่พูด ทั้งๆ ที่เด็กอายุ 1 ขวบควรจะพูดคำคำแรกที่มีความหมายได้ ซึ่งเข้าข่ายอยู่ในกลุ่มพูดช้าและพูดไม่ชัด แต่สำหรับเด็กโตกว่าระดับอนุบาลมาด้วยปัญหาเรื่องการพูดติดอ่าง

การพูดที่ผิดปกติในวัยเด็กมักพบปัญหาหลายเรื่อง ตั้งแต่ไม่พูด กระทั่งพูดได้ เริ่มพูด แต่ว่าพูดแล้วไม่พัฒนาภาษาขึ้นมา คำพูด คำศัพท์มีน้อย ไม่สามารถที่จะนำคำศัพท์มาใช้ได้ ไม่สามารถเรียบเรียงต่อเป็นประโยค ไม่สามารถบอกความต่อเนื่อง หรือเล่าเรื่องไม่ได้ เป็นต้น

ส่วนอาการของการพูดไม่ชัด สังเกตได้จากการนำเสียงใดก็ได้มาทดแทน เช่น ช้อน-จ๊อน สวย-จ๋วย กาน้ำ-กราน้ำ ซึ่งเคสนี้ที่เพิ่ม ร.เรือสะกดด้วยนี้ไม่ค่อยได้เจอบ่อย ขณะที่อาการพูดที่ฟังไม่รู้เรื่องเลย คือ เว้นคำในสระท้าย เช่น คำว่า “บ้าน” จะพูดว่า “บ้า” หรือ “บ้าง” โดยนำ ง.งู มาเติมแทน น.หนู เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีอาการพูดติดอ่าง ที่เป็นปัญหาหนึ่งของการพูดในเด็กประถมต้น สาเหตุพบได้บ่อยเกิดจากการที่ลมหายใจของเด็กไม่สัมพันธ์กับการพูด เด็กพวกนี้มักจะมีร่างกายอ่อนแอ หรือเหนื่อยง่าย มีโรคประจำตัว โรคภูมิแพ้ มีน้อยมากที่เกิดจากพ่อแม่ดุ แต่ก็ยังบอกสาเหตุการเกิดได้ยาก แต่หากรับการรักษาก็จะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเป็นลำดับ

การที่เด็กได้รับการรักษาล่าช้า เมื่อเติบโตขึ้นมาอาจเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตอยู่กับสังคมรอบกาย ไม่ว่าจะในกลุ่มเพื่อนหรือที่ทำงาน จากปมด้อยที่ถูกล้อจากเพื่อน

“ทุกความผิดปกติสามารถแก้ไขได้ หากพ่อแม่สังเกตพบแต่เนิ่นๆ แล้วพามาตรวจเพื่อรับการรักษา ด้วยการฝึกพูดด้วยวิธีที่ถูกต้อง เพราะหากได้รับการรักษาตั้งแต่ที่พบอาการช่วงแรกๆ จะทำให้พัฒนาการของเด็กตามเพื่อนวัยเดียวกันได้ดีกว่าที่จะปล่อยไว้จนโตแล้วมาแก้ไขทีหลัง” คำเตือนจากนักบำบัดทางการพูดและภาษา
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 29 มีนาคม 2555