“เล็บ”ผิดปกติ

ความผิดปกติของ “เล็บ” สามารถบ่งบอกได้ว่า คนเรามีอาการเจ็บป่วยหรือความผิดปกติอย่างไร เกี่ยวกับเรื่องนี้ พญ.ชินมนัส ตั้งจาตุรนต์รัศมี หัวหน้ากลุ่มงานเส้นผมและเล็บ สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า “เล็บ” ประกอบด้วย เคอราติน ธาตุเหล็ก แคลเซียม และน้ำ

เล็บมือและเล็บเท้าพบปัญหาได้บ่อยใกล้เคียงกัน บางคนอาจจะรู้สึกว่าเล็บมือน่าจะพบปัญหาได้น้อยกว่า ตรงนี้ไม่เสมอไปเพราะผู้หญิงที่ทำงานบ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นเชื้อราที่เล็บมือมากกว่าเล็บเท้า แต่ถ้าเป็นปัญหา “เล็บขบ” จะเจอที่เล็บเท้าบ่อยกว่าเล็บมือ จากการใส่รองเท้าที่บีบรัดปลายเท้า ทำให้เล็บเท้าทิ่มเนื้อ เกิดการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย หรือถ้าเป็นนาน ๆ อาจเป็นจากเชื้อราได้

ลักษณะของเล็บปกติ คือ
1. ผิวของเล็บต้องเกลี้ยง มีความเงามันในระดับหนึ่ง ไม่เป็นหลุม ไม่เป็นจุด หรือมีสีผิดปกติ
2. ความหนา เล็บคนปกติจะหนาประมาณ 1 มิลลิเมตร แต่ในคนที่เล็บหนามากขึ้นหรือเล็บบางมาก เปราะ แตกง่าย อาจมีความผิดปกติ ดังนั้นควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย

เล็บที่ผิดปกติ มีลักษณะดังนี้
1. เล็บหนาผิดปกติ ถ้าเป็นแค่ 1-2 เล็บ ไม่ได้เป็นทุกเล็บแล้วมีสีผิดปกติร่วมด้วยอาจเป็นโรคเชื้อราที่เล็บ
2. เล็บมีความหนาผิดปกติ และมีการหลุดล่อนของเล็บ เป็นเกือบทุกเล็บ อาจเป็นโรคสะเก็ดเงิน โดยบางคนอาจมีผื่นที่ตัวร่วมด้วย
3. เล็บเป็นจุดเล็กๆ เป็นหลุม อาจเป็นโรคสะเก็ดเงิน และโรคภูมิแพ้ แต่ในเด็กเล็กอาจมีลักษณะดังกล่าวและหายไปเองได้
4. เล็บมีสีขาวแค่ครึ่งเดียว อาจเป็นโรคไต แต่ส่วนใหญ่อาการทางเล็บมักจะมาช้ากว่าอาการทางระบบต่าง ๆ ของร่างกาย
5. เล็บมีสีขาวเป็นจุด ๆ ประมาณ 2 ใน 3 ของเล็บ อาจเป็นโรคตับหรือโรคหัวใจ
6. เล็บแอ่นขึ้นเหมือนช้อน พบในคนที่มีภาวะขาดธาตุเหล็ก ทำให้เล็บไม่แข็งแรง เล็บที่งอกออกมาจะมีลักษณะแอ่นขึ้นเหมือนช้อน เรียกว่า “สปูนเนล” เด็กแรกเกิดไปจนถึงก่อนวัยเรียนอาจมีภาวะนี้ได้ ไม่ถือว่าเป็นความผิดปกติ เพราะเป็นลักษณะที่เกิดกับเด็กเล็กอยู่แล้ว สาเหตุของการขาดธาตุเหล็ก อาจเกิดจากรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กน้อย ถ้าให้รับประทานอาหารกลุ่มนี้อาการจะดีขึ้น แต่บางคนมีการสูญเสียธาตุเหล็กจากโรคประจำตัว การเสียเลือดในร่างกาย หรือมีการดูดซึมของธาตุเหล็กไม่ดีจากโรคลำไส้ ดังนั้นควรรักษาที่ต้นเหตุควบคู่ไปกับการให้ธาตุเหล็กเสริม

ปัญหาเล็บที่พบบ่อยที่สุด คือ โรคเชื้อรา โดยเฉพาะผู้หญิงที่ทำงานบ้านหรือสัมผัสกับสิ่งสกปรกเป็นประจำ บางครั้งการสัมผัสกับน้ำบ่อย ๆ อาจทำให้จมูกเล็บอ่อนแอ เชื้อโรคสามารถแทรกซึมเข้าไปได้ง่ายจนเกิดการติดเชื้อ

อาการที่บ่งบอกว่าเล็บเป็นโรคเชื้อรา คือ เล็บมีสีเปลี่ยนแปลงไป มีความหนามากขึ้น จมูกเล็บ โคนเล็บ หรือข้างเล็บมีการบวมแดง

สำหรับวิธีการดูแลเล็บง่าย ๆ ควรหมั่นรักษาความสะอาดเล็บอยู่เสมอ แต่ต้องอยู่ในภาวะที่พอดีไม่มากไป ไม่น้อยไป บางคนอยากให้เล็บสะอาดมาก ก็เอาของแหลม หรือของมีคม ไปเขี่ย ไปแงะ ไปดัน ไปตัดมัน ซึ่งอาจทำให้ผิวหนังเป็นแผล หรือตรงบริเวณเล็บติดกับผิวหนังเปิดออกเป็นทางเข้าของเชื้อโรคได้ โดยเฉพาะเชื้อรา กรณีจมูกเล็บก็เช่นกัน ที่พบบ่อย คือ ผู้หญิงหลายคนไปร้านทำเล็บ และต้องการให้เล็บเป็นรูปทรงโค้งสวยงาม อาจมีการใช้เครื่องมือไปดันให้จมูกเล็บเป็นรูปทรงมากขึ้น หรือเอากรรไกรไปตัดเล็บตรงส่วนจมูกมากขึ้น ก็อาจทำให้เกิดปัญหาตามมาได้

การตัดจมูกเล็บ หรือหนังด้านข้างเล็บออกไป จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมด้วย ถ้าหนังเปิดอยู่แล้ว ตัดหนังส่วนที่เปิดออกได้แล้วจะต้องรักษาความสะอาดอย่าให้ติดเชื้อบริเวณที่เพิ่งตัด แต่บางคนทำมากกว่านั้น ด้วยการเอาตะไบเล็บไปดันไปขัดให้มันโค้งมากขึ้น ทำให้จมูกเล็บเปิดและอ่อนแอ จนเกิดการติดเชื้อ หรือถ้าเล็บไม่ติดเชื้อ แต่อาจมีลักษณะรูปทรงที่ไม่สวย การต่อเล็บก็เช่นกัน คนปกติสามารถทำได้ แต่คนที่แพ้สารเคมีต่อเล็บควรหลีกเลี่ยง เพราะจะยิ่งทำให้เล็บผิดปกติมากขึ้น.

นวพรรษ บุญชาญ

 

ที่มา: เดลินิวส์ 16 มิถุนายน 2555