กิน ‘แก่นตะวัน’ ดีไหม

dailynews131208_001เอ่ยชื่อ “แก่นตะวัน” สำหรับคนอ้วน คนที่ต้องการลดน้ำหนักน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะมีการพูดปากต่อปากเกี่ยวกับสรรพคุณในเรื่องนี้ และอีกสารพัด ที่ใครได้ฟังเป็นต้องหูผึ่งไปค้นข้อมูลและซื้อหามารับประทาน ส่วนจะเป็นไปตามคำกล่าวอ้างหรือไม่ ไปฟังคำตอบกัน

เริ่มจาก รศ.ดร.สาโรจน์ ศิริศันศนียกุล ศูนย์เทคโนโลยีการหมัก ภาควิชาเทคโน โลยีชีวภาพ คณะอุตสาหกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในคณะผู้วิจัยในเรื่องนี้ อธิบายว่า แก่นตะวันก็เหมือนพืชหัวทั่วไปที่มีแป้งและน้ำตาล แต่แป้งและน้ำตาลไม่เหมือนกับพืชหัวชนิดอื่น เพราะไปเหมือนแป้งและน้ำตาลของบัวหิมะ และชิโครี่ ที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ด้วยเอนไซม์ในร่างกาย จึงไม่จัดเป็นแหล่งพลังงานและไม่เพิ่มปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือด อย่างไรก็ตามจุลินทรีย์ในลำไส้สามารถใหญ่ย่อยได้จึงมีประโยชน์ในการจัดระบบนิเวศในร่างกายให้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีไฟเบอร์ด้วยก็เลยทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น

คนที่เป็นเบาหวานกินได้เพราะไม่ทำให้น้ำตาลเพิ่ม จึงมีการอ้างสรรพคุณว่ารักษาโรคเบาหวานได้ แต่ผู้ป่วยจะต้องลดการรับประทานแป้งและน้ำตาลด้วย

ส่วนตัวไม่ใช่แพทย์แต่ในฐานะเป็นผู้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อนำไปใช้ทำอาหาร เช่น เบเกอรี่ เครื่องดื่ม สามารถใช้ได้หมด อาหารเสริมลดความอ้วนก็ใส่ เพราะแก่นตะวันมี “อินูลิน” เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีประโยชน์

เมื่อก่อนมีการนำเข้ามาในรูป “อินูลิน” นำมาใส่อาหารแปรรูป แต่ปัจจุบันบ้านเราปลูกได้ จึงนิยมรับประทานสดและบอกกันปากต่อปาก

ตอนนี้บ้านเรายังมีปัญหาเรื่องการแปรรูปในระดับอุตสาหกรรม เพราะราคาวัตถุดิบต่อกิโลกรัมยังสูงอยู่ หากราคาเท่ามันสำปะหลังต่อไปการแปรรูปก็ทำได้ ส่วนเปลือกของแก่นตะวันมีโปรตีน วิตามินบ้างเล็กน้อย ก็นำไปเป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์ได้เป็นอย่างดี

สำหรับผลข้างเคียงจากการรับประทานหัวแก่นตะวัน ต้องบอกว่าไม่มี ยก เว้นคนธาตุอ่อนอาจทำให้ระบายท้อง แต่สำหรับคนธาตุแข็งอาจทำให้ท้องผูกได้

แก่นตะวันไม่มีโทษเพราะเป็นอาหารเหมือนกับพืชหัวชนิดอื่น ไม่ว่าจะ มันเทศ มันสำปะหลัง เผือก แต่ให้ระวังเรื่องการปนเปื้อนจุลินทรีย์และสารตกค้าง เช่น ยาฆ่าแมลง โลหะหนัก ดังนั้นก่อนรับประทานต้องปอกเปลือก ล้างให้สะอาดก่อน กรณีนำไปแปรรูปต้องทำให้สุกเพราะอาจมีจุลินทรีย์ปนเปื้อน

ทุกคนสามารถรับประทานได้ โดยเฉพาะคนที่ต้องการรักษาสุขภาพ ต้องการลดความอ้วน ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่ต้องการลดน้ำตาล ลดแป้ง กรณีผู้ป่วยโรคเบาหวาน ปกติต้องลดแป้งและน้ำตาลอยู่แล้ว พอมารับประทานแก่นตะวัน เมื่อลดแป้งและน้ำตาลก็ทำให้สุขภาพดีขึ้น คนที่รับประทานติดต่อกันอาจรู้สึกว่าระดับน้ำตาลลดลง ระบบขับถ่ายดีขึ้น

ดังนั้นคนที่จะรับประทานสามารถรับประทานเหมือนผลไม้ทั่วไป ไม่มากจนเกินไป และไม่ควรรับประทานซ้ำนาน ๆ ก็เหมือนกับการอาหารทั่วไปที่ต้องเน้นความหลากหลาย ไม่ได้รับประทานเพื่อรักษาโรค แต่เพื่อรักษาสุขภาพ อย่างคนที่เป็นโรคเบาหวาน ไม่ต้องรับประทานแก่นตะวันก็ได้ เพียงแต่หลีกเลี่ยงแป้งและน้ำตาลก็สามารถควบคุมโรคได้

กล่าวโดยสรุป “แก่นตะวัน” เป็นพืชอาหารชนิดหนึ่งที่เป็นแหล่งของคาร์โบไฮ เดรต ประกอบด้วยอินูลินและไฟเบอร์ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่ใช่รับประทานเพื่อรักษา ดังนั้นจะรับประทานหรือไม่รับประทานก็ได้ ถือเป็นทางเลือกหนึ่ง

ด้าน นายนิเวศน์ บวรกุลวัฒน์ แพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า แก่นตะวันถูกนำมาใช้สักระยะแล้ว ส่วนใหญใช้ลดคอเลสเตอรอล ความดัน เบาหวาน บางคนกินสด ๆ บางคนเอาไปลอยในน้ำเชื่อม ซึ่งการรับประทานลักษณะนี้อาจทำให้น้ำตาลขึ้นได้ ดังนั้นควรรับประทานสด ๆ ดีกว่า

การรับประทานในปริมาณมากจะทำให้อิ่ม และรับประทานอาหารชนิดอื่นได้น้อยลง ดังนั้นไขมัน คอเลสเตอรอล ที่ลดลงนั้น เพราะรับประทานอาหารชนิดอื่นได้น้อยลงนั่นเอง ขณะเดียวกันคนที่ป่วยก็ต้องลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านี้อยู่แล้ว

ปัจจุบันแก่นตะวันได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย มีการพูดถึงสรรพคุณอย่างที่กล่าวมา ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดได้ ว่าแก่นตะวันสามารถรักษาโรคต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ทำให้ผู้ป่วยไม่รับประทานยาแผนปัจจุบัน จึงขอเรียนว่า ไม่ได้รักษาจนโรคหายขาด ดังนั้นถ้าใครเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต้องใช้อย่างระมัดระวัง มีการตรวจร่างกายเป็นประจำ

ข้อเสียของแก่นตะวันคงไม่มี แต่ผู้ป่วยโรคต่าง ๆ ที่กล่าวมาต้องระมัดระวัง อย่าไปคิดว่ารับประทานแล้วโรคจะหาย เพราะโดยข้อเท็จจริงสมุนไพรเดี่ยว ๆ ที่ใช้ในการรักษาโรคประสิทธิผลจะน้อยกว่าตำรับ แนะนำให้รับประทานเป็นอาหาร ไม่ใช่ยา เป็นทางเลือกหนึ่ง เพราะหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าโรคจะหาย ลืมกินยาผลเสียก็ตามมา.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 8 ธันวาคม 2556

.

Related Article:

.

แก่นตะวัน

 

แก่นตะวัน

dailynews130227_001แก่นตะวันมีชื่อสามัญว่า Jerusalem artichoke,  sunroot, sunchoke, topinumber มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Helianthus tuberosus L. อยู่ในวงศ์  ASTERACEAE  เป็นไม้ล้มลุกอายุสั้น ทุกส่วนของลำต้นมีขนคล้ายหนาม สูง 1.5-2.0 เมตร มีเหง้าหรือหัวใต้ดิน เนื้อหัวสีนวลอมชมพู

มีใบเดี่ยวเรียงสลับ ใบหยักเป็นสามแฉกคล้ายใบบัวตอง ดอกเดี่ยวเกิดตามซอกใบ และปลายยอด เป็นดอกช่อกระจุก ช่อละ 3 ดอก  กลีบดอกชั้นนอกสีเหลือง รูปรี บาง ปลายหยักเว้า 10-12 กลีบ กลีบดอกวงในรูปหลอดเป็นกระจุกแน่น ขนาดดอกบานเต็มที่ 4.5-7  ผลแห้ง เมล็ดขนาดเล็ก รูปเรียวยาว สีน้ำตาลดำเมื่อแก่

นอกจากปลูกลงแปลงเป็นไม้ประดับสวยงามแล้วยังปลูกเพื่อเก็บหัวหรือเหง้ามาประกอบอาหารหรือขายเชิงพาณิชย์ ผลผลิตเหง้า 2.5-2.8 ตันต่อไร่ ใช้ระยะเวลาปลูก 4 เดือน เก็บเกี่ยวด้วยการขุด นิยมขยายพันธุ์ด้วยหัว โดยหั่นหัวออกเป็นสีเหลี่ยมขนาดลูกเต๋า 2-3 ซม. บ่มในขี้เถ้าแกลบซึ่งสีดำดูดความชื้นได้ดี รดน้ำให้ชุ่ม 1 สัปดาห์จะเกิดการแตกหน่อ แล้วนำไปฝังดินกลบบาง ๆ ระยะปลูก 50 ซม. ปลูกได้ทุกฤดู ต้นฤดูหรือปลายฤดูฝน

หัวแก่นตะวันสะสมอินนูลิน (Innulin) ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ประกอบด้วยน้ำตาลฟรุทโตสที่ต่อกันเป็นโมเลกุลยาว ละลายน้ำดีมีความหวานกว่าน้ำตาลซูโครส 1.5 เท่า เก็บหัวไว้ในห้องเย็นยิ่งเพิ่มความหวาน หัวแก่นตะวันมีคุณสมบัติช่วยเจริญอาหารกระตุ้นการหลั่งของน้ำดี ขับปัสสาวะ สร้างภูมิคุ้มกันโรค ลดความเสี่ยงการเป็นโรคความดันโลหิตสูง ลดไขมันในเลือด และลดความเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวาน และโรคหัวใจ ทำให้ไม่มีความรู้สึกหิว จึงกินอาหารได้น้อยลง ช่วยป้องกันโรคอ้วน

ผลผลิตหัวสด 1 ตัน ผลิตเอทานอลได้ 80-100 ลิตร เป็นเอทานอลบริสุทธิ์ 99.5% ผสมทำแก๊สโซฮอล์ได้.

ที่มา :  เดลินิวส์ 27 กุมภาพันธ์ 2556

“แก่นตะวัน” มหัศจรรย์ ลดอ้วน

“แก่นตะวัน” ได้ชื่อว่าเป็นพืชสารพัดประโยชน์ สรรพคุณดีเพราะมีสารอินนูลิน (Inulin) ที่เต็มไปด้วยน้ำตาลฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์

“แก่นตะวัน” ได้ชื่อว่าเป็นพืชสารพัดประโยชน์ มีชื่อเรียกได้หลายชื่อทั้ง “ทานตะวันหัว” และ “แห้วบัวตอง” ภาษาอังกฤษ เยรูซาเล็ม อาร์ติโช้ก (Jerusalem artichoke) บางทีก็เรียกว่า ซันโช้ก (sunchoke) ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์คือ Helianthus tuberosus L. เป็นพืชดอกในตระกูลทานตะวัน

ต้นกำเนิดอยู่ทางตอนใต้ของประเทศแคนาดา และตอนเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอากาศค่อนข้างหนาวเย็น และเขตกึ่งหนาวอย่างทวีปยุโรป ทำให้เป็นที่รู้จักในหลาย ๆ ภูมิภาคเพราะสามารถปรับตัวได้ดี ที่สำคัญทนทานต่อสภาพภูมิอากาศในเขตร้อน จึงมีการนำไปปลูกในประเทศเขตร้อนอย่างอินเดีย

ลักษณะของแก่นตะวัน มีหัวคล้ายกับขิงหรือข่า ลำต้นสูงประมาณ 1-1.50 เมตร มีขนตามกิ่งและใบ ส่วนดอกมีสีเหลืองสดใสคล้ายกับดอกบัวตอง และทานตะวัน แต่ขนาดจะเล็กกว่ามาก มีหัวใต้ดินคล้ายมันฝรั่งไว้สำหรับเก็บสะสมอาหาร หัวของแก่นตะวัน จัดว่ามีสรรพคุณดีเพราะมีสารอินนูลิน (Inulin) ที่เต็มไปด้วยน้ำตาลฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์ โมเลกุลยาวจึงเป็นพืชพรีไบโอติกที่มีเส้นใยสูงมาก

หากรับประทานเข้าไปจะช่วยดักจับยึดไขมันในเส้นเลือด ไม่ว่าจะเป็นคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ หรือ LDL ที่เรารับประทานเข้าสู่ร่างกายมากเกินไปออกทางอุจจาระ จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้เป็นอย่างดีรสชาติหวานมันคล้ายมันแกวแต่มีความกรุบกรอบเหมือนฝรั่งคุณประโยชน์มีรอบด้าน ทำได้ทั้งอาหารสัตว์ อาหารลดความอ้วนควบคุมไขมันสำหรับคน รวมทั้งเป็นพืชพลังงานทดแทน ที่สามารถนำไปผลิตเป็นเอทานอลได้ ก่อนหน้านี้ทางการเกษตรด้านปศุสัตว์ ใช้ผสมอาหารให้สัตว์ ลดกลิ่นเหม็นของมูลสัตว์ ทำให้สัตว์สุขภาพดี

ดร.ครรชิต จุดประสงค์ นักวิชาการประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า แก่นตะวัน มีคุณสมบัติในการลดความอ้วนดีกว่าพืชอาหารช่วยลดความอ้วนที่คนไทยรู้จักกัน ไม่ว่าจะเป็นหัวบุก เม็ดแมงลัก หญ้าหมาน้อย เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน

แม้ว่าแก่นตะวันจะเป็นพืชที่มีหัวอุดมไปด้วยแป้ง คาร์โบไฮเดรต เหมือนพืชมีหัวทั่วไป แต่แป้งในหัวแก่นตะวันเป็นแป้งที่มีอินนูลินและฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์ ร่างกายย่อยสลายดูดซึมไม่ได้ มันทำให้แป้งของแก่นตะวันกลายเป็นใยอาหารที่เข้าไปช่วยทำความสะอาด เก็บกวาดของเสียในระบบทางเดินอาหารได้เป็นอย่างดี กินเข้าไปแล้วรู้สึกอิ่มและขับถ่ายได้ดีไม่เหมือนแป้งในหัวมันอย่างอื่น ที่กินไปแล้วร่างกายจะย่อยสลายดูดซึมเข้าไปสะสมเป็นไขมันทำให้อ้วน

นอกจากนี้กากใยอาหารของแก่นตะวัน ที่มาถึงลำไส้ใหญ่ทำให้ภาวะลำไส้ใหญ่ที่เป็นด่างจะกลายเป็นกรดอ่อน มีค่า pH อยู่ที่ 3-5 นอกจากจะทำลายแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคล้มหายตายจากไปแล้ว ยังจะทำให้จุลินทรีย์ที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แลคโตบาซิลลัส (Lactabacillus) ไบฟิโดแบคทีเรียม (Bifidobacterium) เจริญเติบโตได้ดีส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้นและช่วยให้ลำไส้ใหญ่สามารถดูดซึมแร่ธาตุสำคัญจำพวก แคลเซียมและเหล็ก จากกากอาหารได้อีกด้วย

เห็นสรรพคุณของ “แก่นตะวัน” มากมายขนาดนี้แล้ว หลายคนคงอยากจะลองรับประทานกันบ้างแล้วใช่ไหมค่ะ เราสามารถทาน “แก่นตะวัน” ได้ทั้งแบบสด ๆ เหมือนกับผักสลัดทั่ว ๆ ไป รสชาติจะออกคล้าย ๆ แห้วและมันแกว หรือจะนำไปปรุงสุกเป็นอาหารหลากหลายเมนูที่ดีต่อสุขภาพได้อีกด้วย

นี่คือความมหัศจรรย์ของแก่นตะวัน

ผัดแก่นตะวัน

ส่วนผสม
เนื้อหมูสันในหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ 400 กรัม
กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
เห็ดหูหนูหั่น 1 ถ้วยตวง
พริกชี้ฟ้าแดงหั่นเฉียง 1/2 ถ้วยตวง
แก่นตะวันหั่นเป็นเส้น 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 1 ช้อนชา
หอมใหญ่หั่น 1/4 ถ้วยตวง
ต้นหอมหั่น 2 ต้น
ผักชีสำหรับแต่งหน้าอาหาร
น้ำมันพืช

วิธีทำ
1. ใส่น้ำมันในกระทะ และนำไปตั้งไฟ ใส่กระเทียมลงไปผัดจนเหลืองหอม
2. ใส่เนื้อหมูลงไปผัดจนเกือบสุก จึงปรุงรสด้วยน้ำปลา, ซิอิ๊วขาว และซอสหอยนางรม ผัดต่อจนส่วนผสมในกระทะเริ่มเดือด
3. ใส่ส่วนผสมที่เหลือทั้งหมดลงไป จากนั้นผัดต่อจนหมูสุก
4. ตักใส่จาน และแต่งหน้าด้วยผักชี เสริฟทันทีพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ

ยำแก่นตะวัน

ส่วนผสม
แก่นตะวัน 150 กรัม
หัวหอมแดง 3 หัว
กระเทียม 3 กลีบ
พริกแห้งเม็ดใหญ่ 2 เม็ด
น้ำมะนาว 1 ½ ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ½ ช้อนชา
กุ้งแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ
ถั่วลิสงคั่วทุบ ¼ ถ้วย

วิธีทำ
1. ล้างแก่นตะวันให้สะอาดแล้วซอยเป็นชิ้นเล็กๆ
2. ปลอกเปลือกกระเทียมและหัวหอมแดง ล้างน้ำให้สะอาด หั่นกระเทียมเป็นชิ้นเล็กๆ ส่วนหัวหอมแดงแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกซอยบางๆ เตรียมไว้เจียว ส่วนที่ 2 หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
3. เปิดเตาที่ไฟปานกลาง ตั้งกระทะ นำกระเทียมและหัวหอมแดงที่หั่นเป็นชิ้นไว้แล้วมาคั่วซักพักให้หอมจึงตักขึ้นพักไว้ ส่วนหัวหอมแดงอีกครึ่งหนึ่งที่ซอยไว้ ให้นำไปเจียวจนเหลืองกรอบแล้วนำขึ้นมาพักไว้บนกระดาษซับน้ำมัน
4. หั่นพริกแห้งเป็นท่อน เอาเม็ดออกแล้วนำไปโขลกรวมกับกระเทียมและหัวหอมแดงที่คั่วไว้จนแหลก
5. นำเครื่องปรุงต่างๆ คือ น้ำมะนาว ซีอิ้วขาว (หรือน้ำปลา) และน้ำตาลทราย มาผสมรวมกันในถ้วยผสม ชิมรสตามชอบ เอากะทิเข้าไมโครเวฟประมาณ 2 นาที
6. นำแกนตะวัน เครื่องที่โขลกเตรียมไว้ น้ำปรุงรสและถั่วลิสงทุบใส่ลงไปในชามผสมที่มีกุ้งแห้งอยู่ คนให้เข้ากัน
7. ตักใส่จาน โรยหน้าด้วยหัวหอมเจียว จากนั้นก็ยกเสริฟได้เลยค่ะ

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 23 พฤศจิกายน 2555