“แผลกดทับ”ภัยร้ายป้องกันได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

credit: thebody.com“แผลกดทับ” ความเจ็บป่วยที่ไม่ใช่ “โรค” แต่เป็นสัญญาณเตือนแห่งความยุ่งยากซับซ้อนในการรักษาพยาบาลแผลเรื้อรัง ที่เกิดขึ้นหลังจากอาการเจ็บป่วยหลักๆ ของคนไข้ ที่มาของแผลกดทับนั้นเกิดจากการอยู่กับที่นิ่ง ๆ  นาน ๆ ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวหรือไม่ค่อยอิริยาบถ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่เคลื่อนไหวยาก แรงกดทับดังกล่าวจะทำให้เกิดแรงกดดันกับเนื้อเยื่ออ่อน ๆ บริเวณก้นหรือสะโพก แล้วลุกลามเป็นแผลพุพองจนเนื้อเยื่อหลุดลอกตามมาได้ ดังนั้นผู้ที่มีพฤติกรรมดังกล่าว หรือมีญาติที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงนั้น ศูนย์วิจัยและพัฒนา “Wonder powder” มีข้อมูลสำหรับการรับมือ และป้องกันอาการแผลกดทับมาฝากกัน

แผลกดทับเกิดขึ้นได้ทั้งปัจจัยภายในและภายนอก
ซึ่งปัจจัยภายในนั้นมาจากเรื่องของอายุที่มากขึ้น จึงทำให้ชั้นไขมันใต้ผิวหนังบางลง ผิวหนังเปราะบางจึงฉีกขาดได้ง่าย หรือในผู้ป่วยน้ำหนักมากมีเนื้อเยื่อชั้นไขมันมากทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี หรือในรายผู้ป่วยน้ำหนักน้อยก็สามารถเกิดแผลกดทับได้เช่นกัน เนื่องจากแรงกดของเนื้อเยื่อบริเวณปุ่มกระดูกมีมากขึ้น หรือภาการขาดสารอาหารโดยเฉพาะโปรตีน ภาวะโรคเดิมของผู้ป่วย เช่น เบาหวาน ไตวาย มะเร็ง เป็นต้น 

หรืออาจเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น แรงกดจากการนั่งหรือนอนในท่าเดิมนาน ๆ จนทำให้เกิดแรงกดไปขัดขวางออกซิเจน และสารอาหารที่ไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ

ถ้าผู้ป่วยไม่มีการเคลื่อนไหวจะมีผลให้เนื้อเยื่อขาดเลือดไปเลี้ยง โดยเฉพาะบริเวณปุ่มกระดูกต่างๆ จะเกิดแรงกดมากขึ้น แรงเลื่อนไหลหรือแรงเฉือนเป็นแรงที่ผู้ป่วยนั่งหรือนอน เลื่อนไหลตามแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้การไหลเวียนของเลือดบริเวณนั้นเสียไป แรงเสียดทานเป็นแรงที่เกิดจากผู้ป่วยสัมผัสกับพื้นผิวด้านนอก เกิดการถลอกของผิวหนัง เช่น การเลื่อนผู้ป่วยโดยการดึงลากทำให้ผิวหนังถลอกเป็นแผล ความเปียกชื้นของเหงื่อ ปัสสาวะ อุจจาระ จึงทำให้ผิวหนังเปื่อยได้ง่าย

สำหรับวิธีป้องกันและดูแลผู้ป่วยจากภาวะความเสี่ยงจากแผลกดทับ

  • ควรเปลี่ยนท่านอนทุก 2 ชั่วโมง เพื่อให้ส่วนใดส่วนหนึ่งไม่รับแรงกดนานเกินไป ถ้าเปลี่ยนท่านอนแล้วรอยแดงบริเวณผิวหนังไม่หายภายใน 30 นาที อาจจะพิจารณาให้เปลี่ยนท่านอนได้บ่อยขึ้น โดยมีการหมุนเวียนเปลี่ยนท่านอน เช่น นอนหงาย นอนตะแคงซ้าย นอนตะแคงขวาสลับกันไป
  • การนอนตะแคงควรจัดให้นอนตะแคงกึ่งหงาย ใช้หมอนยาวรับตลอดแนวลำตัว รวมทั้งบริเวณข้อเข่า ข้อเท้า ควรทำให้สะโพกทำมุม 30 องศา และใช้หมอนรองตามปุ่มกระดูกและใบหู
  • สำหรับการนอนหงายควรมีหมอนสอดคั่นระหว่างหัวเข่า ตาตุ่มทั้ง 2 ข้าง ขา 2 ข้าง หรือรองใต้น่องและขา เพื่อให้เท้าลอยพ้นพื้นไม่กดที่นอน
  • การจัดท่านอนนั้นควรจัดให้ศีรษะสูงไม่เกิน 30 องศา แต่ถ้าจำเป็นศีรษะสูงเพื่อให้อาหาร หลังจากให้อาหาร 30 นาที-1 ชั่วโมง ควรลดระดับลงเหลือ 30 องศา
  • กรณีที่นั่งรถเข็นควรให้มีเบาะรองก้น และกระตุ้นให้เปลี่ยนถ่ายน้ำหนักตัว หรือยกก้นลอยพ้นพื้นที่นั่งทุก 30 นาที
  • สำหรับการดูแลผิวหนังนั้น ผู้ป่วยที่มีผิวหนังแห้งควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่น หลังทำความสะอาดร่างกายควรทาโลชั่น 3-4 ครั้ง/วัน เพื่อป้องกันผิวหนังแตกแห้ง
  • สำหรับพื้นที่อับชื้นได้ง่าย ควรดูแลให้แห้งอยู่เสมอ หลังเช็ดให้แห้งก็ต้องดูแลด้วยการโรยด้วยแป้งฝุ่น ที่มีส่วนผสมของนาโนซิงก์ออกไซด์ ที่สามารถดูแลผิวหนังของคุณให้แห้งได้ในระดับนาโน ซึ่งจะช่วยให้พื้นที่อับชื้นแห้งสนิทยิ่งขึ้น

  • นอกจากนี้ ให้ระวังอุบัติเหตุที่เกิดกับผิวหนัง เช่น การกระแทกของมีคม เป็นต้น
  • จัดสิ่งแวดล้อมเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อไม่ให้ผิวหนังอับชื้น
  • หลีกเลี่ยงการนวดปุ่มกระดูก โดยเฉพาะที่มีรอยแดง จะทำให้การไหลเวียนลดลง
  • หลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนประคบ บริเวณผิวหนังที่มีความรู้สึกน้อยหรืออ่อนแรง
  • ดูแลผ้าปูที่นอนให้สะอาด แห้ง และเรียบตึงเสมอ เพื่อลดความเปียกชื้นและลดแรงเสียดทาน
  • จัดเสื้อผ้าให้เรียบ หลีกเลี่ยงการนอนทับตะเข็บเสื้อ และปมผูกต่างๆ เพื่อลดแรงกดบริเวณผิวหนัง
  • ไม่นวดหรือใช้ความร้อนประคบหรือใช้สบู่กับผิวหนังที่มีรอยแดง
  • ไม่ใช้ห่วงยางเป่าลมรองบริเวณปุ่มกระดูก เพราะจะทำให้เลือดไปเลี้ยงได้ไม่ดีทำให้เกิดแผลได้
  • และไม่ควรใช้ถุงมือใส่น้ำรองบริเวณปุ่มกระดูก เพราะอาจแพ้ยางได้
  • ส่วนการดูแลด้านโภชนาการนั้น ถ้าผู้ป่วยรับประทานอาหารได้น้อย หรือรับประทานอาหารไม่ได้เลย ควรพิจารณาใส่สายยางให้อาหาร หรือเพิ่มอาหารประเภทโปรตีน เพื่อส่งเสริมการหายของแผล และป้องกันการทำลายเนื้อเยื่อ วิตามินเอ เช่น นม ไข่ เนื้อสัตว์ต่างๆ วิตามินซี เช่น ส้ม ผัก ผลไม้สด ผักคะน้า ผักใบเขียว เป็นต้น หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 0-2376-0983 หรือ www.pangwonder.com

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 6 กันยายน 2555