กายภาพบำบัดฟื้นฟู ‘แผลเบาหวาน’ ลดการสูญเสีย ช่วยรักษาสมดุลร่างกาย

dailynews140309_001bปัญหาสุขภาพเป็นปัญหาหนึ่งที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตและกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในระยะยาว แต่ถ้าหากมีแนวทางในการรักษาที่ถูกวิธีก็จะช่วยทำให้คนไข้กลับมามีสุขภาพที่ดีได้ โดยโรคที่ก่อให้เกิดปัญหาดังกล่าวหนึ่งในนั้นก็คือ “โรคเบาหวาน” !

dailynews140309_001a

นพ.วรวัฒน์ เอียวสินพานิช แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ โรงพยาบาลปิยะเวท ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานว่า เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอส่งผลให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกิน คือ มากกว่า 126 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 มิลลิลิตร โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ โรคเบาหวานชนิดที่ 1 ร่างกายหยุดสร้างอินซูลินหรือสร้างได้น้อยมาก มักพบในเด็กอายุ  6-8 ปีขึ้นไป มีรูปร่างซูบผอม และโรคเบาหวานชนิดที่  2 เป็นเบาหวานที่มักพบในผู้ที่มีอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป สาเหตุไม่ทราบชัดเจน แต่มีส่วนเกี่ยวกับพันธุกรรม น้ำหนักตัวที่มากขาดการออกกำลังกาย อีกทั้งวัยที่เพิ่มขึ้น โดยเซลล์ของผู้ป่วยยังคงมีการสร้างอินซูลินแต่ทำงานไม่เป็นปกติ

“เมื่อน้ำตาลในเลือดสูงก็จะทำ ให้เกิดน้ำตาลเพิ่มขึ้นตามหลอดเลือด หากสูงมาก ๆ จะส่งผลต่อนิ้วเท้า เท้า นิ้วมือ โดยโรคเบาหวานจะส่งผลต่อหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดเปราะพอหลอดเลือดเปราะร่างกายจะมีการสร้างหลอดเลือดขึ้นมาใหม่ทดแทน แต่จะเป็นหลอดเลือดฝอยเล็ก ๆ ซึ่งจะมีความแข็งแรงน้อยทำให้มีโอกาสเส้น เลือดแตกมีรอยเขียวเป็นจ้ำ ๆ ขึ้นมาได้ง่าย อีกทั้งยังทำให้เม็ดเลือดโดยเฉพาะเม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ในการดักจับเชื้อ โรคหรือฆ่าเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย และการสมานแผลทำได้แย่ลง รวมไปถึง ระบบประสาทก็ทำงานแย่ลงเช่นกัน”

dailynews140309_001c

คนไข้ที่เป็นโรคเบาหวานมานานกว่า 5 ปีขึ้นไป แม้จะควบคุมน้ำตาลได้ดี แต่โอกาสที่จะเกิดอาการชาตามนิ้วมือ นิ้วเท้า มีมากขึ้นตามลำดับ บางคนเริ่มจากมีแผลเล็ก ๆ ที่ปลายเท้าก็จะมีการลามเป็นแผลใหญ่และหายยาก ซึ่งทำให้มีโอกาสที่จะถูกตัดนิ้วมือ นิ้วเท้า หรือบางคนก็มีโอกาสที่จะถูกตัดขาได้

การกายภาพบำบัด นับเป็นการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยฟื้นฟูแผล เพื่อลดการสูญเสียอวัยวะและมีโอกาสหายมากขึ้น ซึ่งสามารถทำได้โดยจะต้องมีการ ประเมินลักษณะรูปเท้าของคนไข้ เสียก่อน เพราะบางครั้งคนไข้มีรูปเท้าที่ผิดปกติ เช่น เท้าแบน เท้าล้ม เท้าแบะ เพื่อปรับเปลี่ยนรองเท้าให้เข้ากับรูปเท้าของคนไข้มากที่สุด

หลังจากที่มีการปรับรองเท้าหรือเพิ่มแผ่นรองรองเท้าแล้ว แพทย์จะใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัดบางอย่างที่จะทำให้มีการสมานของแผลได้เร็วขึ้น โดยเครื่องมือแรก คือ Anodyne เป็นการใช้แสงอินฟาเรดโดยจะใช้แผ่นติดตามตำแหน่งของชีพจร ตามตำแหน่งของเส้นประสาท จากนั้นจะปล่อยแสงอินฟาเรดเพื่อให้มีการหมุนเวียนของเลือดและกระแสประสาทที่ดีขึ้น โดยจะทำวันเว้นวัน ในส่วนของแผลประมาณ 1 สัปดาห์จะเริ่มเห็นผล ส่วนในเรื่องของอาการชาหลังจากที่แพทย์ดำเนินการไปแล้วประมาณ 1 เดือน ถึงจะเห็นผล

dailynews140309_001d

วิธีต่อมา คือ การใช้เลเซอร์ แต่เป็นเลเซอร์ของกายภาพบำบัดซึ่งจะเป็นเลเซอร์พลังงานต่ำไม่ทำให้ผิวหนังเกิดอาการไหม้ โดยจะฉายไปยังบริเวณที่เป็นแผล ห่างจากแผลประมาณ 1 เซนติเมตร โดยจะขยับเลเซอร์ไปรอบแผล จุดละประมาณ 20 นาที เมื่อครบรอบแผลจึงหยุด โดยจะทำทุกวันเช่นกัน เพื่อกระตุ้นให้เนื้อเยื่อมีการสร้างเซลล์ใหม่หรือมีการสมานแผลที่เร็วขึ้นกว่าการที่จะล้างแผลเพียงอย่างเดียว เพื่อลดโอกาสของการถูกตัดนิ้วเท้า หรือเท้าไปได้ ซึ่งคนไข้ที่มีการตอบสนองดีเมื่อทำไปได้ 2 วัน จะเห็นผลที่ดีขึ้นแล้ว แต่โดยเฉลี่ยประมาณ 1 สัปดาห์ จึงจะเห็นผล

หลังจากการทำกายภาพบำบัดในส่วนที่เป็นแผลแล้ว คนไข้ส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกของเท้าน้อยลง เวลาเดินบางคนมีความรู้สึกว่าเหมือนเท้าลอย ๆ หรือบางคนเดินแล้วเหมือนจะล้ม เนื่องมาจากว่า การรับรู้ของข้อในฝ่าเท้ามีน้อยลง ตรงนี้จะมีวิธีการฝึกความรู้สึก การรับรู้ให้กลับคืนมาใหม่ โดยการใช้เครื่องมือที่มีชื่อว่า Sensory Re- education เป็นเทคนิคเพื่อให้การรับรู้ของข้อดีขึ้น โดยจะให้คนไข้เดินบนพื้นผิวลักษณะต่าง ๆ เช่น พื้นผิวเป็นเส้นตรง พื้นผิวเป็นปุ่ม พื้นผิวหยาบ รวมทั้งการรับรู้จากการใช้อุปกรณ์ในแบบต่าง ๆ เช่น สำลี แปรงขนนุ่ม แปรงขนแข็ง โดยให้คนไข้ได้สัมผัสกับอุปกรณ์ดังกล่าวในบริเวณที่ไม่มีความรู้สึก ทำอย่างละ 5-10 นาที

ตลอดจน การจัดโครงสร้างร่างกายให้คนไข้ เนื่องจากส่วนใหญ่คนไข้ที่เป็นเบาหวานมักจะมีน้ำหนักตัวมาก จึงมีการแนะนำในเรื่องของการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก เพราะนอกจากจะช่วยในเรื่องของโรคเบาหวานแล้วยังช่วยในเรื่องความแข็งแรงของร่างกายด้วย เช่น ทำให้หัวใจและหลอดเลือดดีขึ้น สามารถคุมเบาหวาน คุมความดันโลหิตได้ดีขึ้น โดยจะต้องมีการตรวจเช็กร่างกายผู้ป่วยซึ่งจะเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โดยจะวางกล้องไว้แล้วให้คนไข้ยืนติดแผ่นมาร์คเกอร์ที่หัวไหล่ ลำตัว ตะโพก ข้อเท้า เพื่อถ่ายรูปดูว่าหัวไหล่เอียงหรือไม่ ตะโพกเป็นอย่างไร ดูแนวของน้ำหนักที่ตกลงมาว่ามีความสมดุลหรือไม่

“หากมีความผิดปกติก็จะดำเนินการแก้ไขในส่วนที่ผิดปกตินั้น โดยให้คนไข้มีการออกกำลังกายที่ถูกวิธี แก้ไขส่วนที่ผิดปกติของร่างกายให้กลับมาเป็นปกติมากขึ้น เช่น คนไข้ที่หลังค่อมแพทย์จะแนะนำท่าออกกำลังกายที่จะทำให้คนไข้แอ่นหลังขึ้นมา หรือคนไข้ที่ยืนแอ่นพุงก็จะแนะนำท่าออกกำลังกายที่จะทำให้หลังแข็งแรงขึ้นเพื่อดึงพุงกลับเข้าไปทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงเพื่อเป็นตัวพยุงธรรมชาติให้กับผู้ป่วย ซึ่งการทำกายภาพบำบัดให้กับผู้ป่วยเบาหวานนอกจากจะลดโอกาสการสูญเสียอวัยวะและมีโอกาสหายมากขึ้น ยังได้เรียนรู้วิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเองด้วย”

นพ.วรวัฒน์ กล่าวถึงข้อแนะนำในการดูแลตัวเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานว่า หากเป็นมานานกว่า 5 ปี มีโอกาสที่แผลจะหายยาก ฉะนั้นจึงมีคำกล่าวที่ว่าคนไข้จะต้องดูแลเท้าให้มากกว่าดูแลหน้า โดยเวลาที่อาบน้ำหมั่นสังเกตตามจมูกเล็บ ซอกเล็บ ฝ่าเท้า ว่ามีแผลเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้ามีแผลในเบื้องต้นจะสามารถรักษาได้เร็วและหายได้ เพราะคนไข้บางรายมีแผลแต่ไม่รู้สึกเจ็บจึงทำให้แผลลามกลายเป็นแผลใหญ่ขึ้นและรักษายาก.

ที่มา : เดลินิวส์  9 มีนาคม 2557

ผ่าตัดรักษาผู้ป่วยเบาหวาน ป้องกันถูกตัดขา

ผ่าตัดรักษาผู้ป่วยเบาหวาน ป้องกันถูกตัดขา

ศ.นพ.ประมุข มุทิรางกูร
ภาควิชาศัลยศาสตร์

ปัจจุบันผู้ป่วยเบาหวาน มีแนวโน้มถูกตัดขาเพิ่มขึ้น แต่การผ่าตัดรักษา โดยเปลี่ยนทางเดินระบบไหลเวียนโลหิตบริเวณเท้า จะช่วยผู้ป่วยเบาหวานไม่ต้องถูกตัดขาทิ้งอีกต่อไป

เป็นที่รู้กันว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ต้องระมัดระวังการเกิดแผล โดยเฉพาะแผลบริเวณเท้า หากไม่ดูแลให้ดี อาจสูญเสียขาและเสียชีวิตได้ ลักษณะแผลเบาหวาน แบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1.แผลเส้นประสาทเสื่อม 2.แผลขาดเลือด และ 3.แผลติดเชื้อ

ก่อนผ่าตัด

แผลที่อันตรายและหายยากที่สุด คือ แผลขาดเลือด ซึ่งเป็นผลจากหลอดเลือดแดงในส่วนต่างๆ ของขาอุดตันจากแผ่นไขมัน ทำให้มีเลือดไปเลี้ยงยังเนื้อเยื่อส่วนปลายไม่เพียงพอ แผลขาดเลือดมักเกิดขึ้นในระยะเริ่มแรกบริเวณนิ้วเท้า ต่อมาจะลุกลามสูงขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ ลักษณะแผลจะแห้ง ก้นแผลมีสีซีด อาจพบนิ้วเท้ามีสีดำจากการเน่าตายร่วมด้วย หากมีการติดเชื้อในแผลขาดเลือดนี้ การอักเสบจะลุกลามอย่างรวดเร็วจนผู้ป่วยต้องถูกตัดขาอย่างเร่งด่วน ซึ่งการดูแลรักษาแผลขาดเลือดนี้ หากพบว่าการขาดเลือดอยู่ในขั้นรุนแรงหรือขั้นวิกฤต ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับการรักษาอย่างเร่งด่วนเพื่อให้มีเลือดไปเลี้ยงยังเนื้อเยื่อส่วนปลายโดยเร็วที่สุด

หลังผ่าตัด

การรักษาภาวะขาดเลือดนี้มี 2 วิธี วิธีแรก เป็นการถ่างขยายหลอดเลือดมี่มีการตีบแคบโดยสายสวนลูกโป่ง (balloon angioplasty) และหรือการใช้ลวดค้ำยัน (endovascular stent) วิธีนี้ใช้กับการอุดตันของหลอดเลือดแดงที่มีขนาดสั้น ส่วนวิธีที่สอง เป็นการผ่าตัดเปลี่ยนทางเดินหลอดเลือดแดง (arterial bypass surgery) ใช้กับการอุดตันของหลอดเลือดแดงที่มีขนาดยาว ซึ่งการรักษาทั้งสองวิธี นอกจากแผลขาดเลือดจะมีปริมาณเลือดมาเลี้ยงเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังทำให้แผลหายเร็วขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม การรักษาทั้งสองวิธีจำเป็นต้องมีหลอดเลือดแดงของขาในส่วนที่อยู่ปลายต่อการอุดตัน อยู่ในสภาพที่ดี การรักษาจึงจะเป็นผลสำเร็จ หากหลอดเลือดแดงของขาสภาพไม่ดีพอ ผู้ป่วยอาจต้องถูกตัดขาทิ้ง

แผลหายสนิท

เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตัดขา สาขาวิชาศัลยศาสตร์หลอดเลือดได้คิดค้นนวัตกรรมการผ่าตัดในผู้ป่วยที่มีแผลขาดเลือดขั้นวิกฤต และสภาพหลอดเลือดแดงของขาไม่ดีพอที่จะรักษาโดยวิธีดั้งเดิมได้ หลักการคือ จะใช้หลอดเลือดดำในชั้นลึกบริเวณข้อเท้าเป็นทางนำเลือดจากหลอดเลือดแดงของขาส่วนที่อยู่สูงกว่าการอุดตันไปยังระบบหลอดเลือดดำทั้งหมดของเท้า เสมือนหนึ่งเป็นการเปลี่ยนทางเข้า-ออกของระบบไหล เวียนโลหิตของเท้า ทำให้มีปริมาณเลือด อาหาร และออกซิเจนจำนวนมากมาหล่อเลี้ยงในระบบไหลเวียนโลหิตของเท้าทั้งหมด ช่วยให้แผลหายเร็วและอัตราการเก็บรักษาขาของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างมาก

แต่คงไม่มีผู้ป่วยเบาหวานคนใดอยากถูกผ่าตัดแน่นอน ถ้าเช่นนั้น ควรหมั่นตรวจสอบเท้าอย่างใกล้ชิดทุกวัน ทำความสะอาดเท้าและสวมรองเท้าอย่างถูกต้องตลอดเวลา รวมถึงรับการตรวจสภาพหลอดเลือดแดงของขาเป็นประจำทุกปี และหากมีแผลเกิดขึ้นบริเวณเท้าแม้เพียงเล็กน้อย ต้องรีบให้การประเมินและรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อจะได้ไม่สูญเสียขาครับ

 

พบกิจกรรมดีๆ ที่ศิริราช
วันมหิดล เพื่อผู้ป่วยด้อยโอกาส รพ.ศิริราช

24 ก.ย.วันมหิดล วันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย” ขอเชิญร่วมเฉลิมพระเกียรติตามรอยพระบาทช่วยผู้ป่วยด้อยโอกาส รพ.ศิริราช

• ศุกร์ 21 ก.ย.นักศึกษาขอรับบริจาคเงิน พร้อมกันทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑลรวมถึงสายศิลปิน ช่อง 3 ช่อง 7 และ AF ที่อาคารมาลีนนท์ ศูนย์การค้ามาบุญครอง และเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว บริจาค 300 บาท รับธงเสา 20 บาท รับธงแขวน

• เสาร์ 22 ก.ย.ชมและเชิญบริจาคในรายการพิเศษ ทาง ททบ.5 เวลา 22.20 น.เป็นต้นไป

• จันทร์ 24 ก.ย.ฟังปาฐกถา “ประสบการณ์การบริหารเพื่อขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่ความเป็นเลิศ” โดย ศ.คลินิก นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร ณ ตึกสยามินทร์ ชั้น 7 รพ.ศิริราช หรือบริจาคโดยตรงทุกวันได้ที่ ศิริราชมูลนิธิ โทร.0 2419 7658-60

 

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 กันยายน 2555

คิดเทคโนโลยี พ่นผิวหนัง พิชิต แผลเปื่อยหายยากที่เท้าได้สำเร็จ

นักวิทยาศาสตร์ประกาศว่า ได้พัฒนาวิธีการรักษาแผลเปื่อยที่ข้อเท้าหรือปลายเท้าที่หายยากเหมือนกับเป็นการปฏิวัติด้วยการ “พ่นผิวหนัง” ทับแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้น ทั้งยังเป็นการประหยัดอีกด้วย

นักวิจัยสหรัฐฯ ร่วมกับแคนาดา ได้ทดลองวิธีการ ซึ่งใช้พ่นส่วนผสมของเซลล์ผิวหนัง ที่ลอยอยู่ในโปรตีน ซึ่งช่วยให้เลือดแข็งตัวลงที่แผลเปื่อย ของคนไข้ 228 ราย ทำให้แผลหายและตื้นขึ้นอย่างรวดเร็ว

นักวิจัยเฮอเบิร์ท สเลด ชาวอเมริกันกล่าวว่า “ผลการทดลองรักษา แสดงว่ามันช่วยย่นเวลาพักฟื้น และกลับหายขึ้นเร็ว โดยไม่ต้องใช้การปลูกหนัง แผลของคนไข้ร้อยละ 70 จะหายหลังจากนั้น 3 เดือน

แผลเปื่อยเกิดขึ้นเพราะเกิดความดันสูงขึ้นในหลอดเลือดของขาตลอดเวลา จนผิวหนังเสียหาย มักเป็นกับผู้ที่เดินเหินไม่ค่อยถนัด เช่น คนอ้วนและผู้สูงอายุ และคนที่เป็นหลอดเลือดขอด.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 7 สิงหาคม 2555

.

Related link:

.

Replaced: Compression bandages like this (file picture) are often used to treat leg ulcers. Spray-on skin could be used instead

‘Spray-on’ skin treatment developed for leg ulcers that could greatly improve recovery

By LEON WATSON

PUBLISHED: 07:01 GMT, 3 August 2012 | UPDATED: 08:00 GMT, 3 August 2012

 

A ‘spray-on skin’ developed by scientists can cut the healing time of patients’ suffering from chronic ulcers in half, research suggests.

The treatment consists of skin cells suspended in blood clotting proteins which is sprayed on the wound.

In a study of 228 patients with venous leg ulcers, it accelerated healing and improved the chances of wound closure.

Those receiving the most effective dosage were 52 per cent more likely to see their ulcer clear up after three months than untreated patients.

They also experienced a 16 per cent greater reduction in wound area after seven days. In addition, the treatment helped wounds to close 21 days earlier.

Dr Herbert Slade, one of the study authors from Healthpoint Biotherapeutics in Fort Worth, Texas, US, said: ‘The treatment we tested in this study has the potential to vastly improve recovery times and overall recovery from leg ulcers without the need for a skin graft.’

The research is published today in The Lancet medical journal.

Venous leg ulcers, the most common type of leg ulcer, affect about one in 500 people in the UK.

The wounds develop when high blood pressure in the veins of the legs damages the skin, causing it to break down.

People with restricted movement, obese individuals and those with varicose veins all face a greater risk of developing venous leg ulcers.

Standard treatment consists of compression bandages, infection control and wound dressings. However, this only heals between 30 per cent and 70 per cent of ulcers.

While skin grafts have been used, this results in a further wound at the site from which the transplanted skin is taken.

Dr Slade added: ‘The spray-on solution can be available as soon as required – skin grafts take a certain amount of time to prepare, which exposes the patient to further discomfort and risk of infection.’

In a linked comment published in The Lancet, German expert Dr Matthias Augustin, from the University Medical Centre, Hamburg, wrote: ‘Even though compression is, and will remain, the basis of venous leg ulcer treatment, hard-to-heal ulcers do need additional therapy.

‘In these wounds, prolonged futile, conservative treatment will increase costs without additional benefit. Therefore, the temporary higher costs for additional cell therapy can be justified as an investment in improved healing.’

He said the ‘skin spray’ treatment might also benefit other types of chronic wound, such as ischaemic and diabetic foot ulcers.

Data from: dailymail.co.uk

แผลเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อนที่ไม่ควรมองข้าม

ในปัจจุบันผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยอายุน้อยและอ้วน ความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานมีอายุยืนขึ้น จึงพบภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานที่เกิดขึ้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ต้องทำให้ผู้ป่วยอยู่โรงพยาบาลและก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมาก การเกิดแผล การติดเชื้อภาวะเนื้อตายเน่า และเท้าผิดรูป เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยต้องถูกตัดขา การป้องกันการเกิดแผลเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลผู้ป่วย ซึ่งเป็นวิธีที่ดีกว่ารอให้เกิดแผลแล้วค่อยทำการรักษา

การเกิดแผล เป็นปัญหาสำคัญที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน เพราะการเกิดแผลก่อให้เกิดพยาธิภาวะความพิการ และอาจทำให้ผู้ป่วยเบาหวานเสียชีวิตได้

ผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลเบาหวานที่มีเกิดขึ้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของเท้า อาจเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยถูกตัดขา เท้า หรือนิ้วเท้าได้

ร้อยละ 14-15 ของผู้ป่วยเบาหวานจะเกิดแผลที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของเท้า

ร้อยละ 8-59 ของผู้ป่วยเบาหวานมีอัตราการเกิดแผลซ้ำ

ผู้ป่วยเบาหวานที่ถูกตัดขา เท้า หรือนิ้วเท้า มีโอกาสมากถึงร้อยละ 50 ที่จะต้องถูกตัดขา เท้า หรือนิ้วเท้าอีกข้างหนึ่งหลังจากถูกตัดข้างแรกในระยะ 2-5 ปี

สาเหตุของการเกิดแผล ที่เกิดขึ้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของเท้าผู้ป่วยเบาหวาน มาจากหลายสาเหตุซึ่งมักทำงานร่วมกัน โดยมี 3 สาเหตุหลัก ได้แก่

1. ภาวะโรคเส้นประสาท ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดแผลที่พบได้บ่อยที่สุดในภาวะโรคเส้นประสาท ภาวะนี้ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานมีอาการชา ไม่มีความรู้สึกที่เท้าและขาส่วนล่าง ผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะทางเส้นประสาทรับความรู้สึกเมื่อไปเหยียบเศษแก้ว เศษไม้ อาจไม่รู้สึกอะไร ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าตนเองได้มีแผลแล้ว

2. ภาวะขาดเลือด พบในผู้ป่วยเบาหวานที่เกิดแผลถึงร้อยละ 38-52 ภาวะนี้จะทำให้เกิดหลอดเลือดแดงแข็งตามมา โดยพบว่าการดำเนินของโรคหลอดเลือดแดงแข็งในผู้ป่วยเบาหวานจะเร็วกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน

3. ภาวะติดเชื้อ ซึ่งทั้งภาวะโรคเส้นประสาท และภาวะขาดเลือด เป็นสาเหตุที่ส่งเสริมให้มีการติดเชื้อ การติดเชื้ออาจทำให้แผลลุกลามกลายเป็นแผลมีหนอง กระดูกอักเสบและเป็นหนองได้ในระยะเวลาอันสั้น แผลติดเชื้อที่เกิดขึ้นอาจไม่ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานรู้สึกปวดแผลเนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานมีอาการชา เพียงแค่เห็นเท้าบวมแดงและอาจมีไข้ ฉะนั้นการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของเท้าจึงมีความสำคัญมาก

ลักษณะเท้าที่อาจก่อให้เกิดแผล มีดังต่อไปนี้ การมีผิวหนังเท้าแห้ง แตกเป็นร่อง เท้าที่มีตาปลา หูด ปุ่มปม หนังหนา เท้าที่มีเล็บเท้าผิดรูป เล็บเท้าขบ เท้าที่มีเล็บติดเชื้อรา เท้าที่มีแผลรองเท้ากัด เท้าที่มีนิ้วเท้าผิดรูป มีแง่งกระดูก

การวินิจฉัยของแพทย์ สิ่งที่แพทย์จะใช้ประเมินคือ การตรวจชีพจรของขาและเท้าและการวัดความดันเส้นเลือดขาเทียบกับแขน การตรวจทางกายภาพและสรีรวิทยา การตรวจผิวหนัง วัดออกซิเจนที่ใต้ผิวหนัง การตรวจการรับรู้ของระบบประสาทที่ขาและเท้า การตรวจพยาธิสภาพของหลอดเลือด

การรักษาแผลเบาหวานนอกจากตัวผู้ป่วยเบาหวานเองที่จะต้องให้ความร่วมมือกับการรักษาของแพทย์แล้ว ด้านการรักษาโดยแพทย์ยังต้องอาศัยแพทย์หลายฝ่าย ได้แก่ ศัลยแพทย์หลอดเลือด ศัลยแพทย์กระดูก อายุรแพทย์หัวใจ อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ วิสัญญีแพทย์ เป็นต้น โดยแพทย์จะมีแนวทางการรักษาตามสาเหตุแต่ละสาเหตุที่เกิดแผลที่เท้าอย่างเหมาะสมต่อผู้ป่วยเบาหวานแต่ละราย การรักษาแผลเบาหวานที่สำคัญ ๆ เช่น การใช้ยา การใช้ยาร่วมกับการตัดแต่งแผล การผ่าตัด การใช้หนอนแมลงวัน เป็นต้น

การดูแลเท้าเพื่อป้องกันการเกิดแผล สามารถทำได้โดย การทำความสะอาดเท้าอย่างสม่ำเสมอ ผู้ป่วยที่พบว่าตัวเองควรมาพบแพทย์เพื่อป้องกันการเป็นมากขึ้นของแผล หมั่นดูแลความผิดปกติของเท้า ควรใส่รองเท้าที่ไม่คับมากเกินไปเพื่อป้องกันการกัดส่วนใดส่วนหนึ่งของเท้าและหมั่นทำความสะอาดบริเวณที่อยู่อาศัยเพื่อป้องกันสิ่งกีดขวางอันอาจจะทำให้ก่อให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น

อย่าลืมว่า หากผู้ป่วยเบาหวานเกิดแผล แผลจะหายยาก แผลเกิดได้ทุกที่ ศีรษะ มือ แขน ไม่เฉพาะขา เท้า หรือนิ้วเท้าเท่านั้น เพราะฉะนั้นการดูแลและปฏิบัติที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดแผลได้.

ศ.นพ.จุมพล วิลาศรัศมี

 

ที่มา: เดลินิวส์  21 กรกฎาคม 2555