การกินยาของผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน ก็เพื่อลดปริมาณกรดที่จะไหลย้อนขึ้นไป และเพื่อเพิ่มการเคลื่อนตัวของทางเดินอาหารในการกำจัดกรด แต่ยาทั้งสองชนิดเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยจะลดการใช้ยาได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับ
1.รู้สาเหตุที่ทำให้กรดไหลย้อน โดยการสังเกตพฤติกรรมของตนเอง ที่จะทำให้กรดไหลย้อนมากขึ้น และหลีกเลี่ยง เช่น
• กินอาหารมากเกินไปในแต่ละมื้อ กินอาหารรสจัด หรือกินแล้วนอนทันที
• กินอาหารประเภทมันๆ ปรุงด้วยการผัด การทอด รวมถึงกินไข่แดง
• ดื่มนมที่มีไขมันสูง น้ำเต้าหู้ ชา กาแฟ น้ำอัดลม ช็อกโกแลต และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
• น้ำหนักตัวที่เพิ่ม ท้องผูก และขาดการออกกำลังกาย
2.รู้ว่าสิ่งใดทำให้อาการดีขึ้น ต้องปฏิบัติ เช่น
• กินอาหารปริมาณน้อยๆ แต่บ่อยๆ แทนการกินอาหารที่มากเกินไปในแต่ละมื้อ และกินอาหารล่วงหน้าก่อนนอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
• หลีกเลี่ยงการกินอาหารประเภทมันๆ อาหารที่ปรุงด้วยการผัด การทอดทุกชนิด รวมถึงไข่แดง
• ดื่มนมพร่องมันเนย หรือนมไร้ไขมัน (ไขมัน =0%)
• หลีกเลี่ยงน้ำเต้าหู้ ชา กาแฟ น้ำอัดลม ช็อกโกแลต และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
• ลดน้ำหนักตัว
• งดการสูบบุหรี่ เพราะจะกระตุ้นทำให้มีการหลั่งกรดมากขึ้น
• พยายามไม่ให้เกิดอาการท้องผูก โดยดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น (ดื่มน้อยๆ แต่บ่อยๆ ) และกินผัก ผลไม้ที่มีกากให้มากขึ้น
• ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ ขี่จักรยานฝืดแบบปรับน้ำหนักได้ เล่นเทนนิส แบดมินตัน เป็นต้น
• ควรหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้น โดยใช้วัสดุรองขาเตียง เช่น ไม้ อิฐ โดยเริ่มประมาณ 1/2 – 1 นิ้ว จากพื้นราบก่อนแล้วจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ควรยกสูงมากจนร่างกายของผู้ป่วยไหลลงไปที่ปลายเตียง อย่ายกศีรษะให้สูงขึ้นโดยการใช้หมอนรองศีรษะ เพราะจะทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น ถ้านอนพื้น หรือไม่สามารถยกเตียงได้ ให้หาแผ่นไม้ขนาดเท่าฟูก รองใต้ฟูก แล้วใช้ไม้หรืออิฐ ยกแผ่นไม้ดังกล่าวขึ้น
หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมข้างต้นได้ โอกาสที่ผู้ป่วยจะหยุดยาได้ก็จะสูง โดยเริ่มจาก
1.แพทย์จะให้ผู้ป่วยกินยาลดกรด และยาเพิ่มการเคลื่อนตัวของทางเดินอาหารในการกำจัดกรด ประมาณ 2-4 สัปดาห์ก่อน ซึ่งโดยทั่วไปอาการผู้ป่วยจะดีขึ้นตามลำดับ จากนั้นแพทย์จะลดยาเพิ่มการเคลื่อนตัวของทางเดินอาหารฯ ก่อน แล้วจึงพิจารณาลดยาลดกรดลงภายหลัง
2.หลังจากผ่านการใช้ยาตามข้อ 1 ประมาณ 1-3 เดือนแล้ว มีอาการไม่มากขึ้น แสดงว่า ผู้ป่วยปฏิบัติตัวได้ดีพอควร แพทย์อาจพิจารณาหยุดยาทั้งหมด แต่ผู้ป่วยอาจใช้ยาเฉพาะช่วงที่มีอาการกรดไหลย้อนเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า โรคกรดไหลย้อนจะหายขาด หากผู้ป่วยยังหันกลับไปมีพฤติกรรมเดิมๆ แต่เพื่อความไม่ประมาท ผู้ป่วยควรมียาลดกรดและยาเพิ่มการเคลื่อนตัวของทางเดินอาหารฯ ติดตัวไว้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อเวลาเดินทาง
———————-
พบกิจกรรมดีๆ ที่ศิริราช
วันนี้ ถึง 19 ต.ค.55 ขอเชิญสาธุชนร่วมบำเพ็ญกุศล “สัปดาห์ปฏิบัติธรรมเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” เวลา 09.00-18.00 น.ณ โถงอาคาร ๑๐๐ ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ รพ.ศิริราช สอบถาม โทร.0 2419 9294, 0 2419 9435
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ขอเชิญบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมประชุมวิชาการ • 8-9 พ.ย.55 “National Forum on Birth Defects and Disabilities” ครั้งที่ 4 สนใจสมัคร โทร.0 2419 8283, 0 2419 8414 • 12-13 พ.ย.55 “Challenges and Innovations in Pediatrics” ณ ห้องตรีเพ็ชร อาคาร ๑๐๐ ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ ชั้น15 ดาวน์โหลดใบสมัครที่ http://www.ped.si@mahidol.ac.th สอบถาม โทร.0 2419 5962
ที่มา:ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 ตุลาคม 2555
.
Related Articles:
.
โรคกรดไหลย้อน (GERD)
กินอย่างไร ห่างไกลกรดไหลย้อน
“กรดไหลย้อน” ภัยเงียบคุกคามชีวิตแบบไม่รู้ตัว
โรคกรดไหลย้อนระวังโรคมะเร็งอาจร่วมด้วย









