หลักให้ยา…โรคกรดไหลย้อน โดย รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน

การกินยาของผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน ก็เพื่อลดปริมาณกรดที่จะไหลย้อนขึ้นไป และเพื่อเพิ่มการเคลื่อนตัวของทางเดินอาหารในการกำจัดกรด แต่ยาทั้งสองชนิดเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยจะลดการใช้ยาได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับ

1.รู้สาเหตุที่ทำให้กรดไหลย้อน โดยการสังเกตพฤติกรรมของตนเอง ที่จะทำให้กรดไหลย้อนมากขึ้น และหลีกเลี่ยง เช่น

• กินอาหารมากเกินไปในแต่ละมื้อ กินอาหารรสจัด หรือกินแล้วนอนทันที
• กินอาหารประเภทมันๆ ปรุงด้วยการผัด การทอด รวมถึงกินไข่แดง
• ดื่มนมที่มีไขมันสูง น้ำเต้าหู้ ชา กาแฟ น้ำอัดลม ช็อกโกแลต และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
• น้ำหนักตัวที่เพิ่ม ท้องผูก และขาดการออกกำลังกาย

2.รู้ว่าสิ่งใดทำให้อาการดีขึ้น ต้องปฏิบัติ เช่น

• กินอาหารปริมาณน้อยๆ แต่บ่อยๆ แทนการกินอาหารที่มากเกินไปในแต่ละมื้อ และกินอาหารล่วงหน้าก่อนนอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
• หลีกเลี่ยงการกินอาหารประเภทมันๆ อาหารที่ปรุงด้วยการผัด การทอดทุกชนิด รวมถึงไข่แดง
• ดื่มนมพร่องมันเนย หรือนมไร้ไขมัน (ไขมัน =0%)
• หลีกเลี่ยงน้ำเต้าหู้ ชา กาแฟ น้ำอัดลม ช็อกโกแลต และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
• ลดน้ำหนักตัว
• งดการสูบบุหรี่ เพราะจะกระตุ้นทำให้มีการหลั่งกรดมากขึ้น
• พยายามไม่ให้เกิดอาการท้องผูก โดยดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น (ดื่มน้อยๆ แต่บ่อยๆ ) และกินผัก ผลไม้ที่มีกากให้มากขึ้น
• ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ ขี่จักรยานฝืดแบบปรับน้ำหนักได้ เล่นเทนนิส แบดมินตัน เป็นต้น
• ควรหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้น โดยใช้วัสดุรองขาเตียง เช่น ไม้ อิฐ โดยเริ่มประมาณ 1/2 – 1 นิ้ว จากพื้นราบก่อนแล้วจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ควรยกสูงมากจนร่างกายของผู้ป่วยไหลลงไปที่ปลายเตียง อย่ายกศีรษะให้สูงขึ้นโดยการใช้หมอนรองศีรษะ เพราะจะทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น ถ้านอนพื้น หรือไม่สามารถยกเตียงได้ ให้หาแผ่นไม้ขนาดเท่าฟูก รองใต้ฟูก แล้วใช้ไม้หรืออิฐ ยกแผ่นไม้ดังกล่าวขึ้น

หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมข้างต้นได้ โอกาสที่ผู้ป่วยจะหยุดยาได้ก็จะสูง โดยเริ่มจาก

1.แพทย์จะให้ผู้ป่วยกินยาลดกรด และยาเพิ่มการเคลื่อนตัวของทางเดินอาหารในการกำจัดกรด ประมาณ 2-4 สัปดาห์ก่อน ซึ่งโดยทั่วไปอาการผู้ป่วยจะดีขึ้นตามลำดับ จากนั้นแพทย์จะลดยาเพิ่มการเคลื่อนตัวของทางเดินอาหารฯ ก่อน แล้วจึงพิจารณาลดยาลดกรดลงภายหลัง

2.หลังจากผ่านการใช้ยาตามข้อ 1 ประมาณ 1-3 เดือนแล้ว มีอาการไม่มากขึ้น แสดงว่า ผู้ป่วยปฏิบัติตัวได้ดีพอควร แพทย์อาจพิจารณาหยุดยาทั้งหมด แต่ผู้ป่วยอาจใช้ยาเฉพาะช่วงที่มีอาการกรดไหลย้อนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า โรคกรดไหลย้อนจะหายขาด หากผู้ป่วยยังหันกลับไปมีพฤติกรรมเดิมๆ แต่เพื่อความไม่ประมาท ผู้ป่วยควรมียาลดกรดและยาเพิ่มการเคลื่อนตัวของทางเดินอาหารฯ ติดตัวไว้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อเวลาเดินทาง
———————-

พบกิจกรรมดีๆ ที่ศิริราช

วันนี้ ถึง 19 ต.ค.55 ขอเชิญสาธุชนร่วมบำเพ็ญกุศล “สัปดาห์ปฏิบัติธรรมเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” เวลา 09.00-18.00 น.ณ โถงอาคาร ๑๐๐ ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ รพ.ศิริราช สอบถาม โทร.0 2419 9294, 0 2419 9435

ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ขอเชิญบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมประชุมวิชาการ • 8-9 พ.ย.55 “National Forum on Birth Defects and Disabilities” ครั้งที่ 4 สนใจสมัคร โทร.0 2419 8283, 0 2419 8414 • 12-13 พ.ย.55 “Challenges and Innovations in Pediatrics” ณ ห้องตรีเพ็ชร อาคาร ๑๐๐ ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ ชั้น15 ดาวน์โหลดใบสมัครที่ http://www.ped.si@mahidol.ac.th สอบถาม โทร.0 2419 5962

ที่มา:ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 ตุลาคม 2555

.

Related Articles:

.

โรคกรดไหลย้อน (GERD)

กินอย่างไร ห่างไกลกรดไหลย้อน

“กรดไหลย้อน” ภัยเงียบคุกคามชีวิตแบบไม่รู้ตัว

โรคกรดไหลย้อนระวังโรคมะเร็งอาจร่วมด้วย

 

กินอย่างไร ห่างไกลกรดไหลย้อน

เป็นที่ทราบกันดีว่า พฤติกรรมในการรับประทานอาหาร เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญของสาเหตุที่ส่งเสริมให้เกิดอาการกรดไหลย้อน ปวดแสบปวดร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่ เรอเปรี้ยว มีรสขม ยังไม่พอยังเป็นสาเหตุให้มีกลิ่นปากอีกด้วย

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ลองมาสำรวจพฤติกรรมการรับประทาน รวมถึงอาหารที่จะช่วยทำให้ห่างไกลจากภาวะกรดไหลย้อน หรือทำให้อาการบรรเทาเบาบางลง

ลด งด เลิก

- หลังรับประทานอาหารทันที หลีกเลี่ยงการนอนราบ การออกกำลัง การยกของหนัก เอี้ยวตัว หรือก้มตัว
- รับประทานแต่พอดี ไม่ควรกินอิ่มจนเกินไป
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึก ไม่ควรรับประทานอาหารใดๆ อย่างน้อยภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงก่อนนอน
- หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด อาหารมัน ฟาสต์ฟู้ด เนย นม
- หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊ส เช่น ถั่วทุกชนิด อาหารที่มีเครื่องเทศมากๆ หรือพืชผักที่มีกลิ่นแรง เช่น หัวหอม กระเทียม เป็นต้น
- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หวานจัด
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภท เช่น กาแฟ ชา ช็อกโกแลต น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์
- หลีกเลี่ยงผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะเขือเทศ เป็นต้น

ผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อนอย่าเพิ่งถอดใจว่า ดูจากรายการพฤติกรรมการรับประทานที่ควรงด ลด และหลีกเลี่ยงแล้ว จะเหลืออะไรที่สามารถรับประทานได้อีก ความจริงยังมีอาหารที่เป็นมิตรกับผู้มีภาวะกรดไหลย้อนอีกมากมายที่สามารถรับประทานได้ ส่วนอาหารทั่วไปก็รับประทานได้บ้าง เพียงแต่ควรปรับพฤติกรรมการรับประทาน ซึ่งอาหารที่เป็นมิตรกับผู้เป็นกรดไหลย้อน เช่น

- อาหารที่ย่อยง่าย ที่มีไขมันต่ำ เช่น ปลานึ่ง ปลาต้ม  ข้าวกล้องต้ม ขนมปังโฮลวีท
- อาหารที่ไม่กระตุ้นให้เกิดการหลั่งกรด เช่น มันฝรั่ง มันเทศ
- ผักและผลไม้ที่มีสภาพความเป็นด่าง เช่น กล้วยน้ำว้า ซึ่งมีเส้นใยเพ็คตินที่ช่วยในการรระบายท้องให้สบาย
- เครื่องดื่ม ไม่ควรเป็นเครื่องดื่มที่สร้างกรดหรือแก๊ส ควรรับประทานน้ำเปล่าดีที่สุด

กรดไหลย้อน ถึงแม้ว่าจะเป็นภาวะเรื้อรัง เพียงแค่ปรับพฤติกรรมและปรับอาหาร ก็สามารถลดความรุนแรงของโรคได้.

 

แผนกโภชนาการ โรงพยาบาลเวชธานี

 

ที่มา: ไทยรัฐ 30 พฤษภาคม  2555

“เครียด-เร่งรีบ”ภัยเงียบคุกคามชีวิต

พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ชีวิตที่เร่งรีบ พฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ถูกต้อง ความเครียดที่รุมเร้าไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือชีวิตประจำวัน หากคุณเป็นหนึ่งคนที่พบกับปัญหาเหล่านี้ โอกาสที่จะเป็นโรค (Gastro-Esophageal Reflux Disease; GERD) หรือ “โรคกรดไหลย้อน” กำลังมาถึงตัวคุณอย่างจัง ไม่เว้นกระทั่งเด็กและสตรีมีครรภ์

นพ.วิชัย วิริยะอุตสาหกุล อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเทพธารินทร์ กล่าวว่า แม้ว่า “โรคกรดไหลย้อน” จะไม่ใช่โรคที่อันตรายถึงชีวิต แต่ก็สามารถทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยลดลง เพราะโรคนี้คือภาวะที่มีกรดและน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจรวมไปถึงเอ็นไซม์เปบซินและน้ำดี ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร ซึ่งหลอดอาหารเป็นอวัยวะที่ไม่ทนต่อกรด จึงทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร โดยปกติหลอดอาหารจะมีการบีบตัวไล่อาหารลงสู่ด้านล่าง และหูรูดจะทำหน้าที่ป้องกันการไหลย้อนของน้ำย่อย กรด หรืออาหาร ไม่ให้ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร แต่ในบางคนนั้นหูรูดส่วนนี้ทำงานได้น้อยลง จึงทำให้มีกรดหรือน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาทำให้ผนังหลอดอาหารอักเสบ

คุณหมอชี้ว่า การไหลย้อนของกรด ถ้ามีมากอาจไหลออกนอกหลอดอาหาร อาจทำให้มีผลต่อกล่องเสียง ลำคอ หรือปอดได้ ถึงแม้โรคกรดไหลย้อนจะไม่ใช่โรคก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตดังกล่าวข้างต้น แต่หากละเลยไม่ทำการรักษา อาจทำให้เรื้อรัง มีความเสี่ยงให้กลายเป็น “มะเร็งหลอดอาหาร” ได้ ทั้งนี้ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดโรคนี้คือ Hiatus hernia (เป็นโรคที่เกิดจากกระเพาะอาหารส่วนต้นเข้าไปในกระบังลม), ดื่มสุรา, อ้วน, ตั้งครรภ์, สูบบุหรี่, กินอาหารมื้อหนักตอนดึกๆ, อาหารรสเปรี้ยว เผ็ด, อาหารมัน ของทอด, ยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs, ช็อกโกแลต

สำหรับอาการและสัญญาณเตือนว่ากำลังเป็น “โรคกรดไหลย้อน” ก็คือ ปวดแสบร้อนบริเวณกลางอก และ/หรือบริเวณลิ้นปี่ (heart burn), รู้สึกมีก้อนอยู่ในคอ, กลืนลำบาก หรือกลืนแล้วเจ็บ, เจ็บคอหรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า หรือไอแห้ง, รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือมีรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก, มีเสมหะอยู่ในคอ หรือระคายคอตลอดเวลา เรอบ่อย คลื่นไส้ และรู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก คล้ายอาหารไม่ย่อย ซึ่งอาการเหล่านี้จะรุนแรงขึ้นหรือเกิดได้บ่อยขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความเครียดในการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน

การศึกษาในประเทศอเมริกาพบว่า 60% ของผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนมีอาการปานกลางถึงรุนแรง ซึ่งในระยะนี้ผู้ป่วยจะมีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง โดย 75% นอนหลับยาก 51% รบกวนการทำงาน และอีก 40% ออกกำลังกายไม่ได้ หากคุณละเลยไม่ดูแลรักษา ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิด “มะเร็งหลอดอาหาร” ได้ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ควบคุมจัดการความเครียด, พฤติกรรมการรับประทานอาหาร จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรจะทำเป็นสิ่งแรก หากจำเป็นต้องรับประทานยา ควรเลือกทานยาที่สามารถป้องกันการไหลย้อนของกรด น้ำย่อยในกระเพาะอาหาร เพื่อรักษาอาการและถ้าหากมีอาการมากหรือบ่อยๆ ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม.

ที่มา: ไทยโพสต์ 31 พฤษภาคม 2555

“กรดไหลย้อน” ภัยเงียบคุกคามชีวิตแบบไม่รู้ตัว

เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ไม่ค่อยมีคนสนใจกับโรคกรดไหลย้อน…

ไทยรัฐออนไลน์ได้รับข้อมูลจาก นพ.วิชัย วิริยะอุตสาหกุล อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเทพธารินทร์ กล่าวถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ชีวิตที่เร่งรีบ พฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ถูกต้อง ความเครียดที่รุมเร้าไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือชีวิตประจำวัน หากคุณเป็นหนึ่งคนที่พบกับปัญหาเหล่านี้ โอกาสที่จะเป็นโรค (Gastro-Esophageal Reflux Disease; GERD) หรือ “โรคกรดไหลย้อน” กำลังมาถึงตัวคุณอย่างจัง ไม่เว้นกระทั่งเด็ก และสตรีมีครรภ์…

ถึงแม้ว่า “โรคกรดไหลย้อน” จะไม่ใช่โรคที่อันตรายถึงชีวิต แต่ก็สามารถทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยลดลง “โรคกรดไหลย้อน” (Gastro-Esophageal Reflux Disease; GERD) คือภาวะที่มีกรด และน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจรวมไปถึงเอนไซม์เปบซิน และน้ำดี ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร ซึ่งหลอดอาหารเป็นอวัยวะที่ไม่ทนต่อกรด จึงทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร

โดยปกติหลอดอาหารจะมีการบีบตัวไล่อาหารลงสู่ด้านล่าง และหูรูดจะทำหน้าที่ป้องกันการไหลย้อนของน้ำย่อย กรด หรืออาหาร ไม่ให้ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร แต่ในบางคนนั้นหูรูดส่วนนี้ทำงานได้น้อยลง จึงทำให้มีกรด หรือน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาทำให้ผนังหลอดอาหารอักเสบ

และการไหลย้อนของกรด ถ้ามีมากอาจไหลออกนอกหลอดอาหาร อาจทำให้มีผลต่อกล่องเสียง ลำคอ หรือปอดได้ ถึงแม้โรคกรดไหลย้อนจะไม่ใช่โรคที่ก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตดังกล่าวข้างต้น แต่หากละเลยไม่ทำการรักษา อาจทำให้เรื้อรัง มีความเสี่ยงให้กลายเป็น “มะเร็งหลอดอาหาร” ได้

ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดโรคนี้คือ Hiatus hernia (เป็นโรคที่เกิดจากกระเพาะอาหารส่วนต้นเข้าไปในกะบังลม), ดื่มสุรา, อ้วน, ตั้งครรภ์, สูบบุหรี่, กินอาหารมื้อหนักตอนดึกๆ, อาหารรสเปรี้ยว เผ็ด, อาหารมัน ของทอด, ยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs, ช็อกโกแลต

อาการและสัญญาณเตือนว่าคุณกำลังเป็น “โรคกรดไหลย้อน” ก็คือ ปวดแสบร้อนบริเวณกลางอก หรือบริเวณลิ้นปี่ (heart burn), รู้สึกมีก้อนอยู่ในคอ, กลืนลำบาก หรือกลืนแล้วเจ็บ, เจ็บคอหรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า หรือไอแห้ง, รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือมีรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก, มีเสมหะอยู่ในคอ หรือระคายคอตลอดเวลา เรอบ่อย คลื่นไส้ และรู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก คล้ายอาหารไม่ย่อย ซึ่งอาการเหล่านี้จะรุนแรงขึ้นหรือเกิดได้บ่อยขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความเครียดในการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน

การศึกษาในประเทศอเมริกา พบว่า 60% ของผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนมีอาการปานกลางถึงรุนแรง ซึ่งในระยะนี้ผู้ป่วยจะมีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง โดย 75% นอนหลับยาก 51% รบกวนการทำงาน และอีก 40% ออกกำลังกายไม่ได้ หากคุณละเลยไม่ดูแลรักษา ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิด “มะเร็งหลอดอาหาร” ได้ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ควบคุมจัดการความเครียด, พฤติกรรมการรับประทานอาหาร จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรจะทำเป็นสิ่งแรก หากจำเป็นต้องรับประทานยา ควรเลือกทานยาที่สามารถป้องกันการไหลย้อนของกรด น้ำย่อยในกระเพาะอาหาร เพื่อรักษาอาการและถ้าหากมีอาการมากหรือบ่อยๆ ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม

 

ที่มา: ไทยรัฐ 24 พฤษภาคม  2555

ทางเดินอาหาร…ตรวจให้รู้โรค

ปวดท้อง ท้องผูก ท้องอืดแน่น ล้วนเป็นอาการปวดท้องที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่อาจแฝงด้วยภัยจากโรคทางเดินอาหารได้ทั้งสิ้น

ปวดท้อง ท้องผูก ท้องอืดแน่น ไปตรวจวินิจฉัยด้วยเทคนิคส่องกล้อง ส่องดูทั้งกระเพาะและลำไส้ เจ็บตัวแถมเสียเงิน กลับหาต้นตอความผิดปกติไม่พบ

ผู้ป่วยหลายคนมีอาการของโรคทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก กลืนติด แต่เมื่อไปพบแพทย์แล้ว และได้รับการตรวจส่องกล้องกระเพาะอาหารหรือลำไส้ใหญ่ ไม่พบความผิดปกติใด และบางครั้งแพทย์ก็สั่งยามาให้รับประทานโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง อาการก็เป็นเรื้อรัง ไม่หายซักที

“หนึ่งในสาเหตุของโรคทางเดินอาหาร ที่ตรวจส่องกล้องแล้วไม่พบความผิดปกติ คือ โรคที่มีการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารผิดปกติ” นพ.บุญเลิศ อิมราพร อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเวชธานี อธิบาย

โรคที่เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของทางเดินอาหาร เป็นโรคที่พบบ่อยในคนไทยและประชากรทั่วโลก โรคเหล่านี้ ได้แก่ โรคกระเพาะที่ไม่ได้เกิดจากแผล โรคลำไส้แปรปรวน รวมถึงโรคกรดไหลย้อน

แนวทางการตรวจวินิจฉัยต้องอาศัย “การตรวจการเคลื่อนไหวทางเดินอาหาร” หรือ Manometry ที่ใช้หลักการของการวัดความดันที่เกิดขึ้นในทางเดินอาหารทั้งขณะพัก และขณะที่มีการเคลื่อนไหว ทำให้สามารถตรวจดูความผิดปกติของการทำงานของอวัยวะนั้นได้

เครื่องมือชนิดนี้สามารถตรวจได้ทั้งการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก เป็นต้น สามารถบอกรายละเอียดว่ามีการเคลื่อนไหวที่ลดลง หรือมีการหดรัดตัวของหูรูดมากเกินไปได้ ดังเช่นกรณีตัวอย่างข้างต้น ที่ทำให้ทราบว่าสาเหตุของท้องผูกเกิดจากการทำงานของหูรูดทวารหนักหดรัดตัวผิดปกติ นอกจากการวินิจฉัยโรคได้แล้ว เครื่องมือชนิดนี้สามารถให้การรักษาแก่ผู้ป่วยได้ด้วย

นพ.บุญเลิศ อธิบายว่า การตรวจไม่จำเป็นต้องใช้ยานอนหลับ หรือยาสลบ มีเพียงสายที่ใช้ในการวัดความดันภายในทางเดินอาหาร และเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรมในการบันทึกและแปลผลการตรวจ และยังไม่มีข้อห้ามเฉพาะในการตรวจด้วยเครื่องมือชนิดนี้ และความเสี่ยงในการตรวจก็ต่ำมาก นอกจากนี้การตรวจชนิดนี้ไม่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายแต่อย่างใด

หากตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร แพทย์จะใส่สายตรวจทางจมูก ส่วนการตรวจหูรูดทวารหนัก ก็จะใส่สายทางทวารหนัก ใช้เวลาตรวจเพียง 30-60 นาที หลังจากนั้นแพทย์จะอ่านผลจากคอมพิวเตอร์ซึ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวและการทำงานของหลอดอาหาร

อายุแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารยกกรณีของหญิงไทยวัย 30 ปี ที่มาตรวจด้วยอาการท้องผูกที่เป็นมานาน 10 ปี กินยาระบายทุกวัน ร่วมกับการสวนอุจจาระเป็นบางครั้ง เมื่อปวดอยากถ่าย แต่ก็รู้สึกถ่ายไม่สุด นั่งนาน บางครั้งต้องใช้น้ำฉีด หรือใช้นิ้วล้วงออก เคยได้รับการตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ก็ไม่พบความผิดปกติ

“เมื่อผู้ป่วยได้รับการตรวจดูการเคลื่อนไหวของลำไส้ และตรวจการทำงานของหูรูดทวารหนัก พบว่า ผู้ป่วยมีภาวะหูรูดทำงานไม่สัมพันธ์กับการเบ่งอุจจาระ เรียกง่ายๆ ว่า เบ่งอุจจาระไม่เป็น หรือเบ่งไม่ถูกต้อง และเมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยวิธีการฝึกเบ่งอุจจาระให้ถูกวิธีด้วยการใช้เครื่องมือช่วยฝึกเบ่งอุจจาระ (Biofeedback therapy) ก็สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้สำเร็จ ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องทนทุกข์กับภาวะท้องผูกเรื้อรังได้สำเร็จ” คุณหมอกล่าว

นอกจากนี้ยังสามารถใช้ร่วมกับเครื่องมือตรวจวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อน นั่นคือ การตรวจวัดปริมาณกรดไหลย้อนตลอด 24 ชั่วโมง จุดประสงค์ของการตรวจก็เพื่อหาตำแหน่งของหูรูดหลอดอาหาร เพื่อใช้ในการวางสายสำหรับตรวจปริมาณกรดไหลย้อน ทำให้สามารถวินิจฉัยโรคได้แม่นยำและถูกต้อง

สิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วย นพ.บุญเลิศแนะนำว่า แม้รักษาจนดีขึ้นแล้ว ยังคงต้องดูแลสุขภาพ รับประทานอาหารที่มีกากใย ฝึกการขับถ่ายให้เป็นนิสัย และหมั่นสังเกตความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น เพื่อตระหนักและเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยได้ทันท่วงที

การตรวจนี้ใช้ระยะเวลาประมาณ 30-45 นาที หลังจากนั้นแพทย์จะอ่านผลจากคอมพิวเตอร์ซึ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวและการทำงานของหลอดอาหาร กล้ามเนื้อหูรูดระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารของท่าน จากผลการตรวจนี้ จะนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้องท่านไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการเหล่านี้อีกต่อไป

 

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 29 พฤษภาคม 2555

โรคกรดไหลย้อนระวังโรคมะเร็งอาจร่วมด้วย

โรคกรดไหลย้อนพบเป็นกันมานานแต่ไม่มากนัก มามากในยุคปัจจุบัน เนื่องด้วยในชีวิตประจำวันที่ต้องเร่งรีบทุกอย่าง ไปจนถึงเรื่องอาหารการกิน กินอาหารรสจัด อาหารที่มีไขมันมาก รีบกินเพื่อรีบไปทำงาน ความเครียดที่สะสมทุกวัน ล้วนทำให้เกิดกรดในกระเพาะเพิ่มมากขึ้น สะสมไปเรื่อย ๆ จนเกิดอาการต่าง ๆ ตามมามากมาย ดูจะเป็นโรคของคนสมัยใหม่ไปแล้ว

โรคกรดไหลย้อน เป็นอาการของผู้ที่มีผิวหลอด อาหารส่วนล่างถูกทำลายจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนเข้าไปยังหลอดอาหาร ปกติเวลาเรากินอาหารพออาหารลงไปถึงกระเพาะอาหาร จะเกิดการหลั่งกรดมาย่อย ต่อจากนั้นอาหารค่อยถูกขับลงสู่ลำไส้เล็กด้านล่างต่อไป แต่ถ้าหูรูดบริเวณขั้วกระเพาะอาหารเกิดหย่อนขึ้นมา อาหารแทนที่จะถูกขับลงล่างกลับขึ้นมาข้างบน กรดมาอยู่ในหลอดอาหารทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ขึ้นมาได้

อาการ มีหลายแบบ ที่ชัดคือ แน่นหน้าอก ร้อนแสบยอดอก เรอเปรี้ยว สำลักหรืออาเจียนอาหาร ไปจนถึงทำให้นอนไม่ค่อยหลับ หงุดหงิดไม่ค่อยสบายใจ ทำให้กินอาหารได้น้อยลง น้ำหนักลดลงไปด้วย

สิ่งกระตุ้นทำให้กรดไหลย้อน มีหลายอย่าง บุหรี่ แอลกอฮอล์ อ้วน อาหารรสจัด ของมัน ของทอด ไปจนถึงไส้เลื่อนที่ขั้วกระเพาะอาหาร เมื่อเกิดอาการต่าง ๆจะทำให้สุขภาพต้องเปลี่ยนไป ความสุขลดลง เป็นภัยเงียบอย่างหนึ่งที่ได้คุกคามในยุคปัจจุบันนี้และมักเป็นกันมากด้วย

ใน สรอ. ได้มีผู้วิจัยไว้ พบถึง 60% ที่มีอาการปานกลางไปจนถึงรุนแรง รบกวนการทำงาน ทำให้ชีวิตมีความสุขลดลง 75% จะทำให้นอนหลับยากขึ้น 51%รบกวนการทำงาน และอีก 40% ทำให้ออกกำลังกายไม่สะดวก ที่สำคัญอาการคล้ายมะเร็งกระเพาะอาหารเริ่มแรกต้องตรวจไว้ด้วย

นพ.สมบัติ ตรีประเสริฐสุข อายุรแพทย์ทางเดินอาหาร รพ.จุฬาฯ และคณะ ได้สำรวจความชุกโรคกรดไหลย้อนในประเทศไทย ตะวันตกพบราว 10-20% เอเชียราว 2.5-7.1% ต้องการดูว่าประเทศไทยพบมากน้อยเพียงใด ด้วยการส่องกล้องดูทางเดินอาหารส่วนต้น และดูหลอดอาหารอักเสบมากน้อยเพียงใด โดยเอาอาการแสบยอดอก เรอเปรี้ยว และสำลักอาหารเป็นหลัก ในคนไข้ 2,488 คน ใน 5 ภูมิภาคของประเทศไทย

ผลการศึกษา จาก 2,488 ราย เป็นหญิง 1,703 (68.4%) ชาย 785 (31.6%) อายุเฉลี่ยราว 50 12 ปี พบผู้ที่มีอาการครบ 3 อย่าง มีเพียง 855 คน (6.2%) ที่มีหลอด
อาหารอักเสบร่วมด้วย กลุ่มที่มีอาการอย่างเดียว ยิ่งพบหลอดอาหารอักเสบน้อยลงไปอีก ที่อักเสบส่วนใหญ่ก็อัก เสบไม่มากด้วย

สรุปว่า ความชุกของกรดไหลย้อนที่ มีอาการครบทั้ง 3 อย่าง แสบยอดอก เรอเปรี้ยว สำลักอาหารนั้น พบเพียง 6.2% ที่มีหลอดอาหารอักเสบร่วมด้วย ส่วนใหญ่มีอาการแต่ไม่มีอักเสบแต่อย่างใด การแก้ไขเพียงลดสาเหตุต่าง ๆ รอบตัวอาการจะค่อย ๆ หายไปเอง

นพ.ทวี รัตนชูเอก, นพ.จีรศักดิ์ วรรณประเสริฐ ศัลยแพทย์ส่องกล้องทางเดินอาหาร รพ.ราชวิถี กรมการแพทย์ บอกว่า อาการของกรดไหลย้อนบางรายคล้ายกับมะเร็งของกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหารเริ่มแรก เป็นหน้าที่ของแพทย์จะต้องดูในเรื่องนี้ด้วย เมื่อไม่พบก็แล้วไป หากพบจะได้ดำเนินการรักษาโรคมะเร็งต่อไป การพบแต่ระยะแรก ๆ คงจะทำให้การรักษาได้ผลดีขึ้น แต่โอกาสที่พบมะเร็งในเรื่องนี้มีน้อยมาก

นพ.สุกิจ พันธุ์พิมานมาศ ศัลยแพทย์ รพ.ราชวิถี มีประสบการณ์การพบโรคนี้มายาวนานได้บอกเช่นเดียวกัน โรคกรดไหลย้อนแต่ก่อนพบน้อย ชีวิตของผู้คนดำเนินไปเรื่อย ๆ มาปัจจุบันมีหลายสาเหตุมาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะความเร่งรีบ ความเครียด พร้อมบุหรี่ กาแฟ แอลกอฮอล์ มาร่วมด้วย ทำให้พบมากขึ้น ส่องกล้องดูกระเพาะอาหารมามาก พบมะเร็งกระเพาะอาหารและหลอดอาหารน้อยมาก แต่ก็ไม่ควรประมาท เพราะอาการเริ่มแรกจะคล้าย ๆ กัน การส่องกล้องดูหากอาการยังเป็นเรื้อรังนานไม่หายก็ควรทำเพื่อความสบายใจ

ในภาพรวมโรคนี้เป็นโรคของคนตะวันตกซึ่งพบมาก และค่อย ๆ แพร่หลายเข้ามาในบ้านเรา ด้วยวัฒนธรรมการกิน การอยู่ได้เปลี่ยนไปคล้าย ๆ กัน รักษาต้นเหตุเสียอาการจะค่อยหายไป

โรคกรดไหลย้อน จะมีอาการแสบอก เรอเปรี้ยว บางครั้งอาเจียน เกี่ยวกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยน ไป อาการจะค่อยหายไปเองเมื่อปรับสภาพให้เข้าที่หากเป็นเรื้อรังเพื่อความไม่ประมาทควรปรึกษาแพทย์ดูด้วยเพราะอาการคล้ายมะเร็งของกระเพาะอาหารในระยะเริ่มแรก.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi.gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์  1 กรกฎาคม 2555

ไอเรื้อรัง…ต้องหาสาเหตุ

แพทย์หญิงพัณณิดา วัฒนพนม อายุรแพทย์ คลินิกอายุรกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า อาการไอเรื้อรังไม่ใช่โรค แต่เป็นกลไกของร่างกายในการกำจัดเสมหะและสิ่งแปลกปลอมจากคอและทางเดินหายใจ หากได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีไม่เกิน 3 สัปดาห์ก็หายได้ แต่หากไอนานกว่านั้น ซึ่งมักจะเป็นผลของโรค หรือความผิดปกติบางอย่างที่เกิดจากตัวผู้ป่วย วิธีที่จะทำให้หายขาดได้เร็ว จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาเพิ่มเติม ไม่ควรซื้อยากินเอง เพราะอาจมีอาการแทรกซ้อนอย่างอื่นที่ร้ายแรงและรอการรักษาอยู่ก็ได้

อาการไอเรื้อรังทั่วๆ ไปถือว่าไอเป็นเวลาติดต่อกันนานไม่น้อยกว่า 3 อาทิตย์ สาเหตุของการไอเรื้อรังนั้นอาจจะเป็นจากโรคที่ไม่รุนแรงก็ได้ เช่น อาการไอเรื้อรังหลังจากการที่เป็นไข้หวัดตามที่กล่าวมา หรืออาจจะเป็นอาการของโรคที่รุนแรง เช่น วัณโรคปอด หรือมะเร็งของปอดเป็นต้น ดังนั้น ผู้ที่มีอาการไอเรื้อรัง ไม่ควรที่จะปล่อยปละละเลย ควรหาสาเหตุว่าไอจากอะไรก่อนที่จะเป็นการสายเกินไป

แต่โดยทั่วไปอาการไอเรื้อรังส่วนใหญ่เป็นผลมาจากโรคของระบบทางเดินหายใจ ที่พบบ่อยสุดคือ Post Natal Drip ซึ่งเป็นอาการน้ำมูกหรือเสมหะไหลลงคอ จะพบในคนที่เป็นหวัด ภูมิแพ้หรือไซนัสอักเสบ และที่รองลงไปคือ โรคหอบหืด

การไอไม่จำเป็นต้องเกิดจากโรคระบบทางเดินหายใจเท่านั้น โรคกรดไหลย้อยก็เป็นอีกสาเหตุที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่มีอาการไอเรื้อรัง และเพราะร่างกายต้องการกำจัดของเสียที่อยู่ในระบบทางเดินหายใจ จึงแสดงออกในรูปของอาการไอตามมานั่นเอง ซึ่งคนไข้ที่เป็นกรดไหลย้อนอาจไม่รู้ตัวเองก็ได้

อาการเบื้องต้นของคนที่มีอาการไอ จะมีทั้งแบบอาการไอแห้ง และไอมีเสมหะ ผู้ป่วยอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีน้ำมูก ปวดศีรษะ แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นไซนัสอักเสบ และผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนอาจมีอาการเจ็บ แสบ บริเวณลิ้นปี่ร่วมด้วย

ผู้ที่ไอมากๆ และไอนานๆ อาจเกิดอาการเหนื่อยหมดแรง ซึ่งพบได้ในราว 57% ในผู้ป่วยที่ไอมาก, นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่พอ 45%, เจ็บหน้าอก 45%, เสียงแหบ 43%, เหงื่อออก 42% และปัสสาวะเล็ด 33%

คุณหมอมีคำแนะนำสำหรับการรักษาอาการไอ จะต้องรักษาสาเหตุของโรคที่เป็นถึงจะหายขาด เช่น การใช้ยาฆ่าเชื้อ การใช้ยาลดบวมของเยื่อจมูกสำหรับผู้ป่วยที่เป็นไซนัสอักเสบ หรือการให้ยาลดกรดในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน เพียงเท่านี้ก็จะหายจากอาการไอเรื้อรังที่น่ารำคาญได้แล้ว

การดูแลตัวเองในผู้ที่มีอาการไอเรื้อรัง ควรจะจิบดื่มน้ำอุ่นให้บ่อย เพื่อช่วยละลายเสมหะในคอ งดสูบบุหรี่หรือเลี่ยงการสัมผัสควันบุหรี่ การดื่มชาร้อนผสมน้ำผึ้ง หรือน้ำขิงร้อน ก็ช่วยบรรเทาอาการไอได้เป็นอย่างดี การพักผ่อนและการงดใช้เสียงก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน ถ้าผู้ป่วยยังพูดมากอาการไอจะไม่ทุเลา

ที่ผ่านมา หลายคนมักมีความเชื่อกันว่า ผู้ป่วยที่มีอาการไอควรหลีกเลี่ยงอาหารทอด คุณหมอขยายความว่า ความเชื่อนี้ไม่มีผิดซะทีเดียว ในผู้ป่วยที่เป็นโรคกรดไหลย้อน อาหารทอดจะทำให้อาการของโรคเป็นมากขึ้น ซึ่งรวมไปถึงอาการไอ แต่สำหรับอาการไอเรื้อรังที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ ไม่มีอาหารอะไรที่ต้องห้าม จึงสามารถกินทุกเมนูได้ปกติ

“การป้องกันอาการไอโดยตรงในตอนนี้ยังไม่มี แต่การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง งดสูบบุหรี่ ก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง”อายุรแพทย์ กล่าวและว่า สำหรับคนที่มีอาการไอเรื้อรังเป็นๆ หายๆ หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่า เป็นเพราะเขาสูบบุหรี่ หรือเป็นโรคภูมิแพ้มาก่อน วิธีแก้จึงต้องเริ่มที่งดสูบ และหลีกเลี่ยงสารที่ทำให้เกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจ เพียงเท่านี้ก็ห่างจากอาการไอเรื้อรังได้แล้ว

ทั้งนี้ การไอเรื้อรัง แม้จะไม่ใช่โรค แต่มักเกิดจากโรคหรือความผิดปกติบางอย่าง ที่ร่างกายคนคนนั้นเป็น ผู้ที่พบว่าตัวเองมีอาการไอเรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุโรค และรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

 

ทีี่มา: กรุงเทพธุรกิจ 28 กุมภาพันธ์ 2555