โรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบบี

dailynews130707_001ทั่วโลกมีผู้ที่เคยได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B virus: HBV) มากกว่า 2,000 ล้านคน ในขณะที่มีประชากรไม่ต่ำกว่า 378 ล้านคน (หรือเท่ากับร้อยละ 6 ของประชากร โลก) เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าร้อยละ 75 ของผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มีถิ่นฐานอยู่ในทวีปเอเชีย ส่วนความผิดปกติของตับเนื่องจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี นอกจากเป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแล้ว ยังอาจพบโรคตับอักเสบเรื้อรัง โรคตับแข็ง โรคมะเร็งตับ และโรคตับอักเสบเฉียบพลันได้

โรคตับอักเสบเรื้อรังจากเชื้อไวรัสตับอักเสบบี สามารถวินิจฉัยได้จากการตรวจเลือด หากพบแอนติเจนของเชื้อเป็นบวกอย่างน้อย 3-6 เดือนร่วมกับมีจำนวนไวรัสสูง โรคนี้เป็นโรคที่มีความสำคัญเนื่องจากว่าร้อยละ 15-40 ของผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี อาจเกิดโรคตับแข็ง มะเร็งตับและตับวาย

ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการดำเนินของโรคตับอักเสบเรื้อรังไปเป็นโรคตับแข็งและมะเร็งตับได้แก่ จำนวนของไวรัสตับอักเสบบีที่มาก เอนไซม์ตับขึ้นสูง เพศชาย อายุมาก และดื่มสุราเป็นประจำ ในอดีตผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย มักได้รับเชื้อจากมารดา ในขณะที่คลอดลูก ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบีตั้งแต่แรกเกิดมักมีระยะของโรคอยู่ในระยะภูมิคุ้มกันไม่ตอบสนองเป็นเวลานาน ซึ่งในระยะนี้จะพบจำนวนไวรัสสูงมาก โดยที่เอนไซม์ตับปกติ และมีแอนติเจนของ HBe เป็นบวก เมื่อเข้าสู่ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นระยะภูมิคุ้มกันแข็งแรง เอนไซม์ตับเพิ่มสูงขึ้น นำไปสู่การลดลงของจำนวนเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และมีการเปลี่ยนแปลงของแอนติเจน HBe ไปเป็นแอนติบอดี้ของ HBe เข้าสู่ระยะพาหะที่โรคสงบ ผู้ที่อยู่ในระยะนี้มักมีเอนไซม์ตับปกติ จำนวนเชื้อไวรัสตับอักเสบบีต่ำมากหรือตรวจไม่พบ และมีแอนติบอดี้ของ HBe แต่บางครั้งระหว่างการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อาจเกิดการกลายพันธุ์ของไวรัสชนิดนี้ได้ ทำให้ตับกลับมามีการอักเสบรุนแรงได้อีก พยาธิสภาพของตับที่อักเสบรุนแรงต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็จะทำให้กลายเป็นตับแข็งได้สูง

ข้อพิจารณาว่าใครควรได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ จำนวนไวรัส ระดับเอนไซม์ตับ และโรคร่วมที่มีอยู่ ผู้ที่ยังไม่ควรได้รับการรักษาได้แก่ ผู้ที่อยู่ในระยะที่ 1 หรือระยะภูมิคุ้มกันไม่ตอบสนอง เนื่องจากการรักษาแล้วมักไม่ได้ผล ตับระยะนี้มักมีการอักเสบน้อยและมีโอกาสพัฒนาไปเป็นโรคตับแข็งได้น้อย การที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในระยะนี้ ไม่ควรได้รับการรักษาเนื่องจากร่างกายยังขาดการตอบสนองต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องรักษาตลอดไป ผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรได้รับการติดตามเป็นระยะ ๆ เพื่อรอดูเวลาที่เหมาะสมของการเริ่มรักษา เช่น เมื่อโรคมีการเปลี่ยนแปลงจากระยะที่ 1 เข้าสู่ระยะที่ 2 แต่ถ้าผู้นั้นมีอายุ 40 ปีขึ้นไปและมีจำนวนเชื้อไวรัสสูงมาก แต่ระดับเอนไซม์ตับปกติหรือไม่สูงมาก ควรได้รับการเจาะตับ เพื่อตรวจหาพยาธิสภาพของเนื้อตับโดยละเอียด ถ้ามีความรุนแรงของโรคมากพอ ก็ควรรักษาด้วยยาต้านไวรัส

การป้องกันหรือหยุดยั้งการเกิดโรคตับแข็งและมะเร็งตับ เป็นเป้าหมายสูงสุดของการรักษาโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบบี เมื่อจำนวนของไวรัสลดลง ระดับเอนไซม์ตับกลับมาปกติ และพยาธิสภาพของตับดีขึ้น ปัจจุบันมียาที่ได้รับการยอมรับโดยองค์การอาหารและยาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ในการใช้รักษาโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสบี ทั้งยาฉีดได้แก่ อินเตอเฟอรอน (interferon) เพ็กเกอเล็ดเต็ดอินเตอเฟอรอน(pegylated interferon) และยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน 5 ชนิด ได้แก่ ลามิวูดีน (lamivudine) อะเด็ฟโฟเวีย (adefovir) เอนติคาเวีย (entecavir) เทลบิวูดีน (telbivudine) และล่าสุดได้แก่ ทินอฟโฟเวีย (tenofovir)

ในการดูแลและป้องกันโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบบี สามารถทำได้อย่างไร และวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี มีประสิทธิภาพอย่างไร ติดตามได้ฉบับหน้า.

รศ.พญ.อาภัสณี โสภณสฤษฎ์สุข
ภาควิชาอายุรศาสตร์คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา:  เดลินิวส์  6 กรกฎาคม 2556

dailynews130713_001

มาดูแลและป้องกันโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบบี

ต่อเนื่องจากฉบับที่แล้ว แฟนคอลัมน์ก็คงจะทราบถึงสาเหตุการเกิดโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบบีกันไปแล้ว ฉบับนี้..เรามาร่วมดูแลและป้องกันโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบบีกันดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันด้วยการฉีดวัคซีน จะเป็นอย่างไร มีข้อห้ามและการปฏิบัติตัวอย่างไร ติดตามกันต่อได้เลย

สำหรับการดูแลและป้องกันโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบบี ผู้ที่ตรวจพบว่ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี แม้ว่าจะมีเอนไซม์ตับปกติ แต่ก็ควรได้รับการติดตามว่าพบเชื้ออีกหรือไม่ทุก ๆ 3-6 เดือน โดยในการตรวจนับจำนวนไวรัสตับอักเสบบี และการตรวจดีเอ็นเอ ถือว่ามีความจำเป็นเพื่อประกอบการประเมินโรคอย่างมาก

นอกจากนี้ควรมีการติดตามแอลฟ่าฟีโตโปรตีน (Alpha-  fetoprotein) และทำการ อัลตราซาวด์ตับทุก ๆ 6 เดือนในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงของการเกิดโรคมะเร็งตับ ได้แก่ ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่เป็นโรคตับแข็ง มีคนในครอบ ครัวเป็นมะเร็งตับ ในกลุ่มผู้ที่มีอายุ40 ปีขึ้นไปที่มีเอนไซม์ตับและหรือจำนวนไวรัสตับอักเสบบีสูง ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วลิสงหรือพริกป่นบด เนื่องจากอาจมีเชื้อราอะฟลาทอกซินปนเปื้อน ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งตับได้

ส่วนในผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ผู้ที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบี หรือเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบบี ไม่ควรดื่มสุราหรือใช้ยาสมุนไพร ทั้งยังให้ระมัดระวังการใช้ยาที่เป็นพิษต่อตับ ซึ่งสามารถใช้ยาลดไข้แก้ปวดได้โดยไม่ใช้ยาเกินขนาด ไม่บริจาคโลหิต ระวังการติดต่อโรคให้ผู้อื่น เช่น จากแม่ไปสู่ลูก การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน พยายามไม่ให้สารคัดหลั่งสัมผัสบาดแผลของผู้อื่น ควรแจ้งให้สูติ-นรีแพทย์ทราบเมื่อไปฝากครรภ์ พักผ่อนให้เพียงพอ และติดตามการรักษากับแพทย์อย่างสม่ำเสมอในกรณีที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสตับอักเสบบี

การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี (HBV) เมื่อเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่ในอากาศภายนอกที่มีอุณหภูมิปกติ เชื้อจะมีชีวิตอยู่ได้นาน 7วัน โดยเชื้อสามารถติดต่อจากแม่สู่ลูกได้ในระหว่างตั้งครรภ์และการคลอดบุตร การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในเด็ก ระยะต้นอาจเกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบบี จากเลือด หรือสารคัดหลั่งที่มีเชื้อชนิดนี้ไปสัมผัสกับบาดแผลตามร่างกาย ส่วนการติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ในประเทศที่กำลังพัฒนาพบว่ามีความชุกของเชื้อไวรัสชนิดนี้ค่อนข้างสูง มักมีการติดต่อจากแม่สู่ลูกหรือได้รับเชื้อในวัยเด็กระยะต้น การป้องกันการติดเชื้อสามารถทำได้โดยการมีเพศสัมพันธ์แบบปลอดภัย มีสุขอนามัยที่ดี มีการตรวจหาไวรัสตับอักเสบบีในเลือดทุกถุง และปฏิบัติตามหลักการปลอดเชื้อที่แพทย์แนะนำ

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 เป็นต้นมา พบว่าการใช้วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีนั้น วัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมากถึงร้อยละ 95 และจัดเป็นวัคซีนตัวแรกที่สามารถป้องกันโรคมะเร็งได้ วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบีจะฉีดเข้ากล้ามเนื้อโดยห่างจากเข็มแรก 1 เดือน และ 6 เดือน ผู้ที่ทราบว่าตนเองมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ให้คู่ของตนเองไปฉีดวัคซีนให้มีภูมิต้านทานก่อนแต่งงาน และหลีกเลี่ยงการบริจาคโลหิต อวัยวะ และสารคัดหลั่งของร่างกาย

ในส่วนของวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี คำถามว่าใครควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี? ต้องบอกว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 องค์การอนามัยโรคมีนโยบายให้โรงพยาบาลทุกแห่งมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบีแก่ทารกแรกเกิดทุกราย เช่นเดียวกันกับผู้ที่อยู่ภายในบ้านเดียวกันกับผู้ที่เป็นโรคตับอักเสบเฉียบพลันจากไวรัสตับอักเสบบีหรือเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบี รวมถึงผู้ที่มีประวัติการมีเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยง เช่น มีคู่นอนหลายคน ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย ผู้ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมทั้งผู้ค้าบริการทางเพศ

สำหรับประโยชน์สำคัญของวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี  นั้น การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี ทำให้อุบัติการณ์ของโรคตับแข็ง มะเร็งตับในเด็กและวัยรุ่น ลดลงอย่างชัดเจน วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี มีความปลอดภัยและมีผลข้างเคียงน้อยมาก

เมื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบีครบ 3 เข็มแล้ว ควรตรวจวัดระดับภูมิต้านทาน anti-HBs ภายใน 1-3 เดือน ถ้ามีระดับภูมิต้านทานต่อไวรัสตับอักเสบบี หรือ anti-HBs มากกว่า 10 IU/L (international units per liter) ถือว่าป้องกันได้ มีผลการศึกษาพบว่าไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีซ้ำอีก ถ้าร่างกายเคยสร้างภูมิต้านทาน anti-HBs ขึ้นมาแล้ว ภูมิต้านทานนี้สามารถป้องกันเชื้อไวรัสตับอักเสบบีได้ตลอดชีวิต.

รศ.พญ.อาภัสณี โสภณสฤษฎ์สุข
ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา:  เดลินิวส์  13 กรกฎาคม 2556

โรคไขมันพอกตับและตับแข็ง ภัยเงียบของเด็กอ้วน

ในปัจจุบันพบเด็กอ้วนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเด็กๆ มักชอบทานอาหารประเภทไก่ทอด มันฝรั่งทอด แฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่า ขนมขบเคี้ยว ลูกอม ช็อกโกแลต เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม ชาเขียว น้ำผลไม้ และนมเปรี้ยวบรรจุกล่อง รวมทั้งเด็กๆ มีการออกกำลังกาย วิ่งเล่นหรือเล่นกีฬาน้อยลง แต่เล่นเกมคอมพิวเตอร์หรือดูโทรทัศน์เป็นเวลาหลายๆ ชั่วโมงในแต่ละวัน

ผู้ปกครองของเด็กอ้วนมักเห็นว่าเด็กอ้วนเป็นเด็กน่ารักสุขภาพดี แต่ความจริงแล้ว ความอ้วนมีผลเสียต่อสุขภาพของเด็กทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะเด็กอ้วนที่มีรอยสีดำๆ ที่คอ ข้อพับ รักแร้ และบริเวณที่เนื้อเสียดสีกัน คล้ายขี้ไคลแต่ขัดล้างไม่ออก ดังภาพ

รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงวรนุช จงศรีสวัสดิ์ กุมารเวชศาสตร์โรคทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวถึงอันตรายของเด็กอ้วนเหล่านี้ว่า มีโอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หยุดหายใจขณะนอนหลับ ในอดีตโรคเหล่านี้มักพบในวัยกลางคนหรือผู้สูงอายุ แต่ในปัจจุบันพบเด็กอ้วนเป็นโรคของผู้สูงอายุเหล่านี้เพิ่มขึ้น

โรคไขมันพอกตับ เป็นอีกโรคหนึ่งที่พบบ่อยในเด็กอ้วน และเป็นโรคที่ถูกมองข้าม ประชาชนมักไม่ทราบว่าเด็กอ้วนมีโอกาสเกิดโรคนี้ ซึ่งถ้าเป็นเรื้อรังก็มีโอกาสเกิดตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็งเหมือนผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซี หรือผู้ป่วยที่ดื่มเหล้าจัด ในปัจจุบันและอนาคตโรคไขมันพอกตับจะเป็นสาเหตุของโรคตับเรื้อรังและตับแข็งในเด็กทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย มีการศึกษาในต่างประเทศ พบว่าเด็กวัยรุ่นที่อ้วนมีโรคไขมันพอกตับสูงกว่าวัยรุ่นที่ไม่อ้วนสูงถึง 15-20 เท่า และพบเด็กอ้วนเป็นตับแข็งตั้งแต่อายุ 8 ขวบ

การศึกษาของผู้เขียนที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในเด็กอ้วนที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตร (ดัชนีมวลกายคือน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง) จำนวน 96 คน พบว่ามีโรคไขมันเกาะตับสูงถึงร้อยละ 80 และมีตับอักเสบสูงถึงร้อยละ 40 นอกจากนี้เมื่อตรวจเด็กอ้วนกลุ่มนี้ด้วยเครื่องไฟโบรสแกน (เครื่องมือวัดความแข็งของตับ ช่วยวินิจฉัยภาวะตับแข็ง) พบว่าประมาณร้อยละ 30 มีภาวะตับแข็ง

อาการของโรคไขมันพอกตับเป็นอย่างไร

เด็กที่มีไขมันพอกตับ หรือตับอักเสบร่วมกับไขมันพอกตับ มักไม่มีอาการหรืออาจมีอาการที่ไม่จำเพาะ เช่น ปวดท้อง อ่อนเพลีย ดังนั้นในเด็กอ้วนจึงควรรับการตรวจเพิ่มเติม เพื่อให้ทราบว่ามีไขมันพอกตับ และ/หรือตับอักเสบหรือไม่ เด็กที่มีตับแข็งอาจมีอาการอาเจียนเป็นเลือดเนื่องจากเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารแตก

จะทราบได้อย่างไรว่าเด็กมีโรคไขมันพอกตับ

วิธีที่ง่ายที่สุด คือ การตรวจอัลตร้าซาวนด์ตับ ส่วนการวินิจฉัยตับอักเสบอาศัยการตรวจเลือดดูค่าการทำงานของตับ (เอสจีพีที และเอสจีโอที) แต่เด็กที่มีไขมันพอกตับร่วมกับตับอักเสบบางคนอาจมีค่าการทำงานของตับอยู่ในระดับปกติได้ การตรวจที่ดีที่สุดที่ช่วยบอกว่าเด็กมีตับอักเสบหรือตับแข็งหรือไม่ คือการเจาะตรวจเนื้อตับ

การรักษาโรคไขมันพอกตับ

การรักษาที่ดีที่สุดในเด็กคือ การลดน้ำหนัก ซึ่งต้องอาศัยทั้งการทานอาหารที่เหมาะสมร่วมกับการออกกำลังกาย เด็กที่มีเบาหวานต้องทานยารักษาเบาหวานด้วย ในปัจจุบันยาที่ใช้รักษาไขมันพอกตับในเด็กยังมีจำกัดและยังต้องรอดูผลในระยะยาว

ดังนั้นจึงควรป้องกันโดยให้การวินิจฉัยไขมันพอกตับแต่แรกเริ่มในเด็กอ้วน และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสม ดังนี้

1. รับประทานอาหารทุกมื้อ ไม่หลีกเลี่ยงมื้อใดมื้อหนึ่ง แต่มื้อเย็นทานให้น้อยลง ทานข้าวและแป้งน้อยๆ
2. งดอาหารที่มีรสหวาน ของทอด ของมัน และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล
3. งดขนมถุงระหว่างมื้ออาหาร อาจให้ทานผลไม้จืดๆ แทน
4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ วันละ 30-60 นาที
5. จำกัดชั่วโมงการดูโทรทัศน์ หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์ รวมกันไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน
6. พ่อ แม่ ผู้ปกครองต้องเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตัวดังกล่าวข้างต้น

ภัยของเด็กอ้วนมีมากมายหากผู้ปกครองไม่ระมัดระวัง มองว่าเด็กอ้วนดูจ้ำม่ำน่าเอ็นดู ไม่รีบปรับพฤติกรรมการรับประทานและการเล่นของเด็ก อาจส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ ที่มีความรุนแรงเทียบเท่ากับโรคที่เกิดกับผู้ใหญ่ในอนาคตได้

Vejthani Super Kid’s Center

 

ที่มา: ไทยรัฐ 17 ตุลาคม 2555

“เครื่องตรวจตับ” เทคโนโลยีใหม่ รู้ผลไว…รักษาได้ก่อนเกิดภาวะตับแข็ง

 

ตับเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง อาทิ สร้างน้ำดี ย่อยอาหารประเภทไขมัน ขจัดสารพิษ ทำลายเชื้อโรค ถ้าเราไม่ใช้งานตับมากเกินไปก็จะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าเมื่อใดที่เราไม่แน่ใจว่าตับของเราทำงานปกติดีหรือไม่ ปัจจุบันมี “เทคโนโลยีเครื่องตรวจตับ” ใหม่ที่มีความแม่นยำสูง ที่จะสามารถทราบภาวะเริ่มต้นของโรคตับได้แต่เนิ่นๆ และมีโอกาสรักษาหายขาดก่อนลุกลามเป็นโรคตับแข็ง…!!

ด้านสถานการณ์โรคตับในปัจจุบัน รศ.นพ.สมบัติ ตรีประเสริฐสุข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินอาหาร ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า โรคตับในประเทศไทยที่พบบ่อยมากที่สุดในกลุ่มแรกคือ ไวรัสตับอักเสบบีและซี ซึ่งไวรัสบีจะเป็นในกลุ่มคนรุ่นอายุตั้งแต่ 40-60 ปี เพราะติดจากแม่สู่ลูกและจากการรับเลือด ถือเป็นปัญหามากในเอเชีย และเมื่อแม่อายุ 60 ปี ลูกจะมีอายุประมาณ 30-40 ปีก็ยังเป็นปัญหาหลักอยู่ ส่วนกลุ่มไวรัสซี มักเป็นในวัยทำงานอายุประมาณ 30-40 ปี ติดจากเข็มฉีดยาและการรับเลือดในสมัยก่อนที่ไม่ได้มีการตรวจคัดกรอง ดังนั้นคนที่เคยรับเลือดสม่ำเสมอหรือฟอกไตในยุคประมาณปี 2530 ต้น ๆ ส่วนใหญ่จะติดไวรัสซี

ไวรัสทั้ง 2 กลุ่มนี้ทำให้เกิดโรคตับแน่นอน คือโรคตับแข็ง แต่ถ้าเราได้รับการตรวจวินิจฉัยได้เร็ว เมื่อพบว่าเป็นตับอักเสบแล้ว ปัจจุบันประเทศไทยมียารักษาเพื่อให้เชื้อหมดไปจากร่างกายแล้ว ถ้าเชื้อหมดโอกาสที่จะเกิดตับแข็งก็น้อยลงไปมาก ดังนั้นถ้าเรารักษาได้เร็วและหายเร็วก็ไม่เกิดโรคตับแข็ง แต่บางคนเมื่อทราบแล้วแต่ชะล่าใจไม่รับการรักษาจนกลายเป็นตับแข็งและเป็นมะเร็งตับในที่สุด

กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มโรคไขมันเกาะตับ ถือเป็นโรคที่ฮิตมา 10 ปีแล้ว มีงานวิจัยว่า เมื่อประมาณปี ค.ศ. 2000 พบโรคนี้ในประเทศไทย แต่ในต่างประเทศเริ่มต้นจากอเมริกาเมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว มักเจอในคนอ้วน โดยมีการนำเข็มจิ้มที่เนื้อตับไปตรวจโดยการส่องกล้องจะเห็นไขมันในปริมาณมากเกินถึง 30-80 เปอร์เซ็นต์ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะปัจจุบันเป็นกลุ่มที่มาตรวจร่างกายเป็นระดับคนชั้นกลาง มีฐานะ ทำงานออฟฟิศ กินดีอยู่ดีไม่มีเวลาออกกำลังกาย ทำให้น้ำหนักขึ้น นอกจากนี้ยังมีความเชื่อมโยงกับโรคเบาหวาน เมื่อเป็นเบาหวานและอ้วนมาก โรคไขมันเกาะตับจึงตามมา เป็นอาการรวมของโรคอ้วนที่ไปแสดงที่ตับทำให้ตับอักเสบและเป็นตับแข็งได้

ถ้าเปรียบเทียบการรักษาโรคไขมันเกาะตับจะยากกว่าโรคตับที่เกิดจากไวรัส เพราะไวรัสหมอให้ยารักษาได้ ถ้าคนไข้กินยาตามที่หมอสั่งอาการจะดีขึ้น แต่โรคไขมันเกาะตับไม่มียารักษา หมอจะแนะนำว่าให้ออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก ลดอาหารประเภทแป้ง อาหารรสหวาน และมีไขมัน ซึ่งยากมากในการเปลี่ยนนิสัยการกินและการอยู่ของมนุษย์เรา แต่ถ้าทำได้ก็เป็นผลดี นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยอีกกลุ่มที่อ้วนซ่อนรูปดูไม่ออก เพราะนำไปเข้าเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์วัดปริมาณไขมันในช่องท้องปกติ แต่ข้างในตับมีไขมันอยู่เต็มเลยทำให้เกิดไขมันเกาะตับ มีความเสี่ยงต่อโรคไขมันเกาะตับเช่นกัน แต่น้อยกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่อ้วนชัดเจน ซึ่งคนกลุ่มนี้มักจะมาหาเราช้า เพราะคิดว่าตัวเองไม่อ้วนและแข็งแรงดี ซึ่งทางการแพทย์ได้เก็บข้อมูลวิจัยโดยการเจาะตับ 100 รายเป็นกลุ่มอ้วนซ่อนรูปประมาณ 1 ใน 4

กลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มโรคแอลกอฮอล์ ในคนที่ดื่มเหล้าเข้าไปมาก ๆ เวลาเก็บจะเก็บเป็นพลังงานมีน้ำตาลและเปลี่ยนเป็นไขมันก็เป็นไขมันเกาะตับได้เหมือนกัน แต่เราจะไม่เรียกโรคไขมันเกาะตับ เราเรียกว่าโรคตับจากเหล้า เพราะเหล้าเป็นตัวต้นเหตุ แต่กลไกข้างในคล้าย ๆ กัน คือเหล้าเปลี่ยนแปลงเป็นไขมันพอกที่ตับส่วนหนึ่ง และเหล้ามีสารอื่น ๆ ที่ทำให้ตับพังด้วยอีกส่วนหนึ่ง

อย่างไรก็ตามทั้ง 3 โรคนี้ถ้าเราใช้เครื่องมือจากการตรวจร่างกายซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาการตรวจวินิจฉัยโดยนำเครื่องมือที่เรียกว่า Fibroscan with CAP (Controlled Attenuation Parameter) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในการตรวจวินิจฉัยเพื่อดูสภาพการเกิดพังผืดในเนื้อตับเข้ามาช่วย ที่โรงพยาบาลกรุงเทพถือเป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่ใช้เทคโนโลยีนี้ โดยสามารถประเมินสภาวะพังผืดในเนื้อตับในผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งระยะแรก ๆ รวมถึงติดตามผล ประเมินระดับความรุนแรงเพื่อวางแผนการรักษาและวินิจฉัยภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งแทนการเจาะเนื้อตับอย่างรวดเร็วและแม่นยำ โดยผู้ป่วยจะไม่ได้รับความเจ็บปวดหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนใด ๆ

หลักการทำงานของเครื่อง Fibroscan with CAP ในการตรวจหาภาวะพังผืดในเนื้อตับ ใช้หลักการปล่อยคลื่นเสียงเข้าไปในเนื้อตับ และใช้คลื่นอัลตราซาวด์ในการตรวจวัดความเร็วของคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับเพื่อประเมินความนิ่มหรือแข็งของเนื้อตับ และการตรวจประเมินไขมันสะสมในตับ ใช้หลักการปล่อยคลื่นอัลตราซาวด์เข้าไปในเนื้อตับและวัดค่าความต้านทานนั้น ๆ หากตับมีปริมาณไขมันสะสมมากจะมีแรงต้านทานมาก ค่าที่ได้จะสูงตาม

ข้อดีในการตรวจด้วยเครื่อง Fibroscan with CAP คือ การเตรียมตัวของผู้ป่วยก่อนเข้ารับการตรวจไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องงดน้ำและอาหาร สามารถตรวจได้ทันที สามารถทราบทั้งสภาวะพังผืดในเนื้อตับและปริมาณไขมันสะสมในตับโดยการตรวจเพียงครั้งเดียว โดยใช้เวลาในการตรวจประมาณ 8-10 นาที ก็สามารถทราบผลได้ทันทีหลังการตรวจ โดยไม่มีบาดแผล ไม่รู้สึกเจ็บ ผู้ป่วยไม่ต้องนอนโรงพยาบาล และค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก ส่วนข้อจำกัดในการตรวจด้วยเครื่อง Fibro scan with CAP คือ ไม่สามารถตรวจหาจุดเนื้องอกหรือมะเร็งตับได้และไม่สามารถตรวจในผู้ป่วยที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 28 ได้ ที่สำคัญไม่ควรใช้กับผู้ป่วยตั้งครรภ์ ผู้ป่วยที่มีภาวะท้องมาน ผู้ป่วยที่ติดอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะหรือโรคหัวใจ

 อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่มีอาการตับอักเสบจะนำไปสู่การเกิดพังผืดในตับหรือที่เราเรียกว่าตับแข็ง ซึ่งผู้ป่วยส่วนมากจะไม่แสดงอาการชัดเจน บางรายอาจมีอาการจุกแน่นชายโครงด้านขวา หรือบางรายที่เป็นมานานอาจมีอาการเริ่มต้นของภาวะตับแข็ง เช่น อ่อนเพลีย ท้องโต หากใครที่มีอาการลักษณะนี้หรือมีความเสี่ยงต่าง ๆ ควรรีบไปตรวจเช็กตับเพื่อรับการรักษาก่อนที่อาการจะลุกลามจนถึงขั้นไม่สามารถรักษาได้และเสียชีวิตในที่สุด…!!
……………………………………

สรรหามาบอก 

-โรงพยาบาลกรุงเทพ ร่วมกับศูนย์เยาวชนลุมพินี สำนักวัฒนธรรมกีฬาและการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร ชวนคนรักสุขภาพร่วมงาน“รวมพลคนกรุงสุขภาพดี” ฟังสัมมนาหัวข้อ“ดูแลตัวเองอย่างไร…ให้ห่างไกลมะเร็ง” พร้อมรับบริการตรวจสุขภาพ เช่น ตรวจวัดความดันโลหิต, ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (สำหรับ 100 ท่านแรกที่ลงทะเบียนหน้างาน) ร่วมเล่นเกมและตอบคำถามรับของรางวัลมากมายในวันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 2555 เวลา 06.00–09.00 น. ที่ด้านหน้าอาคารพลเมืองอาวุโส สวนลุมพินี สอบถามโทร.1719

-บริษัท คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด โดยผลิตภัณฑ์โพรเทคส์ร่วมกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย และบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด จัดกิจกรรมรณรงค์วันล้างมือโลก 2012 ภายใต้โครงการโพรเทคส์ “ล้างมือต้านหวัด เด็กไทยแข็งแรง” พร้อมร่วมกิจกรรมสนุกและรับของที่ระลึก ในวันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม 2555 เวลา 14.00 – 18.30 น. ณ ลานอีเดน ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

-โรงพยาบาลสมิติเวช ขอเชิญผู้สนใจร่วมงาน “October Go Pink” ปีที่ 3 ฟังเสวนาเรื่องโรคมะเร็งเต้านมแบบเจาะลึก พร้อมชมแฟชั่นโชว์หมวกไหมพรมเพื่อมอบให้กับผู้ป่วยมะเร็งเต้านม และไฮไลท์สุดพิเศษ เกรซ มหาดำรงค์กุล ไฮโซฯสาวชื่อดัง จะร่วมบริจาคผมให้กับโรงพยาบาลฯ เพื่อนำไปทำวิกผมให้กับผู้ป่วยมะเร็ง ในวันพุธที่ 10 ตุลาคม 2555 เวลา 13.30-15.30 น. ณ ลานเปียโน อาคาร Royal Wing ชั้น 1 โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท สอบถามโทร.0-2711-8181

-โรงพยาบาลมนารมย์ ขอเชิญผู้สนใจฟังการบรรยาย เรื่อง“ไขปัญหาอัลไซเมอร์” ในวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม 2555 เวลา 08.30-12.00 น. ณ ห้องประชุมมนารมย์ โรงพยาบาลมนารมย์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สนใจติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ โทร.0-2725-9595

ทีมวาไรตี้

ที่มา: เดลินิวส์ 7 ตุลาคม 2555

เตือนภัย!!!คนชอบสัก…เสี่ยงโรคไวรัสตับอักเสบซี

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นวันตับอักเสบโลก เพื่อให้ทั่วโลกตระหนักถึงภัยร้ายของโรคตับอักเสบ ซึ่งมีผลอันตรายถึงชีวิต ยิ่งกับคนที่ชอบสัก ติดยาเสพติด มีโอกาสเสี่ยงติดโรคดังกล่าวได้สูงทีเดียว

สมาคมโรคตับแห่งประเทศไทยและบริษัทเอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด เล็งเห็นถึงอันตรายของโรคไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อที่กำลังเป็นภัยร้ายคุกคามทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย จึงร่วมกันรณรงค์ต่อต้านโรคไวรัสตับอักเสบซี เนื่องในวันตับอักเสบโลก ตามที่องค์การอนามัยโลกกำหนดให้ 28 กรกฎาคม ของทุกปี เป็น “วันตับอักเสบโลก” (World Hepatitis Day) เพื่อกระตุ้นและรณรงค์ให้ทุกภาคส่วน รัฐบาล เอกชน รวมไปถึงภาคประชาชนทั่วโลกตระหนักถึงภัยร้ายของโรคไวรัสตับอักเสบ ให้หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ รวมไปถึงการควบคุมและรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ ซึ่งตัวเลขของผู้ได้รับเชื้อมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี และมีการคาดการณ์ว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีแบบเรื้อรัง ประมาณ 170 ล้านคนทั่วโลก ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมากกว่า 300,000 คน

รองศาสตราจารย์นายแพทย์ธีระ พิรัชวิสุทธิ์ นายกสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า  “ปัจจุบันก็ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบซี มีเพียงวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ และบี กลุ่มเสี่ยงต่อการรับเชื้อไวรัสตับอักเสบซี คือ ใช้เข็มฉีดยาชนิดเข้าเส้นร่วมกัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ติดยาเสพติด การสัก เจาะ ตามร่างกายด้วยเครื่องมือที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ การรับโลหิตจากการบริจาคเลือดที่ไม่ได้รับการตรวจคัดกรองก่อน รวมทั้งการใช้เข็มฉีดยาซ้ำ หรือการฉีดยาโดยหมอเถื่อนตามบ้าน

นอกจากนี้ควรไปตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อไวรัสตับอักเสบซีประจำทุกปีเพราะคนไข้มักจะไม่ทราบว่าติดเชื้อมาแล้วหรือไม่ เนื่องจากไม่มีลักษณะอาการจำเพาะที่บ่งถึงโรคตับอักเสบซีนี้ อาการเบื้องต้น อาจมีไข้ต่ำ เมื่อยล้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน เป็นต้น ดังนั้นคนไข้จึงไม่ตระหนักว่าอาจเป็นอาการของไวรัสตับอักเสบซี กว่าจะรู้ตัวว่าติดเชื้อก็ต่อเมื่อมีอาการรุนแรง บางรายรุนแรงจนกลายเป็นโรคตับแข็ง และโรคมะเร็งตับในที่สุด”

ยิ่งในกรณีที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมาแล้วก็ต้องรักษาเพื่อกำจัดไวรัสให้หมดไป ทำให้ตับที่อักเสบลดการอักเสบลงและกลับคืนสู่ภาวะปกติ ยาที่ใช้รักษาจะเป็นยาฉีด ต้องฉีดสัปดาห์ละครั้งร่วมกับยารับประทาน โดยการรักษาเป็นระยะเวลา 24-48 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ นอกจากนี้ ยาในกลุ่มนี้ยังมีที่เป็น weight- based dosing คือให้ตามน้ำหนักของผู้ป่วย ทำให้ได้ประสิทธิภาพในการรักษาตรงกับผู้ป่วยแต่ละคนได้ ค่าใช้จ่ายในการรักษาอยู่ที่ 200,000 ถึง 400,000 บาท พบว่าคนไข้บางรายที่ติดเชื้อมาแล้วแต่ไม่สามารถเข้าถึงยาได้ ก็ต้องหยุดการรักษาไป แต่อีกไม่นานนี้คนไข้จะมีความหวังในการเข้าถึงยารักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีอย่างทั่วถึงทั้งระบบสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งปัจจุบันเบิกได้อยู่แล้ว ระบบประกันสังคม และ 30 บาท ทำให้ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบซีสายพันธุ์ 2 และ 3 ในทุกระบบ เข้าถึงการรักษาได้โดยไม่ต้องจ่ายค่ายาเอง นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการลดความเสี่ยงของการนำไปสู่โรคตับแข็งและโรคมะเร็งตับอีกด้วย

นายแพทย์สุชัย กิจศิริพรชัย ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “บริษัทเอ็มเอสดี มีการวิจัยและพัฒนายารักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีมากว่า 20 ปี โรคไวรัสตับอักเสบซีเป็นโรคร้ายที่เป็นภัยเงียบ ประชาชนส่วนใหญ่ขาดความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับโรคนี้ เอ็มเอสดีจึงต้องการสร้างความเข้าใจโรคไวรัสตับอักเสบซีในหมู่ประชาชน โดยมีเป้าหมายที่จะกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบซีให้หมดไปจากประเทศไทย”

ปิยะมาศ โมนยะกุล ดารานักแสดง ฝากข้อคิดเตือนให้ทุกคนไปตรวจเลือด “โรคไวรัสตับอักเสบซีเป็นโรคที่ต้องตรวจเลือดถึงจะเจอว่าติดเชื้อมาแล้ว ถ้าไม่ตรวจก็จะไม่รู้ตัวเพราะมักไม่มีอาการ หรือมีอาการแสดงของโรคไม่จำเพาะ ฉะนั้นอยากจะฝากให้ทุกคนดูแลตัวเองโดยการไปตรวจเลือดหาเชื้อนี้ เพราะถ้าตรวจเจอในช่วงแรก มีโอกาสรักษาทันและหายได้”

ที่มา: ไทยรัฐ 30 กรกฎาคม 2555

รักษา “ตับแข็ง” ด้วย “ยาหม้อ”

เมื่อวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.อภิชัย มงคล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และนพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้ร่วมกันแถลงข่าวการให้บริการตรวจรักษาผู้ป่วยด้วยการแพทย์แผนไทยทั้งผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน ใช้ยาแผนไทยทั้งยาเดี่ยว ยาตำรับ ใน 10 รพ. ได้แก่ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี รพ.พระปกเกล้า จ.จันทบุรี รพ.สมเด็จพระยุพราชเด่นชัย จ.แพร่ รพ.เทิง จ.เชียงราย รพ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี รพ.วังน้ำเย็น รพ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว รพ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ รพ.ท่าโรงช้าง จ.สุราษฎร์ธานี และ รพ.การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน กทม.

ในวันดังกล่าวทาง รพ.พระปกเกล้า จ.จันทบุรี ได้นำข้อมูลเกี่ยวกับการรักษา “โรคตับแข็ง” ด้วยยาต้มหรือยาหม้อ เป็น “ยาสมุนไพรตำรับพัทธะปิตตะ” มาเผยแพร่ด้วย “X-RAY สุขภาพ” เห็นว่าเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ เพราะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษา จึงได้พูดคุยกับผู้เกี่ยวข้องมานำเสนอ

เริ่มจาก นพ.ฉัตรชัย สวัสดิไชย นายแพทย์เชี่ยวชาญ รพ.พระปกเกล้า จันทบุรี กล่าวว่า “ตับแข็ง” เกิดจากเนื้อตับมีการอักเสบเกิดเนื้อเยื่อพังผืดรัดแข็งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของประชากรโลก 25,000 คนต่อปี

อาการของโรคตับแข็ง ตอนแรกจะไม่ทราบถ้าไม่เจาะเลือดดู ผู้ป่วยจะมีอาการตาเหลือง ดีซ่าน ท้องมาน ขาบวม ผู้ชายมีหน้าอกโต เพราะมีฮอร์โมนเพศหญิงออกมาเยอะ ที่ฝ่ามือจะมีสีแดงจัด บางคนผิวหนังมีเส้นเลือดเป็นจุดกระจายเป็นเส้นเหมือนใยแมงมุม

คลินิกการแพทย์แผนไทย รพ.พระปกเกล้า ให้การรักษาโรคตับแข็งด้วยยาสมุนไพรตำรับพัทธะปิตตะ ทำให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้น อาการอักเสบของตับลดลง ตรวจเลือดพบว่าค่าการทำงานของตับดีขึ้น โดยเริ่มการรักษามาตั้งแต่ปี 2548 ส่วนใหญ่เป็นโรคตับแข็งระยะสุดท้าย รักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันแล้วท้องไม่ยุบ แถมน้ำหนักกลับเพิ่มขึ้น ในอนาคตอันใกล้ถ้าไม่รักษา คนไข้จะกินไม่ได้ เพราะแน่นและบวมขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายหายใจไม่ออก อึดอัด คนไข้จะผอมลงจนกระทั่งเสียชีวิต

ผู้ป่วยบางรายที่มารักษา นอกจากเป็นโรคตับแข็งแล้วยังมีก้อนมะเร็งด้วย กรณีนี้ต้องบอกเลยว่า รพ.ไม่สามารถรักษามะเร็งตับได้ เรารักษาเพียงโรคตับแข็งเท่านั้น โดยยาสมุนไพรจะไปลดการอักเสบของตับ ที่เกิดจากไวรัสตับอักเสบบี หรือ ซี แอลกอฮอล์ พอลดการอักเสบของตับแล้วผู้ป่วยไม่ไปดื่มแอลกอฮอล์อีก ตับจะซ่อมแซมตัวเอง เพราะฉะนั้นเมื่อตับไม่อักเสบเรื้อรังก็จะไม่เกิดตับแข็ง และไม่กลายไปเป็นมะเร็ง คือ เราไม่ได้รักษาโดยตรงแต่เราป้องกันไว้ตั้งแต่แรก เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าคนที่เป็นไวรัสตับอักเสบบี และซี มันจะกลายไปเป็นตับแข็ง บางส่วนจะกลายไปเป็นมะเร็งตับ ดังนั้นถ้ารักษาตั้งแต่ตับอักเสบเรื้อรัง ลดการอักเสบ มันก็ไม่กลายไปเป็นตับแข็งและมะเร็งตับ

ขั้นตอนการรักษา เริ่มจากคนไข้มา รพ. จะมีการอัลตราซาวด์ตับ ดูพยาธิสภาพว่าไม่มีก้อนมะเร็ง ไม่มีฝี หรือมีอะไรนอกเหนือจากนี้ เพราะถ้าเป็นมะเร็งแล้วรักษาไม่ได้ จากนั้นก็ให้ผู้ป่วยกินยาสมุนไพรดังกล่าว เร็วที่สุด 3 สัปดาห์ หรือประมาณ 1 เดือนท้องจะยุบ แต่บางรายอาจใช้เวลา 3-5 เดือน ส่วนการทำงานของตับที่ตรวจได้จากผลเลือดประมาณ 5 เดือนจะดีขึ้น ตับกลับมาทำงานได้ในระดับปกติ

น.ส.เพ็ญศรี สงวนทรัพย์ แพทย์แผนไทย รพ.พระปกเกล้า กล่าวว่า ยาสมุนไพรรักษาโรคตับแข็ง เป็นสูตรของบรรพบุรุษ ที่ผ่านมาให้การรักษาผู้ป่วยโรคตับแข็งมาแล้วกว่า 100 ราย อายุต่ำสุด 30 กว่าปี สูงสุด 70 กว่าปี ทั้งนี้การรักษาส่วนใหญ่ 3-5 สัปดาห์อาการจะดีขึ้น แต่ต้องรักษาต่อเนื่อง 3-6 เดือน หลังจากนั้นให้ผู้ป่วยหยุดกินยาต้มและกินยาบำรุงตับแทน อาหารต้องห้ามสำหรับผู้ป่วย คือ ธัญพืช เพราะจะทำให้ร้อน เนื่องจากปกติภาระการทำงานของตับผู้ป่วยหนักอยู่แล้ว การไปเพิ่มความร้อนจะยิ่งทำให้ตับทำงานหนักขึ้น นอกจากนี้ยังห้ามกินอาหารหวานจัด หรือของหมักดองด้วย ส่วนอาหารที่ควรรับประทานเพื่อบำรุงตับสำหรับผู้ป่วยและคนทั่วไป อาทิ มะระขี้นก มะระจีน ถั่วลันเตา ยอดเต่ารั้ง

สำหรับส่วนประกอบของสมุนไพรตำรับพัทธะปิตตะ มีอยู่หลายชนิด อาทิ หัวเต่าเกียด หัวเต่ารั้ง ใบชุมเห็ดเทศ และเถาวัลย์เปรียง เป็นต้น

ด้าน น.ส.วาสนา สุขไพศาล พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ และแพทย์แผนไทย รพ.พระปกเกล้า กล่าวว่า กรณีที่เป็นมะเร็งตับแล้วไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่คนไข้บางรายก็อยากให้รักษา ซึ่งตัวคนไข้บางคนก็ให้ข้อมูลว่าอาการปวด หรือทุกข์ทรมานน้อยลง โดยหลักการรักษาโรคตับแข็งจะดีขึ้นประมาณ 80% อาการท้องมาน ตาเหลือง เท้าบวมจะหายไป

ด้าน นายสุกรี กิ่มนางรอง อายุ 49 ปี ชาว จ.บุรีรัมย์ เล่าว่า ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคตับแข็งเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว มีอาการบวมที่ข้อเท้า แขน ท้องมาน อาเจียน รับประทานอะไรไม่ได้เลย ตอนนั้นไม่รู้จะไปทางไหน พอดีน้องสาวได้ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตว่า รพ.พระปกเกล้า ให้การรักษาโรคนี้อยู่ก็เลยตัดสินใจมารักษา เริ่มจากกินยาต้มประมาณ 1 สัปดาห์อาการบวมก็ยุบลง จากนั้นก็กินต่อเนื่องมาตลอด ตอนนี้อาการดีขึ้นประมาณ 90% ผลตรวจตับก็ดีขึ้น สาเหตุที่ผมเป็นเป็นโรคตับแข็งคงเป็นเพราะดื่มเหล้ามาก ดื่มมาตั้งแต่วัยรุ่น ช่วงที่รักษาก็หยุดหมดทั้งเหล้า บุหรี่

ท้ายนี้คงต้องบอกกับท่านผู้อ่านว่า การใช้ยาสมุนไพรรักษาโรคก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ไม่ควรไปหาซื้อยาสมุนไพรที่เร่ขายมาต้มกินเองเพราะนอกจากโรคจะไม่หายแล้ว อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ หากต้องการรักษาจริงควรไปรักษาใน รพ.ที่เปิดให้บริการด้านนี้ หรือรักษากับแพทย์แผนไทยโดยตรงดูแลจะดีกว่า.

นวพรรษ บุญชาญ

 

ที่มา: เดลินิวส์  19 กุมภาพันธ์ 2555

เพชฌฆาตเงียบ! ไวรัสตับอักเสบบี

เพชฌฆาตเงียบ! ไวรัสตับอักเสบบี

อ.นพ.วัชรศักดิ์ โชติยะปุตตะ 
ภาควิชาอายุรศาสตร์ 

ปัจจุบันคาดคะเนกันว่า มีคนไทยประมาณ 5 ล้านคน ที่ติดเชื้อโรคไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะเชื้อจะซ่อนตัวอยู่ในคนและก่อให้เกิดโรคตับแข็งและมะเร็งตับได้ ดูแล้วน่าตกใจไม่น้อยทีเดียว

จากสถิติ 100 คน พบว่ามีผู้เป็นพาหะโรคไวรัสตับอักเสบบีอยู่ 5-7 คน ซึ่งผู้ที่เป็นพาหะนั้น ไม่ได้เป็นโรค ไม่มีอาการเจ็บป่วย เพียงแต่มีเชื้ออยู่ในร่างกาย โดยผู้นั้นสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ และเกือบร้อยละ 30 จะมีโอกาสพัฒนาเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ โดยเฉพาะมะเร็งตับจะมีความเสี่ยงสูง กว่าคนปกติ 100-200 เท่า ซึ่งผู้ที่จะเป็นโรคตับร้ายแรงจะต้องมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในร่างกายนานกว่า 20-30 ปีขึ้นไป ถ้าผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีขณะอายุน้อย ร้อยละ 90 จะมีการพัฒนาเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง แต่ถ้า ติดเชื้อเมื่อโตขึ้นแล้วหรือในวัยผู้ใหญ่ โอกาสที่กลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรังจะมีเพียงร้อยละ 10

 

ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีจะมีอาการแสดงแตกต่างกัน ถ้ามาด้วยอาการตับอักเสบเฉียบพลัน จะรู้สึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน จุกแน่นชายโครงขวา ปัสสาวะเข้ม ตาเหลือง ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ 90-95 จะหายเป็นปกติด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบี พบผู้ป่วยเพียงร้อยละ 5-10 เท่านั้น ที่ไม่สามารถกำจัดไวรัสออกจากร่างกายได้ ส่วนผู้ป่วยอีกกลุ่มที่มีอาการตับอักเสบเรื้อรัง มักไม่มีอาการใดๆ จะรู้ว่าเป็นโรคนี้จากการตรวจเลือด แล้วพบการทำงานของตับผิดปกติ หรือถ้าผู้ป่วยมีอาการแสดง อาจมีแค่อ่อนเพลียหรือเหนื่อยง่ายเท่านั้น กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานาน จะมีการทำลายเซลล์ตับมากๆ จนตับเสื่อมและกลายเป็นตับแข็งในที่สุด โดยมีอาการผอม ผิวแห้ง ผมบางเหมือนขาดสารอาหาร ท้องโตจากการมีน้ำในท้อง ตาตัวเหลือง และในระยะยาวอาจกลายเป็นมะเร็งตับได้

ปัจจุบันยังไม่มียาใดที่ใช้รักษาเพื่อกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีให้หมดจากร่างกายได้ ยาที่มีรักษาเป็นเพียงแค่ช่วยบรรเทาอาการเสื่อมของตับเท่านั้น โดยอาจเป็นยาฉีดหรือยากิน สำหรับผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบบี ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นอันตรายต่อตับ และควรได้รับการเจาะเลือดเพื่อตรวจการทำงานของตับเป็นระยะๆ เพื่อหาความผิดปกติในเลือด รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่จำเป็น เพราะยาเกือบทุกชนิดจะถูกทำลายที่ตับ และทุกครั้งที่พบแพทย์ต้องแจ้งให้ทราบว่าเป็นตับอักเสบ เพื่อกำหนดการใช้ยาในขนาดที่เหมาะสม

สำหรับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบี เพศชายที่มีอายุ 40 ปี ขึ้นไป เพศหญิงที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีภาวะตับแข็งแล้ว หรือผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งตับควรรับการตรวจสุขภาพ การตรวจเลือดรวมถึงการตรวจอัลตราซาวนด์ในช่องท้องอย่างน้อยทุก 6 เดือน เพื่อตรวจหาโรคมะเร็งตับในระยะเริ่มต้น เพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งตับสูงกว่าผู้ป่วยกลุ่มอื่นๆ

ที่มา: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 15 กุมภาพันธ์ 2555