ทางเดินอาหาร…ตรวจให้รู้โรค

ปวดท้อง ท้องผูก ท้องอืดแน่น ล้วนเป็นอาการปวดท้องที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่อาจแฝงด้วยภัยจากโรคทางเดินอาหารได้ทั้งสิ้น

ปวดท้อง ท้องผูก ท้องอืดแน่น ไปตรวจวินิจฉัยด้วยเทคนิคส่องกล้อง ส่องดูทั้งกระเพาะและลำไส้ เจ็บตัวแถมเสียเงิน กลับหาต้นตอความผิดปกติไม่พบ

ผู้ป่วยหลายคนมีอาการของโรคทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก กลืนติด แต่เมื่อไปพบแพทย์แล้ว และได้รับการตรวจส่องกล้องกระเพาะอาหารหรือลำไส้ใหญ่ ไม่พบความผิดปกติใด และบางครั้งแพทย์ก็สั่งยามาให้รับประทานโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง อาการก็เป็นเรื้อรัง ไม่หายซักที

“หนึ่งในสาเหตุของโรคทางเดินอาหาร ที่ตรวจส่องกล้องแล้วไม่พบความผิดปกติ คือ โรคที่มีการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารผิดปกติ” นพ.บุญเลิศ อิมราพร อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเวชธานี อธิบาย

โรคที่เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของทางเดินอาหาร เป็นโรคที่พบบ่อยในคนไทยและประชากรทั่วโลก โรคเหล่านี้ ได้แก่ โรคกระเพาะที่ไม่ได้เกิดจากแผล โรคลำไส้แปรปรวน รวมถึงโรคกรดไหลย้อน

แนวทางการตรวจวินิจฉัยต้องอาศัย “การตรวจการเคลื่อนไหวทางเดินอาหาร” หรือ Manometry ที่ใช้หลักการของการวัดความดันที่เกิดขึ้นในทางเดินอาหารทั้งขณะพัก และขณะที่มีการเคลื่อนไหว ทำให้สามารถตรวจดูความผิดปกติของการทำงานของอวัยวะนั้นได้

เครื่องมือชนิดนี้สามารถตรวจได้ทั้งการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก เป็นต้น สามารถบอกรายละเอียดว่ามีการเคลื่อนไหวที่ลดลง หรือมีการหดรัดตัวของหูรูดมากเกินไปได้ ดังเช่นกรณีตัวอย่างข้างต้น ที่ทำให้ทราบว่าสาเหตุของท้องผูกเกิดจากการทำงานของหูรูดทวารหนักหดรัดตัวผิดปกติ นอกจากการวินิจฉัยโรคได้แล้ว เครื่องมือชนิดนี้สามารถให้การรักษาแก่ผู้ป่วยได้ด้วย

นพ.บุญเลิศ อธิบายว่า การตรวจไม่จำเป็นต้องใช้ยานอนหลับ หรือยาสลบ มีเพียงสายที่ใช้ในการวัดความดันภายในทางเดินอาหาร และเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรมในการบันทึกและแปลผลการตรวจ และยังไม่มีข้อห้ามเฉพาะในการตรวจด้วยเครื่องมือชนิดนี้ และความเสี่ยงในการตรวจก็ต่ำมาก นอกจากนี้การตรวจชนิดนี้ไม่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายแต่อย่างใด

หากตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร แพทย์จะใส่สายตรวจทางจมูก ส่วนการตรวจหูรูดทวารหนัก ก็จะใส่สายทางทวารหนัก ใช้เวลาตรวจเพียง 30-60 นาที หลังจากนั้นแพทย์จะอ่านผลจากคอมพิวเตอร์ซึ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวและการทำงานของหลอดอาหาร

อายุแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารยกกรณีของหญิงไทยวัย 30 ปี ที่มาตรวจด้วยอาการท้องผูกที่เป็นมานาน 10 ปี กินยาระบายทุกวัน ร่วมกับการสวนอุจจาระเป็นบางครั้ง เมื่อปวดอยากถ่าย แต่ก็รู้สึกถ่ายไม่สุด นั่งนาน บางครั้งต้องใช้น้ำฉีด หรือใช้นิ้วล้วงออก เคยได้รับการตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ก็ไม่พบความผิดปกติ

“เมื่อผู้ป่วยได้รับการตรวจดูการเคลื่อนไหวของลำไส้ และตรวจการทำงานของหูรูดทวารหนัก พบว่า ผู้ป่วยมีภาวะหูรูดทำงานไม่สัมพันธ์กับการเบ่งอุจจาระ เรียกง่ายๆ ว่า เบ่งอุจจาระไม่เป็น หรือเบ่งไม่ถูกต้อง และเมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยวิธีการฝึกเบ่งอุจจาระให้ถูกวิธีด้วยการใช้เครื่องมือช่วยฝึกเบ่งอุจจาระ (Biofeedback therapy) ก็สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้สำเร็จ ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องทนทุกข์กับภาวะท้องผูกเรื้อรังได้สำเร็จ” คุณหมอกล่าว

นอกจากนี้ยังสามารถใช้ร่วมกับเครื่องมือตรวจวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อน นั่นคือ การตรวจวัดปริมาณกรดไหลย้อนตลอด 24 ชั่วโมง จุดประสงค์ของการตรวจก็เพื่อหาตำแหน่งของหูรูดหลอดอาหาร เพื่อใช้ในการวางสายสำหรับตรวจปริมาณกรดไหลย้อน ทำให้สามารถวินิจฉัยโรคได้แม่นยำและถูกต้อง

สิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วย นพ.บุญเลิศแนะนำว่า แม้รักษาจนดีขึ้นแล้ว ยังคงต้องดูแลสุขภาพ รับประทานอาหารที่มีกากใย ฝึกการขับถ่ายให้เป็นนิสัย และหมั่นสังเกตความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น เพื่อตระหนักและเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยได้ทันท่วงที

การตรวจนี้ใช้ระยะเวลาประมาณ 30-45 นาที หลังจากนั้นแพทย์จะอ่านผลจากคอมพิวเตอร์ซึ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวและการทำงานของหลอดอาหาร กล้ามเนื้อหูรูดระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารของท่าน จากผลการตรวจนี้ จะนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้องท่านไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการเหล่านี้อีกต่อไป

 

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 29 พฤษภาคม 2555

รับมือ 6 โรคฮิตน้ำท่วม

น้ำที่ท่วมขังไม่ได้สร้างความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังนำโรคภัยไข้เจ็บมาด้วย ที่ฮิตและเป็นกันมาก คงไม่พ้น ‘โรคน้ำกัดเท้า’ เพราะติดเชื้อราชื่อ Dermatophytes เกิดจากความอับชื้นและสกปรก ย่ำน้ำไม่สะอาด อาการเริ่มจากคนตามซอกหรือง่ามนิ้ว ผิวลอกเป็นขุย เป็นผื่น หนักเข้าจะพุพอง เท้าเปื่อย มีหนอง เมื่อได้รับยาทาต้านเชื้อรา ผู้ป่วยต้องทาวันละ 2-3 ครั้ง ต่อเนื่องไปถึง 2 สัปดาห์เพื่อป้องกันติดเชื้อซ้ำ แต่ทางที่ดี หลังย่ำน้ำสกปรกมา ควรล้างเท้าให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง ถ้าไม่จำเป็นอย่าแช่อยู่ในน้ำที่ท่วมนานๆ

ถัดมาเป็น ‘โรคตาแดง’ เนื่องจากน้ำสกปรกหรือฝุ่นละอองเข้าตา ถูกแมลงตอมตา ขยี้ตา หรือติดโรคตาแดงนี้มาจากผู้อื่น ซึ่งจะทำให้ระคายเคืองตา ปวดตา น้ำตาไหล กลัวแสง ขี้ตาออกมาก เปลือกตาบวม เยื่อบุตาขาวอักเสบแดง มักเป็นที่ตาข้างใดข้างหนึ่งก่อน จากนั้นจึงลามไปอีกข้าง วิธีป้องกันในเบื้องต้นก็คือ ไม่ขยี้ตา หากรู้สึกระคายเคืองหรือน้ำสกปรกเข้าตาให้ล้างด้วยน้ำสะอาดทันที และไม่เข้าใกล้ผู้ป่วยโรคตาแดง

ต่อด้วย ‘โรคฉี่หนู’ หรือเลปโตสไปโรซิส อาการบ่งบอก คือ ปวดศีรษะและกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะน่อง โคนขา และหลัง ทั้งยังมีไข้ขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว มีจุดเลือดออกตามผิว ไอมีเลือดปน ตัวและตาเหลือง ปัสสาวะน้อย เพลียซึม ซึ่งแนะนำให้รีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ส่วนการป้องกันโรคฉี่หนู ไม่ควรเดินย่ำน้ำลุยโคลน ถ้ามีบาดแผลที่ผิวหนัง หากเลี่ยงไม่ได้ ต้องสวมรองเท้าบู้ท หรือล้างเท้าแล้วเช็ดให้แห้งสะอาดทันที

ในกลุ่มของ ‘โรคทางเดินอาหาร’ ก็พบได้บ่อย อาทิ ท้องร่วง อหิวาตกโรค อาหารเป็นพิษ โรบิด หรือไทฟอยด์ อาการโดยรวมคือจะถ่ายอุจจาระเหลว ถ่ายเป็นน้ำ ถ่ายมีมูกเลือด ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัวและปวดตามตัว เป็นไข้ เบื่ออาหาร ทางป้องกัน ก่อนกินข้าวหรือหลังจากขับถ่ายต้องล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาด กินอาหาและน้ำที่สะอาด ไม่บูดเสีย

และในช่วงน้ำท่วมน้ำขัง ลูกน้ำยุงลายชุกชุมกว่าปกติ ส่งผลให้เสี่ยงป่วยเป็น ‘โรคไข้เลือดออก’ อาการที่ปรากฎมีทั้งปวดศีรษะ ปวยเมื่อยตามตัว มีไข้สูง ใบหน้าแดง มีจุดเลือดออกตามลำตัว เห็นชัดที่ขาและแขน ป้องกันด้วยการทายากันยุงเอาไว้ หากมีอาการอย่างที่กล่าว หรือกินยาลดไข้แล้ว ไข้ไม่ลดไม่หายควรปรึษาแพทย์ตรวจอาการอย่างละเอียด

สุดท้าย ‘กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ’ ด้วยเหตุน้ำท่วมอาจทำให้หลายคนต้องอยู่ในสภาพตัวเปียกชื้น พักผ่อนไม่เพียงพอ จึงมักป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหวัด โรคไข้หวัดใหญ่ โรคไซนัสอักเสบ โรคเยื่อจมูกอักเสบ โรคกล่องเสียงอักเสบ โรคคออักเสบ/ต่อมทอนซิลอักเสบ ในเบื้องต้นหากมีอาการป่วย เช่น ไข้ เจ็บคอ ไอ จาม คัดจมูก ให้พยายามพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอุ่นมากๆ ดูแลร่างกายให้อบอุ่น เลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจ สวมหน้ากากอนามัยป้องกันการแพร่เชื้อ และพบแพทย์เพื่อรักษาอาการป่วย.

ข้อมูลจาก เดลินิวส์ 26 ตุลาคม 2554