น้ำในหูไม่เท่ากัน โรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

dailynews140819_01คุณเคยมีอาการเหล่านี้หรือไม่ อยู่ดีๆก็เกิดอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะคล้ายๆบ้านหมุนโดยไม่รู้สาเหตุ กระเพาะอาหารปั่นป่วน อยากอาเจียน พอลุกขึ้นยืนก็ทรงตัวไม่อยู่ หากคุณมีอาการเหล่านี้คงจะเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งว่าคุณอาจเกิดโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ซึ่งเรื่องดังกล่าว พญ.จิรัฐา งามศิริเดช แพทย์ หู คอ จมูก โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายถึงโรคดังกล่าวว่าโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือ โรคเมเนียร์ (Meniere’s disease) เป็นโรคที่พบได้บ่อย ซึ่งโรคดังกล่าวเกิดจากความผิดปกติของหูชั้นในที่ควบคุมระบบการได้ยินและการทรงตัว ทำให้มีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน การได้ยินลดลง เสียงก้องในหู และแน่นหูได้

สาเหตุของการเกิดโรค พญ.จิรัฐา กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดและบางครั้งอาจไม่พบสาเหตุ แต่มีตัวกระตุ้นหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน โดยปัจจัยภายนอกได้แก่ ความเครียด การอดนอน การเปลี่ยนแปลของระดับฮอร์โมนรวมถึงการมีประจำเดือน โรคภูมิแพ้ การติดเชื้อไวรัส หูชั้นกลางอักเสบ หูชั้นในอักเสบ หูน้ำหนวก ซิฟิลิส เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เคยประสบอุบัติเหตุที่ศีรษะมาก่อน ปวดศีรษะไมเกรน สำหรับปัจจัยภายใน เกิดจากโรคทางกรรมพันธุ์ พบได้ถึง 10-20% และพบบ่อยในครอบครัวที่เป็นไมเกรน ภาวะร่างกายมีภูมิต้านทานต่อหูชั้นใน ซึ่งผู้ที่มีโอกาสเป็นจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายอัตราส่วน 2:1 และเมื่ออายุเพิ่มขึ้นจะมีความเสี่ยงที่มากขึ้นด้วยโดยช่วงอายุที่พบมากที่สุดคือระหว่าง 40-70 ปี

พญ.จิรัฐา กล่าวต่อว่า อาการของโรคดังกล่าวจะประกอบไปด้วย 3 กลุ่มอาการ ได้แก่

1.เวียนศีรษะแบบบ้านหมุน โดยปกติมักเป็นทันทีทันใด มีอาการเป็นๆหายๆ อาการเวียนศีรษะบ้านหมุนแต่ละครั้งอาจจะมีอาการประมาณ 2-3 ชั่วโมง และมักมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
2.ประสิทธิภาพการได้ยินลดลง มักจะมีอาการเป็นๆหายๆ โดยอาจเป็นหูข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ แต่ส่วนใหญ่มักพบเป็นหูข้างเดียวมากกว่า
3.เสียงดังในหู แน่นหู อาจทนเสียงดังไม่ได้

สำหรับการวินิจฉัยของแพทย์ โดยปกติแล้วจะซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียดก็สามารถวินิจฉัยได้หากผู้ป่วยมาด้วยอาการที่เด่นชัดทั้ง 3 อาการดังกล่าว แต่หากอาการไม่ชัดเจนอาจต้องอาศัยเครื่องมือที่ช่วยในการวินิจฉัย ได้แก่
1.การตรวจการได้ยิน
2.การตรวจคลื่นไฟฟ้าในหูชั้นใน
3.การตรวจระบบการทรงตัวของหูชั้นในและการทดสอบแคโรลิก
4.การทดลองให้ยาเพื่อลดปริมาณน้ำในหูชั้นในแล้วสังเกตดูว่าอาการดีขึ้นหรือไม่
5. การตรวจการได้ยินระดับก้านสมอง ในกรณีที่สงสัยว่าอาการเวียนศีรษะเกิดจากก้อนเนื้องอกบริเวณประสาทการได้ยิน
6.การตรวจโดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สมอง ในกรณีที่สงสัยว่ามีเนื้องอกบริเวณสมองและระบบประสาท

การรักษาโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน พญ.จิรัฐา กล่าวว่า การรักษาจะต้องควบคุมอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน ทำให้อาการทางหูและการได้ยินกลับมาปกติ โดยอาศัยความร่วมมือจากผู้ป่วยทางด้านการปฏิบัติตัวและการรักษาด้วยยา ซึ่งการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยต้องงดอาหารเค็ม เช่น ขนมซองที่มีเกลือปริมาณมาก เครื่องดื่มบำรุงกำลังบางชนิด งดเหล้า บุหรี่ ชา กาแฟ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ลดเครียด แต่หากรักษาด้วยวิธีปรับเปลี่ยนการปฏิบัติตัวและรักษาด้วยยาร่วมกันแล้วยังไม่ได้ผลอาจจะต้องใช้วิธีทางเลือกอื่นๆเช่น

1.Meniett device เป็นเครื่องมือที่ใส่เข้าไปในหูแล้วให้ผู้ป่วยปรับความดันเอง โดยความดันจากเครื่องมือนี้จะส่งผลไปยังหูชั้นในทำให้อาการเวียนศีรษะดีขึ้น

2.การฉีดยาเข้าในหูชั้นกลาง ปัจจุบันยาที่นิยมมี 2 ชนิด คือ
2.1 Dexamethasone เป็นยาที่ช่วยให้ความถี่ในการเวียนศีรษะลดลงและมีผลอาจช่วยให้การได้ยินดีขึ้น ซึ่งสามารถฉีดบ่อยได้ทุก 1-3 เดือน
2.2 Gentamicin เป็นยาฉีดเพื่อควบคุมอาการเวียนศีรษะ แต่อาจมีผลข้างเคียงเรื่องการได้ยินที่ลดลง

3.การรักษาโดยการผ่าตัด ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการมากและรักษาด้วยวิธีการใดก็ไม่ได้ผล ซึ่งการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคนี้ มีหลายวิธีแต่ละวิธีมีความเสี่ยง ข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ผู้ป่วยควรปรึกษากับแพทย์ หู คอ จมูกเรื่องรายละเอียดการรักษาก่อนตัดสินใจ

ทั้งนี้ อาการเวียนศีรษะโรคน้ำในหูไม่เท่ากันมิใช่เรื่องที่น่ากลัว หากคุณหรือบุคคลใกล้ชิดมีอาการดังกล่าวสามารถมาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งการรักษาอาจต้องใช้ความอดทนและความร่วมมือในจากผู้ป่วย หากช่วยกันก็สามารถทำให้อาการกลับมาเป็นปกติหรือเกือบปกติได้

พญ.จิรัฐา งามศิริเดช
แผนกหู คอ จมูก
โรงพยาบาลเวชธานี

 

ที่มา : เดลินิวส์ 19 สิงหาคม 2557

เวียน​หัว​บ้าน​หมุน​เป็น​เรื้อ​รัง​ต้อง​หา​สาเหตุ​

เวียนหัวบ้านหมุนเป็นอาการชนิดหนึ่งที่พบได้ทุกวัย มิใช่จะเกิดกับผู้สูงอายุเสมอไป เกิดกับใครจะมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานประจำก็ต้องหยุดงาน หากไปเกิดขณะเดินทางยิ่งอาจทำให้เกิดอันตรายได้ ขี่จักรยาน ขับรถยนต์ ว่ายน้ำ เดินลัดเลาะตามที่สูง ไหล่เขา ริมทะเล ล้วนทำให้เกิดอันตราย ถ้ากะทันหันมีคนช่วยเหลือไม่ทัน

เวียนหัวหรือเวียนศีรษะ กินความหมายกว้างมาก อาจเล็กน้อยเพียงมึน ๆ งง ๆ หนักศีรษะ ตัวเบา ลอย คล้ายจะล้ม ไปจนถึงอาการรุนแรงจริง ๆ จะเกิดมีความรู้สึก 2 อย่าง อย่างแรกตัวเราอยู่นิ่ง แต่สิ่งแวดล้อมรอบตัวเคลื่อนที่ หมุน หรืออีกแบบหนึ่ง ตัวเราเองรู้สึกว่ากำลังหมุน เคลื่อนที่ ในขณะที่สิ่งแวดล้อมรอบตัวอยู่นิ่ง ทั้งสองแบบจะมึนหัวเวียนหัวหรือบ้านหมุนด้วยกันทั้งคู่

อวัยวะที่เกี่ยวข้อง

อวัยวะที่จะทำให้เกิดการเวียนหัวคือ เรื่องของหู ตา และ ระบบ ประสาท จะส่งคลื่นมายังสมองเป็นศูนย์กลางการควบคุม ทั้ง 3 อย่างต้องทำงานด้วยกัน และเป็นไปในทิศทางเดียวกันด้วย เช่น เวลาเรานั่งรถที่กำลังวิ่งแล้วอ่านหนังสือ คนที่หู ตา ประสาท มั่นคงจะไม่เป็นอะไร ผู้ที่อ่อนไหว ตาไม่ค่อยดี อ่านหนังสือขณะรถเคลื่อนที่ เขย่าอาจเวียนหัวได้ วิธีแก้คือหยุดอ่าน มองไกลเสีย ให้เคลื่อนไหวไปในทางเดียวกัน เวียนหัวจะหาย

ความหมาย

เวียนศีรษะ Virtigo จะหมายถึงเวียนหัวแบบมีการเคลื่อนไหว Dizziness เวียนหัวทั่ว ๆ ไป Light headedness เบาโหวง ๆ, Unsteadyness ทรงตัวไม่ได้, Loss Balance ไม่สมดุล

สาเหตุ

นพ.วิรัช ทุ่งวชิรกุล แพทย์ทางโสต ศอ นาสิก หัวหน้างานโสตประสาท รพ.ราชวิถี หัวหน้าคือ นพ.เกียรติยศ โคมิน ผู้สนใจและมีประสบการณ์ทางด้านเวียนหัวมาก ไปศึกษาต่างประเทศเรื่องเวียนหัวมาเล่าให้ฟังว่า เวลาคนไข้ไปหาหมอ มีอาการเวียนหัวแล้วเล่าอาการต่าง ๆ ให้คุณหมอฟัง มักได้คำตอบจากคนไข้ว่า หมอเขาบอกว่าคงเกิดจากน้ำในหูไม่เท่ากัน คุณหมอวิรัชบอกว่า เวียนหัวจากน้ำในหูไม่เท่ากันนั้นเป็นไปได้ แต่จากประสบการณ์พบน้อยมากอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ อีกได้

โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s Disease) ซักประวัติดูจะมีอาการหูอื้อ การได้ยินลดลง เวียนหัวหมุนเกิน 20 นาที แต่ไม่เกิน 2 ชม. มีลมออกหู ต้องเป็นข้างเดียวกับการสูญเสียการได้ยิน และข้างเดียวกับการทรงตัวด้วย สาเหตุที่น้ำไม่เท่ากันเพราะการดูดซึมกลับไม่เท่ากัน ยังลึกลับ พิสูจน์ไม่ได้ วิจัยกันมานานแล้วยังไม่สำเร็จว่ามาจากเหตุใด ใครที่เป็นแล้วครั้งเดียวหายจะไม่ใช่โรคนี้ โรคนี้ต้องเป็น 2 ครั้งขึ้นไป แล้วเป็น ๆ หาย ๆ โอกาสที่จะเป็นโรคนี้จึงน้อยมาก พบเพียง 10%

สาเหตุจากอื่น ๆ จากสมองราว 5% จากยาต่าง ๆ เช่น ยาฆ่าเชื้อ และที่พบบ่อยคือ โรคความดันโลหิตสูง พอสบายใจขึ้นความดันลดลง ความดันลงมากไปก็เกิดอาการเวียนหัวได้ ต้องฝึกวัดความดันไว้ ตรวจดูหรือปรึกษาแพทย์แล้วอาการเวียนหัวจะหายไป หินปูนหลุด ปกติหินปูนจะเกาะอยู่อวัยวะรับเสียงของหูด้านใน พออายุมากขึ้นหรือถูกกระทบกระเทือน จะหลุดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ออกมาตกลงไปในท่อของรูหู ซึ่งมีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่ โรคนี้มักเป็นตอนตื่นนอน ลุกขึ้นเวียนหัวทันที แก้โดยให้นอนหัวสูงไว้ อยู่นิ่ง ๆ ไม่ก้มหัว ท่านี้เศษหินปูนจะกลับเข้าที่เดิม ด้านจิตใจ พบมากถึง 15% จึงต้องมองทางสุขภาพจิตเพิ่มอีก

ในภาพรวม โรคเวียนหัวบ้านหมุนจะเกี่ยวกับหูเพียง 50% เกี่ยวกับเรื่องนอกหูอีกครึ่งหนึ่ง จึงควรนึกถึงเรื่องนอกหูไว้ด้วย

การค้นหาสาเหตุ

ผู้ที่เป็นซ้ำ ๆ เรื้อรังทรมานมาก ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ อย่าไปมุ่งฝังใจแต่เรื่องน้ำในหูไม่เท่ากัน เรื่องนอกหูยังมีอีก 50% เรื่องน้ำในหูไม่เท่ากันจะมีอาการนำให้รู้ก่อน เช่น หูอื้อ การได้ยินลดลง ลมออกหู ฯลฯ แก้ไขได้โดยลดอาหารพวกของเค็มจัด บุหรี่ กาแฟ ผงชูรส จะช่วยให้ทุเลาลงได้

ไมเกรน พบบ่อยจะปวดหัวตุบ ๆ และเวียนหัว เกิดจากเส้นเลือดหดตัว เวลากินยาขยายหลอดเลือดอาจจะหายชั่วคราว แต่ถ้านอน ให้เต็มอิ่มอย่างน้อย 8 ชั่วโมง จะทุเลามากทีเดียว

โมชั่น ซิกเนส อาการเมารถ เมาเรือ อดนอน ทำให้เวียนหัวได้ บางรายยังเพิ่มคลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออก หน้าซีดด้วย ผมเคยเดินทางไปแม่ฮ่องสอนทางรถยนต์ เลี้ยวไปเลี้ยวมาหลายโค้งมากมาย คนในรถเวียนหัวฟุบไปตาม ๆ กัน นั่งเรือ กลางทะเลคลื่นแรง ๆ ก็เช่นกัน พอเหตุการณ์ผ่านไปร่างกายจะปรับตัวได้ หายไปเอง ใครที่รู้ตัวรู้ว่าจะเมาเรือเมารถ กินยาไว้ล่วงหน้าก่อนก็ทำให้ทุเลาลง ไปเที่ยวได้สนุกสมใจ

เวียนหัวบ้านหมุนเป็นอาการอย่างหนึ่งเป็นซ้ำ ๆ เรื้อรังจะทรมานมาก จึงควรไป   พบแพทย์เพื่อหาสาเหตุดู ขอขอบคุณเอกสารความรู้เรื่องเวียนหัวของ พญ.กิ่งกาญจน์ เติมสิริ ด้วย.

ที่มา: เดลินิวส์  2 สิงหาคม 2552