รู้จัก “ซีไอดีพี”

dailynew140518_01กรณีมีข่าวว่า “โยโกะ ทาคาโน่” ป่วยด้วยอาการ “ซีไอดีพี” (CIDP) หรือ  “โครนิค  อินแฟลมเมโทรี ดีไมยีลีเนติง โพลีนิวโรพาที (Chronic inflammatory demyelinating  polyneuropathy) นั้น  จึงขอถือโอกาสนี้พาท่านผู้อ่านไปรู้จักกับโรคดังกล่าว ขณะเดียวกันก็ขอเอาใจช่วยให้เธอหายป่วยโดยเร็ว

นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ ศัลยแพทย์ระบบประสาทและสมอง รพ.ราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข อธิบายว่า โรคนี้มีความผิดปกติเกิดขึ้นกับ “ปลอกประสาท” ซึ่งเป็นไขมันที่เคลือบอยู่รอบ ๆ เส้นประสาท ไขมันตัวนี้มีคุณสมบัติช่วยให้กระแสไฟฟ้าที่รับคำสั่งมาจากสมองวิ่งได้เร็วขึ้น เมื่อผู้ป่วยมีความผิดปกติกับปลอกประสาท กระแสไฟฟ้าดังกล่าวก็จะวิ่งได้ช้าลง ผลคือผู้ป่วยเกิดอาการผิดปกติทางระบบประสาทเนื่องจากคำสั่งที่มาตามเส้นประสาทนั้นช้าลง อาการสำคัญ ๆ สองอย่างคือ การรับความรู้สึกเสียไป มีอาการชา เป็นเหน็บ ร่วมกับ อาการอ่อนแรง เหนื่อยง่าย เพลีย เพราะกำลังกล้ามเนื้อตกลง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีการออกแรงมากผิดปกติแต่อย่างใด

โรคนี้ถือเป็นโรคหนึ่งในกลุ่มความผิดปกติของปลอกประสาท ซึ่งพอจะแบ่งได้ออกเป็นสองกลุ่มย่อยคือ กลุ่มที่เป็นแบบเฉียบพลัน หรือ แอคคิวท์ Acute  กับกลุ่มที่เป็นแบบเรื้อรัง หรือโครนิค  Chronic ซึ่งเป็นแบบที่ตามข่าวว่าคุณโยโกะเป็น

กลุ่มแบบเฉียบพลัน  หรือ “เอไอดีพีี”  แอคคิวท์ อินแฟลมเมโทรี ดีไมยีลีเนติง โพลีนิวโรพาที Acute inflammatory demyelinating polyneuropathy นั้นในทางการแพทย์ที่พบได้บ่อยคือ “โรคจีบีเอส” กิลแลง-บาร์เล ซินโดรม Guillain-Barres syndrome ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการอย่างเฉียบพลัน  บางรายได้ประวัติเริ่มด้วยอาการคล้ายเป็นหวัด หรือมีการติดเชื้อไวรัสนำมาก่อน แล้วตามด้วยอาการปลายมือปลายเท้าชา คล้ายเป็นเหน็บหรือรู้สึกผิวหนังหนา ๆ เหมือนสวมถุงมือ ตามด้วยอาการล้า เหนื่อยง่าย ต้องหยุดพัก ไปจนกระทั่งหมดแรง เดินไม่ไหว ที่น่ากลัวที่สุดคือ หายใจไม่อิ่ม หายใจไม่พอ และอาจเสียชีวิตจากภาวะหายใจล้มเหลว กลุ่มเฉียบพลันนี้ ถ้าได้รับการรักษาโดยเร็ว ผู้ป่วยจะดีขึ้นภายในระยะเวลาเป็นสัปดาห์ ไม่เกินสองเดือน โดยแพทย์จะให้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์  Steroid และอินเตอเฟียรอน Interferon ซึ่งมีราคาแพงมาก

แต่หากเป็นแล้วไม่หายภายใน 2 เดือน หรือ หายแล้วแต่กลับมาเป็นซ้ำ ๆ ก็จะเรียกว่ากลุ่มเรื้อรัง ซึ่งเป็นแบบที่ตามข่าวว่าคุณโยโกะเป็นนั่นเอง สาเหตุนั้น ทางการแพทย์ยังไม่ทราบแน่นอน บางตำราว่ามีสมมุติฐานคล้าย ๆ กับโรค “ภูมิแพ้ตัวเอง” หรือที่รู้จักกันดีในชื่อว่า “โรคพุ่มพวง”

เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าใครเป็นโรคในกลุ่มนี้ โดยเฉพาะในรายที่อยู่ในระยะเฉียบพลัน หรือเพิ่งเริ่มมีอาการ แพทย์จะให้ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลเพื่อสังเกตว่ามีอาการหายใจลำบากหรือไม่  ถ้ามีแนวโน้มว่าจะเป็น ก็จะให้ยาในกลุ่มอินเตอเฟียรอนดังกล่าว หรือหากไม่ดีขึ้น อาจใช้วิธีเปลี่ยนถ่ายน้ำเลือด  ซึ่งหากได้รับการรักษาโดยเร็วตั้งแต่เริ่มเป็น ผู้ป่วยมักหายและกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ ในรายที่มีอาการมาก หรือเป็นเรื้อรัง อาจก่อให้เกิดความเสียหายถาวรต่อเส้นประสาท ซึ่งจะสร้างความลำบากในการใช้ชีวิตให้แก่ผู้ป่วย จึงหวังว่าคุณโยโกะจะหายจากโรคนี้โดยเร็ว.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์ 18 พฤษภาคม 2557

โรคพุ่มพวง

โรคพุ่มพวง  

 
             โรคภูมิแพ้ตัวเอง หรือ ลูปัส (Lupus) หรือ SLE (Systemic Lupus Erythematosus) นั้นคนไทยรู้จักกันดีในชื่อ โรคพุ่มพวง ดวงจันทร์ เนื่องจากราชินีลูกทุ่งสาวป่วยด้วยโรคดังกล่าวก่อนที่จะเสียชีวิต
 
             น.อ.น.พ.เอนก ไสวเสวี ผอ.กองอายุรกรรมโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ และที่ปรึกษาอนุกรรมการสาขาอายุรศาสตร์โรคข้อและรูมาติสซั่ม สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย อธิบายถึงสาเหตุโรค SLE ว่า

             ตามปกติในร่างกายจะมีการสร้างระบบภูมิคุ้มกันในตนเอง ภายในเลือดของเราจะมีเม็ดเลือดขาว ซึ่งทำหน้าที่สร้างโปรตีนเพื่อกำจัดเชื้อโรค สารเคมี แปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย เรียกขบวนการดังกล่าว ว่า “ภูมิคุ้มกัน”

             เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย เช่น เชื้อโรค เม็ดเลือดขาวจะทำหน้าที่สร้างโปรตีนและเข้าจับเชื้อโรคแล้วทำลาย

             แต่การเจ็บป่วยด้วยโรค SLE เกิดจากกระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันสร้างโปรตีนขึ้นมาเพื่อต่อต้านเนื้อเยื่อของตนเอง

             เมื่อกระบวนการทำลายนี้ เดินทางไปบริเวณใดของร่างกาย ก็จะทำลายหลอดเลือดในส่วนนั้นๆ ทำให้เกิดการเจ็บป่วย ติดเชื้อขึ้น เช่น ปอดติดเชื้อ ไขข้ออักเสบ ไตอักเสบ ปวดข้อ ผมร่วง เกิดผื่นแพ้รุนแรง เป็นต้น

             โรค SLE เป็นการผิดเพี้ยนของพันธุกรรม ไม่สามารถบอกสาเหตุว่าเกิดขึ้นได้จากอะไร แต่เมื่อได้รับสิ่งกระตุ้นก็จะเกิดอาการขึ้น

             กลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดโรคนี้ คือ ผู้หญิงป่วยมากกว่าผู้ชาย แต่หากผู้ชายป่วยจะรุนแรงมาก

             ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในวัยเจริญพันธุ์ ในอัตรา 10 ต่อ 1 เมื่อเทียบกับผู้ชาย

             มักพบโรคเกิดขึ้นในช่วงอายุ 16-30 ปี

             มีข้อสันนิษฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่า สาเหตุของโรค SLE ส่วนหนึ่งเกิดจากฮอร์โมนทางเพศ เนื่องจากอัตราความเสี่ยงในการเกิดโรค ช่วงวัยเด็ก ผู้หญิงและชาย เท่ากัน และต่างกันเมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ และกลับมามีความเสี่ยงเท่ากันอีกครั้ง เมื่อผู้หญิงเริ่มหมดประจำเดือน

             ตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดโรคในผู้ที่มีสารพันธุกรรมผิดปกติและมีโรคฝังอยู่ เช่น ยา สารเคมี เชื้อไวรัส แบคทีเรีย โดยไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่า อะไรจะเป็นสิ่งกระตุ้นได้บ้างเพราะแต่ละคนมีสิ่งกระตุ้นต่างกัน เช่น เคยพบว่าหญิงท้องบางรายป่วยด้วยโรค SLE เมื่อตั้งครรภ์ และหายเมื่อคลอดลูก ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ว่าเกิดจากอะไร

             น.อ.น.พ.เอนก ระบุว่า แม้โรค SLE ไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่สามารถควบคุมอาการให้อยู่ในภาวะโรคสงบได้

             โดยผู้ป่วยโรคนี้ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด โดยเฉพาะช่วงเวลา 11.00-16.00 น. รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น บุหรี่ เหล้า และพักผ่อนให้เพียงพอ

             นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรค SLE จะต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกันตลอด โดยอยู่ในการดูแลของแพทย์ เพราะระยะของโรคแต่ละช่วงจะมีปริมาณการใช้ยาต่างกัน

             หากอยู่ในระยะกำเริบ อาจจะต้องรับประทานยา 10-20 เม็ด แต่หากสามารถควบคุมอาการให้เป็นปกติได้ ก็จะรับประทานยาเพียงครึ่งเม็ดก็มี

             แม้ในอดีตจะเป็นโรคที่เคยอันตราย แต่ปัจจุบันวิวัฒนาการทางการแพทย์ก้าวหน้าไปอย่างมาก ทำให้ผู้ป่วยโรค SLE สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เฉกเช่นคนทั่วไป

 
 
 
ข้อมูลจาก : ข่าวสด วันอังคาร ที่ 30 สิงหาคม 255