ฟันผุเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

dailynews140809_01“ฟัน” นับเป็นอีกอวัยวะหนึ่งที่สำคัญของร่างกายที่ต้องหมั่นดูแลรักษาให้มีความแข็งแรง เพราะนอกจากจะช่วยในการบดเคี้ยวอาหารแล้ว ฟันยังมีส่วนสำคัญในการพูด ช่วยในการออกเสียง รวมทั้งยังมีส่วนช่วยสร้างเสริมสุขภาพสร้างรอยยิ้มที่ชวนประทับใจ

เมื่อฟันป่วย ก็คงจะมีผลต่อความมั่น ใจอย่างมากทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ฟันผุ”

ยิ่งพบฟันผุ แม้จะเป็นเพียงรอยผุเล็ก ๆ ไม่มีอาการปวดหรือ เสียวฟันก็ไม่ควรละเลย นิ่งนอนใจ ควรรีบพบทันตแพทย์เพื่อรับการรักษาก่อนที่จะลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง เพราะฟันผุสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย รวมทั้งยังเกิดในเด็กทารกได้ด้วย โดยหลังจากการดูดนม ควรมีการดูดนํ้าตามเพื่อทำความสะอาดคราบนํ้าตาลที่ติดตามฟัน เพราะนํ้าตาลในนมสามารถทำให้เกิดฟันผุได้ ส่วนเด็กในวัยเรียนก็มักจะชอบรับประทานขนมหวาน ลูกอม ขนมขบเคี้ยว ก็ทำให้เกิดฟันผุ สำหรับช่วงวัยรุ่นและวัยทำงานพอเติบโตขึ้นการทานขนมเหมือนกับวัยเด็กก็จะลดลง ฟันผุก็ลดลงกว่าเด็ก แต่ในกลุ่มผู้ใหญ่จะพบโรคเหงือกมากขึ้น ซึ่งถ้าไม่รักษาก็จะลุกลามกลายเป็นโรคเหงือกอักเสบได้

ฟันที่ผุจะเริ่มจากรูเล็ก ๆ หากปล่อยทิ้งไว้นิ่งนอนใจไม่รีบไปพบทันตแพทย์เพื่อรับการรักษา ก็จะกลายเป็นรอยผุที่ขยายใหญ่ขึ้นและอาจลุกลามไปถึงโพรงประสาทฟัน ทำให้เกิดการอักเสบขึ้น โดยเชื้อโรคจะลุกลามไปที่รากฟัน เกิดหนองส่งผลเสียต่ออวัยวะสำคัญข้างเคียง ไม่ว่าจะเป็น ตา โพรงไซนัส และสมอง

อาการปวดฟันจากฟันผุ หากปล่อยให้ลุกลามจะมีอาการปวดเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เชื้อโรค จะแพร่กระจายตามกระแสเลือดไปตามอวัยวะต่าง ๆ ที่สำคัญ อย่างเช่น ส่งผลเสียต่อโรคหัวใจ จากที่มีการตรวจพบเชื้อโรคที่ทำให้เกิดฟันผุ “สเตร็ปโตคอคคัส” ซึ่งเป็นเชื้อชนิดเดียวที่ตรวจพบที่เยื่อบุหัวใจอักเสบ ลิ้นหัวใจอักเสบ ดังนั้น จึงมีการตื่นตัวในการป้องกันรักษาสุขภาพฟัน เพื่อไม่ให้โรคฟันผุไปทำให้โรคหัวใจทวีความรุนแรงขึ้นหรือมีผลเสียต่อโรคหัวใจ

แต่อย่างไรก็ตาม คงต้องมีความเข้าใจกันก่อนว่า โรคหัวใจเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ แม้ว่าจะมีการศึกษาติดตาม แต่ในทางวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันข้อมูลรับรองว่าฟันผุทำให้เกิดโรคหัวใจได้หรือไม่ แต่พบว่ามีผลเสียต่อโรคหัวใจ เมื่อใดที่มีเลือดออกในช่องปาก เชื้อแบคทีเรียในช่องปากจะสามารถเข้าไปในกระแสเลือดได้ และเมื่อผู้ป่วยโรคหัวใจมีอาการปวดฟันมาเข้ารับการรักษา อาจต้องให้ผู้ป่วยรับประทานยาปฏิชีวนะก่อนการทำฟันเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ในขณะที่ฟันมีหน้าที่สำคัญทั้งในเรื่องการบดเคี้ยวอาหาร ช่วยระบบการย่อยอาหาร หากมีฟันผุหรือสูญเสียฟันไปก็จะบดเคี้ยวอาหารได้ไม่ละเอียดพอ เมื่อทานอาหารไม่ได้ ร่างกายก็จะไม่ได้รับสารอาหารสิ่งที่เป็นประโยชน์ ส่งผลให้สุขภาพทรุดโทรมลง การดูแลรักษาถูกวิธีจึงมีความสำคัญช่วยให้ฟันคงอยู่กับเรายืนยาว ก่อนต้องเผชิญกับฟันผุมีวิธีในการดูแลฟันโดยมีหลักใหญ่อยู่ 3 ประการคือ เมื่อทราบสาเหตุของการเกิดขึ้นของฟันผุว่าเกิดจากนํ้าตาล จึงควรแปรงฟันให้สะอาดถูกวิธี ต่อมาคือ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และควรตรวจฟันทุก 6 เดือน

สำหรับการแปรงฟันให้สะอาด วิธีการแปรงฟันต้องแปรงให้ถึงซอกฟัน แปรงฟันให้นานพอและถูกวิธี และแปรงฟันให้ได้อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง แต่ถ้าสามารถแปรงฟันได้หลังมื้ออาหารทุกครั้งก็จะดีที่สุด อีกทั้งการเลือกแปรงสีฟันควรเลือกแปรงขนอ่อน เวลาที่แปรงฟันก็ควรแปรงในลักษณะหมุนให้ขนแปรงซอกซอนไปตามร่องเหงือก แล้วปัดขนแปรงออกจากตัวฟัน

เมื่อฟันผุส่งผลเสียต่อร่างกายแบบนี้แล้ว ก็ควรหันมาใส่ใจปัญหาช่องปากกันให้มากเข้าไว้ เพื่อจะได้มีฟันไว้ใช้งานได้นาน ๆ.

ทันตแพทย์หญิงนฤมล ทวีเศรษฐ์
งานทันตกรรม คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา : เดลินิวส์  9 สิงหาคม 2557

ระวังเสียฟัน เพราะรำมะนาด โดย ทญ. วลัยลักษณ์ เกียรติธนากร

bangkokbiznews140227_001เหงือกจ๋าฟันลาก่อน…เป็นวลีตลกๆ ที่หลายๆ คนคงเคยได้ยินกันอยู่บ่อยๆ แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า อวัยวะในช่องปากที่เรียกว่า “เหงือก” นั้นมีความสำคัญมากแค่ไหน

เหงือกเป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะปริทันต์ที่ทำหน้าที่ยึดฟันไว้ในกระดูกขากรรไกร และรองรับแรงในการบดเคี้ยว ปกติจะมีสีชมพู ขอบเรียบ ไม่บวม ไม่มีเลือดออก แต่ถ้าใครที่มีปัญหาเลือดออกขณะแปรงฟัน ขอให้พึงระวังว่านั่นอาจเป็นสัญญาณของ…โรคเหงือกอักเสบ ที่เป็นต้นตอหลักของการสูญเสียฟันได้เลยทีเดียว

ทญ. วลัยลักษณ์ เกียรติธนากร ผู้อำนวยการศูนย์ทันตกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า โรคเหงือกอักเสบ เป็นโรคที่เกิดขึ้นในประชากรถึงร้อยละ 80 มีลักษณะคือ เหงือกมีสีแดง อาจจะมีลักษณะบวมเล็กน้อย และสิ่งที่จะใช้สังเกตได้ง่ายคือ “การมีเลือดออกขณะแปรงฟัน” สาเหตุของโรคเหงือกอักเสบคือ “คราบจุลินทรีย์” ซึ่งเกิดจากการสะสมของเชื้อโรคที่ปะปนอยู่ในน้ำลายลงบนตัวฟัน ลักษณะของคราบจุลินทรีย์เป็นคราบสีขาวอ่อนนุ่ม

เมื่อมีปริมาณน้อยมักจะมองไม่เห็นเนื่องจากมีสีกลืนไปกับตัวฟัน หากคราบจุลินทรีย์ถูกทิ้งไว้นานจะเกิดการสะสมแร่ธาตุเกิดเป็น “หินน้ำลาย หรือหินปูน” ซึ่งจะส่งเสริมให้มีการสะสมของคราบจุลินทรีย์มากขึ้น เชื้อโรคที่เกาะบนหินน้ำลายนี้จะผลิตสารพิษทำให้ร่างกายมีการตอบสนองจนเกิดการอักเสบของเหงือกขึ้น

โรคเหงือกอักเสบหากทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา ในผู้ป่วยบางรายจะกลายเป็น “โรคปริทันต์อักเสบ” สมัยก่อนเรียก ” โรครำมะนาด” ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียฟันในวัยผู้ใหญ่ ลักษณะของโรคปริทันต์อักเสบคือ เหงือกไม่ยึดกับฟัน ร่วมกับมีการทำลายกระดูกที่รองรับตัวฟัน ตรวจได้จากการใช้เครื่องมือเล็กๆหยั่งร่องเหงือกลงไปได้ลึก เรียก “ร่องลึกปริทันต์” ซึ่งเกิดจากเชื้อโรคผลิตสารพิษและกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองของร่างกายอย่างมาก จนเกิดการทำลายเหงือกและกระดูกที่ยึดฟัน

โรคปริทันต์อักเสบเมื่อเป็นช่วงต้นมักจะไม่มีอาการ ลักษณะที่พอจะใช้สังเกตได้คล้ายกับลักษณะของโรคเหงือกอักเสบ กล่าวคือ เหงือกแดง บวมเล็กน้อยถึงปานกลาง และมีเลือดออกขณะแปรงฟัน เมื่อโรคลุกลามมากขึ้นจนกระดูกที่รองรับฟันถูกทำลายไปมากแล้ว อาจจะพบ เหงือกร่น ฟันโยก หรือฟันเคลื่อนที่ออกจากตำแหน่งเดิม การมีหนองและกลิ่นปาก หรือเหงือกบวมใหญ่จนเป็นฝีปริทันต์ เมื่อมีอาการเหล่านี้แล้วการรักษามักจะยุ่งยาก ใช้เวลานาน และมีค่าใช้จ่ายสูง และในบางกรณีอาจจะไม่สามารถเก็บฟันไว้ได้

สำหรับการรักษาโรคเหงือกอักเสบนั้น ทญ. วลัยลักษณ์ บอกว่า สามารถรักษาได้ง่ายโดยการขูดหินน้ำลาย (ขูดหินปูน) ร่วมกับการพัฒนาวิธีการแปรงฟันและใช้อุปกรณ์เสริมที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสะสมใหม่ของคราบจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรค โดยสำหรับคนส่วนใหญ่ควรได้รับการขูดหินน้ำลายทุกๆ 6 เดือน เพื่อป้องกันการกลับเป็นใหม่ของโรคเหงือกอักเสบ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นโรคปริทันต์อักเสบ ซึ่งมีการละลายของกระดูกแล้ว ขั้นตอนการรักษาจะยุ่งยากขึ้น แบ่งได้เป็น 3 ช่วง คือ

“ช่วงต้น หรือช่วงควบคุมโรค” โดยการขูดหินน้ำลายและเกลารากฟัน ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาในการรักษาหลายครั้งจึงจะเสร็จทั้งปาก ขึ้นอยู่กับความลึกของร่องลึกปริทันต์และปริมาณหินน้ำลายใต้เหงือก

“ช่วงแก้ไข” ในรายที่ผู้ป่วยเป็นโรคในระดับที่รุนแรงมากขึ้น การรักษาช่วงต้นอาจจะยังไม่สามารถกำจัดคราบหินน้ำลายใต้เหงือกได้หมด จึงจำเป็นต้องทำการผ่าตัดเหงือกในบางบริเวณร่วมด้วย ในบางกรณีที่เหมาะสมอาจสามารถทำศัลยกรรมปลูกกระดูกทดแทนได้ด้วย

และการรักษาโรคปริทันต์อักเสบช่วงสุดท้ายคือ “ช่วงคงสภาพ” เนื่องจากสาเหตุของโรคปริทันต์อักเสบคือเชื้อโรคจากน้ำลายที่มาสะสมบนตัวฟัน และแม้การรักษาจะเสร็จสิ้น หากไม่ได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ โรคจะกลับเป็นใหม่ได้ง่าย ดังนั้นหลังจากการรักษาแล้วผู้ป่วยควรได้รับการขูดหินน้ำลายเพื่อป้องกันการกลับเป็นใหม่ของโรค ทุก 3-6 เดือน เนื่องจากโรคปริทันต์อักเสบ เป็นผลจากการตอบสนองของร่างกายต่อเชื้อโรคในคราบจุลินทรีย์ ปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อภูมิคุ้มกันก็จะทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะเป็นโรคปริทันต์อักเสบสูงขึ้น

ปัจจัยที่มีผลอย่างเด่นชัด คือโรคเบาหวาน และการสูบบุหรี่ โดยผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานมีโอกาสที่จะเป็นโรคปริทันต์อักเสบมากถึง 2 เท่าของผู้ป่วยที่ไม่มีโรคนี้ และหากผู้ป่วยเบาหวานไม่สามารถควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ดี โอกาสที่จะเป็นโรคปริทันต์อักเสบจะมากกว่าผู้ป่วยปกติถึง 11 เท่า เช่นเดียวกับการสูบบุหรี่ ทั้งนี้หากผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี และลดหรือเลิกสูบบุหรี่โอกาสในการรักษาโรคปริทันต์ให้ได้ผลสำเร็จจะมีมากขึ้น

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 27 กุมภาพันธ์ 2557

แปรงฟันประจำคุ้มครองสมอง ปลอดโรคไปถึงจนแก่จนเฒ่า

นักวิจัยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ ศึกษาพบว่า ผู้ที่แปรงฟันประจำทุกวัน ทำให้ฟันและเหงือกแข็งแรงดี จะช่วยลดอันตรายของการเป็นโรคสมองเสื่อมในบั้นปลายชีวิตให้น้อยลงได้

พวกเขาได้ติดตามศึกษาผู้สูงอายุ  5,500 คน วัยระหว่าง 52-105 ปี อย่างใกล้ชิดมานานไม่ต่ำกว่า 18 ปี พบว่า ผู้ที่แปรงฟันเป็นประจำ จะไม่ค่อยเป็นโรคสมองเสื่อม จะเป็นน้อยกว่าผู้ที่ไม่ค่อยได้แปรงถึงร้อยละ 65

หัวหน้าคณะผู้วิจัยแอนน์เลีย ปากานินิฮิลล์ แจ้งว่า เชื้อแบคทีเรียของโรคเหงือกอักเสบ พัวพันอยู่กับโรคหลายโรค เช่น โรคหัวใจ โรคลมอัมพาต และเบาหวาน และรายงานผลการศึกษาหลายเรื่อง แจ้งว่า ผู้ที่เป็นโรคสมองเสื่อม จะมีแบคทีเรียโรคเหงือกอยู่ในสมองมากกว่าผู้ปกติ เป็นที่เชื่อว่าแบคทีเรียของโรคเหงือก อาจจะเข้าสู่สมอง ก่อให้เกิดการอักเสบและทำให้สมองเสียหาย ด้วยเหตุนั้นจึงต้องการจะศึกษาให้รู้แจ้งว่า การรักษาสุขภาพฟันให้คงดีอยู่นาน จะพยากรณ์ให้รู้ว่าสมองจะยังคงดีอยู่ได้ ไปจนถึงบั้นปลายชีวิตหรือไม่.

ที่มา: ไทยรัฐ  23 สิงหาคม 2555

.

read more..

.

Women who look after their teeth and gums ‘have lower risk of dementia’

  • Inflammation triggered by gum disease has already been implicated in heart disease and diabetes

By DAILY MAIL REPORTER

PUBLISHED: 12:00 GMT, 21 August 2012 | UPDATED: 23:00 GMT, 21 August 2012

Remembering to brush your teeth could help keep your memory sharp in years to come.

Researchers who followed nearly 5,500 elderly folk over an 18-year period found those who brushed their teeth less than once a day were up to 65 per cent more likely to develop dementia than those who brushed three times a day.

Annlia Paganini-Hill, the study’s lead author, said: ‘Not only does the state of your mind predict what kind of oral health habits you practise, it may be that your oral health habits influence whether or not you get dementia.’

The study is not the first to link poor oral health with health conditions. For instance, those with gum disease are more prone to suffer a narrowing of the arteries that can cause heart attacks and strokes.

Some research has also found those with Alzheimer’s, the most common form of dementia, have more gum disease-related bacteria in their brains than others.

It’s thought gum disease bacteria causes inflammation and brain damage when it reaches the brain. The latest study tracked the health of almost 5,500 residents at a Californian retirement community from 1992 to 2010.

Some 18 years later, 1,145 of the original group had signs of dementia. Of 78 women who brushed their teeth less than once a day in 1992, 21 had dementia by 2010, about one case per 3.7 women.

In comparison, among those who brushed at least once a day, closer to one in every 4.5 women developed dementia – a 65 per cent greater chance of the disease.

Writing in the Journal of the American Geriatrics Society, the University of California researchers said that while they hadn’t proved dental decay can fuel dementia, the topic warrants more research.

They said: ‘If confirmed…regular oral hygiene and use of dentures may reduce the risk of dementia.’

Jessica Smith, of the Alzheimer’s Society, said: ‘There have been a number of studies looking at the link between inflammation caused by factors including poor dental health and dementia, but this link is not yet fully understood.’

Head injury and malnutrition are also important causes of tooth loss in adults, and either of those might increase the dementia risk, said Amber Watts, who studies dementia at the University of Kansas and wasn’t part of the study.

‘I would be reluctant to draw the conclusion that brushing your teeth would definitely prevent you from getting Alzheimer’s disease,’ she said.

data from: dailymail.co.uk

โรค​เหงือก​อักเสบ​

มีเลือดออกหลังแปรงฟัน ระวัง!?

โรคเหงือกอักเสบพบได้ทุกเพศทุกวัยจาก ข้อมูลของสมาคมปริทันตวิทยาแห่งประเทศ ไทย ระบุว่า 4 ใน 5 ของเด็กไทยเป็นโรค เหงือกอักเสบ และ 2 ใน 5 ของคนวัย 40 ปีขึ้นไป มีปัญหาโรคเหงือกอักเสบขั้นรุนแรง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.ทพ.ยสวิมล คูผาสุข หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ช่องปาก คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า   “โรคเหงือกอักเสบ” เกิดจากการขาดการดูแลรักษาความสะอาดช่องปากอย่างถูกวิธี แปรงฟันไม่สะอาด ทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรีย คราบจุลินทรีย์ และ หินปูน จนทำให้เกิดโรคเหงือกอักเสบ ซึ่งมีหลายระดับ ตั้งแต่ เล็กน้อย ปานกลาง จนถึงขั้นรุนแรง ส่วนใหญ่ประชาชนจะไม่รู้ตัว เพราะอาการไม่ค่อยรุนแรงเหมือนฟันผุ

อาการเริ่มแรก คือ เวลาแปรงฟัน หรือใช้ไหมขัดฟันแล้วมีเลือดออก แสดงว่าเหงือกเริ่มมีการอักเสบ นอกจากนี้คนไข้โรคเหงือกอักเสบจะมีอาการเหงือกบวม เป็นหนอง เจ็บเหงือก รู้สึกฟันโยก มีกลิ่นปาก เพราะเศษอาหารจะไปตกค้างบริเวณที่เหงือกอักเสบบวม โต ซึ่งอาการเหล่านี้หลายคนคิดว่าเป็นผุ แต่จริง ๆ ไม่ใช่

เวลาแปรงฟันแล้วมีเลือดออก ทุกคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่จริง ๆ แล้ว นั่นคือความผิดปกติเริ่มต้น ประมาณ 80-90% ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นโรคเหงือกอักเสบเล็กน้อยถึงปานกลาง ถ้าไม่ได้รับการรักษา ปล่อยให้เกิดความรุนแรง ปัญหาที่ตามมา คือ ฟันจะยื่นยาวมากขึ้น ฟันโยก เคี้ยวอาหารมีปัญหา รู้สึกเจ็บ เพราะเหงือก และกระดูกเบ้าฟันถูกทำลาย การรักษาก็ยุ่งยากมากขึ้น

ในวัยเด็กหรือวัยรุ่นนั้น การอักเสบของเหงือกอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย คือ อาจมีเหงือกบวมอักเสบ และเลือดออกหลังแปรง พอเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ วัยทำงาน หรือ วัยกลางคน การอักเสบของโรคจะรุนแรงมากขึ้น คือ มีเหงือกบวม เลือดออกมากขึ้น มีกลิ่นปาก ฟันโยก พอถึงวัยสูงอายุ ความรุนแรงของโรคก็มากขึ้นตามไปด้วย ถึงขั้นมีการทำลายกระดูก เหงือกร่นบวม เป็นหนอง

คนที่เป็นโรคเหงือกอักเสบ ควรไปพบทันตแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อขอคำแนะนำในการดูแลสุขภาพช่องปาก วิธีการแปรงฟัน รวมทั้งวิธีการใช้ไหมขัดฟัน เพราะหลายคนใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ แต่ใช้ไม่ถูกวิธี

โรคเหงือกอักเสบเป็นโรคที่ป้องกันได้ แต่รักษาไม่หายขาด เป็นแล้วเป็นตลอดชีวิต การป้องกัน คือ ดูแลความสะอาดในช่องปาก แปรงฟันอย่างถูกวิธี ใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกต้อง     คนไข้มักคิดว่าการรักษาโรคเหงือกเป็นเรื่องของทันตแพทย์ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ เพราะขึ้นอยู่กับตัวคนไข้ด้วย ถ้าคนไข้และ ทันตแพทย์ร่วมมือกันจะสามารถควบคุมโรคเหงือกอักเสบได้

คนไข้บางคนถามว่า เมื่อไหร่จะรักษาโรคเหงือกอักเสบหาย ผมจะตอบคนไข้เลยว่า ไม่มีทาง เป็นแล้วเป็นตลอดชีวิต คนไข้ต้องมาหา ทันตแพทย์เป็นระยะ ๆ โรคนี้ค่อนข้างเรื้อรังเหมือนโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ที่ต้องกินยาควบคุมโรคเหงือกอักเสบก็เช่นกัน สามารถป้องกันได้โดยการแปรงฟัน ร่วมกับการใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธี

ท้ายนี้ขอแนะนำประชาชนว่าควรดูแลปัญหาเรื่องปาก ฟัน และเหงือก อย่างใกล้ชิด โดยไปตรวจสุขภาพฟันอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หากมีเลือดออกหลังแปรงฟัน อย่าได้ปล่อยปละละเลย ควรรีบไปพบทันตแพทย์ เพราะหากไม่รีบรักษา ปัญหาเหงือกอักเสบอาจลุกลามทำลายกระดูกรอบรากฟัน จนฟันโยกและต้องถอนฟันในที่สุด  แล้วจะหาว่าไม่เตือน.

นวพรรษ  บุญชาญ : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์ 4 ตุลาคม 2552