โรคไขมันเกาะตับ

dailynews130127_001ปัจจุบันสังคมไทยโดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย มีการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตประจำวันไปเป็นแบบสังคมคนเมืองสมัยใหม่ ที่มีพฤติกรรมการกิน เปลี่ยนแปลงไปโดยบริโภคอาหารปรุงสำเร็จมากขึ้น บริโภคอาหาร ขนมหวาน มันเพิ่มขึ้น กินผักผลไม้น้อยลง ทำงานในตึกหรือ ออฟฟิศมากขึ้น และไม่มีเวลาออกกำลังกาย ลักษณะดังกล่าว ทำให้มีปัญหาโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น จากข้อมูลของโครงการคนไทยไร้พุง ที่สนับสนุนโดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา คนไทยอายุ 20-29 ปี ภาวะโรคอ้วนเพิ่มจากร้อยละ 2.9 เป็นร้อยละ 21.7 หรือเพิ่มขึ้น 7.5 เท่า และในกลุ่มอายุ 40-49 ปี เพิ่มขึ้น 1.7 เท่า นอกจากนี้ยังมีข้อมูลผลการสำรวจของกรมอนามัย ในประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไปทั่วประเทศของปี พ.ศ. 2550 พบว่ามีภาวะอ้วนลงพุงในเพศชายร้อยละ 24 และเพศหญิงร้อยละ 61.5 ซึ่งเป็นปัญหาที่มีความสำคัญ นอกจากนี้ภาวะโรคอ้วนและโรคไขมันตับยังมีความเชื่อมโยงกันอย่างมาก โดยพบว่าความชุกของโรคอ้วนในปี ค.ศ.2006 ของสหรัฐอเมริกา มีสูงถึงร้อยละ 20-30 และกลุ่มนี้จะพบความชุกของโรคไขมันตับได้สูงถึงร้อยละ 70-80

ดังนั้นการแนะนำให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงหลักการรักษาที่สำคัญและทำได้ด้วยตนเองก็คือ การควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย จะเป็นวิธีการดูแลสุขภาพที่สำคัญที่ช่วยลดทั้งปัญหาโรคอ้วนและไขมันตับได้

โดย ในบทความในตอนที่ 1 จะแนะนำให้ผู้อ่านรู้จักไขมันตับในเบื้องต้น รวมถึงหลักการคุมอาหาร ลดน้ำหนักอย่างไร ให้ได้ผลโรคไขมันเกาะตับคืออะไร

ไขมันเกาะตับ (Nonalcoholic fatty liver disease (NAFLD) หมายถึงภาวะที่มีไขมันสะสมอยู่ในเซลล์ตับโดยที่คนนั้นไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์หรือดื่มในปริมาณที่น้อยมาก โดยที่ไขมันจะทำให้เกิดการอักเสบของตับและเกิดพังผืด ซึ่งถ้าเป็นไปในระยะยาวก็กลายเป็นโรคตับแข็งได้

ภาวะไขมันเกาะตับพบบ่อยแค่ไหน

มีความชุกของโรคไขมันเกาะตับ (NAFLD) สูงถึงร้อยละ 40 ของประชากรทั่วไป

ไขมันเกาะตับพบได้บ่อยขึ้นในคนบางกลุ่ม เช่น
-คนอ้วนพบถึงร้อยละ 37-90
-ผู้ป่วยเบาหวานพบร้อยละ 50-62

ภาวะไขมันเกาะตับมักมีโรคที่พบร่วมด้วย

  • โดยเฉพาะภาวะอ้วนลงพุงหรือเมตาโบลิค ซินโดรม (Metabolic syndrome)
  • เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลินพบได้ 1 ใน 3
  • ไขมันในเลือดสูงพบได้ 2 ใน 3
  • โรคอ้วนใช้เกณฑ์ดัชนีมวลกาย มากกว่า 28 กก./เมตร2 คำนวณโดยดัชนีมวลกาย       = น้ำหนักตัว (กก.) /  ส่วนสูง (เมตร)2
  • หรือใช้เส้นรอบเอว ก็ช่วยบ่งชี้โรคอ้วนได้โดยดูจากเส้นรอบเอวมากกว่า 36 นิ้ว ในผู้ชาย หรือมากกว่า 32 นิ้ว ในผู้หญิง

การวินิจฉัยภาวะไขมันเกาะตับ

  • มีความผิดปกติของค่าทำงานตับ
  • มีประวัติดื่มแอลกอฮอล์น้อยมากคือ น้อยกว่า 20 กรัม/วัน หรือไม่ดื่มเลย และไม่พบสาเหตุอื่น ๆ ของตับอักเสบ เช่น ยา สมุนไพร  โรคตับจากไวรัส เป็นต้น
  • ผลการเจาะตับมีลักษณะพยาธิวิทยาที่พบไขมันแทรกอยู่เกินร้อยละ 5 และ/หรือมีการอักเสบร่วมด้วย
  • ผลตรวจอัลตราซาวด์พบว่ามีไขมันเกาะตับ
  • หมายเหตุ แอลกอฮอล์ 10 กรัม/วัน = เบียร์ 350 มล. หรือ ไวน์ 120 มล. หรือบรั่นดี 45 มล. ซึ่งเรียกว่า 1 ดริ๊งค์ (drink)

สามารถวินิจฉัยภาวะไขมันเกาะตับได้อย่างไรบ้าง?

1.การเจาะตับ
2.การตรวจเลือดเพื่อแยกสาเหตุอื่น
3.ตรวจอัลตราซาวด์ตับ

เนื้อตับที่แพทย์เจาะมาช่วยบอกอะไรบ้าง?

  • ช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรคไขมันเกาะตับ
  • ช่วยบอกความรุนแรงของโรคว่าเนื้อตับมีการอักเสบ มีพังผืดมากน้อยเพียงใดตับแข็งหรือไม่
  • ช่วยกระตุ้นให้ผู้ป่วยเชื่อว่ามีโรคที่รุนแรงจริงและลงมือปฏิบัติปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวัน

ถ้ากังวลและไม่ต้องการเจาะตับจะวินิจฉัยโรคนี้ได้หรือไม่…..? อย่างไร…..?

ปัจจุบันมีการพัฒนาวิธีการตรวจหาพังผืดในตับโดยไม่ต้องเจาะตับซึ่งก็มีหลายวิธีที่มีข้อมูลวิจัยสนับสนุนอยู่ เช่น การตรวจเลือด Fibrosis test ที่ช่วยจำแนกความรุนแรงของพยาธิวิทยาของตับได้ว่ามีพังผืดมากน้อยเพียงใด ปัญหาคือราคาแพงอยู่มาก นอกจากนี้ยังมีเครื่องวัดความยืดหยุ่นของตับหรือ Transient Elastrography (Fibro-scanR) ที่มีหลักการของเครื่องมือโดยใช้อุปกรณ์ส่งคลื่นความถี่ระดับ 50 Hz ผ่านบริเวณตำแหน่งที่ใช้ในการเจาะตับคือ บริเวณด้านสีข้างตัดกับแนวลิ้นปี่โดยให้ผู้ป่วยนอนหงาย คลื่นดังกล่าวจะวัดความยืดหยุ่นของตับในระดับที่ลึกกว่าผิวหนังลงไปประมาณ 1-2.5 นิ้ว ส่วนขนาดของเนื้อตับที่ตรวจวัดก็มีขนาด 1 x 4 ซม. ซึ่งมีปริมาตรที่มากกว่าชิ้นเนื้อจากการเจาะตับถึง 100 เท่า ปัจจุบันสามารถตรวจได้ในโรงเรียนแพทย์หลายแห่ง รวมทั้งที่คณะแพทยศาสตร์จุฬาฯด้วย แต่ข้อจำกัดคือยังไม่มีใช้อย่างแพร่หลายและค่าที่วัดได้อาจมีความคลาดเคลื่อนได้โดยเฉพาะในคนที่อ้วนมาก ๆ

ข้อมูลจาก นายแพทย์สมบัติ ตรีประเสริฐสุข ศูนย์โรคตับและปลูกถ่ายตับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา :  เดลินิวส์  27 มกราคม 2556

================================================

dailynews130203_001a

โรคไขมันเกาะตับ’ ตอน 2

 

ไขมันเกาะตับ (Nonalcoholic fatty liver disease (NAFLD) หมายถึงภาวะที่มีไขมันสะสมอยู่ในเซลล์ตับโดยที่คนนั้นไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์หรือดื่มในปริมาณที่น้อยมาก โดยที่ไขมันจะทำให้เกิดการอักเสบของตับและเกิดพังผืด ซึ่งถ้าเป็นไปในระยะยาวก็กลายเป็นโรคตับแข็งได้

เมื่อเป็นโรคไขมันเกาะตับ จะมีการดำเนินโรคอย่างไร?

1. ผู้ป่วยไขมันเกาะตับที่มีภาวะอักเสบหรือมีพังผืดร่วมด้วย พบว่าร้อยละ 20 หรือ 1 ใน 5 กลายเป็นตับแข็งและร้อยละ 37 เริ่มมีพังผืดในตับ

2. มีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ถึงร้อยละ 10 เมื่อได้รับการวินิจฉัยโรคมานาน 10 ปี

ผู้ป่วยกลุ่มใดที่จะมีการดำเนินโรคไปเป็นตับแข็ง……?

โดยทั่วไปใช้เวลา 10-20 ปี กว่าจะเกิดตับแข็งและพบได้ 1 ใน 5 ของผู้ป่วยโดยเฉพาะในกลุ่มที่มีภาวะต่าง ๆ ต่อไปนี้

  • โรคอ้วน (BMI ยิ่งสูง ยิ่งไม่ดี โดยเฉพาะค่า BMI ที่มากกว่า 35 กก./ม2)
  • เบาหวาน
  • อายุมากกว่า 45 ปี
  • ค่าการทำงานตับมีอัตราส่วน AST/ALT มากกว่า 1

ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะพบว่าเป็นโรคตับแข็งได้เร็วขึ้นจุดมุ่งหมายของการรักษามีดังนี้คือ

  • ป้องกันการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดด้วยการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน
  • ป้องกันการเกิดภาวะตับแข็งด้วยการลดการอักเสบของตับ
  • ป้องกันการเกิดมะเร็งที่อาจพบแทรกซ้อนได้

dailynews130203_001b

โรคไขมันเกาะตับที่มีภาวะอักเสบหรือมีพังผืดร่วมด้วยจะรักษาได้หรือไม่? อย่างไร?

1. มุ่งลดปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวาน โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูงที่พบร่วมด้วยให้ดี

2. ต้องลงมือปฏิบัติโดยปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวัน จึงจะได้ผลในการรักษา ดังนี้

- งดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดหรือลดการดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลงจนเลิกดื่ม
- ควบคุมอาหารที่มีพลังงานสูงเกินความต้องการร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

3. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พบว่า มีผลต่อการลดภาวะอักเสบของตับได้อย่างชัดเจน ซึ่งยืนยันได้จากทั้งผลตรวจเลือดค่าทำงานตับหรือผลการเจาะตับ

- เดินรอบสวนลุมพินี 2.5 กม. ใช้เวลา 20-30 นาที ได้ 3,100 ก้าว (150-280 กิโลแคลอรี ขึ้นกับ ความเร็วที่ใช้เดิน)

- เดินให้ได้ 10,000 ก้าว/วัน จะได้ 450-800 กิโลแคลอรี หรือดูกิจกรรมที่ทำได้ดังในตารางที่ 1

- ควรวางเป้าหมายไว้ที่ 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ (ไม่ควรเกิน 1.6 กิโลกรัมต่อสัปดาห์) โดยเลือกกิจกรรมการออกกำลังกายที่เป็นการออกกำลังกายระดับปานกลาง

- การออกกำลังกายในระดับสูง (High intensity physical activity) จะช่วยเผาผลาญไขมันคิดเป็นพลังงานได้ประมาณ 2 เท่า ของการออกกำลังกายในระดับปานกลางแต่อาจจะมีผลเสียต่อข้อและกระดูก

การขี่จักรยานมักต้องใช้ระยะเวลานานกว่าการเดินเร่งหรือวิ่ง เพราะเป็นกิจกรรมที่ไม่ได้ลงน้ำหนัก (Non-Weight-Bearing)

ส่วนวิธีประเมินผลว่าเป็นการออกกำลังกายในระดับ moderate intensity physical activity หรือไม่ทำได้ดังนี้

ให้ใช้อัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งคำนวณจากค่า (220 ลบ อายุ) คูณ (ร้อยละ 50-70) เช่น ผู้ป่วยอายุ 40 ปี เมื่อออกกำลังกายในระดับปานกลางแล้วควรมีอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ (220–40) x 0.5 = 90 หรือ (220–40) x 0.7 = 126 หรือมีอัตราการเต้นของหัวใจระหว่าง 90-126 ครั้ง/นาที

ข้อมูลจาก นายแพทย์สมบัติ  ตรีประเสริฐสุข ศูนย์โรคตับและปลูกถ่ายตับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา :  เดลินิวส์  3 กุมภาพันธ์ 2556

เตือนภัย “ไวรัสตับอักเสบซี” หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงห่างไกลโรค

dailynews121223_004dสุขภาพดีเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างปรารถนา การดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้มีความแข็งแรงและมีความรู้เข้าใจในโรคภัยอย่างถูกต้อง สิ่งเหล่านี้มีความหมายความสำคัญอย่างยิ่ง

ไวรัสตับอักเสบ สาเหตุที่ทำให้การทำงานของตับผิดปกติ นอกเหนือจากจะคุ้นเคยกันในชื่อของไวรัสตับอักเสบ A และ B แล้วยังมี C,D,E ฯลฯ ที่เป็นปัญหาคือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด บีและซี ซึ่งทำให้เกิดเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังได้

dailynews121223_004aรศ.พญ.อาภัสณี โสภณสฤษฎ์สุข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับ สาขาวิชาโรคทางเดินอาหารและตับ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ความรู้กล่าวถึงโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบซึ่งสถาน การณ์ของโรคนี้เป็นปัญหามานานทั้งเรื่องของจำนวนผู้ป่วยและความชุกของการติดเชื้อไวรัส

ปัจจุบันความชุกของไวรัสตับอักเสบบีลดลงจึงทำให้เห็นถึงจำนวนของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมากขึ้น หรือเห็นผลที่เกิดจาก การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมานานและหากไม่ได้รับการรักษาก็อาจทำให้หน้าที่ของตับเสื่อมสภาพลง เกิดเป็นตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด

ไวรัสตับอักเสบซี สถานการณ์ทั่วโลกปัจจุบันโดยเฉลี่ยผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอักเสบไวรัสซีมีประมาณ 170 ล้านคน ในทวีปเอเชียมีประมาณ 35 ล้านคน ส่วนประเทศไทยจากตัว เลขผู้บริจาคโลหิตพบอุบัติการณ์ของไวรัสตับอักเสบซีประมาณ 1-3% โดยทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบมากกว่าภูมิภาคอื่น

นอกจากนี้ยังพบแนวโน้มของความชุกชุมของโรคสวนทางกับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ทั้งนี้ เนื่องจากได้มีการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแก่เด็กเกิดใหม่ทุกคนทำให้อุบัติการณ์โรคไวรัสตับอักเสบบีน้อยลง การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจึงน้อยลงเรื่อย ๆ ขณะที่ไวรัสตับอักเสบซียังไม่มีวัคซีนป้องกัน

dailynews121223_004fการติดต่อของไวรัสตับอักเสบซีส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับการไอ จาม หรือการรับประทานอาหารร่วมกัน แต่การติดเชื้อไวรัสซีเกิดจากการสัมผัสเลือดโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่ใช้สารเสพติด ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่ต้องได้รับการฟอกไตอยู่เป็นประจำกลุ่มนี้มีโอกาสติดเชื้อได้สูง นอกจากการติดต่อทางเลือดแล้วยังมีความเสี่ยง อื่น ๆ ที่อาจทำให้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี เช่น การสักตามร่างกาย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้หากทำโดยผู้ที่ขาดความรู้และใช้เครื่องมือที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อโรค ใช้อุปกรณ์ที่ใช้แล้วหรือไม่มีความสะอาดเพียงพอก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส

ปัจจุบันในกรณีที่ผู้ป่วยมีความจำเป็นจะต้องได้รับเลือดแม้จะมีการตรวจคัดกรองเลือดทุกถุง แต่สำหรับผู้ที่เคยได้รับเลือดก่อนปี พ.ศ.2535 อาจมีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซี เพราะขณะนั้นยังไม่มีการคัดกรองไวรัสตับอักเสบซี ดังนั้นหากเป็นผู้ที่เคยได้รับโลหิตก่อนปี พ.ศ. 2535 ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด เกิดอุบัติเหตุ ฯลฯ ควรได้รับการตรวจเลือดหาไวรัสตับอักเสบซี เพื่อจะได้เท่าทันการรักษา

dailynews121223_004b“จากที่กล่าวการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเป็นการรับเชื้อมาจากทางเลือดโดยตรงภายหลังได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซีส่วนใหญ่จะไม่มีอาการมีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการแบบเฉียบพลันโดยมีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองหรือดีซ่าน จากนั้นร้อยละ 80 ของผู้ที่ได้รับเชื้อจะกลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ปัญหาที่ติด ตามมาหลังเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง 15-20 ปีและไม่ได้รับการรักษานั้น ตับมีโอกาสกลายเป็นตับแข็งได้ในที่สุด แต่อย่างไรก็ตามผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเร็วขึ้นกว่านี้หากดื่มสุรา ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอื่นหรือมีโรคไขมันเกาะตับร่วมด้วยก็จะทำให้โรคดำเนินไปได้เร็วยิ่งขึ้น”

dailynews121223_004eทั้งนี้โรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบซีมักไม่แสดงอาการใดเด่นชัด สิ่งนี้จึงอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ถ้ามีเชื้อไวรัสอยู่และไม่ได้รับการตรวจ การตรวจสุขภาพประจำปีตรวจการทำงานของตับหรือเอนไซน์ตับ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้นับว่ามีความสำคัญ อีกทั้งการปฏิบัติตัวห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยงเป็นอีกหนทางที่ทำให้หลีกไกลจากโรคดังกล่าวได้

ในกรณีที่ตรวจสุขภาพแล้วพบไวรัสตับอักเสบซีในการรักษานอกจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การรักษาด้วยยามีทั้งยาฉีดและยารับประทานร่วมกันโดยใช้ระยะเวลาในการรักษาประมาณ 6 เดือน -1 ปี แพทย์ท่านเดิมให้ความรู้อีกว่า ตับอักเสบเรื้อรังจะไม่ทำให้เสียชีวิต แต่หากมีอาการตับแข็งแล้วจะมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งตับ แต่อย่างไรแล้วภาวะตับแข็งแบ่งเป็นระยะต้น ระยะกลาง และระยะปลาย ซึ่งหากได้รับการตรวจวินิจฉัยและเริ่มต้นรักษาที่รวดเร็วก็จะส่งผลดีต่อการรักษาและผู้ป่วย

dailynews121223_004cสิ่งที่ควรเฝ้าระวัง คือ หากเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงควรได้รับการตรวจสุขภาพ ตรวจเช็กเอนไซน์ตับ ไวรัสตับอักเสบ บี และซีซึ่งหากตรวจพบไม่ควรตื่นตระหนกแต่ควรตระหนักในการดูแลสุขภาพ ไม่เครียด หรือกังวล ส่วนกลุ่มที่ดูแลรักษาสุขภาพ การตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีหรือทุก 2 ปีมีความสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะช่วยให้หลีกไกลและเท่าทันการรักษา เป็นการเตรียมความพร้อมให้กับตนเองหากต้องเผชิญกับโรคไวรัสตับอักเสบซี ปัจจุบัน ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีสายพันธุ์ 2 และ 3 ที่ใช้สิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ ประกันสังคมและประกันสุขภาพแห่งชาติสามารถเบิกค่ารักษาได้

การรู้เท่าทันโรคเปลี่ยน แปลงพฤติกรรมการปฏิบัติตนเอง สิ่งเหล่านี้จึงไม่เพียงช่วยให้ไกลห่างจากไวรัสตับอักเสบซี แต่ยังช่วยให้มีสุขภาพร่างกาย สมบูรณ์แข็งแรงไกลห่างโรคร้ายทั้งปวงอีกด้วย.

 

ที่มา: เดลินิวส์ 23 ธันวาคม 2555

“เครื่องตรวจตับ” เทคโนโลยีใหม่ รู้ผลไว…รักษาได้ก่อนเกิดภาวะตับแข็ง

 

ตับเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง อาทิ สร้างน้ำดี ย่อยอาหารประเภทไขมัน ขจัดสารพิษ ทำลายเชื้อโรค ถ้าเราไม่ใช้งานตับมากเกินไปก็จะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าเมื่อใดที่เราไม่แน่ใจว่าตับของเราทำงานปกติดีหรือไม่ ปัจจุบันมี “เทคโนโลยีเครื่องตรวจตับ” ใหม่ที่มีความแม่นยำสูง ที่จะสามารถทราบภาวะเริ่มต้นของโรคตับได้แต่เนิ่นๆ และมีโอกาสรักษาหายขาดก่อนลุกลามเป็นโรคตับแข็ง…!!

ด้านสถานการณ์โรคตับในปัจจุบัน รศ.นพ.สมบัติ ตรีประเสริฐสุข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินอาหาร ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า โรคตับในประเทศไทยที่พบบ่อยมากที่สุดในกลุ่มแรกคือ ไวรัสตับอักเสบบีและซี ซึ่งไวรัสบีจะเป็นในกลุ่มคนรุ่นอายุตั้งแต่ 40-60 ปี เพราะติดจากแม่สู่ลูกและจากการรับเลือด ถือเป็นปัญหามากในเอเชีย และเมื่อแม่อายุ 60 ปี ลูกจะมีอายุประมาณ 30-40 ปีก็ยังเป็นปัญหาหลักอยู่ ส่วนกลุ่มไวรัสซี มักเป็นในวัยทำงานอายุประมาณ 30-40 ปี ติดจากเข็มฉีดยาและการรับเลือดในสมัยก่อนที่ไม่ได้มีการตรวจคัดกรอง ดังนั้นคนที่เคยรับเลือดสม่ำเสมอหรือฟอกไตในยุคประมาณปี 2530 ต้น ๆ ส่วนใหญ่จะติดไวรัสซี

ไวรัสทั้ง 2 กลุ่มนี้ทำให้เกิดโรคตับแน่นอน คือโรคตับแข็ง แต่ถ้าเราได้รับการตรวจวินิจฉัยได้เร็ว เมื่อพบว่าเป็นตับอักเสบแล้ว ปัจจุบันประเทศไทยมียารักษาเพื่อให้เชื้อหมดไปจากร่างกายแล้ว ถ้าเชื้อหมดโอกาสที่จะเกิดตับแข็งก็น้อยลงไปมาก ดังนั้นถ้าเรารักษาได้เร็วและหายเร็วก็ไม่เกิดโรคตับแข็ง แต่บางคนเมื่อทราบแล้วแต่ชะล่าใจไม่รับการรักษาจนกลายเป็นตับแข็งและเป็นมะเร็งตับในที่สุด

กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มโรคไขมันเกาะตับ ถือเป็นโรคที่ฮิตมา 10 ปีแล้ว มีงานวิจัยว่า เมื่อประมาณปี ค.ศ. 2000 พบโรคนี้ในประเทศไทย แต่ในต่างประเทศเริ่มต้นจากอเมริกาเมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว มักเจอในคนอ้วน โดยมีการนำเข็มจิ้มที่เนื้อตับไปตรวจโดยการส่องกล้องจะเห็นไขมันในปริมาณมากเกินถึง 30-80 เปอร์เซ็นต์ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะปัจจุบันเป็นกลุ่มที่มาตรวจร่างกายเป็นระดับคนชั้นกลาง มีฐานะ ทำงานออฟฟิศ กินดีอยู่ดีไม่มีเวลาออกกำลังกาย ทำให้น้ำหนักขึ้น นอกจากนี้ยังมีความเชื่อมโยงกับโรคเบาหวาน เมื่อเป็นเบาหวานและอ้วนมาก โรคไขมันเกาะตับจึงตามมา เป็นอาการรวมของโรคอ้วนที่ไปแสดงที่ตับทำให้ตับอักเสบและเป็นตับแข็งได้

ถ้าเปรียบเทียบการรักษาโรคไขมันเกาะตับจะยากกว่าโรคตับที่เกิดจากไวรัส เพราะไวรัสหมอให้ยารักษาได้ ถ้าคนไข้กินยาตามที่หมอสั่งอาการจะดีขึ้น แต่โรคไขมันเกาะตับไม่มียารักษา หมอจะแนะนำว่าให้ออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก ลดอาหารประเภทแป้ง อาหารรสหวาน และมีไขมัน ซึ่งยากมากในการเปลี่ยนนิสัยการกินและการอยู่ของมนุษย์เรา แต่ถ้าทำได้ก็เป็นผลดี นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยอีกกลุ่มที่อ้วนซ่อนรูปดูไม่ออก เพราะนำไปเข้าเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์วัดปริมาณไขมันในช่องท้องปกติ แต่ข้างในตับมีไขมันอยู่เต็มเลยทำให้เกิดไขมันเกาะตับ มีความเสี่ยงต่อโรคไขมันเกาะตับเช่นกัน แต่น้อยกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่อ้วนชัดเจน ซึ่งคนกลุ่มนี้มักจะมาหาเราช้า เพราะคิดว่าตัวเองไม่อ้วนและแข็งแรงดี ซึ่งทางการแพทย์ได้เก็บข้อมูลวิจัยโดยการเจาะตับ 100 รายเป็นกลุ่มอ้วนซ่อนรูปประมาณ 1 ใน 4

กลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มโรคแอลกอฮอล์ ในคนที่ดื่มเหล้าเข้าไปมาก ๆ เวลาเก็บจะเก็บเป็นพลังงานมีน้ำตาลและเปลี่ยนเป็นไขมันก็เป็นไขมันเกาะตับได้เหมือนกัน แต่เราจะไม่เรียกโรคไขมันเกาะตับ เราเรียกว่าโรคตับจากเหล้า เพราะเหล้าเป็นตัวต้นเหตุ แต่กลไกข้างในคล้าย ๆ กัน คือเหล้าเปลี่ยนแปลงเป็นไขมันพอกที่ตับส่วนหนึ่ง และเหล้ามีสารอื่น ๆ ที่ทำให้ตับพังด้วยอีกส่วนหนึ่ง

อย่างไรก็ตามทั้ง 3 โรคนี้ถ้าเราใช้เครื่องมือจากการตรวจร่างกายซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาการตรวจวินิจฉัยโดยนำเครื่องมือที่เรียกว่า Fibroscan with CAP (Controlled Attenuation Parameter) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในการตรวจวินิจฉัยเพื่อดูสภาพการเกิดพังผืดในเนื้อตับเข้ามาช่วย ที่โรงพยาบาลกรุงเทพถือเป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่ใช้เทคโนโลยีนี้ โดยสามารถประเมินสภาวะพังผืดในเนื้อตับในผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งระยะแรก ๆ รวมถึงติดตามผล ประเมินระดับความรุนแรงเพื่อวางแผนการรักษาและวินิจฉัยภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งแทนการเจาะเนื้อตับอย่างรวดเร็วและแม่นยำ โดยผู้ป่วยจะไม่ได้รับความเจ็บปวดหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนใด ๆ

หลักการทำงานของเครื่อง Fibroscan with CAP ในการตรวจหาภาวะพังผืดในเนื้อตับ ใช้หลักการปล่อยคลื่นเสียงเข้าไปในเนื้อตับ และใช้คลื่นอัลตราซาวด์ในการตรวจวัดความเร็วของคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับเพื่อประเมินความนิ่มหรือแข็งของเนื้อตับ และการตรวจประเมินไขมันสะสมในตับ ใช้หลักการปล่อยคลื่นอัลตราซาวด์เข้าไปในเนื้อตับและวัดค่าความต้านทานนั้น ๆ หากตับมีปริมาณไขมันสะสมมากจะมีแรงต้านทานมาก ค่าที่ได้จะสูงตาม

ข้อดีในการตรวจด้วยเครื่อง Fibroscan with CAP คือ การเตรียมตัวของผู้ป่วยก่อนเข้ารับการตรวจไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องงดน้ำและอาหาร สามารถตรวจได้ทันที สามารถทราบทั้งสภาวะพังผืดในเนื้อตับและปริมาณไขมันสะสมในตับโดยการตรวจเพียงครั้งเดียว โดยใช้เวลาในการตรวจประมาณ 8-10 นาที ก็สามารถทราบผลได้ทันทีหลังการตรวจ โดยไม่มีบาดแผล ไม่รู้สึกเจ็บ ผู้ป่วยไม่ต้องนอนโรงพยาบาล และค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก ส่วนข้อจำกัดในการตรวจด้วยเครื่อง Fibro scan with CAP คือ ไม่สามารถตรวจหาจุดเนื้องอกหรือมะเร็งตับได้และไม่สามารถตรวจในผู้ป่วยที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 28 ได้ ที่สำคัญไม่ควรใช้กับผู้ป่วยตั้งครรภ์ ผู้ป่วยที่มีภาวะท้องมาน ผู้ป่วยที่ติดอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะหรือโรคหัวใจ

 อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่มีอาการตับอักเสบจะนำไปสู่การเกิดพังผืดในตับหรือที่เราเรียกว่าตับแข็ง ซึ่งผู้ป่วยส่วนมากจะไม่แสดงอาการชัดเจน บางรายอาจมีอาการจุกแน่นชายโครงด้านขวา หรือบางรายที่เป็นมานานอาจมีอาการเริ่มต้นของภาวะตับแข็ง เช่น อ่อนเพลีย ท้องโต หากใครที่มีอาการลักษณะนี้หรือมีความเสี่ยงต่าง ๆ ควรรีบไปตรวจเช็กตับเพื่อรับการรักษาก่อนที่อาการจะลุกลามจนถึงขั้นไม่สามารถรักษาได้และเสียชีวิตในที่สุด…!!
……………………………………

สรรหามาบอก 

-โรงพยาบาลกรุงเทพ ร่วมกับศูนย์เยาวชนลุมพินี สำนักวัฒนธรรมกีฬาและการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร ชวนคนรักสุขภาพร่วมงาน“รวมพลคนกรุงสุขภาพดี” ฟังสัมมนาหัวข้อ“ดูแลตัวเองอย่างไร…ให้ห่างไกลมะเร็ง” พร้อมรับบริการตรวจสุขภาพ เช่น ตรวจวัดความดันโลหิต, ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (สำหรับ 100 ท่านแรกที่ลงทะเบียนหน้างาน) ร่วมเล่นเกมและตอบคำถามรับของรางวัลมากมายในวันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 2555 เวลา 06.00–09.00 น. ที่ด้านหน้าอาคารพลเมืองอาวุโส สวนลุมพินี สอบถามโทร.1719

-บริษัท คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด โดยผลิตภัณฑ์โพรเทคส์ร่วมกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย และบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด จัดกิจกรรมรณรงค์วันล้างมือโลก 2012 ภายใต้โครงการโพรเทคส์ “ล้างมือต้านหวัด เด็กไทยแข็งแรง” พร้อมร่วมกิจกรรมสนุกและรับของที่ระลึก ในวันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม 2555 เวลา 14.00 – 18.30 น. ณ ลานอีเดน ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

-โรงพยาบาลสมิติเวช ขอเชิญผู้สนใจร่วมงาน “October Go Pink” ปีที่ 3 ฟังเสวนาเรื่องโรคมะเร็งเต้านมแบบเจาะลึก พร้อมชมแฟชั่นโชว์หมวกไหมพรมเพื่อมอบให้กับผู้ป่วยมะเร็งเต้านม และไฮไลท์สุดพิเศษ เกรซ มหาดำรงค์กุล ไฮโซฯสาวชื่อดัง จะร่วมบริจาคผมให้กับโรงพยาบาลฯ เพื่อนำไปทำวิกผมให้กับผู้ป่วยมะเร็ง ในวันพุธที่ 10 ตุลาคม 2555 เวลา 13.30-15.30 น. ณ ลานเปียโน อาคาร Royal Wing ชั้น 1 โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท สอบถามโทร.0-2711-8181

-โรงพยาบาลมนารมย์ ขอเชิญผู้สนใจฟังการบรรยาย เรื่อง“ไขปัญหาอัลไซเมอร์” ในวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม 2555 เวลา 08.30-12.00 น. ณ ห้องประชุมมนารมย์ โรงพยาบาลมนารมย์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สนใจติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ โทร.0-2725-9595

ทีมวาไรตี้

ที่มา: เดลินิวส์ 7 ตุลาคม 2555