ป่วยเล็กๆ กลายเป็นป่วยเรื้อรัง ป่วยหนักได้ โดย ดร. สาทิส อินทรกำแหง

ต้องขอประทานโทษต่อท่านผู้อ่านคอลัมน์ “ปั้นชีวิตใหม่ด้วยชีวจิต” นี้อีกครั้งครับ เพราะตอน 2 ซึ่งท่านกำลังอ่านอยู่เดี๋ยวนี้นั้น ควรจะได้ลงพิมพ์ฉบับวันอาทิตย์ที่แล้ว แต่ฉบับวัน อาทิตย์ก่อนตรงกับวันขึ้นปีใหม่ “ไทยรัฐ” ของเราทำเป็นฉบับพิเศษ ตอน 2 ของคอลัมน์ “ปั้นชีวิต” จึงต้องเลื่อนมาเป็นอาทิตย์นี้

ขอทบทวนตอนท้ายของตอนที่ 1 ไว้นิดหนึ่งว่า เกี่ยวข้องอย่างมากกับเรื่องน้ำท่วมกรุงเทพฯ

ตอนนั้นผมอยู่คนเดียวเฝ้าบ้าน อาหารไม่มีกิน เรื่องส่วนตัวทุกอย่างไม่มีใครช่วย ทำให้ต้องทำเองทั้งสิ้น

โดยเฉพาะอาหารการกิน ค่อนข้างจะลำบาก ตอนต้นๆก็อาศัยไปซื้ออาหารสดๆจากซุปเปอร์มาร์เกตมาทำ แต่ตอนหลังๆ ปรากฏว่าไปซื้ออะไรก็ไม่ได้ เพราะถูกพ่อค้าแม่ค้ารับช่วงมาเหมาไปหมด

โดยเฉพาะอาหารพวกผักสดนั้นสำคัญสำหรับผมมาก เพราะตามสูตรอาหารชีวจิต ขาดผักสดไม่ได้ ผมอายุ 86 แล้วยังแข็งแรง ทำงานทำการได้ก็เพราะกินอาหารตามสูตรชีวจิตมาตลอดเวลา ปฏิบัติตัวอย่างชีวจิตมากว่า 50 ปีแล้ว

แต่ตลอดเวลาที่น้ำท่วมหนัก 1 เดือนนั้น หาผักสดกินไม่ได้เลย อุตส่าห์ไปซุปเปอร์มาร์เกตแต่เช้าเพื่อซื้อผักก็ไม่ทัน เพราะจะมีกลุ่มแม่ค้าบางคนมาเหมาไปหมดเสียก่อน ที่พอจะเหลือติดชั้นอาหารอยู่บ้างก็จะเป็นผักชนิดเป็นผล เช่น มะเขือ แตงกวา ถั่วฝักยาว มะเขือยาว เป็นต้น ผักสดอย่างชนิดเป็นใบๆ ไม่มีเหลือ ถูกแย่งเหมาไปหมด

ผลสุดท้าย ผมก็ต้องยอม ผักเป็นผล ผักเป็นหัวเป็นฝัก ได้กินก็ยังดีกว่าไม่กินผักเลย

ตกลงผักที่ผมกินเป็นประจำทุกวันกว่าหนึ่งเดือนก็คือ มะเขือเปราะ แตงกวา บวบ (บางครั้ง) มะเขือยาว ถั่วฝักยาว (บางครั้งอีกเหมือนกัน ถ้าแย่งเขาทัน) พริกหยวก (ทำหลน-ทำแกง) และบางครั้งโชคดีก็เจอมะเขือเทศและมันฝรั่ง

คงไม่ต้องรำพันนะครับว่า ชีวิตตอนนั้นค่อนข้างจะลำบาก แต่ผมทำใจไว้แล้วว่า มันถึงคราวจะต้องเกิดมันก็ต้องเกิด ถ้ายอมรับแล้วก็ทำใจได้

แต่ร่างกายนี่สิครับ เขาไม่ยอมรับ ตอนแรก ผมคงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่อยู่ๆมันก็เกิดบวมขึ้นมา โดยเฉพาะข้อต่อต่างๆ นิ้ว เท้า ข้อเท้า ข้อศอก ข้อมือ และไหล่หลังปวดด้วย บวมด้วย โดยเฉพาะที่ส้นเท้าใกล้ๆกับจุดร้อยหวาย  หรือเรียกตามภาษากายภาพว่า ACHILLES บวมแดง เท้าทั้งเท้ากระดิกเกือบไม่ได้เลย

และต่อมาอีกไม่กี่วัน ก็มีอาการไข้อ่อนๆร้อนๆ หนาวๆ มาผสมด้วย แถมยังมีอาการตามัว ซึ่งตอนแรกผมก็คิดว่าคงจะถึงเวลาที่เราต้องไปเปลี่ยนแว่นหรือปรับเลนส์แว่นเสียแล้ว

แต่ก็ปรากฏว่าไม่เกี่ยวกับแว่น เพราะตาจะมัวเป็นพัก ๆ โดยเฉพาะตอนเช้า มัวสักครู่ ตอนสาย ๆ ก็หายมัว

แต่อาการที่มันร้อน ๆ หนาว ๆ แถมบางครั้งก็ยังมีคันตามตัวนี่ซิ มันเพราะอะไรแน่

ปกติแล้วผมจะคอยดูแลตัวเองค่อนข้างเข้มงวด มีอะไรนิดอะไรหน่อยก็รีบแก้ และโดยเหตุที่คิดว่าเรารู้จักตัวเองดีที่สุด เป็นอะไรตรงไหนก็แก้ตรงนั้น ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก

แต่คราวนี้จะเป็นเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันรวดเร็วและกะทันหันเกินไปกระมัง เราจึงแก้ไขสิ่งเล็กๆ น้อยๆอย่างเช่น อาการปวดหรือเจ็บขัดกล้ามเนื้อไม่ได้

เมื่อเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมเกิดอย่างกะทันหันเช่นนี้ ผมชอบใช้วิธีอยู่เงียบๆ นอนพัก แล้วใช้สมาธิพิจารณาดูเหตุการณ์ย้อนหลัง ว่ามีอะไรที่ผิดแปลกเกิดขึ้น

นึกออกขึ้นมาทันที เมื่อวันก่อนที่จะนอนสมาธิ ไปตลาดเจอมะเขือม่วงลูกกลมน่ารัก แถมมีมะเขือยาววางอยู่ใกล้ๆ มีพริกและใบโหระพาเหลืออยู่ด้วย

ผมมีวิธีผัดมะเขือซึ่งเป็นของชอบมาก จะเอามะเขือลวกน้ำร้อนเสียก่อน แล้วเอาออกแช่น้ำเย็น ต่อจากนั้นเอาสามเกลอ (รากผักชี-กระเทียม-พริกไทย) แถมด้วยพริกขี้หนูตำละเอียดลงผัดน้ำมัน ใส่เต้าเจี้ยวอย่างเม็ด 1 ช้อนโต๊ะผัดจนหอมและร้อน แล้วก็เอามะเขือลงผัดต่อ สุกดีแล้วก็ใส่ใบโหระพาลงไป

เท่านั้นแหละครับ กินกับข้าวสวยร้อนๆได้จานโตๆ

แต่รุ่งขึ้น ผมลุกจากเตียงนอนไม่ได้  นอกจากจะปวดทั้งตัวแล้ว หลังยังแข็งไปหมด ตาก็มัวมากกว่าเก่า ในคอและปากแห้งเหมือนทราย แถมยังมีอาการไอโขลก ๆ ตามมาด้วย

ตอนนั้นนอนสมาธิร่างกายกำลังผ่อนคลายดี มาก ผมนึกถึงเคสคนไข้คนหนึ่งซึ่งมีอาการประหลาดๆ อย่างนี้

ตามอาการ คือ ไขข้ออักเสบ และมีอาการพ่วงหลายอาการเกิดขึ้นพร้อมๆกัน เป็นอาการรวมซึ่งเรียกว่า SJOGREN’s SYNDROME (อ่านว่า โซเกร็นส์ ซินโดรม)

แต่เอ! นึกให้ดีๆ และละเอียดหน่อยนะ คนที่มีอาการรวมแบบซินโดรมชนิดนี้ มักจะมีอาการไขข้ออักเสบแบบลูมัสรวมอยู่ด้วย แต่เราไม่เคยเป็นลูมัสหรือ SLE เพราะคนที่เป็นแบบนี้ มักจะเป็นผู้ที่ I.S. หรือ IMMUNE SYSTEM ต่ำมานาน

ลองพิจารณาดูใหม่ ระยะเกือบปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดกับตัวผมเอง ทำให้ I.S. ต่ำ และในขณะเดียวกัน เหตุการณ์ตอนน้ำท่วมเป็นเหตุการณ์เสริม ทำให้ I.S. ยิ่งตกต่ำเลวมากขึ้น

และก็นึกถึงเหตุการณ์เสริมหรือจะเรียกว่าเป็นแฟ็กเตอร์เสริมเล็ก ๆ น้อย ๆ อีก นั่นก็คือ ผัดมะเขือยาว-มะเขือม่วงจานใหญ่ที่คลุกข้าวกินจนพุงกางนั่นปะไร

จากมะเขือยาว-มะเขือม่วงก็มองย้อนไปถึงผักประเภทเป็นลูกเป็นผลที่กินประจำและกินมากตลอดเวลาเดือนกว่าที่ผ่านมานั่นไงล่ะ

ผักพวกเป็นผลเป็นลูกเหล่านั้น รวมทั้งพริกชนิดต่าง ๆ เป็นพืชอยู่ในตระกูลถั่ว ที่เราเรียกว่า ตระกูล NIGHT SHADE พืชตระกูลนี้มีสารที่ทำให้บางคนเกิดอาการแพ้ และอาการแพ้นั้น อาการโดยตรงก็คือ จะเกิดอาการปวดข้อ ปวดเข่า ปวดเท้าเหมือนกับที่ผมเป็นตอนน้ำท่วมไม่มีผิด

และถ้าช่วงเวลาที่เป็นมาตรงกับเวลาที่จิตใจค่อนข้างเครียด I.S. ก็จะตก อาการต่างๆก็จะรวม ทำให้รู้สึกว่าอาการป่วยเล็กน้อยนั้น กลายเป็นอาการป่วยหนักขึ้นมาได้

สารที่เกิดจากพืชตระกูล NIGHT SHADE นี้ มีสารเป็นพิษที่เรียกว่า SOLANINE ซึ่งอยู่ในตระกูลสารเป็นพิษใหญ่หรือกลุ่มใหญ่ SOLANACEAE (อ่านว่าโซลานาแซ)

สารกลุ่มนี้ บางตัวกลิ่นเหม็นมาก เขาเอาไปทำยาฆ่าปลวก ฆ่ามอด เวลามาทาบ้านจะเหม็นไปหมดทั้งบ้านเลย นึกออกไหมครับ เวลาเขาเอายาฆ่าปลวกมาทาหรือมาพ่น เราจะทนกลิ่นไม่ค่อยได้

แต่อย่าเพิ่งตกใจ บางท่านอาจจะนึกว่า ต่อไปนี้ ฉันก็คงจะกินผักพวกไนต์เชดนี่ไม่ได้แล้วกระมัง (น่าเสียดายเพราะกินจิ้มน้ำพริกแกล้มปลาทูอร่อยจะตาย)

ไม่ต้องตกใจนะครับ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะแพ้สารจากพืชผักเหล่านี้ เป็นบางคนเท่านั้นที่จะแพ้

แต่ผมอดเป็นห่วงพวกชาวบ้านของเราไม่ได้ บางท่านแถวอีสาน ชอบกินกันเหลือเกิน

ไม่เป็นไรครับ ฉบับหน้าบอกวิธีแก้และป้องกันได้.

***********

คราวนี้ขอคุยกันละเอียดเรื่องพืชประเภท NIGHTSHADES นะครับ

มีพืชประเภทเป็นหัวและเป็นฝักอีกมากมาย ซึ่งมีสาร SOLANINE อยู่ในตัว และถ้าศึกษากันจริง ๆ จะพบเรื่องน่าตกใจหลายอย่าง เพราะพืชประเภท NIGHTSHADES ที่เรากล่าวถึงขณะนี้ คนไทยเรากินกันเป็นประจำ โดยเฉพาะกลุ่มชาวอีสาน หรือกลุ่มชาวไร่ชาวนาที่ชอบปลูกผักกินกันเอง

แม้แต่ตัวผมเองซึ่งไม่ใช่ชาวไร่ชาวนา แต่ เพราะความจำเป็นตอนน้ำท่วม ไม่มีผักชนิดเป็นใบกิน ก็เลยต้องกินผักประเภท NIGHTSHADES ซึ่งเป็นลูกเป็นผล และเป็นฝักกันอย่างขนานใหญ่นี่แหละครับ

ผลก็คือเจ็บปวดไปหมดทั้งตัว ขณะเขียนต้นฉบับอยู่นี้ (ผมใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น) ยังมือแข็ง เขียนไปๆก็ต้องหยุดพักนวดมือตั้งหลายหน

ปวดกันจริง ๆ ขนาดนั้นเลยแหละครับ

มาดูตัวอย่างพวกมะเขือ-แตงกวา-ผักอย่างเป็นฝักดูก่อน

มะเขือเปราะลูกอ่อน ๆ ใช้นิ้วบีบแตกดังเป๊าะ อย่างนี้จิ้มน้ำพริก จิ้มหลน หรือปลาเจ่า อร่อยจริงๆครับ ยิ่งตอนน้ำท่วม ลงทุนซื้อจ่ายสตางค์แพงกว่าเดิมหลายเท่า เก็บตุนไว้ในตู้เย็น นอกจากจะจิ้มน้ำพริกต่างชนิดแล้ว วันไหนขยันขันแข็งขึ้นมา ทำแกงเผ็ด (น้ำเต้าหู้นะครับ อย่าใช้กะทิ) พอแกงเดือดก็เอามะเขือเปราะผ่าสี่ใส่ลงไป

แกงเผ็ดใส่ลูกชิ้นปลาและมะเขือ คลุกข้าวกินได้หลายวันครับ อร่อยแหงนดูฟ้า ขอบคุณเทวดาเป็นการใหญ่ที่บันดาลให้คิดทำของอร่อยๆกินได้

แต่สามวันเท่านั้น มันปวดน่องเป็นตะคริว ปวดส้นเท้าตรงเอ็นร้อยหวาย เดินไม่ได้ไป หลายวันเลยครับ

เพราะเจ้าโซลานินในมะเขือนี่แหละครับ มันสะสมกันหลายวัน ผสมกับอาหารประเภทคอเลสเทอรอลเลว ๆ  LDL เกาะกันเป็นก้อน ตรงไหนเป็นข้อต่อ มันก็รวมกลุ่มเกาะกันตรงนั้น ยิ่งตรงร้อยหวายแล้ว เจ็บปวดไปทั้งขา น้ำตาไหลก็ไม่ได้ ต้องทนไว้ มิฉะนั้นเสียฟอร์มพระเอกแก่ๆพุงพลุ้ยหมด

แล้วมะเขือเปราะอย่างเดียวหรือที่มีแต่สารโซลานินจากกลุ่มพืชไนท์เชดส์

ไม่ใช่มะเขือเปราะอย่างเดียวครับ มะเขือทุกชนิดแหละครับใช่ทั้งนั้นเลย

เวลาทำน้ำพริกกะปิ มันอร่อยตรงไหนรู้ไหมครับ อร่อยตรงใส่มะอึก ลูกเป็นขนๆนั่นแหละ ใส่มะอึกลงไปในน้ำพริก เอาสากตำเบาๆพอแหลก น้ำพริกจะหอมขึ้น เปลือกมะอึกก็กรอบ ๆ ออกหวานนิด ๆ อร่อยครับ

นั่นแหละ อาการของข้อต่ออักเสบถามหา จนตอบอะไรไม่ทัน ได้แต่ร้องโอย ๆ เพราะความปวดเนื่องมาจากความตะกละเท่านั้นเอง

แล้วมะเขืออื่น ๆ ที่มีเจ้าสารแบบน้ำยาทากันปลวกนี่มีอีกไหมครับ

มีอีกมากมายหลายตัว

มะเขือเทศก็ใช่ มะเขือยาวก็ใช่ มะเขือม่วงก็ใช่ แม้แต่แตงกวาหวานกรอบ เอามาจิ้มน้ำพริกก็อร่อย ยำกับกุ้งแห้งป่น ใส่พริกขี้หนู บีบมะนาวหน่อย อร่อยเหาะก็เถอะ เป็นกลุ่มไนท์เชดส์นี่เหมือนกัน

พูดถึงยำแตงกวาใส่พริกขี้หนู ก็ต้องรำพึงรำพันด้วยความเสียดาย (ไม่ต้องถึงกับตีอกชกตัวหรอกครับ เดี๋ยวจะระบมนมเกิดเจ็บปวดอีกแบบหนึ่งขึ้นมาอีก) แตงกวาก็อยู่ในกลุ่มไนท์เชดส์ พูดถึงพริกขี้หนู ซึ่งจริงๆแล้ว พริกทุกชนิดแหละครับ  พริกชี้ฟ้า  พริกหยวก  พริกตุ้ม  พริกหวาน (ไม่เห็นหวานสักหน่อย เหม็นเขียวจะตาย) นี่อยู่ในตระกูลไนท์เชดส์ทั้งนั้นเลย

นี่แหละครับ ผมถึงสงสารพี่น้องชาวอีสานของเราเหลือเกิน บางบ้านข้าวเหนียวปั้นเปล่าๆ จิ้มปลาร้า ใส่พริกป่นเต็มถ้วย กินได้กินดี

กินจนตาแฉะฝ้าฟาง กลายเป็นตามืดตามัว เป็นโรคประจำตัว มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย

มีพริก มีมะเขือเท่านั้นหรือครับ?

ยังครับ ยังมีอีกมากมาย บวบก็ใช่ บวบ เหลี่ยม บวบกลม บวบยาว บวบหัวงูเหล่านี้ใช่ทั้งนั้น

แถมอะไรอีกดี ก็นั่นไง พูดถึงแตงกวาหยกๆ พี่น้องกับแตงกวา ก็มีแตงไทย แตงร้าน แม้แต่แตงโมเหลือง แตงโมแดงก็ใช่ทั้งนั้น

แต่แตงโม แตงโมเหลืองเหล่านี้พิษสงค่อยยังชั่วกว่าพืชไนท์เชดส์อื่นๆ เพราะในเนื้อแตงโมมีน้ำมาก เจ้าสารโซลานินนี้ก็เลยเจือจางไป

เหนื่อยไหมครับ ที่ผมบรรยายมานี่ มีแต่อาหารหรือพืชที่คุณชอบแทบทั้งนั้น คำถาม ก็คือว่า แล้วจริง ๆ สารตัวที่ว่านี้คืออะไรแน่ และอะไรเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงว่ามันคือพืชจำพวกไนท์เชดส์

ตอบคำถามข้อหลังก่อน พืชจำพวกไนท์เชดส์นี่ให้ดูที่เปลือก ที่ก้าน และที่หัวจุกติดกับก้านของมัน

ที่ก้านตรงหัวจะมีขน ที่จุกก็จะมีขนเหมือนกัน ต่อจากก้านมาที่จุก จะมีหัวจุกแผ่นบาง ๆ เป็นแฉกเกาะอยู่ ตรงนี้ก็มีขนบาง ๆ เกาะอยู่เช่นกัน

ว่ากันว่าตรงขั้วแฉกที่เป็นของเหล่านี้แหละที่เป็นต้นตอขับสารโซลานิน ออกมา เมื่อขับออกมา แล้วมันก็จะหมุนเวียนไปทั่วลูกและผล หรือตามความยาว ความกว้างของตัวพืช

พี่น้องชาวบ้านของเราชอบกินดิบ ๆ เพราะมันทั้งกรอบและมีรสมัน บางทีก็มีหวานนิดๆ เข้าใจว่าถ้าเราไม่กินดิบ แต่ต้มหรือทำให้สุกเสียก่อน สารโซลานินจะลดลงบ้าง

แต่เรามีนิสัยติดความอร่อยครับ กินอะไรก็ได้ ขอให้อร่อยไว้ก่อน โทษของมันไม่ค่อยนึกถึงกันเลย เราจึงมักจะเจอสารโซลานินเข้าเต็มที่

เอาละครับ น่าจะมาถึงคำถามสุดท้ายว่า แล้วเจ้าพวกพืชที่ยกตัวอย่างมาเยอะแยะนี้หมดหรือยัง มีพืชอย่างอื่นอีกไหมที่จะต้องระวัง

ก็ต้องใช้วิธีอ้างตำราแล้วแหละครับ ตามตำราพฤกษศาสตร์กล่าวไว้ว่า พืชต่างๆที่จัดว่าเป็นพวกไนท์เชดส์นั้น มีอยู่ด้วยกันกว่า 1,700 ชนิด

กลุ่มกว่า 1,700 ชนิดนี้ มีทั้งพวกพืชสมุนไพร แถมยังต้นไม้อีกหลายชนิดที่มีขนที่ใบ ขนที่ก้าน และไม่ใช่แต่เป็นพืชบนดินอย่างเดียว ผลที่อยู่ใต้ดินก็ยังอุตส่าห์ไปเข้าพวกไนท์เชดส์กับเขาด้วย

อะไรเสียอีกเล่า ก็มันฝรั่งของโปรดของผมนั่นอย่างไรเล่า เข้าสูตรเกี่ยวกับน้ำท่วมที่ผมบ่นไว้แต่แรกนั่นไงละครับ

เพราะฉะนั้นก็เกี่ยวกับพืชชนิดหัว-ผล-ลูก และฝัก ทั้งบนดินและใต้ดินนี่แหละครับ ที่เขาเหลือไว้บนชั้นผักให้ผมกิน ชนิดใบ ๆ กรอบ ๆ หอม ๆ คุณพ่อค้า แม่ค้ามือไวท่านเหมาไปหมด เหลือแต่พวกไนท์เชดส์ไว้ให้ผมกินคนเดียว

ทีนี้มาพูดถึงโทษของมันเสียหน่อย กลุ่มแพทย์ของอเมริกา ซึ่งมีนายแพทย์เจย์สัน เทโอดอร์ช– เกิส แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์อริโซนา และกลุ่มนักโภชนาการได้ทำการทดลองกินอาหารพวกพืชจำพวกไนท์เชดส์นี้ และยืนยันกันอย่างหนักแน่นว่า การกินพืชประเภทไนท์เชดส์ไม่มีอันตรายตามคำร่ำลือ

ก็คงถูกต้องตามคำบอกเล่าของท่านเหล่านี้ แต่จากการติดตามศึกษาดูสภาพการกินแบบของไทยเรา ได้พบความจริงอย่างหนึ่งว่า การกินพืชพวกไนท์เชดส์ของคนไทยนั้นกินมากกว่าฝรั่งมากมาย และเราชอบกินกันดิบๆ เพราะรสชาติอร่อยกว่ากินสุก

ฉะนั้น ฉบับหน้าจะอธิบายให้ทราบว่า การกินพืชผักประเภทนี้ กินอย่างไรจึงจะไม่มีอันตราย และถ้ากินมากจนเกิดอาการข้อต่ออักเสบแล้ว จะแก้ไขหรือป้องกันอย่างไร

***********

ตอนนี้เป็นตอนสำคัญเกี่ยวกับอาหารพวกผักและพืชประเภทไนท์เชดส์ (NIGHT-SHADES) ที่ได้ทิ้งท้ายไว้เมื่ออาทิตย์ก่อนแล้วละครับ

การทิ้งท้ายไว้แบบอาทิตย์ก่อนทำให้เกิดปัญหาซึ่งจะต้องตอบและต้องแก้ว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้เรากินพวกผักประเภทมะเขือ– แตงกวา ฯลฯ แล้วจะเป็นโทษแก่ตัวเราจริงหรือเปล่า?”

ถ้าใช้สำนวนแบบเจ้าฉ่อยที่ถามตอบกับนายสาทิสเมื่อ 4-5 ฉบับที่แล้วมา ก็คงต้องถามกันแบบนักเลงว่า

“แล้วเอ็งจะให้ข้าเชื่อใคร (วะ)?”

ใจเย็น ๆ คุณพี่ ผมมีคำตอบอย่างสวย งามให้คุณพี่เลือกใช้ครับ

1.ถ้าจะตอบตามแบบการทดสอบของกลุ่มนายแพทย์ทีโอดอร์ซาดิส แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์อริโซนา ก็ต้องบอกว่า “อย่าไปเชื่อมันกิน เข้าไปเถอะ ผักพวกไนท์เชดส์นี้ไม่มีอันตรายอะไรเลย”

2.ถ้าเอาตามแบบอาจารย์นายแพทย์เจมส์ บัลช์ แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์อินเดียนา (อาจารย์ท่านนี้ผมรักและนับถือท่านมาก) ท่านก็จะบอกว่า “ระวังให้ดี ถ้าคุณเป็นคนที่แพ้สารโซลานินในพืชกลุ่มไนท์เชดส์ ต้องระวังว่าคุณจะป่วย มีอาการของข้อต่ออักเสบอย่างแรง (ACUTE ARTHRITIS)”

3.ถ้าตอบตามแบบฉบับของนายสาทิส ก็ ต้องตอบว่า “ต้องดูที่สภาพของร่างกายและวิธีที่คุณกินผักพวกนี้ด้วย ถ้าระวังตัวให้ดี กินเข้าไปเถอะครับ ไม่เป็นไร ถ้ากินผิดกาลเทศะ รับรองข้อต่อ อักเสบเล่นงานแน่ อย่างที่ผมกำลังเป็นจนเดินเกือบไม่ได้อยู่นี่แหละ”

เอาละครับ ทีนี้เรามาดูรายละเอียดและพื้นฐานของการทดสอบของแต่ละคนว่า ลักษณะของการตรวจสอบนั้นเป็นอย่างไร

การทดสอบของอาจารย์ทีโอดอร์ซาดิสนั้น เป็นการสอบถามจากคนไข้หลาย ๆ ท่านว่า กิน พวกพืชไนท์เชดส์เหล่านี้เข้าไปแล้ว มีอาการอย่างไร หรือเปล่า

การทดสอบแบบนี้ไม่ได้ทำกันอย่างจริงจัง และคนไข้หลายคนของท่านอาจจะเป็นคนไข้ประเภทที่ไม่ชอบกินผักหรือพืชประเภทไนท์เชดส์ พิษสงของเจ้าสารโซลานินยังไม่สะสมในร่างกายมากนัก โทษของมันจึงยังไม่ปรากฏให้เห็น

แต่จากการทดสอบของอาจารย์บัลช์นั้นทำกันอย่างจริงจังมากกว่านักโภชนาการตามแนวทางวิทยาศาสตร์ทางอาหาร ซึ่งอยู่ในกลุ่มของท่านไปศึกษาการบริโภคอาหารทางภาคใต้ของอเมริกา และเลยไปถึงอเมริกาใต้อย่างเม็กซิโกและเปรู ซึ่งบริโภคอาหารประเภทไนท์เชดส์กันมาก เช่น อาหารพวกมันฝรั่ง, มันเทศ, มันสำปะหลัง เป็นต้น

ได้พบว่าพวกที่ชอบบริโภคพืชกลุ่มไนท์เชดส์เหล่านี้ มีอาการข้อต่ออักเสบ เป็นปริมาณมากกว่า 50%

ข้อสังเกตที่น่าสนใจอีกข้อหนึ่งก็คือ กลุ่มผู้บริโภคพืชประเภทไนท์เชดส์มากนี้ เป็นผู้ที่มีฐานะยากจน

(อาหารอะไรที่เสาะหาได้ง่ายและมีมวลหรือเนื้อมากๆ ผักจะมีราคาถูกกว่าอาหารประเภทเนื้อสัตว์)

ทีนี้ก็มาถึงข้อสังเกตของนายสาทิสแล้วแหละครับว่า จะว่ากันอย่างไร?

ผมคิดว่าถ้าเรารู้จักวิธีกินผักพวกไนท์-เชดส์จะไม่มีอันตรายอะไรเลย แต่ถ้ากินอย่างลวก ๆ หรือกินผิดกาลเทศะ จะเกิดโทษอย่างมากมาย ลองดูตามลักษณะและวิธีกินของผมตอนนั้นดูนะครับ

ผมเป็นคนชอบกินผัก แต่ตอนที่เกิดอาการข้อต่ออักเสบขึ้นมา เป็นช่วงเวลาที่ผมเพิ่งฟื้นไข้จากการผ่าตัดใหม่ๆ

นั่นคือแฟคเตอร์ข้อหนึ่งล่ะ แปลว่าตอนนั้นร่างกายผมอ่อนแอมาก ๆ  I.S. หรือ IMMUNE SYSTEM อยู่ในระดับต่ำเกือบถึงศูนย์

อีกข้อหนึ่งพอร่างกายเริ่มฟื้นกินอาหารได้ก็ถึงช่วงเวลาน้ำท่วมใหญ่พอดี ผมอยู่คนเดียวต้องทำอาหารกินเองอย่างที่เล่าให้ฟังแล้ว ไปตลาดหรือซุปเปอร์มาร์เกตหาซื้อผักใบ ๆ จะมาทำอาหารไม่มีเหลือเลย มีแต่พืชประเภทเป็นลูก ๆ เช่น มะเขือ แตงกวา บวบ พวกนี้เท่านั้น หมายความว่าต้องกินผักประเภทไนท์เชดส์เป็นหลักและเป็นเวลานานอยู่ทุกวันเลยแหละครับ

จากเหตุผลสองประการ รวมทั้งการที่ขาดการปฏิบัติตัวที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่ง คือ การออกกำลังกาย ผมชอบเล่นเทนนิสมากและต้องออกกำลังกายแบบหนัก ๆ แทบทุกวัน

เมื่อไม่ได้ออกกำลังกายเป็นเดือนๆ การหมุน เวียนของระบบต่างๆในร่างกาย (METABOLISM) ก็เลวลง เหมือนรถยนต์จอดทิ้งไว้นานๆ สนิมขึ้น สตาร์ตเครื่องเท่าไหร่ก็ไม่ติดนั่นแหละครับ

ข้อแนะนำของผมเกี่ยวกับพืชไนท์เชดส์จึงมีดังต่อไปนี้

1.พืชผักประเภทไนท์เชดส์ เป็นพืชผักที่ดีในด้านโภชนาการ มีทั้งวิตามิน-แร่ธาตุ และบางประเภทก็ยังมีโปรตีน แถมอยู่ในนั้นด้วย อย่างเช่น มันฝรั่ง มันไข่ มันเทศ เป็นต้น

ฉะนั้นเลือกกินพวกผักหลาย ๆ อย่างคละกันไป อย่ากินแต่ผักประเภทไนท์เชดส์อย่างเดียว (เพราะมันอร่อย)

2.อย่ากินชนิดสด ๆ แต่ให้สลับกันสด ๆ บ้าง สุก ๆ บ้าง (ต้ม-ผัด) บ้าง

3.ให้ดูสภาพของร่างกาย  ถ้ากำลังป่วย  หรือเพิ่งฟื้นไข้ หรือแน่ใจว่า IMMUNE SYSTEM กำลังตกต่ำ งดพวกอาหารไนท์เชดส์เสียเลยจะดีกว่า

4.ถ้าคิดว่าเริ่มมีอาการของข้อต่ออักเสบ นอกจากจะหยุดกินอาหารประเภทไนท์เชดส์แล้ว ให้ใช้วิธีกำจัดท็อกซินออกจากร่างกาย เช่น ทำดีทอกซ์ คุมอาหาร (ใช้สูตรอาหารชีวจิตนั่นแหละ) และออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ

เราแนะนำให้กินวิตามินกลุ่มแอนตี้ออกซิแดนต์ (วิตามิน A, C, D, E อย่างละ 1 เม็ด ต่อวัน 2 อาทิตย์ แถมด้วย NIACIN (500 mg.) และ ZINC อย่างละ 1 เม็ดด้วย

เรื่องการรักษาและดูแลอาการข้อต่ออักเสบนี้อย่าทำเล่น ๆ นะครับ ต้องทำกันจริง ๆ เพราะเคยปรากฏรายงานจากกลุ่มของอาจารย์บัลช์ว่า บางคนมีอาการข้อต่ออักเสบอ่อนๆ แต่ปล่อยไว้นานไม่ดูแลตัวเองให้ดี  เลยกลายเป็นโรคลูปัส (SLE) ขึ้นมาก็ยังมีเลยครับ

ฉะนั้นอย่าทำเล่นๆ  ขอเตือนว่า โรคข้อต่ออักเสบไม่ใช่โรคร้ายแรง  แต่ปล่อยให้มันลุกลาม ในไม่ช้าชีวิตต่อไป โดย เฉพาะเมื่ออายุมากแล้ว จะทรมานมากเลยครับ

แก่อย่างยากจนแต่มีสง่าราศี ดีกว่าแก่อย่างเศรษฐีแต่เดินไม่ได้นะครับ

***********

ข้อสรุปเกี่ยวกับผักและพืชประเภทไนท์เชดส์ขณะนี้ก็คือ ถ้าคุณกินผักประเภทนี้แต่อย่างเดียวโดยไม่กินผักหรือพืชอย่างอื่นด้วย คุณก็มีโอกาสที่สารโซลานินจะสะสมอยู่ในร่างกายมากๆ และเมื่อถึงระยะหนึ่งที่ร่างกายของคุณอ่อนแอ (I.S. ในร่างกายต่ำ) อาการข้อต่ออักเสบหรือ ARTHRITIS ก็จะลุกลามกำเริบทันที

ที่ผมเป็นห่วงมากๆอย่างที่ได้พูดไว้ในไทยรัฐของเราฉบับก่อนๆ ก็คือ ชาวไร่หรือชาวบ้านทั่วๆไปที่ท่านชอบปลูกสวนครัวในบ้าน หรือปลูกผักริมรั้ว เช่น บวบ มะเขือต่างๆ เหล่านี้ ท่านมักจะไม่มีโอกาสได้กินผักแพง ๆ เช่น บรอกโคลี ดอกกะหล่ำ ผักกาดแก้ว ฯลฯ เหล่านี้ ท่านก็จะกินแต่ผักปลูกง่าย ๆ ในสวนครัว หรือผักริมรั้วเป็นประจำเท่านั้น

นอกจากจะปลูกง่าย เก็บง่ายแล้ว ผักพวกไนท์เชดส์เหล่านี้ กินสด ๆ รสหวานกรอบ อร่อยมาก มีน้ำพริกถ้วยเดียว ท่านก็กินข้าวทุกมื้อได้เต็มอิ่ม

และก็คงจะเห็นนะครับ คุณน้า คุณป้า คุณยายเหล่านี้ ท่านจะบ่นปวดข้อ ปวดเข่า ปวดหลัง ปวดเอวเป็นประจำ ถ้าท่านเกิดมีอาการข้อต่ออักเสบชนิดอื่น ๆ เช่น กรดยูริกสูง คอเลสเทอรอลสูง แคลเซียมเกาะตามข้อต่อเป็นก้อน เป็นแผ่น อย่างที่ชาวบ้านชอบเรียกกันว่า กระดูกงอก อาการปวดทั้งตัวก็จะเพิ่มมากขึ้น

ถ้าไปถามท่านว่า ท่านทราบไหมว่า เป็นอย่างนี้เพราะอะไร ท่านก็จะตอบว่า อายุมากแล้ว แก่แล้ว มันก็ต้องเป็นไปตามอายุอย่างนี้แหละ

ฉะนั้น ถ้าใครมีญาติหรือคนรู้จักที่ทำท่าว่าจะมีอาการอย่างนี้ ช่วยบอกท่านให้ท่านป้องกันและแก้ไขไว้ก่อน โดยแนะนำเรื่องอาหารให้กินให้ถูกส่วน และให้รู้จักผักประเภทไนท์เชดส์ว่า มีประโยชน์และมีโทษอย่างไร

อย่างนี้จะเป็นการป้องกันและแก้ไขง่าย ๆ ช่วยให้คนปวดหลัง ปวดเอวลดลงได้ไม่น้อยเลย

ข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งซึ่งอยากจะเตือนก็คือ คุณน้า คุณป้าเหล่านี้ เมื่อมีอาการปวดขึ้นมา ท่านมักจะชอบไปซื้อยาแก้ปวดมากินเอง

ยาแก้ปวดรักษาโรคข้อต่ออักเสบ หรือ ARTHRITIS ไม่ได้หรอกครับ เมื่อกินยาแก้ปวด อาการปวดจะทุเลาไปได้สัก 2-3 วัน แล้วก็ปวดอีก ปวดแล้วปวดอีกอย่างนี้จะทำอย่างไรดี

ท่านก็มักจะไปซื้อยาแก้ปวดมากินเป็นประจำ ไม่ช้าก็เกิด “โรคตาม” คือ ปวดท้อง ปวดกระเพาะ ลำไส้ เป็นโรคกระเพาะเพิ่มขึ้นมาอีก

ถ้าเป็นอย่างนี้ชีวิตบั้นปลายจะไม่กลายเป็นชีวิตที่ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างน่าสังเวชเหลือเกิน หรือครับ?

ถึงตอนนี้ผมก็อยากจะคุยถึงเรื่องโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ สักนิด เคยไปบรรยายตามที่ต่างๆหลายสิบครั้งแล้ว แต่ยังไม่เคยเอามาเขียนให้แฟนๆ ชีวจิตท่านอ่านเป็นเรื่องเป็นราวสักทีเลย

จากการที่ได้ก่อตั้ง “ชีวจิต” ในเมืองไทยมาถึง 27 ปี ได้แนะนำและช่วยดูแลคนป่วยประเภทต่างๆมามากมายพอสมควร ผมพอจะสรุปความรู้สึกของคนไทยเกี่ยวกับการเจ็บป่วยได้ดังนี้

ผมคิดว่าคนไทยแทบทั้งหมดเชื่อว่า เมื่อเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา จะหายจากการเจ็บป่วยได้ ก็ต้องใช้ยารักษาเท่านั้น เมื่อป่วยก็ต้องมียา คนไทยเชื่อกันอย่างนั้น

ตอนนี้ผมอยากจะสร้างคติใหม่ขึ้นมา “โรคทุกโรค ไม่ได้รักษาได้ด้วยยา เพราะโรคบางโรคไม่มียารักษา”

ผมเคยให้ความรู้แก่พวกเพื่อนๆ ชีวจิต โดยแบ่งโรคภัยไข้เจ็บออกเป็นสองกลุ่ม ใช้ภาษาง่ายๆว่า “โรคซึ่งเป็นโรค” กับ “โรคซึ่งไม่ใช่โรค”

โรคซึ่งเป็นโรค” หมายความว่า เป็นโรคซึ่งมีเชื้อโรคเข้ามาอยู่ในตัวเรา เราจึงป่วย

โรคซึ่งไม่ใช่โรค” หมายถึง โรคซึ่งไม่มีเชื้อโรคเข้ามาในตัวเรา แต่ทั้งๆ ที่ไม่มีเชื้อโรคนี่แหละ เราก็ป่วยได้

ขอสรุปสั้นๆตรงนี้ก่อนว่า “โรคซึ่งเป็นโรคนี้ มียารักษา”

แต่ “โรคซึ่งไม่ใช่โรค ไม่มียารักษา”

หลังจากสรุปสั้นๆแล้ว เราก็จะพูดถึงรายละเอียดของโรคสองกลุ่มนี้ต่อไป

ต้องพูดกันยาวเลยทีเดียวแหละครับ

ผมจึงขอให้แฟนๆชีวจิต (แฟนแท้) กรุณาย้อนไปอ่านคติใหม่ที่ผมเสนอไว้ข้างต้นนี้อีกที เพราะคติใหม่ที่ว่านี้ฟังดูง่ายเกินไป หลายท่านอ่านเพียงพอผ่านสายตาแล้วก็ไม่ได้คิดตาม จึงขอให้กลับไปอ่านย้อนต้นอีกครั้ง

ต่อไปนี้ผมขออนุญาตอธิบายถึง “โรคซึ่งเป็นโรค” เสียก่อน ขอโทษล่วงหน้าว่า ต้องเอาภาษาวิชาการมาใช้อธิบายด้วย

โรคซึ่งเป็นโรค” นี้ หมายความว่า เป็นโรคซึ่งมีเชื้อโรคชนิดต่าง ๆ เข้ามาอยู่ในตัวเรา เราจึงป่วย

เชื้อโรคมีหลายพันหลายหมื่นตัว ต่อไปอาจจะมีเป็นแสนๆล้านๆก็ได้ เพราะเชื้อเหล่านี้ เกิดใหม่ได้ ผสมพันธุ์ใหม่ขึ้นมาอีกมากมาย

ในด้านการแพทย์เราศึกษาค้นพบเชื้อโรคเหล่านี้ แล้วเราก็เอาเชื้อไปเพาะในห้องทดลอง ทดสอบดูชีวิตของมัน เกิดอย่างไร โตและขยายต่อไปอย่างไร

แล้วเราก็คิดค้นคว้าหายามาฆ่าเชื้อแต่ละชนิดนั้น เราก็จัดยาฆ่าเชื้อแต่ละชนิดไว้เป็นหมวดหมู่ เมื่อพบว่าเราป่วยเพราะเชื้อชนิดใด เราก็เอายามาฆ่าเชื้อโรคชนิดนั้น

โรคซึ่งเป็นโรคนี้” จึงรักษาได้ด้วยยา

เพื่อความเข้าใจง่ายๆ ผมจะขอลองยกตัวอย่างกลุ่มของ “โรคซึ่งเป็นโรค” นี้ มาสัก 6 กลุ่ม เป็นตัวอย่างซึ่งจะทำให้คุณรู้จัก “โรคซึ่งเป็นโรค” นี้ได้ดีขึ้น

1. กลุ่มเชื้อโรคแบคทีเรีย (BACTERIA) กลุ่มนี้มีเชื้อโรคมากมายหลายร้อยหลายพันตัวทีเดียวครับ

2. กลุ่มเชื้อโรคไวรัส (VIRUS)

3. กลุ่มเชื้อโรคโปรโตซัว (PROTOZOA) กลุ่มนี้ เราไม่ค่อยจะได้ยินและไม่รู้จักดีนัก แต่มันคือ เชื้อโรคประเภทเซลส์เดี่ยว อย่างเชื้อมาลาเรียหรือไข้จับสั่น เป็นต้น

4. กลุ่มพวกพยาธิ (PARASITE) พวกพยาธินี้ มีตัวมีตนเห็นชัด เข้ามาอาศัยอยู่ในตัวเรา เช่น พยาธิตัวกลม พยาธิเส้นด้าย พยาธิตัวตืด พยาธิใบไม้ เหล่านี้ เป็นต้น

5. กลุ่มพวกเชื้อรา (FUNGUS) กลุ่มนี้พวกเรารู้จักกันดี เช่น กลาก เกลื้อน หรือเชื้อราในร่มผ้า ที่เรียกกันว่า เม็นส์ขาว เป็นต้น

6. กลุ่มพวกเชื้อผสมพันธุ์ (CHLAMYDIA) พวกนี้เป็นเชื้อพันธุ์ใหม่ซึ่งทำให้พวกแพทย์ปวดหัวกันมาก เพราะมันเป็นพวกเชื้อโรคต่างพันธุ์มาผสมกันเอง อย่างเชื้อแบคทีเรียผสมกับไวรัส เกิดเป็นเชื้อพันธุ์ใหม่ เช่น หวัดนก หวัดหมู เป็นต้น

เอาละครับ เพิ่งเริ่มต้นเพียงเท่านี้ ปรากฏว่าเพื่อนๆชีวจิตหลายท่านเริ่มมึนหัว ตาหูลายกันขึ้นมาแล้ว ฉะนั้นเอาเบาๆไว้แค่นี้ก่อน

เรื่อง “โรคซึ่งเป็นโรค” กับ “โรคซึ่งไม่ใช่โรค” นี้สำคัญมากสำหรับท่านที่อยากจะเข้าใจว่า “เอ! ก็กินยาตั้งมากมายแล้ว แล้วทำไมมันจึงไม่หายสักที”

ขอให้ใจเย็นๆ อ่านเรื่องใหม่ที่ผมเขียนถึงวันนี้ช้าๆ แล้วค่อยๆติดตามที่ผมแนะนำไว้ ตอนต่อไปจะสำคัญมากครับ สำหรับเพื่อนๆที่อยาก

จะดูแลตัวเองให้สุขภาพดีขึ้น เป็นหนุ่มเป็นสาวมากขึ้น และอายุยืนมีความสุขทั้งกายและใจมากขึ้น

อย่าลืม เรื่องคอร์สสปาร์ตันนะครับ เราจัดคอร์สมาทุกปีจนเป็นประเพณีไปแล้ว ปีที่แล้ว

จัดไม่ได้เพราะน้ำท่วม แต่เดือนหน้านี้เราจัดใหม่แน่นอนแล้ว และมีสูตรใหม่ BMU

เกี่ยวกับการสร้างชีวิตใหม่  ท่านอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก ได้กรุณาให้คติทางธรรมะแก่พวกเราด้วย ได้ครบทั้งเรื่องกายและใจครับ

“เริ่มชีวิตใหม่ด้วย BMU” 16–19 กุมภาพันธ์ 2555 โทร. 0 –2422–9111 ต่อ 2108 หรือ 08–1376–8657.

*************

สาทิส อินทรกำแหง

ที่มา: ที่มา: ไทยรัฐ 15, 22, 29 มกราคม 2555

.

Related link:

.

LIST OF NIGHTSHADE VEGETABLES & FRUITS

Nightshade Vegetables: Should People With Arthritis Avoid Nightshade Foods?