รู้ทัน… ภาวะหัวใจล้มเหลว

หลายครอบครัวต้องสูญเสียสมาชิกไปอย่างกะทันหัน โดยไม่รู้ว่าการเสียชีวิตนั้นมาจากสาเหตุใด แต่พอนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล ผลการวินิจฉัยจากแพทย์กลับระบุว่า “เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว เป็นเหตุให้เสียชีวิตกะทันหัน” ซึ่งญาติและคนใกล้ชิดไม่เคยสังเกตหรือรับรู้มาก่อนว่ามีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับหัวใจ…ทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยๆ มาจากความไม่รู้เท่าทันภาวะหัวใจล้มเหลวใช่หรือไม่ ?

ภาวะหัวใจล้มเหลว คือภาวะที่หัวใจไม่สามารถทำงานตอบสนอง ความต้องการของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในสภาวะต่างๆ สาเหตุเกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือภาวะความดันโลหิตสูงที่เป็นอยู่นานๆ จะทำให้หัวใจทำงานหนักมากเกินไป เพราะต้องคอยบีบเลือดผ่านหลอดเลือดที่มีความต้านทานสูงจนในที่สุดทนไม่ไหวเกิดภาวะหัวใจโตและหัวใจล้มเหลวในที่สุด

นอกจากนี้ การติดเชื้อบางประเภทส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอลง ถ้าเป็นมากจะทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ หรือแม้แต่ความผิดปกติของลิ้นหัวใจ ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ จึงสรุปได้ว่าความผิดปกติของหัวใจทุกชนิด ถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาทันเวลาจะทำให้หัวใจโตและหัวใจล้มเหลวในที่สุด

อาการสำคัญของภาวะหัวใจล้มเหลว

– เหนื่อยหอบในเวลาออกแรงแม้ทำกิจกรรมเบาๆ
– นอนราบไม่ได้
– บางคนต้องตื่นขึ้นมาในตอนดึก เพราะนอนแล้วหายใจไม่สะดวก
– แน่นจุกลิ้นปี่ (ตับมีน้ำคั่ง)

 

การรักษา

การรักษาโดยทั่วไปคือการรับประทานยา ยาที่ใช้ในคนไข้ภาวะหัวใจล้มเหลวมีหลายขนาดและหลายประเภทด้วยกัน ซึ่งจะแตกต่างไปตามสภาวะและความรุนแรงของโรค ยาที่ใช้ เช่น ยาขับปัสสาวะ ยากั้นเบต้า เป็นต้น

นอกเหนือไปจากการรับประทานยาคือ การควบคุมภาวะที่กระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว เช่น ควบคุมการบริโภคน้ำและเกลือ เพื่อป้องกันน้ำที่เกิดในร่างกาย รวมทั้งการดูแลร่างกาย เช่น รับประทานอาหารที่เหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ผู้ที่มีน้ำหนักเกิดควรลดน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เป็นต้น ที่สำคัญคือ คนไข้ภาวะหัวใจล้มเหลวควรได้รับคำแนะนำในเรื่องการปฏิบัติตน และการใช้ยา รวมทั้งผลข้างเคียงของยา

ข้อควรปฏิบัติสำหรับคนไข้

คนไข้ต้องชั่งน้ำหนักทุกวัน เพื่อดูว่าปริมาณน้ำในร่างกายมากเกินไปหรือไม่ เวลาที่ชั่งน้ำหนักควรเป็นตอนเช้าหลังจากถ่ายปัสสาวะแล้ว และก่อนรับประทานอาหารเช้า รวมทั้งจดบันทึกน้ำหนักทุกวัน ถ้าน้ำหนักเพิ่มมากกว่า 2 กิโลกรัมในหนึ่งวัน ควรพบแพทย์ ในบางกรณีโดยเฉพาะคนไข้บางรายที่มีการทำงานของไตเสื่อมไป อาจจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณน้ำรวมทั้งของเหลวอื่นๆ ที่ดื่มหรือรับประทานในแต่ละวัน ทั้งนี้แพทย์จะเป็นผู้แนะนำว่าปริมาณน้ำที่จะจำกัดคือปริมาณเท่าไร

จดบันทึกรายการอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน เพื่อควบคุมปริมาณเกลือโซเดียมที่รับประทาน ทั้งนี้ ปริมาณเกลือที่มากเกินไปจะทำให้ปริมาณน้ำในร่างกายคั่งค้าง (เพราะเกลือจะดูดน้ำไว้ได้มาก) ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักจนเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ในแต่ละวันควรจำกัดปริมาณเกลือโซเดียมไม่เกิน 2 กรัมต่อวัน หรือประมาณเกือบ 1 ช้อนชา หรือน้ำปลาประมาณ 2 ช้อนโต๊ะเท่านั้น จะเห็นว่าอาหารที่รับประทานในแต่ละวันจะมีปริมาณเกลือเกินอยู่แล้ว ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุงรส รับประทานอาหารรสจัด อาหารที่มีผงชูรส (มีเกลือโซเดียมแต่ไม่มีรสเค็ม) อาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง  เป็นต้น

คนไข้ต้องหมั่นสังเกตอาการตนเองว่า มีอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวกำเริบ เช่น อาการบวม นอนราบไม่ได้ หรือเหนื่อยผิดปกติ ถ้าเริ่มมีอาการที่ผิดปกติไป ควรปรึกษาแพทย์แต่เนิ่นๆ หรือพบทีมแพทย์ที่ดูแลเรื่องหัวใจโดยเฉพาะ

การออกกำลังกายง่ายๆ และทำได้เกือบทุกคน เช่น การเดิน โดยเริ่มจากการเดินช้าๆ แล้วพักเป็นช่วงๆ จดบันทึกการออกกำลังกายเพื่อให้แพทย์ปรับการออกกำลังกายให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ถ้าทำได้ดีและสม่ำเสมอ จะทำให้หัวใจแข็งแรงดีขึ้น โอกาสที่จะเสียชีวิตลดน้อยลง

 
ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลเวชธานี
http://www.vejthani.com

ที่มา: ไทยรัฐ 27 มกราคม 2555

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s