ฝึกลูกเป็นไอน์สไตน์

ธรรมชาติของเด็กมักจะมีความอยากรู้ อยากเห็น สังเกตได้จากคำถาม “ทำไม” และ “อย่างไร” ตลอดเวลา พ่อแม่ จะช่วยลูกพัฒนาทักษะการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้อย่างไร ให้สนุกไม่น่าเบื่อ

ชนม์ณธรรม ทองประเสริฐ อาจารย์สอนวิทยาศาสตร์ บอกว่า การสอนวิทยาศาสตร์ ไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่า ต้องอยู่ในห้องเรียนเท่านั้นถึงเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้ พ่อแม่ ผู้ปกครองสามารถดัดแปลงบ้านให้เป็นห้องเรียนวิทยาศาสตร์ได้เช่นกัน ยกตัวอย่างในห้องครัว สามารถสอนเด็กเกี่ยวกับ “พลังงาน”

ห้องทดลองวิทย์

เริ่มต้นจากให้เด็กสังเกตเวลาที่แม่ใช้เตาแก๊ส ว่า เมื่อเกิดการเผาไหม้แก๊ส เชื้อเพลิงจากถังแก๊สจะมีการเปลี่ยนรูปพลังงานเคมีในแก๊สเชื้อเพลิง เป็นพลังงานความร้อน เป็นพลังงานแสง พลังงานเสียง โดยเฉพาะพลังงานความร้อนที่นำไปใช้ในการทำอาหารให้สุก ด้วยกรรมวิธีต่างๆ เช่น ทอด ผัด ต้ม ตุ๋น

ระหว่างที่จุดแก๊ส นั้นถามลูกว่า มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ? เพื่อฝึกให้รู้จักสังเกต เพราะระหว่างที่จุดแก๊สจะเกิดเสียง แสง เปลวไฟขึ้น พร้อมกันนั้นคอยป้อนคำถามให้เด็กคิด เช่น หนูรู้ไหมว่าพลังงานงานความร้อนทำให้อาหารสุกได้อย่างไร จากนั้นรอให้เด็กตอบคำถาม

ถ้าเด็กตอบไม่ได้หาวิธีทดลองให้เขาเห็นภาพ ด้วยการทดลองต้มไข่ หรือทอดไข่ เพื่อให้เขาเข้าใจถึงกระบวนการที่ทำให้อาหารสุกนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร คำตอบคือ การถ่ายโอนความร้อน โดยผ่านอากาศ ภาชนะ ผ่านน้ำ (ต้ม) หรือน้ำมัน (ทอด) จากนั้นอธิบายเพิ่มว่า การถ่ายโอนความร้อน โดยผ่านอากาศ น้ำ หรือน้ำมัน เรียกว่า การพาความร้อนโดยผ่านภาชนะ โลหะต่างๆ เรียกว่า การนำความร้อน ตรงนี้เด็กจะได้มีความรู้เกี่ยวพลังงานและการถ่ายโอนความร้อน

“ การใช้อุปกรณ์ใกล้ตัวที่อยู่ในชีวิตประจำวันจะทำให้เด็กเข้าใจดีกว่าการใช้อุปกรณ์ในห้องเรียนเสียอีก เพราะจริงๆ แล้ว วิทยาศาสตร์คือธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเรา”

อาจารย์ ชนม์ณธรรม ยกตัวอย่างการสอนเรื่อง “เสียง” ว่า ลองถามลูกว่า รู้ไหมว่าเสียงเกิดขึ้นได้อย่างไร เชื่อว่าคำถามนี้เด็กยังตอบไม่ได้ให้ลองถามต่อไปว่า ในแต่ละวันหนูได้ยินเสียงอะไรบ้าง เด็กตอบว่า ได้ยินเสียงรถยนต์ เสียงสับหมู เสียงร้องสุนัข ฯลฯให้ถามต่อว่า เสียงแต่ละอย่างเหมือนกันไหม เด็กตอบว่าไม่เหมือนกัน

ถามย้อนกลับไปว่า ทำไมไม่เหมือนกัน คำตอบที่ได้คือ แหล่งกำเนิดเสียงต่างกัน แล้วแหล่งกำเนิดเสียงทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร มาถึงตรงนี้ ถ้าเด็กตอบไม่ได้ให้เขาจับที่คอแล้วส่งเสียงพูดออกมา เขาจะรู้ได้ทันทีว่าเสียงจะเกิดขึ้นได้ต้องมีการสั่นสะเทือนของแหล่งกำเนิดเสียงเหมือนกับสายเสียงในกล่องเสียง ถ้าสั่นสะเทือนมากเสียงก็จะดังไปไกล ถ้าสั่นสะเทือนน้อยเสียงก็จะเบาไปไม่ไกล

จากประสบการณ์ในฐานะครูวิทยาศาสตร์ ชนม์ณธรรม เล่าให้ฟังว่า การสอนวิทยาศาสตร์สามารถสอนเด็กได้ตั้งแต่ชั้นอนุบาล ไม่ต้องรอให้เข้าโรงเรียน แต่เด็กจะสามารถเรียนรู้ได้ขึ้นอยู่กับคนสอนด้วยว่า มีวิธีการสอนให้เด็กรู้จักที่จะตั้งคำถาม ค้นหาวิธีการหาคำตอบด้วยตนเอง และฝึกกระบวนการคิดหลากหลายวิธีได้หรือไม่
“ตรงนี้พ่อแม่อาจต้องทำการบ้านด้วยการทบทวนความรู้ที่เคยเรียนมาประยุกต์ใช้กับลูก และใช้วิธีการอธิบายที่เด็กเข้าได้ง่าย ๆ ไม่จำเป็นต้องรู้ทฤษฎี” นอกจากจะเป็นการปลูกฝังให้เด็กสนใจวิทยาศาสตร์แล้วยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกได้เป็นอย่างดี

เลิร์นนิ่งบายดูอิ้ง

Mr.Kosuke Ide ผู้เชี่ยวชาญจากกักเคน ประเทศญี่ปุ่น ผู้ผลิตการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ด้วยกิจกรรม ไม่ใช่แค่อ่านหนังสืออย่างเดียว ไม่ใช่แค่จดตามที่ครูสอนอย่างเดียว แต่ต้องสอนให้เด็กเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ หรือเรียกว่า ‘เลิร์นนิ่งบายดูอิ้ง’ (learning by doing) นั้นจะทำให้เด็กสามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตของเขาได้และสามารถจดจำได้นาน

เหมือนอย่างที่ทฤษฎีสามเหลี่ยมประสบการณ์ ระบุไว้ว่า ถ้าเวลาผ่านไป 2 สัปดาห์เราจะจำได้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์ของที่เราอ่าน จำได้แค่ 20 เปอร์เซ็นต์ของที่เราได้ยิน และ 30 เปอร์เซ็นต์ของที่เราได้เห็น แต่เราสามารถจำได้มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของที่เราทำจริง

นั่นหมายความว่า ถ้าเด็กมีประสบการณ์ในการทำจริงก็จะจำได้อย่างแน่นอน สะท้อนให้เห็นว่าการ เลิร์นนิ่งบายดูอิ้ง จะทำให้เด็กได้ความรู้มากที่สุด

ผู้เชี่ยวชาญจากกักเคน ยกตัวอย่างว่า มีกระดาษหนึ่งแผ่น ให้ลองจินตนาการดูว่าเป็นครั้งแรกที่เด็กเคยเห็นกระดาษ สีขาว ลองคิดดูว่า ถ้าครูสอนว่ากระดาษคืออะไรผ่านจากแบบเรียนอย่างเดียวแล้วให้ท่องว่า สมบัติของกระดาษคือ… อย่างเดียวจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเด็กไม่เคยจับกระดาษ หรือทำอะไรกับกระดาษเลย

แต่ถ้าเด็กได้สัมผัสจริง ลองพับ ลองฉีก ไม่แน่เด็กอาจเข้าใจว่า กระดาษคืออะไร นี่คือตัวอย่างในการเรียนรู้ เพราะเมื่อเด็กเข้าใจคอนเซปต์และหลักการของวิทยาศาสตร์ จะสามารถนำไปปรับใช้ได้ เช่น สามารถพับ กระดาษเป็น เครื่องบินได้ นี่คือข้อดีของการ เลิร์นนิ่งบายดูอิ้ง

Mr.Kosuke บอกว่า องค์ประกอบห้องเรียนทดลองวิทย์ มีองค์ประกอบหลักอยู่ 3 ส่วน คือ 1. สังเกต (Observe) 2. สำรวจ (Explore) 3. สะท้อน (Reflect)

“บางครั้งคุณอาจทำให้เด็กดู เด็กก็อาจได้ความรู้บ้างในฐานะคนดู แล้วเด็กก็จะตั้งคำถามขึ้นมาว่า ทำไม อย่างไรถึงเป็นเช่นนั้น แล้วบอกให้เด็กลองทำดู จากนั้นให้เด็กสะท้อนความคิดเห็น เป็นเหมือนวัฏจักรการเรียนรู้ของห้องทดลองวิทย์”

การเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือ การนำสิ่งที่ใกล้ตัวมาทดลอง เด็กจะได้เรียนรู้ว่า วิทยาศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 8 มีนาคม 2555

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s