ใครเสี่ยงเชื้อนิวโมคอคคัส ติดแล้วระวังตาย

แต่ละครอบครัวควรรู้ไว้ว่า มีเชื้อโรคร้ายอยู่ตัวหนึ่งที่เป็นอันตรายกับเด็กเล็กและคนสูงวัย นั่นคือ เชื้อแบคทีเรียชื่อ‘นิวโมคอคคัส’ ตัวการก่อโรคปอดบวม และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซ้ำร้ายหากติดเชื้อดังกล่าวแล้วยังนำความเสี่ยงเสียชีวิตมาด้วย

เรื่องนี้ ศ.นพ.ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ และรองหัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พารู้จักอันตรายของการติดเชื้อชนิดนี้ โดยระหว่างสัมมนาเชิงวิชาการโดยไฟเซอร์ หัวข้อ “ทางเลือกในการป้องกัน โรคปอดบวมจากเชื้อนิวโมคอคคัสในผู้ใหญ่” ศ.นพ.ธีระพงษ์ เล่าว่า

โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส เป็นการเรียกชื่อกลุ่มโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สเตรปโตคอคคัส นิวโมเนียอี ซึ่งแบ่งตามการแพร่กระจายของเชื้อ หากติดแล้วลุกลามจะถูกเรียกว่า โรคไอพีดี ทำให้เกิดการติดเชื้อในอวัยวะหลายระบบ เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด การติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมองหรือทำให้เป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ แต่ถ้าติดเชื้อแบบไม่แพร่กระจาย มักทำให้เกิดโรคไซนัสอักเสบ โรคหูชั้นกลางอักเสบ และโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ

ในบรรดาโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียนี้ โรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อนิวโมคอคคัสถูกพบได้ไม่ใช่น้อย แถมยังร้ายกาจเพราะคร่าชีวิตคนทั่วโลกกว่า 1.6 ล้านคนต่อปี เฉพาะในเมืองไทยก็มีการทำวิจัยโดยกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ จึงได้รู้ว่า อัตราการเข้ารักษาตัวในห้องไอซียูดัวยโรคปอดอักเสบในผู้ใหญ่มีมากถึงร้อยละ 33.33 ทั้งยังมีการศึกษาจำเพาะในจังหวัดตัวอย่าง เช่น นครพนม มีอุบัติการณ์ของผู้ป่วยโรคเดียวกันถึง 1,573 คนต่อประชากร 1 แสนคน ในช่วงกันยายน พ.ศ.2546-สิงหาคม พ.ศ.2547

เหตุที่พบผู้ป่วยได้มาก ศ.นพ.ธีระพงษ์ บอกว่า เป็นเพราะเชื้อนิวโมคอคคัส มีมากกว่า 90 สายพันธุ์ แต่มี 20 สายพันธุ์เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคทั้งในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ โดยเชื้อจะอยู่ในโพรงจมูกและลำคอ เมื่อลงไปยังปอดก็จะแบ่งตัวได้ดี ทำให้เกิดอาการอักเสบในปอด

ทั้งนี้ ศ.นพ.ธีระพงษ์ ชี้ว่า หากมีสุขภาพแข็งแรง เชื้อนิวโมคอคคัสจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย แต่หากร่างกายอ่อนแอ อาจเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 20-30 สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสติดเชื้อมากที่สุด คือ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และผู้ใหญ่วัย 50 ปีขึ้นไป เนื่องจากทั้งสองวัยมีภูมิคุ้มกันที่ต่ำกว่าวัยหนุ่มสาว ขณะที่ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง อาทิ โรคเบาหวาน โรคหัวใจวาย โรคตับแข็ง ผู้ป่วยหอบหืดเรื้อรัง ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ และไม่มีม้าม ก็มีความเสี่ยงติดเชื้อสูงเช่นกัน

ผู้ที่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยง สามารถติดเชื้อได้ผ่านระบบทางเดินหายใจ จากคนสู่คน เช่น ไอ จาม สัมผัสกับละอองเสมหะของผู้ป่วย โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุทางเดินหายใจ ฟักตัวราว 1-3 วัน แพร่เชื้อได้ตลอดเวลาที่มีเสมหะ ผู้ป่วยเด็กจะเป็นพาหะได้นานกว่าผู้ใหญ่

อาการของโรคมักประกอบด้วย ไอ มีเสมหะ เหนื่อย หายใจลำบาก หอบ มีไข้ หนาวสั่น ครั้นเชื้อลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด สมอง ก็จะทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือฝีในสมอง

อย่างไรก็ตาม การรักษาแพทย์นิยมใช้ยาปฏิชีวนะ แต่ปัจจุบันพบว่าเชื้อนิวโมคอคคัสมีการดื้อยาเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การรักษาโดยการใช้ยาปฏิชีวนะอาจไม่ประสบความสำเร็จและอาการป่วยมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เสียค่าใช้จ่ายเยอะขึ้น ใช้เวลารักษายาวขึ้น ดังนั้นแพทย์จึงแนะนำให้ใช้วัคซีนป้องกันโรคปอดบวมจากเชื้อนิวโมคอคคัสมาเป็นทางเลือก ด้วยเหตุผลสำคัญที่ว่า ป้องกันไม่ให้เกิดโรคย่อมดีกว่าการรักษาหลังป่วยเป็นโรค สำหรับวัคซีนป้องกันมีอยู่ 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ วัคซีนนิวโมคอคคัสแบบโพลีแซคคาไรด์ และวัคซีนนิวโมคอคคัสแบบคอนจูเกต ทั้งหมดสามารถฉีดให้กับเด็กได้ แต่สำหรับผู้ใหญ่จะให้วัคซีนแบบคอนจูเกตเท่านั้น เนื่องจากสายพันธุ์ของเชื้อที่พบในผู้ใหญ่มีเพียง 13 สายพันธุ์ จึงตรงกับคุณสมบัติการป้องกันของวัคซีนแบบคอนจูเกต

ไม่อยากเป็นปอดบวม ปอดอักเสบ ลองปรึกษาแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อโรคนิวโมคอคคัสเอาไว้.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 11 กันยายน 2555

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s