‘ปัจจุบันขณะ’ ต้นทางแห่งความสุข พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ โดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์

bangkokbiznews121209_001พระวิปัสสนาจารย์รุ่นใหม่วัย 43 ปี 30 พรรษา แนะให้เราใคร่ครวญธรรมในช่วงเดือนสุดท้ายของปี หากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต อะไรคือสิ่งสำคัญ

“สำหรับปุถุชน เมื่อมีความสุขจะตกอยู่ในความประมาท เว้นเสียแต่ว่า ประสบทุกข์บ้างแล้วพิจารณาใคร่ครวญเสมอก็จะไม่ประมาท เพราะมนุษย์จะพยายามแสวงหาทางเอาตัวรอด เมื่อปีที่แล้วคงจำกันได้ถึงน้ำท่วมเป็นอาคันตุกะมาเยือนเรายาวนานจนถึงปลายปี หลายคนพบสัจธรรมตรงนั้น น้ำภายนอกมาเป็นครั้งคราว แต่น้ำในใจ มันท่วมเราอยู่หรือเปล่า ท่วมนอกยังมองเห็น แต่ท่วมในมองไม่เห็น โลภะ โทสะ โมหะ เวลามันท่วมใจเรา เราเห็นไหม”

พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ ชักชวนให้เราครุ่นคิดในกิจปฏิบัติที่กำลังจะผ่านไปอย่างรวดเร็วในอีกสามสัปดาห์ข้างหน้าว่า หากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตที่เราควรจะทำก่อนจากไป

สตีฟ จ๊อบส์ ยังบอกว่า ให้ใช้ชีวิตราวกับว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย คนเรามักจะนึกถึงชื่อเสียง เกียรติยศ เงินทอง แต่คุณรู้ไหม เมื่อความตายมาถึง ทุกสิ่งทุกอย่างมลายไปเลย แต่เมื่อมีชีวิตอยู่วันเดียว คุณสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนาในสิ่งที่คุณคิดว่าสำคัญที่สุด

แต่ก่อนอาตมาเป็นสามเณร เป้าหมายในปีนั้น คือจบเปรียญธรรม 9 ประโยค แล้วตำแหน่งประธานสามเณรก็มีคิวสอบเป็นประธาน ตอนนั้นมีหนังสือเล่มหนึ่ง ‘เวลาแห่งชีวิต’ เป็นจุดเริ่มต้นหักเหของอาตมา เขาบอกว่า ให้คุณลองคำนวณเวลาในชีวิตของคุณดู 3 ปี 1 ปี 6 เดือน 3 เดือน 15 วัน ถ้าหาก 3 ปีจะต้องเสียชีวิต คุณจะทำอะไร มันจะมีคำตอบออกมาเลยว่าจะทำอะไร ไล่มาตามลำดับ กระชั้นเข้ามา แล้วเราจะเห็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

“ตอนนั้นอาตมาเขียนไปว่า 3 ปี ตั้งใจเรียนมหาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถ้า 2 ปีต้องจบเปรียญธรรม 9 ประโยค ถ้า 6 เดือน จะเข้ากรรมฐาน เมื่อเขียนแผนที่ออกมาอย่างนี้จะเห็นความสำคัญที่กระชั้นที่สุด เมื่อเห็นชัดเจนแล้วให้สละสิ่งที่ไม่สำคัญออกไป ตอนนั้น ประธานสามเณร ปฏิเสธไปเลย เพราะหากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต คำตอบของอาตมาคือ บุญกุศล ก็ต้องภาวนา พุทโธ เลย ทุกลมหายใจเข้า หายใจออก แล้วจะรู้ว่าสิ่งใดมีสาระตอนที่ต้องจากไปจริงๆ”

กายใจ : ให้เริ่มต้นภาวนาเสียแต่วันนี้หรือ

พระมหาอุเทน :เราต้องมนสิการภายในใจ การปัจเวกขณะ พิจารณาอยู่เนืองๆ นี่คือสิ่งที่ชาวพุทธเราไม่ค่อยปฏิบัติกัน เราไม่ค่อยพิจารณาว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความแก่ไปได้ เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความเจ็บไปได้ เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความตายไปได้ เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นธรรมดา และเรามีกรรมเป็นของของตน ไม่ว่าทำกรรมอันใดไว้ เราต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

คนไทยเราขาดการมนสิการในข้อที่ว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นธรรมดา ทำให้เราติดยึดคนรัก ยึดติดของรัก เมื่อเราไม่พิจารณา เวลาเจอกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ต้องพลัดพรากก็ทำใจไม่ได้

ทรัพย์สมบัติแท้จริงแล้วเป็นของสาธารณะ ลมก็สามารถพัดพาไปได้ น้ำก็สามารถพัดพาไปได้ ไฟก็สามารถเผาผลาญไปได้ แล้วอะไรเป็นทรัพย์ที่ไม่ใช่ของสาธารณะ นั่นคือทรัพย์ภายใน ที่ไม่มีใครเอาจากเราไปได้ ไม่ถูกทำลายจากดิน น้ำ ไฟ ลม

สมมติเรามีแหวนเพชรวงหนึ่ง ไปวางไว้ในที่สาธารณะก็หาย หรืออยู่กับเราเอง วันหนึ่งก็หาย เพราะมันเป็นของภายนอก เมื่อเราไม่ได้พิจารณา เราก็มองว่ามันเป็นของเราไปตลอด อันนี้สำคัญ ไม่ได้พิจารณาว่า มันจะต้องพลัดพรากไปเป็นธรรมดา ก็จะเกิดความทุกข์จากการติดยึด

เหมือนสังขารที่บอกว่าเป็นอนัตตา ไม่ใช่สัตว์ตัวตน บุคคล เรา เขา ไม่ว่าจะพูดด้วยภาษาอะไรก็ตาม ทุกอย่างก็ตกอยู่ในอำนาจอนัตตา แต่เราไปติดยึดว่าสังขารนั้นเป็นตัวเรา เป็นของเรา พอยึดเป็นของเราแล้ว นั่นคือต้นทางแห่งความทุกข์ เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเราก็ทำใจไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถทำลายสังขารเองได้ เพราะโดยสภาพของมันเป็นอนัตตา การทำลายสังขารหรือการฆ่าตัวตายก็คืออุปาทานในการติดยึดอีกอย่างหนึ่ง ไม่ถูกต้อง

ที่ถูกคือ เวลามีทุกข์ ควรดูใจเราว่า ที่มีทุกข์เพราะใจนะ ตอนที่อาตมาให้ปัจจัยพี่สาวพาแม่ไปอินเดีย 70,000 บาท อาตมาบอกพี่สาวว่า นี่คือปัจจัยพาแม่ไปอินเดีย แล้วอาตมาก็ปล่อยมือ แล้วบอกพี่สาวอีกครั้งว่า นี่คือกระดาษนะ เป็นไง เราก็ละความยึดติดของเราทันทีเลย คือ เราอาศัยโภคทรัพย์ไปแสวงหาอริยทรัพย์ภายใน

ปกติคนเรา ไม่ค่อยทันความคิดกันหรอกเรื่องการปล่อยวาง เพราะเราเกิดมาพร้อมกับการกำ เริ่มแรกของมนุษย์มาพร้อมกับการติดยึด คือกำและโกย ถึงแม้ตอนนี้เราแบมือก็จริง แต่เรากำมันอยู่ในใจ เราเกิดมาในวัฒนธรรมของการติดยึดว่านี่ของหนู นี่ของฉัน อยู่ตลอดเวลา เราไม่ได้เกิดในสังคมอนัตตา ว่านี่ไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่ตัวเรา แต่เราต่างถูกปลูกฝังว่า นี่คือของเราตลอด พอวันหนึ่งมาบอกว่า นั่นไม่ใช่ของเรา ลองปล่อยสิ โทษของกำเป็นทุกข์ ให้ปล่อยบ้าง ไม่ง่ายหรอก

กายใจ : แต่ก็ไม่ยากใช่ไหม

พระมหาอุเทน :ใช่ มันยากเพราะเราไม่อยากปล่อย ถ้าอยากปล่อยต้องกลับมาที่การพิจารณาบ่อยๆ เพราะตัวเรายังยึดอยู่ ธรรมที่เรามีอยู่จึงเป็นแค่เพียงสิ่งประโลมใจแค่นั้น มันไม่สามารถเข้าไปถึงภายในใจให้เราปล่อยและวางได้จริงๆ เมื่อเรากำมาเป็นเวลายาวนาน จะมาละวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

พระพุทธเจ้าตรัสว่า จะละอกุศลได้ด้วยความเพียร คนที่กำไว้แน่น เวลาจะแกะต้องใช้ความเพียรมาก และความเพียรที่จะทำให้คลายความยึดถือต้องมาทำวิปัสสนา คือมองให้ตรงตามความเป็นจริง เพราะที่ผ่านมา เรามองว่าทุกอย่างเที่ยง เป็นสุข ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองไม่ได้ตราบใด ก็ไม่สามารถเข้าถึงวิปัสสนาปัญญาได้เลยที่จะมองให้เห็นว่าทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

การทำความเพียรนั้นไม่ใช่ว่าจะทำกันวันสองวัน ครั้งสองครั้ง เดินจงกรมไม่กี่รอบก็ปล่อยวางได้ มันไม่ง่ายอย่างนั้น สมมติว่า เรากำมาตลอด 50 ปี ถ้าจะปล่อยก็ต้องใช้เวลาประมาณ 50 ปีเหมือนกัน คือเราพยายามหาทางลัดสั้น มีพระบางรูปบางท่านที่พยายามบอกทางลัดสั้น ซึ่งก็บอกได้แต่วิธีการ ความเป็นจริงแล้วลัดสั้นไม่ได้หรอก มันต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย เป็นไปตามขั้นตอนของมัน

ถ้าลัดสั้นได้ พระพุทธเจ้าคงไม่ใช้เวลาบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์มาเป็นเวลาสี่อสงไขยกับเศษแสนมหากัปกว่าที่ท่านจะบรรลุธรรม ดังนั้นวิถีการปฏิบัติของพระโพธิสัตว์นั้นก็นำไปสู่การละนั่นเอง ละอะไร ละมัจฉริยะ ความตระหนี่ นี่คือกระบวนการที่นำไปสู่การปล่อยการวางได้ พระพุทธองค์ตรัสว่า เราได้ละทิ้งสมบัติมา สมบัตินั้นประหนึ่งก้อนน้ำลาย คนที่บ้วนน้ำลายทิ้งแล้ว มีใครที่จะเอาก้อนน้ำลายคืนบ้าง นี่คือเนกขัมมะบารมีของพระองค์ท่านที่เรานำมาเป็นครูได้

การฝึกทิ้ง ฝึกวาง คือบารมีของเรา โดยส่วนใหญ่มนุษย์เราฝึกที่จะได้ จะเอามากกว่า ไม่เคยฝึกในการละ การลด การเลิก แล้วจะให้มาละ เลิกได้อย่างไร มีคำพูดว่า ให้อูฐเข้ารูเข็มยังง่ายกว่าให้เศรษฐีทำทาน ในสภาพการแบบนี้ หากไม่เคยฝึกละมาก่อน มันจึงเป็นเรื่องยาก

การพิจารณาช่วยได้มาก มาคิดดูสิว่า ชีวิตเริ่มต้นจากตัวเปล่านะ ไม่มีอะไรมาเลย แล้วมาสร้างอะไรภายหลังต่างหาก ฉะนั้น ถ้าจะกลับไปสู่ความไม่มีอีกจึงมิใช่เรื่องแปลก เพราะจุดเริ่มต้นก็มาจากความไม่มี มาจากดิน น้ำ ไฟ ลม ที่สุดแล้วก็กลับคืนสู่ดิน น้ำ ลม ไฟเหมือนเดิม เรามาก็มาคนเดียว ตายก็ตายคนเดียว ที่มาอยู่ร่วมกันก็เป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อแรงเหวี่ยงของกรรมไปจนสุดทาง เราก็แยกจากกัน อย่างคู่สามีภรรยา ช่วงของการหมดวงโคจรของกรรม ก็แยกทางกัน ถ้าวันนี้เราต้องแยกทางกันจึงไม่ใชเรื่องแปลก มาคนเดียวไปคนเดียวจริงๆ เวลาตาย เราไม่สามารถเอาใครไปได้เลย ถ้าคิดอย่างนี้ได้ก็วางใจเป็นกับการสูญเสีย

กายใจ : ต้องอาศัยความเพียรอย่างต่อเนื่องใช่หรือไม่

พระมหาอุเทน :ปกติ ธรรมะของปุถุชนคืออัตตา ธรรมะของอริยบุคคลคืออนัตตา เราก็ฝึกพิจารณาธรรมะของอริยบุคคลไว้บ่อยๆ แม้ยังทำไม่ได้เลยก็ฟังบ่อยๆ แล้วน้อมมาปฏิบัติ เริ่มละสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงใหญ่ๆ คือ สังขาร กายใจ ของเราเอง ต้องหมั่นฟัง หมั่นทบทวน ไม่งั้นก็ลืม เพราะถ้ายังไม่เข้าไปอยู่ในใจ จิตมันก็จะไหลลงต่ำเสมอ แต่ถ้าพิจารณาอยู่เนืองๆ จิตก็ไหลลงสู่กระแสธรรมได้ ดังคำที่ครูบาอาจารย์กล่าวว่า หยั่งลงในธรรม เมื่อหยั่งลงในธรรมแล้ว ก็หมดความสงสัยในพระรัตนตรัย พอรู้ธรรม ใจก็หยั่งลงสู่ธรรม เข้าสู่กระแสของอริยชน ถ้าเป็นโสดาบันก็อาจจะขาดสติบ้าง แต่สำหรับอริยบุคคลที่สูงขึ้นไปก็จะมีสติอยู่กับเนื้อกับตัวตลอดเวลา เมื่อเรารู้ตัวว่ายังไม่มีธรรมหยั่งรู้สู่ในใจ จึงต้องหมั่นเติมธรรมไปเรื่อยๆ โดยการฟังบ้าง อ่านบ้าง ไปเข้ากรรมฐานบ้าง เพื่อให้เรารู้ว่า วิธีทำให้ใจเย็นลงทำอย่างไร จู่ๆ ถ้าเราเจอเหตุการณ์รุนแรงแล้วจะให้ทำใจเลย ทำไม่ได้หรอก

กายใจ : นอกจากความเพียรแล้ว ยังมีสิ่งใดที่ควรน้อมมาใส่ใจในการปฏิบัติ

พระมหาอุเทน :อาตมาไปอินเดียมา ไม่เคยทำการตัดต่อวิดีโอเลย ก็กลับมาเรียนรู้โปรแกรมการตัดต่อ ใจหนึ่งก็คิดว่า ไม่ใช่หน้าที่ของเรา ก็มาคิดว่า ทำไมต้องทำ แล้วก็มีคำตอบว่า เพื่อให้ธรรมะนี้เผยแพร่ไปยังประชาชนได้มากขึ้น เมื่อมองไปที่เป้าหมายของธรรมะก็ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ ก็อยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ตีสี่ถึงห้าโมงเย็น ทำผิดทำถูก ก็ใช้กระบวนการทางปัญญาเข้ามาเยอะ

การเรียนรู้เกิดขึ้น ประกอบด้วยความเพียรจนสำเร็จ ถ้าไม่มีเป้าหมายทางธรรมที่จะเผยแผ่หลักธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ เราทำไม่ได้ แต่พอมีเป้าหมาย แล้วมีความสุขกับการตัดต่อ ให้ใจกับมัน ตรงนี้เองที่เรียกว่าฉันทะ คือความพึงพอใจ มาจากวิริยะ

เช่นเดียวกับตอนที่อาตมาไปอินเดียมา 11 วัน กลับมาเขียนหนังสือ ‘ธรรมยาตรารำลึก พุทธภูมิ’ ใช้เวลา 3 เดือน เขียนได้ 500 หน้า บางคนบอกว่าไปอินเดียมารอบเดียวเขียนไม่ได้หรอก แต่อาตมาทำได้แล้วสำเร็จ ช่วงที่ไปไม่ได้บันทึกข้อมูลอะไรไว้เลย ตอนเขียนใช้ความจำระลึกเอา แล้วลำดับเรื่อง ตอนนั้นบอกแต่เพียงว่า ต้องเขียนเพราะเดี๋ยวจะลืม อาศัยหนังสือเดินทางเป็นดัชนีเท่านั้นเอง แล้วมาซ่อมช่วงต้นที่ยังไม่ได้เอกภาพ มันมีความสุขในการทำใหม่มาก อะไรเกิดขึ้นในตัวเรา นั่นคือ ฉันทะ วิริยะ ความมุ่งมั่น

ขอให้เราทุกคนมีความสุขในการทำเหตุ มากกว่ายินดีรอรับผล ส่วนใหญ่คนเราไปรอรับผล แต่มักลืมไปว่าผลจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อเหตุสมบูรณ์ เราเรียนมหาวิทยาลัยกว่าจะจบสี่ปี บางคนมีความสุขวันเดียวคือวันรับปริญญา ไม่กี่วันก็ทุกข์อีกเพราะไม่มีงานทำ เนื่องจากให้ความสำคัญกับเป้าหมายมากกว่าความสุขปัจจุบัน

ชีวิตคนทำงานก็เหมือนกัน แทนที่จะมีความสุขจากการทำงาน แต่กลับไปมีความสุขจากการรับเงินเดือน มันไม่ใช่เป้าหมาย เพราะยิ่งทำให้ทุกข์โดยไม่รู้ตัวมากขึ้น ทำอย่างไรให้เรามีความสุขจากการทำมากกว่าการได้ นั่นคือ ฉันทะ ส่วน โลภะคือ อยากได้ แต่ไม่อยากทำ นี่คือคำตอบว่า หากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิตจะทำอะไร

” เมื่อมีธรรมะในหัวใจเป้าหมายก็คือธรรมะ เราจะทำเหตุเพื่อไปหาผล หรือทำเหตุเพื่อเหตุ ก็อยู่ที่ตัวเรา ”

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 9 ธันวาคม 2555

Advertisements

1 thought on “‘ปัจจุบันขณะ’ ต้นทางแห่งความสุข พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ โดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์

  1. Pingback: พุทธศาสน์กับ “ศักราชใหม่” พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล โดย ชฎาพร นาวัลย์ | ⊹⊱✿ What Ankylosing Spondylitis ca

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s